วันพฤหัสบดีที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ผู้สืบชะตาแผ่นดิน : มงกุฏเลือด ตอนที่ 7

                                                                  7.

                                                   สร้อยคอของมารดา



ณ ตำหนักโอโตโน่วินเซ้นต์ ราชสำนัก แคว้นเกล ท่านลอร์ดเปเรซ เดินทางมาเพื่อเข้าเฝ้าเจ้าชายโมฮอลล์ และได้นำสาส์นจากพระเจ้าเซ็นจูรี่ มาทูลถวาย ทหารมหาดเล็กราชสำนักรับมอบสาส์นแล้วส่งต่อผ่านมือของเจอราริโน่ นายทหารราชองครักษ์ ยื่นถวายถึงพระหัตถุ์เจ้าชายโมฮอลล์ เมื่อทรงคลี่พระราชสาส์นเปิดอ่านดู ก็ทรงมีสีพระพักตร์ตระหนกตกใจ และเป็นกังวลยิ่ง

“องค์ชาย ตอนนี้เราจับกุมตัวมิสซิสเซอร์ราริโน่ แอนทีน่า ไว้เป็นตัวประกัน ตอนนี้ถูกคุมขังอยู่ในสถานราชทัณฑ์”

“ท่านมาแจ้งข่าวบอกข้าทำไม”

“องค์ชาย ทรงไม่รู้จริงๆ หรือ แสร้งเป็นไม่รู้กันแน่ ว่ามิสซิสแอนทีน่า เป็นใคร? .....หากไม่ทรงทราบ กระหม่อมก็จะกราบทูลให้ ว่า มิสซิสแอนทีน่า ผู้นี้ก็คือ พระชนนีของพระโอรสจัสติโน่ หรือพระมารดาของพระมเหสีแอริน่า ในพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2 ยังไง พะยะค่ะ”

“ฮะ....แล้วท่านไปจับกุม ท่านมาทำไม ท่านทำผิดอะไรงั้นเหรอ”

“องค์ชาย อย่าทรงไขสือ แสร้งทำเป็นไม่รู้ ก่อนหน้านี้ทรงส่งคนไปช่วยเหลือพระมเหสีแอริน่า กับพระโอรสจัสติโน่ ให้หลบหนีออกจากแคว้นคาทายา จนบัดนี้ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด หายสาบสูญไปจากราชสำนัก ต่อมายังส่งคนไปแอบช่วยเหลือนักโทษการเมือง อาทิ ท่านเซอร์ริชาร์ด มิสซิสเชลเชล และนายพลเวอร์มองค์ อีกด้วย องค์เหนือหัวเซ็นจูรี่ ยังไม่ได้สำเร็จโทษองค์ชายเลย”

“แล้วเจ้าต้องการสิ่งใดอีก คราวที่แล้ว เจ้าพี่ทรงตั้งค่าไถ่ตัวนายทหารองครักษ์ของข้าไว้สูงลิบลิ่ว คราวนี้ ข้าไม่ได้มีทรัพย์สินมากพอที่จะถวายเป็นค่าไถ่ตัวได้อีกแล้ว”

“องค์ชาย คราวนี้ องค์เหนือหัวเซ็นจูรี่ ไม่ได้ต้องการทรัพย์สินเพื่อไถ่ตัว แต่ต้องการให้องค์ชายนำตัวพระมเหสีแอริน่า และพระโอรสจัสติโน่ มาส่งมอบ แลกกับการปล่อยตัวพระชนนีแอนทีน่า ให้เป็นอิสระ”

“แล้วข้าจะไปหาตัวพระมเหสีและพระโอรส มาส่งมอบให้แก่ท่านได้อย่างไร ในเมื่อข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนกัน”

“องค์ชาย อย่าทรงเสแสร้ง ทรงรู้อยู่แก่พระทัยว่า พระมเหสีแอริน่าและพระโอรสจัสติโน่ ทรงอยู่ที่ไหน หากยังไม่อาจส่งมอบตัวพระมเหสีและพระโอรส ตามกำหนดภายในเวลา 3 วัน เราจะไม่รับรองความปลอดภัยพระชนนีแอนทีน่า ว่าจะทรงมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่”

“นี่ท่านกำลังบังคับขู่เข็ญ ข้างั้นหรือ”

“องค์ชาย แล้วแต่จะทรงมีพระวินิจฉัย กระหม่อมเพียงแต่นำสาส์นจากองค์เหนือหัวเซ็นจูรี่ มาถวายแก่องค์ชายก็เพียงเท่านั้น แต่จะทรงตัดสินพระทัยอย่างไร ก็สุดแท้แต่องค์ชายเถิด กระหม่อมขอทูลลา”

“บังอาจมาก”  เจ้าชายโมฮอลล์ทรงกริ้วมาก เขวี้ยงพระราชสาส์นลงกับพื้น อย่างไม่เกรงพระทัยใดๆ ต่อหน้าลอร์ดเปเรซ  จากนั้นลอร์ดเปเรซ ก็เดินทางกลับทันที


ณ บ้านของคุณลุงพารินอส ในหมู่บ้านชานเมือง แถบชนบทของแคว้นเกล วันนี้เป็นเช้าวันสดใส แสงแดดสาดส่องไปทั่วท้องทุ่ง และไร่บาร์เลย์  ผู้หญิงวัยกลางคน สวมใส่เสื้อผ้าด้วยชุดเดรส สีน้ำเงินเข้ม แต่งกายคล้ายเศรษฐีมีอันจะกิน ใบหน้างดงาม บุคลิกงามสง่า เยื้องกรายเข้ามายังบริเวณไร่ของคุณลุงพารินอส เยี่ยงคนที่คุ้นเคยกับสถานที่ เธอเดินเยื้องกรายเข้าไปทีละนิด อย่างเงียบๆ  พลันที่เดินเข้าไปถึงลานหลังบ้าน เธอก็ประสบพบหน้าอย่างจังกับคุณลุงพารินอส จนเอ่ยคำทักทายขึ้น ในขณะที่คุณลุงพารินอสตกตะลึงเล็กน้อย เพราะในใจไม่คาดคิดว่า จะได้พบเจอเธอในวันนี้

“พระชายา”

“พารินอส”

“ฉันกลับมาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับนาย”

“พระชายา แต่ว่า...ตอนนี้วิลโลว์เพิ่งกลับไป เมื่อสักครู่นี้เอง”

“ฮะ...เขาเพิ่งมาที่นี่งั้นเหรอ”

“คือวิลโลว์ ตอนนี้เป็นนายทหารราชองครักษ์อยู่แคว้นเกล เขานำบุคคลสำคัญในแคว้นคาทายา มาฝากให้กระหม่อมดูแล เกรงว่าจะมีอันตราย ช่วงนี้ เขาจึงเทียวไปเทียวมา บ่อยครั้ง”

“แล้วเขาจะกลับมาอีกมั๊ย”

“วันก่อน กระหม่อมเพิ่งจะพูดคุยกับเขาว่า มารดาของเขาจะกลับมาพบเขา เมื่อถึงเวลาที่ เขาอายุครบ 25 ปี แล้วเขาก็รั้งรออยู่ 3-4 วัน ก่อนที่จะเดินทางกลับไปเมื่อสักครู่นี้เอง”

“เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับฉันใช่มั๊ย พารินอส”

“กระหม่อมยังไม่ได้บอกอะไร เกี่ยวกับพระชายาให้เขารู้ พะยะค่ะ”

“เลิกเรียกฉันเป็นพระชายาจะได้มั๊ย เรียกชื่อก็พอ ฉันยังไม่อยากให้เขารู้เรื่องราวของฉันในตอนนี้”

“แต่ว่า...สักวันหนึ่ง เขาควรจะต้องรู้ ไม่ใช่เหรอ แล้วตอนนี้ดูเหมือนว่า วิลโลว์จะเริ่มสนใจประวัติความเป็นมาของตัวเขา เขาพยายามคาดคั้นให้กระหม่อมบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เขาทราบ ว่าเหตุใดพระชายา เอิ่ม...ขออภัย ว่าเหตุใด ท่านถึงทิ้งเขาไป แล้วเหตุใด ฝ่าบาทจึง......”

“พอแล้ว พารินอส มันใกล้ถึงเวลานั้นแล้ว เพียงแต่ว่า เมื่อถึงเวลานั้น ฉันจะเป็นคนบอกเล่าให้เขารู้เอง”

“คุณลุงครับ ผมลืมเอาจดหมายของพระมเหสีกลับไป.....”   วิลโลว์ เมื่อออกเดินทางจากบ้านคุณลุงพารินอสไปได้สักพัก ก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า พระมเหสีแอริน่าตั้งใจจะเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ฝากไปให้เจ้าชายโมฮอลล์ ให้ช่วยดูแลน้องๆ ของเขาที่อยู่ที่โบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองด้วย จึงวกกลับมาเพื่อจะรับจดหมายจากพระมเหสีแอริน่า เขาจึงกลับมาหาคุณลุงพารินอสอีกครั้ง แต่ไม่คาดคิด เขาก้าวเท้าเข้ามายังบ้านคุณลุงพารินอส กลับพบเห็นสตรีแปลกหน้านางหนึ่ง กำลังสนทนาอยู่กับคุณลุงพารินอสอยู่ เขาจึงยืนมองด้วยความแปลกใจ

“เอ้า....วิลโลว์ เจ้ายังไม่กลับไปหรอกเหรอ”

“คือผมลืมเอาจดหมายของพระมเหสีแอริน่ากลับไปถวายองค์ชายโมฮอลล์ จึงแวะกลับมา แล้วสตรีผู้นี้คือใครครับ?

“เอิ่ม......วิลโลว์ มานี่สิ ก้มลงกราบสตรีผู้นี้เสียสิ เขาคือมารดาของเจ้ายังไงหล่ะ ที่เจ้าบอกว่า อยากจะเจอเขาไง เขากลับมาแล้ว ตามคำสัญญาที่ให้ไว้ เจ้าช่างโชคดีจริงๆ ที่แวะกลับมาเจอกันพอดี”

“วิลโลว์ เหรอนี่ เจ้าโตเป็นหนุ่มใหญ่ จนแม่จำเจ้าไม่ได้แล้ว”  วิลโลว์เดินเข้าไปใกล้ๆ สตรีผู้ที่คุณลุงแนะนำว่าเป็นมารดาของเขา เขาเคยพบมารดาของเขา ครั้งสุดท้ายก็เมื่อตอนที่ตนเองอายุได้เพียง 8 ขวบ ภาพความทรงจำจางๆ ในตอนนั้น ที่เขายังจำได้ก็คือ สตรีที่แต่งกายด้วยชุดมอซอ ใบหน้าอาบน้ำตา ร่างกายซูบผอมกว่านี้ แต่บัดนี้ สตรีที่อยู่ตรงเบื้องหน้าของเขา แทบไม่มีเค้าลางที่เหมือนกับมารดาของเขาเมื่อตอนนั้นเลย ใบหน้าอิ่มเอิบ มีน้ำมีนวล แต่งกายด้วยชุดเดรสสีน้ำเงิน ดูสง่า มีราศีของสตรีผู้มีอันจะกิน ดูเหมือนสตรีสูงศักดิ์ เขาแทบไม่อยากเชื่อว่าจะใช่มารดาของเขาหรือไม่

“วิลโลว์ เจ้าพูดคุยกับมารดาของเจ้าไปนะ ข้าขอตัวไปเอาจดหมายจากพระมเหสีแอริน่าก่อน”

“ท่านคือมารดาของข้าจริงๆ เหรอ”

“วิลโลว์ จำแม่ไม่ได้เลยเหรอ แม่คงเปลี่ยนไปมากจริงๆ”  สตรีที่ถูกเรียกว่ามารดา โผเข้าสวมกอดวิลโลว์ ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเสียใจ ร่ำไห้ออกมา  วิลโลว์สัมผัสได้ถึงไออุ่น และรอยสวมกอดที่แนบแน่น ซึ่งเป็นความรู้สึกคล้ายเมื่อตอนที่เขาได้รับเมื่อยังเยาว์วัย เขาเพ่งพิศไปที่ใบหน้าของสตรีผู้นี้ที่มีแววตาของความเศร้าหมอง ดูคล้ายใบหน้าของมารดาของเขาจริงๆ ความรู้สึกเหมือนเมื่อตอนที่เขาต้องจากมารดาไป เมื่อตอนอายุได้ 8 ขวบ และไม่ได้เจอหน้ามารดาของตนอีกเลย ความรู้สึกนั้นหวนกลับมา เหมือนห้วงความรู้สึกในตอนนั้น ช่วงรอยต่อที่กลับมา กำลังดำเนินต่อเหตุการณ์ในตอนนั้น

“ท่านแม่ ข้าจำท่านได้แล้ว”  วิลโลว์ก้มลงกราบ โดยเอาศีรษะของตนก้มลงแทบเท้า จูบแทบเท้าของมารดาตนเอง   “ลุกขึ้นเถิด ลูกแม่”  สตรีที่ถูกเรียกว่ามารดา ก้มลงประคองให้ร่างกายของวิลโลว์ได้ลุกขึ้นยืน จากนั้นสวมกอดกันอีกครั้ง น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มปิติของวิลโลว์ก็หลั่งรินออกมา มันทั้งดีใจและน้อยใจที่มารดาของตนกลับมาปรากฏกายให้เขาพบเห็นอีกครั้ง

“ท่านแม่ ท่านสบายดีหรือเปล่า ท่านหายไปอยู่ไหนมา เหตุใด.....”

“วิลโลว์ แม่รู้ว่าจิตใจของเจ้าบอบช้ำเพียงใด แม่ก็รู้สึกเช่นนั้นตลอดมาเช่นกัน แม่รู้ว่าเจ้าเองก็คิดถึงแม่ เฝ้ารอว่า เมื่อไรแม่จะกลับมา และก็อยากรู้ว่าเพราะเหตุใด เราแม่ลูก ถึงต้องจากกันไปไกล ไม่ได้พบเจอหน้ากันอีกเลย จวบจนวันนี้”

“ท่านแม่ ตกลงแล้ว มันเกิดอะไรขึ้น ในครอบครัวของเรา แล้วท่านพ่อไปไหน”

“เรื่องพ่อกับแม่ เราไม่ได้เจอกันอีกเลย นับแต่ลูกถือกำเนิด เขาเคยกลับมาเยี่ยมแม่อีกครั้งเดียว เมื่อตอนลูกมีอายุได้ 3 ขวบเอง จากนั้นเขาก็ไม่สามารถกลับมาพบเจอแม่ได้อีก คุณลุงพารินอส คือลูกน้องของพ่อลูก เขาส่งคุณลุงพารินอสให้มาดูแลลูก ส่วนแม่ในตอนนั้นยังมีสถานะเป็นนักบวช แม่ไม่อาจเผยสถานะให้ใครรู้ว่า แม่มีลูกได้ เป็นการผิดกฎศาสนาอย่างร้ายแรง แม่ต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ กับลูก จนเมื่อวันหนึ่ง แม่ต้องถูกจับเป็นเชลย ไปอยู่ที่แคว้นอื่น และเปลี่ยนสถานะเป็นสตรีที่ไม่ใช่นักบวช และจำต้องแต่งงานไปมีครอบครัวใหม่ ตามสนธิสัญญา ข้อแลกเปลี่ยนทางการเมือง ระหว่างชนชาติของเรากับแคว้นผู้ปกครอง แต่แม่ก็พยายามติดต่อกับพารินอส ให้เขาช่วยดูแลลูกให้รอดปลอดภัย แม่พยายามส่งเงินมาให้เขา และให้สัญญากับพารินอสว่า สักวันหนึ่ง เมื่อลูกอายุครบ 25 ปีแล้ว แม่จะหวนกลับมาเยี่ยมเยียนลูกอีกครั้ง และวันนั้นก็มาถึงจริงๆ”

“ท่านแม่ ที่แท้ ท่านต้องตกระกำลำบาก ต้องรอนแรมไปต่างถิ่น ท่านไม่ได้ตั้งใจที่จะทิ้งลูกไป ลูกเสียใจที่เข้าใจท่านแม่ผิดไป”

“วิลโลว์ ลูกเองก็ต้องตกระกำลำบากมากเช่นกัน ต้องไปเป็นทหารอยู่ที่แคว้นเกล ที่ไม่ใช่แผ่นดินบ้านเกิดของลูกเลย”

“ท่านแม่ มีโอกาสมั๊ยที่เราจะได้อยู่ร่วมกัน คือลูกหมายถึง ท่านกลับมาอยู่แคว้นมัวร์ หรือจะให้ลูกอพยพไปอยู่กับท่าน.....”

“วิลโลว์ แม่ก็อยากทำเช่นนั้น แต่ว่าแม่ยังไม่สามารถกลับมาอยู่ที่แคว้นมัวร์ได้ และลูกเองก็มีภารกิจ ความรับผิดชอบอยู่ที่แคว้นเกล เราต่างมีภาระหน้าที่ ที่จะต้องรับผิดชอบแตกต่างกัน ตอนนี้สถานะของแม่กับลูกเราไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว”

“ท่านแม่ แล้วลูกจะมีโอกาสได้พบเจอท่านอีกมั๊ย”

“มีสิ แม่จะติดต่อมาที่พารินอสเรื่อยๆ หากว่ามีโอกาส แม่จะกลับมาหาลูกอีก หรือบางที เมื่อถึงเวลานั้น ลูกอาจจะเป็นฝ่ายไปหาแม่เองก็เป็นไปได้”

“เอ้า....วิลโลว์ นี่เป็นจดหมายของพระมเหสีแอริน่า ฝากไปถวายต่อเจ้าชายโมฮอลล์ด้วย” คุณลุงพารินอสไปนำจดหมายที่เขียนด้วยลายพระหัตถุ์ของพระมเหสีแอริน่า มายื่นส่งให้วิลโลว์ นำกลับไปถวาย

“ท่านแม่ ลูกต้องไปแล้ว ลูกคงคิดถึงท่านแม่ทุกวัน จนกว่าจะได้พบเจอท่านอีก” วิลโลว์โผเข้าไปกอดมารดาอีกครั้ง และก้มลงจูบแทบเท้ามารดา เพื่อเป็นการแสดงความเคารพอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะอำลาจากกัน

“เอิ่ม....วิลโลว์ แม่จะมอบสิ่งนี้ให้เจ้านำติดตัวไว้ เป็นสิ่งระลึกแทนใจของแม่ เจ้าเก็บมันเอาไว้ให้ดี มันจะนำความโชคดีมาสู่เจ้าทุกเมื่อ”   มารดาของวิลโลว์คล้องสร้อยคอที่มีเหรียญที่ระลึกลงบนคอของวิลโลว์ เป็นสิ่งของมีค่าและเป็นที่ระลึกแทนใจ ให้กับวิลโลว์นำติดตัวไป วิลโลว์หยิบมันขึ้นมาดูชั่วครู่ ก่อนจะห้อม้า เดินทางออกจากแคว้นมัวร์ เพื่อกลับไปยังแคว้นเกล นำจดหมายของพระมเหสีแอริน่ากลับไปถวายเจ้าชายโมฮอลล์


ณ พระตำหนักโอโตโน่วินเซ้นส์ แคว้นเกล วิลโลว์นำจดหมายของพระมเหสีแอริน่าออกเปิดดู จากนั้นจึงแจ้งข่าวร้ายให้กับวิลโลว์ได้รับทราบ  “ตอนนี้ เจ้าพี่เซ็นจูรี่ ทรงจับกุมตัวพระชนนี มิสซิสแอนทีน่า เอาไว้เป็นตัวประกัน และยื่นข้อเสนอให้ข้า ปล่อยตัวพระมเหสีแอริน่ากับเจ้าชายจัสติโน่กลับไปยังแคว้นคาทายา เพื่อแลกกับชีวิตและอิสรภาพ ของพระชนนี มิสซิสแอนทีน่า เรื่องนี้ข้าควรทำอย่างไรดี”

“ฝ่าบาท ไม่ได้นะพะยะค่ะ ถ้าทำเช่นนั้น พระมเหสีและพระโอรส จะตกอยู่ในอันตราย อาจจะถูกประหารเอาชีวิตก็เป็นได้”

“แต่หากว่าไม่ส่งมอบตัวพระมเหสีและโอรส ให้แก่มัน พระชนนีก็จะถูกสังหารเช่นกัน มันให้เวลาเพียงแค่ 3 วัน จะต้องส่งมอบตัวพระมเหสีและพระโอรสให้แก่พวกมัน”

“เรื่องนี้ละเอียดอ่อนมาก กระหม่อมขอประทานอนุญาต นำความไปกราบทูลให้พระมเหสีแอริน่าทรงรับทราบจะได้มั๊ย พะยะค่ะ”

“ก็ดีเหมือนกัน ให้พระมเหสีแอริน่า เป็นผู้ตัดสินพระทัยเองจะดีกว่า ว่าจะทรงมีพระวินิจฉัยอย่างไรในเรื่องนี้ แต่หากทรงมีพระวินิจฉัยเป็นเช่นไร เจ้าจงนำความมาแจ้งให้ข้าทราบอีกครั้ง”

“รับพระบัญชา กระหม่อมขอทูลลา พะยะค่ะ”

“เดี๋ยวก่อน วิลโลว์ หมู่นี้ เจ้ามีกิจธุระมากมาย ไม่มีโอกาสถวายงานรับใช้ข้าเลย เดี๋ยวเจ้าไปที่ห้องพระบรรทมของข้าด้วย ข้าจะให้เจ้านวดตัวให้กับข้าเสียหน่อย ข้าปวดเมื่อยไปทั้งตัวในช่วงนี้ มีแต่เรื่องเครียดๆ”

“ฝ่าบาท เหตุใดไม่ให้เจอราริโน่ เป็นผู้ถวายงานปรนนิบัติเหรอ พะยะค่ะ”

“ช่วงนี้ข้ายังไม่อยากพบเจอหน้าของเจอราริโน่ ข้าจึงอยากให้เจ้ามาทำหน้าที่นี้แทน หรือว่าเจ้ามีกิจธุระใดต้องไปปฏิบัติงั้นเหรอ”

“อ๋อ....หามิได้  กระหม่อมยินดีถวายการปรนนิบัติฝ่าบาท พะยะค่ะ”

“งั้นเจ้าตามข้าไปเดี๋ยวนี้เลย”

ปกติงานนวดพระวรกายประจำพระองค์ เป็นงานในหน้าที่ของเจอราริโน่ อดีตนายสนองโอษฐ์ ซึ่งปฏิบัติงานจนเป็นที่พอพระทัย ไว้วางพระราชหฤทัย จนได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์ และถวายงานปรนนิบัตินับแต่นั้นมาเป็นเวลาหลายปี แต่ต่อมาเมื่อเจ้าชายโมฮอลล์ทรงได้พบเจ้าชายอาริฟ และเกิดถูกอัธยาศัย และพอพระทัย ลุ่มหลงในเสน่ห์ความเป็นชายในตัวเจ้าชายอาริฟ บวกกับต้องการอาริฟไว้รับใช้ถวายการปรนนิบัติอยู่ข้างพระวรกาย จึงได้แต่งตั้งอาริฟเป็นนายสนองโอษฐ์คนใหม่ และต่อมาก็ทรงแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์เฉกเช่นเดียวกับเจอราริโน่ เจอราริโน่เมื่อกลับจากงานภารกิจที่ได้รับมอบหมาย พบว่าบัดนี้ เจ้าชายโมฮอลล์ทรงมีนายสนองโอษฐ์คนใหม่และเป็นที่พอพระทัยมากกว่าตนเอง ก็เกิดความไม่พอใจ และตัดพ้อต่อว่าเจ้าชาย จนทำให้เจ้าชายโมฮอลล์เองก็ทรงกริ้ว และเริ่มกระด้างกระเดื่องต่อเจอราริโน่ แม้นว่าอาริฟจะกระทำความผิด คิดหลบหนี จนถูกสั่งลงทัณฑ์ จับตัวไปคุมขังเอาไว้ แต่ก็ไม่โปรดที่จะให้โอกาสเจอราริโน่ กลับมาถวายงานรับใช้ปรนนิบัติอีก ยังทรงกริ้ว ไม่พอพระทัยต่อเจอราริโน่อยู่ และไม่เหลือใครที่จะให้ปรนนิบัติในช่วงนี้ จึงทรงเรียกใช้งานวิลโลว์แทน


ก่อนที่จะประทับนวดพระวรกาย วิลโลว์จะแสดงการต่อสู้ แบบมวยปล้ำ ต่อนายทหารราชองครักษ์ 2-3 นาย เพื่อเป็นการแสดงต่อหน้าพระพักตร์ และเพื่อเป็นการวอร์มอัพร่างกาย จากนั้นผู้นวด หรือนายสนองโอษฐ์จะต้องถอดเสื้อ หรือเครื่องประดับติดตัวตามร่างกายออกจนหมด เหลือเพียงกางเกงเตี่ยว (คล้ายกางเกงใน) ติดตัว ร่างกายของนายสนองโอษฐ์จะชุ่มไปด้วยเหงื่อไคล ไหลอาบตั้งแต่ใบหน้าจนถึงลำตัว แขน ไหล่ ขา ซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มเสน่ห์ความเป็นชายของนายสนองโอษฐ์ ซึ่งในเวลานี้วิลโลว์ก็อยู่ในสภาพเช่นนั้น ส่วนเจ้าชายโมฮอลล์ ก็จะทรงถอดฉลองพระองค์ทุกชิ้น เครื่องประดับตกแต่งพระวรกายออกหมดเช่นกัน เหลือเพียงกางเกงเตี่ยวที่ปกปิดพระวรกายส่วนที่ลับไว้ จากนั้นนายสนองโอษฐ์จึงจะทำการนวดพระวรกายไปตามหลักการนวด เริ่มจากทาน้ำมันบนพระวรกายก่อน การนวดพระวรกายด้วยน้ำมัน ผุ้นวดจะต้องมีพละกำลังที่แข็งแรง เนื่องจากต้องใช้พละกำลัง ในการบีบนวด บีบเค้นกล้ามเนื้อ ผู้ที่มาทำหน้าที่นี้จึงต้องเป็นผู้ที่ถูกฝึกฝนร่างกายมาเป็นอย่างดี เพราะต้องใช้เวลานวดเป็นเวลาหลายชั่วโมง การวอร์มร่างกายให้เหงื่อออก เพื่อช่วยให้มีความกระปรี้กระเปร่า และให้กล้ามเนื้ออยู่ตัว ส่วนกลิ่นเหงื่อ กลิ่นสาปตามร่างกายของผู้นวด กลายเป็นสิ่งที่พอพระทัยของเจ้าชาย ซึ่งหากผู้นวดไม่มีในสิ่งนี้ ก็จะไม่เป็นที่พอพระทัย และบางครั้งหากผู้นวดแสดงออกถึงความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อและเสน่ห์ความเป็นชายออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่กลับไปเพิ่มสิ่งเร้าและแรงกำหนัดให้กับเจ้าชายขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นายสนองโอษฐ์ผู้นั้นก็จะต้องติดบ่วงกามกรีธา จำต้องเสพสังวาสกับเจ้าชายไปจนกว่าจะทรงพอพระทัย นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้ทรงมีรสนิยมทางเพศที่เปลี่ยนแปลงไป ทรงมีกามตัณหากับนายสนองโอษฐ์ของพระองค์ทุกคนมา ไล่เรียงมาแล้วนับ 4-5 นาย แล้ว แต่กับวิลโลว์นั้นแตกต่างออกไป เนื่องจากเจ้าชายโมฮอลล์สนิทกับวิลโลว์มาตั้งแต่เด็ก มักเล่นกันเสมือนเพื่อนหรือพี่เลี้ยง มาตั้งแต่ 8-9 พระชันษา จนทำให้เจ้าชายโมฮอลล์มองวิลโลว์เป็นเหมือนพี่ชาย หรือลูกพี่ลูกน้อง ไม่ได้มีจิตเสน่หาในแบบนายสนองโอษฐ์คนอื่นๆ  และทรงสังเกตว่าวิลโลว์ถอดสร้อยคอออกจากร่างกายแล้ววางอยู่บนโต๊ะหิน จึงไถ่ถามขอดูสร้อยคอเส้นนั้น

“ข้าเพิ่งสังเกตเห็นว่า เจ้ามีสร้อยคอด้วย มันสวยงามสะดุดตาข้ายิ่งนัก ข้าขอชมดูจะได้มั้ย วิลโลว์”

“เอิ่ม....ได้ พะยะค่ะ”   วิลโลว์รีบเดินไปหยิบสร้อยคอชิ้นนั้น นำมาถวายให้ทรงทอดพระเนตรและสัมผัสดู

“เมื่อก่อน ข้าไม่เคยเห็นว่าเจ้ามีสร้อยคอชิ้นนี้อยู่ในตัวเจ้าเลย แล้วเจ้าไปได้มาเมื่อไหร่ ได้มาอย่างไร”

“เอ่อ....คุณลุงของกระหม่อม เป็นคนมอบให้ พะยะค่ะ”

“ของมีค่าขนาดนี้ คุณลุงเจ้าเป็นคนมอบให้เจ้างั้นเหรอ เนื่องในโอกาสอะไร”

“เอิ่ม....ไม่ได้มีวาระพิเศษอะไรหรอก พะยะค่ะ....คุณลุงของกระหม่อม เห็นว่า ช่วงนี้ กระหม่อมต้องปฏิบัติภารกิจอันตรายหลายอย่าง ที่มีความเสี่ยงต่อชีวิต จึงได้มอบสร้อยคอชิ้นนี้ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของตระกูลไว้ให้กระหม่อมสวมใส่ เพื่อไว้เป็นเครื่องราง ปกป้อง ป้องกันภัย ให้แคล้วคลาดปลอดภัย และโชคดี พะยะค่ะ”

“หากมันมีค่าขนาดนั้น เหตุใดเจ้าไม่เก็บซ่อนมันไว้ ดีกว่าที่จะสวมใส่ติดตัวไปทำภารกิจต่างๆ เกิดมันร่วงหล่น เสียหายจากการต่อสู้ เจ้าจะไม่รู้สึกเสียดายเหรอ”

“ฝ่าบาท....ตอนแรก กระหม่อมก็คิดจะนำมันไปเก็บไว้ยังห้องที่พัก แต่ฝ่าบาท เรียกใช้กระหม่อมมาปรนนิบัติ จึงยังไม่ได้นำมันไปเก็บในที่พัก พะยะค่ะ”

“หากเจ้าไม่หวงเจ้าสร้อยคอเส้นนี้ ข้าอยากจะขอยืมสร้อยคอของเจ้าซักระยะหนึ่ง ไว้พิจารณามันซักหน่อย แล้วจะคืนให้เจ้าในภายหลัง ข้ารับประกันว่าจะไม่ทำให้มันเสียหาย และจะรักษามันไว้อย่างดี เจ้าให้ข้ายืมได้มั๊ย”

“อ๋อ....หากเป็นความพอพระทัย กระหม่อมไม่ขัดข้องใดๆ พะยะค่ะ หรือหากทรงโปรดสร้อยคอเส้นนี้ กระหม่อมยินดีจะถวายให้เป็นของขวัญแก่ฝ่าบาท เป็นทรัพย์ส่วนพระองค์ พะยะค่ะ”

“ไม่ได้หรอก.....วิลโลว์ อย่าได้แสดงความปรารถนาดีต่อข้ามากจนเกินเลยไป ข้าเพียงแต่จะขอยืมสร้อยคอชิ้นนี้ไปพิเคราะห์อะไรบางอย่างเท่านั้น ไม่ได้ต้องการของมีค่าของเจ้าไว้ในครอบครอง และยิ่งมันเป็นมรดกตกทอดประจำตระกูลของเจ้า ข้าก็มิบังอาจ ใช้กุศโลบายแสดงความชมชอบ เพื่อที่จะเอาทรัพย์ของเจ้ามาเป็นทรัพย์ของข้าได้ เอาเป็นว่า ข้าเพียงแต่จะขอยืมไปชั่วคราว แล้วจะรีบนำมาคืนให้ ถ้าเสร็จกิจธุระแล้ว”


วันรุ่งขึ้น วิลโลว์เดินทางกลับไปยังบ้านของคุณลุงพารินอส เพื่อที่จะมาแจ้งข่าวร้ายต่อพระมเหสีแอริน่าและเจ้าชายจัสติโน่ ถึงเหตุการณ์ที่พระเจ้าเซ็นจูรี่ ได้ส่งกองกำลังทหารไปจับกุมพระชนนี มิสซิสแอนทีน่า มาเป็นตัวประกัน เพื่อจุดมุ่งหมาย ที่จะให้พระมเหสีแอริน่าและเจ้าชายจัสติโน่ ยอมเดินทางกลับไปยังราชสำนักแคว้นคาทายา เพื่อแลกกับอิสรภาพและชีวิตของพระชนนี มิสซิสแอนทีน่า เมื่อรับทราบข่าวร้ายนี้แล้ว พระมเหสีแอริน่า ทรงครุ่นคิดอยู่หลายชั่วยาม ก่อนที่จะบอกต่อวิลโลว์ว่า จะทรงยอมเสียสละตนเองเพื่อไม่ให้ใครต้องเดือดร้อนอีก ด้วยการเสด็จกลับไปยังแคว้นคาทายาด้วยพระองค์เอง เพื่อมิให้พระมารดาของพระองค์ต้องสุ่มเสี่ยงต่อการถูกประหารเสียชีวิต เฉกเช่นพระบิดาของพระองค์อีก

“พระมเหสี ทรงคิดใคร่ครวญรอบคอบแล้วเหรอ เพค่ะ หากทรงเสด็จกลับไป ก็จะต้องถูกจองจำในราชสำนัก ไม่ได้มีโอกาสออกมาได้อีก และก็ไม่แน่ว่าอาจจะถูกทำร้ายด้วย เพค่ะ”

“ข้ายินดี เพื่อแลกกับอิสรภาพและชีวิตของพระมารดาของข้า แม้จะต้องตาย ข้าก็ยินดี ตอนนี้ที่เป็นห่วงก็มีแต่พระโอรสจัสติโน่เท่านั้น  ท่านวิลโลว์ ข้ารบกวนท่านช่วยเหลือข้าเรื่องนึงจะได้มั๊ย”

“กระหม่อมยินดีจะช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังสุดความสามารถ พะยะค่ะ เป็นเรื่องอะไร......”  จากนั้นพระมเหสีแอริน่า ก็บอกเล่าเรื่องราวจุดประสงค์ที่จะให้วิลโลว์ช่วยเหลือ......


จากนั้นพระมเหสีแอริน่า ทรงประทับนั่งรถม้าตู้เสลี่ยง ที่วิลโลว์ว่าจ้างมา เดินทางกลับไปยังแคว้นเกล เพื่อที่จะเสด็จกลับไปเข้าเฝ้าเจ้าชายโมฮอลล์ก่อน เพื่อเตรียมวางแผนร่วมกับเจ้าชายโมฮอลล์ ว่าจะส่งสาส์นแจ้งต่อราชสำนักแคว้นคาทายาว่าพระมเหสีแอริน่าจะทรงยินยอมมอบตัวตามข้อเสนอของพระเจ้าเซ็นจูรี่ ที่จะทรงยินยอมเสด็จกลับไปยังแคว้นคาทายา เพื่อแลกเปลี่ยนกับอิสรภาพและยอมปล่อยตัวพระชนนี มิสซิสแอนทีน่า 

ทางด้านวิลโลว์ยังคงอยุ่ที่บ้านคุณลุงพารินอส เพื่อปฏิบัติภารกิจบางอย่างต่อ


เช้าวันรุ่งขึ้น วิลโลว์ได้พาเจ้าชายจัสติโน่ขึ้นหลังม้า เพื่อพาไปยังโบสถ์เซ้นส์เพียร์ซ่า ในหมู่บ้านโลแซนพีน่า แคว้นคาสตีล เพื่อตามหาแม่ชีฟลอรี่ ซานซ่า นักบวชหญิงในนิกายเทวะ ที่เลื่องชื่อด้านวิชาไสยศาสตร์ มนต์ดำ แต่เมื่อไปถึงสถานที่แล้ว พบว่าหมู่บ้านแถบนั้น และโบสถ์เหลือเพียงซากปรักหักพัง จากการถูกวางเพลิง เนื่องจากถูกกวาดล้าง เผาทำลาย และเข่นฆ่าสังหารนักบวชในหมู่บ้านแห่งนี้จนกลายเป็นหมู่บ้านร้าง วิลโลว์พยายามจะหาร่องรอย และเสาะหาดูว่ายังมีผู้คนที่รอดชีวิต หลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่ เขาพบเห็นเด็กสาวคนหนึ่งที่มาหลบซ่อนและขุดคุ้ยหาเศษอาหารอยู่บริเวณรอบๆ หมู่บ้าน จึงเดินเข้าไปสอบถามดู

“แม่หนู พบเห็นแม่ชี นักบวชแถบนี้อยู่บ้างมั๊ย แม่หนูไม่ต้องกลัวข้า ข้าไม่ใช่กองกำลังทหาร ข้ามาหาคนๆ หนึ่ง เจ้ารู้จักมั๊ย ชื่อแม่ชี ฟลอรี่ ซานซ่า”

“ฟลอรี่ ซานซ่า.....ฟลอรี่ ซานซ่า....ฟลอรี่ ซานซ่า”   เด็กสาวท่องชื่อนักบวชผู้นี้ ราวกับว่าเธอรู้จักคุ้นเคย แต่ไม่อาจจะให้คำตอบใดๆ กับวิลโลว์ได้

“เจนนี่....รีบเข้าบ้าน เร็วลูก อย่าไปยุ่งกับคนแปลกหน้า แม่บอกแล้วใช่มั๊ย”

“เอิ่ม....คุณผู้หญิงครับ ผมเป็นคนต่างถิ่น ไม่ได้มาหลอกหรือทำร้ายใคร เพียงแต่เราต้องการมาพบคนๆ หนึ่ง เธอชื่อ ฟลอรี่ ซานซ่า  ก่อนหน้านี้ เราทราบแต่เพียงว่า เธออาศัยอยู่ที่โบสถ์แถบนี้ แต่เมื่อมาถึงก็พบว่ามันโดนเผาทำลายไปแล้ว คือผมอยากรู้ว่า เธอยังมีชีวิตอยู่ หรือย้ายไปอยู่ที่ใดแล้ว คุณพอจะทราบมั๊ย”

“ฟลอรี่ ซานซ่า งั้นเหรอ มีแต่คนอยากจะมาพบเจอเธอ แต่ล้วนเป็นคนร้าย ที่ต้องการจะมาเอาชีวิตเธอ คุณเป็นใครถึงอยากจะมาเจอเธอหน่ะ”

“คือผมกับเด็กหนุ่มคนนี้ เรามาจากแคว้นคาทายา เด็กหนุ่มผู้นี้ป่วย ไม่สบาย จำต้องรักษาอาการป่วยจากมนต์ดำ และเรารู้ว่าแม่ชีฟลอรี่ ซานซ่าเป็นผู้เดียวที่จะรักษาเด็กหนุ่มผู้นี้ให้หายได้ ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มคนนี้เคยมารักษาอาการป่วยกับแม่ชีฟลอรี่ ซานซ่าจนหายป่วยได้แล้ว แต่ภายหลังอาการป่วยกลับมากำเริบอีก เราจึงอยากนำเด็กหนุ่มคนนี้ กลับมาให้ท่านรักษาอีกครั้ง ให้หายจากอาการป่วยเสียที  ผมขอวิงวอนคุณผู้หญิง โปรดช่วยบอกข้าที ว่าผมจะหาตัวท่านแม่ชีฟลอรี่ ซานซ่าได้ที่ไหน เพราะว่าหากรักษาไม่ทันการณ์ เด็กหนุ่มผู้นี้ก็จะต้องเสียชีวิต ถือว่าช่วยเหลือเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เพื่อมนุษยธรรมเถิด ข้าขอร้องหล่ะ จะให้ผมทำอะไรเพื่อตอบแทนท่านก็ได้ หากท่านช่วยข้าได้”

“ข้าจะรู้ได้ยังไงว่าเจ้าไม่ได้พูดโกหก หากเจ้าหลอกข้า เพื่อให้พาไปหาแม่ชีฟลอรี่ ซานซ่าได้ เจ้าก็จะสังหารนางกับข้าเสีย เพราะก่อนหน้านี้ มีทหารจากทางการมาสืบเสาะหาตัวเธออย่างขะมักเขม่น และสังหารผู้คนอย่างโหดเหี้ยม อำมหิต ทำให้ชาวบ้านอยู่ในสภาพหวาดกลัวกันหมด พวกเราต้องอยู่กันอย่างหลบๆ ซ่อนๆ บางครอบครัวต้องอพยพหลบหนีไปอยู่ที่อื่นก็มี”

“หากว่าท่าน ไม่เชื่อใจข้า เอาอย่างนี้ก็ได้ ท่านพาเด็กหนุ่มคนนี้ ไปหาท่านแม่ชีฟลอรี่ ซานซ่าเองก็ได้ ท่านแม่ชีพบเห็นเด็กหนุ่มผู้นี้ก็จะจำได้ ส่วนข้าจะรั้งรอท่านอยู่ที่นี่ ข้ายินดีให้ท่านจับข้ามัดไว้กับต้นไม้ แล้วเมื่อท่านพาเด็กหนุ่มคนนี้กลับมาหาข้า ท่านค่อยปล่อยตัวข้า หากว่าข้าเป็นคนร้ายจริง แม่ชีฟลอรี่ ซานซ่าคงจะไม่ยินยอมรักษาเขาอย่างแน่นอน”

“ถ้าจะเอาเช่นนั้นก็ได้ งั้นข้าจำต้องจับเจ้ามัดไว้ก่อน รอให้ข้านำเด็กหนุ่มผู้นี้ไปหาฟลอรี่ ซานซ่า แจ้งความประสงค์ของเจ้าให้เธอฟัง เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ และอย่าคิดหนีเด็ดขาด เดี๋ยวข้าจะกลับมา”

จากนั้นสตรีผู้นี้ ซึ่งเป็นชาวบ้านแถบนี้ ได้นำตัวเจ้าชายจัสติโน่ ไปพบเจอแม่ชีฟลอรี่ ซานซ่า ซึ่งรอดตายจากการถูกสังหารหมู่ เผาโบสถ์เซ้นส์เพียร์ซ่า กวาดล้างนักบวชนิกายเทวะ ในแถบหมู่บ้านโลแซนพีน่า จนทำให้ฟลอรี่ ซานซ่าต้องหลบซ่อนตัว และปลอมแปลงตนเองใหม่เป็นชาวบ้านสามัญชน เพื่ออำพรางตนหลบภัยจากการตามล้างตามล่าของกองกำลังทหาร จากแคว้นคาทายา ของพระเจ้าเซ็นจูรี่ เธอนำตัวเจ้าชายจัสติโน่ไปพบเจอหน้าฟลอรี่ ซานซ่า เมื่อพบเจอหน้ากัน ฟลอรี่ ซานซ่า จึงประหลาดใจ และสอบถามเรื่องราวเอาจากสตรีชาวบ้านที่พามา จากนั้นจึงให้ไปนำตัววิลโลว์มาพบเจอตนได้ วิลโลว์จึงเล่าจุดประสงค์การพาเจ้าชายจัสติโน่มาหาตนเอง

“ตอนนี้ พระอาการของเจ้าชายจัสติโน่ย่ำแย่ลง ข้าได้รับมอบหมายจากพระมเหสีแอริน่าให้นำตัวเจ้าชายมาขอรับการรักษาจากท่านฟลอรี่ ซานซ่า โปรดเห็นแก่พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2 ผู้เคยมีคุณูปการต่อท่านและโบสถ์ของท่านด้วยเถิด”

“จริงๆ ข้าได้เคยรักษาพระโอรสจนหายเป็นปกติดีแล้ว แล้วเหตุใดพระอาการจึงกำเริบขึ้นมาได้อีก เอาหล่ะ...ข้ารับปากเจ้าว่าจะรักษาพระอาการให้หายอีกครั้ง แต่งวดนี้ เจ้าต้องให้พระโอรสจัสติโน่พำนักอยู่กับข้าที่นี่เสียเลย เพื่อจะได้ดูแลรักษาใกล้ชิด และเพื่อ......”

“และเพื่ออะไร......ท่านบอกข้าได้มั๊ย”

“คือตอนนี้ ชะตาชีวิต ดวงจิตของท่านอ่อนแอลง มีโอกาสที่ท่านจะเสี่ยงต่อการสิ้นพระชนม์ได้ในช่วงนี้ ไม่ควรให้ท่านอยู่ห่างมือจากข้าเด็ดขาด เป็นช่วงระยะเวลาที่ชะตาชีวิตของพระองค์อยู่ในช่วงชะตาขาด หากว่าหนนี้ ทรงรักษาหายขาดได้ ก็อาจดวงถึงฆาต หนนี้ อาจถึงขั้นสิ้นพระชนม์ได้”

“ถ้าอย่างนั้น....พระโอรสจะต้องอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน”

“ข้าก็ตอบเจ้าไม่ได้หรอกนะ บางทีอาจจะต้องตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ก็เป็นได้”



 

      
   
    
  



วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ผู้สืบชะตาแผ่นดิน : มงกุฏเลือด ตอนที่ 6

                                                                 6.
                                                
                                      แหล่งกบดาน ที่บ้านคุณลุงพารินอส



ที่หมู่บ้านชานเมืองในถิ่นทุรกันดาร ของแคว้นมัวร์  บ้านของคุณลุงพารินอส คุณลุงของวิลโลว์ ที่บัดนี้นอกเหนือจากได้รับเอาสมาชิกที่มีอยู่เดิมก็คือ พระมเหสีแอริน่า กับเจ้าชายจัสติโน่ มาอยู่ในบ้าน ตอนนี้ยังมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาอีก 2 ท่าน ก็คือ ท่านเซอร์ริชาร์ด กับมิสซิสเชลเชล ที่ได้รับการช่วยเหลือออกจากสถานราชทัณฑ์ แห่งแคว้นคาทายา โดยได้รับการช่วยเหลือจากวิลโลว์ ปลอมแปลงพระราชสาส์น ราชโองการอภัยโทษจากพระเจ้าเซ็นจูรี่ และให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้ง 2 ท่านให้ออกมาได้สำเร็จ และวิลโลว์ได้พาเอาคนทั้ง 2 คน มาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของคุณลุงพารินอส โดยให้ทั้ง 2 ท่านถือจดหมายที่ตนเองเขียนมายื่นต่อคุณลุงพารินอส เพื่อให้คุณลุงได้รับทราบว่าคนแปลกหน้าทั้ง 2 คน คือบุคคลที่หลานรักได้ช่วยเหลืออกมา และจำเป็นต้องไหว้วานคุณลุงของตน ดูแลให้ที่พักอาศัยชั่วคราวแก่บุคคลสำคัญทั้ง 2 ท่าน เฉกเช่นเดียวกับพระมเหสี และพระโอรส ดังกล่าว

“เอิ่มนี่คือจดหมายของหลานชายฉันฝากมาหรอกเหรอ”   คุณลุงพารินอสรับจดหมายจากมือเซอร์ริชาร์ด

“อืมม์...ใช่แล้ว ท่านองครักษ์วิลโลว์ มีภารกิจสำคัญจะต้องรีบไปปฏิบัติ และไปกราบทูลรายงานต่อเจ้าชายโมฮอลล์ จึงได้เขียนจดหมายฉบับนี้ทิ้งเอาไว้ ให้เรา 2 คน มายื่นต่อท่าน นี่เป็นความสัตย์จริง”

“ใช่แล้ว นี่เป็นลายมือของหลานรักของข้า ข้าจำได้ พวกท่านคงเป็นบุคคลสำคัญของแคว้นคาทายา เฉกเช่นเดียวกับพระมเหสีและพระโอรส หน่ะสิ”   ลุงพารินอส อ่านจดหมายก็จดจำทั้งสำนวนและลายมือได้

“คุณลุงหมายความว่าอย่างไรนะ”   มิสซิสเชลเชล ฉงนใจที่คุณลุงกล่าวถึงพระมเหสีและพระโอรส

“ก็ตอนนี้ นอกจากท่านทั้ง 2 คนแล้ว ยังมีพระมเหสีแอริน่า กับพระโอรสจัสติโน่ ก็พักอาศัยอยู่ในบ้านของข้าเช่นเดียวกัน”

“ฮะ....แล้วตอนนี้ ทั้ง 2 พระองค์อยู่ที่ใด?”  มิสซิสเชลเชล ตื่นเต้นดีใจระคนไปกับความอยากรู้อยากเห็น

“นู่นแหน่ะ...ตอนนี้ ข้าให้พวกเขาไปพักอาศัยอยู่ที่โรงเรือน ท้ายไร่ของข้า โน่นไง  พวกท่านพักอยู่ที่เรือนนี้ก็แล้วกัน หากต้องการพบเจอพวกเขา ก็เดินเรียบไปท้ายไร่ พวกเขาอยู่ที่นั่น  เดี๋ยวข้าจะไปจัดหาอาหารมาต้อนรับพวกท่าน พวกท่านทำตัวตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจนะ ข้าคือผู้กว้างขวางของหมู่บ้านแถบนี้”

เซอร์ริชาร์ด พร้อมด้วยมิสซิสเชลเชล พอทราบก็รีบเดินทางไปเข้าเฝ้า พระมเหสีแอริน่าและพระโอรสจัสติโน่ ต่างฝ่ายต่างระร่ำระลัก กอดคอกันร้องไห้ เล่าสภาพความเป็นไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในราชสำนักแคว้นคาทายา ให้กับพระมเหสีแอริน่า และพระโอรสให้ทรงทราบ

“ตอนนี้ แม้แต่องค์พระราชินีเชอร์ร่า และสมเด็จพระขนิษฐาแอริว่า และพระขนิษฐาแชล็อต ก็ทรงถูกกักกันสถานที่ ไม่ได้รับอิสรภาพ ข้าราชบริพาร ขุนนางผู้จงรักภักดีใกล้ชิด ต่างถูกจับกุม ประหารชีวิต หรือถูกจองจำ กักขัง ทรมานเยี่ยงทาส อยู่ในราชทัณฑ์ ตอนนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมของนายพลเวอร์มองค์ และท่านองครักษ์วิลโลว์ ไม่รู้ว่าประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือท่านนายพลเวอร์มองค์หรือไม่”  เซอร์ริชาร์ดเล่าเหตุการณ์และความเป็นไปในราชสำนัก ให้กับพระมเหสีและพระโอรสฟัง

“พระมเหสีกับพระโอรส ทรงสบายพระวรกาย พระทัยหรือไม่ เพค่ะ”   มิสซิสเชลเชล อดไม่ได้ที่จะไต่ถามสารทุกข์และความเป็นไปขององค์พระมเหสีและพระโอรส

“เรา 2 คน แม่ลูก อยู่ทางนี้ แม้จะไม่สบายพระวรกายอยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกปลอดภัย และได้รับความสะดวกสบายตามสมควร ต้องขอขอบคุณ คุณลุงแพรินอส ที่ดูแล อำนวยความสะดวก เรา 2 แม่ลูก เป็นอย่างดีที่สุดแล้ว” พระมเหสีแอริน่าทรงตรัสตอบมิสซิสเชลเชล

“ท่านองครักษ์วิลโลว์ ไม่ใช่คนของราชสำนักแคว้นคาทายาแท้ๆ แต่ก็ยังยื่นมือมาช่วยเหลือพวกเรา นับว่ามีน้ำใจอันประเสริฐยิ่ง”    พระมเหสีแอริน่า

“วิลโลว์เป็นคนของเจ้าชายโมฮอลล์ อย่างไรเสีย 2 ราชวงศ์ตัดกันไม่ขาด ทรงสุ่มเสี่ยงที่จะยื่นมือมาช่วยเหลือพวกเรา ไม่รู้ว่าตอนนี้ พระเจ้าเซ็นจูรี่ หากทรงทราบ จะหาทางเล่นงานเจ้าชายโมฮอลล์อย่างไร”  เซอร์ริชาร์ด แสดงความคิดเห็นคล้อยไปในทางเดียวกับพระมเหสี

“หวังว่าวิลโลว์จะรอดจากเงื้อมมือพระเจ้าเซ็นจูรี่”  มิสซิสเชลเชล แสดงความคิดเห็น


ภายในโบสถ์วิหารกลาง สำนักวาติกัน ศาสนจักรแห่งแคว้นคาทายา พระสันตะปาปาจอห์นพอลเซ็นโตซ่า ยังคงสนทนาอยู่กับเจ้าชายโมนาร์ช ฮอร์ริออร์  ถึงพระราชสมบัติประจำราชวงศ์เพโทรฟรอยด์ ที่ยังคงเป็นปริศนาว่าเก็บซ่อนอยู่ที่ใด และยังมีกลไกในการเปิดประตูคลังลับที่เก็บซ่อนพระราชสมบัติอยู่ โดยโป๊ปได้พูดเป็นนัยว่า ผุ้ที่จะครอบครองพระราชสมบัติ หรือเปิดประตูกลไกคลังพระราชสมบัติได้ ต้องเป็นผู้มีบุญญาธิการสูงสุดในแผ่นดินเท่านั้น

“โป๊ป แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า ผู้มีบุญญาธิการสูงสุดในแผ่นดินอยู่ที่ใด และเป็นใคร?

“ฝ่าบาท ก่อนที่จะทราบว่าใครเป็นผู้มีบุญญาธิการสูงสุดในแผ่นดิน ควรจะหาผู้ที่ครอบครองสิ่งวิเศษ 4 อย่างนี้ให้ได้ก่อน”

“สิ่งวิเศษ 4 อย่าง งั้นเหรอ มันคืออะไร”

“สิ่งวิเศษ 4 อย่างก็คือ ไม้เท้านักบุญ จอกศักดิ์สิทธิ์  ดาบราชันย์ และเหรียญ 8 ทิศ ผู้ที่สามารถรวบรวมสิ่งวิเศษ 4 อย่างนี้ได้ ผู้นั้นก็คือผู้ที่มีบุญญาธิการสูงสุดของแผ่นดินนั่นเอง”

“แล้วสิ่งวิเศษ 4 อย่างนี้ มันอยู่ที่ใดเล่า”

“ฝ่าบาท หม่อมฉันเองก็ไม่ทราบ แต่ผู้มีบุญญาธิการสูงสุด จะเป็นผู้ที่ค้นหาเจ้าสิ่งวิเศษ 4 อย่างนี้ได้เอง และเขาจะเป็นผู้ครอบครองมันในที่สุด”

“โป๊ป ท่านกำลังจะบอกกับข้าว่า ผู้มีบุญญาธิการสูงสุด ก็คือผู้ที่จะมากอบกู้ราชอาณาจักรของเราให้อยู่รอดปลอดภัยงั้นเหรอ”

“ฝ่าบาท หม่อมฉันไมได้กล่าวเช่นนั้น หม่อมฉันเพียงแต่กล่าวว่า ผู้มีบุญญาธิการสูงสุดจะเป็นผู้ได้ครอบครองพระราชสมบัติของแคว้นคาทายา และจะเป็นผู้สืบชะตาแผ่นดินเท่านั้น”

“ตอนนี้ ข้าอยากจะรู้ว่า เราจะไปเสาะหาบุคคลคนนี้ ได้อย่างไร”

“เมื่อสถานการณ์สุกงอม บุคคลผู้นี้จะมาปรากฏกายอยู่ภายในสายพระเนตรเอง”


ภายหลังจากที่เจ้าชายโมฮอลล์เสด็จกลับมายังแคว้นเกลแล้ว ทรงเรียกนายทหารองครักษ์เข้ามารับฟังพระบัญชา ทรงรับสั่งแต่งตั้งให้คุณชายอาริฟ เป็นนายทหารองครักษ์คนใหม่ ท่ามกลางสายตาของวิลโลว์และเจอราริโน่ ที่ยังคงฉงนสงสัย ว่าเหตุใด บุคคลคนนี้จึงเป็นที่ไว้วางพระทัย รับเข้ามาเป็นนายสนองโอษฐ์ได้ไม่นานก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์อีกตำแหน่งแล้ว

“ฝ่าบาท ไม่ใช่กระหม่อมจะไม่ยอมรับในพระบัญชา แต่หม่อมฉันยังคงตะขิดตะขวงใจ ว่าเพราะเหตุใดชายแปลกหน้าผู้นี้ เราไม่รู้ประวัติภูมิหลัง ว่าเป็นใคร แล้วเหตุใด ฝ่าบาทจึงไว้วางพระทัย ให้เป็นราชองครักษ์ได้ คนผู้นี้อาจะเป็นสายลับจากแคว้นคาทายาก็เป็นได้ พะยะค่ะ”

“เจอราริโน่ เหตุใดเจ้าถึงมีอคติ ต่ออาริฟนัก ข้าได้สอบประวัติเขาเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งอาริฟยังเป็นคนมีฝืมือดีกว่าเจ้าเสียอีก ข้าจึงต้องการนำอาริฟมาไว้ข้างกายข้า”

“ฝ่าบาท แต่เขาไม่ใช่ชาวยุโรปแบบเรา เขาเป็นมุสลิม ซึ่งเป็นศัตรูกับดินแดนของเรา”

“อย่าพูดเช่นนั้น ตอนนี้ ข้าให้อาริฟ เปลี่ยนศาสนามานับถือคาธอริกเหมือนกับเราแล้ว เขาไม่ใช่มุสลิมอีกต่อไป”

“ฮะ...จริงเหรอ อาริฟ”

“เอ่อ....คือว่า ข้า...........”

“เอาหล่ะ พวกเจ้า อย่าได้เคลือบแคลงสงสัย ในความจงรักภักดี ของอาริฟอีกเลย ต่อไปนี้ พวกเจ้าจะต้องช่วยเหลือกัน และร่วมอยู่ในคณะของข้า วิลโลว์ ฝากเจ้าอบรมสั่งสอนอาริฟด้วย เขายังคงต้องเรียนรู้งานอีกมาก ส่วนเจ้า...เจอราริโน่ ข้าจะมอบหมายงานบางส่วนของเจ้าให้กับอาริฟได้ทำด้วย”

“ฝ่าบาท....”    จากนั้นเจ้าชายโมฮอลล์ทรงเสด็จไปยังพระตำหนักเพื่อเยี่ยมเยียนพระชายาเจอเรนีย์

“อาริฟ แกมันมีดีอะไรนักหนา เหตุใด ฝ่าบาทจึงโปรดปรานเจ้านัก”   เจอราริโน่เดินตรงเข้าไปผลักอกของอาริฟ หวิดจะวางมวยต่อกัน ซึ่งอาริฟเองก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ จนทำให้วิลโลว์มาแยกทั้ง 2 เอาไว้ทัน จากนั้นวิลโลว์ ได้พาอาริฟ ไปยังโรงเลี้ยงม้าของแคว้นเกล เพื่อสอนงานต่อไป

“อาริฟ เจ้าขี่ม้า ยิงธนูได้หรือเปล่า”

“นั่นคือสิ่งที่ข้าถนัดที่สุด ทั้ง 2 อย่างนั่นแหละ”

“งั้นเจ้าลองแสดงให้ข้าดูที” จากนั้นวิลโลว์ นำม้าเพื่อให้อาริฟลองขึ้นไปบังคับดู จากนั้นจึงไปยังลานธนู เพื่อทดสอบการยิงธนู ก็ปรากฏว่า อาริฟแสดงการยิงธนูได้เข้าเป้า ทั้งระยะใกล้และไกล ทำให้วิลโลว์เองอดทึ่งไม่ได้

“ที่แท้เจ้าเป็นคนมีฝีมือจริง อย่างที่ฝ่าบาททรงตรัสจริงๆ” 

“นี่พวกเจ้า ไม่เชื่อข้า หรือว่าเจ้าไม่เชื่อฝ่าบาทของเจ้าเองกันแน่”

“จริงๆ แล้ว ข้ามองออกว่าเจ้ามีฝีมือ แต่ก็ต้องทดสอบไปตามระบบของเรา เจ้าอย่าถือสาข้าหรือเจอราริโน่เลย  ใครก็ตามที่เข้ามาอยู่ในทีมของเรา ก็จะถูกทดสอบแบบนี้เหมือนๆ กัน”

“งั้นข้าขอทดสอบ เจ้าบ้างได้มั๊ย ว่าจะสู้ข้าได้หรือเปล่า”

“เจ้าจะทดสอบการขี่ม้า กับยิงธนูของข้างั้นเหรอ”

“ไม่ใช่ สิ่งนั้น ข้าทราบอยู่แล้วว่าพวกท่าน ก็ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี สิ่งที่ข้าอยากจะทดสอบนายก็คือ ดื่มสุรา และเที่ยวซ่องโสเภณี ดูว่า เจ้าจะเก่งกว่าข้าหรือไม่”

“นั่นมันข้อห้าม ของการดำรงตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์เลยนะ หากฝ่าบาททรงทราบ จะถูกลงโทษสถานหนัก เจ้ารู้มั๊ย”

“ก็ออกไปทดสอบข้างนอกสิ ใครจะมาทำประเจิดประเจ้อในราชสำนักเล่า เจ้ามันช่างโง่เขลานักนะวิลโลว์”

“ถึงจะทำอย่างนั้น ก็ไม่พ้นความผิดไปได้ หากทรงจับได้ ข้าจะรับผิดชอบไม่ไหว ข้าในฐานะหัวหน้านายทหารราชองครักษ์ คงไม่อาจปล่อยให้เจ้าไปกระะทำความผิดเช่นนั้นได้ ที่นี่เรามีกฎข้อห้ามมากมาย ที่ข้าจะบอกเจ้าไว้ ว่าไม่อาจทำอะไรนอกเหนือจากภารกิจหน้าที่ได้  ตอนนี้ ข้าอยากทราบแล้ว ว่าเจ้าเป็นใคร มาจากไหนกันแน่ ฮะ...อาริฟ”

“ก็ฝ่าบาท ทรงบอกพวกเจ้าแล้วไง ว่าฉันเป็นมุสลิมเร่ร่อน มาพบเจอฝ่าบาทโดยบังเอิญ และทรงเห็นฝีมือของฉัน ก็เลยพาฉันเข้าวังมา”

วิลโลว์ ไม่แสดงท่าทีใดๆ ตอบ แต่ชกเข้าที่ช่องท้องของอาริฟ จากนั้นก็ชกเข้าไปที่หน้าของอาริฟจนล้มคว่ำไปกองกับพื้น เอาเท้ากระทืบตรงยอดหน้าอก และกำลังจะดึงอาริฟขึ้นมาเพื่อจะชกหน้าอีกครั้งนึง แต่อาริฟใช้ฝ่ามือกำหมัดของวิลโลว์เอาไว้ ด้วยความมึนงง และหวาดกลัว

“พอๆ ฉันบอกแล้ว นายอย่าทำร้ายฉันเลยนะ ฉันจะบอกนายคนเดียว แต่ว่านาย อย่าเอาประวัติของฉันไปบอกใครอีกจะได้มั๊ย ถ้าฉันพูดความจริงกับนาย แล้วนายรับปากฉันได้มั๊ย”

“ถ้าประวัติของนายมันไม่ทำให้ ใครในราชสำนักเดือดร้อน ฉันรับปากว่า ฉันจะปิดมันเป็นความลับ ไหนลองว่ามาสิ”

“จริงๆ แล้ว ฉันก็คือ อาริฟ บุตรชาย ของท่านนายพลตอริก อิบน์-ริยาด แม่ทัพเอกของท่านกาหลิบ จักรวรรดิมุสลิมแห่งคอร์โดบา”

“ฮะ....แล้วนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน”

“ฉันออกมาจากงานเลี้ยงฉลองครองราชย์ของกษัติรย์เซ็นจูรี่ แห่งแคว้นคาทายา แล้วมาเจอกับองค์ชายโมฮอลล์ ตอนนั้นฉันเมามายมากเลย ฉันไม่รู้สึกตัวว่าพูดอะไรออกไป ฝ่าบาทจึงชักชวนฉันมาดื่มสุราต่อที่ปราสาทแห่งหนึ่ง โดยที่ฉันไม่รู้วา มันเป็นหลุมพราง ทรงหมายจะจับกุมตัวฉันเอาไว้เป็นตัวประกัน เพราะทรงทราบว่าฉันลอบปลงพระชนม์พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2

“นี่แกมันชั่วมาก แกก็คือคนที่ลอบทำร้ายพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2 นั่นเอง”

“แต่ว่าตอนนั้น ฉันไม่ได้หมายเอาชีวิตท่านนะ ฉันเพียงแต่ต้องการลอบทำร้ายท่าน แล้วเข้าจับกุม ตามแผนการที่ได้วางเอาไว้ของพ่อ กับเจ้าชายเก็ดโก้ในขณะนั้น แต่ว่าท่านทรงหนีรอดไปได้ และทรงสิ้นพระชนม์ในภายหลัง ฉันเองก็ถูกลงโทษ ด้วยการปลดออกจากตำแหน่ง ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับกองทัพอีกเลย”

“แกเมามาย จนคลายความลับออกมา ฝ่าบาททรงรู้เข้า ก็เลยจับแกมาอยู่ที่นี่ ฉันเข้าใจ แต่ทำไม แกถึงได้เป็นนายสนองโอษฐ์ กับได้รับแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์อีก นี่ต่างหากที่ข้าไม่เข้าใจ”

“ฉันก็ไม่รู้ ตอนแรก ฝ่าบาททรงทำโทษฉัน ด้วยการทรมานหลายรูปแบบ และเกือบจะทรงประหารฉันด้วยการให้ฉันต่อสู้กับเสือโคร่ง ในสนามประลอง แต่แล้วก็ทรงให้ทหารสังหารเสือตัวนั้นซะ จากนั้นฉันก็ถูกจับไปถวายตัวในคืนแรก ฉันเจ็บปวดทรมาน เสียยิ่งกว่าตายเสียอีก ฆ่าฉันให้ตายเสียยังจะดีกว่า”

“นายกระทำการยั่วยวนฝ่าบาทงั้นเหรอ”

“ฉันจะไปทำยั่วยวนอะไรได้ในขณะนั้น ฉันหวาดกลัว เกือบเอาชีวิตไม่รอด และฉันก็ไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงเป็น.....”

“แสดงว่าข้อสันนิษฐานของข้ากับเจอราริโน่ตรงกัน ฝ่าบาททรงตกบ่วงเสน่ห์ ลุ่มหลงเสน่ห์ความเป็นชายในตัวเจ้าเข้าแล้วจริงๆ จนลืมไปแล้วว่าเจ้า แท้ที่จริงเป็นศัตรู ผู้สังหารพระเชษฐาของพระองค์ แต่ก็ยังรั้งตัวเจ้าเอาไว้ข้างพระวรกาย ไม่ต่างอะไรกับเลี้ยงงูพิษเอาไว้  ดีหล่ะ ข้าจะไปกราบทูลฝ่าบาทให้ทรงมีพระวินิจฉัยเกี่ยวกับตัวเจ้าเสียใหม่”

“อย่าเลย...ท่านวิลโลว์ ตัวข้าเองก็ไม่ได้มีจิตเสน่หาในตัวฝ่าบาทเช่นกัน ก่อนหน้านี้ ข้าพยายามหาทางหนีออกไปจากที่นี่ แต่ก็ไม่สำเร็จ ขอเพียงท่านช่วยให้ข้าหลบหนีไปได้ เรื่องก็จบแล้ว เหตุใดจะต้องไปกราบทูลฝ่าบาทด้วยเล่า”

“ไม่ได้ หากฝ่าบาททรงรู้ว่าข้าปล่อยตัวเจ้าไป ข้าจะมีความผิด อย่างไรเสียก็ต้องกราบทูลฝ่าบาทด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริง และให้ทรงมีพระวินิจฉันเอง”

“พี่วิลโลว์ ได้โปรดเถิด ช่วยข้าเถิด ข้าจะไม่นำเรื่องที่ข้าถูกลักพาตัวมาที่นี่ แจ้งแก่พ่อข้า หรือใครก็ตามได้รับรู้เลย ขอเพียงท่านช่วยข้าหนีไปได้”

“อาริฟ ข้าเห็นใจเจ้านะ แต่เรื่องนี้ ข้าตัดสินใจเองโดยลำพังไม่ได้ เพราะบัดนี้ เจ้ากลายเป็นนายสนองโอษฐ์และ นายทหารราชองครักษ์ไปแล้ว ย่อมอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของฝ่าบาทที่จะทรงตัดสินพระทัยเกี่ยวกับตัวเจ้าเอง”


หลังจากนั้น วิลโลว์ได้พาอาริฟ ไปเข้าเฝ้า กราบทูลถึงความเคลือบแคลง ที่จะให้อาริฟดำรงตำแหน่งทหารราชองครักษ์ เพราะว่าบุคคลผู้นี้ แท้ที่จริงก็คือศัตรู ผู้ลอบปลงพระชนม์พระเจ้าเฟรเดอริกที่ พระเชษฐาของพระองค์เอง แต่เหตุใดยังทรงรับเอาไว้เป็นนายสนองโอษฐ์และกินตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์อีกตำแหน่งหนึ่ง ย่อมไม่เป็นการดี เกรงว่าอาริฟอาจแสร้งจงรักภักดี อาจกระทำการณ์เป็นไส้ศึก หรือสายลับคอยส่งข่าวให้แก่ทางราชสำนักแคว้นคาทายาก็เป็นได้

“ฝ่าบาท ได้โปรดพิจารณาให้รอบคอบ ทรงมีพระวินิจฉัยในเรื่องนี้ ด้วยเถิดพะยะค่ะ”

“เหตุใด เจ้าถึงเคลือบแคลงสงสัยในคัวอาริฟ ก็ในเมื่อ เขาปฏิญาณตนว่าจะจงรักภักดีต่อข้าแล้ว หรือว่าอาริฟ เจ้ามีท่าที ที่จะหลบหนีงั้นเหรอ”

“ฝ่าบาท อาริฟบอกแก่ข้าเองว่า เขาไม่ได้รักและจงรักภักดีต่อฝ่าบาทอย่างแท้จริง เขาเพียงรอจังหวะโอกาสที่จะหลบหนี แล้วฝ่าบาท ยังจะไว้ใจคนเช่นนี้ เอาไว้ข้างพระวรกายได้อย่างไร พะยะค่ะ”

“ฮะ....อาริฟ นี่เจ้า บอกกับวิลโลว์ ว่าไม่ได้รักและภักดีต่อข้างั้นเหรอ และยังคิดที่จะหลบหนีไปจากที่นี่งั้นเหรอ”

“ฝ่าบาท หม่อมฉันเพียงอยากได้อิสรภาพ และได้กลับไปยังดินแดนของหม่อมฉันก็เพียงเท่านั้น”

“เจ้าไม่ได้รักข้าเลยใช่มั๊ย และตลอดเวลา เจ้าเพียงเสแสร้งแกล้งทำให้ข้าลุ่มหลงในตัวเจ้า เพื่อให้ข้าตายใจและยอมปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระงั้นเหรอ ที่แท้เจ้ามันก็คนหลอกลวง ปลิ้นปล้อน เช่นที่เจ้ากระทำกับหญิงทั่วไป.....วิลโลว์ นำตัวอาริฟไปโบย 50 ครั้ง และนำมันไปกักขังไว้ในเรือนจำก่อน ไป้ ไปๆๆๆๆไปสิ”

“ฝ่าบาท ยกโทษให้หม่อมฉันด้วย ฝ่าบาท.......”


วิลโลว์นำตัวอาริฟไปโบยด้วยแส้ และนำตัวไปขังไว้ในเรือนจำ ตามคำพระบัญชาของเจ้าชายโมฮอลล์ ท่ามกลางสายตาของเจอราริโน่ ที่กระหยิ่มยิ้มย่อง ที่ชายผู้นี้ ซึ่งเป็นศัตรูคู่แข่ง หมายจะมาแย่งความรักของเจ้าชายไปจากตนเอง เจอราริโน่สบายใจมากขึ้น แต่ทันทีที่ฉวยโอกาสทองนี้เข้าไปในตำหนักของเจ้าชายโมฮอลล์เพื่อปลอบประโลมใจ แต่กลับถูกตวาดใส่หน้า และไล่ให้ออกจากห้องพระบรรทมไป อย่างไม่มีเยื่อใย เนื่องจากยังทรงอยู่ในพระอาการเศร้าโศก เสียพระทัย และทรงกริ้วมาก  เจอราริโน่เองก็ไม่เคยเห็นพระอาการของเจ้าชายโมฮอลล์ทรงเป็นเช่นนี้มาก่อน ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก็จะทรงให้เจอราริโน่คอยปรนนิบัติใช้งานอยู่ข้างพระวรกาย แต่นับจากมีอาริฟเข้ามา ก็ทรงเปลี่ยนแปลงไป ราวกับคนละคน ทรงมีพระทัยปวดร้าว บอบบาง และมีอารมณ์เกรี้ยวกราด โมโหรุนแรงกว่าเมื่อก่อนมาก จนทำให้เจอราริโน่เองก็ต้องนำเรื่องนี้ไปพูดคุย ปรึกษากับวิลโลว์ และระบายความในใจให้วิลโลว์ฟังถึงพระอิริยาบถของเจ้าชายที่เปลี่ยนแปลงไป


ภายในราชสำนักแคว้นคาทายา พระเจ้าเซ็นจูรี่ เมื่อทรงทราบว่านักโทษการเมือง 2 คน ก็คือ เซอร์ริชาร์ดกับมิสซิสเชลเชล ได้ถูกช่วยเหลือออกจากสถานราชทัณฑ์ไปได้ โดยฝีมือของนายทหารราชองครักษ์ของเจ้าชายโมฮอลล์ รวมถึงพระมเหสีแอริน่าและพระโอรสจัสติโน่ จึงรับสั่งให้กองกำลังหน่วยรบอัศวินหน้ากากเหล็กออกติดตามล่าตัว บุคคลเหล่านั้น รวมถึงออกตามหาถิ่นที่อยู่ของเครือญาติผู้เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวให้เจอ เพื่อจะได้สืบค้น หาเบาะแส ที่ซ่อนตัวของบุคคลเหล่านั้นให้เจอ  จนกองกำลังของอัศวินหน้ากากเหล็กสืบค้น จนเจอบ้านของครอบครัวพระมเหสีแอริน่า ซึ่งในขณะนั้น อัศวินหน้ากากเหล็กเมื่อไปถึงที่บ้านของครอบครัวพระมเหสีแอริน่า เจอตัวมารดาของพระมเหสี จึงต้องการจะจับกุมตัวเอามาถวายแก่พระเจ้าเซ็นจูรี่ แต่บิดาของพระมเหสีแอริน่า ไม่ยินยอม เกิดการต่อสู้กัน จึงถูกอัศวินหน้ากากเหล็กสังหารเป็นศพอยู่ภายในบ้าน และจับกุมตัวมารดาของพระมเหสีแอริน่าเข้าวังมา โชคดีที่ตอนนั้น บรรดาน้องๆ ของพระมเหสีแอริน่า ไปรวมกลุ่มกันนั่งเรียนหนังสือกับพระนักบวชที่มาสอนศาสนาอยู่ที่โบสถ์ จึงรอดจากชะตากรรมมาได้ แต่เมื่อกลับมาบ้านพบศพของบิดา และมารดาที่หายไป ก็เศร้าโศกเสียใจเป็นอันมาก และไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมีคนร้าย บุกมาทำร้ายพ่อและแม่ของตนเช่นนี้ 1 ในจำนวนน้องๆ ต่างประชุมปรึกษาหารือกันว่า จะไม่ไปฟ้องร้องต่อทางการ เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะสันนิษฐานว่าที่บิดาตนถูกสังหาร และมารดาน่าจะถูกจับกุมตัวไปโดยทหารของทางการ และน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง และพี่สาวของตนที่เป็นพระมเหสีแอริน่า ที่เวลานี้หายตัวไปจากราชสำนัก ยังไม่รู้ชะตากรรมเช่นกัน เด็กๆ ต้องหลบหนีออกจากบ้าน ไปหลบซ่อนตัวกันอยู่ที่โบสถ์ และให้พระนักบวชแจ้งเรื่องนี้ไปยังสำนักวาติกัน โดยเขียนจดหมายไปหาโป๊ป โป๊ปเมื่อทราบเรื่อง ก็รีบให้คน รีบถือสาส์น ขี่ม้าเร็ว เพื่อนำสาส์นของโป๊ปไปแจ้งยังเจ้าชายโมฮอลล์ ที่แคว้นเกล ให้ทรงรับทราบ


ณ แคว้นเกล ทหารถือสาส์นจากโป๊ป จากสำนักวาติกัน มาเข้าเฝ้าเจ้าชายโมฮอลล์ เมื่อทรงเปิดสาส์นออกดู ก็ทรงรับทราบเหตุการณ์ของครอบครัวพระมเหสีแอริน่า ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จากนั้นจึงทรงรับสั่งให้วิลโลว์ นำข่าวร้ายนี้ไปบอกต่อพระมเหสีแอริน่าให้ทรงทราบ

วิลโลว์เดินทางกลับมายังบ้านของคุณลุงพารินอส หมู่บ้านชานเมือง แคว้นมัวร์ เมื่อไปถึงได้ไปกราบทูลต่อพระมเหสีแอริน่า พร้อมยื่นจดหมายที่น้องสาวของพระมเหสีเขียนเล่าเหตุการณ์ และความทุกข์ยากของครอบครัวพระองค์ให้โป๊ปได้ช่วยเหลือ นำมายื่นต่อพระมเหสีแอริน่า ทำให้ทรงกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ หลั่งพระอัสสุชล ฟูมฟายออกมา จนล้ม เป็นลม หมดสติไป เมื่อทรงฟื้นขึ้นมา วิลโลว์ได้เล่าความจริงให้ทุกคนได้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้ทุกคนฟัง (ซึ่งในขณะนั้นที่บ้านของคุณลุงพารินอส ประกอบด้วย พระมเหสีแอริน่า พระโอรสจัสติโน่ เซอร์ริชาร์ด มิสซิสเชลเชล ได้นั่งล้อมวง ฟังการเล่าเหตุการณ์ของวิลโลว์ให้ฟัง) 

“จะมีทางช่วยเหลือพระมารดาของพระมเหสีแอริน่าได้อย่างไร”

“เรื่องนี้ ข้ายังคิดไม่ออก ว่าจะหาวิธีการช่วยเหลือท่านได้อย่างไร พวกมันต้องการต่อรอง เพื่อให้พระมเหสีแอริน่า ปรากฏตัวขึ้น และยินยอมให้จับกุมตัวกลับไปยังราชสำนัก อย่างแน่นอน”

“หากกลับไปยังราชสำนัก ก็จะถูกกักขัง เฉกเช่นเดียวกับพระราชินีเชอร์ร่า และความปลอดภัยของพระโอรสจัสติโน่หล่ะ จะทำอย่างไรดี”

“ตอนนี้ เจ้าชายโมฮอลล์ ทรงกำลังครุ่นคิด หาวิธีการที่จะช่วยเหลือพระมารดาของพระมเหสีอยู่ เราไม่รู้ว่าจะหาหนทางออกใด ที่จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด สำหรับพระมเหสีและพระโอรส”

ภายหลังจากที่วิลโลว์ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมคุณลุงพารินอสหนนี้ ก็ได้มีโอกาสได้พักค้างแรม และอยู่ร่วมรับประทานอาหาร พูดคุยกับคุณลุงนานกว่าทุกครั้ง และคุณลุงพารินอสดื่มสุราเข้าไปมาก จนเผลอหลุดปากพูดถึงเรื่องมารดาของวิลโลว์ออกมา และเมื่อสร่างเมาแล้ว วันรุ่งขึ้น วิลโลว์จึงสอบถามถึงเรื่องมารดาของตนกับคุณลุงพารินอส

“คุณลุง ตกลงมารดาของหลานยังมีชีวิตอยู่ใช่มั๊ย ท่านอยู่ที่ไหน ช่วยพาข้าไปหาท่านได้หรือเปล่า ข้าอยากจะเจอท่าน สักครั้งในชีวิตก็ยังดี”

“มารดาของเจ้าตายไปแล้วนี่ จะไปหาได้อย่างไรเล่า พูดเพ้อเจ้อไปได้”

“แต่เมื่อคืน คุณลุงบอกกับผมว่า มารดาของผมก็คิดถึงผมมาก ตอนนี้ท่านสุขสบายดีหรือเปล่า แล้วเหตุใดจึงไม่มาหาข้าเลย นับตั้งแต่ข้าอายุได้ 8 ขวบ”

“เฮ้อ....อย่าเซ้าซี้ข้าหน่ะ ข้าพาเจ้าไปหาเขาไม่ได้หรอก”

“ทำไมหล่ะ คุณลุง ก็ในเมื่อมารดาข้า เขาก็คิดถึงข้าเหมือนกัน”

“ถ้าเขาอยากจะเจอเจ้า เขาจะเป็นผู้นัดหมายให้ลุง พาเจ้าไปเจอเอง แต่อยู่ดีๆ จะให้ลุงพาไปพบเขา มันเป็นไปไม่ได้หรอก”

“แล้วเมื่อไหร่หล่ะลุง ข้าถึงจะมีโอกาสพบเจอมารดาซักครั้งนึง”

“เฮ้อ....ใกล้แล้วหล่ะ มารดาเจ้า เคยให้สัญญากับุลงว่า เมื่อเจ้าอายุครบ 25 ปี เขาจะกลับมาเยี่ยมเจ้าที่นี่ และตอนนี้ เจ้าก็จวนจะอายุครบ 25 ปี ในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว”

“ข้าจะมีโอกาสได้พบเจอมารดา ในช่วงวัน 2 วันนี้มั๊ย ข้าจะได้อยู่รอ ไม่รีบกลับไปแคว้นเกลก่อน”

“เฮ้อ....ข้าก็ให้คำตอบเจ้าไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับมารดาของเจ้านั่นแหละ ว่าจะติดต่อมาเมื่อใด”