วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560

ผู้สืบชะตาแผ่นดิน : มงกุฏเลือด ตอนที่ 22

                                                                     22.

                                                    กลับสู่หมู่บ้านโซโร่วิลล์



ณ ห้องขังเรือนจำ ในค่ายทหารของเจ้าชายโจชัว แคว้นคาสตีล ราชินีราเชล พร้อมด้วยนายพลคามิล ได้เดินทางมาดูการซ้อมทรมานเจ้าชายวิลโลว์ ที่ถูกจับกุมตัวกลับมา ตามคำร้องขอของราชินีราเชล พอได้ตัววิลโลว์กลับมา เขาถูกเฆี่ยนทรมานโดยเจ้าชายโจชัวก่อนจนสลบไสลไม่ได้สติ เจ้าชายโจชัวจึงได้ติดต่อพระปิตุจฉาให้มาดูสภาพของเจ้าชายวิลโลว์ให้เห็นกับตา และจะให้ดำเนินการต่ออย่างไร

“พระปิตุจฉา นี่ไง เจ้าทูตทหารจากแคว้นคาทายา ที่ท่านต้องการตัว”

“ดีมาก นี่หน่ะเหรอวิลโลว์ ผู้ที่ทำให้เก็ดโก้ โอรสของข้าต้องสิ้นพระชนม์ ฆ่าจะนำมันไปแขวนคอ ตัดศีรษะมัน แล้วส่งกลับไปยังคาทายายิ่งนัก”

“ฝ่าบาท อย่าได้ทำเช่นนั้นเด็ดขาด หากทำเช่นนั้น ย่อมเท่ากับเป็นการประกาศทำศึกกับแคว้นคาทายา อีกทั้งยังมีแคว้นเกลอีกด้วย สู้สังหารมันอย่างลับๆ โดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้เป็นหลักฐานตามสืบได้จะดีกว่า หากว่าแคว้นคาทายาต้องการสืบหาเอาจากแคว้นคาสตีล เราย่อมจะมีข้ออ้างได้ว่า ได้ทำการขับฑุตผู้นี้ออกจากราชสำนักไปนานแล้ว”

“แล้วเจ้าจะทำอย่างไร นายพลคามิล”

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระหม่อมเถิด พะยะค่ะ”    



ทางด้านคุณชายอาริฟ ได้เดินทางมาถึงชายแดนแคว้นคาสตีลแล้ว จากนั้นได้สั่งให้ทหารคนสนิทที่ติดตามมาด้วย อยู่รั้งรอเพื่อประสานงานกับนายพลเวอร์มองค์หรือเซอร์พารินอส เพื่อบังคับให้พระเจ้าโจเซฟปล่อยตัวเจ้าชายวิลโลว์ออกมา ส่วนตนเองจะลักลอบเข้าไปสืบหาเบาะแสด้วยตนเองก่อน หากว่าได้ความอย่างไร จะกลับมาเจอกันที่ชายแดนอีกที ซึ่งเป็นการนัดแนะกันครั้งสุดท้ายของเจ้าชายอาริฟ ยังสถานที่แห่งนี้

คุณชายอาริฟพยายามลักลอบเข้าไปยังตำหนักโอเรก้อน ซึ่งเป็นที่พำนักของพระราชินีราเชล เพื่อจะสอบถามถึงที่ซ่อนตัวของเจ้าชายวิลโลว์ เพราะคาดคะเนว่าราชินีราเชล น่าจะเป็นผู้จับกุมตัวเจ้าชายวิลโลว์ไป แต่เมื่อเข้าไปถึงในพระตำหนักก็ไม่ปรากฏพบผู้ใดในเวลานี้ เนื่องจากราชินีราเชล ได้เสด็จไปยังเรือนจำตามคำเชิญของเจ้าชายโจชัว เพื่อไปดูว่าวิลโลว์ได้ถูกจับกุมตัวมาจริงๆ และกำลังถูกซ้อมทรมานอยู่  เจ้าชายอาริฟพยายามค้นหาร่องรอย หลักฐานในพระตำหนักโอเรก้อน แต่ก็ไม่พบอะไร จึงตั้งใจว่าจะกลับออกไปก่อน แล้วค่อยวกกลับมาใหม่ตอนกลางดึก ซึ่งน่าจะทำให้เจอตัวราชินีราเชลได้ แต่ในขณะที่เขากำลังจะก้าวออกจากตำหนัก รู้สึกเหมือนมีสิ่งของหนักทุ่มใส่ศีรษะอย่างแรง ความรู้สึกเจ็บแปลบ และมึนชาอย่างรุนแรงก็เกิดขึ้น จากนั้นจึงไม่ได้สติอีกเลย


ภายในห้องขังเรือนจำของค่ายทหารของเจ้าชายโจชัว ในขณะที่ทรงปฏิสันถารอยู่กับพระราชินีราเชล และนายพลคามิล เรื่องเกี่ยวกับการจัดการวิลโลว์อยู่ นายทหารคนสนิทของนายพลคามิลก็มาปรากฏกายขึ้น

“ถวายบังคมเจ้าชายโจชัว พระราชินีราเชล ท่านพ่อ......” ที่แท้เป็นอิคาซิม ซึ่งเป็นนายทหารคนสนิทมีศักดิ์เป็นลูกเลี้ยงของนายพลคามิล ได้มาขอเข้าเฝ้าถึงในเรือนจำ

“มีเรื่องอะไร ใยมารอพ่ออยู่ข้างนอก”

“ข้าจับกุมตัวคนที่ลักลอบเข้ามาภายในปราสาทโอเรก้อน ดูเหมือนมันจะเข้ามาจารกรรมความลับ หรือเสาะหาอะไรบางอย่าง พะยะค่ะ”

“แล้วตอนนี้มันอยู่ที่ไหน กระหม่อมจับมันมัดอยู่ด้านนอกแล้ว พะยะค่ะ”


จากนั้นทุกคนก็ออกไปดูว่าเป็นใคร ก็พบว่าเป็นคุณชายอาริฟ นายทหารใหญ่ของจักรวรรดิมุสลิม แห่งแคว้นอันตาลูเซีย บุตรชายของนายพลตอริก

“ฮะ....คุณชายอาริฟ นี่แกแอบเข้ามาในตำหนักของราชินีราเชลได้ยังไง”

“อ้อ....ที่แท้พวกท่านมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ นี่เอง ข้าก็มาเพื่อจะตามหาตัวเจ้าชายวิลโลว์ ฝ่าบาททรงจับตัวเขาไปใช่มั๊ย”

“หมอนี่เป็นใครฮะ....คามิล”

“เขาก็คือคุณชายอาริฟ บุตรชายของนายพลตอริก นายเก่าของข้ากระหม่อมเอง พะยะค่ะ”

“แล้วมันมาตามหาวิลโลว์ไปทำไม”

“มันเป็นสหายรักกัน เคยเป็นองครักษ์ของเจ้าชายโมฮออล์ อยู่ที่แคว้นเกล คาดว่าคงต้องการมาช่วยเหลือวิลโลว์ออกไป”

“ถ้างั้นก็จับกุมมันไปขังรวมกันอยู่ในเรือนจำก่อน จากนั้นปล่อยให้ท่านนายพลคามิล นำมันไปสำเร็จโทษเสีย”


จากนั้นอาริฟถูกจับเข้าไปขังในเรือนจำ โดยจับแยกขังไว้ ไม่ให้เจอกับวิลโลว์ โดยที่วิลโลว์เองก็ไม่รู้ว่าอาริฟบุกมาช่วยตน และเวลานี้ถูกคุมขังอยู่

“ท่านนายพลคามิล ท่านจะทำอย่างไรกับพวกมัน”

“พรุ่งนี้เช้า กระหม่อมจะให้บุตรชาย นำตัวมัน 2 คนไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วจัดการสังหารพวกมันซะ ที่นั่นจะไม่มีใครรู้ว่าพวกมันถูกใครสังหาร และหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย และจะไม่มีใครตามตัวพวกมันพบอีกเลย”

“อย่าให้แคว้นคาทายาล่วงรู้ว่าเป็นฝีมือของพวกเรา แคว้นคาสตีลจะแจ้งต่อพวกมันแต่เพียงว่า เราได้ขับมันออกจากราชอาณาจักรไปแล้ว”

“โปรดวางพระทัยเถิด กระหม่อมจะจัดการไม่ให้เรื่องนี้ ไม่ให้ทิ้งร่องรอย ไม่ให้พวกมันตามสืบเบาะแสมาถึงตัวฝ่าบาททั้ง 2 พระองค์ได้เลย พะยะค่ะ”


บริเวณชายแดน ใกล้ด่านทางเข้าแคว้นคาสตีล นายทหารโกเมซ ซึ่งเป็นนายทหารคนสนิทของคุณชายอาริฟ รั้งรออยู่หลายชั่วยาม จนได้พบเจอกับนายพลเวอร์มองค์และเซอร์พารินอส ที่ได้นำกองกำลังมาจากแคว้นเกล เพื่อติดต่อขอเข้าเฝ้าพระเจ้าโจเซฟ เพือเจรจาให้มีการปล่อยตัวเจ้าชายวิลโลว์ออกมา

“ว่าอย่างไรนะ คุณชายอาริฟ ได้ลักลอบเข้าไปสืบหาเบาะแส นานหลายชั่วยามแล้ว แต่ยังไม่ออกมาอีกเหรอ”

“รู้มั๊ยว่าทรงเข้าไปยังจุดหมายใด”

“น่าจะเป็นปราสาทโอเรก้อน ที่พำนักของราชินีราเชล แต่ว่าทรงเข้าไปนานมากแล้ว จนผิดสังเกต ข้าจึงคิดว่า อาจเกิดเหตุกับคุณชายก็เป็นได้” 

“อืมม์ ถ้าอย่างนั้น เรายิ่งต้องเดินทางเพื่อขอเข้าเฝ้าพระเจ้าโจเซฟ เพื่อเจรจาต่อรองในเรื่องนี้”

“เดี๋ยวก่อน รอนายพลทหารจากแคว้นอารากอนก่อน คือข้าได้แจ้งข่าวไปยังพระราชินีแอนเดรียสแห่งอารากอน เรื่องเจ้าชายวิลโลว์หายสาบสูญไป เวลานี้ท่านจึงได้ส่งกองกำลังมาช่วยเหลือเรา เพื่อออกตามหาเจ้าชายวิลโลว์ ข้าได้นัดแนะให้มาเจอกันที่นี่”

“ถ้าอย่างนั้น ท่านเซอร์พารินอสท่านรั้งรอนายพลทหารจากอารากอนอยู่ที่นี่ ส่วนข้ากับนายพลโกเมซ จะลักลอบเข้าไปยังราชสำนักในค่ำคืนนี้ เพื่อกระทำอะไรบางอย่าง”

“ฮะ.....มันเสี่ยงมากนะท่านนายพลเวอร์มองค์ หากว่าพวกท่านโดนพวกมันจับตัวไปอีก พวกเราจะยิ่งตกอยู่ในสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำหนักเข้าไปอีก”

“หากว่านานเกิน 1 ชั่วยามแล้ว ข้าทั้ง 2 คนยังไม่ออกมา พวกท่านนำกองกำลังบุกเข้าไปเลย ข้าจะเข้าไปเคลียร์ทางไว้ให้ก่อน”


จากนั้นนายพลเวอร์มองค์และนายพลโกเมซ ได้ลักลอบเจ้าไปยังตำหนักของเจ้าชายฟรานเชส จับกุมตัวเจ้าชายฟรานเชสเอาไว้เป็นตัวประกัน ในขณะที่ยังทรงสรงน้ำอยู่

“พวกเจ้าเป็นใคร ต้องการอะไรจากข้าเนี่ย บุกเข้ามายังราชสำนักยามวิกาลเช่นนี้”

“ท่านคงเป็นมกุฎราชกุมารของแคว้นคาสตีล พวกเราไม่ได้ต้องการทำอะไรท่าน แต่ท่านต้องพาพวกเราไปพบกับพระเจ้าโจเซฟ แล้วข้าจะไม่ทำอะไรฝ่าบาทอย่างแน่นอน”

“ไปพบพระบิดาในขณะนี้หน่ะเหรอ นี่มันยามวิกาล ขณะนี้ทรงบรรทมไปแล้ว ไว้เป็นรุ่งสางก่อนไม่ได้เหรอ”

“ไม่ได้ ต้องเดี๋ยวนี้ พวกเราไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น หากไม่ทรงนำพวกเราไป ฝ่าบาทจะได้รับอันตรายอย่างแน่นอน”

“ก็ได้ งั้นข้าจะพาพวกท่านไป”


จากนั้นเจ้าชายฟรานเชส ก็นำเสด็จเพื่อเข้าสู่ห้องบรรทม ในพระตำหนักส่วนพระองค์ของพระเจ้าโจเซฟ ทรงถูกปลุกขึ้นกลางดึก ก็พบว่าเจ้าชายฟรานเชสถูกดาบจี้ที่คอหอยเป็นตัวประกัน ทรงแสดงพระอาการตื่นตระหนก หวาดกลัว ไม่คาดคิดว่าจะมีคนร้ายบุกรุกเข้ามาถึงยังพระราชวัง ในห้องพระบรรทม พร้อมๆ กับการควบคุมตัวเจ้าชายฟรานเชสไว้เป็นตัวประกันอีกด้วย

“พวกเจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงจับกุมตัวพระโอรสของข้าเช่นนี้ ต้องการอะไร”

“ฝ่าบาท พวกกระหม่อมเป็นใครไม่สำคัญหรอก กระหม่อมต้องการให้ฝ่าบาทปล่อยตัวเจ้าชายวิลโลว์ออกมา พร้อมด้วย คุณชายอาริฟ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่งถูกจับกุมตัวไว้”

“เจ้าชายวิลโลว์งั้นเหรอ ข้าได้ขับออกจากราชอาณาจักรไปแล้ว ข้าไม่ได้รับสั่งจับกุมตัวเขาไว้นี่ เหตุใดพวกเจ้ามาปรักปรำว่าข้าเป็นคนจับกุมตัวเขาไว้”

“หากฝ่าบาท ไม่ได้รับสั่งจับกุมตัวองค์ชายวิลโลว์ไว้ แล้วเหตุใดคุณชายอาริฟ จึงไปพบร่องรอยการสังหารทหารผู้ติดตามขององค์ชายและม้าพาหนะเสียชีวิตจนหมด และตอนนี้คุณชายอาริฟก็มาหายตัวไปอีก”

“ฮะ.....เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับเจ้าชายวิลโลว์งั้นเหรอ แต่ข้าไม่ได้สังการณ์ และไม่ได้รับรู้ว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น”

“นั่นสิ....ถึงแม้แคว้นคาสตีลเราไม่ยอมรับการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีกับแคว้นคาทายา แต่เราก็ไม่กระทำการณ์ประทุษร้าย เอาชีวิตทูตหรอก พฤติกรรมเช่นนี้ ไม่มีทางที่พระบิดาจะเห็นดีด้วยหรอก”

“ถ้างั้นก็อาจเป็นฝีมือของพระราชินีราเชล ฝ่าบาทจะต้องรับสั่งให้พระราชินีราเชลปล่อยตัวองค์ชายวิลโลว์ออกมา”

“ถ้างั้น พรุ่งนี้ ข้าจะรับสั่งให้มีการสอบสวนในเรื่องนี้ พวกท่านปล่อยตัวฟรานเชส โอรสของข้าก่อน”

“ฝ่าบาท หากว่าเรายังไม่ได้ตัวองค์ชายวิลโลว์กลับคืนมา พร้อมๆ กับคุณชายอาริฟ ข้าจะไม่ยอมปล่อยตัวเจ้าชายฟรานเชส ข้ารับปากฝ่าบาทว่าจะไม่ทำอันตรายต่อเจ้าชายฟรานเชสแม้แต่น้อย แต่ข้าจำต้องควบคุมตัวเจ้าชายฟรานเชส ไปยังค่ายทหารของพวกเราก่อน เราตั้งกองบัญชาการอยู่บริเวณชายแดน นอกด่านของแคว้นท่าน หากว่าได้ตัวเจ้าชายวิลโลว์พร้อมด้วยคุณชายอาริฟแล้ว เรายินดีจะปล่อยตัวเจ้าชายฟรานเชสให้เป็นอิสระทันที”  จากนั้นนายพลเวอร์มองค์พร้อมด้วยนายพลโกเมซ นำตัวเจ้าชายฟรานเชสออกจากราชสำนักไป แม้ทหารราชองครักษ์จะพยายามติดตามไปชิงตัวกลับมา แต่พระเจ้าโจเซฟได้รับสั่งให้ยุติการติดตาม และทรงรับสั่งให้พระขนิษฐา ราชินีราเชล พร้อมด้วยเจ้าชายโจชัว พระโอรส องค์รัชทายาทอันดับ 1 เข้าเฝ้าในวันรุ่งขึ้น เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องของเจ้าชายวิลโลว์ และคุณชายอาริฟ แต่ทั้งราชินีราเชล และเจ้าชายโจชัว ต่างปฏิเสธตรงกัน ว่าไม่ได้ทรงรับรู้ รู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องการหายตัวไปของเจ้าชายวิลโลว์และคุณชายอาริฟ แต่อย่างใด ได้แต่แสดงพระอาการวิตกกังวล กับการที่เจ้าชายฟรานเชส ถูกจับกุมตัวไปเป็นตัวประกัน โดยกองกำลังของเจ้าชายวิลโลว์ บริเวณนอกด่านชายแดน


เมื่อกลับไปถึงค่ายทหารนอกด่านชายแดน นายพลเวอร์มองค์กับนายพลโกเมซ ได้นำตัวเจ้าชายฟรานเชส มาสมทบกับเซอร์พารินอส และนายพลเซอร์วิโต้ นายทหารองครักษ์ของพระราชินีแอนเดรียส ได้ปรึกษาหารือกันว่าจะยื่นสาส์นแสดงความจำนงอย่างเป็นทางการต่อพระเจ้าโจเซฟ ว่าให้รับผิดชอบปล่อยตัวเจ้าชายวิลโลว์และคุณชายอาริฟ โดยเป็นสาส์นที่ลงนามโดย พระราชินีเฟอร์รานีแห่งแคว้นเกล พระราชินีแอนเดรียสแห่งแคว้นอารากอน และจอมพลตอริก แห่งจักรวรรดิมุสลิมแห่งแคว้นอันตาลูเซีย เพื่อยื่นต่อกษัตริย์โจเซฟแห่งแคว้นคาสตีล ให้ทรงยินยอมปล่อยตัวเจ้าชายวิลโลว์และคุณชายอาริฟ หาไม่แล้วจะประกาศทำศึกระหว่างแคว้นคาสตีลกับกองกำลังผสมจาก 3 ฝ่าย คือแคว้นเกล แคว้นอารากอนและจักรวรรดิมุสลิม และอาจสมทบด้วยกองกำลังของแคว้นคาทายาอีกด้วย เรื่องนี้ทำให้พระเจ้าโจเซฟทรงเครียดมาก และวิตกกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทรงคาดคั้นให้พระขนิษฐาราชินีราเชล และเจ้าชายโจชัว ต้องรับผิดชอบ หากผลแห่งการกระทำนี้ ส่งผลต่อการที่ต้องเปิดศึกสงครามกับกองกำลังพันธมิตรทั้ง 3 ฝ่ายของเจ้าชายวิลโลว์ ซึ่งอาจยังผลเสียหายให้เกิดขึ้นต่อราชอาณาจักรอย่างไม่อาจคาดคะเนได้

“พระบิดา เรื่องนี้ ลูกกับพระปิตุจฉา ไม่ได้ทรงรู้เห็น เกี่ยวข้องด้วย แล้วจะให้เราต้องรับผิดชอบได้อย่างไร พวกมันอ้างเอาการหายตัวไปของเจ้าชายวิลโลว์มาบีบบังคับให้เราต้องปล่อยตัวเจ้าชายวิลโลว์และคุณชายอาริฟได้อย่างไรกัน ในเมื่อเราได้ขับพวกเขาออกจากราชอาณาจักรไปแล้ว นี่แสดงให้เห็นว่า พวกมันตั้งใจจะออกอุบายเพื่อบีบบังคับให้เราจำต้องยื่นไมตรี เชื่อมความสัมพันธ์กับพวกมันหรือไม่ เป็นเพราะเราได้แสดงเจตจำนงอย่างแน่ชัดแล้วว่า จะไม่ยอมรับเงื่อนไขการเชื่อมสัมพันธไมตรีกับแคว้นของพวกมัน”

“เรื่องนี้ต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังบงการแผนการเอาไว้ ดูเหมือนว่า การหายตัวไปของเจ้าชายวิลโลว์ จะถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการต่อรองระหว่างแคว้นคาสตีล กับแคว้นพันธมิตรของคาทายา หรือไม่ พะยะค่ะ”  นายพลโดมินิก ที่ปรึกษาทางการทหารและนายพลผู้คุมกองกำลังของแคว้นคาสตีล แสดงความคิดเห็นต่อพระเจ้าโจเซฟ

“ถ้าอย่างนั้น ส่งสาส์นไปถึงกษัตริย์ร็อดสตาร์ท แคว้นคาทายา ให้ทรงล่วงรู้ว่า เราไม่ยินยอมรับเงื่อนไขในการผูกสัมพันธไมตรีครั้งนี้ และไม่ได้รับรู้เห็นการหายตัวไปของเจ้าชายวิลโลว์ เหตุเพราะว่าเราได้ขับทูตของแคว้นคาทายาผู้นี้ ออกไปจากราชอาณาจักรเมื่อ 2 วันก่อน แล้ว  การหายตัวไปของเจ้าชายวิลโลว์ กับคุณชายอาริฟ จึงไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับราชอาณาจักรแคว้นคาสตีลอีก ลงพระนามในสาส์นโดย พระเจ้าโจเซฟ จากนั้นจึงได้ให้ทหารม้าเร็ว ส่งสาส์นนี้ไปถึงยังแคว้นคาทายา เพื่อแจ้งต่อกษัตริย์ร็อดสตาร์ทให้ทรงทราบ”


วิลโลว์กับอาริฟ ถูกมัดเชือกตัวติดกัน ถูกจับกุมพันธนาการไปบนรถม้า ใบหน้าถูกคาดผ้าดำปิดตาไว้ ไม่ให้ล่วงรู้ว่าได้เดินทางไปยังที่ใด โดยอิคาซิม รับอาสานำตัวเขาทั้ง 2 คนมุ่งหน้าสู่โซโร่วิลล์ หมู่บ้านคนเถื่อน เพื่อนำตัวไปยังบ้านร้างแห่งหนึ่ง ทำการสังหารชีวิตและโยนศพให้กับฝูงสุนัขจิ้งจอก ตามคำสั่งของนายพลคามิล ที่ได้วางแผนเอาไว้ หมายจะฆาตกรรมอำพรางศพ ไม่ให้ทิ้งร่องรอย ให้สามารถติดตาม หรือค้นหาหลักฐานเจอได้ว่า เสียชีวิตโดยใคร เพื่อไม่ให้สืบสาวเรื่องการฆาตกรรมบุคคลทั้ง 2 มาถึงตัวของราชินีราเชล กับเจ้าชายโจชัวได้  ระหว่างทางที่จับกุมตัวไป อิคาซิมชอบที่จะกลั่นแกล้งทรมานบุคคลทั้ง 2 เป็นระยะๆ เนื่องจากบุคคลทั้ง 2 เคยเป็นทหารราชองครักษ์คนสนิทของเจ้าชายโมฮอลล์ บุคคลผู้ซึ่งกระทำล่วงละเมิดทางเพศแก่ตนเอง และกระทำรักอย่างรุนแรงต่อตนเอง เป็นเหตุที่มาที่ทำให้เขาตัดสินใจกระทำการประทุษร้ายต่อเจ้าชายโมฮอลล์ด้วยวิธีแปลกพิศดารจนเจ้าชายโมฮอลล์ได้รับบาดเจ็บแสนสาหัสมาแล้ว อิคาซิมก็คิดแผนการที่จะกลั่นแกล้งวิลโลว์กับอาริฟด้วยวิธีแปลกพิสดารเช่นกัน ก่อนจะลงมือสังหารชีวิตเขาทั้ง 2 คน


ที่บ้านของมารี ในหมู่บ้านโซโร่วิลล์ วันนี้เมอา ได้เดินทางกลับมาเยี่ยมพี่สาว และจริงๆ บ้านแห่งนี้ก็เคยเป็นบ้านของพ่อ บิดาของ 2 พี่น้องคนนี้มาก่อน ภายหลังบิดาตายไป เมอาเลือกที่จะออกไปตามหาฝัน ต้องการเดินทางไปยังแคว้นคาทายา เพื่อหางานทำ จนวันหนึ่งต้องการสมัครเข้าไปยังพระราชวัง เพื่อรับการคัดเลือกเป็นพระชายา แต่เธอไปไม่ทันวันรับสมัคร จนพลาดการรับสมัครไป แต่ก็ไม่ละความพยายามที่จะหางานทำ สุดท้ายนายพลเวอร์มองค์ รับเธอไว้ทำงานในโรงเลี้ยงม้า แล้ววันหนึ่งเธอเหมือนโชคดี ได้รับโอกาสจากคุณนายเชลเชล ให้เข้าเป็นผู้สมัครรับการคัดเลือกเป็นพระชายาเพิ่มเติมเป็น 1 ใน 2 คนผู้โชคดี แม้ว่าเธอจะไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นพระชายา แต่นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้ทำงานใกล้ชิดในพระราชวัง สมกับที่เธอตั้งความฝันไว้ สุดท้ายต้องกลับมาทำงานในโรงเลี้ยงม้า แต่ก็นับว่ามีความสุขดี จนวันหนึ่งเธอเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย 

ภายหลังบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงกษัตริย์หลายพระองค์ในระยะเวลาไม่นานหลายพระองค์ (เธอเข้าไปเป็นเด็กในโรงเลี้ยงม้าในยุคสมัยพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 1 อยู่ทำงานในรัชสมัยของพระเจ้าเฟรเดอกริกที่ 2,พระเจ้าเซ็นจูรี่,พระเจ้าอับดุลเราะห์มานที่ 3 และเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยปัจจุบันคือพระเจ้าร็อดสตาร์ท) เธอได้รับรู้เห็น การเปลี่ยนแปลงมากมายในราชสำนัก เปลี่ยนแปลงระบบ การปกครอง และธรรมเนียมปฏิบัติ กฏเกณฑ์ต่างๆ มากมาย ผ่านเหตุการณ์ร้ายในราชสำนักหลายครั้ง จนเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายการทำงานในรั้วในวัง และในโรงเลี้ยงม้า บวกกับเวลานี้ในราชสำนักไม่มีเบี้ยงเลี้ยงเพียงพอที่จะจ่ายให้แก่ข้าราชบริพาร เนื่องจากเงินคงคลังร่อยหรอ เบี้ยตกเบิกค้างจ่ายมากมาย เธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานราชการ และกลับมายังบ้านเกิด เพื่อพบกับพี่สาว มารีนอกจากดีใจและยินดีที่น้องสาวกลับมาเยี่ยมบ้านแล้ว ยังเชื้อเชิญให้มาช่วยงานในกิจการค้า คาราวานสินค้าของเธอที่ขยายใหญ่โตขึ้น แต่ขาดกำลังคนที่จะมาช่วยงาน

“พี่ก็บอกแกแล้ว ว่าอย่างไรเสียกิจการค้าของเรา และกิจการที่พ่อเราได้สร้างไว้ เป็นงานที่เหมาะกับพวกเราที่สุด ไม่ต้องมีนายจ้าง และเป็นอิสระชน ไม่มีใครต้องมาบังคับให้เราทำอะไร หรือไม่ต้องทำอะไร ส่วนเบี้ยเลี้ยงรายได้หน่ะเหรอ มากกว่าที่เจ้าไปเป็นเด็กเลี้ยงม้าในราชสำนักก็แล้วกัน เชื่อพี่สิ”

“โถ่เอ๊ย! พอฉันกลับมา พี่ก็ร่ายยาว สั่งสอนฉัน ราวกับว่าตนเองเป็นพ่อเป็นแม่ฉันอีกคน”

“เออ ฉันรู้ดีว่า ฉันไม่มีความน่าเชื่อถือที่จะสั่งสอนแกได้หรอก แต่สิ่งที่ฉันบอกแก มันก็คือเรื่องจริงหรือเปล่าวะ มิใช่เหรอ และถ้าหากว่าแกยังไม่อยากทำงาน หรือไม่เชื่อฉัน อย่างน้อยแกก็กลับมาอยู่บ้าน ช่วยดูแลบ้านให้ฉันหน่อยก็ยังดี เวลานี้งานฉันมันยุ่งมาก แกก็รู้ว่า ฉันไล่คนงานออกไปหลายคนแล้ว เพราะพวกมันไว้ใจไม่ได้ บางคนมาอยู่ก็โกงเงินฉัน บางคนก็คิดจะฮุบเอาสมบัติ ปอกลอกฉัน ฉันมีแกเป็นน้องสาวแท้ๆ ของฉันเพียงคนเดียว ในอนาคตทรัพย์สมบัติของฉันที่มี ก็ยกให้แกได้ ถ้าแกทำดีกับฉันบ้างอ่ะนะ”

“พี่ยังไม่มีสามีหรอกเหรอ แล้วที่เห็นตาเฒ่า หนุ่มๆ ที่แวะเวียนมาหาพี่เรื่อยๆ นั่นมันเป็นใคร”

“พวกนั้นมันไม่ใช่สามีของฉัน พวกนี้บางคนก็มาของานฉันทำ บางคนก็แสร้งทำเป็นรักฉัน แต่สุดท้ายก็ตั้งใจมาปอกลอกฉัน ฉันจึงไม่เอาพวกมันไว้ซักคน แกก็รู้ว่าคนอาชีพอย่างเรา สถานะอย่างเรา ใครเขาจะมาจริงใจให้ค่าอย่างแท้จริง”

“จริงๆ ฉันก็เหมือนพี่นั่นแหละ ฉันก็ยังไม่มีแฟนเหมือนกัน และคิดว่าชาตินี้ก็คงจะไม่มีจริงๆ ด้วย”

“เฮ้ย...เมอา แกก็เป็นเด็กสาวหน้าตาดีคนนึง ต้องมีหนุ่มๆ มาแอบชอบแกบ้างแหละน่า อย่าปิดโอกาสตัวเองเช่นนี้สิ เอางี้ พี่จะช่วยแกดู ว่าใครเหมาะสมกับแกจริงๆ”

“เชอะ! เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ”

“พรุ่งนี้เช้า แกไปช่วยพี่ซักครั้งนึง ลองดู ออกไปตระเวนขายสินค้าด้วยกัน เผื่อแกจะรู้สึกว่าโลกนี้ ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกมากเลย โอเคมั๊ย”


เช้าวันรุ่งขึ้น คาราวานสินค้าของมารีกับเมอา ออกตระเวนไปยังภายในหมู่บ้าน รอบๆ หมู่บ้านใกล้เคียง และย่านตลาดการค้าเพื่อเร่ขายสินค้า โดยวันนี้ มารีไม่ได้ขนคาราวานสินค้าไปมากนัก เนื่องจากรู้ดีว่า น้องสาวตนเองยังไม่คุ้นชิน และยังไม่สะดวกใจที่จะเต็มใจไปด้วย และไม่มีกระจิตกระใจอยากจะช่วยเหลือเธออย่างเต็มที่นัก วันนี้จึงเหมือนออกไปเร่ขายแบบชิมลาง เล่นๆ ดูก่อน เพื่อเอาบรรยากาศ และเธอทำไปก็เพื่อให้น้องสาวค่อยๆ คุ้นชินกับอาชีพนี้ จนมั่นใจแล้ว จึงค่อยจัดขบวนสินค้าชุดใหญ่ เป็นคาราวานสินค้าไปยังต่างแคว้น ระหว่างนั่งมองผู้คนรอบตัวที่เดินขวักไขว่ในตลาดย่านการค้า และตามหมู่บ้าน เมอาเหลือบไปเห็นชายหนุ่ม 1 คน กำลังลากจูงกรงขังรถม้า ที่มีทาส 2 คน ถูกปิดตา เดินทางฝ่าขบวนสินค้าของเธอเข้าไปยังหมู่บ้าน และกำลังมุ่งตรงไปยังบ้านร้างแห่งหนึ่ง เธอรู้สึกถึงความผิดปกติ และรู้สึกได้ว่าชายหนุ่ม 2 คนที่ถูกจับกุมอยู่ในกรงไม้ กำลังทำท่าขัดขืน และขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครสนใจ

“มองอะไรอ่ะ เมอา มาช่วยพี่ที”

“พี่เห็นกรงรถม้านั่นมั๊ย เขาขนทาสไปยังบ้านร้างทำไม มันมีอะไรหรือเปล่า”

“ก็เรื่องของมัน อย่าไปยุ่งเลย ในหมู่บ้านนี้ มีเรื่องราวแปลกพิสดารตั้งมากมาย ไม่มีใครสนใจกันหรอก มันจะจับใครไปต้มยำทำแกงยังไงก็เป็นสิทธิ์ของพวกมัน ก็นี่มันหมู่บ้านคนเถื่อนไง แกไม่รู้หรอกหรือ”
“แต่ฉันคุ้นๆ ลักษณะของชายหนุ่มคนนั้นมากเลยพี่ ฉันขอตามไปดูก่อนได้มั๊ย เดี๋ยวพี่รอฉันนะ เดี๋ยวฉันกลับมา”

“เฮ้ย เมอา อย่าไปเลย อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเขา กลับมา ดูสิ ให้ออกมาช่วยเรา .....เฮ้อ จะได้เรื่องมั๊ย นังน้องสาวคนนี้ ดูมันทำ”


จากนั้นเมอาได้สะกดรอยตามชายหนุ่มที่ควบคุมทาสในกรงขังรถม้าไปถึงบ้านร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งทรุดโทรม เต็มไปด้วยฝุ่นละออง หยากไย่ สกปรก ที่แท้บุรุษผู้คุมทาสชาย 2 คนในกรงไม้รถม้าเข้ามาในบ้านร้างแห่งนี้ก็คือ อิคาซิม บูตรชายของนายพลคามิล เขาจับเอาวิลโลว์และอาริฟปิดตาไว้ และนำตัวมายังหมู่บ้านโซโร่วิลล์ ซึ่งเป็นหมู่บ้านคนเถื่อน เป็นสถานที่ลับหูลับตาคน เหมาะกับการฆาตกรรมอำพรางศพ และทำลายหลักฐาน ไม่ให้ตามสืบ หรือหาเบาะแสได้ เนื่องจากหมู่บ้านคนเถื่อน เป็นดินแดนอนาธิปไตย ไร้กฎหมาย ไร้ขื่อแปร เป็นดินแดนมิกสัญญี ไม่มีผู้ปกครองที่แท้จริง คนที่มาอาศัยอยู่ที่นี่ ต่างตั้งตนเป็นใหญ่ จัดตั้งกองกำลังเป็นเครื่องมือ สร้างอำนาจและอิทธิพลแข่งขันกัน ถ้าเป็นคนตัวเล็กที่ไม่มีพรรคมีพวก จะถูกข่มเหงรังแก จึงต้องต่อสู้ดิ้นรน และดูแลตนเอง การฆ่ากัน จี้ปล้น หลอกลวง กระทำอนาจาร เป็นสิ่งที่ทำกันอย่างเป็นปกติ แต่เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดตรงที่บ้านเมืองกลับดูสงบได้ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยุ่งเกี่ยวกัน มีการแบ่งอาณาเขตดูแลกันของคนเถื่อนฝ่ายต่างๆ กัน ไม่ล้ำเส้นกัน หากมีข้อบาดหมางกัน ก็จะยกพวกตีกัน และต่อสู้กันจนได้ชัยชนะ หรือข้อยุติ จากนั้นก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีกเลย นายพลคามิลในวัยเด็กเคยได้อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ และมีพรรคพวกเพื่อนฝูงเป็นคนเถื่อนอยู่มาก จึงได้วางแผนให้อิคาซิมนำตัววิลโลว์และอาริฟมาทำการสังหารยังบ้านร้างแห่งนี้ ที่ตนเองได้เตรียมการไว้แล้ว


อิคาซิมทำการปลดเปลื้องเสื้อผ้าบุคคลทั้ง 2 ไม่ให้สวมใส่อาภรณ์ใดๆ จับมัดร่างตัวติดกัน ใบหน้าชนกันจนเกือบจะจูบ มือถูกมัดไพร่หลังไว้ ในขณะที่ลำตัวและขาถูกมัดติดกันอย่างแน่นหนา หันหน้าเข้าหากัน แบบเดียวกับแหนมหรือข้าวต้มมัด ด้วยเชือกเถาวัลย์หนา ในลักษณะท่ายืน แต่มีเชือกรอกที่เกี่ยวกับเชือกที่พันตัวพวกเขาไว้ พร้อมที่จะรั้งดึงขึ้นไปแขวนบนขื่อเพดานกลางบ้าน แต่ในตอนนี้ยังคงปล่อยให้ทั้ง 2 คนถูกมัดในท่ายืนติดพื้น แต่หากขยับเขยื้อนอาจทำให้ร่างทั้ง 2 ล้มทับกันหรือเกลือกกลิ้งล้มลงไปนอนกับพื้นได้ ทำให้ทั้ง 2 คนต้องช่วยกันพยุงตัวยืนในท่านั้นไว้ไม่ให้ล้มลง


ในขณะที่อิคาซิม ทำการปิดบ้านร้างนั้นไว้ชั่วคราว เพื่อออกไปทำธุระอะไรบางอย่างข้างนอก ปล่อยให้วิลโลว์และอาริฟ ถูกพันธนาการกักขังไว้ภายในบ้านร้าง เมอาติดตามมาจนถึงบ้านร้าง และทำการหลบซ่อนตัวอยู่ด้านหลังบ้าน และเจาะรูไม้ ถ้ำมองเข้ามา เพื่อดูว่าภายในบ้าน ทาสทั้ง 2 คน ถูกกระทำอะไรบ้าง ภายหลังจากรั้งรอจนเห็นอิคาซิมเดินออกจากบ้านไปแล้ว จึงทำการเจาะรูมองลอดเข้าไปภายในบ้าน ซึ่งมืดสนิท ไม่มีแสงเล็ดลอดผ่าน หรือแสงจากตะเกียงไฟภายในใดๆ แต่เธอสังเกตเห็นว่าทาสทั้ง 2 คนถูกมัดตัวติดกัน และมีเชือกรอกเกี่ยวรั้งร่างของพวกเขาอีกชั้นนึงอยู่ เชือกนั้นมัดแน่นคนทั้ง 2 ไว้ ยากแก่การที่เธอจะเข้าไปช่วยเหลือ เนื่องจากตอนนี้เธอไม่มีมีดดาบ หรืออาวุธติดมือมา จึงตัดสินใจว่าจะกลับไปบอกมารี พี่สาวของเธอให้วกกลับมาช่วยเหลือทาสทั้ง 2 คน


เมอาวกกลับมาอีกที ก็ไม่พบขบวนคาราวานสินค้าของพี่สาว จึงได้กลับไปรั้งรอมารีอยู่ที่บ้าน จนได้พบเจอกัน   

“มารี ข้าอยากจะกลับไปช่วยทาสทั้ง 2 คนนั้น เขาน่าจะต้องถูกสังหารแน่ๆ ในคืนนี้ หากเราไม่รีบไปช่วยเขาไว้”

“จะบ้าเหรอ หาเหาใส่หัวทำไม มันเรื่องของคนอื่น แล้วถ้าหากเราช่วยไม่สำเร็จ พวกมันก็ต้องฆ่าเราแน่ๆ”

“แกเคยบอกว่า อยากได้คนมาช่วยงานพี่ไม่ใช่เหรอ แล้วถ้าเราช่วยไอ้ทาสชาย 2 คนนี้ได้ มันต้องเป็นหนี้บุญคุณเรา มันก็ต้องติดหนี้ ต้องมาชดใช้หนี้ด้วยการมาช่วยงานเราเป็นค่าตอบแทน ไม่ดีเหรอ”

“มันก็ดีหรอกนะ แต่ว่ามันเสี่ยงมากนะ หากว่าไม่สำเร็จ มันจะกลับมาเล่นงานเราแทน นี่สิ”

“ก็แล้วแต่นะ ข้าเห็นทาสทั้ง 2 คนนั้น หุ่นล่ำ กล้ามเป็นมัดเลย พวกมันท่าทางรูปงามกว่าทาสที่ข้าเคยเห็นมาก ดูเหมือนพวกมันจะไม่ใช่ทาสแรงงานโดยทั่วไป น่าจะเป็นทหารที่ถูกจับมาเป็นเชลยเสียมากกว่า”

“ฮะ....เจ้าว่าไงนะ”

“สนมั๊ยหล่ะ พวกมันหน้าตาดีด้วยกันทั้งคู่เลย”

“งั้น นำข้าไปดูสิ เผื่อมีทางช่วยเหลือพวกมันได้”


ที่บ้านร้าง อิคาซิมกลับมาพร้อมด้วยฝูงสุนัขป่าจำนวนนับสิบตัว อิคาซิมไปซื้อมาจากพ่อค้าสัตว์ป่าในย่านตลาดการค้า พวกมันถูกขังไว้ในกรงขัง เนื่องจากดุร้ายและพร้อมจะขย้ำเหยื่อด้วยความหิวโหย แต่ละตัวใหญ่โตเต็มที่ และยังไม่ได้กินอาหารมาได้หลายมื้อแล้ว น้ำลายสอ หิวโซ ได้แต่เห่าร้องเสียงดังเมื่อเห็นเหยื่ออยู่ตรงหน้าที่ถูกมัดเอาไว้ แต่ไม่สามารถออกจากกรงมาขย้ำเหยื่ออันโอชะนี้ได้
อิคาซิม เมื่อกลับมาเห็นวิลโลว์และอาริฟ พยายามจะกระสือกกระสน เคลื่อนที่เพื่อที่จะให้ตนเองหลุดจากพันธนาการ ด้วยการหมุนตัวกลับด้านไปมา แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากเชือกรอกด้านบนตรึงพวกเขาไม่ให้ขยับเขยื้อนไปไหนได้ อิคาซิมปลดเชือกที่พันรอบขาของพวกเขาทั้ง 2 ไว้ติดกันออก เพื่อให้พวกเขาสามารถยืนในท่าที่ผ่อนคลายได้บ้าง และมีกำลังวังชาที่จะยืนพยุงตัวเอาไว้ได้ จากนั้นเขาเอาไม้หวายปลายแหลม เฆี่ยนไปยังแก้มก้นของวิลโลว์และอาริฟ ทำให้ทั้ง 2 คนสะดุ้งสุดตัว เนื่องจากไม้หวายถูกเฆี่ยนอย่างรุนแรงไปยังแก้มก้น ต้นขาอย่างรุนแรงหลายที สลับกัน ปวดแสบปวดร้อน และเลือดไหลซิบออกมา ทั้งคู่ถูกเฆี่ยนสลับกันไปมาอยู่เป็นเวลานาน จนแทบจะยืนพยุงตัวเองเอาไว้ไม่ไหว ร่างซวนเซจนล้มไปทับกัน โดยวิลโลว์ล้มไปทับอาริฟ ที่แบกน้ำหนักไว้มากกว่า เป็นฝ่ายนอนหงายแผ่ล้มลงไป ศีรษะเกือบกระแทกพื้น จนอิคาซิมต้องวางไม้หวาย และดึงร่างคนทั้งคู่ให้พยุงตัวขึ้นมายืน จนสำเร็จ

“พวกเจ้ามันอ่อนปวกเปียกเช่นนี้ นี่หรือชายชาติทหาร แค่นี้ก็หมดแรงล้มลงเสียแล้ว”

“อยากฆ่าพวกข้า ก็เชิญลงมือเลย อย่ามัวเสียเวลากลั่นแกล้งพวกข้าอีกเลย”

“ยังสิ จะฆ่าพวกเจ้ามันง่ายดายนัก แต่วิธีการในการฆ่าพวกเจ้าต่างหากที่มันน่าสนุกกว่าเป็นไหนๆ ก่อนจะตาย พวกเจ้าควรได้ลิ้มรสชาดของความสุขสันต์นั้นเสียก่อน”  พูดเสร็จอิคาซิมผลักเอาทั้ง 2 คนล้มตะแคงข้างไปกองกับพื้น จากนั้นอิคาซิมนำลูกสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กสุด เพิ่งคลอดออกมาได้ไม่ถึง 1 สัปดาห์ นำออกจากกรงไม้ออกมา แล้วนำมันมาเลียตามต้นขา และแก้มก้นของวิลโลว์และอาริฟ ซึ่งบัดนี้เหวอะหวะ ไปด้วยรอยแผลที่เกิดจากการเฆี่ยนด้วยไม้หวาย เลือดไหลซิบ ลูกสุนัขจิ้งจอกเลียแผลที่มีคราบเลือดอย่างเอร็ดอร่อย แต่วิลโลว์และอาริฟ ร้องด้วยความเจ็บแสบปนเสียวซ่าน เนื่องจากยังเป็นแผลสด เป็นความปวดแสบทรมานที่ยากจะบรรยาย ลูกสุนัขเลียแผลที่มีคราบเลือด ดื่มกินด้วยความหิวโหย เนื่องจากมันยังไม่ได้อาหารลงท้องมาเป็นเวลานาน มันเลียไปจนถึงจุดยุทธศาสตร์สำคัญของร่างกายของคนทั้ง 2 คน วิลโลว์และอาริฟ รู้สึกได้ว่าลูกสุนัขตัวนี้มันจะทำอะไรต่อไป เขาพยายามตะเกียกตะกาย ขยับตัวหนี แต่ลูกสุนัขจิ้งจอกกำลังจ้องมองไปยังปุลลึงก์ของวิลโลว์และอาริฟ ที่เวลานี้ขยายใหญ่ตั้งลำเป็นแนวยาว เนื่องจากถูกกระตุ้นด้วยความเสียวซ่าน จนกลายเป็นแรงกำหนัดเกิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ลูกสุนัขได้กลิ่นคาวของน้ำเชื้ออสุจิที่เล็ดไหลทะลักออกมาเป็นเมือกสีขาวจากปุลลึงก์ของใครคนใดคนหนึ่ง มันเผลอไปดูดเลียน้ำเชื้อนั้นเข้า อาริฟร้องครวญครางขึ้น เนื่องจากเกรงกลัวว่ามันจะกัดปุลลึงก์ของเขาจนเป็นแผล อิคาซิมรีบไปจับตัวลูกสุนัขขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด ก่อนที่มันจะทำอะไรไปมากกว่านั้น







     




วันพฤหัสบดีที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560

ผู้สืบชะตาแผ่นดิน : มงกุฏเลือด ตอนที่ 21

                                                              21.

                               หลุมพรางแห่งความเคียดแค้นและจ้องทำลาย


ณ ท้องพระโรง พระราชวังแห่งแคว้นคาสตีล ภายหลังจากที่พระเจ้าโจเซฟ ทรงปฏิเสธที่จะรับไมตรีจากแคว้นคาทายา และได้โยนพระราชสาส์นของพระเจ้าร็อดสตาร์ท ทิ้งลงสู่พื้นลาดพระบาทในท้องพระโรงต่อหน้าพระพักตร์ของเจ้าชายวิลโลว์ ในฐานะทูตตัวแทนจากแคว้นคาทายา และได้ถูกเจ้าชายโจชัวและเจ้าชายฟรานเชส พระโอรสและองค์รัชทายาทั้ง 2 ของแคว้นคาสตีล กล่าวพูดจาเยาะเย้ยถากถาง และดูหมิ่นดูแคลนต่อพระเจ้าร็อดสตาร์ทและแคว้นคาทายา ทำให้ได้รับความอับอาย และหยามพระเกียรติและศักดิ์ศรีเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นพระรานินีราเชล พร้อมด้วยนายพลคามิล ได้สำทับ ตรัสเสริมต่อเบื้องพระบาทของพระเจ้าโจเซฟว่า แท้ที่จริงแล้วเจ้าชายวิลโลว์ ก็คือบุคคลคนเดียวกับที่ล่อลวงพระเจ้าเซ็นจูรี่ ไปยังโบสถ์วิหารกลาง และได้ถูกลักพาตัวไปยังพระราชวัง ในที่ประชุมสภาขุนนางของแคว้นคาทายา ตกเป็นจำเลยในการพิจารณาคดีความผิดลอบปลงพระชนม์พระราชชนก และบุคคลในเชื้อพระวงศ์อีกหลายคน อีกทั้งเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังในการลอบปลงพระชนม์พระสันตะปาปาจอห์นพอลเซ็นโตซ่า จนทำให้ที่ประชุมสภาขุนนางมีมติถอดถอนออกจากการเป็นกษัตริย์และได้รับโทษทัณฑ์จากพระเจ้าอับดุลเราะห์มานที่ 3 มีพระราชโองการรับสั่งประหารชีวิตพระเจ้าเซ็นจูรี่กับลอร์ดเปเรซ ด้วยการถูกแขวนคอประหารชีวิตที่บริเวณลานพลเมืองของแคว้น ทำให้ได้รับความอับอาย อดสู หยามพระเกียรติยศอย่างหาที่สุดมิได้ 

ต้นตอที่ทำให้พระเจ้าเซ็นจูรี่ต้องสิ้นพระชนม์ก็คือเจ้าชายวิลโลว์ ทูตตัวแทนจากแคว้นคาทายาผู้นี้ แล้วใยพระเจ้าโจเซฟจะรับไมตรีต่อบุคคลผู้นี้ได้

“ฝ่าบาท นอกจาก เราไม่อาจจะรับไมตรีต่อตัวแทนของแคว้นคาทายาได้แล้ว ยังต้องจับกุมตัวชายผู้นี้เพื่อสำเร็จโทษ เพื่อชำระแค้นให้แก่เก็ดโก้ พระโอรสของหม่อมฉันด้วยนะ เพค่ะ”  พระราชินีราเชล

“ถูกต้องแล้ว พระบิดา เราจะปล่อยบุรุษผู้นี้ กลับไปอย่างงั้นเหรอ ในเมื่อมันเป็นต้นตอ สาเหตุที่ทำให้เจ้าพี่เก็ดโก้ต้องสิ้นพระชนม์ และพวกมันยังได้สมรู้ร่วมคิดผลักดันให้เจ้าชายรอนเบิร์ต พระอนุชาของโมฮอลล์ นายของมันขึ้นเป็นกษัตริย์อีก การกระทำเช่นนี้ ก็คือการโค่นราชบัลลังก์เอาจากเจ้าพี่ พระเจ้าเซ็นจูรี่ไปครอง เราจึงไม่อาจปล่อยตัวมันกลับไปได้”  เจ้าชายโจชัว ทรงตรัสสำทับความคิดเห็นของพระปิตุจฉา ราชินีราเชล

“ฝ่าบาท แต่หม่อมฉันเป็นเพียงแค่ทูต และผู้ที่ได้รับมอบหมายภารกิจ เชื่อมสัมพันธ์ไมตรีระหว่าง 2 แคว้น ได้โปรดทรงเห็นแก่มิตรภาพระหว่าง 2 แคว้น บุรพกษัตริย์และราชวงศ์ที่ได้เคยมีสัมพันธภาพทีดีต่อกันมา ส่วนเรื่องราวของพระเจ้าเซ็นจูรี่ นั้นเป็นเรื่องของสภาขุนนางและเชื้อพระวงศ์เป็นผู้พิจารณาคดีและตัดสิน และพระเจ้าอับดุลเราะห์มานที่ 3 เป็นผู้มีพระบัญชาตัดสิน หาได้เกี่ยวกับหม่อมฉันไม่ พะยะค่ะ”

“เราจะขับทูต ผู้นี้ออกไปจากแคว้นคาสตีล”

“พระบิดา แต่เราจะปล่อยมันกลับไปง่ายๆ ไม่ได้นะ พะยะค่ะ”

“โจชัว แต่เขาเป็นทูต เราต้องให้เกียรติและปฏิบัติต่อทูตตามธรรมเนียมประเพณีที่ถูกต้อง ไม่อาจไร้มารยาท และปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงเชลย หาไม่แล้วจะเป็นสัญญาณของการเปิดศึกต่อกัน”

“แล้วไงหล่ะ พระบิดา ก็เราต้องการเปิดศึกกับคาทายาอยู่แล้วนี่ มิใช่เหรอ พะยะค่ะ”

“เจ้าพร้อมอย่างงั้นเหรอ ศึกระหว่างเจ้ากับฟรานเชส ยังไม่จบสิ้นเลย ยังริอาจเปิดศึกนอกอีกเหรอ”

“เจ้าชายวิลโลว์ โอรสของข้าไร้มารยาทต่อท่าน ข้าขออภัยแทนเขาด้วย ท่านจงนำพระดำริของข้าแจ้งต่อคิงร็อดสตาร์ทของท่าน ว่าข้ามิอาจรับไมตรี ต่อแคว้นของท่านได้ เชิญท่านเดินทางกลับไปได้แล้ว....ทหารราชองครักษ์ ขับทูตผู้นี้ออกจากราชอาณาจักรไปซะ”


เจ้าชายวิลโลว์จำต้องเดินคอตก เดินทางออกจากพระราชวัง แคว้นคาสตีล กลับไป ระหว่างทางที่ควบม้าออกไปได้ไม่ถึง 1 ไมล์ ก็มีกองกำลังทหารม้าไม่ทราบฝ่ายติดตามมาเป็นขบวน ไล่ล่าเขาจนเขาตกอยู่ในวงล้อมของทหารเหล่านี้ ซึ่งแต่ละคนใช้ผ้าคาดใบหน้าเอาไว้ แต่ดูจากการแต่งกายและอาวุธ พอจะคาดคะเนได้ว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ได้หวังดีต่อเขา และดูเหมือนไม่ได้มาดี ต้องการจะจับกุมตัวเขาเอาไว้

“พวกท่านเป็นใคร เหตุใดจึงติดตามข้ามา”

“วิลโลว์ ยอมให้เราจับกุมตัวเสียดีๆ หาไม่แล้วเจ้าจะต้องกลายเป็นศพอยู่ในป่าแห่งนี้”

“พวกเจ้าต้องการชีวิตข้างั้นเหรอ งั้นก็ปล่อยตัวทหาร 2 คนนี้ไป ข้ายินดีจะให้พวกท่านจับกุมตัวข้าแต่เพียงผู้เดียว”

“ก็ได้” จากนั้นกองกำลังทหารม้ากลุ่มนี้ได้ตรงเข้าไปแทง และปาดคอทหารผู้ติดตามวิลโลว์ทั้ง 2 คนจนเสียชีวิตต่อหน้าวิลโลว์ เมื่อเห็นว่าทหารกลุ่มนี้ผิดคำพูด เขาจึงต่อสู้เพื่อปกป้องตนเอง กลายเป็นวิลโลว์ตกอยู่ในวงล้อมของทหารม้ากลุ่มนี้ ที่ตรงเข้าประหัตถ์ประหารเขาอย่างดุเดือด วิลโลว์ใช้ดาบของตนเองต่อสู้กับกองกำลังทหารม้า และสังหารพวกมันตายไป 3 คน แต่เขาถูกธนูของทหารม้ายิงจากด้านหลัง  โดนยิงหัวไหล่จนได้รับบาดเจ็บตกจากหลังม้ามา ม้าของวิลโลว์ถูกแทงสังหารจนเสียชีวิตทันที และตอนนี้วิลโลว์ได้รับบาดเจ็บ แต่กลับตกอยู่ในวงล้อมของกองกำลังทหารม้าไม่ทราบฝ่าย กรุ้มรุมทำร้าย เขาพยายามฝืนต่อสู้แต่ก็ไม่อาจต่อกรได้กับกองกำลังนับสิบ สุดท้ายโดนปลายดาบจ่อเข้ายังลำคอ และถูกควบคุมตัวกลับไปยังสถานที่ลับแห่งหนึ่ง เขาถูกจับตรึงร่างไว้กับขื่อไม้รูปกางเขน และถูกแส้หวดเข้ายังร่างจนสะบักสะบอม ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกเฆี่ยนตีจนสลบหมดสติไป จากนั้นมีชายลึกลับปรากฏร่างขึ้น กระชากศีรษะเขาให้โงหัวขึ้น จากนั้นนำถ้งน้ำสาดเข้าใส่ร่างและศีรษะเขาจนรู้สึกสะท้านไปทั้งร่าง เนื่องจากน้ำเย็นเมื่อราดรดใส่ร่างที่เป็นแผลจากการถูกเฆี่ยนตี ทำให้เนื้อตัวสั่นสะท้าน แสบร้อน จนฟื้นคืนสติกลับมา และสายตาอันพร่ามัว ค่อยๆ ลืมตาขึ้น จนพบว่าบุคคลผู้ยืนอยู่ต่อหน้าตนเอง ที่แท้ก็คือ เจ้าชายโจชัว แห่งแคว้นคาสตีล ผู้ซึ่งเยาะเย้ยถากถาง ปรามาสกษัตริย์แห่งแคว้นคาทายา และข่มขู่ว่าจะจับกุมตัวเขาแต่แรก และบัดนี้เขาเข้าใจแล้วว่ากลุ่มทหารม้าที่ติดตามไล่ล่าจับกุมตัวเขามา ก็คือกองกำลังของเจ้าชายโจชัวนั่นเอง

“ข้าบอกเจ้าแล้วไง ว่าข้าจะไม่ปล่อยตัวเจ้าไปง่ายๆ เจ้าฆ่าพี่ชายของข้าตายไป แล้วเอาบัลลังก์ของคาทายาไปประเคนให้ไอ้เด็กปัญญาอ่อนอย่างรอนเบิร์ต คอยดูว่าข้าจะทรมานเจ้าอย่างไร ให้สาสมกับความผิดของเจ้าดี”

“ฝ่าบาท เราค้นตัวชายผู้นี้ พบว่ามีดาบวิเศษติดตัวมากับเขาด้วย พะยะค่ะ”

“ไหนเอามาดูซิ......นี่มันดาบศักดิ์สิทธิ์ มีตราสัญลักษณ์......นี่มันตราพระลัญจกรของคิงแห่งอารากอน เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดมันจึงมีดาบวิเศษนี้ติดตัวมา  บอกข้าซิดีๆ ว่าเจ้าไปได้ดาบวิเศษนี้มาจากไหน และได้มันมาอย่างไร”

“เจ้าสังหารข้าไม่ได้หรอก เพราะว่าถ้าเจ้าทำอะไรข้านะ แคว้นคาสตีลของเจ้าจะลุกเป็นไฟ”

“ริอาจมาข่มขู่ข้างั้นเหรอ เอาแส้มาให้ข้า ข้าจะหวดมันอีก.....”  จากนั้นเจ้าชายโจชัวได้ลงมือหวดแส้ใส่ร่างของวิลโลว์อีกหลายที เนื่องจากทรงกริ้วที่วิลโลว์พูดจาข่มขู่ แต่มีเลศนัยบางอย่างที่ชวนให้ทรงสงสัย

“เจ้าคงไปขโมยดาบนี้มาจากกษัตริย์แห่งแคว้นอารากอนงั้นเหรอ นอกจากเจ้าเป็นทูตแล้ว ยังเป็นหัวขโมยชั้นสูง สามารถไปขโมยเอาดาบศักดิ์สิทธิ์นี้ออกมาจากอารากอน นึกหรือว่าข้าจะกลัวเจ้า”

“ฟังไว้นะ ไอ้เด็กโง่ ข้าคือโอรสแห่งอารากอน  ข้าเป็นพระโอรสของกษัตริย์กัสตูโซ่ แห่งแคว้นอารากอน หากเขารู้ว่า เจ้าจับตัวข้ามาทรมานเช่นนี้ แผ่นดินคาสตีลของเจ้าจะถูกอารากอนกรีฑาทัพมาบดขยี้จนราบเป็นหน้ากอง คิดให้ดีว่าเจ้าต้องการเปิดศึกกับอารากอน พร้อมๆ กับคาทายา ก็ตามใจ”

“ไอ้สารเลว นี่แกยังกล้ามาแต่งเรื่องโกหกกับข้า ว่าเป็นโอรสแห่งอารากอนงั้นเหรอ จะตายแล้วยังไม่เจียมกะลาหัวเสียอีก ดีหล่ะ ทหารเฆี่ยนมันต่อไป จนกว่าข้าจะพอใจ”

“ฝ่าบาท.....แต่ดาบเล่มนี้ เป็นของจริง ไม่มีทางจะทำปลอมได้เหมือนขนาดนี้หรอกพะยะค่ะ”

“ข้ารู้แล้ว....แต่คนอย่างมัน จะไปได้ดาบนี้มาได้อย่างไร ไปสืบดูซิว่า ชายผู้นี้มันสมอ้างว่าเป็นโอรสแห่งอารากอน อีกทั้งเป็นทูตแห่งคาทายา แต่ตัวมันมีถิ่นพำนักอยู่ที่แคว้นเกล ตกลงมันเป็นชาวอะไรกันแน่”


บริเวณป่าแถบหุบเขา ชายแดนระหว่างแคว้นมัวร์กับแคว้นคาทายา อาริฟ นายพลทหารผู้คุมกองกำลังของจักรวรรดิมุลลิม ได้เดินทางลาดตระเวน และคอยดูพวกกลุ่มคาราวานสินค้า และคอยตรวจตราตามด่านชายแดน เขาได้เดินทางผ่านป่าแห่งนี้อยู่เป็นประจำ พอมาถึงจุดซึ่งเป็นร่องรอยของการต่อสู้ มีศพของทหารเสียชีวิต และซากม้าที่ถูกสังหาร นอนตายเกลื่อนอยู่ เขาจึงให้หยุดขบวน และตรงเข้าไปสำรวจดู เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าเกิดเหตุใดขึ้น

“ร่องรอยการเสียชีวิต น่าจะเพิ่งผ่านไปไม่นาน คราบเลือดยังสดๆ อยู่เลย ดูเหมือนเป็นการต่อสู้ระหว่าง 2 ฝ่าย เพราะมีศพของกองกำลังทหารอยู่ 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต 2 ศพ อีกฝ่าย เสียชีวิต 3 ศพ แต่มีม้าเสียชีวิตอยู่ฝ่ายเดียว มันเกิดอะไรขึ้น”

“คุณชาย นี่มันทหารของคาทายาหรือเปล่า สวมเครื่องแบบของแคว้นคาทายาด้วย”

“เออใช่จริงๆ ด้วย นี่มันม้าของ?.....ข้ารู้สึกว่าคุ้นๆ ว่าเคยเห็นม้าตัวนี้ ........แย่แล้ว นี่มันม้าพาหนะของพี่วิลโลว์นี่ เกิดเรื่องอะไรกับเขาหรือเปล่า”

“คุณชาย นี่มันดาบของเจ้าชายวิลโลว์ ใช่หรือเปล่า”

“ใช่แล้ว ข้าจำได้.....ไม่เห็นศพของเขาอยู่บริเวณนี้เลย หรือว่าเขาถูกจับกุมตัวไป”

“ศพของนายทหาร 3 คนนี้ ถูกดาบของเจ้าชายวิลโลว์จนเสียชีวิต ดูเหมือนไม่ใช่กองกำลังทหารฝ่ายเดียวกัน”

“มันเป็นใครกันแน่?..........ไม่ได้การณ์แล้ว เราต้องแจ้งข่าวเรื่องนี้ให้พวกเขาทราบ ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าเดินทางกลับอันตาลูเซียไปก่อน ข้าจะรีบไปแจ้งข่าวที่แคว้นเกล แล้วค่อยตามกลับไป”

“คุณชายรักษาตัวด้วย” 


จากนั้นอาริฟรีบฮ่อม้า ไปยังแคว้นเกล ได้เข้าพบพระราชินีเฟอร์รานี และบรรดาขุนนางคนสำคัญทั้ง เซอร์พารินอส และนายพลเวอร์มองค์ เพื่อแจ้งข่าวการหายตัวไปของเจ้าชายวิลโลว์ และเกิดเหตุที่ไม่สู้ดีต่อเจ้าชายวิลโลว์ บริเวณกลางป่าแถบชายแดนระหว่างแคว้นมัวร์กับแคว้นคาทายา

“องค์ชายวิลโลว์ไปปฏิบัติภารกิจเป็นทูตของแคว้นคาทายางั้นเหรอ”

“ถูกต้องแล้ว เขาไปได้ 3-4 วันแล้ว ไปกับทหารผู้ติดตามอีก 2 นาย ตามหมายกำหนดการ เขาต้องเดินทางไปยังแคว้นอารากอนก่อน แล้วค่อยต่อไปยังคาสตีล และวาเลนเซียตามลำดับ”

“ข้าพบเห็นศพของทหารผู้ติดตามองค์ชายวิลโลว์แล้ว แต่ไม่พบองค์ชาย คาดว่าจะถูกจับกุมตัวไป แต่ไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายใด”

“ดูจากระยะเวลาแล้ว เขาน่าจะไปถึงอารากอนได้ 2-3 วันแล้ว แต่จะยังอยู่อารากอนหรือออกมาแล้ว อันนี้ไม่แน่ใจ”

“ดูจากจุดเกิดเหตุ ระยะทางห่างจากอารากอนมาก มันใกล้คาสตีลมากกว่า แสดงว่า องค์ชายวิลโลว์ น่าจะอยู่ในระหว่างเดินทางไป หรือกลับออกจากแคว้นคาสตีลมากกว่า”

“ท่านบอกว่าพบเห็นร่องรอยการต่อสู้กันที่ป่าใกล้ชายแดนแคว้นมัวร์กับคาทายา ถ้าอย่างนั้น ข้าคิดว่าน่าจะเป็นช่วงระหว่างที่องค์ชายเดินทางออกจากแคว้นคาสตีลมามากกว่า เพื่อมุ่งหน้าสู่วาเลนเซีย เพราะจากอารากอน มาถึงจุดเกิดเหตุ มันไกลกัน องค์ชายวิลโลว์ไม่น่าจะเลือกเดินทางอ้อมไกลเช่นนั้น และอารากอนมาคาสตีลก็ไม่น่าจะต้องไปอ้อมชายแดนตรงจุดนั้นเลย ข้าจึงคาดคะเนว่า น่าจะเป็นช่วงระหว่างที่ทรงเดินทางออกจากแคว้นคาสตีลเพื่อมุ่งหน้าสู่วาเลนเซียมากกว่า”

“มีเหตุผล ข้าก็คิดเช่นนั้น......ถ้าเช่นนั้น องค์ชายเคยมีเรื่องบาดหมางกับใคร ฝ่ายไหนมาก่อนหรือไม่ เหตุใดพวกมันจึงต้องจับกุมตัวองค์ชายไปด้วย เพื่ออะไร”

“ถ้ากับแคว้นมัวร์ ข้ายืนยันว่าไม่มี เพราะข้าอยู่ที่นั่นมาก่อน และที่นั่นก็เป็นเสมือนบ้านหลังแรกขององค์ชายวิลโลว์ด้วย”   เซอร์พารินอสกล่าวออกตัวและยืนยันว่าแคว้นมัวร์ไม่น่าส่งคนมาจับกุมตัวเจ้าชายวิลโลว์อย่างแน่นอน

“แล้วแคว้นคาทายาหล่ะ จะทำเช่นนั้นหรือเปล่า”

“ก็ในเมื่อพระเจ้าร็อดสตาร์ท ทรงมีกุศโลบายส่งองค์ชายไปเป็นทูตแล้ว จะทรงทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร ดูไม่น่าจะใช่”

“ส่วนจักรวรรดิมุสลิมของข้าก็เป็นมิตรกับเจ้าชายวิลโลว์ ข้าก็ขอยืนยันว่าพวกข้าไม่ทำเช่นนั้นอย่างเด็ดขาด”

“งั้นก็คงเหลือแต่แคว้นอารากอน กับแคว้นคาสตีล  2 แคว้นที่เขาเดินทางไปเชื่อมความสัมพันธ์”

“ข้าจะอาสาไปหาข่าวที่อารากอนเอง ว่าฝ่าบาทได้เดินทางไปถึงหรือยัง และเกิดเหตุใดกับองค์ชายหรือไม่”

“ส่วนข้า ตอนนี้สงสัยไปที่แคว้นคาสตีล เพราะว่าองค์ราชินีราเชลกับนายพลคามิล ศัตรูตัวฉกาจของข้าได้ไปอาศัยอยู่ที่นั่น พวกเขาเคยมีเรื่องบาดหมางใจกับองค์ชายโมฮอลล์มาก่อน อีกทั้งองค์ชายวิลโลว์ทรงทำให้พระเจ้าเซ็นจูรี่ต้องตกเป็นจำเลยในหลายคดี ถูกสภาขุนนางตัดสินให้ได้รับโทษทัณฑ์และเป็นเหตุให้ทรงถูกประหารชีวิต ข้าว่าแคว้นคาสตีลน่าจะเป็นฝ่ายที่จับกุมตัวองค์ชายไปมากที่สุด แต่อย่างไรเสีย ข้าจะเดินทางไปหาข่าวด้วยตนเอง หากได้ความอย่างไรแล้ว พวกเราจะกลับมารวมตัวกันที่แคว้นเกล เพื่อประชุมปรึกษาหารือกันอีกที ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร”

“ถ้าเช่นนั้น ท่านเซอร์พารินอสจะไปหาข่าวที่อารากอน ส่วนท่านนายพลอาริฟ จะไปหาข่าวที่แคว้นคาสตีล ส่วนข้านายพลเวอร์มองค์ จะไปสืบข่าวยังแคว้นคาทายาดู ว่าทางราชสำนักมีอะไรที่เป็นข้อพิรุธ หรือไม่ชอบมาพากลอย่างไรหรือไม่ แล้วเรากลับมารวมตัวกันที่แคว้นเกลอีกครั้ง”

“ตกลงตามนี้......”


ที่แคว้นอารากอน เซอร์พารินอส เดินทางไปตามย่านการค้าของแคว้นอารากอน พบว่าบรรดาย่านการค้า ผู้คนไม่พลุกพล่าน เหมือนแคว้นมัวร์และแคว้นคาทายาเท่าไรนัก เนื่องจากยังเป็นช่วงศึกสงคราม ระหว่างฝ่ายราชสำนักกับฝ่ายกบฏ ทำให้ชาวบ้านพลเมือง ไม่ค่อยกล้าออกมาจับจ่ายซื้อของ ได้แต่เก็บตัวเงียบอยู่ในบ้านเรือน หากไม่จำเป็นก็จะไม่ออกจากบ้านมา บรรยากาศบ้านเมืองดูขมุกขมัว และเต็มไปด้วยความมืดมัว ไร้สีสัน เขาปลอมเป็นชาวบ้าน ปะปนไปกับผู้คนในย่านตลาดการค้า พอเหลือบไปเห็นรถม้านำขบวนที่มาจากราชสำนัก ซึ่งกลายเป็นจุดสนใจของผู้คน ต่างไปยืนออดูกันว่าเป็นเจ้าขุนมูลนายท่านใดเสด็จมา หรือมีผู้นำทหารท่านใดออกมาตรวจตราความเรียบร้อยภายในบ้านเมือง ก็จะออกมาต้อนรับ พลเมืองไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัวใดๆ เพียงแต่โบกไม้โบกมือให้กำลังใจ และตะโกนแซ่ซ้อง ร้องตะโกนคำว่า ควีนแอนเดรียสจงเจริญ ราชินีที่เป็นขวัญใจของราษฏร ได้แต่เปิดหน้าต่างตู้รถม้า ออกมาเปรยยิ้ม โบกไม้โบกมือ เพื่อตอบรับ กระแสของราษฏรที่ตะโกนให้กำลังใจแก่เธอ ไปตามท้องถนน ท่ามกลางสายตาของประชาชนที่มายืนโบกไม้โบกมือให้กำลังใจ และตะโกนเรียกชื่อเธอ ดังไปทั่วท้องถนน 2 ข้างทาง ในย่านการค้า พารินอสเองเป็นหนึ่งในจำนวนราษฏรที่ยืนมองด้วยความสนเท่ เขาแปลกประหลาดใจเป็นอันมาก เพราะไม่คาดคิดว่าราชินีแอนเดรียสที่บรรดาราษฏรต่างโบกไม้โบกมือ ตะโกนเรียกชื่อเธอ พร้อมกับให้กำลังใจเธอ อวยพรด้วยคำว่า “ทรงพระเจริญ” ไปตลอดทาง จะเป็นคนเดียวกับ พระสนมแอนเดริส หรือว่าเขาตาฝาดไป 


แต่พระสิริโฉมอันงดงามเช่นนี้ เขาจำได้ถนัดตา และไม่มีทางลืมเลือนไปจากหัวใจของเขา ตลอด 21 ปีที่ผ่านมา มันเป็นใบหน้าเดียวกัน และไม่มีทางที่เขาจะจำผิดคนเป็นอันขาด เขาได้แต่คิดค้าน ต่อต้านภายในใจตนเองว่า เป็นไปได้เหรอ พระสนมแอนเดริส จะกลายมาเป็นพระมเหสี หรือราชินีของกษัตริย์แห่งแคว้นอารากอน เมื่อนึกใคร่ครวญอย่างตรึกตรองดู ก็ได้คำตอบในใจว่า เป็นไปได้สิ ในเมื่อสตรีผู้นี้ มีทั้งความงามทั้งภายนอก และภายในจิตใจ ในวัยเด็กเคยเข้าโบสถ์คริสต์ ติดตามแม่ชีในศาสนาคริสต์ ก่อนจะเปลี่ยนศาสนามาเป็นอิสลาม เนื่องจากผู้ปกครองแคว้นมัวร์บังคับให้ราษฏรต้องนับถืออิสลามตามผู้ปกครอง แต่ไม่ว่าเธอจะอยู่ในศาสนาใด แต่เธอก็คือคนดี คนที่มีศีลธรรม ชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ เธอเป็นคนมีน้ำใจไมตรีที่งดงาม สิ่งนี้อาจจะทำให้กษัตริย์แห่งแคว้นอารากอน นิยมชมชอบในตัวเธอก็เป็นได้ พารินอสเหม่อลอยคิดไปไกล จนตั้งสติได้ ก็พบว่ารถม้านำขบวนของควีนแอนเดรียส นั้นเสด็จเลยผ่านย่านการค้า กลับสู่รั้วพระราชวังแล้ว เขารีบติดตามไป เพื่อจะขอเข้าเฝ้าพระราชินีแอนเดรียสให้จงได้ เขารีบฮ่อม้าตามไป จนทันกับรถนำขบวน จากนั้นจึงแจ้งต่อนายทหารองครักษ์พิทักษ์ขบวนว่าต้องการขอเข้าเฝ้าองค์ราชินี เนื่องจากตนเองรู้จักพระองค์เป็นอย่างดี แต่ยังไม่ทันที่ทหารองครักษ์ผู้นำขบวนจะตอบปฏิเสธ และกีดกันไม่ให้เข้าเฝ้า พระราชินีแอนเดรียสทรงตรัสด้วยสุรเสียงอันดังว่า

“หยุดขบวน ! ชายผู้นี้คือเซอร์พารินอน เป็นพระญาติของพระองค์ ให้เขาสามารถติดตามขบวนไปได้”  นายทหารองครักษ์พิทักษ์ขบวนจึงยินยอมให้เซอร์พารินอส เดินทางไปกับขบวน เพื่อเข้าไปยังพระตำหนักส่วนพระองค์ได้ เพื่อจะได้พูดคุยกับพระราชินีแอนเดรียสได้เป็นการส่วนพระองค์ และเพื่อความปลอดภัยของพระราชินีด้วย

“ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อม ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้พบเจอฝ่าบาทอีกครั้ง ในขบวนรถม้าของราชสำนัก พะยะค่ะ”

“เหตุใด ท่านจึงเดินทางมายังแคว้นอารากอน ท่านตั้งใจมาหาข้าหรือเปล่า”

“กระหม่อม มิได้คาดคิดว่าจะได้พบเจอฝ่าบาทอีก ภายหลังจากที่เคยทรงเสด็จไปยังบ้านของกระหม่อมเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ที่กระหม่อมเดินทางมายังอารากอน ก็เพื่อจะมาหาข่าว เนื่องจากเจ้าชายวิลโลว์ทรงหายสาบสูญไป ภายหลังจากที่มาปฏิบัติภารกิจเป็นทูตตัวแทนของคิงร็อดสตาร์ท แห่งแคว้นคาทายา ที่ทราบเช่นนั้นก็เพราะว่า คุณชายอาริฟ แห่งจักรวรรดิมุสลิม เป็นสหายสนิทขององค์ชายวิลโลว์ ไปประสบพบเหตุ ร่องรอยการต่อสู้ และการเสียชีวิตของทหารผู้ติดตามองค์ชาย ม้าพาหนะที่เสียชีวิต พร้อมกับดาบขององค์ชายตกหล่นอยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นป่าช่วงรอยต่อชายแดนแคว้นมัวร์กับแคว้นคาทายา และคุณชายอาริฟ ได้มาแจ้งข่าวเรื่องนี้ที่แคว้นเกล พวกเราจึงได้แยกย้ายกันออกหาข่าว และสืบหาตัวองค์ชาย โดยกระหม่อมขออาสามาสืบข่าวที่แคว้นอารากอนเอง พะยะค่ะ”

“วิลโลว์มาถึงแคว้นอารากอนเมื่อ 2 วันก่อน และได้ออกเดินทางไปแล้ว ก่อนไป กษัตริย์กัสตูโซ่ ยังได้ทรงถวายดาบอาญาสิทธิ์ หรือดาบราชันย์ของพระองค์มอบถวายแก่วิลโลว์ติดตัวเอาไว้ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ปกป้องคุ้มครองเขา หากเกิดเหตุอันตรายไม่คาดฝัน ก็สามารถแสดงดาบนี้ เพื่อให้ศัตรูรู้ว่า วิลโลว์เป็นโอรสแห่งอารากอน”

“ฮะ....องค์ชายวิลโลว์ เป็นโอรสแห่งแคว้นอารากอนด้วยเหรอ กระหม่อมไม่อาจเข้าใจได้”

“ระหว่างที่ข้ากับวิลโลว์สนทนากันอยู่นั้น กษัตริย์กัสตูโซ่ทรงแอบได้ยินความลับที่เรา 2 แม่ลูกคุยกัน และทรงทราบความจริงจนหมดสิ้น แต่ก็ไม่ทรงถือโกรธ และยังตรัสแสดงความยินดี ที่ 2 แม่ลูกได้มาเจอกันอีกครั้งนึง อีกทั้งยังทรงโปรดและชื่นชอบในตัววิลโลว์เป็นอย่างมาก เนื่องจากข้ากับฝ่าบาท เราไม่สามารถมีพระทายาทร่วมกันได้ จึงทูลขอข้าว่า จะขอรับวิลโลว์ไว้เป็นพระโอรสอีกพระองค์หนึ่ง โดยทรงสถาปนาวิลโลว์เป็นพระโอรสแห่งอารากอน ก่อนที่วิลโลว์จะออกเดินทางไปยังคาสตีล”

“ฝ่าบาท นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งขององค์ชายวิลโลว์ แต่หากว่าการเดินทางมาเชื่อมสัมพันธไมตรีขององค์ชายยังแคว้นอารากอน เป็นไปอย่างราบรื่น บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ได้ตั้งเป้าเอาไว้แล้วนั้น กระหม่อมก็วางใจ และเราจะสามารถตัดเบาะแสในเรื่องนี้ไปได้เปลาะนึง ดังนี้แล้ว กระหม่อมจะขอทูลลา เพื่อรีบนำความไปแจ้งต่อพระราชินีเฟอร์รานี ที่แคว้นเกลให้ทรงทราบ”

“ทางนี้ ข้าจะทูลขอกษัตริย์กัสตูโซ่ รับสั่งส่งกองกำลังทหารออกลาดตระเวนหาข่าวด้วยอีกทางหนึ่ง เพื่อจะได้ช่วยกันออกติดตามหาตัววิลโลว์ให้เจอโดยเร็วที่สุด”

“ฝ่าบาท กระหม่อมจะรีบแจ้งข่าวกลับมาให้ทรงทราบความคืบหน้าต่อไป ขอจงทรงรักษาพระวรกาย และโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะรีบเร่งออกติดตามหาตัว และช่วยเหลือองค์ชายวิลโลว์ให้เจอให้จงได้ พะยะค่ะ”


ทางด้านนายพลเวอร์มองค์ ได้ปลอมตัวเองเป็นสัปเหร่อ เข้าไปรับศพ ในกองกำลังทหารม้า ภายในราชอาณาจักรคาทายา เพื่อสืบข่าว เกี่ยวกับองค์ชายวิลโลว์ เมื่อเขาเข้าไปถึงยังคอกม้า บรรดาเด็กเลี้ยงม้าที่เคยเป็นลูกน้องเก่า บริวารของนายพลเวอร์มองค์ ก็จำนายพลเวอร์มองค์ได้ ต่างแสดงความยินดี ที่ได้พบกับนายเก่าของตนเอง

“ท่านนายพลเวอร์มองค์ ท่านยังไม่ตายหรอกเหรอ ข้าดีใจมากที่ท่านยังมีชีวิตอยู่"

"ข้านึกว่าท่านถูกสั่งประหารชีวิตไปแล้วเสียอีก"

“ไอ้บ้านี่ แกแช่งฉัน อยากให้ฉันตายงั้นเหรอ ฉันยังไม่ตายเว้ย และจะไม่มีวันตายง่ายๆ ด้วย ถ้าแผ่นดินนี้ยังไม่สงบสุข”

“นี่นายท่าน คงไม่ได้มาเยี่ยมพวกเราโดยตรงใช่มั๊ย”

“ก็ใช่หน่ะสิ ข้ามาหาข่าวเว๊ย พวกเจ้ามีใครทราบมั๊ยว่า กษัตริย์ร็อดสตาร์ท หรือขุนนางในราชสำนักมีใครพูดคุยกันถึงองค์ชายวิลโลว์ว่าอย่างไรกันบ้าง ที่ทรงแต่งตั้งไปเป็นทูตกระชับสัมพันธไมตรีกับ 3 แคว้นหน่ะ”

“ข้าไง เมื่อวันก่อน ข้าได้ยินทหารองครักษ์พูดคุยกันว่า องค์ชายวิลโลว์ จะไม่มีวันได้กลับมา และจะต้องตายอยู่ที่นั่น อะไรทำนองนี้แหละ”

“ฮะ.....เจ้าได้ยินเช่นนี้จริงๆเหรอ ใครเป็นคนพูดเช่นนี้”

“ก็ท่านเซอร์แบดด็อกท์ หน.นายทหารราชองครักษ์ประจำตัวของฝ่าบาทนั่นแหละ”

“เจ้ารู้มั๊ย ว่าเขาอยู่ที่ไหน พาข้าไปหาเขาที”

“ฮะ....นายท่าน จะให้ข้าพาไปหาเขางั้นเหรอ”

“ก็ใช่หน่ะสิ บอกมาว่ามันอยู่ที่ไหน ที่เหลือข้าจัดการเอง จะไม่ให้พวกเจ้าต้องเดือดร้อนหรอก”  

“อยู่ที่ปราสาทฟามิดา ทางด้านข้างของพระตำหนักหน่ะ”

“ดี....งั้นข้ารู้แล้ว ขอบใจพวกเจ้ามาก ไว้หากงานสำเร็จ ข้าจะลืมพวกเจ้าเลย”


จากนั้นนายพลเวอร์มองค์ได้ลอบเข้าไปยังปราสาทฟามิดา และจับกุมตัวเซอร์แบดด็อกท์ นายทหารคนสนิทของพระเจ้าร็อดสตาร์ทไป โดยลักพาตัวกลับไปยังแคว้นเกล เพื่อรีดเอาความจริง สอบเค้น และบังคับให้บอกความจริงเรื่องแผนการร้ายของพระเจ้าร็อดสตาร์ทที่ส่งตัววิลโลว์ไปเป็นฑูตกระชับความสัมพันธ์กับ 3 แคว้น

“บอกมา ไม่งั้นข้าจะเฉือนอวัยวะเจ้าทิ้งทีละอย่าง โดยเริ่มจากนิ้วของเจ้าก่อน”

“การแต่งตั้งองค์ชายวิลโลว์ไปเป็นทูตกระชับความสัมพันธ์กับ 3 แคว้น เป็นแผนการร้ายใช่มั๊ย”

“ชๆๆๆ ใช่....ท่านอย่าทำร้ายข้าเลย ข้าไม่ได้รู้เห็นด้วย”

“แล้วใครเป็นคนคิดแผน หรือวางแผนการนี้ บอกมา ไม่เช่นนั้น ข้าจะเฉือนนิ้วแกทั้ง 2 นิ้ว พร้อมด้วยปลายจมูกของเจ้าด้วย”

“อย่าๆๆๆๆ.....ข้าบอกแล้ว เป็นแผนการของฝ่าบาท กับที่ปรึกษาพิเศษของพระองค์ ข้าไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย”

“แล้วเจ้ารู้แผนการนี้ได้อย่างไร”

“ข้าบังเอิญได้ยิน ระหว่างที่ทรงพูดคุยปรึกษาหารือกัน”

“ใครคือที่ปรึกษาพิเศษ บอกมา”

“ท่านดยุคแห่งปาดี”

“ฮะ....เป็นแซมเคิร์กจริงๆ ด้วย”

“แล้วเหตุใดต้องเป็น 3 แคว้นนี้ มันมีเลศนัย อะไรหรือไม่ บอกมา ไม่เช่นนั้น นอกจากนิ้วและปลายจมูกของเจ้าแล้ว ข้ายังจะตัดหูของเจ้าด้วย”

“ฮะ....พวกท่าน อย่าได้ทำร้ายข้าเลย ข้าบอกพวกท่านไปหมดแล้ว โปรดไว้ชีวิตข้าเถิด”

“ยังไม่หมด ข้าถามเจ้าว่า เหตุใดจึงต้องเป็น 3 แคว้นนี้ มันมีเลศนัยอะไรหรือเปล่า บอกมา”

“จริงๆ หลุมพรางอยู่ที่แคว้นคาสตีล เพียงแห่งเดียว แต่ทรงผนวกอีก 2 แคว้นไปด้วย ก็เพื่อให้องค์ชายวิลโลว์ได้ตายใจ เพราะจะทรงอ้างว่า เป็นการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีกับ 3 แคว้นใหญ่ ที่มีกองทัพที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร คู่ควรกับการสร้างสัมพันธไมตรี”

“ฮะ.....หลุมพรางคือที่คาสตีล หมายความว่าอย่างไร มีกับดักหลุมพรางอยู่ที่นั่นงั้นเหรอ บอกมาให้ละเอียดซิ ไม่เช่นนั้น ทั้งนิ้ว จมูก หู ของเจ้าจะต้องขาดทั้งหมด และรวมไปถึงเครื่องเพศความเป็นชายของเจ้าด้วย”

“คือๆๆๆๆ อย่าทำร้ายข้าเลยนายท่าน ข้าบอกหมดแล้ว ท่านก็รู้ว่าแคว้นคาสตีล เป็นที่อยู่ของพระญาติของพระเจ้าเซ็นจูรี่ กษัตริย์องค์ก่อน ซึ่งเป็นศัตรูและเคียดแค้นต่อเจ้าชายวิลโลว์ ที่เป็นต้นตอที่ทำให้กษัตริย์เซ็นจูรี่ต้องสิ้นพระชนม์ ดังนั้นการส่งองค์ชายวิลโลว์ไปยังคาสตีล ก็เพื่อที่จะส่งกวางสมันไปเข้ายังถ้ำเสือ พวกนั้นพร้อมที่จะสังหารองค์ชายวิลโลว์อยู่แล้ว”

“นี่แสดงว่า กษัตริย์ร็อดสตาร์ททรงคิดการไม่ซื่อ หวังจะแสร้งยืมดาบของคาสตีล เพื่อสังหารองค์ชายวิลโลว์งั้นเหรอ แต่ตามธรรมเนียมทางการทูต แคว้นที่มีศักดิ์ศรีเช่นคาสตีล จะไม่มีทางสังหารทูตจากต่างแคว้นอย่างเด็ดขาด แสดงว่า......นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร พูดมาให้หมดเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะเฉือนเจ้าเดี๋ยวนี้”

“ข้าไม่รู้นะ ข้าขอเดาว่า ฝ่าบาทหรือท่านที่ปรึกษา ได้มีการแอบติดต่อกับทางพระราชินีราเชล หรือพระเจ้าโจเซฟ แห่งแคว้นคาสตีล ให้ทรงทราบล่วงหน้าไว้ก่อน”

“พวกเขาสมคบคิดกัน เพื่อที่จะสังหารองค์ชายวิลโลว์ อย่างงั้นเหรอ”

“อันนี้ข้าไม่ทราบนะ ข้าเพียงแต่คาดคะเน ไปตามเหตุการณ์ เพราะเรื่องนี้ ฝ่าบาทไม่เคยเปรยหรือแพร่งพรายให้ผู้ใดรับทราบเลย แม้แต่ตัวข้าเอง ข้าบอกความจริงท่านจนหมดแล้ว โปรดปล่อยตัวข้าไปเถิด นายท่านทั้งหลาย”

“ฝ่าบาท เราจะจัดการกับชายผู้นี้อย่างไรดี พะยะค่ะ”

“คุมขังมันไว้ในเรือนจำก่อน หากเราไม่สามารถช่วยเหลือวิลโลว์กลับมาได้ มันจะต้องถูกประหารชีวิต และถูกตัดศีรษะส่งกลับไปยังแคว้นคาทายา” 


จากนั้นพระราชินีเฟอร์รานี ทรงสั่งระดมไพร่พล กองกำลังทหารเพื่อบุกไปช่วยเหลือเจ้าชายวิลโลว์ โดยนายพลเวอร์มองค์กับเซอร์พารินอส จะเป็นผู้นำทัพไป และรอการประสานงาน ติดต่อกับคุณชายอาริฟ ที่มุ่งหน้าเดินทางล่วงหน้าไปยังแคว้นคาสตีลก่อนแล้ว