วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

พิภพราชา ภาคขยาย ตอนที่ 10 (พาร์ทที่ 2 ของภาคที่ 4 "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ทวงคืนพระราชา)


พาร์ทที่ 2 ของภาคที่ 4 นี้ จะเริ่มเข้าสู่โหมดของการหักเหลี่ยมเฉือนคมทางการเมือง และเข้าสู่โหมดของการรบกันแล้ว ขอใช้ชื่อตอนว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ละกัน เป็นเรื่องราวของพระเจ้าเอกอนุเชษฐ์ธิราช และนาคามิน (ซึ่งบัดนี้ทุกคนสืบรู้แล้วว่าเขาคือเจ้าชายเศกปนัท ที่หายสาบสูญไปตั้งแต่ตอน 8 ขวบ) 

โดยการสืบหาความจริงของ ขุนทหารจันทคาม ที่รับอาสาอำมาตย์พิชิตสังขลาทร แห่งกรุงโลกา ให้มาสืบหาว่า เจ้าชายพระองค์นี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และตอนนี้อยู่ที่ไหน เพื่อมารับราชโองการแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาท และเตรียมสถาปนาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ของกรุงโลกาบรรณพิภพ 
ก่อนอื่นขอเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ในภาคที่ 3 ก่อนที่ขุนทหารจันทคามออกสืบหาความจริงโดยเริ่มค้นหาความจริงจากปากของนางมธุรสเทวีก่อน จากนั้นจึงไปสอบถามเอาจากพระฤษีอิสรดาบถ และมายังพระอาจารย์ปู่ฤษีเขื่อนขันธ์ จึงได้ทราบว่า โอรสที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็คือนาคามิน ทำให้บรรดาข้าราชบริพารทั้งภายในกรุงนพธารา และกรุงโลกา ตอนนี้ทราบแล้วว่า นาคามินคือเจ้าชายเศกปนัท องค์รัชทายาทที่หายสาบสูญของพระเจ้าอติภพภูวนารถ และตามพระราชพินัยกรรม ได้ระบุว่าจะทรงได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาของกรุงโลกาต่อจากพระเจ้าอติภพภูวนารถ แต่ว่าบัดนี้หายสาบสูญไปพร้อมกับพระเจ้าเอกอนุเชษฐ์ธิราช โดยไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด จึงผนึกกำลังกัน 2 นครรัฐที่จะออกตามหา แต่ว่าในเวลาต่อมา พระเจ้าเอกอนุเชษฐ์ธิราช ถูกฝ่ายเจ้าชายอัทธิ์ถิรวารตามล่าจนหนีเข้าไปอยู่ในเผ่าโชนัน ได้รับการช่วยเหลือจาก เซเดบาลา บุตรีของ หน.เผ่าโชนัน ช่วยเหลือชีวิตไว้ได้ 2 หน เกิดความผูกพันกัน จนคืนหนึ่งตกหลุมลงไปในกับดัก และเผลอไผลมีความสัมพันธ์กันในคืนนั้น จนสุดท้าย หน.เผ่าล่วงรู้ จึงบังคับให้อนุเชษฐ์ต้องรับผิดชอบด้วยการแต่งงานกับลูกสาวของตน อนุเชษฐ์จำยอมอย่างเต็มใจ เพราะว่ามีใจให้เซเดบาลาเช่นกัน เนื่องจากเธอเป็นคนเก่ง เด็ดเดี่ยว และยังมีน้ำใจช่วยเหลือชีวิตตนเองไว้ถึง 2 ครั้ง และยังเป็นตามหมอมารักษาตนเองจนหาย และชี้แนะเรื่องการฝึกฝนการต่อสู้ จนทำให้อนุเชษฐ์มีฝีมือก้าวหน้าอีกด้วย สุดท้ายยอมแต่งงานกับเซเดบาลาตามประเพณีของชนเผ่า โดยไม่มีญาติของฝ่ายอนุเชษฐ์ร่วมอยู่ในงานแต่งเลยแม้แต่คนเดียว เรียกว่าอนุเชษฐ์ไปผิดผีลูกสาวเขา จนจำต้องตกล่องปล่องชิ้นกันไปแต่เป็นการสมยอมแบบพอใจและสมประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย เพราะฝ่ายของเผ่าโชนันเองก็ทราบดีว่าอนุเชษฐ์เป็นถึงกษ้ตริย์แห่งนพธารา การมีลูกเขยเป็นถึงพระราชาแห่งนพธาราย่อมทำให้เผ่าโชนันมีแบ็คที่ดีและมั่นคง ในขณะที่อนุเชษฐ์เองก็เล็งเห็นว่าเผ่าโชนันมีนักรบที่เก่งกาจจะช่วยเป็นพันธมิตรหรือบริวารที่ดีในอนาคต ผิดกับชะตากรรมของนาคามิน ที่ถูกจับกุมตัวไปยังจามปา แล้วโดนทรมานทุกรูปแบบจากพระครูกฤษดาอารยัน และเจ้าชายอัทธิ์ถิรวาร ชนิดที่ปางตาย เนื่องจากความแค้นของเจ้าชายอัทธิ์ถิรวารที่มีต่อนาคามิน ในหลากหลายกรณี




เข้าสู่เนื้อหาภาคที่ 4  นายพลดองวัน สายลับจากจามปา ได้มาติดต่อของเข้าพบ โชนันบาเลียว หน.เผ่าโชนัน โดยต้องการยื่นจดหมายของพระชายาเฟยาเลียส่งมอบให้แก่อนุเชษฐ์ เพื่อขอนัดพบเป็นครั้งสุดท้าย (มามุกเดิมคืออยากเจออดีตคนรัก เพราะตรอมใจที่แต่งงานไปอยู่กินกับเจ้าชายนัชปาลแห่งกลิงคะ แล้วไม่มีความสุข) ซึ่งเซเดบาลาไม่เห็นด้วย ก็แหงแหละ ภรรยาที่ไหนจะยอมให้สามีตนเองไปเจอกับคนรักเก่าบ้าง ไม่มีทาง ก่อนที่จะปฏิเสธไปแบบไม่มีเยื่อใยของเผ่าโชนัน พร้อมขับไล่นายพลดองวันให้ออกจากเผ่าไปซะ ไม่งั้นจะสังหารทิ้งเสีย ตอนแรกนายพลดองวันก็คิดว่าคงมาเสียเปล่าแล้ว แต่อนุเชษฐ์ด้วยความเป็นคนจิตใจอ่อนไหว และเห็นแก่ความสัมพันธ์ที่มีมาระหว่างตนกับเฟยาเลีย จึงขอกับเซเดบาลา ว่าจะไปพบ แต่ต้องเป็นสถานที่เป็นกลาง และไปแบบลับๆ ไม่ให้มีกองกำลังติดตามไป ตอนแรกเซเดบาลาจะไม่ยินยอม แต่เห็นแก่สามีสุดหล่อของตน ที่ถ้าไม่ให้ไป ก็อาจเฝ้าแต่คิดถึง อยากให้จบความสัมพันธ์กับอดีตคนรักเก่าไปเสียโดยเร็ว จึงยินยอมให้ไป โดยเซเดบาลาขอติดตามไปด้วย ในฐานะผู้คุ้มกัน พอไปถึงบ้านกลางป่าแห่งหนึ่ง ดองวันหลอกให้เซเดบาลานั่งรอที่ห้องโถงและนั่งจิบชารออยู่ด้านนอก แต่วางยาสลบไว้ ส่วนอนุเชษฐ์ให้เข้าไปในห้องเพื่อคุยกันตามลำพังกับเฟยาเลีย แต่จริงๆ แล้วอันนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของเจ้าชายอัทธิ์ถิรวาร ที่ต้องการจับกุมตัวอนุเชษฐ์กลับไปยังจามปา จึงวางแผนให้นายพลดองวันไปพบกับ หน.เผ่าโชนัน พอเข้าไปยังถึงยังห้องนอน อนุเชษฐ์ก็ได้พบเฟยาเลียตัวปลอมสะกดจิตจนหมดสติ และถูกลักพาตัวกลับไปยังจามปาทันที เซเดบาลาพอตื่นขึ้นมาแล้วค้นหาก็ไม่เจออนุเชษฐ์ก็รู้ตัวว่าตนเองถูกหลอกแล้ว โชคยังดีที่พอขวบม้าไปได้ไม่ไกลก็พบเห็นนายพลดองวันถูกจับผูกติดกับต้นไม้ เป็นฝีมือของโหรพราหมณ์หญิงเจ๊อะเมียนดุง ที่มาช่วยจับนายพลดองวันไว้ได้ และมอบให้เซเดบาลา  จากนั้นเซเดบาลาจึงนำตัวนายพลดองวันไปส่งมอบให้อำมาตย์หลวงทิตย์พลาศัยแห่งนพธารานคร โดยบอกว่าชายคนนี้คือสายลับจากจามปา สร้างกุศโลบายหลอกล่อจับกุมตัวเอกอนุเชษฐ์ธิราชไปแล้ว อำมาตย์หลวงทิตย์พลาศัยใช้กลอุบายข่มขู่ให้ดองวันยอมเขียนแผนผังของนครรัฐจามปาโดยละเอียด โดยแลกกับการไม่ต้องถูกทรมานด้วยการใช้หลาวทิ่มแทงจากศีรษะถึงรูทวาร ซึ่งเป็นการประหารชีวิตของทรชนในแบบโบราณที่ทรมานสุดๆ ซึ่งทำให้นายพลดองวันหวาดกลัว ยอมเขียนแผนผังโดยละเอียดของที่ตั้ง เวียงวัง ภายในราชสำนักของจามปาโดยละเอียดให้กับอำมาตย์หลวงทิตย์พลาศัย จากนั้นอำมาตย์พลาศัยประชุมลับกับ พระอาจารย์ปุ่ฤษีเขื่อนขันธ์ และขุนหลวงปรายเสล วางแผนยกพลถล่มกรุงจามปา โดยให้กองกำลังของอำมาตย์พิชิตสังขลาทร จากกรุงโลกาเป็นทัพหน้าบุกทะลวง และพังประตูปราสาท และประตูเมืองฝ่าเข้าไป และแบ่งทัพอีก 3 ทัพ โจมตีจาก 3 ด้าน ขนาบตามเข้าไป โดยมีเป้าหมายคือสถานราชทัณฑ์ที่คุมขังตัวของ 2 พระราชาหนุ่ม ทั้งอนุเชษฐ์และเศกปนัท การโจมตีนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว และกระทำในช่วงเวลากลางคืน ทำให้กองกำลังของจามปา ไม่ทันตั้งตัว และระดับพระอาจารย์ปู่ฤษีเขือนขันธ์ ลงมือเอง อย่าว่าแต่ทหารเป็นพันเป็นหมื่นคนเลย กำแพงปราสาทอะไรก็ตาม ไม่สามารถป้องกันฤทธิ์เดชคาถาของท่านได้ ท่านไม่ต้องลุยไปกับพวกทหารถือปืน ถือดาบอะไรทั้งสิ้น สามารถหายตัวแล้วไปโผล่ที่สถานราชทัณฑ์ได้โดยง่าย แล้วใครจะทานฤทธิ์เดชของท่านได้ แม้แต่พระครูกฤษดาอารยันปะทะกำลังกันซึ่งหน้า กับพระอาจารย์ปู่ก็ยังเอาไม่อยู่ ด้วยระดับของพลังวัตรห่างชั้นกันมาก จึงไม่มีใครต่อกรท่านได้ พระอาจาย์ปู่เป็นคนช่วยเหลือเจ้าชายเศกปนัทรอดตายจากเงื้อมมือของพระครูกฤษดาอารยันได้ พ่นไฟทำลายปราสาทพระราชวัง พังพินาศ เละเทะไปทั่วนครรัฐจามปา อีกทั้งกองกำลังทหารของจามปา ถูกถล่มจากทุกทิศทาง จนเจ้าชายอัทธิ์ถิรวารเองยังต้องหนีหัวซุกหัวซุนเอาตัวรอดจากกองกำลังทหารของกรุงโลกาบวกรวมกับนพธารา อัทธิ์ถิรวารที่ควบคุมตัวอนุเชษฐ์ไว้ ยังถูกชิงตัวไปได้โดยพระอาจารย์ปู่ แล้วต้องล่าถอยไปตั้งหลักก่อน ศึกครั้งนี้เป็นอีกหนนึงที่ฝ่ายของจามปา พ่ายแพ้ต่อนพธารานคร แบบราบคาบ และยับเยินที่สุดอีกหนนึง เพราะบุกเข้ามาถึงรังแตน หรือรังพยัคฆ์ แต่ถึงบุกถล่มมาถึงจามปาได้สำเร็จ ฝ่ายนพธาราและกรุงโลกา ก็ไม่ได้หมายจะเอาชีวิตของเจ้าชายอัทธิ์ถิรวาร เพียงต้องการบุกชิงตัวพระราชาของตนกลับคืน และทำศึกเพื่อสั่งสอนพวกจาม ไม่ให้กล้ากระทำการฮึกเหิม ลำพองตน เพื่อย่ำยีนครรัฐอื่นอีก 



พอช่วยเหลือชีวิตของ 2 พระราชาหนุ่มกลับมาได้ เรื่องราวหลังจากนั้นก็ไม่ง่าย  รายของอนุเชษฐ์ธิราช ต้องอธิบายให้ข้าราชบริพารของตนเข้าใจว่า เซเดบาลาเป็นใคร เหตุใดตนจึงต้องยกสถานะขึ้นเป็นพระมเหสี แล้วเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่พระองค์ถูกไล่ล่า แล้วหนีเข้าไปอยู่ที่เกาะโชนัน จนได้มีโอกาสรู้จักเซเดบาลา ผู้ที่ช่วยเหลือชีวิตตนเอาไว้ได้ถึง 2 หน  แต่ในรายของเจ้าชายเศกปนัทนั้นหนักหน่อย กลับมาในสภาพบอบช้ำ และคลุ้มคลั่ง ไล่ฆ่าทหารมหาดเล็กองครักษ์ และบริวารตายไปหลายคน ซึ่งทังราชินีอุทัยวรรณและอำมาตย์พิชิตสังขลาทร ก็ไม่ทราบว่าพระองค์เหตุใดจึงแปรเปลี่ยนไปเช่นนี้ จนโหรพราหมณ์หญิงที่ชื่อเจ๊อะเมียนดุง เดินทางมากับนายพลดองวัน ขอเข้าพบ และบอกความจริงให้ทราบว่า ที่เจ้าชายเศกปนัทเป็นเช่นนี้ เพราะถูกผ่าตัดฝังตะกรุดโลกันตร์เอาไว้ในร่าง โดนมนต์สะกดไสยเวทย์มนต์ดำของพระครูกฤษดาอารยันควบคุมจิตใจและร่างกายเอาไว้ ทางแก้ที่จะทำให้เจ้าชายเศกปนัทหายหรือหลุดพ้นจากมนต์สะกดนี้ได้ ก็คือ ต้องใช้เลือดของหญิงท้องแก่ 9 เดือน จำนวนนึง ผ่าเอาตะกรุดโลกันตร์ออกจากร่างแล้วแช่ด้วยเลือดของหญิงท้องแก่ 9 เดือน เพื่อคลายฤทธิ์มนต์สะกด และมนต์ดำจะเสื่อมไปเอง จากนั้นอำมาตย์พิชิตสังขลาทร จึงสั่งให้ข้าราชบริพารทั้งราชสำนักประกาศออกไป ใครมีเลือดของหญิงท้องแก่ทั่วราชอาณาจักรมามอบให้ จะตบรางวัลให้ จึงมีราษฏรเอามาบริจาคให้จนเพียงพอต่อการทำพิธี โหรพราหมณ์หญิงเจ๊อะเมียนดุงช่วยเหลือเจ้าชายเศกปนัทในครั้งนี้ เพราะรักในลูกศิษย์ที่ตนเองเป็นครูตอนสมัยช่วงทรงศึกษาอยู่ที่เนราญนารายณ์ พอทราบแผนการร้ายนี้ของพระครูกฤษดาอารยันจากปากของนายพลดองวันจึงรีบเดินทางมาช่วยเหลือ

มาถึงเรื่องราวเหตุการณ์ของนครรัฐนวเกศเศรษฐีบ้าง หรือพระราชวังปราสาทขาว ภายหลังพระวิเศษศาสตรา ได้บุกสถานราชทัณฑ์ช่วยเหลือพระราชามนัสกษัตรออกมาได้ บวกกับได้พันธมิตรกองกำลังจากกลุ่มกบฏฟ้าทมิฬของเจ้าชายศิระติกาลมาช่วยเหลือ จึงสามารถเข้ายึดครองอำนาจคืนจากพระเจ้าปัณณฑัต องค์พระราชบิดาคืนได้ และทำการจับกุมตัวพาลีกับพระยาสุรสีห์ และกักบริเวณพระเจ้าปัณณฑัตกับพระสนมสุวีญาเทวีเอาไว้ บังเอิญว่าใต้หล้า เด็กหนุ่มที่เป็นลูกชายเจ้าของสวนและไร่ หรือนางโฉมแฉล้ม พายเรือเอาผลไม้ไปส่งให้นางกำนัลต้นห้องของพระสนมสุวีญาเทวี แล้วมารับทราบว่าภายในราชสำนักปราสาทขาวเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร จึงรีบนำความไปบอกเล่าให้แม่ฟัง พอดีกับขุนทหารจันทคามกลับมาเยี่ยมแม่พอดี จึงได้ยินใต้หล้า น้องชายของตนบอกเล่าว่าภายในนวเกศเกิดการยึดอำนาจคืนโดยพระเจ้ามนัสกษัตร ทำให้ขุนทหารจันทคามเอาเรื่องนี้ไปบอกต่อสุกรี พอทราบสุกรีก็ขอกองกำลังจากอมรเมฆาธานีจาก พระเจ้าอธิกบุศย์ โดยท่านแม่ทัพอัษฏาคม ยกกองกำลังมาหนุนบวกกับกองกำลังของเผ่าปายะ วางแผนบุกช่วยเหลือพระเจ้าปัณณฑัต กับสุวีญาเทวีจากเงื้อมมือของมนัสกษัตร งานนี้ได้นักรบอมนุษย์กับวนัสปตี ท้าวพิศาลสมุทรมาช่วยด้วย ทำให้สุกรีเหมือนเสือติดปีก และด้วยวิชาอาคมและพลังวัตรที่แก่กล้ามากขึ้นแล้วของสุกรี ทำให้กองกำลังของมนัสกษัตรที่มีเพียงกลุ่มกบฏฟ้าทมิฬเพียงไม่ถึง 1,000 นาย ไม่อาจต้านทานได้  มนัสกษัตรรู้ว่าตนกำลังพ่ายแพ้จึงไปจับกุมตัวสุวีญาเทวีเป็นตัวประกัน และให้ทุกคนวางอาวุธ ไม่เช่นนั้นจะสังหารสุวีญาเทวี  แต่พระเจ้าปัณณฑัต ซึ่งทนเห็นพระสนมที่ตนเองรักต้องเสียชีวิตภายใต้คมดาบของมนัสกษัตรไม่ได้ จึงเอาตัวเข้าไปดึงรั้งสุวีญาเทวีออกมา เป็นผลให้มนัสกษัตรกระทำปิตุฆาต คือแทงปัณณฑัตจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่มนัสกษัตรก็ถูกจ้วงแทงโดยอดีต 4 ขุนพลที่เคยอยุ่ใต้อาณัตของตน ก็คือ พระยาศรีอาท พระยาสุรสีห์ พาลี และสุกรี แทงเข้าร่างของมนัสกษัตรพร้อมกัน เพราะตกใจที่พระเจ้าปัณณฑัตถูกคมดาบของมนัสกษัตรก่อน มนัสกษัตรสิ้นชีพภายใต้ลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเอง จบมหากาพย์ทรราชย์ของตนลง แต่พระวิเศษศาสตราฉวยโอกาสที่ทุกคนกำลังชุลมุนกันอยู่หลบหนีไปได้ พร้อมๆ กับเจ้าชายศิระติกาลที่จำแลงร่างหลบหนีไปเช่นเดียวกัน เพราะลูกน้องบริวารตายหมดแล้ว พระเจ้าปัณณฑัตก่อนตายได้สั่งเสียขอให้สุกรีขึ้นครองราชย์เป็นพระราชาในฐานะพระราชบุตรบุญธรรมของพระองค์ และช่วยดูแลสุวีญาเทวีแทนพระองค์ ช่วยรักษาราชบัลลังก์แห่งนวเกศจนกว่าพระโอรสในครรภ์ของสุวีญาเทวีจะเติบใหญ่ จึงคืนราชบัลลังก์ให้กับพระโอรส ซึ่งสุกรีก็รับปากพระองค์ว่าจะดูแลทุกอย่างให้เป็นอย่างดี ไม่ต้องทรงเป็นกังวล เหตุการณ์ภายหลังจากพระเจ้าปัณณฑัต และพระเจ้ามนัสกษัตรสิ้นพระชนม์ลง อำนาจตกไปอยู่ในมือของสุกรี ทำให้สุกรีมีเรื่องต้องตัดสินใจหลายอย่าง เพราะตนเองถือสถานะหลายหัวโขน เป็นทั้งแม่ทัพเอกในบัลลังก์ของพระเจ้าอธิกบุศย์แห่งอมรเมฆาธานี และยังเป็น หน.เผ่าปายะอีกด้วย พอต้องมาเป็นกษัตริย์ชั่วคราวปกครองนวเกศเศรษฐีอีก จึงทำให้ต้องแบ่งสรร คน และอำนาจออกไป โดยขอสละตำแหน่งและข้าราชบริพารที่อมรเมฆาธานี ส่วนเผ่าปายะยกให้บิดาของตน ท้าวพิศาลสมุทรขึ้นเป็น หน.เผ่าปกครองไปก่อน ส่วนตนเองเนื่องจากรับปากปัณณฑัตไว้ จึงต้องอยู่พำนักที่นวเกศ เพื่อเคลียร์ปัญหาและจัดการบริหารรนวเกศเศรษฐีเสียใหม่ โดยให้พระยาสุรสีห์มาเป็นอำมาตย์ดูแลกลาโหม ทหาร ยุทโธปกรณ์ทางทหาร พระยาศรีอาทดูแลงานด้านรักษาความปลอดภัย,องครักษ์ ขุนทหารจันทคามดูแลการบริหารเงินคงคลัง,เสบียง พาลีดูแลงานธุรการเวียงวัง  



วันนึงสุวีญาเทวีลื่นหกล้ม ทำให้พระครรภ์แท้ง ต้องเสียพระโอรสไป ทำให้เศร้าเสียพระทัยมาก สุกรีเองก็เสด็จไปปลอบโยน แต่ไม่ร้ว่าจะช่วยให้กำลังใจอย่างไร สุวีญาเทวีเล่าชีวิตความเป็นมาของตนให้สุกรีฟัง ทำให้สุกรีเกิดความสงสาร ประธานบาทหลวงโจเซฟกฤษณ์ให้คำแนะนำต่อสุกรีว่า มีทางออกที่พอจะเป็นไปได้ ก็คือให้สุกรีแต่งตั้งสุวีญาเทวีเป็นพระชายา และจะได้มีพระโอรสร่วมกัน สืบสายเลือดองค์ขัตติยราชเช่นกัน พอเติบโตขึ้นให้ถือว่าโอรสพระองค์นี้เป็นพระโอรสของพระเจ้าปัณณฑัต และเป็นองค์รัชทายาทที่จะขึ้นครองบัลลังก์นวเกศต่อไป ตอนแรกสุกรีโกรธมากและไม่เห็นด้วย แต่ภายหลัง พอได้ไตร่ตรองแล้ว ไม่เห็นหนทางที่จะคืนองค์รัชทายาทให้กับพระเจ้าปัณณฑัตได้ จึงจำยอมทำตามคำแนะนำของประมุขบาทหลวงโจเซฟกฤษณ์ ทำให้สุกรีได้รับการสถาปนาใหม่ขึ้นเป็นองค์พระชายาของสุกรี แม้จะขัตต่อบทบัญญัติของโบราณราชประเพณีและกฎมณเฑียรบาล แต่เรื่องนี้สุกรีขอให้ข้าราชบริพารและเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ต้องเข้าใจและถือปฏิบัติตาม เนื่องจากสุกรีมีพระราชอำนาจเต็มที่จะจัดการปัญหาภายในนวเกศเศรษฐี แต่พระองค์เดียว ตามคำสั่งเสียสุดท้ายของพระเจ้าปัณณฑัต ยังมีอีกเรื่องนึงที่สุกรีเข้าไปจัดการปัญหาภายในนวเกศแล้วได้ใจข้าราชบริพาร เชื้อพระวงศ์และพสกนิกรประชาราษฏร์ ก็คือ จับได้ว่าเงินคงคลังร่อยหรอ และถูกเบียดบัง ฉ้อราษฏร์ไปจำนวนมาก โดยอดีตข้าราชการอาวุโสเก่าแก่คนหนึ่ง ซึ่งเกษียณอายุราชการไปแล้ว ก็คือพระยาศิริสิงขร ซึ่งกินตำแหน่งพระยา เป็นเจ้ากรมวัง ดูแลเงินคงคลังหลวง แต่ปล่อยให้มนัสกษัตรเบิกไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สร้างวัง ปราสาทจำนวนมาก และใช้จ่ายทางทหาร ซื้ออาวุธจำนวนมากอย่างสุรุ่ยสุร่ายสิ้นเปลือง  อีกทั้งพระยาศิริสิงขร ยังฉ้อราษฏร์บังหลวง กดขี่ ขูดรีด เก็บภาษีอากรเอาจากราษฎรจำนวนมาก แต่เงินเหล่านั้นไม่ได้เข้าคลังหลวง เข้าพกเข้าห่อตนเอง และเก็บสินบนจากพ่อค้า ชาวต่างด้าวที่อพยพเข้ามาอยู่ในนวเกศ จนทำให้พระยาศิริสิงขรมีทรัพย์สินมากมาย เป็นเศรษฐีคหบดี อยู่สุขสบายในบั้นปลายชีวิต จึงให้ขุนทหารจันทคามที่ดูแลด้านการคลังตามไปจับกุมตัวพระยาศิริสิงขรมาติดคุก และยึดทรัพย์ทั้งหมดตกเป็นของหลวง 

เรื่องนี้ที่ทำให้สุกรีได้รับความชื่นชมจากข้าราชบริพารและราษฏร กลายเป็นเครดิตที่ทำให้สุกรีเป็นที่รักของบริวารและราษฏร พอมีเรื่องซุบซิบนินทาเรื่องสุวีญาเทวี (เอาเมียของพ่อมาเป็นเมียของตน) เลยทำให้น้ำหนักที่จะถูกต่อต้านก็เลยลดลง และกลายเป็นเรื่องที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ก็แอบๆ ยอมรับกันได้ ไม่มีใครกล้าติฉินนินทาในเรื่องนี้ของสุกรีกับสุวีญาเทวีเท่าไหร่

เหตุการณ์ในพาร์ท 2 ของภาคที่ 4 จบลงแค่นี้ก่อน พาร์ทหน้าจะเริ่มเข้มข้นขึ้นแล้ว จะมาเขียนต่อ โปรดติดตาม

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ในหลวง รัชกาลที่ 10)



เนื่องในวันคล้าย วันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ข้าพระพุทธเจ้ารู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อผืนแผ่นดินไทย ขอพระองค์ จงทรงพระเจริญ พระชนมายุยิ่งยืนนาน

ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อมขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า บล็อกหยิกแกมหยอก

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

พิภพราชา ภาคขยาย ตอนที่ 9 ( เข้าสู่พาร์ทแรกของภาคที่ 4 - ตัวละครเอกในนครรัฐกลิงคะ)


ภาพรวมของเนื้อหาภาคที่ 4 จะนำคุณไปสู่จุดจบของเรื่อง ก็คือสงคราม : การรบกันในศึกใหญ่ 2 สมรภูมิที่สำคัญ ก็คือสมรภูมิแรกอยู่ที่กรุงโลกาบรรณพิภพ และสมรภูมิที่ 2 อยู่ที่เกาะนพธารานคร  ซึ่งคำถามก็คือ ทำไมจะต้องมารบกันอยู่ตรงบริเวณนี้  ก็ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ ทั้ง 2 สมรภูมิก็คือส่วนหนึ่งของอาณาจักรนิมิตรนคร ที่เป็นศูนย์กลางของเรื่อง ศูนย์กลางของความขัดแย้ง และปมที่มา ตลอดจนเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ที่อาณาจักรอื่นๆ โดยรอบ ก็มั่นหมาย อยากจะได้มาครอบครอง

ในกรณีของกรุงโลกาบรรณพิภพ ถ้าจะว่าไป ศึกครั้งนี้ ไม่ใช่ศึกใหญ่ครั้งแรก ก็ในภาคแรก ถ้ายังจำกันได้ กรุงโลกาถูกรุกรานด้วยพวกจามกับขอม และบรรดาพันธมิตรอื่น แต่ก็รอดมาได้ด้วยกุศโลบายของพระอาจารย์ปู่ฤษีเขื่อนขันธ์ กับพระเจ้าเอกสิทธาธิราช แห่งนพธารานคร ที่ร่วมกันออกอุบายให้นาคามินไปปฏิบัติการเป็นสายลับ วางเพลิงในวนอุทยานใกล้วังของพวกจาม และเอาเชื้ออหิวาต์ไปปล่อยที่พระนครของพวกขอม ทำให้ 2 นครนั้น เกิดความวุ่นวาย ต้องพะว้าพะวงกับอัคคีภัยและโรคระบาด จนต้องถอนกองกำลังกลับพระนครกระทันหัน ทั้งๆ ที่ชนะศึกแล้ว และบุกเข้าถึงใจกลางพระนครและพระราชวัง กำลังจะแบ่งสมบัติกันอยู่ แต่ก็ถูกกษัตริย์ของ 2 พระนคร เรียกทัพกลับ กลายเป็นชนะศึกแต่แพ้สงครามในศึกยกแรก ของศึกกรุงโลกา พอมาภาค 2  เจ้าชายอัทธิ์ถิรวาร (วูเฟอั๊กเทีย) จับได้ว่า มูลเหตุที่ทำให้พระนครของจามเกิดอัคคีภัย ที่แท้เกิดจากการวางเพลิง ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ และเป็นการกระทำโดยจงใจของสายลับจากนพธารานคร นั่นก็คือนาคามิน  เรื่องมันแดงขึ้นมาก็เพราะ เจ้าชายวูเฟด๊อกเกีย กลับจากการศึกษาเล่าเรียนที่เนราญนารายณ์มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ดูเซื่องซึม ไม่ร่าเริง ช่างพูดจาเหมือนเดิม จนสอบถามเอาจาก เจ้าชายอภิมงคลไชยาจากขอม พระสหายสนิทของอนุชา จึงได้รู้ความจริงว่า จริงๆ แล้ว วูเฟด๊อกเกียที่เห็นอยู่ เป็นบุคคลที่คืนชีพจากการสิ้นพระชนม์ไปแล้ว แต่ได้รับการรักษาให้ฟื้นคืนชีพจากคณาจารย์ของเนราญนารายณ์ แต่ปิดบังความจริงเรื่องนี้ไว้ ทำให้อัทธิ์ถิรวาร คาดคั้นเอาความจริงจาก พระอาจารย์เจ๊อะเมียนดุง โหรหญิงแห่งจาม ทำให้รู้ความจริงว่า มีคนเข้ามาลอบทำร้ายเจ้าชายวูเฟด๊อกเกียจนถึงแก่ชีวิต ก่อนที่คณาจารย์จะช่วยกันฟื้นคืนชีพของพระองค์ได้ ด้วยการใช้วิชาเปิดมิติย้อนเวลาของพระอาจารย์เจ๊อะเมียนดุง ย้อนไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าใครเข้ามาลอบทำร้ายวูเฟด๊อกเกีย แล้วไอ้วิชานี้แหละที่ อัทธิ์ถิรวาร ขอให้เจ๊อะเมียนดุง ช่วยใช้วิชานี้ส่องดูว่าตอนเกิดเหตุเพลิงไหม้วนอุทยานใกล้พระราชวังจาม มีอะไรผิดปกติมั๊ย จึงพบเห็นภาพว่า มีคนเข้ามาวางเพลิง สุดท้ายกลายเป็นชนวนที่ทำให้อัทธิ์ถิรวาร ล่วงรู้ว่า นาคามินถูกส่งมาวางเพลิง โดยเป็นกุศโลบายจากนพธารานคร จึงนำกองกำลังไปถล่ม ต่อมาพระเจ้าเอกสิทธาธิราช ยอมเป็นองค์ประกันเพื่อปกป้องความเสียหาย สุดท้ายเกิดปฏิบัติการชิงตัวประกันออกมาได้ แต่ท้ายที่สุดพระเจ้าเอกสิทธาธิราชได้รับบาดเจ็บจากการถูกลอบทำร้ายจนสิ้นพระชนม์ ต่อมาก็มีชนวนอีกอย่างก็คือ เฟยาเลีย พระขนิษฐาของอัทธิ์ถิรวารไปแอบหลงรักในตัวเอกอนุเชษฐ์ พระราชาองค์ใหม่ของนพธารานคร จนแอบหลบหนีไปอยู่ที่นพธารานคร ทำให้อัทธิ์ถิรวารแค้นฝังหุ่นต่อเอกอนุเชษฐ์และนพธารานครหนักเข้าไปอีก จึงไม่แปลกใจที่ในเวลาต่อมาจึงออกอุบายต้องการจับกุมตัวเอกอนุเชษฐ์และนาคามิน มาชำระโทษที่จามปา และภาค 3 จบลงตรงเหตุการณ์ที่ เอกอนุเชษฐ์หนีการจับกุมของอัทธิ์ถิรวาร หลบหนีเข้าไปยังเผ่าโชนัน และไปตกล่องปล่องชิ้นกับ เซเดบาลา ธิดาของ หน.เผ่า จนสุดท้ายต้องแต่งงานเป็นสามีกับลูกสาว หน.เผ่า ส่วนนาคามิน ถูกอัทธิ์ถิรวารจับกุมตัวไปทรมาน

อารัมภบทมาซะยาว ยังไม่เข้าเนื้อหาของภาคที่ 4 เลย แค่เป็นการปูเหตุการณ์จากภาคที่ 3 มา
เข้าสู่เนื้อหาภาคที่ 4   โดยเรื่องเปิดมาที่เหตุการณ์ของนครรัฐกลิงคะ ซึ่งเป็นนครรัฐที่มีเกริ่นมาเพียงเล็กน้อยในภาค 3 ก็คือ ช่วงที่สุกรี ออกติดตามหาคนที่ยิงศรธนูไปทำร้ายพระเจ้าอธิกบุศย์ พอเดินทางเข้าสู่กลิงคะ ไปเจอกับอลิศกาปูร์ นายทหารระดับเสนาธิการ ที่มีฝีมือยิงธนูฉกาจฉกรรจ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬาระหว่าง 2 นครรัฐ คือระหว่างศรีวิชัย vs กลิงคะ แล้วสุกรีไปเห็น ก็เลยเข้าใจผิดคิดว่า อลิศกาปูร์น่าจะเป็นผุ้ที่ยิงศรธนู ทำร้ายอธิกบุศย์ นายของตน จึงไปจับกุมอลิศกาปูร์มาสอบสวน แต่อลิศกาปูร์รู้สึกว่า ถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรี โดนซ้อม ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือไม่เคยรู้จักพวกของสุกรีมาก่อน พอสุกรีปล่อยตัวไป จึงเอาเรื่องไปฟ้องต่อเจ้าหญิงวิษธ์ราณี องค์พระขนิษฐาใหญ่แห่งรัฐกลิงคะ จนสุกรีถูกจับตัวไปทรมาน และบังคับให้มีเพศสัมพันธ์กับวิษธ์ราณี เพื่อแลกกับการบอกเบาะแสว่าใครกันแน่ที่เป็นคนยิงศรธนูไปโดนอธิกบุศย์ ความช่วยเหลือของวิษธ์ราณี ทำให้สุกรีได้พบเจอตัวกับพิกัปมนู พราหมณ์หนุ่มและนักรบศรีวิชัย คนที่ยิงศรธนูแล้วไปทำร้ายอธิกบุศย์ และนำตัวกลับมาบริกรรมคาถาคลายศรธนู จนอธิกบุศย์รอดชีวิตมาได้  การเปิดตัวของวิษธ์ราณีกับอลิศกาปูร์ ในตอนกลางของภาค 3 นำมาซึ่งการเจาะลึกในรายละเอียดของนครรัฐกลิงคะ ตั้งแต่ต้นภาคที่ 4

(เชิงอรรถเพิ่มเติมมีอยู่ในหนังสือนิยายแต่จะเอามาเล่าเพิ่มเติม  :  นครรัฐกลิงคะ ทุกคนอาจจะสงสัยกันว่า มันชื่อไปเหมือนกลิงคะที่อยู่ดินแดนภารตอินเดียไม่ใช่เหรอ ผู้เขียนมั่วหรือเปล่า ตั้งชื่อซี้ซั้ว ขอบอกว่า ก่อนจะเขียนเรื่องนี้ได้ไปศึกษามาแล้วว่า กลิงคะมีอยู่ในดินแดนชวาจริง เป็นเชื้อสายราชวงศ์ที่มาจากอินตระเดีย สมัยอโศกมหาราชโน่น ที่ทำสงครามปราบแคว้นกาลิงคะ จนราบคาบ ปัจจุบันแคว้นกาลิงคะเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐโอริศาในปัจจุบัน แต่ราชวงศ์ที่เหลือรอดในยุคโน้น ก็ได้อพยพหลบหนีมาตั้งรกรากอยู่ที่เกาะชวา โดยสมัยโน้นมันยังไม่ได้เป็นประเทศ มันยังแยกเป็นเกาะแก่ง หรือนครรัฐกันอยู่ จึงยังคงใช้ชื่อกลิงคะตามชื่อเดิมของแคว้นบรรพบุรุษ แต่ตัวละครในนิยายได้สมมติขึ้นทั้งหมด เพื่อไม่ให้ไปอ้างอิงกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และก็เพือความสนุกมีสีสัน มากกว่าประวัติศาสตร์ที่ไม่มีสีสันอะไร)  


กาะ




ความสัมพันธ์ของอลิศกาปูร์กับเจ้าหญิงวิษธ์ราณี เป็นไปแบบคู่ขา หรือกิ๊กกัน เนื่องจากทั้งคู่ต่างเป็นผีเน่ากับโลงศพ คือคู่ศีลเสมอกัน ฝ่ายชายเป็นชายโฉด มีนิสัยชอบพรากพรหมจรรย์บรรดาสาวๆ ที่ตัวเองหมายปอง ไม่เว้นราชนิกูล อาศัยรูปโฉมความหล่อ และลิ้นเสน่หา คารมเป็นต่อ หลอกล่อสาวๆ ให้มาติดกับอยู่เนืองๆ ส่วนฝ่ายหญิงเป็นผู้กระหายใคร่อยากเพศรสกามารมณ์จากบุรุษหนุ่ม รูปงาม หน้าตาดี รูปร่างดี โดยไม่เลือกว่าจะต้องมีฐานันดรเทียบเท่าหรือไม่ ขอเพียงพึงใจ ก็จะออกอุบายจับกุมตัวมาสำเร็จความใคร่ได้โดยง่าย จนวันนึงมาเจอสุกรี ก็ทำให้วิษธ์ราณีหูตาสว่างมากขึ้นว่า แท้ที่จริงแล้วในแผ่นดิน ไม่ได้มีหนุ่มรูปงามแต่เพียงอลิศกาปูร์เท่านั้น  เปิดเรืองมา เฟยาเลีย พระชายาพระองค์ใหม่ของเจ้าชายนัชปาล ซึ่งมีศักดิ์เป็นมกุฎราชกุมารของกลิงคะ หรือเจ้าชายองค์รัชทายาทแห่งกลิงคะทรงเสด็จไปงานราชการ ทำให้เฟยาเลีย ซึ่งเพิ่งผ่านพิธีอภิเษกสมรสมาได้หมาดๆ แต่ต้องนอนเหงามาหลายคืนแล้ว ภายในวังใหญ่โต หลังจากคืนส่งตัวห้องหอ ก็ไม่เคยพบหน้านัชปาล องค์พระสวามีอีกเลย พออยู่หลายวันเข้า ร่วมเดือน จึงอยากออกมาเดินเล่นดูทิวทัศน์รอบๆ วัง หรืออยากจะรู้ว่า ภายในราชสำนักอันใหญ่โต มีอะไรอื่นๆ ที่ตนเองไม่รู้อีกบ้าง พอเสด็จออกมา ก็มาพบเจอกับอลิศกาปูร์ ซี่งหมายตาไว้นานแล้วว่า เฟยาเลีย พระชายาองค์ใหม่ นี้เป็นเหยื่ออันโอชะ ที่ตนเองหมายจะพรากพรหมจรรย์อีกราย คือพูดง่ายๆ คือเป็นของเล่นในลิตต์ของอลิศกาปูร์อีกคน และแล้วจึงออกอุบายหลอกล่อ ให้เฟยาเลีย ไว้วางใจตน โดยอ้างว่า นัชปาลให้ตนมาเป็นองครักษ์พิทักษ์พระชายา เวลาต้องการเสด็จไปไหน ให้ตนเองคอยตามไปอารักขา หรือพาทัวร์ชมวัง หรือไปในสถานที่ใดก็ตามที่อยากไป มีอยู่มาวันหนี่งหลอกให้เฟยาเลีย ออกไปนอกวัง ดูวนอุทยาน แล้ววางแผนให้มีโจรมาลอบทำร้าย ฉุดคร่าเฟยาเลียไป โดยถูกจับมัดและปิดตา จึงมองไม่เห็น ส่วนอลิศกาปูร์แสร้งทำทีเป็นถูกคนร้ายทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสลบไป แต่แท้ที่จริงเป็นการเตี๊ยมกับพรรคพวกของตนทั้งนั้น จากนั้นจึงฉุดคร่าเอาเฟยาเลียไปข่มขืนในดงหญ้าข้างทาง จนสำเร็จความใคร่แล้ว จึงทำทีเป็นไปพาพวกมาช่วย จนสามารถช่วยเหลือเฟยาเลียกลับมาวังได้ จากนั้นอีกไม่กี่วันก็ใช้แผนยั่วเสน่หา ด้วยการมาซ้อมต่อสู้ฟันดาบกับนายทหารสมุนบริวารของตน เพื่อให้เฟยาเลียแอบมองหุ่น และล่ำสัน มีเสน่ห์น่ามองในรูปกายและใบหน้าของตน คือขายของเต็มที่ ทำให้เฟยาเลียติดกับดักบ่วงเสน่ห์ เชื้อชวนให้อลิศกาปูร์เข้ามาในห้องพระบรรทม จากนั้นมีเพศสัมพันธ์กัน ทำให้อลิศกาปูร์ได้ฟันเฟยาเลียอีกรอบนึง และครั้งนี้ทำให้เฟยาเลียเริ่มรู้สึกตัวว่ารสสัมผัสที่ได้รับช่างเหมือนตอนที่ถูกโจรป่าข่มขืน แต่ก็ยังไม่แน่ใจ จนเจ้าหญิงวิษธ์ราณีเสด็จมาเยี่ยมเยียน และไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ จนเปิดพิรุธให้วิษธ์ราณีจับได้ว่า เฟยาเลียมีร่องรอยของการถูกข่มเหง พอคาดคั้นไปมาจึงทราบว่าถูกข่มขืนโดยคนร้ายไม่ทราบเป็นใคร แต่พอทราบว่าอลิศกาปูร์มาป้วนเปี้ยน ตามเจ๊าะแจ๊ะอยุ่พักนึง แต่ช่วงหลังหายหน้าไปแบบไร้ร่องรอย จึงทำให้วิษธ์ราณีสันนิษฐานให้เฟยาเลียฟังว่า เป็นแผนการอุบาทว์ของอลิศกาปูร์แน่ๆ ที่ต้องการพรากเอาพรหมจรยย์จากเธอไป จากนั้นเฟยาเลียยังได้รู้ความจริงเพิ่มขึ้นอีกว่า นัชปาล องค์พระสวามีของตน แท้จริงแล้วไม่ได้มีพระชายาเพียงเธอคนเดียว แต่มีมาแล้ว 3 คน และนางสนมอีก 100 กว่าคน ทำให้เฟยาเลีย รู้สึกตรอมใจ รู้สึกตนเองไร้ค่า สิ้นหวัง สิ้นศักดิ์ศรี เป็นเพียงแค่ดอกไม้เพียงดอกเดียวในบรรดาดอกไม้ร่วมร้อยกว่า ในแจกัน ดอกไม้ช่อใหญ่  วิษธ์ราณีรู้สึกสงสารและเห็นใจเฟยาเลีย ที่มีชะตากรรมที่น่าสงสาร ประกอบกับเห็นใจหัวอกผู้หญิงเหมือนกัน จึงสัญญาว่าจะแก้แค้นอลิศกาปูร์คืนให้กับเฟยาเลีย ปฏิบัติการขั้นแรกก็คือ ออกคำสั่งให้ย้ายอลิศกาปูร์ไปสังกัดในกองกำลังของเจ้าชาย นัชมุลลา และให้ไปรายงานตัวที่หอพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นสำนักปฏิบัติธรรมสำนักพุทธ ในสังกัดพระนักบวชลามะสายดำ ซึ่งเป็นหน่วยงานขึ้นตรงของกองกำลังทหารของเจ้าชายนัชฑาลา ซึ่งไม่ใช่กองกำลังของกองทัพกลางของนครรัฐ พอทราบอลิศกาปูร์ได้ไปประท้วงคำสั่ง ไม่ต้องการย้าย และไม่ยอมถือปฏิบัติ แต่ได้รับการยืนยันจากอำมาตย์กลาโหมว่า จำต้องถือปฏิบัติตามพระราชโองการหรือคำสั่งขององค์หญิงวิษธ์ราณี เพราะบัดนี้ทรงได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระเจ้าโฆษัณชัย องค์พระราชาแห่งกลิงคะ เนื่องจากเสด็จเยือนต่างนครรัฐ และไปราชการนาน 3 เดือน ดังนั้นในเวลานี้ ภายในกลิงคะ วิษธ์ราณีใหญ่ที่สุด ทำให้อลิศกาปูร์จำต้องกลืนเลือดตนเอง เดินทางไปรายงานตัวที่กองกำลังทหารของค่ายลามะสายดำ

(องค์หญิงเฟยาเลียคนนี้ ถ้ายังจำได้ในภาคที่ 2-3 เป็นตัวละครที่ทำให้เจ้าชายอนุเชษฐ์หรือพราหมณ์อนุเชษฐ์ต้องเสียพรหมจรรย์ ไปล่อลวงทำให้อนุเชษฐ์เสียพรหมจรรย์และลุ่มหลง สุดท้ายตัวเองถูกพระบิดาบังคับให้สมรสกับเจ้าชายนัชปาล ซึ่งเป็นการแต่งงานที่มีผลประโยชน์ด้านการเมืองอยู่เบื้องหลัง ส่วนพี่ชายของเฟยาเลีย คืออัทธิ์ถิรวาร ก็คอยตามล่าตามจับกุมตัวเขา และฆ่าพ่อของเขาตาย เรียกว่าเฟยาเลีย เป็นตัวซวยของอนุเชษฐ์ ดีทีว่าภายหลังอนุเชษฐ์ไปพบรักแท้กับเซเดบาลา ได้คนดีและจริงใจมาเป็นพระชายา ส่วนเฟยาเลียได้รับกรรมตามทัน เมื่อแต่งงานไปกับเจ้าชายนัชปาลก็เพิ่งรู้ว่าตนเองเป็นเมียคนที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ เพราะนัชปาล มีพระชายามาก่อน 3 องค์ และสนมอีก 100 กว่าคน) 

เมื่อไปถึงอลิศกาปูร์ได้รับบทเรียน และบททดสอบทั้งสภาพร่างกายและจิตใจในหลายกรณี อาทิ

-นั่งหลับในขณะนั่งสมาธิ พอตื่นมาพบว่า มีดกริชสั้นสูญหาย แท้ที่จริงพระอาจารย์เก็บไว้ให้ พออลิชกาปูร์ พยายามเข้าไปค้นหาในหอพระคัมภีร์ในยามวิกาล พบว่าเจอนักบวชหนุ่มเก็บไว้ให้ และได้สั่งสอนว่า อาวุธเปรียบเหมือนคู่มือชีวิต หากแม้นรักษามันไว้ไม่ได้ ก็รักษาชีวิตไม่ได้เช่นกัน ทำให้อลิศกาปูร์โกรธ ที่พระหนุ่มบังอาจมาสั่งสอนตน ทั้งๆ ที่ตนเพียงเผลอหลับไป และไม่รู้ว่าเป็นเจตนาขโมยอาวุธของตนได้แล้วเอามาคืนหรือไม่

-วันรุ่งขึ้นพอได้ยินเสียงคนฝึก ต่อสู้กันแต่เช้า บริเวณฐานฝึก จึงไปแอบดู จนมีคนเห็นจึงไปเตือนว่า ให้เข้าไปร่วมฝึกด้วย ก็ไม่ยินยอม แต่ท้ายที่สุดก็ไปร่วมฝึกด้วย เพราะเห็นแก่นักบวชเหล่านั้น ที่มาร่วมสร้างบ้านมุงจากให้เป็นที่อาศัย พอไปฝึกก็ไปเจอพระหนุ่มคนดังกล่าว ท้าให้ออกมาสู้กัน จากนั้น อลิศกาปูร์ปรามาสว่าพระหนุ่มไม่น่าจะสู้ตนได้เกิน 3 เพลงหมัด เพราะตนเองเป็นถึงอดีตเสนาธิการทหาร เป็นทหารมีฝีมือของกองทัพ แต่ในที่สุดก็สู้ไม่ได้ โดนพระหนุ่มล้มใน 3 เพลงหมัด ทำให้เสียหน้า พระนักบวช และเณร ต่างหัวเราะเยาะ



-ช่วงบ่าย นำใบรายงานตัวไปรายงานตัวต่อพระอาจารย์ชิกูฐ่าน เจ้าสำนักหอพระคัมภีร์ พอพระอาจารย์หันหลังมา อลิศกาปูร์ถึงกับตกใจ ยังคิดว่า ไม่นะ พระอาจารย์ไม่อยู่ใช่มั๊ย เลยให้ท่านมา ปรากฏว่า พระอาจารย์ชิกูฐ่านก็คือคนเดียวกับพระนักบวชหนุ่มคนนั้น ที่สั่งสอนเรื่องทำมีดสั้นอาวุธคู่กายหาย และสั่งสอนเรื่องการต่อสู้ อลิศกาปูร์ ก็เลยต่อว่า ว่าที่แท้ท่านทราบดีอยู่แล้ว แต่ไม่ยอมเปิดเผยตัวตั้งแต่แรก แต่พระอาจารย์กล่าวว่า ท่านเองก็ไม่ทราบว่า คนที่อยู่ต่อหน้า เป็นถึงอดีตเสนาธิการทหารของกองทัพ (ท่านคงคิดในใจว่า ทำไมมันถึงได้กระจอกขนาดนี้ ได้เป็นถึงเสนาธิการของกองทัพ) 

-หลังจากนั้นอลิศกาปูร์ก็มีอคติต่อพระอาจารย์ชิกูฐ่าน เจ้าสำนักหอพระคัมภีร์ แอบเข้าไปค้นหาหนังสือสุทธิ เพื่อดูประวัติของพระอาจารย์ชิกูฐ่าน พอทราบว่า อายุเพียง 18 ปี ก็คืออายุน้อยกว่าตน ยิ่งทำให้รู้สึกว่า อิจฉาและน้อยใจในโชคชะตาของตนมาก เพราะชิกฐ่านอายุเพียงเท่านี้ เป็นถึงพระอาจารย์เจ้าสำนักแล้ว และยังมีตำแหน่งทางการทหารเป็นผบ.ค่ายทหารลามะสายดำอีกด้วย

-วันหนึ่งถูกเรียกให้ไปเป็นปู้เข่อ (เด็กรับใช้) ชั่วคราวให้กับพระอาจารย์ เพราะอีกคนประสบอุบัติเหตุ ตามเข้าวังไปในงานเลี้ยงของเจ้าชายนัชฑาลา แต่ตนเองถูกกันออกนอกพระตำหนัก เพราะเป็นแค่เด็กติดตาม ระหว่างรอให้พระอาจารย์อยู่ในงานเลี้ยง ตนเองก็เผลอหลับไปในห้องนอนที่ทางราชสำนักจัดไว้ให้ จริงๆ มันต้องนอนที่พื้น แต่มันดันถือวิสาสะขึ้นไปนอนบนเตียง ซึ่งจัดไว้ให้แก่พระอาจารย์เท่านั้น และพอกลางดึก มีทหารหิ้วปีกพระอาจารย์กลับมาที่ห้อง มันสะดุ้งตื่น พบว่าพระอาจารย์ดูหมดสติ คล้ายคนเมามาย จากฤทธิ์สุรา เพราะมีกลิ่นคล้ายแอลกอฮอลล์คละคลุ้งไปทั่ว ทหารที่พยุงมา บอกให้มันคอยดูแลพระอาจารย์ด้วย เดี๋ยวเช้าจะตามหมอมาดูอาการพระอาจารย์อีกที ทีแรกอลิศกาปูร์เข้าใจว่า พระอาจารย์คงดื่มสุรา เพราะในงานเลี้ยงคงปฏิเสธ แขกเหรื่อบรรดาราชนิกูลไม่ได้ แต่พอเช้ามา ชิกูฐ่านคืนสติแล้ว อลิศกาปูร์จึงสอบถามว่าเหตุใดพระอาจารย์จึงปฏิบัติตนเยี่ยงนี้ นักบวชไม่ควรฉันท์น้ำจันฑ์มิใช่เหรอ พระอาจารย์งง บอกว่าไม่ได้ฉันท์ ที่เห็นว่าตนหมดสติไป เพราะเจ้าชายนัชฑาลา เชื้อชวนให้เข้าไปในเหมืองถ่านหิน และให้เข้าไปเจิมเพื่อเปิดเหมือง แต่ปราฏว่า มีอุบัติเหตุภายในเหมืองระเบิด ทำให้พระอาจารย์ได้รับบาดเจ็บและสารเคมีบางชนิดมาโดนตัว บวกกับกำมะถันในถ่านหินทำให้พระอาจารย์วิงเวียนศีรษะ และหมดสติไป

-วันหนึ่ง พระสนมเพกาวตีเรียกพระอาจารย์ชิกูฐ่านเข้าวัง ในขณะนั้น อลิศกาปูร์ขอสมัครลองเป็นปู้เข่อเต็มตัว ตอนแรกเพียงอยากรุ้ว่างานในหน้าที่เป็นอย่างไร ทำไมถึงมีคนมาสมัครเป็นปู้เข่อกันเยอะ พอทราบว่ามีงานในหน้าที่อะไรบ้าง แทบอยากลาออก แต่ก็ไม่สามารถทำได้แล้ว จึงตกกระไดพลอยโจน ต้องทำหน้าที่ปู้เข่อให้ครบรอบไปก่อน งานแรกตามพระอาจารย์เข้าวังไปรับใช้พระสนมเพกาวตี ซึ่งอลิศกาปูร์ไม่รู้ว่า เหตุใดจึงต้องเรียกใช้นักบวช ในเมื่อมีทหารตั้งมากมาย อีกทั้งยังแอบมองลอดช่องประตูเข้าไปพบเห็น ชิกูฐ่าน ถอดเสื้อ กำลังวิ่งปลุกปล้ำอะไรซักอย่าง เหงื่อโทรมกายเช่นนี้ ย่อมคิดเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก ชิกูฐ่าน อาจทำผิดศีล ปลุกปล้ำนางสนมกำนัล ภายในพระตำหนักพระสนมเพกาวตี ซึ่งมันก็แอบอิจฉาที่เคยอยากมีพฤติการณ์เช่นนั้น แต่ไม่สามารถทำได้ แอบอิจฉาชิกูฐ่านเล็กๆ เหตุเพราะมันเป็นพระนักบวชรูปงาม พระสนมคงติดใจมัน ลักลอบมีชู้กันในพระตำหนัก นี่เป็นความคิดอกุศลเพียงฝ่ายเดียวของอลิศกาปูร์ เหตุเกิดจากความอคติในตัวชิกูฐ่านล้วนๆ ภายหลังเสร็จกิจกลับมายังหอพระคัมภีร์แล้ว อลิศกาปูร์เพิ่งมารู้จากปากของชิกูฐ่านว่า ที่แท้แล้วพระสนมเรียกพระอาจารย์ให้เข้าไปจับสุนัขทรงเลี้ยงตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่มาก (เซ้นต์เบอร์นาร์ด) ลำพังทหาร 2-3 คน จับไม่อยู่ ต้องอาศัยพระอาจารย์ชิกูฐ่าน ที่มีวิทยายุทธและมีพละกำลังมาช่วยจับ เพื่อฉีดยาและทำหมันให้แก่มัน นี่จึงเป็นสาเหตุว่าเหตุใดพระอาจารย์จึงถอดเสื้อไล่จับมัน ไม่ได้เป็นอย่างที่อลิศกาปูร์คิดมโนไปไกลอยู่ในหัวสมองฝ่ายเดียวอยู่แม้แต่น้อย

หลังจากนั้น อลิศกาปูร์ก็เลิกอคติต่อพระอาจารย์ชิกูฐ่าน เพราะทราบว่า การที่ท่านได้เป็นเจ้าสำนักได้ เพราะมีความสามารถจริงๆ มีวิชาความรู้ จบเปรียญธรรมตั้งแต่เด็ก ฝึกวิชาการต่อสู้มาตั้งแต่เล็ก และการได้ขึ้นเป็นเจ้าสำนักก็เพราะความบังเอิญ เนื่องจากพระอาจารย์ชันปุนไดลามะ พระอาจารย์ใหญ่ของชิกูฐ่าน ถูกพระเจ้าโฆษัณชัยกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ถูกเนรเทศกลับฑิเบตไป และแต่งตั้งชิกูฐ่าน ลูกศิษย์ซึ่งขณะนั้น มีอายุเพียง 14 ปี ขึ้นเป็นเจ้าสำนักแทน เพราะไม่ต้องการให้คณะนักบวชกลุ่มนี้เผยแผ่ศาสนาพุทธ ในดินแดนกลิงคะ แต่ครั้นจะเนรเทศกลับไปทั้งกลุ่ม ก็เสียดายวิชา จึงแต่งตั้งพวกลูกศิษย์กลุ่มที่เหลือเป็นทหารนักรบด้วย โดยให้มีสถานะเป็นค่ายฝึกลามะสายดำ ขึ้นครงต่อกองกำลังทหารของเจ้าชายนัชฑาลา เนื่องจากนัชฑาลาชื่นชอบวิชาการต่อสู้แบบกังฟูหรือเส้าหลิน และอยากให้ชิกูฐ่านคอยสอนให้กับกองกำลังทหารของตน มีอยู่มาวันหนึ่ง ชิกูฐ่านถูกเรียกเข้าวังไป พอกลับออกมาอีกวัน สีหน้าไม่สู้ดี พออลิศกาปูร์ไปสอบถามก็ไม่ยอมพูดจาด้วย ดูผิดสังเกต มาทราบภายหลังว่า ท่านขอลาออกจากเจ้าสำนักหอพระคัมภีร์และความเป็นนักบวช ทำให้อลิศกาปูร์สงสัย จึงสืบหาความจริง จึงรู้ว่า ก่อนหน้านี้ชิกูฐ่าน ถูกพระชายาเฟยาเลียกับเจ้าหญิงวิษธ์ราณีเรียกเข้าวัง และหายไปทั้งคืน พอเช้ามาดูเหมือนพระอาจารย์จะมีสีหน้าเศร้าหมอง น่าจะเป็นเรื่องไม่ดี อลิศกาปูร์รวมกับเณรลามะมอมสุราชิกูฐ่าน โดยแสร้งเป็นนำผลองุ่นตากแห้งมาให้ชิกูฐ่านชิม และน้ำชารสชาติดี มาให้ดื่ม แต่ผสมเมรัยหรือเหล้าให้ชิกูฐ่านดื่ม จนเมามาย เพื่อหลอกถามความจริง จึงทราบว่า ที่แท้เฟยาเลียชื่นชอบในตัวชิกูฐ่าน วิษธ์ราณีจึงออกอุบายให้ชิกูฐ่านเข้าวังมาสอนศาสนา แต่ผสมยานอนหลับให้ชิกูฐ่านดื่ม พอชิกูฐ่านตื่นขึ้นมาตอนเช้า พบว่า นอนเปลือยกายอยุ่บนเตียงพระบรรทมของพระชายาเฟยาเลีย ซึ่งทำให้ชิกูฐ่านเข้าใจผิดว่าตนเองได้เสพเมถุนไปแล้ว มีเพศสัมพันธ์กับพระชายาเฟยาเลีย ทำให้ต้องปาราชิก จึงมาลาออกจากเจ้าสำนักต่อเจ้าชายนัชฑาลา และสึกจากความเป็นนักบวช โดยที่เจ้าชายนัชฑาลาทราบแต่เพียงพระอาจารย์ชิกูฐ่านต้องการมาลาออกจากเจ้าสำนักและสึกเป็นฆราวาส แต่ไม่ได้ทราบเหตุผลหรือมูลเหตุที่แท้จริง ที่เกิดจากกุศโลบายแผนชั่วของเจ้าหญิงวิษธ์ราณี  

เหตุการณ์นี้ทำให้ชิกูฐ่านกลายเป็นคนเก็บตัวเงียบ ไม่สุงสิงกับใคร และไม่พูดจากับใคร ยิ่งทำให้อลิศกาปูร์แค้นเคืองต่อเจ้าหญิงวิษธ์ราณีมากขึ้น ที่ทำกับพระอาจารย์เช่นนี้ และแค้นเคืองที่วิษธ์ราณีทำกับตนเองด้วย ประกาศในใจว่าวันหนึ่งจะต้องแก้แค้นให้ได้ จากนั้นเมื่อเจ้าชายนัชปาลทรงเสด็จกลับมายังกลิงคะแล้วทราบว่าอลิศกาปูร์ถูกย้ายไปอยู่หน่วยงานของพระอนุชา จึงออกคำสั่งย้ายอลิศกาปูร์กลับมายังกองทัพกลาง และคืนตำแหน่งเสนาธิการทหารให้กับอลิศกาปูร์ อลิศกาปูร์ไม่มีโอกาสร่ำลาต่อพระอาจารย์ชิกูฐ่าน ได้แต่ฝากมีดกริชสั้น พร้อมจดหมายลา บอกเพียงว่า รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชิกูฐ่าน และยังรักและเคารพชิกูฐ่าน เป็นเหมือนอาจารย์ของตนเสมอ จากปู้เข่อที่ชื่ออลิศกาปูร์ ถ้ามีโอกาสคงได้เจอพระอาจารย์อีก




เรื่องราวเพียงพาร์ทแรก เกี่ยวกับนครรัฐกลิงคะ (ก็สนุกแล้ว) ยังไม่จบ แต่ขอจบตอนนี้แต่เพียงเท่านี้ก่อน ใครที่ชอบเรื่องคู่จิ้น นิยายวาย คงจะต้องชอบความสัมพันธ์ของ อลิศกาปูร์กับชิกฐ่าน ซึ่งมันมีกลิ่นอายแบบนั้นอยู่ เพียงแต่ผุ้เขียนไม่อยากลงในรายละเอียด ต้องไปอ่านเอาเองจากฉบับนิยายเต็ม แต่หากไม่ชอบแนวนี้ ก็ต้องบอกว่า มิตรภาพของตัวละครเอกคู่นี้ (อลิศกาปูร์ vs ชิกูฐ่าน) จากที่เคยเขม่น ไม่ชอบขี้หน้า ไม่ถูกชะตากันตอนต้น สุดท้ายกลายเป็นเพื่อนรัก ที่รักและเคารพกันมากๆ คล้ายๆ เพื่อนแท้เพื่อนตายกันได้เลย ผู้เขียนเขียนตัวละครคู่นี้ขึ้นมา เพียงเพื่อจะบอกว่า คนที่แตกต่างกันในทุกด้าน ไม่มีอะไรทีเหมือนกันเลย แต่สุดท้ายสามารถเป็นมิตรกันได้ และรักกันมากกว่าพี่น้องแท้ๆ คลานตามกันมาอีก  ติดตามพาร์ทอื่นในภาคที่ 4 ต่อไป ในตอนหน้า และพัฒนาการของตัวละครคู่นี้ ซึ่งจะมีมาอีกในช่วงท้ายๆ เรื่องด้วย