วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ผู้สืบชะตาแผ่นดิน : มงกุฏเลือด ตอนที่ 15

                                                              15.

                            บทเรียนชีวิต และรางวัลอันล้ำค่าของเจ้าชายโมฮอลล์




ณ ห้องสรงน้ำ ภายในพระตำหนักโอโตโน่วินเซ้นส์ เจ้าชายโมฮอลล์ทรงทอดพระวรกายอยู่ในสระน้ำ โดยมีอิคาซิม นายสนองโอษฐ์คนใหม่ยืนอารักขา เฝ้าชมการสรงน้ำอยู่ด้านบน แต่อิคาซิมถูกทำโทษด้วยการยืนถือโอ่งน้ำ 2 ใบ ใบละข้างแขนกางออก ในสภาพยืนด้วยขาเดียว ขาอีกข้างยกขึ้นไปข้างหน้าเล็กน้อย แต่สามารถสลับขายืนกันได้ หากเมื่อย แต่ไม่อนุญาตให้ยืนด้วยเท้า 2 ข้าง เป็นเวลากว่า 1 ชั่วยามแล้ว ร่างกายของอิคาซิมหยาดซึมไปด้วยเหงื่อไคล เนื่องจากเขาเพิ่งผ่านการทดสอบการต่อสู้ด้วยมือเปล่า และการต่อสู้ด้อยอาวุธจากนายทหารองครักษ์นับสิบ ได้ใช้พละกำลังไปมาก บวกกับความอ่อนเพลียจากการต่อสู้ แต่เมื่อถูกเจ้าชายโมฮอลล์ลากตัวมาเพื่อสอบถามประวัติส่วนตัว และเขายังตอบคำถามไม่ถูกใจ สร้างความไม่พอพระทัยจากเจ้าชาย ทำให้ถูกคำสั่งลงโทษให้ยืนในสภาพเช่นนี้ อีกทั้งร่างกายยังไม่ได้รับอาหารมาตั้งแต่มื้อเช้า อิคาซิมแม้เป็นนายทหาร แต่เขายังเป็นเด็กหนุ่มอายุเพียง 16 ปี ร่างกายยังต้องสร้างเสริม เพื่อให้แข็งแรงไปตายวัย เมื่อผ่านการใช้พละกำลัง เฉกเช่นการออกกำลังกาย บวกกับการถูกทำโทษเป็นเวลานาน ทำให้เวลานี้ร่างกายของเขาอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าอ่อนแรงเต็มที่แล้ว 

การทำโทษในลักษณะเช่นนี้จึงไม่ต่างกับการทรมานให้ได้รับความเหนื่อยล้าและหิวโหย ในขณะที่เจ้าชายโมฮอลล์ยังคงทอดพระเนตรความเป็นไปของเด็กหนุ่มด้วยความพึงพอพระทัย และยังไม่มีท่าทีที่จะให้เด็กหนุ่มหยุด หรือผ่อนโทษลง จากนั้นทรงก้าวขึ้นจากสระน้ำไปปลดกางเกงผ้า เครื่องแต่งกายส่วนล่างของอิคาซิมออก ทำให้เวลานี้อิคาซิมอยู่ในสภาพยืนเปลือยเปล่า ไม่ได้สวมอาภรณ์ใดอีก ทรงเดินทอดพระเนตรร่างกายของอิคาซิมด้วยความพึงพอพระทัย เนื่องจากร่างกายของอิคาซิมในเวลานี้เปล่งปลั่งไปด้วยมวลกล้ามเนื้อในทุกสัดส่วน เนื่องจากเขาต้องเกร็งร่างกายเอาไว้ เพื่อไม่ให้ร่างกายเซทรุด และแสดงความเหนื่อยล้าออกมาให้เจ้าชายเห็น อีกทั้งต้องจัดสมดุลของร่างกายส่วนบนที่ต้องพยุงรับน้ำหนักของโอ่งน้ำทั้ง 2 ใบเอาไว้ให้ได้ กล้ามเนื้อลำแขนที่เกร็งตัวไว้ ส่วนหัวไหล่กลมกลึงเพื่อรับน้ำหนักไว้ กล้ามเนื้อท้องเกร็งให้เห็นเป็นมวลกล้ามเนื้อถึง 8 ลูก ต้นขาเกร็ง เผยให้เห็นมวลกล้ามเนื้อต้นขาที่ใหญ่ แข็งแรงกว่านายทหารองครักษ์คนใดที่ได้เคยพบเห็น ใบหน้าที่ชุ่มเหงื่อ หยาดเหงื่อซึมผุดออกมาเป็นเกล็ดฝอยๆ แววตานิ่งไม่กลอก แต่มองตรงไปข้างหน้า  ด้วยอาการนิ่งสงบ ไม่สบพระพักตร์ ดูคล้ายไม่มีความรู้สึกใดๆ แผ่นหลังลำตัวอาบเหงื่อเป็นสายๆ จากการใช้พละกำลังในส่วนลำตัวประคับประคองน้ำหนักโอ่งน้ำเอาไว้ ทรงเดินทอดพระเนตรดูอาการอิคาซิมถึง 3 รอบ จนแน่ใจว่าอิคาซิมสามารถรับมือกับการทรมานเช่นนี้ได้ ซึ่งภายในพระทัยของเจ้าชายรู้สึกไม่พอพระทัยที่เด็กหนุ่มสามารถรับมือกับการทรมานของพระองค์ได้โดยไม่ปริปากหรือร้องขอให้ทรงผ่อนปรนโทษใดๆ และยังแสดงสีหน้านิ่งเฉย ดูคล้ายจะเย้ยหยันพระองค์ได้ ทรงนำพระหัตถุ์ลูบไล้สัมผัสปุลลึงก์ของอิคาซิม เพื่อบีบเค้น ขย้ำคลึง บีบนวด เพื่อให้มันมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อแรงคลึงและบีบนวดนั้น ปรากฏการตอบสนองอย่างรวดเร็ว ปุลลึงก์ของอิคาซิมแสดงอาการขยายตัวต้านทานและตอบสนองต่อการคลึงและบีบนวดของเจ้าชายขึ้นมาโดยทันที ร่างกายของเด็กหนุ่มวัย 16 ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น โตเต็มวัยมีหรือจะต้านทานการปลุกเร้าทางเพศได้ ย่อมต้องแสดงปฏิกิริยาตอบสนองไปตามวัยและสันชาติญาณดิบออกมา พร้อมเสียงครางครือในลำคอ ที่อิคาซิมลืมตัวเผยอปากครางออกมาโดยลืมตัว แต่ต้องรีบระงับมันเอาไว้ แต่ปฏิกิริยาที่แสดงออกมาด้วยความเป็นธรรมชาติโดยไม่รู้ตัวเช่นนี้ กลายเป็นสิ่งที่เจ้าชายทรงพอพระทัยยิ่ง จากนั้นทรงจู่โจมด้วยการจุมพิตไปที่ริมฝีปากของอิคาซิมอย่างไม่ทันตั้งตัว ทรงโน้มพระวรกายไปกอดรัดร่างของอิคาซิมเอาไว้ ใช้ชิวหาซอกซอนเข้าไปในปากของอิคาซิม มือด้านนึงยังคงคลึงบีบนวดปุลลึงก์ของอิคาซิมไว้จนมันขยายตัวเป็นหงอนเนื้อขนาดใหญ่ขึ้นมา อีกมือด้านนึงคลึงไปที่ปุ่มเนินเนื้อบนเนินหน้าอกของอิคาซิม อิคาซิมสามารถทนกับการทรมานมาได้นานร่วม1 ชั่วยามด้วยอาการนิ่ง ร่างกายทนต่อสภาพการทรมานมาได้ด้วยความยากลำบาก แต่เมื่อต้องถูกการปลุกเร้าทางเพศเพียงชั่วอึดใจเดียว เขาก็ไม่อาจจะทนต่อการจู่โจมเช่นนี้ของเจ้าชายได้ ทำให้โอ่ง 2 ใบร่วงหล่นลงจากมือทั้ง 2 ข้างลงมาตกแตก น้ำกระจายเต็มพื้น จากนั้นอิคาซิมก็แสดงสีหน้าเป็นกังวล ด้วยความตกใจ ตะลึงผลักร่างของเจ้าชายออกจากตัว จากนั้นย่อตัวลงแสดงความเสียใจและกล่าวคำ

“ฝ่าบาท ประทานอภัยให้กระหม่อมด้วย”

“เจ้าทำโอ่งน้ำตกลงมาแตก ถือว่าไม่อาจผ่านการทดสอบนี้ได้ งั้นข้าจะมีบทลงโทษเจ้าอีกขั้นหนึ่ง”

“ฝ่าบาท โปรดทรงไว้ชีวิตกระหม่อมด้วยเถิด”

“ก็ได้ ข้าจะละเว้นโทษประหารแก่เจ้า แต่เจ้าจะได้รับโทษทัณฑ์อื่นเป็นการตอบแทน” จากนั้นทรงใช้พระหัตถุ์ลูบไล้ที่ดุ้นปุลลึงก์ของอิคาซิมอีกครั้ง ลากจูงไปยังห้องพระบรรทม โดยที่อิคาซิมได้แต่ต้องก้าวเดินตามไปโดยไม่สามารถร้องขอสิ่งใดได้อีก 

ทรงผลักร่างของอิคาซิมล้มหงายแผ่ลงบนเตียงพระบรรมทม จากนั้นทรงจุมพิตไล่ระดับไปทั่วใบหน้า ลำคอ แผงอก ปุ่มบนเนินอก และมวลกล้ามเนื้อตรงช่องท้อง และดูดดุนปุลลึงก์อันใหญ่โตเกินวัยเด็กหนุ่ม ของอิคาซิม กระบวนการเล้าโลมและทำรักของเจ้าชายโมฮอลล์กับอิคาซิม นายสนองโอษฐ์คนใหม่ ดำเนินไปทั้งคืน ทรงเสพสังวาสกับเด็กหนุ่มอย่างปรีด์เปรม และเป็นการร่วมรัก เสพสังวาสของเจ้าชายอย่างมีความสุขที่สุด นับตั้งแต่ทรงเคยได้รับมา เนื่องจากทรงเป็นฝ่ายกระทำรัก โดยที่เด็กหนุ่มได้แต่ตอบสนอง และทรงรับสั่งให้อิคาซิมกระทำเช่นใด ก็สามารถตอบสนองความพอพระทัยของพระองค์ได้ทุกท่วงท่า ทุกอิริยาบถ ด้วยความสดใหม่ แข็งแรงของร่างกาย และการแสดงออกทางสีหน้า และความเป็นธรรมชาติ ทำให้เจ้าชายโมฮอลล์ทรงพอพระทัยในตัวอิคาซิม มากกว่าที่เคยได้รับจากนายสนองโอษฐ์คนใดเคยทำให้มาก่อน

เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าชายโมฮอลล์ทรงรับสั่งให้หมอหลวงจัดหาโอสถชั้นดี และอาหารบำรุงร่างกายให้กับอิคาซิมได้ทาน เพื่อเสริมพละกำลังของร่างกาย และจัดหาอาหารชั้นดีให้เขาได้ทาน ตลอดจนจัดครูฝึกทางทหารอบรมให้อิคาซิมได้มีการฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งและสมบูรณ์เต็มที่ และให้อิคาซิมได้พักผ่อนเต็มที่ ก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งนายทหารองครักษ์คนใหม่     
   

ภายในพระราชวังออโรร่าเซ้นส์ วันนี้พระเจ้าอับดุลเราะห์มานที่ 3 กาหลิบแห่งจักรวรรดิมุสลิม และบัดนี้ได้ทรงสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นคาทายาอีกสถานะศักดิ์นึง ทรงเรียกประชุมสภาขุนนาง และเหล่าข้าราชบริพาร ของราชสำนักแคว้นคาทายาให้มาประชุมกันโดยพร้อมเพรียง เพื่อรับสนองนโยบายและรับรองสถานะศักดิ์ของพระองค์อย่างเป็นทางการ โดยสมาชิกในสภาขุนนางที่ได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วมการประชุมได้แก่ พระชนนีเชอร์ร่า พระราชินีแอริน่า (เชื้อพระวงศ์สายในฝั่งตระกูลเพโทรฟรอยด์) พระนางเจ้าแคโรธีน กับ ลอร์ดแซคปีเตอร์ (เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงเดิมในพระราชวงศ์) ท่านเคาน์อังเดรซ่า แห่งปาลัวร์ ,เอิร์ลลองกานัวร์ จากคาทาลัน แซมเคิร์ก ดยุคแห่งปาดี , เจมส์ ปานัวร์ ลอร์ดแห่งยิบรอลต้า ,วิลเลียม เปโดร เคาน์แห่งคาสตีล,เซอร์วิลโลว์ (มาในฐานะตัวแทนของแคว้นเกล)  ขาดอยู่ก็แต่เพียงเชื้อพระวงศ์สายราชวงศ์จูดี้ ของพระเจ้าเซ็นจูรี่ ที่ถูกโค่นล้มพระราชอำนาจลงไป และตอนนี้ไปปักหลักสร้างกองกำลังอยู่ที่เกาะเซเบอร์ นอกจากนี้ยังมีขุนนางฝ่ายกาหลิบ อันได้แก่ นายพลตอริก อาริฟในฐานะเสนาธิการทหารในกองทัพ และนายพลทหารคนสำคัญของกองทัพฝ่ายจักรวรรดิมุสลิมเข้าร่วมประชุมกันอย่างคับคั่ง

“ที่วันนี้ ข้าเรียกประชุมพวกท่านมาเข้าเฝ้าในพระราชวังแห่งนี้ ก็เพื่อที่จะมีพระราชดำรัสต่อพวกท่านในสถานะที่ ขณะนี้ข้าพเจ้าได้กลายเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นคาทายาของพวกท่านแล้วโดยมีพระราชอำนาจเต็ม ขอให้พวกท่านในฐานะสมาชิกของสภาขุนนางได้ไปดำเนินการในสภาเพื่อให้มีมติรับรองข้าพเจ้าขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นคาทายา โดยถูกต้องตามกฎมณเฑียรบาลและธรรมนูญของพวกท่าน และรับรองข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์อย่างเป็นทางการ เพื่อจัดให้มีการจัดงานพระราชพิธีราชาภิเษกโดยเร็ววัน”

“ฝ่าบาท กระหม่อมในฐานะเลขาธิการของสภาขุนนาง ขอกล่าวในฐานะตัวแทนของสภาขุนนาง ว่าภายในสภาขุนนาง พวกเราไม่ได้มีความขัดข้องหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อฝ่าบาท ที่จะก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ของแคว้นคาทายาอย่างถูกต้องเป็นทางการ ทางเราจะรีบจัดประชุมสภาขุนนางโดยเร็ววันเพื่อมีมติรับรองการขึ้นเป็นกษัตริย์ของฝ่าบาท ด้วยความชอบธรรม แต่เนื่องจากในกฎมณเฑียรบาล หรือธรรมนูญการปกครองของแคว้นเรามีกฏอยู่ว่า การสืบสันตติวงศ์ขึ้นเป็นกษัตริย์ เป็นหนทางที่ถูกต้องชอบธรรม โดยหากว่าภายในพระราชวงศ์ยังมีองค์รัชทายาท ที่สืบเชื้อสายของของกษัตริย์ ย่อมมีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาขึ้นเป็นกษัตริย์เฉกเช่นเดียวกัน พะยะค่ะ”  แซมเคิร์ก ดยุคแห่งปาดี

“แล้วตอนนี้ในพระราชวงศ์ของพวกท่าน ยังมีใครสืบเชื้อสายของกษัตริย์เซ็นจูรี่ หรือกษัตริย์องค์ก่อนอยู่อีกเหรอ ในเมื่อเซ็นจูรี่ก็ยังไม่มีพระราชโอรส อีกทั้งกษัตริย์เฟรเดอริกที่ 2 ที่เคยมีพระราชโอรส เป็นว่าที่องค์รัชทายาท แต่ก็ได้หายสาบสูญไป ไม่ได้รับข่าวคราวอีกเลย”

“ขอกราบบังคมทูลฝ่าบาท ตอนนี้พระราชโอรสจัสติโน่ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2 ซึ่งมีสถานะศักดิ์เป็นองค์รัชทายาทเพียงพระองค์เดียวของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2 ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ และตอนนี้ประทับอยู่ที่แคว้นเกล พะยะค่ะ”

“เออ....ถ้าอย่างนั้น ตัวแทนของแคว้นเกล ท่านรับทราบเรื่องนี้หรือไม่”

“กราบบังคมทุลฝ่าบาท กระหม่อมเซอร์วิลโลว์เป็นข้าหลวง ตัวแทนจากแคว้นเกล การที่พระโอรสจัสติโน่ ทรงประทับอยู่ที่แคว้นเกล เป็นความจริง พะยะค่ะ เพียงแต่สถานะความเป็นไปของพระองค์ในตอนนี้ ไม่ต่างจากทรงสิ้นพระชนม์ไปแล้ว เหตุเพราะว่าทรงประชวรมาเป็นระยะเวลานาน บัดนี้ทรงอยุ่ในสถานะของเจ้าชายนิทรา ไม่ทรงรู้สึกพระวรกายมาเป็นเวลานานแล้ว พะยะค่ะ”

“ฮะ.....วิลโลว์ จัสติโน่ กลายเป็นเจ้าชายนิทราอย่างนั้นเหรอ เจ้าพูดความจริงหรอกเหรอ”  พระราชินีแอริน่า ทรงเศร้าพระทัยและแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่า พระโอรสของพระองค์จะกลายเป็นเจ้าชายนิทรา ไปเสียแล้ว แต่วิลโลว์ได้แต่พยักหน้าเป็นการตอบคำถามของพระราชินีแอริน่า องค์พระมารดาของพระโอรสจัสติโน่ ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่ต่างได้รับความจริงในเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กันและต่างก็เศร้าใจในชะตากรรมขององค์รัชทายาทที่ทรงอยู่ในพระอาการเช่นนี้

“ในเมื่อองค์รัชทายาททรงประชวรกลายเป็นเจ้าชายนิทราเช่นนี้แล้ว คงไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกษัตริย์ของพวกท่านได้ แต่หากว่าพวกท่านสามารถสืบหาตัวองค์รัชทายาทที่เหมาะสมคู่ควรได้ ข้าก็ยินดีสละราชบัลลังก์ คืนพระราชอำนาจให้กับกษัตริย์ที่มีเชื้อสายพระราชวงศ์ของพวกท่านคืนกลับไป”

“แต่ว่าตอนนี้ พระเจ้าเซ็นจูรี่ ยังมีศักดิ์และสิทธิ์ความเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นคาทายาอยู่พร้อมโดยสมบูรณ์มิใช่เหรอ เพียงแต่มิได้ประทับอยู่ในพระราชวัง และสูญสิ้นพระราชอำนาจไปแต่เพียงชั่วคราวเท่านั้น”  วิลเลียม เปโดร ท่านเคาน์แห่งคาสตีล แสดงจุดยืนสนับสนุนพระเจ้าเซ็นจูรี่ อยู่เพียงคนเดียว หัวเดียวกระเทียมลีบ

“แต่ว่าเรามีหลักฐานว่า พระเจ้าเซ็นจูรี่ ทรงกระทำปิตุฆาต ต่อองค์พระชนก พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 1 อีกทั้งกระทำการสังหารขุนนางผู้จงรักภักดี ทำงานใกล้ชิด ต่อองค์พระชนกจำนวนมาก อีกทั้งยังซ่อมสุมกองกำลังเพื่อเป็นปฏิปักษ์กับจักรวรรดิมุสลิม โทษทัณฑ์ทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมถือเป็นความผิด กระทำการฝ่าฝืนกฏมณเฑียรบาล ขอให้สภาขุนนางพิจารณาและมีมติถอดถอนพระเจ้าเซ็นจูรี่ ออกจากการเป็นกษัตริย์ และติดตามจับกุมมารับโทษทัณฑ์ให้จงได้”   คำพูดเหล่านี้หลุดมาจากปากของอาริฟ ในฐานะเสนาธิการทหารของกองทัพจักรวรรดิมุสลิม

“ฮะ...ท่านนายทหารอาริฟ ท่านมีหลักฐานใดมากล่าวหาพระเจ้าเซ็นจูรี่ ของพวกเราเช่นนี้”

“หลักฐานต่างๆ ได้ถูกรวบรวมอยู่ที่ท่านเซอร์วิลโลว์ และเขาจะส่งหลักฐานทั้งหมดให้กับที่ประชุมสภาขุนนางของพวกท่าน หากว่ามีการประชุมพิจารณาคดีพระเจ้าเซ็นจูรี่ขึ้นเมื่อใด....”

บรรดาสมาชิกในสภาขุนนาง เชื้อพระวงศ์ชั้นสูง และข้าราชบริพารต่างหันหน้าเข้าหากัน และแทบไม่อยากจะเชื่อว่า พระเจ้าเซ็นจูรี่คือผู้ที่ลงมือลอบปลงพระชนม์องค์พระชนก พระเจ้าเฟรเดอริกที่1 จริง ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเพียงเสียงร่ำลือ คำครหานินทา ที่ว่าพระเจ้าเซ็นจูรี่คือผู้ที่น่าสงสัยว่าอาจจะเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์พระราชบิดาของตนเอง แต่ก็ไม่มีหลักฐานชี้ชัด แต่มาบัดนี้มีผู้ที่ตามสืบและเก็บรวบรวมหลักฐานไว้ได้ ก็ทำให้ข้อสงสัยนั้นถูกเปิดโปงออกมา และกำลังรอวันพิจารณาคดีตัดสิน ในส่วนข้อกล่าวหาที่พระเจ้าเซ็นจูรี่ทรงสังหารขุนนางใกล้ชิดของพระราชบิดาไปหลายคน รวมถึงเชื้อพระวงศ์ที่จงรักภักดีต่อพระราชบิดานั้นในสภาขุนนางต่างรับทราบข้อเท็จจริงกันเป็นที่ประจักษ์และต่างเชื่อในความอำมหิตของพระเจ้าเซ็นจูรี่อยู่แล้ว ส่วนอีกเรื่องก็คือการสร้างกองกำลังที่เรียกว่าอัศวินหน้ากากเหล็กขึ้นมา เพื่อปฏิบัติการลับบางอย่างและลอบสังหารขุนนาง เชื้อพระวงศ์ที่ไม่จงรักภักดีนั้น ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนเชื่อว่ามีจริง แต่ก็ยังไม่เคยประสบพบเจอด้วยตนเอง และทุกคนต่างสงสัยกันว่าท่านเซอร์วิลโลว์ ที่เป็นขุนนางมาจากแคว้นเกล เหตุใดจึงมาเกี่ยวข้อง และเป็นผู้กุมความลับของพระเจ้าเซ็นจูรี่ได้มากมายถึงเพียงนี้ ต่างถกเถียง บริภาษกันอย่างสนุกสนาน เป็นที่อื้ออึงในพระราชวัง

“เอาหล่ะ....ท่านทั้งหลาย หากไม่เป็นการรบกวนเวลาของพวกท่านทั้งหลาย ไหนๆ ก็เสียสละเวลามาร่วมประชุมกันในวันนี้แล้ว ทางสภาขุนนางขอประทานพระราชอนุญาตใช้สถานที่พระราชวังแห่งนี้เป็นที่ประชุมสภาขุนนางต่อในทันที เพื่อให้สามารถดำเนินการตามพระราชดำรัสได้เร็วที่สุด”

จากนั้นสมาชิกภายในสภาขุนนางได้เปิดการประชุมขึ้น โดยใช้สถานที่พระราชวังออโรร่าเซ้นส์ประชุมบรรดาเชื้อพระวงศ์ ขุนนางกันต่อ ในขณะที่กาหลิบได้เสด็จกลับพระตำหนักโดยทันที และวิลโลว์ได้มีโอกาสพูดคุยกับอาริฟ อีกครั้งนึง แต่ในตอนนี้ต่างฝ่ายต่างอยู่ในตำแหน่ง สถานะศักดิ์ที่สูงขึ้นทั้ง 2 คน

“พี่วิลโลว์ ข้ายินดีกับท่านด้วยที่ได้เป็นท่านเซอร์แล้ว”

“ข้าก็ขอแสดงความยินดีกับเจ้า ที่ได้ก้าวขึ้นเป็นเสนาธิการทหารของกองทัพแล้ว”

“พี่วิลโลว์ ในที่ประชุมสภาขุนนาง ท่านอย่าลืมมอบหลักฐานทั้งหมดให้กับพวกเขาพิจารณาคดีของพระเจ้าเซ็นจูรี่ด้วย”

“ข้าไม่ลืมหรอก เอิ่ม...ข้านำรับสั่งของเจ้าชายโมฮอลล์ มาฝากขอบคุณบิดาของเจ้า ท่านนายพลตอริกด้วย ที่ส่งนายทหารเด็กหนุ่มนั่น มาเพื่อรับใช้องค์ชาย”

“ฮะ....ท่านพ่อส่งนายทหารเด็กหนุ่มไปให้องค์ชายงั้นเหรอ ทำไมข้าถึงไม่ทราบเรื่องเลย”

“เด็กหนุ่มนั่นมีนามว่า “อิคาซิม” เห็นบอกว่าเป็นนายทหารจากกองทัพจักรวรรดิมุสลิม และยังถือสาส์นจากท่านนายพลตอริก มาส่งให้กับองค์ชายด้วย”

“นี่ท่านพูดเล่นหรือเปล่า พี่วิลโลว์ หากมีการส่งสาส์น ข้าจะต้องเป็นผู้เดินทางเอาไปให้ด้วยตนเอง และข้าจะต้องเป็นผู้เขียนสาส์นนั้นด้วยตนเอง แต่นี่พ่อไม่ได้สั่งอะไรข้าเลย”

“แย่แล้ว....งั้นเจ้าเด็กหนุ่มนั่นก็คงแอบอ้างคำสั่งของพ่อท่านหน่ะสิ”

“หรือว่ามันแอบอ้างเป็นคนของพวกข้า (จักรวรรดิมุสลิม) ไปฝังตัวอยู่ในราชสำนักของท่าน”

“ไม่ได้การณ์แล้ว งั้นข้าต้องรีบกลับไปแจ้งฝ่าบาทก่อน”

“ข้าขอไปด้วย งั้นเดี๋ยวรอข้าแป๊ปนึง ข้าจะไปกราบเรียนท่านพ่อก่อน”

จากนั้นอาริฟ ได้ไปสอบถามต่อนายพลตอริก ถึงเรื่องนายทหารเด็กหนุ่มที่ถูกส่งตัวไปให้เจ้าชายโมฮอลล์ 

“ข้าไม่เคยส่งตัวใครไป แล้วทำไมข้าจะต้องส่งตัวทหารไปรับใช้เจ้าชายโมฮอลล์ด้วยหล่ะ”

“ท่านพ่อ เรื่องนี้ ไม่ชอบมาพากลแล้ว ข้าเลยจะขออนุญาตเดินทางไปแคว้นเกลกับท่านเซอร์วิลโลว์”

“ไปได้ แล้วกลับมารายงานข้าด้วยหล่ะ”

“ครับ ท่านพ่อ” 

ในที่ประชุมสภาขุนนาง ได้มีการลงมติรับรองการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าอับดุลเราะห์มานที่ 3 กาหลิบแห่งจักรวรรดิมุสลิม เป็นกษัติรย์แห่งแคว้นคาทายา โดยจะจัดให้มีพระราชพิธีราชาภิเษกขึ้นในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 7 ที่จะถึงนี้ ส่วนการพิจารณาคดีของพระเจ้าเซ็นจูรี่ ให้เลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากเซอร์วิลโลว์ จากแคว้นเกล มีกิจธุระเร่งด่วน ต้องรีบเดินทางกลับแคว้นเกล ทำให้สมาชิกทั้งหลายไม่สามารถดำเนินการพิจารณาคดีต่อได้ ต้องรอให้ท่านเซอร์วิลโลว์ ซึ่งเป็นกุญแจคนสำคัญที่เก็บรวบรวมหลักฐานการกระทำความผิดของพระเจ้าเซ็นจูรี่ มาเป็นผู้แถลง และอธิบายความ เกี่ยวกับพยานหลักฐาน และรูปคดี จึงให้เลื่อนการประชุมไปเป็นอีก 1 สัปดาห์ข้างหน้า และกำหนดสถานที่การประชุมเป็นที่เดิม ก็คือพระราชวังออโรร่าเซ้นส์แห่งนี้


ณ เกาะเซเบอร์ ภายในปราสาทชั่วคราว ที่ใช้เป็นที่พำนักของพระเจ้าเซ็นจูรี่ กับครอบครัว อันได้แก่ พระชนนีราเชล พระราชินีอิซาเบลล่า พร้อมด้วยลอร์ดเปเรซ และนายพลเปรองค์ ผู้บัญชาการกองกำลังทหารหน่วยรบพิเศษ อัศวินหน้ากากเหล็ก ซึ่งวันนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาอีก 1 คนก็คือนายพลโมฮัมเหม็ด คามิล อดีตเสนาธิการกองกำลังทหารจากแคว้นอันตาลูเซีย ที่แปรภักดิ์มาเข้าร่วมกับกองกำลังทหารของฝ่ายพระเจ้าเซ็นจูรี่ แห่งแคว้นคาทายา โดยทันทีที่มาถึง ก็ได้รับการต้อนรับจากพระเจ้าเซ็นจูรี่อย่างเป็นกันเองและอบอุ่น

“ถวายบังคมฝ่าบาท”

“ท่านนายพลคามิล ไม่ต้องพิธีรีตอง เราต่างเป็นพวกเดียวกันแล้ว ตอนนี้แผนการที่ได้วางเอาไว้ ดำเนินไปถึงไหนแล้ว”

“ฝ่าบาทโปรดวางพระทัย หากมีความคืบหน้าเช่นใด กระหม่อมจะมากราบทูลอย่างแน่นอน”

“ตอนนี้ความเคลื่อนไหว ภายในราชสำนักคาทายา ดูเหมือนพวกมันจะมีการนัดประชุมสภาขุนนางกันแล้ว เพื่อรับรองการขึ้นเป็นกษัตริย์ของพระเจ้าอับดุลเราะห์มาน ที่ 3 เห็นทีข้าคงจะต้องเสียบัลลังก์ให้กับพวกมันแล้วจริงๆ”

“ฝ่าบาท หากเรายังคงดำเนินตามแผนที่ได้วางเอาไว้ ภาคภาคหน้า กระหม่อมคิดว่า ฝ่าบาทก็สามารถช่วงชิงบัลลังก์กลับคืนมาได้ พะยะค่ะ”

“หรือต้องรอชาติหน้ากันแน่ ตอนนี้อะไรก็ดูไม่เป็นใจต่อข้าเลย ข้ายังหวังพึ่งพาพวกท่านได้อีกหรือนี่”

“ฝ่าบาท อย่างที่กระหม่อมเคยชี้แนะไว้แล้ว ตอนนี้เราทำได้แต่เพียงกบดาน และเดินเกมใต้ดินให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ที่ได้วางแผนการเอาไว้ อย่างไรเสียวันข้างหน้าต้องเป็นทีของเราบ้าง พะยะค่ะ”

“กราบบังคมทูลฝ่าบาท”

“มีอะไร วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามา ไม่ให้สุ้มให้เสียง ช่างเสียมารยาทนัก”

“คือพระราชินีอิซาเบลล่า พะยะค่ะ ตอนนี้มาขอเข้าเฝ้าอยู่ด้านนอก กระหม่อมห้ามอย่างไรก็ไม่ฟัง พะยะค่ะ”

“อิซาเบลล่า จะเข้ามาเพื่ออะไร ในเมื่อข้ายังประชุมอยู่ บอกให้นางกลับไปรอที่ห้องบรรทมก่อน แล้วข้าจะตามไป

“รับพระบัญชา พะยะค่ะ”

จากนั้นพระเจ้าเซ็นจูรี่ รีบรวบรัดตัดความ การสนทนา ปฏิสันถารกับบรรดาขุนศึกของตน เพื่อรีบเร่งไปพบหน้าอิซาเบลล่า พระราชินีของตน ภายในพระทัยก็วิตกกังวลว่าอิซาเบลล่าจะมีเรื่องราวใดที่ขัดข้องหมองใจ และทำให้ขัดเคืองพระทัยอีก เมื่อเสด็จกลับถึงห้องบรรทมแล้ว ก็พบว่าอิซาเบลล่านั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด ดูสีหน้าบึ้งตึง ราวกับโกรธพระองค์มาแต่ชาติปางก่อน

“เจ้ามีเรื่องราวใด จึงเสียมารยาท คิดจะฝ่าเข้าไปในวงสนทนาของข้ากับเหล่าขุนศึกของข้า ฮะ....”

“ฝ่าบาท.....หม่อมฉันไม่คิดเลย ว่าจะใจไม้ไส้ระกำเช่นนี้ ก่อนหน้านี้เคยรับปากหม่อมฉันแล้วว่าจะส่งกองกำลังทหารไปช่วยรบกับบิดาของหม่อมฉัน ให้ได้รับชัยชนะเสียก่อน แต่บัดนี้ละทิ้งศึกไว้กลางคัน แล้วถอนทหารกลับมา โดยไม่ให้เหตุผลอันใดต่อบิดาของหม่อมฉันเลย จนทำให้แผนการที่จะพิชิตศึกได้อยู่แล้วต้องพังพินาศลง หนำซ้ำกองทัพของฝ่ายบิดาหม่อมฉันต้องกลับมาตกที่นั่งลำบาก ตอนนี้เสบียงกรังก็ร่อยหรอลงทุกที อีกไม่นานก็คงจะต้องพ่ายศึก และอาจถูกลูบไล้กุมตัวเป็นเชลย หรือไม่ก็ บิดาของหม่อมฉันอาจถูกลูบไล้ประหารชีวิต นี่หน่ะหรือที่ทรงเคยรับปากว่าจะช่วยเหลือครอบครัวของหม่อมฉัน”

“อิซาเบลล่า.....ราชินีของข้า เจ้าควรที่จะต้องเข้าใจข้าสิ ตอนนี้สถานการณ์ของข้ากับเจ้าที่อยู่ทางนี้ ก็จนตรอกเช่นกัน ใครจะไปคาดคิดว่า พระเจ้าอับดุลเราะห์มาน กาหลิบแห่งจักรวรรดิมุสลิมมันจะหักหลังข้า แล้วกระทำการลุแก่อำนาจ ทำรัฐประหารต่อบัลลังก์กษัตริย์ของข้าจนทำให้ต้องสูญสิ้นอำนาจ และหนีหัวซุกหัวซุนมาอยู่ที่นี่ไง เจ้าเองก็รับรู้ในสถานการณ์นี้ร่วมกับข้า แล้วเหตุใดจึงมาตัดพ้อ ต่อว่าข้าเช่นนี้ ว่าไม่ให้การช่วยเหลือเจ้ากับครอบครัว หากข้าไม่สั่งถอนกำลังกองทัพกลับมา ข้าเองก็อาจถูกลิดรอนพระราชอำนาจจนหมดสิ้น ไม่มีที่ยืน หรือที่พำนักในแคว้นคาทายาอีกแล้วก็เป็นได้ แล้วเหตุใด เจ้าถึงไม่เห็นใจข้าบ้างเลย ในฐานะพระสวามีของเจ้า หรือเห็นว่าข้ากลายเป็นกษัตริย์ที่ตกจากบัลลังก์อำนาจแล้ว เจ้าจึงไม่ใส่ใจ สนใจใยดีข้าอีก รอวันที่จะแปรภักดิ์ไปจากข้า เพื่อจะกลับไปมีที่ยืนในแคว้นคาทายา หรือแคว้นเกล ตามที่ใจเจ้าปรารถนาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันใช่มั๊ย นังตัวดี”

“ฝ่าบาท อย่าทรงคิดเบี่ยงประเด็น ตอนนี้หม่อมฉันมาทวงสัญญาจากฝ่าบาท ว่าจะช่วยเหลือกองทัพของบิดาหม่อมฉันจนถึงที่สุด แล้วเหตุใดจึงเห็นแก่พระองค์เอง ทิ้งศึกมากลางคันเช่นนี้ อย่าทรงมากล่าวร้ายหม่อมฉันว่าจะมีใจแปรภักดิ์ หันกลับไปพึ่งพาแคว้นคาทายาหรือแคว้นเกลอีก ในเมื่อหม่อมฉันอภิเษกสมรสเป็นพระราชินีของฝ่าบาท ก็ย่อมซึ่งในพระมหากรุณาธิคุณ อีกทั้งจงรักภักดีต่อฝ่าบาทอย่างหมดใจ ต่อให้บิดาของหม่อมฉันจะต้องสิ้นพระชนม์ในการศึกหนนี้ หม่อมฉันก็จะยังอยู่เคียงข้างฝ่าบาทต่อไป ไม่เคยคิดที่จะแปรภักดิ์ หลบหนีไปที่อื่น”

“อิซาเบลล่า หากเป็นเช่นที่เจ้าพูดมาจริง ข้าก็ขอโทษเจ้าด้วย ที่เข้าใจเจ้าผิดไป เหตุที่ข้าจะต้องถอนกำลังกลับมาก่อน ก็เป็นเพราะว่าข้าต้องการรวบรวมกำลังคนเพื่อบุกไปตีแคว้นเกล แล้วยึดแคว้นเกลมาไว้ในครอบครองของข้าเสียก่อน เพื่อใช้เป็นฐานอำนาจแห่งใหม่ ไว้ต่อกรกับจักรวรรดิมุสลิม และหาโอกาสที่จะช่วงชิงเอาแคว้นคาทายากลับมาให้ได้ สิ่งที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพื่อความมั่นคงผาสุกของพระราชวงศ์ ครอบครัวของเราเอง และก็เพื่อเจ้าด้วย ที่กำลังมีองค์รัชทายาทให้กับข้า เพื่อเขาจะได้โตขึ้นมาภายใต้ดินแดนแม่ และได้ครอบครองบัลลังก์อำนาจต่อจากข้า ในแคว้นของเรา นั่นก็คือคาทายา หรือเจ้ามีข้อท้วงติง ไม่เห็นด้วยกับความคิดของข้าอีก”


ในพระตำหนักโอโตโน่วินเซ้นส์ วันนี้เป็นวันที่เจ้าชายโมฮอลล์ทรงมีความกระปรี้กระเปร่า ตื่นเต้น ที่จะได้พบเจออิคาซิม นายสนองโอษฐ์ และนายทหารองครักษ์คนใหม่ ที่ทรงโปรดปรานที่สุด ณ ขณะนี้ เนื่องจากได้ให้เวลาหมอหลวง และครูฝึกนายทหาร ไปบ่มเพาะ บำรุงร่างกาย เคี่ยวกรำแบบเร่งรัดให้ร่างกายของอิคาซิมคืนสภาพ และแข็งแรง มีรูปกายที่งดงามสมส่วน และกำยำล่ำสันขึ้น นัยยะคือต้องการเห็นสภาพร่างกายของอิคาซิมดูเป็นหนุ่มฉกรรจ์ขึ้นกว่าแต่ก่อน และวันนี้เป็นวันที่เจ้าชายจะได้ยลโฉมรูปลักษณ์ใหม่ของอิคาซิมแล้ว เจ้าชายจึงทรงมาประทับนั่งรออยู่ที่พระตำหนัก ในขณะที่อิคาซิมแต่งกายมาด้วยชุดหนุ่มอาหรับเต็มยศ ด้วยชุดสีขาว มีผ้าโพกหัวตามแบบอิสลาม มีผ้าคาดเอวสีเดียวกับผ้าโพกหัว เดินถือเครื่องเสวย (ซึ่งเป็นไวน์ชนิดพิเศษ) ในระดับไหล่ เมื่อเดินมาถึงตรงหน้าพระพักตร์ก็โน้มกายย่อตัวโค้งคำนับ เพื่อเป็นการถวายบังคมตามแบบอาหรับ แต่ยังคงมีสีหน้าที่เรียบเฉยดุจเดิม

“ถวายบังคม ฝ่าบาท”

“เอ้า....อิคาซิม นี่เจ้า... เหตุใดจึงไม่แต่งกายด้วยเครื่องแบบทหารองครักษ์ที่ทางราชสำนักกำหนดให้ หรือเจ้าจงใจจะฝ่าฝืนคำสั่งของข้า”

“ขอประทานอภัย ฝ่าบาท เป็นความตั้งใจของกระหม่อมเอง ที่กระหม่อมแต่งกายด้วยเครื่องแบบชุดพื้นเมือง ประจำเผ่าของกระหม่อม ก็เพื่อที่จะถวายการแสดงให้ฝ่าบาท ได้ทรงทอดพระเนตร เป็นการแสดงที่กระหม่อมเตรียมมาเพื่อถวายแก่ฝ่าบาท เป็นการแสดงความจงรักภักดีตอบแทน ที่ฝ่าบาททรงมีพระเมตตา รับกระหม่อมไว้เป็นข้ารับใช้ เป็นข้าราชบริพารในราชสำนัก ควรมิควรแล้วแต่จะทรงมีพระเมตตา พะยะค่ะ”

“งั้นเหรอ....เป็นการแสดงอะไร ไหนเจ้าลองแสดงให้ข้าดูซิ”

“ก่อนอื่น ทรงรับเครื่องเสวย ไว้ก่อน พะยะค่ะ”   เจ้าชายทรงรับการถวายจอกเครื่องเสวยไว้ในพระหัตถุ์ จากนั้นทรงทอดพระเนตรการแสดงของอิคาซิม

อิคาซิมก้าวย่างเป็นจังหวะ คล้ายการเต้นรำในแบบชนพื้นเมืองเปอร์เซีย ซึ่งการเต้นรำแบบนี้จะมีไว้ในงานรื่นเริง หรือต่อหน้าชนชั้นสูง เช่น กษัตริย์ มีทั้งแบบเต้นเป็นคู่ ชาย-หญิง และเต้นแบบเดี่ยว  ซึ่งการแสดงของอิคาซิมเป็นการเต้นแบบเดี่ยว ท่วงท่าดูแปลกตา ทำให้เจ้าชายโมฮอลล์ทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่เคยเห็นท่วงท่า อิริยาบถของการเคลื่อนตัวในลักษณะเป็นจังหวะ ซึ่งทำให้ภาพเบื้องหน้าของอิคาซิมที่เคยดูเป็นเด็กหนุ่มแข็งแรง ดูเรียบเฉย เย็นชา ไม่มีความอ่อนโยน นิ่มนวลให้เห็นเลยก่อนหน้านี้ ได้คลายอิริยาบถลง และทำให้เจ้าชายทรงแย้มพระสรวล ในความเก้ๆ กังๆ แม้จะเป็นการแสดงแบบเต้นรำแล้ว ก็ยังดูท่วงท่า อิริยาบถดูแข็งทื่อ เก้งก้าง ไม่เหมือนคนที่เป็นนักเต้นรำเอาเสียเลย เมื่อการแสดงจบ เจ้าชายทรงปรบมือให้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ในขณะที่อิคาซิมก็ยังไม่เผยรอยยิ้มออกมาให้เห็น 

จากนั้นเจ้าชายทรงปรบมืออีกครั้ง แต่ครั้งนี้เป็นการปรบมือเพื่อส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ปรากฏเป็นนายทหารองครักษ์จำนวนนับสิบ เดินกรูกันเข้ามา จากนั้นก็จู่โจมเพื่อต่อสู้กับอิคาซิม ซึ่งอิคาซิมเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัว ไม่คิดว่าจะมีแบบทดสอบตนเองอีกครั้ง ได้แต่ปัดป้อง หลบการจู่โจมของเหล่าบรรดานายทหารองครักษ์เหล่านั้น อิคาซิมเองก็ไม่ยอมออมมือ ในเมื่อถูกการทดสอบอีกครั้งจึงต้องต่อสู้เพื่อเอาชนะ ไม่ให้เสียเชิงที่ตนเองเป็นนักรบในจักรวรรดิมุสลิมมาก่อน การต่อสู้ด้วยมือเปล่า ดูเหมือนจะทำอะไรอิคาซิมไม่ได้ แม้จะรุมกันเข้าไป 2-3 คนก็ถูกปัดป้อง ตอบโต้ด้วยการต่อสู้แบบเชิงมวยปล้ำตามแบบอาหรับ ที่เขาถูกฝึกมาเป็นอย่างดี จากนั้นนายทหารองครักษ์ใช้ดาบเข้าโจมตีโดยไม่ยั้งมือ คาดหวังว่าอิคาซิมจะเป็นฝ่ายยอมพ่ายแพ้ ซึ่งอิคาซิมถูกคมมีดบาดที่แขนได้รับบาดเจ็บ ทำให้เขาจำต้องเอาจริง และตอบโต้ ปัดป้องจนสามารถยึดอาวุธดาบของนายทหารคนหนึ่งมาอยู่ในมือตนเองได้สำเร็จ จากนั้นจึงมีดาบที่จะต่อสู้ป้องกันตัว และเพลงดาบของอิคาซิมนั้นเลือดเย็นและอำมหิต ถึงขนาดแทงเข้าที่ลำตัวของนายทหารคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ เลือดทะลักออกมาทางปาก จนทำให้เจ้าชายโมฮอลล์ต้องรับสั่งยุติการต่อสู้ และให้นำนายทหารคนนั้นไปปฐมพยาบาลบาดแผล และกล่าวชื่นชมอิคาซิม ที่สามารถรับการทดสอบแบบไม่ทันระวังตัวได้ แม้จะอยู่ในเครื่องแต่งกายที่ไม่สะดวกในการต่อสู้ก็ตาม 

จากนั้นทรงรับสั่งให้นายทหารองครักษ์ทั้งหมดกลับออกไปยังที่ตั้ง และทรงรับสั่งให้อิคาซิมติดตามพระองค์ไปยังห้องสรงน้ำ โดยไม่ให้มีผู้ใดตามเสด็จเข้าไป ทรงรับสั่งให้อิคาซิมถอดชุดเครื่องแต่งกายออกทั้งหมด เพื่อดูสภาพร่างกาย และมวลกล้ามเนื้อ ว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปเช่นใด หรือไม่ อิคาซิมถอดผ้าโพกหัวออก และถอดเสื้อชุดแต่งกายประจำเผ่าออก ร่างกายของเขาชุ่มเหงื่อ จากการใช้พละกำลังต่อสู้เมื่อสักครู่นี้ แต่อิคาซิมยังไม่ยอมถอดกางเกงชุดแต่งกายประจำเผ่าออก ทำให้เจ้าชายทรงรั้งตัวของอิคาซิมมายืนอยู่ใกล้ๆ ในขณะที่ยังทรงประทับนั่งอยู่ในแท่นม้าหินยาว ทรงสัมผัสลูบไล้ปุลลึงก์ของอิคาซิม และพบว่ามันแข็งขยายตัวอยู่แล้ว โดยไม่ต้องนวดคลึงใดๆ อารามเหมือนเด็กหนุ่มมีอารมณ์กำหนัดอยู่ก่อนแล้ว จากนั้นเจ้าชายทรงกระชากกางเกงของอิคาซิมหลุดลงมากองกับพื้น เผยให้เห็นความเป็นชายอย่างแท้จริง และร่างกายของอิคาซิมดูโฉบฉกรรจ์ขึ้นอย่างผิดหูผิดตา เจ้าชายทรงตะลึงตาค้าง กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของอิคาซิม แล้วอดไม่ได้ที่จะสวมกอด จุมพิตไล่ระดับจากหน้าผาก ใบหน้า ริมฝีปากดูดดุน คมจมูกแตะสัมผัสขบกัน กอดรัดร่างลงไปนอนบนม้าหินยาว คราวนี้เป็นอิคาซิมที่เป็นฝ่ายกระทำรักให้กับเจ้าชาย จากคราวก่อนที่เป็นฝ่ายถูกกระทำข้างเดียว ทำให้ร่างกายบอบช้ำทรุดโทรมลงไป จนต้องให้หมอหลวงและครูฝึกนายทหาร ไปขุนบำรุงเอาร่างกายอิคาซิมให้กลับคืนมาใหม่ 

อิคาซิมเป็นฝ่ายรุกโรมรัน ใช้ชิวหาจุมพิตไปทั่วพระวรกายของเจ้าชาย นับแต่พระเกศาไล่ระดับลงมาจนถึงนิ้วพระบาท อย่างแผ่วเบาทนุถนอม แต่ห้วงแห่งความสุขผ่านไปอย่างรวดเร็วเพียง 1 ชั่วยาม แต่แล้วพระวรกายของเจ้าชายกลับสะดุ้งสะท้านไปถึงขั้วพระธมณี (เส้นประสาท) เมื่อส้นพระบาททั้ง 2 ข้างถูกคมมีดแทงทะลุจนตัดเส้นเอ็นฉีกขาด จนพระวรกายสะท้านสะเทือนไปทั้งวรกาย ได้แต่กรีดร้องอุทานขึ้นมาอย่างลืมพระองค์ไปชั่วขณะ จากนั้นทรงพยายามจะเอี้ยวตัวลุกขึ้น ขณะกำลังจะลุกขึ้น ปรากฏอิคาซิมกระโดดมานั่งทับพระวรกายไว้ จากนั้นเจ้าชายทรงส่งเสียงร้องขึ้นเพื่อจะขอให้ทหารที่อยู่ด้านนอกเข้ามา แต่อิคาซิมใช้มืออุดปากไว้ ทรงปรบมือเพื่อเป็นสัญญาณ ทำให้ทหารองครักษ์วิ่งกรูกันเข้ามา อิคาซิมใช้ดาบกริชของตนแทงเหล่าทหารองครักษ์ที่กรูกันเข้ามา 2-3 นายตายคาที่อยู่ในห้องสรงน้ำ ต่อหน้าพระพักตร์ จากนั้นเจ้าชายทรงลุกขึ้นนึ่งได้สำเร็จและกำลังใช้มือทั้ง 2 ข้างบีบคอของอิคาซิมจากด้านหลัง แต่โดนศอกกระแทกเข้ากลางช่องท้องอย่างจัง เกิดอาการจุกเสียดอย่างรุนแรง จนเจ้าชายล้มหงายนอนผึ่งไปบนแท่นม้าหินยาวอีกครั้ง จากนั้นอิคาซิมใช้มีดกริชของตนเองแทงเข้ายังข้อมือทั้ง 2 ข้างของเจ้าชาย เป็นการตัดเส้นเอ็นมือทั้ง 2 ข้างเฉกเช่นเดียวกับเส้นเอ็นข้อเท้าทั้ง 2 ข้าง ทำให้ในขณะนี้ เจ้าชายไม่สามารถขยับพระวรกายด้วยพระองค์เองได้ และเจ็บทรมานอย่างมาก จนร้องตะโกน สบถด่าอิคาซิมด้วยมธุรสวาจาที่หยาบคายยิ่ง 

อิคาซิมที่บัดนี้บนร่างกายของเขาอาบซึมไปด้วยเหงื่อไคล และหยดเลือดที่เกิดจากการตัดเส้นเอ็นข้อมือ ข้อเท้าของเจ้าชาย และหยาดเลือดที่สังหารนายทหารองครักษ์ตายไป 3 คน เขาคิดอะไรไม่ออก ใช้มือลูบสัมผัสไปตามร่างกายของตน ถูไถจนเกิดขี้ไคลติดมือตนเอง จากนั้นจึงถูไถไปตามร่างกายของตนจนทั่วร่าง แล้วปั้นจนกลายเป็นก้อนขี้ไคลได้ 1 ลูก จากนั้นเขาจึงบีบปากของเจ้าชายให้อมก้อนขี้ไคลก้อนนั้นจากร่างกายของเขาเข้าไปในปาก แต่เจ้าชายทรงฝืนกัดริมฝีปากเอาไว้ ไม่ยอมเปิดปากออกมา อิคาซิมตัดสินใจต่อยไปตรงกลางช่องท้องของเจ้าชายอย่างจัง ทำให้เจ้าชายจุกสะท้านทรวง จนต้องร้องโอดโอยออกมาอย่างลืมตัว เป็นโอกาสที่ทำให้อิคาซิมหย่อนก้อนขี้ไคลเข้าไปในปากเจ้าชายสำเร็จ จากนั้นก็ต่อยลงไปที่ท้องน้อยอีกครั้ง เจ้าชายจุกหนักเป็นเท่าทวีคูณ จนก้อนขี้ไคลกลืนลงไปยังลำคอของพระองค์ ด้วยอาการพะอืดพะอมผสมกับแสดงอาการสะอิดสะเอียน อยากจะสำรอกก้อนมูลนั้นออกมาจากพระโอษฐ์ แต่ก็ยิ่งทำให้ก้อนขี้ไคลนั้นไหลผ่านลงไปในอวัยวะลำไส้แบบถลำลึกลงไปถึงกระเพาะ

แววตาของเจ้าชายในเวลานี้ที่ทอดพระเนตรมายังอิคาซิม จากเด็กหนุ่มนายทหารที่ทรงโปรดปรานที่สุด กลายเป็นความเคียดแค้น เป็นอสูรกายร้าย ปีศาจที่กำลังมาจ้องสังหารพระองค์ ไม่เหลือคราบของความเป็นเด็กหนุ่มที่ใสบริสุทธิ์อีกต่อไป อิคาซิมเมื่อเห็นว่าเจ้าชายมีพระวรกายที่สงบลงมากแล้ว ไม่ส่งเสียงออกมา และไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อีก จึงใช้มีดกริชปลดเอาฉลองพระองค์ส่วนล่างของเจ้าชายออกจนหมด ใช้มืออันหยาบกระด้างของตนเอง (แม้จะเป็นเด็กหนุ่ม แต่ผิวสัมผัสของมืออิคาซิมแข็งกระด้าง จากการที่เขาเป็นนักรบและใช้แรงงานเยี่ยงกรรมกรมาก่อน) หยิบล้วงเอาพระคุยหฐาน (ปุลลึงก์ของกษัตริย์) ออกมานวดคลึง บีบเน้น จนมันขยายตัวใหญ่ขึ้น และมีพระวรกายที่แข็งแกร่ง การบีบคลึงที่ปลุกเร้าไปบนเส้นปราสาทผสมผสานกับการใช้โภคอวจี ทำให้เจ้าชายทรงหลั่งเชื้อกามาออกมาอย่างท่วมท้นเนืองนอง เต็มฝ่ามือของอิคาซิม 

และทันใดนั้น ไม่คาดคิด เจ้าชายต้องกรีดร้องออกมาอย่างไม่เป็นศัพท์ เมื่อคมมีดกริช บาดเข้ากับพระคุยหฐานที่ยังหลั่งเชื้อกามาออกมาไม่หมดสิ้น ตัดเฉือนพระคุยหฐานจากฐานโคนขาดสะบั้นออกมาในลักษณะเป็นแท่งลำ มีพระโลหิตติดมาที่ปลายโคน จากนั้นอิคาซิมนำพระคุยหฐานของเจ้าชายบรรจุใส่ลงในโถแก้วที่ภายในมีน้ำเกลือผสมอยู่ ทำการปิดโถแก้ว ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย และไม่สนใจเสียงกรีดร้อง ระคนคำสบถด่าทอของเจ้าชาย และดิ้นทุรนทุรายอยู่บนแท่นม้าหินอย่างน่าอเนจอนาถใจยิ่ง อิคาซิมเก็บภาชนะทั้งโถแก้ว และใบมีดกริชลงในย่ามผ้าติดตัว ก่อนจะไป เขาวกกลับมา ยืนอยุ่ตรงหน้าพระพักตร์ ทำการยืนหลั่งฉี่ไปบนแผลที่โคนพระคุยหฐาน ทำให้เจ้าชายเจ็บแสบทรมาน แทบกลั้นใจตาย จากนั้นอิคาซิมก็ทำการนวดคลึงปลุกเร้าปุลลึงก์ของตนเอง บีบนวดเร่งเร้าจนเกิดความกำหนัด จากนั้นจึงหลั่งรินน้ำคร่ำแห่งความเป็นหนุ่มราดรดไปบนพระพักตร์ของเจ้าชาย อย่างเนืองนอง เหนอะหน่ะไปทั้งพระพักตร์ จากนั้นปลดฉลองพระองค์ของเจ้าชายออกจนหมด แล้วนำมาสวมใส่ปิดทับร่างกายที่ชุ่มเหงื่อและคราบเลือดบนตัว เจ้าชายทอดสายพระเนตรจ้องไปที่ใบหน้าของอิคาซิมแสดงความวิงวอน ขอชีวิต แม้แต่หลั่งพระสุชลออกเป็นสายๆ ในขณะที่อิคาซิมชายหางตาไปเหลียวมอง เปรยรอยยิ้มให้เห็นเพียงเล็กน้อย แววตาเย็นชาเฉกเช่นเดิม เดินก้าวออกจากห้องสรงน้ำ ผ่านพระตำหนักโอโตโน่วินเซ้นส์ออกไปอย่างไร้ร่องรอย โดยที่ไม่มีใครได้พบเห็นเขาอีกเลย 

เจ้าชายโมฮอลล์ โอรสรูปงามแห่งแคว้นเกล บัดนี้ต้องนอนซมกองเลือด คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวของน้ำกามา น้ำปัสสาวะ และอุจจาระที่ราดรดออกมาของพระองค์เอง พระวรกายสั่นกระดิก นอนทุรนทุราย แต่ไม่อาจขยับเขยื้อนพระวรกายของพระองค์เองได้ อยู่ในสภาพอเนจอนาถ สุดแสนหดหู่ และสังเวชใจยิ่ง         


   



วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ผู้สืบชะตาแผ่นดิน : มงกฏเลือด ตอนที่ 14

                                                              14.

                                           ความลับ ชาติกำเนิดของวิลโลว์



ภายในพระราชวังออโรร่าเซ้นส์ ราชสำนักคาทายา กาหลิบ พระเจ้าอับดุลเราะห์มานที่ 3 แห่งราชวงศ์อุมัยหยัด ผู้นี้เป็นคนหนุ่ม อายุอานามเพียง 46 พระชันษา เป็นคนรูปร่างท้วมใหญ่ มีบุคลิกภาพสุขุม เยือกเย็น แต่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ก่อนก้าวขึ้นเป็นกาหลิบแห่งคอร์โดบา ได้เป็นผู้นำกองทัพปราบปรามบรรดารัฐต่างๆที่แข็งข้อในแถบแอฟริกา จนมีความดีความชอบ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกาหลิบแห่งคอร์โดบา แล้วเมื่อราชวงศ์อุมัยหยัด มีกุศโลบายที่ต้องการแผ่ขยายอิทธิพลของจักรวรรดิมุสลิมลงมายังยุโรป โดยเริ่มต้นที่ยุโรปตอนใต้ก่อน จึงบุกล่าอาณานิคมไล่เรียงมาตั้งแต่ดินแดนฮิสปาเนีย นับมาตั้งแต่อันโดวา ยิบรอลต้า อันตาลูเซีย จนถึงแคว้นคาทายา และในครั้งนี้ กาหลิบ พระเจ้าอับดุลเราะห์มานที่ 3 ได้เสด็จมาถึงยังพระราชวังออโรร่าเซ้นส์ โดยมิได้มีหมายกำหนดการล่วงหน้า หรือสัญญาณบอกเหตุใดๆ มาก่อน


กาหลิบยังคงประทับนั่งอยู่บนพระที่นั่งของกษัตริย์ ซึ่งโดยธรรมเนียมปกติ พระที่นั่งตรงนี้ ผู้ที่จะประทับนั่งได้ ก็มีเพียงกษัตริย์แห่งแคว้นคาทายาเท่านั้น เจ้าผู้ปกครองแผ่นดิน การที่มีกษัตริย์จากดินแดนอื่น หรือรัฐอื่น ก้าวล่วงมาประทับยังบัลลังก์ที่ประทับนั่งหลังนี้ได้ ย่อมถือเป็นการสถาปนาตนเองขึ้นปกครองแคว้นคาทายาอย่างกลายๆ หรืออย่างไม่เป็นทางการ

พระเจ้าเซ็นจูรี่ ก้าวพระบาทเข้ามาถึงยังพระราชวังออโรร่าเซ้นส์ ด้วยท่าทีที่ประหม่า ตระหนกตกใจ ที่กาหลิบแห่งอันตาลูเซีย ถือวิสาสะขึ้นประทับนั่งยังบัลลังก์ของพระองค์ ด้วยท่าทีนิ่งสงบ อย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ จำที่ตนจะต้องตีหน้า เสแสร้ง แกล้งสวมบทบาทไปตามเกมแห่งอำนาจ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมหันตภัยร้ายพระองค์นี้

“ถวายบังคม ฝ่าบาท หม่อมฉันคือ พระเจ้าเซ็นจูรี่ ในฐานะกษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดินนี้ ฝ่าพระบาท เสด็จมาโดยมิได้นัดหมาย ย่อมมีพระราชกรณียกิจอันใหญ่หลวง ที่จะมีพระราชปรารภ แก่หม่อมฉัน เป็นการส่วนพระองค์ ให้สมกับพระเกียรติยศอันสูงยิ่งของฝ่าบาท สมแล้วที่เป็นกาหลิบผู้ยิ่งใหญ่แห่งอันตาลูเซีย”

“อ้อ....พระเจ้าเซ็นจูรี่ นี่หน่ะหรือ เซ็นจูรี่ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นคาทายา ท่านตรัสให้เกียรติแก่ข้า ดูยกยอแก่ข้าเกินจริงไปมาก ข้าขอบพระทัยท่านที่ให้เกียรติ และขอประทานอภัยท่าน ที่ข้าถือวิสาสะ มาประทับนั่งบนบัลลังก์แห่งพระราชาของท่าน”  กาหลิบก้าวลงจากบัลลังก์พระที่นั่ง มาสวมกอดกับพระเจ้าเซ็นจูรี่ และนำใบหน้ามาชิดแนบข้างแก้ม ซ้ายขวา เป็นการแสดงการทักทาย และแสดงความเคารพในแบบมุสลิม

“ฝ่าบาท เชิญประทับนั่งบนบัลลังก์พระที่นั่งเถิด หม่อมฉันมิบังอาจถือสาฝ่าบาท คิดเล็กคิดน้อยในเรื่องนี้”

“ก็เมื่อข้าพเจ้าเสด็จมาถึงพระราชวังแห่งนี้ ก็ไม่พบเจอฝ่าบาทประทับอยู่ในพระราชวัง ข้าพเจ้าเฝ้ารอเพื่อที่จะได้พบปะปฏิสันถารกับท่าน นานร่วม 2 ชั่วยามแล้ว ก็ไม่ปรากฏพระพักตร์ของพระองค์ ข้าจึงจำต้องขึ้นประทับนั่งบนบัลลังก์ของพระราชา เพราะราชการงานกิจของราชสำนัก ย่อมไม่อาจขาดแคลนกษัตริย์ผู้ปกครอง ข้าราชบริพารและขุนนางจะเข้าเฝ้ากราบทูลกิจการงานภายในราชสำนัก ก็ไม่อาจทำได้ จำเราต้องประทับนั่งบนบัลลังก์ของพระราชา เพื่อทำหน้าที่แทนท่านไปก่อน”

“ฝ่าบาท อย่าทรงอ้อมค้อมเลย การที่ฝ่าบาทเสด็จมายังแคว้นคาทายา โดยมิได้มีหมายกำหนดการล่วงหน้า แท้ที่จริงแล้ว ทรงมีพระประสงค์อะไรกันแน่”

“พระเจ้าเซ็นจูรี่ ท่านคงลืมไปแล้วกระมังว่า แคว้นคาทายาของท่าน ตกเป็นแคว้นบริวารของจักรวรรดิมุสลิม การที่ฝ่าพระบาทของเรา ต้องการเสด็จไปยังแคว้นไหน หรือเมื่อไร ใยต้องมีหมายกำหนดการแจ้งให้ท่านทราบด้วย”  นายพลตอริก กล่าวสอดแทรกขึ้นมา และถือโอกาสอธิบายความแทนกาหลิบของตน

“อ้อ......ท่านนายพลตอริก ที่แท้ท่านก็มาด้วยหรือ ข้านึกว่าท่านเป็นเพียงข้าทาสม้าใช้เทียมวัวควาย ที่คอยอาศัยตามเสด็จ อยู่ใต้อาณัติพระบาท ที่ไม่ได้มีความคิด จิตวิญญาณ ที่จะต้องคอยรับคำสั่ง ไม่สามารถเผยอหน้าหรือ คอยเสนอหน้าออกมาเช่นนี้”

“ฝ่าบาท.......กำลังหยามเกียรตินายพล 5 ดาวเช่นกระหม่อมอยู่ อย่าคิดว่าอยู่ต่อหน้าพระพักตร์แล้ว ข้าจะมิบังอาจจาบจ้วงท่านได้หรอกนะ”

“ตอริก.....ท่านอย่าได้ถือสา โกรธเคืองพระเจ้าเซ็นจูรี่เลย นี่เป็นเพียงปฏิกิริยาเริ่มต้นเท่านั้น ของกษัตริย์ผู้ซึ่งกำลังสูญสิ้นอำนาจอย่างแท้จริง ไม่ได้อยู่ในฐานะของเจ้าผู้ปกครองแผ่นดินอีกต่อไป ย่อมกระทำการ พูดจาหยิ่งผยอง กร้าวร้าวออกมาเช่นนี้”

“นี่ฝ่าบาท ทรงหมายความถึงสิ่งใด”

“ฝ่าบาททรงสดับตรับฟังไม่ผิดหรอก บัดนี้ ข้าพเจ้าคือผู้ปกครองแคว้นคาทายาโดยสมบูรณ์แล้ว และได้เสด็จมาประทับยังแคว้นคาทายา ในฐานะกษัตริย์ผู้ปกครองอย่างแท้จริง เรามิได้เสด็จมาโดยลำพัง แต่ได้นำเอากองทัพและข้าราชบริพารของเราตามเสด็จมาด้วย พร้อมที่จะว่าความ และดูแลกิจการงานเมืองในราชสำนักแทนฝ่าบาทในทุกกรณี”

“นี่ท่าน....ทรงกระทำรัฐประหารอำนาจของหม่อมฉันงั้นเหรอ”

“สุดแล้วแต่จะทรงเรียกหรือตีความตามนัยของท่านเถิด”

“ก็ได้....อย่าคิดว่าข้าจะยอมรามือง่ายๆ ในเรื่องนี้นะ พวกท่านถือว่ามีกองกำลังที่เหนือกว่าข้าในขณะนี้ กระทำการก่อรัฐประหารอำนาจแก่ข้า แล้วเราจะได้เห็นดีกัน”   ตรัสเสร็จพระเจ้าเซ็นจูรี่ พร้อมด้วยลอร์ดเปเรซ ตีฝ่าวงล้อมของทหาราชองครักษ์ของจักรวรรดิมุสลิมออกมา แล้วรีบทำการห้อม้าหลบหนีออกจากพระราชวังไปได้

“ตามจับกุมตัวเซ็นจูรี่และพวกเอาไว้”  นายพลตอริกตะโกนออกคำสั่งให้ไล่ล่าจับกุมพระเจ้าเซ็นจูรี่ให้ได้

“ไม่ต้อง...ปล่อยเขาไปก่อน ข้าอยากรู้ว่า สถานการณ์เช่นนี้ จะยังมีใคร ผู้ใดให้การสนับสนุนกษัตริย์ผู้นี้อีกหรือไม่”

“จากนั้นจึงค่อยตามรวบตัวพวกมันทีเดียว ถูกต้องมั๊ยพะยะค่ะ ฝ่าบาท”

“ข้าทราบว่า เขายังมีกองกำลังอัศวินหน้ากากเหล็ก และราชวงศ์ของเขายังเกี่ยวดองกับราชอาณาจักรคาสตีลอีกด้วย หากเรากระทำการบุ่มบ่ามไป ย่อมจะเป็นการเปิดศึกกับแคว้นบริวารอื่นๆ อีกจำนวนมาก จำต้องใช้กุศโลบายและยุทธวิธีในแบบผสมผสาน การเจรจาทางการทูตควบคู่ไปกับการโจมตีทางการทหาร จึงจะพิชิตศึก หรือสำเร็จผลได้ง่ายดายกว่า”

“นับเป็นพระอัจฉริยภาพอันสูงยิ่ง ที่หาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้แล้ว พะยะค่ะ”


พระเจ้าเซ็นจูรี่ รีบเสด็จกลับไปยังตำหนักเวราโน่คาสเซิล เพื่อเก็บข้าวของ และบอกกล่าวต่อพระราชชนนีราเชล และพระราชินีอิซาเบลล่า ให้ทรงรับทราบสถานการณ์ทีเกิดขึ้น และนำกองกำลังที่มีอยู่เสด็จไปยังเกาะเซเบอร์ ศูนย์บัญชาการกองทัพชั่วคราวของพระองค์ จากนั้นให้ทหารม้าเร็ว รีบเดินทางไปแจ้งข่าวต่อนายพลเปรองค์ที่ร่วมสู้ศึกอยู่ในสมรภูมิปราบกบฏของอาณาจักรอารากอน ให้รีบถอนทัพและเดินทางกลับมายังเกาะเซเบอร์ได้แล้ว เนื่องจากเวลานี้ พระราชอำนาจของพระองค์ถูกสั่นคลอนด้วยกาหลิบแห่งแคว้นอันตาลูเซียกระทำรัฐประหารอำนาจของพระองค์แล้ว และตั้งกองกำลัง สถาปนาตนเองเป็นเจ้าปกครองแผ่นดินแคว้นคาทายาเรียบร้อยแล้ว การจะทำสงครามต่อต้าน หรือเป็นปริปักษ์อย่างซึ่งหน้า จำต้องรวบรวมกองกำลังทางทหารให้มากพอ หรือเทียบเคียงได้ใกล้เคียงจึงจะเปิดศึกทำสงครามกับจักรวรรดิมุสลิมได้  นายพลเปรองค์เมื่อรับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่คาทายาแล้ว ก็ตัดสินใจถอนทัพและยกกองกำลังกลับมาสมทบช่วยเหลือพระเจ้าเซ็นจูรี่ เจ้านายของตน ในขณะที่นายพลมอร์แตร์ ที่กำลังได้รับชัยชนะ และได้เปรียบกองกำลังของราชสำนักอารากอน ก็รู้สึกแปลกประหลาดใจ ที่จู่ๆ กองกำลังจากแคว้นคาทายาที่ถูกส่งมาช่วยเหลือฝ่ายตน เรงรีบถอนกำลังทหารกลับ โดยมิได้บอกกล่าวให้กระจ่างชัดถึงสาเหตุ ทำให้กองกำลังฝ่ายกบฏของนายพลมอร์แตร์ กลับมาตกอยู่ในสถานการณ์คับขันอีกครั้ง

และเมื่อกลับมาถึงยังเกาะเซเบอร์แล้ว นายพลเปรองค์จึงทราบว่ากองกำลังอัศวินหน้ากากเหล็กของตนถูกทำลาย ถูกสังหารตายไปเกือบหมดเกาะ ประมาณร้อยกว่าชีวิต ซี่งล้วนแล้วแต่เป็นนักรบอัศวินฝืมือดี ได้รับการชี้แจงจากพระเจ้าเซ็นจูรี่ว่า มีปฏิบัติการช่วยเหลือเชลยศึกที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษบนเกาะแห่งนี้ หนีรอดไปได้ทั้งหมด และในขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นฝีมือของใคร แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นฝ่ายของเจ้าชายโมฮอลล์ ที่อยู่เบื้องหลังวางแผนช่วยเหลือเชลยศึกเหล่านี้ หนีออกไปได้

“ฝ่าบาท หากประเมินจากกองกำลังทหารของฝ่ายเราในตอนนี้ ก็ไม่ใช่คู่ต่อกรกับกองกำลังของจักรวรรดิมุสลิมได้ ซึ่งมีกองกำลังทหารกระจัดกระจายอยู่หลายแคว้น ลำพังกองกำลังทหารที่มีอยู่ในแคว้นคาทายาก็ร่วมๆ 30,000 นาย ซึ่งเป็นกองกำลังทหารที่ขึ้นตรงต่อนายพลตอริก 10,000 นาย และขึ้นตรงต่อกาหลิบ 20,000 นาย แล้วเช่นนี้ ต่อให้เรามีนักรบอัศวินหน้ากากเหล็กอีก 10 กองพัน ก็ไม่อาจต่อกรกับฝ่ายจักรวรรดิมุสลิมได้”   ลอร์ดเปเรซ กราบทูลด้วยความเป็นจริง ต่อกษัติรย์เซ็นจูรี่

“เห็นที ข้าจะต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าโจเซฟ แห่งคาสตีล อีกแล้วเหรอ”  พระเจ้าเซ็นจูรี่ ทรงตรัสถอดถอนใจ เมื่อเหตุการณ์กลับมาซ้ำรอยเหมือนเมื่อครั้งที่เคยสูญสิ้นอำนาจ จากการก่อกบฏในราชสำนักคาทายา เมื่อครั้งพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2 ยังทรงครองราชย์อยู่

“แต่สถานการณ์ภายในราชสำนักคาสตีล ในขณะนี้ก็ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว การที่เราจะเสด็จกลับไปพึ่งพระบรมโพธิสมภาณ ใต้เบื้องยุคลบาทของพระเจ้าโจเซฟในเพลานี้ แม่ว่า อาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็เป็นได้”  ทัศนะของพระราชินีราเชล ที่ตรัสต่อพระเจ้าเซ็นจูรี่ แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น


2 วันต่อมา พระเจ้าเซ็นจูรี่ ได้ส่งลอร์ดเปเรซ เพื่อเดินทางไปยังราชสำนักคาสตีล เพื่อนำสาส์นจากพระเจ้าเซ็นจูรี่ ไปถวายเพื่อขอความช่วยเหลือต่อพระเจ้าเซ็นจูรี่ ในเนื้อความของสาส์น ได้อรรถาธิบายถึงสถานการณ์ และความจำเป็นที่ ราชวงศ์เพโทรฟรอยด์ ในส่วนของครอบครัวของพระเจ้าเซ็นจูรี่ จะมาขอพำนัก ประทับยังภายในราชสำนักคาสตีลเป็นการชั่วคราว จึงขอมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาณ ความอนุเคราะห์เกื้อกูล พระเมตตาจากพระเจ้าโจเซฟ อีกครั้งครา ลงพระนามโดย พระเจ้าเซ็นจูรี่ และพระราชินีราเชล องค์พระชนนีแห่งแคว้นคาทายา

“ข้า ไม่ขัดข้อง หากพระเจ้าเซ็นจูรี่ มีพระประสงค์จะลี้ภัยทางการเมือง มาอยู่ในร่มเงาของราชสำนักคาสตีล แต่มีข้อแม้อยู่เพียงข้อเดียวว่า กองกำลังทหารที่จะเคลื่อนทัพตามมาอยู่ด้วย จะต้องเข้ามาสังกัดอยู่ภายใต้กองทัพของราชอาณาจักรคาสตีลด้วย ไม่อาจจะแบ่งแยกกองทัพเป็นเอกเทศได้ เนื่องจากภายในราชอาณาจักรคาสตีล มีกฎเหล็กอยู่ว่า กองกำลังทหารที่มีอยู่ภายในราชอาณาจักรทั้งหมดจะต้องเป็นอันอันหนึ่งเดียว ไม่แบ่งแยก และจะต้องอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระราชาแห่งคาสตีตแต่เพียงผู้เดียว ดังนี้แล้วพระเจ้าเซ็นจูรี่ จะเห็นสมควรยินยอมตามเงื่อนไขนี้หรือไม่ ขอเชิญท่านลอร์ดเปเรซ นำความไปกราบบังคมทูลต่อพระเจ้าเซ็นจูรี่ ให้เข้าใจในเงื่อนไข และยินยอมตกลงเซ็นต์ยินยอมในสนธิสัญญานี้ เราก็จักยินดีต้อนรับทัพผู้อพยพจากแคว้นคาทายา”  พระเจ้าโจเซฟทรงรับสั่งต่อลอร์ดเปเรซ เพื่อกลับไปกราบบังคมทูลรายงานต่อพระเจ้าเซ็นจูรี่ ตามที่ทรงมีข้อเสนอแนะ


เมื่อกลับไปถึงยังเกาะเซเบอร์ ศูนย์บัญชาการ กองกำลังชั่วคราวของพระเจ้าเซ็นจูรี่ ลอร์ดเปเรซได้กราบบังคมทูลรายงานตามข้อเสนอแนะของพระเจ้าโจเซฟให้พระเจ้าเซ็นจูรี่ได้ทรงรับทราบโดยทันที

“หมายความว่า ถ้าเราจะนำกองกำลังทหารไปด้วย จะต้องไปสังกัดอยู่ภายใต้กองทัพของราชอาณาจักรคาสตีลทั้งหมดหรอกเหรอเนี่ย นี่มันไม่เท่ากับว่า เราจักต้องไปอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระเจ้าโจเซฟ แล้วสถานะความเป็นกษัตริย์ของข้าจะมีความหมายอันใดกัน”

“นี่ไม่ใช่เป็นการหนีเสือปะจระเข้งั้นเหรอ อยู่หรือไม่อยู่ ไปหรือไม่ไป คาสตีล ก็ไม่เห็นแตกต่างกัน ฝ่าบาทจะต้องสูญสิ้นพระราชอำนาจเฉกเช่นเดียวกับที่อยู่ ภายในราชอาณาจักรคาทายาเหมือนกัน”

“พระมารดา นี่ท่านช่วยลูกเจรจากับพระเจ้าโจเซฟได้หรือไม่ พะยะค่ะ”

“แม่บอกเจ้าแล้ว ว่าสถานการณ์ภายในคาสตีลตอนนี้ไม่เหมือนเดิม พระเจ้าโจเซฟ กำลังสั่นคลอนในพระราชอำนาจภายในราชสำนัก ด้วยรัชทายาทองค์รองต้องการล้มล้างพระราชอำนาจของรัชทายาทองค์โตกับพระบิดาลง การที่เราไปขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาณในช่วงนี้ ก็ย่อมเท่ากับไปเติมเชื้อไฟให้เกิดความวุ่นวายแตกแยกในราชสำนักของเขามากยิ่งขึ้น การเสนอเงื่อนไขให้กองทัพของเราไปผนวกเข้ากับกองทัพของราชอาณาจักรคาสตีลก็เพื่อต้องการกระชับพระราชอำนาจของพระองค์ให้เข้มแข็งขึ้น ไว้กำราบพระโอรสองค์รองไม่ให้กำเริบเสิบสาน และคิดล้มล้างพระราชอำนาจของพระบิดา ทางที่ดีรอจนกว่าสถานการณ์ภายในคาสตีลสงบนิ่งก่อนและรู้ว่า ฝ่ายใดกุมอำนาจภายในราชสำนักอย่างเบ็ดเสร็จแท้จริง แล้วจึงค่อยไปเจรจาความเพื่อขอความช่วยเหลือยังจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกว่า”  พระราชินีราเชล พระราชชนนี

“เหตุผลขององค์พระชนนี สมเหตุสมผล หากเราขอลี้ภัยเข้าไปอยู่ในช่วงนี้ คาสตีลย่อมปฏิเสธความช่วยเหลือด้านกองกำลังทหาร เนื่องจากสถานการณ์การเมืองภายในยังคงคุกรุ่น ไม่อาจจะส่งกองกำลังทหารไปช่วยเหลือทำศึกกับเราได้ เพราะต้องรักษาดุลอำนาจภายใน หากว่าเกิดความเพลี่ยงพล้ำขึ้นมา พระเจ้าโจเซฟเองก็จะต้องสูญเสียพระราชอำนาจตามมาอย่างแน่นอน”

“แล้วจะให้ข้าทำเช่นใดดี โน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ช่างน่าสังเวชใจยิ่งนัก”

“ฝ่าบาท ตอนนี้เราคงทำได้แต่เพียงกบดาน นิ่งเงียบเอาไว้ ไม่ควรเคลื่อนไหวกำลังคนใดๆ เพื่อไม่ให้จักรวรรดิมุสลิมระแวงว่าเราจะต่อต้านพระราชอำนาจ และส่งกำลังมาปราบปรามพวกเราก็เป็นพอแล้ว ทีเหลือเรายังพอมีหนทางเจรจา เพื่อให้ฝ่ายเราคงสถานะความอยู่รอดต่อไปได้”  ลอร์ดเปเรซ เสนอความคิดเห็น

“กระหม่อม ขอเสนอแผนการที่จะทำให้เราได้สมประโยชน์ถึง 2 ทางด้วยกันพะยะค่ะ”

“แผนการใด ท่านนายพลเปรองค์ ท่านลองกล่าวออกมา”

“เหตุใดเราไม่ฉกฉวยโอกาสนี้ โจมตี และบุกยึดแคว้นเกลมาเป็นของเรา เพื่อใช้เป็นกองบัญชาการและเป็นที่ประทับแห่งใหม่ และใช้เป็นที่พำนักถาวรแก่ราชวงศ์ อีกทั้งยังทรงได้แก้แค้นเจ้าชายโมฮอลล์ ที่เคยทรงเป็นปริปักษ์ กับฝ่าบาทมาตลอดด้วย”

“ท่านคิดเห็นว่า กองกำลังของเราจะมีศักยภาพ ประสิทธิภาพมากพอที่จะโจมตี บุกยึดแคว้นเกลได้งั้นเหรอ”

“กองกำลังของแคว้นเกล มีเพียงหยิบมือเดียว ก่อนหน้านี้ เราไม่สามารถทำศึกเผชิญหน้าได้โดยตรง เนื่องจากกองกำลังหทารของเรามีไม่เพียงพอ แต่ตอนนี้ กองกำลังทหารของฝ่ายเราได้ถอนทัพร่วมรบมาจากกองทัพฝ่ายกบฏ ของนายพลมอร์แตร์ ที่ทำศึกยืดเยื้อกับฝ่ายราชสำนักอารากอนแล้ว หากรวมกับกองกำลังที่มีอยู่เดิมของฝ่ายเรา ย่อมมีศักยภาพ ปริมาณที่เพียงพอและใกล้เคียงกับกองกำลังของแคว้นเกล ด้วยเหตุนี้ กระหม่อมจึงขอเสนอว่า เหตุใดเราไม่ฉวยโอกาสนี้ทำศึกเพื่อแย่งชิงแคว้นเกลมาเป็นของฝ่าบาท พะยะค่ะ”

“เรื่องนี้ง่ายดายอย่างที่ท่าน นายพลเปรองค์ เสนองั้นเหรอ ท่านลอร์ดเปเรซ”

“ฝ่าบาท อย่าลืมว่าเรามีนักรบอัศวินหน้ากากเหล็ก ที่เป็นกำลังสำคัญในการสู้รบที่แข็งแกร่งของฝ่ายเรา”

“ถ้าเช่นนี้ เรามาประชุมวางแผนการกันเลย”


ณ ห้องประชุมลับ ปราสาทยูโทเปี้ยน ราชสำนักแคว้นเกล วันนี้เจ้าชายโมฮอลล์ทรงรับสั่งให้วิลโลว์ไปเชื้อเชิญคุณลุงพารินอส และพระราชินีเฟอร์รานี มาเข้าเฝ้ายังห้องประชุมลับของปราสาทยูโทเปี้ยน โดยมีรับสั่งไม่ให้ผู้ไม่เกียวข้องเข้าไปยังสถานที่ประชุมลับ แม้แต่วิลโลว์เองก็ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ภายในห้องประชุมด้วย 

“ถวายบังคมเจ้าชายโมฮอลล์ และพระราชินีเฟอร์รานี ทรงรับสั่งให้เชิญกระหม่อมมายังสถานที่นี้ มีเรื่องราวใด จะรับสั่งแก่กระหม่อมเหรอ พะยะค่ะ”

“แล้วเหตุใดจึงให้ แม่ต้องมารับฟังการสนทนาด้วย”

“พระมารดา โปรดวางพระทัย ที่หม่อมฉันเชื้อเชิญ พระมารดา และคุณลุงพารินอสมายังสถานที่นี้ ก็เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับปูมหลัง ชาติกำเนิดของวิลโลว์ เท่านั้น”

“ฮะ.....ฝ่าบาท หมายความว่าอย่างไร พะยะค่ะ”

“พวกท่านทั้ง 2 คน คือผู้กุมความลับในเรื่องนี้ ข้าจึงอยากจะทราบความจริงจากปากของท่านทั้ง 2 คน”

“โมฮอลล์ นี่ลูกไปทราบอะไรมา เหตุใดจึงสงสัยในชาติกำเนิดของวิลโลว์”

“นี่ไง.....สร้อยคอเหรียญตราแผ่นดิน และด้านหลังเป็นสัญลักษณ์รูป 8 ทิศ ลูกพบมันอยู่ที่ตัวของวิลโลว์ เขาสวมใส่มันไว้ ลูกสอบถามเขาว่าได้มันมาได้อยางไร เขาตอบลูกว่า มีญาติสนิทมอบให้มา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ลูกไม่เคยเห็นเขาสวมใส่เจ้าสร้อยคอที่มีเหรียญตราแผ่นดินนี้มาก่อน ใครพอจะบอกข้าได้มั๊ย”

“ฝ่าบาท.....นี่คือสร้อยคอประจำตระกูลของวิลโลว์จริงๆ”

“คุณลุงเป็นคนให้กับวิลโลว์งั้นเหรอ คนอย่างวิลโลว์จะมีสร้อยคอเหรียญตราแผ่นดินประจำตระกูลนี้ได้อย่างไร”

“เอิ่ม......คือว่า........”

“พระมารดา เรื่องนี้ ลูกคิดว่า พระมารดา น่าจะอธิบายความจริงเรื่องนี้ออกมาเสียที หากว่ายังคงปิดบังความจริงเอาไว้ จะไม่เป็นผลดีต่อใครเลย แม้แต่แคว้นของเราด้วย”

“เอิ่ม......ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพระราชินี มันเป็นเรื่องที่......”

“พารินอสหยุดก่อน เรื่องนี้ ข้าจะพูดเอง หากเป็นความประสงค์ของโมฮอลล์ ข้าก็จะเล่าให้ลูกได้เข้าใจ......เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อ 25 ปีก่อน ตอนนั้นไฟสงครามยังลุกโชนอยู่ คาทายา กับแคว้นเกลส่งกองกำลังไปช่วยแคว้นมัวร์ ที่กำลังมีข้อพิพาทกับแคว้นอารากอน กลายเป็นศึกแห่งทุ่งหญ้าซาบัวราตา ระหว่างแคว้นอารากอนกับแคว้นมัวร์ (รวมพันธมิตรที่มาช่วยร่วมรบ)  ในตอนนั้นเจ้าชายเฟรเดอริก ยังเป็นมกุฎราชกุมาร และดำรงตำแหน่งรัชทายาท ที่จะได้ขึ้นครองราชย์ต่อจาก พระบิดาคือพระเจ้าเฟอร์นันเดซ ระหว่างที่อยู่ทำศึกอยู่ภายในแคว้นมัวร์ เจ้าชายเฟรเดอริก ทรงไปมีความสัมพันธ์กับเด็กสาวนางหนึ่ง นามว่า แอนเดริส ซึ่งมีรูปโฉมงดงาม แต่เธอเป็นมุสลิม ความสัมพันธ์ในตอนนั้นเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เนื่องจากเจ้าชายเฟรเดอริก ทรงได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ตกจากหลังม้า และมีหญิงสาวชาวบ้านมาช่วยเหลือชีวิตเอาไว้ได้ หญิงสาวคนนั้นก็คือแอนเดริส เป็นเด็กสาวลูกชาวบ้านที่เข้ามาช่วยเหลือชีวิตของพระองค์ไว้ และช่วยหาหยูกยา คอยป้อนข้าว ดูแลรักษาพระอาการจนหายเป็นปกติ จนเจ้าชายเฟรเดอริกเกิดความประทับใจ และต้องการรับแอนเดริส เข้ามาอยู่ในวัง ภายหลังจากเสร็จศึกสงคราม พระองค์ได้ไปมาหาสู่กับแอนเดริสอีกหลายครั้ง จนเกิดเป็นความรักขึ้นมา และได้พาแอนเดริสเข้าวังมา แต่พระเจ้าเฟอร์นันเดซ ทรงกีดกัน และทรงสืบรู้ว่าด.ญ.แอนเดริสเป็นคนนอกศาสนา ซึ่งผิดกฎมณเฑียรบาล จึงให้ขับแอนเดริสออกจากพระราชวัง ในช่วงแรกเจ้าชายเฟรเดอริกทรงเสียพระทัยมาก และโกรธที่พระบิดาไม่เห็นใจต่อพระองค์ที่มีความรักต่อแอนเดริสด้วยใจบริสุทธิ์ พระเจ้าเฟอร์นันเดซ ทรงแนะนำให้เจ้าชายเฟรเดอริกเสด็จเยือนแคว้นคาสตีล และได้ทำความรู้จักคิงมอนเตโร รวมถึงพระเชษฐา และพระขนิษฐาของพระองค์ จนเป็นที่มาของการตกหลุมรักเจ้าหญิงเชอร์ร่า แต่กาลต่อมากษัตริย์มอนเตโรได้ตัดสินพระทัยยกพระธิดานามว่า เจ้าหญิงราเชลให้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายเฟรเดอริก ตามสนธิสัญญาผูกสัมพันธ์ทางด้านการเมืองระหว่าง 2 แคว้น ด้วยความตกลงยินยอม เห็นดีเห็นงามร่วมกันระหว่างพระเจ้าเฟอร์นันเดซกับพระเจ้ามอนเตโร โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเจ้าชายเฟรเดอริกทรงตกหลุมรักอยู่กับองค์พระขนิษฐานามว่าเจ้าหญิงเชอร์ร่าอยู่ก่อนแล้ว จึงเป็นที่มาในภายหลังว่าเหตุใดจึงมีพระราชินีถึง 2 พระองค์ หลังจากนั้นไม่นาน พระเจ้าเฟอร์นันเดซได้ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติและแต่งตั้งให้เจ้าชายเฟรเดอริกขึ้นครองราชย์แทน กลายเป็นกษัตริย์เฟรเดอริกที่ 1 แห่งแคว้นคาทายา แต่เรื่องราวของแอนเดริสยังคงอยู่ในความสนพระทัยของพระเจ้าเฟรเดอริกอยู่ตลอดเวลา ยังคงให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ติดต่อไถ่ถามสารทุกข์ดิบอย่างสม่ำเสมอ โดยทรงตัดสินพระทัยส่งพารินอส ทหารองครักษ์คู่ใจคนสนิทของพระองค์ไปคอยช่วยเหลือดูแลแอนเดริส เมื่อทรงรู้ข่าวว่าแอนเดริสตั้งครรภ์พระโอรสของพระองค์ แต่มิอาจจะรับรองความเป็นพระโอรสพระองค์นี้ได้ และกลายเป็นบุตรนอกสมรสแบบลับๆ ของพระองค์ เด็กคนนั้นก็คือวิลโลว์ นั่นเอง  ต่อมาเมื่อคลอดวิลโลว์ออกมาแล้ว นางถูกเกณฑ์เป็นเชลยศึกไปอยู่ยังแคว้นอารากอน หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้พบเจอกับพระเจ้าเฟรเดอริกอีกเลย ส่วนวิลโลว์ได้กลายเป็นมาเป็นเด็กในความอุปถัมภ์ดูแลของแม่ได้อย่างไรนั้น เป็นเพราะพระเจ้าเฟรเดอริกทรงมาขอร้องแม่เอาไว้ให้ช่วยรับไว้เป็นข้ารับใช้ภายในราชสำนัก คอยติดตามโมฮอลล์ เพื่อแม่จะได้คอยดูแลเขาได้ อยู่ใกล้ๆ ตามพระประสงค์ของพระเจ้าเฟรเดอริกที่เคยมาขอร้องแม่เอาไว้”

“แล้วเหตุใด พระมารดาจะต้องปกปิดชาติกำเนิดของวิลโลว์เอาไว้ด้วย ไม่ให้เขาได้ล่วงรู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของตนเอง”

“เรื่องนี้เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าเฟรเดอริก พระบิดาของเขา ที่ไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้ว่า พระองค์ยังมีพระโอรสนอกสมรสอยู่อีก 1 พระองค์ อันจะทำให้เกิดความไม่สบายใจต่อพระราชินีทั้ง 2 พระองค์ และอาจเป็นอันตรายต่อวิลโลว์ หากมีผู้ที่ไม่ประสงค์ดี ต้องการกำจัดวิลโลว์เสีย”

“ความลับนี้ มีเพียงพระมารดา กับคุณลุงพารินอสเท่านั้นใช่มั๊ย ที่ล่วงรู้”

“ยังคงมีแอนเดริสด้วยอีก 1 คน นั่นก็คือมารดาของวิลโลว์”

“นี่ก็แสดงว่า ญาติสนิทที่วิลโลว์อ้างว่าเป็นผู้ให้สายสร้อยเส้นนี้แก่เขา ก็น่าจะเป็นแอนเดริส มารดาของเขาเอง”

“แสดงว่า พวกเขาได้เจอกันแล้วใช่มั๊ย พารินอส”

“ถูกต้องแล้ว พะยะค่ะ มาถึงขนาดนี้แล้ว ฝ่าบาทเห็นควรที่เราจะบอกความจริงนี้ต่อวิลโลว์หรือไม่ พะยะค่ะ”

“เรื่องนี้ ข้าจะหาโอกาสบอกความจริงแก่เขาเอง วิลโลว์เป็นคนของข้า ถ้าเช่นนี้ เขาก็มีศักดิ์เป็นพระเชษฐาของข้า มิใช่บริวารข้าทาสทั่วไปอีกต่อไปแล้ว เรื่องนี้ยังไงขอให้คุณลุง และพระมารดา ปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับไปก่อน......ถ้าเช่นนี้แล้ว เราก็เลิกประชุม ข้าจะเสด็จกลับพระราชวังเดี๋ยวนี้”


เจ้าชายโมฮอลล์เสด็จกลับพร้อมด้วยวิลโลว์ที่รั้งรออารักขาอยู่นอกปราสาทยูโทเปี้ยน โดยไม่ได้รับรู้หรือได้ยินการประชุมลับในครั้งนี้  ภายหลังเสร็จจากการประชุมลับกับพระราชินีเฟอร์รานี (พระมารดา) กับคุณลุงพารินอสก็รีบเสด็จมายังพระราชวังโถงกลาง ของราชสำนัก เนื่องจากได้รับแจ้งจากเลขานุการส่วนพระองค์ว่ามีสาส์นจากแคว้นอันตาลูเซีย ส่งมาพร้อมกับนายทหารในกองทัพของนายพลตอริก มาถึงพระองค์ และบัดนี้รั้งรออยู่ภายในพระราชวัง

“เจ้าเป็นใคร มาเข้าเฝ้าข้าด้วยจุดประสงค์ใด”

“กระหม่อมเป็นนายทหารอยู่ภายในกองทัพของท่านนายพลตอริก ได้นำสาส์นจากท่านนายพลตอริกมาถวายแก่ฝ่าบาท พะยะค่ะ”   วิลโลว์ไปรับสาส์นจากมือของนายทหารผู้นี้ ตรวจสอบดู และนำขึ้นทูลเกล้าถวายถึงพระหัตถุ์ของเจ้าชายโมฮอลล์ เพื่อคลี่เปิดอ่านดู

ใจความสำคัญของสาส์นนี้ได้กล่าวยกย่องและสดุดีเจ้าชายโมฮอลล์ ที่ได้มอบความไว้วางพระทัยแก่จักรวรรดิมุสลิม และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพ ทำให้ตัวข้าพเจ้า (นายพลตอริก) ได้ล่วงรู้ว่าภายในกองทัพของตนมีไส้ศึก (โมฮัมเหม็ด คามิล) และขอขอบคุณในน้ำพระทัย มิตรภาพ และไม่ถือโทษโกรธเคืองในความผิดต่างๆที่ บุตรชายของตน (อาริฟ) ได้ล่วงเกินไว้ อีกทั้งยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งบุตรชายของตน (อาริฟ) ให้ได้มีตำแหน่งเป็นนายสนองโอษฐ์ และนายทหารองครักษ์ประจำพระองค์ พระมหากรุณาธิคุณเหล่านี้ กระหม่อมซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง และไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนได้เสมอเหมือน จึงได้ขอประทานอนุญาตส่งมอบนายทหารหนุ่ม ผู้หนึ่ง นามว่า “อิคาซิม” เป็นเด็กหนุ่มวัย 16 ปี ร่างกายแข็งแรง กำยำ มีความสามารถทางการรบและการต่อสู้ หลากหลายรูปแบบ เชี่ยวชาญการต่อสู้ด้วยมือ และเพลงดาบ เพื่อเอาไว้รับใช้ ถวายงานใกล้ชิด แก่ฝ่าพระบาท แทนบุตรชายของตน (อาริฟ) ที่ต้องมีภารกิจช่วยงานในกองทัพของกระหม่อม และยังได้รับมอบหมายงานในตำแหน่งเป็นเสนาธิการทหารในกองทัพ ซึ่งจะต้องมีภารกิจหนัก ที่อาจไม่มีเวลาที่จะไปช่วยเหลือ ถวายงานรับใช้ฝ่าบาทได้อีกต่อไป จึงจัดทำสาส์นนี้เพื่อถวายการชี้แจง และขอพระราชทานอภัยแก่กระหม่อมและบุตรชาย (อาริฟ) ที่มิได้มากราบทูลชี้แจงด้วยตัวเอง ลงชื่อ นายพลตอริก นายพล ผู้บัญชาการกองทัพแห่งแคว้นอันตาลูเซีย

“ฝ่าบาท ในสาส์น กล่าวเช่นไรเหรอ พะยะค่ะ”

“ท่านนายพลตอริก ส่งของกำนัล เด็กหนุ่มผู้นี้มาให้ข้า มารับใช้ถวายงานแทน อาริฟ ที่จะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพแทน” 

“เจ้ามีนามว่า อิคาซิม ใช่มั๊ย”

“ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมมีนามว่า อิคาซิม พระเจ้าข้า”

“ต่อไปข้าจะแต่งตั้งเจ้าให้เป็น นายสนองโอษฐ์ ก่อน ส่วนตำแหน่งนายทหารองครักษ์ ไว้รอให้ข้าทดสอบเจ้าเสียก่อน  วิลโลว์ เจ้าลองทดสอบเด็กหนุ่มผู้นี้ดูซิ ว่ามันมีความเก่งกล้าสมกับที่ท่านนายพลตอริกบรรยายสรรพคุณมาหรือไม่” 

จากนั้นวิลโลว์ได้ทดสอบวิชาการต่อสู้ด้วยมือเปล่าแก่อิคาซิม และการต่อสู้ด้วยเพลงดาบ ปรากฏว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว และมีพละกำลังที่สูงมาก ไม่แพ้นายทหารองครักษ์ที่ผ่านการฝึกปรือมาแล้ว แม้ยังมีวัยเยาว์ขนาดนี้ แต่ก็สามารถปะดาบ และต่อสู้ ต่อกรกับวิลโลว์ได้อย่างสูสี หลังจากนั้นเจ้าชายโมฮอลล์ทรงรับสั่งให้ทหารนับ 10 รุมเข้าต่อสู้กับอิคาซิมเพียงคนเดียว เพื่อทดสอบดูว่าเขาจะมีพละกำลังต่อกรกับนายทหารองครักษ์จำนวนมาก ยืนระยะได้นานเพียงใด ปรากฏว่าอิคาซิมสามารถล้มนายทหารองครักษ์นับ 10 ได้อย่างง่ายดาย เป็นที่ประทับใจของเจ้าชายโมฮอลล์ จนต้องปรบมือให้

“เยี่ยมมาก อิคาซิม ไม่เสียทีที่ท่านนายพลตอริก กล่าวบรรยายสรรพคุณมา เจ้าพอจะมาแทนที่เจอราริโน่ได้ แต่ยังไม่อาจมาแทนที่ อาริฟ ได้เท่านั้น”   เจ้าชายโมฮอลล์ตรัสชื่นชมอิคาซิมต่อหน้าวิลโลว์ จากนั้นเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อของอิคาซิม แล้วทรงลากพาอิคาซิมเข้าไปสู่ตำหนักด้านใน ใกล้ห้องสรงน้ำส่วนพระองค์

อิคาซิมที่ร่างกายสูงใหญ่เกินวัย ได้แต่เดินตามแรงกระชากคอเสื้อเพื่อตามเสด็จไปถึงยังห้องสรงน้ำ

“คราวนี้ จะเป็นตาของข้าทดสอบเจ้าแล้ว ว่าเจ้ามีพละกำลังเก่งกล้าแค่ไหน เพียงพอที่จะมาเป็นนายสนองโอษฐ์คนใหม่ได้หรือเปล่า”  ตรัสเสร็จทรงกระชากเสื้อของอิคาซิมฉีกขาดต่อหน้าพระพักตร์ เผยให้เห็นแผงกล้ามอกที่นูนหนา และหยาดเหงื่อที่ไหลเยิ้มชุ่มอก และเกล็ดเหงื่อบนใบหน้าขาวใสของอิคาซิม ที่ทรงทอดพระเนตรอย่างใกล้ชิด พบว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีชาติพันธุ์สายเปอร์เซีย รูปหน้าคมเข้ม ขนคิ้วเข้ม จมูกโด่ง แววตาสีน้ำตาล ริมฝีปากบาง รูปหน้าคมคายตามแบบฉบับชายชาวเปอร์เซีย ซึ่งด้วยรูปลักษณ์ภายนอกไม่แตกต่างจากอาริฟ แตกต่างกันแต่ก็เพียงกล้ามเนื้อยังไม่แข็งแกร่งเต็มวัยเท่าอาริฟ ที่กลายเป็นหนุ่มใหญ่วัยฉกรรจ์กว่าเท่านั้น เจ้าชายโมฮอลล์ทอดพระเนตรจ้องไปที่แววตาของอิคาซิม อย่างเพ่งพินิจ กลายเป็นเหยื่ออาหารตาอันโอชะ เปรียบดังพยัคฆ์หนุ่มจ้องจะเขมือบกินลูกกวางอ่อนตัวเต็มวัยก็ไม่ปาน เสียงกลืนน้ำลายในลำคอ ของเจ้าชายโมฮอลล์ เมื่อเห็นหยดเหงื่อบนใบหน้าของอิคาซิมร่วงหล่นเป็นสายๆ ราวกับหยาดพิรุณพร่ำรำพัน