วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

โลก 360 องศา - (วงร็อคเผยนาทีสังหารหมู่ในคอนเสิร์ต,เบลเยี่ยมปิดเมืองหลังมีคำเตือนก่อวินาศกรรม,รัสเซียปูพรมถล่มหนักไอเอส,อินโดมาเลย์บรรลุข้อตกลงจัดตั้งสภาผู้ผลิตน้ำมันปาล์มโลก)


รอยเตอร์ วงดนตรีร็อคจากแคลิฟอเนียร์ที่ทำการแสดงในกรุงปารีสเมื่อคืนวันที่ 13 พฤศจิกายนรอดชีวิตจากเหตุสังหารหมู่กลางคอนเสิร์ตของพวกเขามาได้ แต่มีคนอื่นๆ ที่เสียชีวิตขณะพยายามหลบในห้องแต่งตัว นักร้องนำของวงนี้กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ข่าวนานาชาติไวซ์ (Vice) เจสซี ฮิวส์ จากวงอีเกิลส์ออฟเดธเมทัล (Eagles of Death Metal ) พูดคุยกับไวซ์ในการสัมภาษณ์ที่จะออกอากาบนเว็บไซต์ของช่องในสัปดาห์หน้า คลิปตัวอย่างความยาว 30 วินาทีได้ถูกโพสต์เมื่อวานนี้ (21) นี่เป็นครั้งแรกที่สมาชิกของวงนี้ยอมเปิดปากพูดเกี่ยวกับเหตุยิงดังกล่าว ไวซ์ระบุ เหตุระเบิดและกราดยิงโดยฝีมือของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในกรุงปารีสได้คร่าชีวิตคนไป 130 ราย รวมถึง 89 คนที่เข้าร่วมชมการแสดงของวงดนตรีอเมริกันวงนี้ที่ห้องโถงคอนเสิร์ตบาตาคล็อง  มีคน 7 คนซ่อนอยู่ในห้องแต่งตัวของพวกเรา และคนร้ายก็เข้ามาและฆ่าพวกเขาทุกคน เหลือเพียงเด็กคนเดียวที่ซ่อนอยู่ใต้แจ็คเก็ตหนังของผมฮิวส์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์ ขณะที่ จอช ฮอมมี ผู้ร่วมก่อตั้งวงนั่งอยู่ข้างๆ เขา  “หลายคนแกล้งตายและพวกเขากลัวมากฮิวส์ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เหตุผลหลักที่มีคนเสียชีวิตจำนวนมากนั่นก็เพราะว่าพวกเขาไม่ทิ้งเพื่อน หลายคนเอาตัวเองไปบังอยู่หน้าคนอื่นในถ้อยแถลงบนหน้าเฟสบุ๊คเมื่อต้นสัปดาห์ วงนี้ระบุว่า ผู้ที่ถูกสังหารในคืนนั้นรวมถึง นิค อเล็กซานเดอร์ ผู้จัดการฝ่ายขายของวง และเพื่อนในค่ายแพลง 3 คนคือ โทมัส อายัด , มาเรีย มอสเซอร์ และมานู เปเรซ  วงดนตรีวงนี้ซึ่งมีชื่อย่อว่า (EDOM) อยู่บนเวทีในตอนที่มือปืนเปิดฉากยิงด้วยปืนกลอัตโนมัติ  คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่ถูกถ่ายภายในห้องโถงดังกล่าวในตอนที่การโจมตีเริ่มขึ้นนั้นได้ถูกโพสต์บนอินสตราแกรม และมีการนำไปออกอากาศทางโทรทัศน์หลังจากนั้น ในคลิปนี้เผยให้เห็นนักดนตรีของวง EODM 3 คนอยู่บนเวทีในช่วงกลางของการแสดงดังกล่าวในขณะที่การยิงปะทุขึ้น กระตุ้นให้มือกลองรีบหมอบลงต่ำเพื่อหลบและมือกีตาร์คนหนึ่งวิ่งหนีจากเวทีส่วนอีกคนหนึ่งยืนแข็งไม่ขยับเขยื้อน

 
เอเจนซีส์ ล่าสุดวันนี้(21) พบคลังแสงอาวุธที่มีทั้งระเบิดและอาวุธเคมีในบ้านของคนร้ายวางแผนโจมตีปารีสในย่านโมเลนเบค( Molenbeek) หลังจากมีปฎิบัติการบุกค้นในคืนวันศุกร์ (20) ในขณะที่บรัสเซลส์ประกาศ ปิดตายประเทศระบบรถไฟเมโทรขนส่งสาธารณะปิดให้บริการ ห้ามใช้ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าปิดช่วงบ่าย ด้านฝรั่งเศสส่งกองกำลังคุมเข้มแหล่งน้ำบริโภคทั้งหมด หลังพบชุดป้องกันภัยชีวภาพระดับสูงถูกขโมยจากโรงพยาบาลปารีส  เดอะเทเลกราฟและเดอะการ์เดียน สื่ออังกฤษ รวมไปถึง สื่อทั่วโลกรายงานความคืบหน้าเหตุโจมตีปารีสล่าสุดในวันนี้(21)ว่า ในช่วงเวลาข้ามคืนที่ผ่านมาเบลเยียมเตือนภัยก่อการร้าย ขั้นสูงสุดในบรัสเซลส์ โดยนอกจากเตือนไม่ให้ประชาชนชาวเบลเยียมอยู่ในที่คนพลุกพล่าน แล้ว ยังส่งกองกำลังออกปประจำตามถนนสายต่างๆ ที่รวมไปถึงมีการวิ่งของยานพลลำเลียงตามถนนให้เห็น สั่งระงับการขนส่งสาธารณะ เป็นต้นว่าระบบรถไฟเมโทร ห้ามไม่ให้ใช้ลานจอดรถ การแข่งขันฟุตบอล และกิจกรรมต่างๆถูกสั่งยกเลิก และมีรายงานว่าห้างสรรพสินค้าในเบลเยียม เป็นต้นว่า City2 หรือ เวสต์แลนด์ จะปิดให้บริการในช่วงบ่ายวันนี้(21) ซึ่งเดอะการ์เดียนรายงานว่า อย่างน้อยศูนย์การค้า Woluwe ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของกรุงบรัสเซลส์ สื่อท้องถิ่นเบลเยียมรายงานว่า มีการสั่งอพยพให้ผู้จับจ่ายออกมาภายนอกด้วยเช่นกัน หลังจากเปิดไปได้สักพัก ซึ่งในเบื้องต้นยังไม่มีการชี้แจงว่า เหตุใดจึงปิดอย่างกระทันหัน  โดยในเบื้องต้นนายกรัฐมนตรีเบลเยียม ชาร์ลส มิเชลส ออกแถลงการณ์ว่า เหตุผลในการปิดล็อกกรุงบรัสเซลสครั้งนี้ เนื่องจากเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่เมืองหลวงแห่งนี้จะตกเป็นเป้าก่อการร้ายพร้อมกันหลายจุดเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นกับกรุงปารีสในวันศุกร์(13) ด้วยระเบิดและอาวุธต่างๆ เทเลกราฟรายงาน ซึ่งก่อนหน้านี้จากการเข้าบุกค้นที่ย่านโมเลนเบค(Molenbeek)ในคืนวันศุกร์(20) จากการแถลงของสำนักงานอัยการเบลเยียมในวันนี้(21)ผ่านการรายงานของเดอะการ์เดียนเปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเบลเยียมพบคลังแสงที่มีทั้งอาวุธเคมีและระเบิดที่บ้านของคนร้ายซึ่งตั้งอยู่บนถนน วานเดเพียร์บุม(Vandepeerboom ) อ้างอิงจากสื่อเบลเยียม La Capitaleซึ่งในเบื้องต้นนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยว่า มีการจับกุมเกิดขึ้นหรือไม่ นอกจากนี้หนังสือพิมพ์เบลเยียม Dernière Heure รายงานเพิ่มเติมว่า บ้านที่ทางเจ้าหน้าที่พบคลังแสงนี้เป็นบ้านพักที่อยู่ในสภาพทรุดโทรมซึ่งเป็นสถานที่อับเดลฮามิด อาบาอูด (Abdelhamid Abaaoud) มันสมองโจมตีปารีสใช้เป็นกองบัญชาการออกคำสั่ง Sleeper Cell ก่อการร้าย สื่ออังกฤษรายงานเพิ่มเติมว่า การค้นพบคลังแสงก่อการร้ายเกิดขึ้นหลังจาก รัฐบาลเบลเยียมออกคำสั่งให้เบลเยียมอยู่ในการเตือนภัยขั้นสูงสุด ท่ามความกังวลที่ ซาเลห์ อับเดสลาม(Salah Abdeslam) ผู้ก่อการร้ายโจมตีปารีสที่ยังมีชีวิต และยังคงอยู่ในระหว่างการหลบหนี ซึ่งสำนักอัยการปารีสออกแถลงการณ์ในวันเสาร์(21)ยอมรับว่าขณะนี้ไม่ทราบว่าตัวคนร้ายอยู่ที่ใด โดยอับเดสลามสามารถหลบหนีข้ามแดนเข้ามายังเบลเยียมได้ในวันเดียวกับที่เสร็จสิ้นโจมตีกรุงปารีส ฝรั่งเศส แล้ว และเดลีเทเลกราฟในวันนี้(21)ยังรายงานถึงคำสั่งคุมเข้มแหล่งน้ำในฝรั่งเศสว่า ปารีสได้เพิ่มมาตรการความปลอดภัยระดับสูง โดยออกคำสั่งส่งกองกำลังคุมตามแหล่งน้ำสาธารณะต่างๆที่จะส่งเข้ามาเมืองหลวงของฝรั่งเศส หลังจากมีรายงานว่า มีการพบว่าชุดป้องกันภัยชีวภาพระดับสูงที่สามารถป้องกันเชื้อโรคร้าย เช่น อีโบลา ถูกขโมยออกจากโรงพยาบาลเนคเกอร์ (Necker) หนึ่งในโรงพยาบาลชั้นนำของกรุงปารีส ซึ่งสื่ออังกฤษรายงานว่า รองเท้าบูทส์ยางที่สามารถป้องกันอันตรายจากสารเคมีได้ถึง 3 เท่าทำมาจากโพลีเอธิลีน รวมไปถึงถุงมือ และหน้ากากครอบป้องกันเชื้อโรคได้หายไปพร้อมกัน โดยทางโรงพยาบาลเนคเกอร์ออกแถลงการณ์ว่า มีการพบว่าชุดป้องกันภัยชีวภาพและสารเคมีที่มีจำนวนจำกัดเช่นนี้หายไปในวันพุธ และทางโรงพยาบาลได้ทำการแจ้งเรื่องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วนอกจากนี้สื่ออังกฤษยังรายงานต่อว่า Eau de Paris บริษัทผลิตน้ำประปาปารีสล่าสุดออกประกาศ ห้ามเข้ายังแหล่งน้ำสำคัญ 6 แห่ง ยกเว้นเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับอนุญาต และเดลีเทเลกราฟยังรายงานเพิ่มเติมว่า มาตรการความปลอดภัยครั้งล่าสุดนี้ให้ความสำคัญที่สถานที่กักเก็บน้ำสำหรับใช้สอย ที่มีการป้องกันแน่นหนา รวมถึงมีรั้วกั้นป้องกัน และรวมไปถึงการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์เตือนภัยคอยจับสัญญาณผู้บุกรุก ระบบเซ็นเซอร์เหล่านี้เชื่อมโยงไปยังศูนย์บังคับการ และหากมีการเตือนบุกรุกเกิดขึ้น ทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจจะถูกส่งไปที่นั่นในทันที” Celia Blauel ผู้ช่วยนายกเทศมนตรีกรุงปารีส และประธานบริษัทผลิตน้ำประปา Eau de Paris แถลง และเพื่อเป็นการป้องกันการปนเปื้อนของน้ำ ทางบริษัทประปาปารีสได้เพิ่มจำนวนสารคลอรีนในแหล่งน้ำ 5 แห่ง  เดลีเทเลกราฟรายงานเพิ่มเติมว่า มีรายงานในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ทางโรงพยาบาลต่างๆ และหน่วยงานฉุกเฉินทั่วฝรั่งเศสต่างเตรียมพร้อม และทำการกักตุนอุปกรณ์และสิ่งจำเป็นสำหรับแอนติโดสอาวุธเคมี ซารีนและสารเคมีทำลายประสาทอื่นๆเป็นครั้งแรก

 
เอ็กซ์เพรส/อาร์ทีนิวส์ - กองทัพรัสเซียระดมยิงขีปนาวุธร่อนถล่มฐานที่มั่นต่างๆของพวกรัฐอิสลาม(ไอเอส) ในซีเรีย จากกองเรือที่ประจำการอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลแคสเปียน โดยลูกหนึ่งสามารถปลิดชีพพวก่อการร้ายได้ถึง 600 ศพ ขณะเดียวกันมอสโกก็แถลงเพิ่มจำนวนเครื่องบินที่ใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศขยี้พวกก่อการร้ายในซีเรียเป็น 2 เท่า กระทรวงกลาโหมของรัสเซียเปิดเผยในวันศุกร์(20พ.ย.) ว่ากองทัพอากาศเพิ่มจำนวนเครื่องบินที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการถล่มนักรบญิฮัดเป็น 69 ลำ แม้แค่ช่วง 3 วันที่ผ่านมา เครื่องบินรบของมอสโกได้ลงมือโจมตีทางอากาศถึง 394 เที่ยว ถล่มเป้าหมายต่างๆของพวกก่อการร้ายทั่วซีเรีย 731 เป้าหมาย ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางความสับสนว่ารัสเซียจะส่งกองกำลังทางภาคพื้นสู่สมรภูมิซีเรียหรือไม่ ด้วยในวันศุกร์(20พ.ย.) เครมลินบอกแต่เพียงว่ายังไม่ถึงเวลาที่พวกเขาจะทำสงครามภาคพื้นอย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะดำเนินการเช่นนั้นในอนาคต ท่ามกลางข่าวลือว่าประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เตรียมส่งทหาร 150,000 นายเข้าไปขุดรากถอนโคนไอเอสเป็นครั้งสุดท้าย เซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีกลาโหมเปิดเผยว่ามีพวกก่อการร้ายมากกว่า 600 คนถูกกำจัด ผลจากขีปนาวุธร่อนเพียงลูกเดียวที่ถล่มเป้าหมายหนึ่งในจังหวัดเดอีร์ เอซ-ซอร์ ในวันศุกร์(20พ.ย.)รัฐมนตรีกลาโหมรายนี้รายงานกับประธานาธิบดีปูติน ต่อว่า"ในวันที่ 20 พฤศจิกายน เรือรบของกองเรือแคสเปียนยังยิงขีปนาวุธร่อนอีก 17 ลูกโจมตี 7 เป้าหมายในจังหวัดรักกา, อิดลิบ และอเลปโป และประสบความสำเร็จโดนทุกเป้าหมาย" ทั้งนี้โดยรวมแล้วมีเรือรบรัสเซีย 10 ลำที่ร่วมปฏิบัติการถล่มซีเรีย โดยในนั้น 6 ลำ ประจำการอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนที่เหลืออยู่ในทะเลแคสเปียน การยกระดับโจมตีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากช่วงต้นสัปดาห์ ประธานาธิบดีปูติน ประกาศจะไล่ล่าและลงโทษพวกที่อยู่เบื้องหลังเหตุลอบวางระเบิดบนเครื่องบินโดยสารรัสเซียเหนือคาบสมุทรไซนายเมื่อเดือนก่อน ที่คร่าชีวิตยกลำ 224 ศพ ซึ่งพวกไอเอสออกมาอ้างความรับผิดชอบ นอกจากปฏิบัติการโจมตีทั้งทางเครื่องบินและทางเรือแล้ว มอสโกยังมีแผนซ้อมรบ 3 วันในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และได้แจ้งเตือนเลบานอนว่าน่านฟ้าของพวกเขาจะได้รับผลประทบจากการซ้อมรบดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ปูติน ยอมรับว่าความพยายามเหล่านี้ยังล้มเหลวในการปกป้องรัสเซียจากการโจมตีก่อการร้าย ก่อนหน้านี้นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียและนายจอห์น เคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้พูดคยกันทางโทรศัพท์เพื่อหารือเกี่ยวกับความจำเป็นที่ต้องพยายามต่อสู้กับไอเอสในซีเรียร่วมกัน ขณะที่นายฟิลิป แฮมมอนด์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ บอกว่าพบเห็นสัญญาณอย่างชัดเจนว่ารัสเซียหันกระบอกปืนเข้าหาพวกไอเอสในช่วงหลายวันที่ผ่านมา นายแฮมมอนด์ กล่าวระหว่างเดินทางเยือนไซปรัสเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ว่า "ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา เราพบเห็นอย่างชัดเจนว่ารัสเซียกำลังพุ่งเป้าไปที่ความพยายามตอบโต้ไอเอสมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดี" เขากล่าว
    
เอเอฟพี/เอเจนซีส์ – SOHR กลุ่ม NGO ด้านสิทธิมนุษยชนที่มีฐานในอังกฤษรายงานสถานการณ์ในซีเรียเมื่อวานนี้ (20) ว่า ในปฎิบัติการโจมตีกลุ่มติดอาวุธ IS ของรัสเซียทำให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 1,300 คน ซึ่งมีเด็กชาวซีเรียรวมอยู่ในนี้ถึง 97 คน ในขณะที่มีรายงานออกมาจากสื่อรัฐบาลเลบานอนว่า เครมลินบีบบังคับให้เบรุตสั่งปิดน่านฟ้าชั่วคราว เพื่ออนุญาตให้ กองกำลังรบรัสเซียทำการฝึกซ้อมในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเอเอฟพีรายงานเมื่อวานนี้(20)ว่า กลุ่มสังเกตการณ์ซีเรียด้านมนุษยชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร SOHR รายงานในวันศุกร์(20)ว่า ตั้งแต่รัสเซียเริ่มปฏิบัติการโจมตีกลุ่มก่อการร้าย IS ในเดือนกันยายนล่าสุด พบว่ามีผู้เสียชีวิตไปไม่ต่ำกว่า 1,300 คนแล้ว และพบว่า 2 ใน 3 ของตัวเลขผู้เสียชีวิตทั้งหมดราว 1,331 เป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ SOHR แถลง และทางกลุ่ม SOHR แถลงลงในรายละเอียดเพิ่มเติมว่า พบว่าสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ IS จำนวน 381 คนถูกสังหาร ในขณะที่ยอดจำนวนสมาชิกกลุ่มติดอาวุธเครือข่ายอัลกออิดะห์ อัลนุสรา ฟรอนต์ และรวมไปถึงสมาชิกกลุ่มติดอาวุธกบฏซีเรียกลุ่มอื่นๆเสียชีวิตรวมกันราว 547 คน นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสนใจเมื่อพบว่า มีพลเรือนซีเรียราว 403 คนเสียชีวิต ซึ่งตัวเลขนี้รวมไปถึงเด็กชาวซีเรียอีก 97 คน อย่างไรก็ตาม เอเอฟพีให้ข้อสังเกตว่า ดูเหมือนตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ทาง SOHRประกาศล่าสุดจะสูงกว่า 2 เท่าของตัวเลขก่อนหน้านั้นที่ทางกลุ่มได้ประกาศออกมาเมื่อ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือในวันที่ 29 ตุลาคม แถลงว่า มียอดผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของรัสเซียเกือบ 600 คน นอกจากเอเอฟพียังรายงานว่า กลุ่มไม่แสวงหาผลกำไรด้านการแพทย์จำนวนหนึ่งที่ปฏิบัติงานในซีเรีย ยังได้ออกมากล่าวหารัสเซียว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย ทำให้คลินิกสนามรักษาคนไข้ของหน่วยงาน และโรงพยาบาลในซีเรียได้รับความเสียหาย
นอกจากนี้กลุ่ม SOHR ยังรายงานตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิตที่เกิดจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯว่า มีตัวเลขผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 3,649 คน ซึ่ง 6% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็นพลเรือน นับตั้งแต่สหรัฐฯเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในซีเรีย เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กลุ่มสังเกตการณ์ซีเรียแถลงว่า ยอดตัวเลขผู้ก่อการร้าย IS เสียชีวิตในซีเรียจากปฏิบัติการทางอากาศของสหรัฐฯมีราว 3,276 คน และมีจำนวนสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายเครือข่ายอัลกออิดะห์ อัลนุสรา ฟรอนต์ และกลุ่มติดอาวุธกลุ่มอื่นราว 147 คน และมีพลเรือนซีเรียเสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯราว 226 คน และในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของกองกำลังรัสเซียในซีเรีย ยังมีข่าวว่า ทางเครมลินได้ร้องขอให้รัฐบาลเลบานอนทำการปิดน่านฟ้าชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้กองกำลังรัสเซีย ทำการซ้อมรบโดย VOX สื่อสหรัฐฯรายงานถึงเรื่องนี้ในวันศุกร์(20)ว่า สื่อ NNAภายใต้การควบคุมรัฐบาลเลบานอน และหนังสือพิมพ์ เดอะเดลี สตาร์ ว่า ทางรัฐบาลรัสเซียได้ทำการร้องขอให้รัฐบาลเลบานอนสั่งปิดท่าอากาศยานนานาชาติของประเทศชั่วคราวเป็นเวลา 3 วัน โดยทำการสั่งห้ามไม่ให้เครื่องบินโดยสารทำการบินขึ้นและลงที่บริเวณท่าอากาศยานแห่งนี้ นับตั้งแต่วันเสาร์(22)ไปจนถึงวันจันทร์ (24) โดยในการเสนอข่าวจากสื่อเลบานอน ทางรัสเซียอ้างว่า จะมีการทำการฝึกซ้อมรบทางการทหารทางทะเลในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และอาจทำให้เครื่องบินโดยสารของสายการบินต่างๆไม่ปลอดภัย ซึ่งจุดต่างๆในการซ้อมรบของกองทัพเรือรัสเซียนี้ NNA รายงานว่า จะทำให้จราจรทางอากาศของเลบานอนต้องหยุดชะงักโดยสิ้นเชิงโดยสื่อสหรัฐฯอ้างอิงจากการรายงานของ นูร์ ซามาฮา (Nour Samaha)นักข่าวชาวเลบานอน ซึ่งได้รายงานว่า รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมเลบานอนได้ปฎิเสธคำขอของรัสเซีย ด้านบริษัทสายการบินตะวันออกกลาง และสายการบินประจำชาติเลบานอนได้ออกมายืนยันว่า ทางบริษัททำการบินตามปกติ  VOX รายงานเพิ่มเติมว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า รัสเซียจะมีปฏิกิริยาในเรื่องนี้อย่างใด หากรายงานข่าวที่ว่านี้เป็นความจริง นอกจากนี้สื่อสหรัฐฯยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในรายงานเดียวกันนี้ที่เปิดเผยออก พบว่าทางรัสเซียได้ยื่นคำขอไปทางเลบานอนล่วงหน้าไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น เพื่อร้องทำการปิดน่านฟ้าชั่วคราวต่อสายการบินต่างๆในวันชาติเลบานอน ซึ่งเป็นวันประกาศอิสรภาพของประเทศในวันที่ 22 พฤศจิกายน หรือคือวันนี้ VOX ชี้ว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดถึงรายละเอียดการฝึกซ้อมรบที่รัสเซียอ้าง แต่เชื่อว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการโจมตีอากาศในซีเรีย และสื่อสหรัฐฯยังรายงานต่อว่า ในขณะนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า รัสเซียจะยังคงทำการฝึกซ้อมรบตามกำหนดหรือไม่ หลังจากที่ได้รับการปฎิเสธอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเลบานอนแล้ว ด้าน วาลิด จอมแบลตต์ (Walid Joumblatt) บุคคลมีชื่อเสียงในแวดวงการเมืองเลบานอนได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ผ่านทวีตเตอร์ในวันศุกร์(20)ว่า ดูเหมือนว่า การที่รัสเซียขอให้ทางเลบานอนทำการปิดน่านฟ้าของตัวเองในวันครบรอบประกาศเอกราชย์นั้น คล้ายกับว่าทางเครมลินคิดว่า เลบานอนเป็นแค่เขตหนึ่งในกรุงมอสโกซึ่งถือเป็นการหยามเกียร์ติ และละเมิดอำนาจอธิปไตยของเราอย่างร้ายแรง
 


เอเจนซีส์ - ผู้นำจีนและสหรัฐฯ ต่างออกมาแถลงประณามเหตุบุกจับตัวประกันในโรงแรมหรูใจกลางกรุงบามาโกของมาลี เมื่อวานนี้ (20 พ.ย.) ซึ่งล่าสุดมีการยืนยันยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 27 ราย โดยมีชาวอเมริกันตกเป็นเหยื่อด้วย 1 ราย ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ซึ่งเดินทางไปร่วมการประชุมซัมมิตที่มาเลเซีย ระบุว่า เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นในมาลีเป็นสิ่งที่น่าตื่นตระหนก และชี้ว่า พฤติกรรมป่าเถื่อนของนักรบญิฮาด มีแต่จะทำให้สหรัฐฯ ยิ่งมุ่งมั่นที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายเหล่านี้” อัล-มูราบิทูน ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธเครือข่ายอัลกออิดะห์ภายใต้การนำของ “ม็อคตาร์ เบลม็อคตาร์นักรบชาวแอลจีเรียผู้มีดวงตาข้างเดียว ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบกรณีกลุ่มมือปืนอิสลามิสต์บุกจับตัวประกันกว่าร้อยคนในโรงแรม เรดิสสัน บลู ในกรุงบามาโกไว้เป็นเวลานานถึง 9 ชั่วโมง ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ทั่วโลกยิ่งตระหนักถึงภัยคุกคามจากเครือข่ายนักรบญิฮาด หลังเหตุวินาศกรรมสังหารหมู่ 130 ศพในปารีสเพิ่งผ่านพ้นมาได้แค่ 1 สัปดาห์ กองกำลังพิเศษมาลีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และฝรั่งเศสได้บุกจู่โจมเข้าไปในอาคารทีละชั้น จนสามารถยุติเหตุการณ์ลงได้ในที่สุด โอบามา ได้ให้สัมภาษณ์นอกรอบระหว่างการประชุมซัมมิตเอเชีย-แปซิฟิกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ว่า กลุ่มก่อการร้ายได้ก่อเหตุจับตัวประกัน และสังหารผู้คนอย่างไร้ความปรานี... ในนามของชาวอเมริกัน ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังชาวมาลีและครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งมีชาวอเมริกันด้วยอย่างน้อย 1 คน” “พวกเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ที่สมควรจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป  แหล่งข่าวด้านความมั่นคงในมาลียืนยันว่า มีตัวประกันถูกสังหารไปอย่างน้อย 27 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันว่ามีชาวอเมริกันเสียชีวิตแน่นอนแล้ว 1 ราย และอีกหลายสิบคนรอดชีวิตมาได้  ด้านประธานาธิบดี สี่ จิ้นผิง ของจีน ก็ได้ออกมาแถลงประณามเหตุโจมตีโรงแรมในกรุงบามาโก ซึ่งมีชาวจีนเสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย  เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศจีนเผยแพร่คำแถลงของ สี่ ซึ่งยืนยันว่า จีนจะยกระดับความร่วมมือกับนานาชาติเพื่อต่อต้านลัทธิก่อการร้าย   
       

รอยเตอร์ - หลังเกิดระเบิดฆ่าตัวตายที่คาเฟ่ ก็องตัวร์ วอลแตร์ ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายจุดที่ถูกอิสลามิสต์โจมตีเมื่อคืนวันที่ 13 พ.ย. บุรุษพยาบาลเมืองน้ำหอมคนหนึ่งได้เข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บที่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น โดยไม่รู้เลยว่าคนที่เขาพยายามจะช่วยชีวิตไว้นั้นเป็น มือระเบิด  บุรุษพยาบาลซึ่งบอกชื่อตนเองสั้นๆว่า เดวิดเล่าว่า เขาเห็นชายผู้บาดเจ็บนอนอยู่ท่ามกลางโต๊ะและเก้าอี้ที่กระจัดกระจายเกลื่อนบาร์ จึงช่วยพามานอนราบกับพื้น  ชายคนดังกล่าวหมดสติไปแล้ว แต่ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บมากนัก เดวิด จึงตัดสินใจว่าจะทำซีพีอาร์ปั๊มหัวใจตามขั้นตอนที่ได้ร่ำเรียนมา แต่เมื่อถอดเสื้อทีเชิ้ตออกจากร่างผู้บาดเจ็บ บุรุษพยาบาลคนนี้ก็ทราบทันทีว่า สิ่งที่เขาเข้าใจว่าเป็นแค่ แก๊สระเบิดในคาเฟ่ใกล้ๆ กับโรงละครบาตากล็องที่มีมือปืนบุกเข้าไปกราดยิงผู้ชมคอนเสิร์ตเสียชีวิต 89 ราย อาจเลวร้ายยิ่งกว่าที่คิดไว้  “ผมเห็นสายไฟ 4 เส้น สีขาว ดำ แดง และส้ม... ตอนนั้นเองที่ผมรู้ว่าเขาเป็นมือระเบิดฆ่าตัวตายเดวิด ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์  ชายที่ เดวิด พยายามช่วยชีวิตก็คือ บราฮิม อับเดสลามหนึ่งในคนร้ายที่ร่วมกันก่อเหตุโจมตีคาเฟ่ ภัตตาคาร โรงคอนเสิร์ต และสนามกีฬาในกรุงปารีส จนมีผู้เสียชีวิตถึง 130 คน  บราฮิม เป็นพี่ชายแท้ๆ ของ “ซาลาห์ อับเดสลามที่ยังอยู่ระหว่างหลบหนี และเป็นคนเดียวที่เสียชีวิตบริเวณคาเฟ่แห่งนี้  จากคลิปวีดีโอที่คนด้านนอกคาเฟ่บันทึกไว้ได้ มีชาย 2 คนที่เข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บซึ่งนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น หนึ่งในนั้นคือ เดวิด ส่วนอีกคนยังไม่ทราบว่าเป็นใคร ใกล้ๆ กันนั้นยังมีผู้บาดเจ็บอีกรายนอนจมกองเลือดอยู่  สายไฟเส้นแรกที่ผมเห็นเป็นสีแดง เข้าใจว่าน่าจะเป็นชนวนระเบิด... ตรงปลายมีอะไรบางอย่างติดอยู่ด้วยเดวิด กล่าว  พอรู้ว่าคนที่กำลังจะช่วยเป็นมือระเบิด พนักงานดับเพลิงก็เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุพอดี หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ที่ เดวิด รู้จัก เขาจึงเล่าให้ฟังว่าพบเห็นอะไรมา  เขาจ้องหน้าผม และสั่งให้ทุกคนอพยพออกจากที่เกิดเหตุเดี๋ยวนั้นเลยเดวิด วัย 46 ปี ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงปารีส เขาคุ้นเคยกับคาเฟ่ ก็องตัวร์ วอลแตร์ เป็นอย่างดี เพราะมีบ้านอยู่แถวนั้น  วันเกิดเหตุ เขานั่งรับประทานอาหารค่ำอยู่กับเพื่อนคนหนึ่ง พอบริกรยกอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ก็เกิดการระเบิดขึ้น  “ตอนนั้นมีลูกไฟระเบิดตูมขึ้น ฝุ่นคลุ้งไปหมด... ผมเดาทันทีว่าคงเป็นฮีตเตอร์ระเบิด ก็เลยตะโกนให้คนในร้านรีบปิดแก๊ส... ทุกคนตื่นตระหนกและวิ่งออกจากร้าน ผมเองก็ออกไปยืนอยู่ที่เทอร์เรซ  เดวิด ตรงเข้าไปช่วยเหลือหญิงคนหนึ่งก่อน จากนั้นก็ช่วยเด็กหนุ่มที่เลือดออกเต็มตัวแต่ยังพอมีสติสัมปชัญญะ เมื่อเริ่มมีคนอื่นเข้ามาช่วยอีก เขาจึงตรงไปที่ อับเดสลาม  ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเขาเป็นมือระเบิด นึกว่าเป็นลูกค้าเหมือนคนอื่นๆ... ผมเข้าใจว่าแก๊สระเบิด และเขาคงได้รับบาดเจ็บด้วย”  เดวิด เล่าว่า เขาไม่เห็น อับเดสลาม เดินเข้าไปในร้าน และเชื่อว่าคนร้ายคงจะกดชนวนระเบิดขณะนั่งอยู่ที่เทอร์เรซ  “ที่ข้างลำตัวของเขามีแผลเปิดยาวประมาณ 30 เซนติเมตร... พอผมเปิดเสื้อเขาและเห็นสายไฟ ก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดาแล้ว  ตำรวจบอกกับ เดวิด ว่า ระเบิดของ อับเดสลาม ยังทำงานไม่สมบูรณ์  ผมมาคิดๆ ดู ตอนที่พาเขามานอนกับพื้นและจะทำซีพีอาร์ให้ มันเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้พละกำลังพอสมควร ซึ่งถ้าผมทำ ผมอาจถูกระเบิดตายไปแล้วก็ได้”  

เอพี / เอเจนซีส์ / MGR online – อินโดนีเซียและมาเลเซีย ประเทศผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายใหญ่ที่สุด 2 อันดับแรกของโลกลงนามในข้อตกลงความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ในวันเสาร์ ( 21 พ.ย.) เพื่อจัดตั้งองค์กรซึ่งเป็นที่รวมของบรรดาประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรชนิดนี้ เลียนแบบกลุ่มโอเปกของวงการน้ำมัน หวังสร้างอำนาจในการเป็นผู้กำหนดราคาขายปาล์มน้ำมันในตลาดโลก ผ่านกลไกบริหารจัดการด้านการผลิตที่มีประสิทธิภาพ   ริซาล รามลี รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรของอินโดนีเซียเปิดเผยต่อผู้สื่อข่าวโดยระบุ สภาผู้ผลิตปาล์มน้ำมันโลกซึ่งจะมีที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียนี้ จะมีโครงสร้างองค์กรที่คล้ายคลึง กับกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก หรือกลุ่ม โอเปกและว่า การถือกำเนิดขององค์กรที่เป็นศูนย์รวมของบรรดาประเทศผู้ผลิตปาล์มน้ำมันในครั้งนี้จะถือเป็น การพลิกเกมสำหรับอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ต้องประสบปัญหาราคาตกต่ำ ตลอดจน ถูกกล่าวหาจากบรรดานักสิ่งแวดล้อมทั่วโลกถึงวิถีการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันที่ไม่ยั่งยืน และสร้างผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกด้วยวิธีการเผาป่า จนก่อให้เกิด วิกฤตหมอกควันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซ้ำซากทุกปี  น้ำมันทั่วโลก ถูกมองว่า เป็นความพยายามของทั้งสองประเทศในการแก้ปัญหาความไร้เสถียรภาพ ของราคาปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน  รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรแดนอิเหนายังระบุเพิ่มเติมว่า สภาผู้ผลิตปาล์มน้ำมันโลกยังจะมุ่งมั่นเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกให้กับบรรดาประเทศผู้ผลิตผ่านกลไกการทำ การเกษตรสีเขียวที่มีความยั่งยืน และจะมุ่งมั่นเดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตของบรรดาเกษตรกรรายย่อยมากกว่า 4 ล้านคนที่ปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซีย รวมถึงอีกราว 500,000 คนในมาเลเซีย  ด้านอามาร์ อุงกาห์ เอ็มบาส รัฐมนตรีกระทรวงการเพาะปลูก อุตสาหกรรมและสินค้าโภคภัณฑ์ของมาเลเซีย ออกโรงยืนยันในวันเสาร์ (21) ว่า สภาผู้ผลิตปาล์มน้ำมันโลกนี้จะมิใช่องค์กรที่มุ่งแต่กำหนดราคาโดยคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของฝ่ายผู้ผลิตแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะมุ่งเน้นการสร้างกลไกกำหนดราคาแบบยั่งยืน ที่จะส่งผลให้ทั้งฝ่ายผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ประโยชน์ร่วมกัน ผ่านการบริหารจัดการปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันที่มีความเป็นเอกภาพรัฐมนตรีกระทรวงการเพาะปลูก อุตสาหกรรมและสินค้าโภคภัณฑ์ของมาเลเซียยังเผยด้วยว่า นอกเหนือจากอินโดนีเซียและมาเลเซียที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งองค์กรความร่วมมือนี้แล้ว จะมีการดึงประเทศผู้ผลิตปาล์มน้ำมันอื่น ๆ เข้ามาร่วมด้วย เช่น ประเทศไทย บราซิล โคลอมเบีย ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี ยูกันดา ไนจีเรีย ไลบีเรีย และกานา  ในอีกด้านหนึ่งมีรายงานว่า อินโดนีเซียและมาเลเซียตกลงจะสมทบเงินเข้าสู่องค์กรความร่วมมือใหม่ล่าสุดนี้ประเทศละ 5 ล้านดอลลาร์ในเบื้องต้นเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานขององค์กร ขณะที่รายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ ในการสถาปนาองค์กรนี้อย่างเต็มรูปแบบยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

(เครดิตอ้างอิง คัดลอกจากหน้าข่าว,แปลข่าวต่างประเทศ คอลัมน์ข่าวต่างประเทศ เว็บผุ้จัดการออนไลน์)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น