วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

รวมเรื่องสั้นชุด "มนุษย์เมืองกรุง" เรื่องที่ 8

เรื่องที่  8  ทุกช่วงเวลานาที  ที่ 6.45 น.


06.45 น. ณ สถานีรถไฟฟ้า BTS ซ.อุดมสุข  นายอัษฏางค์ (อัษ) สะพายเป้สีดำ ในชุดทำงานเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงดำ รองเท้าผ้าใบสนีคเกอร์ สีน้ำเงินขลิบขาว เขากำลังรอรถไฟฟ้าขบวนที่จะไปสถานีเพลินจิต แต่ยังไม่ทันที่รถไฟฟ้าขบวนที่เขาต้องการจะขึ้นจะมาถึง เขาพบบุคคลคนหนึ่งที่ยืนรออยู่ฝั่งตรงกันข้ามของรางรถไฟ ชายคนนั้นชี้หน้าเขา (อัษ) และทำท่าจะวิ่งลงไป เพื่อตามมาหาเรื่องเขา ที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของชานชาลา อัษใจเต้นอย่างรุนแรง เขาภาวนาให้รถไฟฟ้าขบวนที่เขารอ มาให้ถึงทันก่อนที่ ชายคนนั้นจะวิ่งมาถึงตัวเขา เสียงขบวนรถไฟฟ้าใกล้เทียบชานชาลา พอรถไฟฟ้าจอดสนิท ประตูรถไฟฟ้าก็เปิดขึ้น คนบนรถไฟฟ้าออกจากสถานีบางส่วน แต่ส่วนใหญ่รอขึ้น อัษรีบก้าวเท้าขวาเข้าประตูไปยังไม่ทันที่เท้าซ้ายจะก้าวเข้ายังรถไฟฟ้า เขาถูกชายคนดังกล่าวกระชากแขนจากด้านหลัง ทำให้เขาเซถลาออกมา เกือบจะหงายหลัง ชายคนดังกล่าว ทำท่าจะพูดอะไรไม่ทราบ แต่อัษผลักร่างของชายคนนั้นกระเด็นออกไปจนล้มหงายหลัง ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นรถไฟฟ้าได้ทัน ประตูปิดทันที รถไฟฟ้าเคลื่อนออกจากสถานีโดยพลัน ไม่ทันที่ชายคนดังกล่าว จะขึ้นทัน ได้แต่ตะโกนด่าอยู่ข้างลำตัวรถไฟฟ้าที่เคลือนผ่าน ทุกคนในรถไฟฟ้าต่างมองอัษเป็นสายตาเดียว ในขณะที่อัษขยับแว่นตาของตนที่เคลื่อนเกือบจะหลุดจากใบหน้า ในขณะที่รถไฟฟ้าแอร์เย็นฉ่ำ แต่อัษกลับเหงื่อแตก ด้วยความตื่นตระหนกกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชายทั้ง 2 คนนี้


12.45 น. ซองจดหมายใบแจ้งหนี้บัตรเครดิตถูกส่งมาวางบนโต๊ะทำงานของอัษ เขาเปิดออกดู ปรากฏตัวเลขหนี้บัตรเครดิตสะสม ที่เกิดจากการที่เขาเบิกเงินสดล่วงหน้า (cash advance) เป็นเงินต้นสะสมกว่า 130,000 บาท เป็นดอกเบี้ยทบสะสมมาถึงเดือนนี้  76,893.45 บาท รวมกันกว่า 206,893.45 บาท เข้าไปแล้ว ในขณะที่เงินเดือนของเขามีเพียง 17,500 บาท รวมค่าครองชีพ 2,500 บาท เขาจึงมีรายได้เพียง 20,000 บาทเท่านั้น ในขณะที่มีหนี้บัตรเครดิตกว่า 10 เท่าของเงินเดือน ยังไม่นับที่เขายังมีหนี้ที่เกิดจากการเสียพนันบอลรวมกว่า 50,000 บาท และเล่นแทงหวยอีกงวดละ 5,000-10,000 บาท แม้ว่าเขาจะมีรายได้เสริมจากการขายประกันชีวิต และการรับจ้างเขียนโปรแกรม ทำเว็บไซต์แบบฟรีแลนซ์ แต่รายได้ที่เขาได้รับไม่ได้เป็นประจำสม่ำเสมอ อีกทั้งช่วงหลังรายได้เสริมในส่วนนี้ก็ลดน้อยลงไปเยอะมาก อันเนื่องมาจากสภาวะบีบรัดทางเศรษฐกิจ และการที่เขาไม่จริงจังที่จะหารายได้เสริม หรือไม่มีเวลาที่จะไปติดต่อลูกค้าเพิ่มเติม 


15.45 น. เก๋ สาวเลขานุการประจำบริษัท และแฟนสาวของอัษ โทร.มาบอกอัษว่า วันนี้เธอจะไปรับลูกสาวเอง ที่เรียนอนุบาลอยู่แถว ถ.พระราม 3  พอช่วงเย็นก่อนเลิกงาน พี่สายสมรโทร.มาหาอัษ ว่าให้เขาไปพบที่หน่วย (ทีมขายประกันของบริษัทแห่งหนึ่ง ที่อัษเป็นตัวแทนอยู่) 


18.45 น. ที่หน่วยขายประกัน หน่วยหน้ากากทองคำ บริษัท AIA สุรวงศ์

“อัษ เธอทำแบบนี้ได้ไงเนี่ย ลูกค้าที่พี่แนะนำให้เธอ และเป็นเพื่อนพี่ด้วย เธอยักยอกเงินค่าเบี้ยประกันของลูกค้า ไปหมุนใช้ส่วนตัว และไม่ยอมนำเงินจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ลูกค้าทันตามกำหนดเวลา นี่ถ้าลูกค้าไม่ทักท้วง พี่ก็ไม่รู้ จนพี่ไปเช็คกับฝ่ายชำระเบี้ยประกัน ถึงได้รู้ว่า เธอไม่ได้นำเงินค่าเบี้ยที่ลูกค้าจ่ายให้เธอไปเข้าบัญชีบริษัท นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะ ที่เธอทำแบบนี้ เมื่อปีที่แล้ว เธอก็ให้ลูกค้าเซ็นต์ถอนเงินมอบฉันทะ ให้เธอไปถอน แล้วโอนชำระค่าเบี้ย แต่เธอกลับโอนเข้าบัญชีส่วนตัว ตอนนั้นเธออ้างว่ามีความจำเป็นบางอย่าง แล้วเธอก็นำไปเข้าบัญชีบริษัทภายหลัง แม้จะทันกำหนดเวลาชำระ แต่นั่นทำให้ลูกค้าเกิดความไม่ไว้วางใจบริษัท และตัวแทน วันนี้พี่จึงตัดสินใจที่จะยื่นซองขาว ปลดเธอออกจากการเป็นตัวแทนของหน่วยพี่ และของบริษัท นี่เป็นเงินค่าคอมมิชชั่นงวดสุดท้ายและเงินสะสมการทำงานของเธอ พี่คงจะทำงานร่วมกันเธอไม่ได้แล้วนะ ขอให้เธอโชคดี”

“พี่ครับ ให้โอกาสผมเถอะ ผมมีภาร๋ะค่าใช้จ่ายในครอบครัวจำนวนมาก”

“เธอพูดเรื่องนี้ มากี่ครั้งแล้ว เก๋บอกกับพี่หมดแล้ว เธอใช้จ่ายเงินเกินตัว เล่นการพนัน อีกทั้งกินเที่ยวเตร่ ไม่รับผิดชอบครอบครัว พี่ไม่รู้จะช่วยเธออย่างไรแล้ว พี่ช่วยหลายครั้งแล้ว จนต้องเสียเครดิตกับทั้งลูกค้าและหน่วยเหนือ ก็เพราะเธอ”

อัษเดินคอตกออกจากหน่วยขายประกัน เขาเดินตรงดิ่งไปยังร้านอาหารประจำ เพื่อทานข้าว และสั่งเบียร์มาดื่ม เนื่องจากเครียดจากการที่ถูกไล่ออกจากหน่วยขายประกัน

“เฮ้ย หน่อง มึงมานั่งกินเบียร์เป็นเพื่อนกูหน่อยสิ กูเครียด มีเรื่องอยากจะปรึกษามึงหน่ะ .....ก็ได้ กูเลี้ยงเหล้ามึง มึงมาเถอะ”


22.45 น. ไอ้ห่าอัษ กูไม่มีเงินจริงๆ รายได้และเงินเดือน กูยังน้อยกว่ามึงอีก และกูมีภาระต้องผ่อนรถ ผ่อนบ้านอีก ไหนจะต้องให้เมียให้ลูกกูอีก มึงก็น่าจะรู้.....กูว่าสภาพมึงตอนนี้ ต้องเข้าโครงการรีไฟแนนซ์แล้วหว่ะ ไปขอคุยกับแบ็งค์ และขอผ่อนจ่าย หักบัตรแม่งทิ้งเลย ไม่ต้องใช้แล้ว”

“แล้วกู จะเอาเงินที่ไหนแดกหล่ะ เมียกู แม่งก็ไม่เข้าใจ ลูกก็ต้องเข้าเรียนประถมแบบ 2 ภาษาอีก แม่งต้องใช้เงินทั้งนั้น แล้วนี่ยังต้องมาถูกไล่ออกจากบริษัทประกันอีก”

“เฮ้ย....โดยปกติไอ้พวกบริษัทประกันนี่มันไม่ค่อยจะเอาคนออกง่ายๆ นะ มีแต่หาคนมาขายประกันไม่ใช่เหรอ เคสมึงไปทำอีท่าไหนวะ โดนเขาไล่ออก”

“กูเอาเงินค่าเบี้ยของลูกค้าไปหมุนใช้ แล้วจ่ายชำระค่าเบี้ยไม่ทันตามกำหนดอ่ะ ทำให้ลูกค้าเสียหาย บริษัทแม่งสืบรู้ กูเลยโดนเพิกถอนใบอนุญาตเป็นตัวแทนขาย และขึ้นแบล็คลิสต์”

“นี่มึงกำลังจะโดนแบล็กลิสต์ของเครดิตบูโรด้วยนะ ถ้ามึงไม่สามารถเคลียร์หนี้บัตรเครดิตได้อ่ะ แล้วเพอร์ซันนอลโลนของมึงหล่ะ .....อย่าบอกนะว่าก็ค้างอยู่”

“ก็ใช่หน่ะสิ กูเลยต้องขอยืมเงินมึงไปโปะ เพอร์ซันนอลโลนก่อน ส่วนบัตรเครดิตคงต้องทำตามที่มึงแนะ หาทางโอนย้าย รีไฟแนนซ์ไปยังแบ็งค์ของรัฐแทน”

“เขามีแต่ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ของมึงนี่แม่ง หนี้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอดชัดๆ เลย”

“มึงอย่าล้อกูสิ มึงรู้มั๋ย เมื่อวานนี้ เก๋บอกเลิกกับกู จะให้กูเซ็นต์ใบหย่าให้เขา เพราะเห็นว่ากูกลายเป็นคนล้มละลาย กลายเป็นบุคคลไร้ความสามารถแล้ว”

“ไอ้บ้า นี่ขนาดนั้นเลยหรือวะ ค่อยๆ คุยกันก็ได้.....อย่างมากก็ขายบ้าน ขายรถ เอาเงินมาโปะหนี้ให้หมด กูว่ามึงต้องยอมลดทิฏฐิลง ทั้งคู่เลย”

“รถ กูก็ให้เก๋มันใช้อยู่ ส่วนกูนั่งรถเมล์กับรถไฟฟ้าไปทำงาน หากขายรถ เก๋มันก็จะลำบาก ส่วนบ้าน หากขาย เก๋มันก็จะไม่ยอมอยู่กับกู จะหนีกลับไปอยู่กับแม่มันที่บ้าน”

“นี่ตกลง มึงทะเลาะกันหนักเลยเหรอเนี่ย”

“เมื่อคืนก่อน เก๋มันไล่กูออกจากบ้าน  มันแอบดูสเตทเม้นต์บัตรเครดิตกูย้อนหลัง รวมถึงสเตทเม้นต์เพอร์ซันนอลโลนด้วย แอบถ่ายเอกสารเก็บไว้ อีกทั้งพี่สายสมรก็โทร.มาเล่าเรื่องพฤติกรรมของกูกับลูกค้าให้มันฟัง มันก็เลยบอกขอเลิกกับกู ส่วนเรื่องลูก มันบอกมันเลี้ยงเองได้ ขอเพียงให้กูขายทุกอย่างไปเคลียร์หนี้ให้หมด แล้วทำตัวใหม่ มันไม่คุยกับกูดีๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว”

“เฮ้อ...ปัญหาของมึง กูไม่รู้จะช่วยยังไงแล้วหว่ะ”


05.30 น.เช้าวันต่อมา ที่บ้านของอัษ  เมื่อคืนเขาดื่มเหล้า และไปนั่งคุยกันต่อที่บ้านของหน่องจนถึงตี 4 จากนั้นก็กลับมาบ้าน  กดออดเรียกภรรยา มาเปิดประตูบ้าน  “ถ้ากลับมาเช้าป่านนี้ ไม่ต้องกลับมาก็ได้”


11.30 น. ที่บริษัทไบโอแมทดาต้า อัษนั่งทำงานหัวยุ่งอยู่ที่โต๊ะ คุณทรงพล ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชางานของอัษ เดินเอาจดหมายจากบริษัทเครดิตบูโร และจดหมายจากธนาคารซิตี้แบ็งค์  นำมาวางที่โต๊ะของอัษ

“ผมภูมิใจมากนะ ที่ผมมีลูกน้องเครดิตดีเหลือเกิน มีบริษัททางการเงิน รุมตามทวงหนี้ คุณมากมาย จริงๆ มันน่าจะเป็นข่าวดีนะ”

“พี่พลครับ เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

“คุณจำได้มั๊ย ตอนที่คุณทำเรื่องขอกู้เงินสินเชื่อส่วนบุคคล คุณมาขอให้ผมเซ็นต์ค้ำประกันการสมัครสินเชื่อให้คุณ แล้วดู ตอนนี้สิเขาส่งจดหมายมาบอกผมว่า คุณไม่ได้ผ่อนชำระเขาเลยมา 6 งวดแล้ว แล้วเขาจะให้ผมชำระหนี้แทนคุณ ในฐานะผู้ค้ำประกัน ตกลงคุณเอาสินเชื่อไปทำอะไรตั้งมากมาย และผมเช็คกับบริษัทเครดิตบูโร เขากรุณาส่งข้อมูลมาแจ้งผมว่า คุณติดแบล็คลิสต์ในเครดิตบูโร และมีหนี้คงค้างกับบัตรเครดิตอยู่อีก ร่วมๆ 2 แสนบาท ตกลงคุณจะเคลียร์เรื่องนี้อย่างไร ถ้าคุณไม่ไปเคลียร์หนี้กับเพอร์ซันนอลโลน ผมจะเอาเรื่องคุณ และจะไล่คุณออกจากบริษัท”

“พี่พลครับ ผมขอเวลาหน่อยครับ คือผมมีความจำเป็นด้านภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว ลูกผมกำลังเข้าโรงเรียนนานาชาติ ต้องใช้เงินอีกมาก และผมยังผ่อนบ้านไม่หมด ตอนนี้รายได้ผมไม่พอกับค่าใช้จ่าย พี่พลอย่าไล่ผมออกเลยนะครับ เห็นแก่ครอบครัวผมเถอะ”

“ปัญหาของคุณ ผมได้ยินได้ฟังจนเบื่อเสียแล้ว ตอนนี้คงไม่ใช่เวลาที่จะให้ผมมานั่งสงสารหรือเห็นใจคุณ ก็ที่ผมช่วยเซ็นต์ค้ำประกันสินเชื่อบุคคลให้คุณ ก็เพราะผมเห็นใจและเข้าใจปัญหาของคุณ แต่นี่คุณกำลังทำให้ผมเดือดร้อน แล้วนี่มันเรื่องอะไรที่ผมจะต้องมารับภาระใช้หนี้ที่ผมไม่ได้ก่อด้วย อัษ คุณไปหาเงินมาชำระหนี้เพอร์ซันนอลโลนเสียบางส่วน เขาจะได้หมดข้ออ้างที่จะมาฟ้องเร่งรัดหนี้เอากับผม ผมให้เวลาคุณถึงสิ้นเดือน ถ้าไม่มีอะไรคืบหน้า คุณเตรียมตัวรับซองขาวจากผมได้เลย”


12.30 น. อัษนั่งเครียดกับตัวเลขหนี้ และบรรดาเจ้าหนี้จากหลายทาง ต่างโทร.มาตามทวงหนี้เขา ไม่ว่าจะเป็นเจ้ามือหวย โพยก๊วนโต๊ะบอล ธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต ธนาคารเจ้าของสินเชื่อบุคคล และแม้กระทั่งเพื่อนที่เขาไปหยิบยืมเงินมา อัษไม่รู้จะหาทางออกอย่างไรดี


18.00 น. อัษกลับถึงบ้าน ซึ่งเก๋ ภรรยา มานั่งรออยู่ที่บ้านแล้ว พร้อมด้วยเพื่อนของเก๋ ที่ทำงานอยู่ที่ฝ่ายสินเชื่อบ้าน ธนาคารแห่งหนึ่ง ดูเก๋ ทำหน้าเหมือนบอกบุญไม่รับ เธอเมินหน้าหนี ในขณะที่อัษเดินเข้ามาถึงโต๊ะโซฟา ห้องรับแขกของบ้าน

“ไปเซ็นต์ใบหย่า กับเก๋ พรุ่งนี้ แล้วเก๋จะเซ็นต์ยินยอมเอาบ้านไปจำนองแบ็งค์เพื่อขอสินเชื่อ และเซ็นต์โอนกรรมสิทธิ์ขายรถให้กับเพื่อนของเก๋ พี่จะได้มีเงินไปโปะหนี้ที่มีทั้งหมด”

“เก๋ นี่พี่ไม่มีทางเลือกอื่นเลยเหรอ แล้วความเป็นครอบครัวของเราหล่ะ จะยังอยู่มั๊ย”

“เก๋ก็บอกพี่อัษแล้วไง เก๋จะเอาลูกกลับไปอยู่บ้านแม่ เก๋เลี้ยงลูกเองได้ ถ้าพี่คิดถึงลูก อยากมาหาลูก เก๋ก็ไม่ขัดข้อง มาเยี่ยมมาหาลูกได้เสมอ พี่อัษต้องไปปรับเปลี่ยนตัวเองให้กลับมาเป็นพี่อัษคนเดิม แล้วค่อยมาว่ากัน ว่าจะรับผิดชอบครอบครัวหรือลูกอย่างไร นี่เป็นทางออกที่เก๋กับที่ปรึกษาของเก๋ ไปขบคิดมาเป็นอย่างดีแล้ว หากพี่อัษไม่ทำตามที่เก๋บอก ในที่สุดพี่ก็จะถูกฟ้องล้มละลาย และไม่รู้ว่ามันจะมีผลต่องานของพี่หรือเปล่าด้วย ยังไงตอนนี้ เก๋ก็ให้ลูกไปอยู่กับพี่ไม่ได้”

“พี่อัษ เชื่อเก๋กับขวัญเถอะค่ะ ขวัญได้คุญกับผู้บริหารธนาคารของขวัญแล้ว เขายินดีจะช่วยเรื่องการอนุมัติสินเชื่อ โดยเอาบ้านจำนองขายฝากเอาไว้ พี่อัษจะได้มีเงินไปโปะหนี้ หรือรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตกับเพอร์ซันนอลโลน พี่จะได้หลุดจากแบล็คลิสต์ของเครดิตบูโร”


14.00 น. วันรุ่งขึ้น อัษกับเก๋ ได้ไปเซ็นต์ใบหย่ากันที่อำเภอ ภายหลังจากที่เซ็นต์ยินยอมเอาบ้านไปจำนองเพื่อขอสินเชื่อเงินสด และทำการเซ็นต์โอนขายรถให้กับเพื่อนของเก๋ ได้เงินมา 600,000 บาท เขานำเงินไปชำระเคลียร์หนี้ให้กับเพอร์ซันนอลโลน ,บัตรเครดิต, เงินที่ยืมเพื่อนมา และเจ้ามือหวย แต่หนี้ที่เกิดจากการเล่นการพนันบอล เขายังไม่กล้านำไปเคลียร์ เพราะยังมีกรณีพิพาทขัดแย้งกันอยู่ เนื่องจากหนี้พนันบอลที่โต๊ะบอลแจ้งมา ไม่ตรงกับที่เขาเสียจริง มีบางส่วนที่เขาก็เล่นได้ ยังไม่ได้เงิน เมื่อนำมาหักลบกัน มูลหนี้ที่เขาค้างอยู่ มันน้อยกว่าที่โต๊ะบอลแจ้งไว้ และเขาเคยได้โต้แย้งไปแล้ว แต่โต๊ะบอลแจ้งว่า เขาคิดคำนวณตามข้อมูลที่โพยก๊วน (เด็กวิ่งน้ำ) แจ้งมา ซึ่งโพยก๊วนมีเม้มเงินที่อัษควรจะได้รับเอาไว้ และแจ้งข้อมูลการแทงบอลบางคู่เพิ่มไปจากที่อัษได้แจ้งไว้


ทั้งหมดนี้ คือเหตุการณ์เมื่อ 1 ปีก่อน ทุกวันนี้ อัษยังคงทำงานประจำที่บริษัทไบโอแมทดาต้า เป็นโปรแกรมเมอร์ เขาปลดหนี้ที่ตามรังควานและเป็นเหมือนห่วงที่คอยรัดตรึงชีวิตเขาไว้ ได้เกือบหมดแล้ว เขาไม่มีภาระทางการเงินอีกต่อไป เขายังคงใช้ชีวิตต่อไปในฐานะคนโสด (เป็นพ่อหม้าย) เขาเปลี่ยนแปลงชีวิตตนเองเสียใหม่ พฤติกรรมเดิมๆ กินเที่ยว สังสรรค์ ไม่ซื้อวัตถุไอที ไอเท็มต่างๆ ไม่แต่งตัว ไม่พยายามใช้ชีวิตหรู ในรูปแบบไลฟ์สไตล์หนุ่มคลีโอที่เขาเคยคาดหวังไว้อีกต่อไป เขาเปลี่ยนนิสัยกลายเป็นคนประหยัด มัธยัสต์ ตัดทิ้งความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยออกจากชีวิตไป เพียงเพราะอยากสร้างเนื้อสร้างตัว กลับมาเป็นนายอัษฏางค์คนเดิมในสายตาของเก๋ แต่เป็นนายอัษฏางค์คนใหม่ในสายตาของตนเองและคนรอบข้าง เขาไม่ยุ่งสุงสิงสังคมเพื่อนฝูงเหมือนแต่ก่อน แม้ว่าพักหลัง จะมีเพื่อนผู้หญิงหลายคนมาคุยด้วย แต่เขากลับปฏิเสธการสานสัมพันธ์ต่อ เขาปรารถนาเพียงการได้ครอบครัวกลับคืนมา


17.15 น.สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต อัษรีบขึ้นรถไฟฟ้า ไปยังสถานีสุรศักดิ์ ซึ่งต้องมีจุดเปลี่ยนขบวนรถไฟฟ้าจากสายสุขุมวิท เปลี่ยนไปขึ้นสายสีลม ที่สถานีสยามสแควร์ อัษก้าวออกจากรถไฟฟ้า เพื่อจะเปลี่ยนขบวนไปขึ้นสายสีลม ระหว่างที่เขาเข้าแถวคอยรถไฟฟ้าขบวนที่จะมาใหม่มาจอดเทียบชานชาลา เขาพบเห็นเก๋กำลังเดินจูงน้องออกัส ลูกสาวของตนเองที่กำลังจะก้าวลงบันไดเลื่อนลงไป เก๋จูงน้องออกัสที่มือขวา แต่มือข้างซ้ายของน้องออกัส กลับมีชายหนุ่มที่ดูภูมิฐานมารับ และช่วยกันจูงน้องออกัส ก้าวลงบันไดเลื่อนลงไป เขารีบก้าวออกจากแถว เพื่อตามไปดูว่าเก๋กับน้องออกัสมากับใคร เขาพยายามแหวกฝูงชน ที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน ต่างเดินเข้าเดินออกเพื่อจะก้าวเข้าสู่ขบวนรถไฟฟ้า บางคนยังยืนขวักไขว่รออยู่ในแถวรอ ที่เรียงยาว และปริมาณของผู้คนที่หนาแน่น เขารีบก้าวลงบันไดเลื่อนที่มีคนรอเข้า อยู่ข้างหน้าเขา ออกันแน่น เขาตัดสินใจลงบันไดปกติ เพื่อจะได้ก้าวไปให้ทัน แต่เมื่อเขาลงสู่ชั้นถัดลงมา ก็ไม่พบเห็นเก๋กับน้องออกัสแล้ว แต่ขบวนรถไฟฟ้าได้เคลื่อนออกไปพอดี ในใจของอัษรู้สึกปวดร้าว แตกสลาย เขาไม่รุ้ว่าชายคนนั้นเป็นใคร เข้ามาสนิทสนมกับภรรยาของเขาได้อย่างไรจนเก๋ไว้วางใจที่จะให้เขาจูงมือลูกและเดินคุยกระหนุงกระหนิงกัน ซึ่งเป็นภาพบาดตาบาดใจเขาอย่างมาก เขาพยายามคิดในแง่บวก ว่าชายคนนั้นอาจจะเป็นเพื่อนที่ทำงานของเก๋ หรือไม่ก็เป็นเพื่อนที่บังเอิญมาเจอกันบริเวณสถานีรถไฟฟ้า


20.30 น. อัษพยายามโทร.หาเก๋ทั้งเบอร์บ้านแม่และเบอร์มือถือ แต่ดูเหมือนเบอร์บ้านสายไม่ว่าง แต่เบอร์มือถือ ไม่สามารถติดต่อได้ เขาสันนิษฐานว่าเก๋คงเปลี่ยนเบอร์มือถือแล้ว แต่ไม่ได้บอกเขา เก๋มีไลน์กลุ่ม แต่เมื่อปีกลาย เก๋เลิกเล่น และออกจากกลุ่มไลน์ไปแล้ว เขาได้แต่พยายามโทร.ไปหาเพื่อนสนิทของเก๋ เพื่อขอเบอร์ติดต่อ แม้แต่เบอร์โทร.ที่ทำงานของเก๋ อัษพยายามโทร.ไปหาในเวลาทำงาน แต่ก็ได้รับการตอบปฏิเสธว่าไม่อยู่ที่โต๊ะบ้าง หรือติดประชุมบ้าง แต่เก๋ไม่ได้โทร.กลับมาหาเขาเลย


21.45 น. คืนนี้อัษจึงตัดสินใจไปหาเก๋ ที่บ้านแม่ของเก๋ เพื่อจะได้ขอคุยเรื่องที่เธอพยายามหลบหน้า ไม่สามารถติดต่อได้ อัษมากดออดเรียกที่หน้าบ้าน คุณแม่ออกมาจากในบ้าน และทักทายอัษตามประสาอดีตลูกเขย และคนคุ้นเคย


“คุณแม่ครับ ผมขอพบเก๋หน่อยสิ เขาอยู่ในบ้านหรือเปล่า”

“ทำไมมาซะดึกเลยหล่ะ เก๋เขาเอาลูกเข้านอนแล้ว เดี๋ยวแม่จะไปเรียกให้นะ”

เก๋เดินลงมาพูดคุยกับอัษ ด้วยรู้สึกว่าอัษคงไม่ยอมกลับแน่ หากเธอไม่ลงมาพบหน้าเขา

“อัษ มีเรื่องอะไรเหรอ ทำไมถึงมาในเวลานี้หล่ะ”

“เก๋ ทำไมอัษโทร.ไป ทั้งเบอร์มือถือ เบอร์บ้าน ที่ทำงาน เก๋ไม่รับสายอัษเลยหล่ะ เก๋โกรธอะไรอัษหรือเปล่า บอกอัษบ้างสิ ตอนนี้อัษเปลี่ยนแปลงตนเองเป็นคนใหม่แล้ว ให้โอกาสอัษเถิดนะ เรากลับมาอยู่บ้านเดียวกัน เป็นครอบครัวเดียวกันเถิดนะ เก๋ .....อัษสัญญาว่าจะทำตัวดี จะยอมรับเงื่อนไขของเก๋ทุกข้อ ทุกประการเลย”

“อัษ มันเป็นไปไม่ได้หรอก อัษยังไม่พร้อมจะมีครอบครัว ที่ผ่านมาอัษทำตัวเหมือนเจ้าชายบนหอคอยที่พังครืน ยังคงกินเหล้า เที่ยวเตร่ ไม่สนใจใยดีครอบครัว สร้างหนี้สร้างสิน ใช้จ่ายเงินเกินตัว เก๋เตือนอัษมาแล้วกี่ครั้ง อัษก็ยังเป็นเหมือนเดิม”

“เก๋ โปรดฟังอัษนะ ตอนนี้อัษเปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่แล้ว พฤติกรรมเก่าที่ไม่ดี อัษเลิกทิ้งหมดแล้ว ดูสิอัษใส่เสื้อผ้าเก่าๆ อัษไม่หลงเหลือคราบของชายเจ้าสำอางให้ใครเห็นอีกแล้ว ตอนนี้อัษไม่มีหนี้ ไม่คบเพื่อน ไม่เข้าสังคมใดๆ ทั้งสิ้น อัษพร้อมแล้วที่จะรับผิดชอบครอบครัว และพร้อมรับเก๋กับออกัสกลับมาเป็นครอบครัวเดียวกัน ตอนนี้อัษเช่าอพาร์ตเม้นต์อยู่ แม้มันจะไม่โอ่โถงเหมือนแต่ก่อน แต่มันก็เป็นสถานที่ที่เราจะสามารถสร้างความอบอุ่นร่วมกันได้ จริงมั๊ยเก๋ เก๋มั่นใจอัษนะ หนนี้อัษทำเพื่อเก๋และลูกจริงๆ เก๋เชื่อมั่นในตัวอัษได้ และเราจะค่อยๆสร้างฐานะกลับไปดีเหมือนเดิม”

“อัษ ฟังเก๋นะ อัษกลับไปก่อน เดี๋ยวลูกไม่เห็นเก๋ แกจะตื่น พรุ่งนี้ ลูกมีกิจกรรมที่โรงเรียน จะต้องรีบไปโรงเรียนแต่เช้า ไว้เรื่องนี้ค่อยมาพูดจากันอีกทีนะ เก๋ไม่พร้อมที่จะรับฟังอะไรในตอนนี้”


17.00 น. ช่วงเลิกงานของอีกวัน ที่บริษัทที่ทำงานของเก๋ อัษเข้าไปติดต่อตรงชั้นโอเปอเรเตอร์
“ผมมาขอพบคุณเขมอัปสร (หรือคุณเก๋) ครับ”

“อ๋อ....พี่เก๋ ลาออกไปแล้วนี่คะ”

“เมื่อไหร่ครับ ทำไมเก๋ ไม่ได้บอกผมเลย”

“ก็ซัก 3-4 เดือนแล้วนี่คะ คุณเป็นอะไรกับคุณเก๋เหรอคะ”

“เอ่อ....เป็นเพื่อนหน่ะครับ มิน่าหล่ะ โทร.มาหลายครั้ง ทุกคนบอกแต่ว่าไม่อยู่ ไม่รู้ แต่เหตุใด เขาไม่บอกว่าลาออกไปแล้ว ผมจะได้ไม่ต้องโทร.มา หรือแวะมาหาที่นี่  เอิ่ม...พอจะทราบมั๊ยครับว่า คุณเก๋ ย้ายไปทำงานที่ไหนเหรอครับ”

“เห็นบอกว่าเป็นโรงแรมดัง ที่ไหนจำชื่อไม่ได้แล้ว อยู่แถวๆ นี้หล่ะค่ะ”


อัษ เคว้งคว้างตามหาเก๋อยู่หลายเดือน ก็ไม่พบเจอตัวเธออีก เพราะไม่สามารถติดต่อกับเก๋ได้เลย แม้แต่ไปหาที่บ้านคุณแม่หนล่าสุด คุณแม่ของเก๋ ก็บอกว่าเก๋ได้ย้ายไปอยู่คอนโดแล้ว ซึ่งเก๋ซื้อไว้ แต่แม่เองก็ไม่ทราบ เพราะยังไม่เคยได้ไปเยี่ยม และเก๋เองก็ไม่ได้บอกไว้ เพียงแต่จะกลับมาเยี่ยมคุณแม่เป็นระยะๆ   “คุณแม่ครับ ผมฝากโน้ตนี้ทิ้งไว้ให้กับเก๋นะครับ ฝากบอกเขาว่า ถ้าเขาไม่อยากพบเจอหน้าผมก็ไม่เป็นไร แต่ขอโอกาสให้ผมได้พบเจอน้องออกัสบ้าง ผมคิดถึงลูกของผม”


คืนวันอันแสนเจ็บปวด ปวดร้าวในใจ อัษไม่รู้เลยว่า เหตุใดเก๋จึงไม่ให้อภัยเขา ในเมื่อเขาปรับปรุงตัวเป็นคนเดิมของเธอแล้ว หรือวันเวลาทำให้เก๋เปลี่ยนแปลงไป หรือเก๋ได้พบเจอชายคนใหม่ คนๆ นั้นที่เขาพบเจอบนสถานีรถไฟฟ้าสยาม เขาแค่อยากรู้ความจริงจากปากของเธอ แม้ว่ามันจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม


2 เดือนต่อมา เก๋เป็นฝ่ายโทร.มาหาผมเอง ผมดีใจมาก แต่น้ำเสียงของเก๋ ทำให้ผมรู้ว่าควรจะต้องทำใจ

“อัษเหรอ วันนี้ว่างมั๊ย จะนัดไปทานข้าวกัน อัษจะได้มาเจอออกัสด้วย เราไปทานกันที่ซิสเล่อร์ นะ สาขา......”     “ได้สิ อัษจะรีบไป”    วันนั้นเราได้ทานข้าวกันอย่างมีความสุข หยอกล้อกับลูก เหมือนกับวันที่เรายังเคยอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัว แต่ความสุขเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ก็ผ่านเลยไป

“อัษ เก๋แต่งงานใหม่แล้วนะ เก๋มีครอบครัวใหม่แล้ว อัษไม่ต้องห่วงลูกหรือเก๋อีกแล้ว เขาเป็นคนดี และก็มีหน้าที่การงาน วุฒิการศึกษา ฐานะทางบ้าน สมบูรณ์พร้อมเลยหล่ะ แต่ว่าสิทธิ์ความเป็นพ่อของอัษ ยังมีอยู่เต็มสมบูรณ์นะ ถ้าเมื่อไหร่อัษ อยากจะพาลูกไปกินข้าว ไปเดินเล่นที่ห้าง หรืออยากจะมานั่งพูดคุยกันตามประสาพ่อลูก ก็โทร.หาเก๋ได้ทุกเมื่อ ....อ่ะ นี่เบอร์มือถือของเก๋ แต่ว่าขอเป็นวันหยุด วันอาทิตย์เท่านั้นนะ เพราะว่าเก๋ ทำงานจันทร์-เสาร์  แต่ขอเป็นเดือนละครั้งก็พอนะ ลูกจะได้มีเวลาทำการบ้าน หรือพักผ่อน เล่นอยู่กับบ้าน ตามประสาเด็กๆ บ้าง”


อัษได้แต่นั่งซึมตาพร่ามัว ทำช้อนส้อมตก "อัษ เป็นอะไรหรือเปล่า อัษไม่เสียใจนะ" เขารีบเก็บช้อนส้อมขึ้นมา ทำกลบเกลื่อนเป็นไม่มีอะไร และยิ้มแสดงความยินดีกับเก๋ และอวยพรให้เก๋ได้มีชีวิตคู่ใหม่ ด้วยความสุขสม  "เก๋ อัษยินดีด้วยนะ ที่เธอค้นพบคนที่จะดูแลเธอกับลูกได้แล้ว"

อัษเดินไปส่งเก๋ที่บริเวณที่จอดรถ “ไม่ต้องไปส่งหรอก เก๋เดินไปเองได้ อัษ รักษาสุขภาพนะ คอยโทร.มาแจ้งความคืบหน้าบ้างนะ มีปัญหาอะไรก็โทร.มา อย่าเกรงใจ”    เก๋จูงมือน้องออกัส ไปยังลานจอดรถ ซึ่งมีชายคนนั้น นั่งรออยู่ในรถ เขาเดินใส่แว่นดำออกจากรถ มาเปิดประตูให้เก๋ก้าวขึ้นบนรถ และอุ้มน้องออกัสไปนั่งบริเวณเบาะที่นั่งหลังคนขับ จากนั้นจึงขับรถออกจากห้างไป อัษยืนมองตามรถเบนซ์ อี.คลาส สีดำไป น้ำตานองหน้า สะอื้นร่ำไห้ เพราะอาหารมื้อเที่ยงนี้ คือมื้อสั่งลาความเป็นครอบครัว ความฝันที่จะได้กลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา แววตาของอัษ กับแววตาของเก๋ เป็นเสมือนหน้าต่างคนละบาน ที่ไม่อาจมองประสานเข้าหากันได้อีกแล้ว


6.45 น. ตอนเช้าของทุกวัน ที่สถานีรถไฟฟ้า ซ.อุดมสุข เป็นอีกเช้าที่ อัษมายืนรอคิวขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปทำงานที่เพลินจิต เช้าวันนี้คนแน่น คราคร่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมากกว่าปกติ เขาพบเห็นชายฉกรรจ์ 2-3 คน วิ่งลงบันไดจากฝั่งชานชาลาตรงข้าม จะมาทำร้ายเขาที่ยืนรออยู่อีกฝั่งของชานชาลา ในขณะที่เขากำลังรอลุ้นก้าวขึ้นรถไฟฟ้า ที่กำลังจะเข้ามาเทียบท่าชานชะชา ชาย 2-3 คนในกลุ่มนี้ มีอยู่คนหนึ่ง คือคนเดียวกับที่เคยมากระชากแขนเขา เพื่อทวงเงินหนี้พนันบอล ที่เขาติดอยู่ แต่วันนั้นเขาหนีรอดมาได้ และวันนี้เขาเจอมันอีกครั้ง เสียงรถไฟฟ้าหวูดเข้ามาใกล้แล้ว

“ไอ้อัษ มึงจะหนีกูอีกเหรอ เฮ้ยๆ....มันอยู่นั่น ไปล็อกคอแม่งมาเลย เร็ว.....”

อัษ รอลุ้นด้วยความตื่นตระหนก ตกใจ เขารอลุ้นรถไฟฟ้าที่กำลังจะเข้าจอดเทียบท่า ในขณะที่ชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าว วิ่งกรูกันขึ้นบันไดมาถึงฝั่งชานชาลาที่อัษยืนรออยู่ อัษรู้ตัวดีว่า หากยืนรออยู่เฉยๆ อาจถูกพวกมันรุมทำร้ายหรือจับตัวได้ เขากำลังตัดสินใจที่จะวิ่งหนีลงบันไดไป หรือรอลุ้นว่าอาจขึ้นรถไฟฟ้าหนีได้ทัน เหมือนคราวก่อน


17.30 น.ขณะนั่งอยู่บนรถไฟฟ้า อัษเห็นเก๋กับน้องออกัส ก้าวเดินเข้ามายังขบวนรถไฟฟ้า ที่เขานั่งโดยสารอยู่ พร้อมๆกับ มีชายคนนั้น ก้าวเท้าตามเข้ามาติดๆ เขาเพิ่งจะเห็นหน้าชัดๆ ของชายคนดังกล่าว หน้าตาเขาเมื่อไม่สวมแว่นตาดำ เขาคือชายวัย 40 ต้นๆ ที่สมาร์ท สุขภาพดี สังเกตจากผิวพรรณ ที่เป็นคนใบหน้าออกแนวเชื้อสายจีน ผิวขาว หน้าตาดูคล้ายพระเอกละคร ป้องณวัฒน์ เวลายิ้ม ดูเป็นชายใจดี อบอุ่น มีเสน่ห์ รูปร่างสูง น่าจะเกิน 180 ซ.ม. เขาแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงดำ รองเท้าหนังอย่างดี ถือเสื้อสูท ที่คงจะถอดออก มือข้างหนึ่งจับห่วงราวไว้ อีกด้านหนึ่งถือกระเป๋าสตรี ซึ่งคงจะเป็นของเก๋ และเสื้อสูทที่พาดอยู่บนแขนของเขา เขายืนโดยไม่ต้องจับห่วงราว มือข้างหนึ่งจับแขนของน้องออกัสเอาไว้ ทั้ง 3 คนเดินเข้ามาจากสถานีนราธิวาส คนเริ่มแน่นรถโดยสาร ผมตัดสินใจลุก เพื่อให้น้องออกัสได้นั่ง ทันใดนั้นมีคนลุกออกพอดี แต่มีคนชรา 2 คนรีบเข้ามานั่งเสียบแทนที่นั่งของผม เป็นการลุกเสียม้าซะงั้น  เก๋และแฟนของเขายืนคุยหลบมุมอยู่ปลายขบวนตุ้รถไฟฟ้า อัษพยายามเดินเข้าไปหาพวกเขาใกล้ๆ ผมล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้สะพายของผม เพื่อหยิบนมกล่องที่ผมมักพกเก็บไว้ ใช้ทานลงท้อง เวลาไปวิ่งออกกำลังกายหลังเลิกงาน แต่มันยังเหลืออยู่อีก 1 กล่อง ผมจึงตั้งใจหยิบมาให้น้องออกัส ได้ดื่ม

“ออกัส เรียกป๊าสิ เวลาป๊ายื่นอะไรให้ ก็ต้องรู้จักยกมือไหว้รู้มั๊ย แล้วพูดคำว่า ขอบคุณค่ะ”

ออกัส ทำตามที่เก๋บอก เก๋เป็นคนที่ชอบสอนลูกให้มีสัมมาคารวะ เวลาเจอผู้ใหญ่ต้องยกมือไหว้ หรืออย่างเวลาผู้ใหญ่ให้ของ ก็ต้องรู้จักขอบคุณ หรือยกมือสวัสดี ซึ่งออกัสเป็นเด็กหัวอ่อน เวลาสอนอะไรก็จะทำตาม พอถึงสถานีสุรศักดิ์ เก๋กับลูกก็ออกจากรถไฟฟ้าไป ไม่วายที่จะโบกมือ ส่งจูบทักทายผมด้วย ผมอยากจะวิ่งเข้าไปกอดลูกอีกสักครั้ง ประตูรถไฟฟ้าปิด และเคลื่อนตัวออก


23.55 น. ผมยังคงเดินเล่นอยู่บนสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์ นั่งตรงม้านั่งยาว อ่านหนังสือไป เฝ้ามองไปยังห้องพักบนคอนโด ที่เก๋อาศัยอยู่ บนชั้น 12 บางทีผมก็เห็นแสงไฟในห้องคอนโดของเขาเปิดสว่าง นั่นแสดงว่าเขายังไม่หลับ หรือทำอะไรในห้องพัก ยังไม่ได้เข้านอน ผมรอจนไฟบนห้องพักของเขาดับสนิทลง นั่นคงเป็นเวลาที่เขาคงจะเข้านอนแล้ว แม้จะมองเห็นจากระยะไกลมาก แต่ผมรู้ว่า เขา 2 คนแม่ลูกนอนกอดกันอยู่ ออกัสโตขึ้นจากเมื่อก่อนมาก เริ่มที่จะซักถาม อยากรู้อยากเห็นมากขึ้น จนเก๋บ่น หรือเหนื่อยกับการต้องคอยตอบคำถามของลูกมากขึ้น

“คุณครับ สถานีรถไฟฟ้าจะปิดแล้วนะครับ กรุณาออกจากชานชาลาด้วยครับ”

เขารีบก้าวลงบันได ออกจากตัวชานชาลา ลงมาตามทางเดินด้านล่างเพื่อออกจากสถานีก่อนจะถึงเวลาเที่ยงคืน ซึ่งเป็นเวลาปิดทำการรถไฟฟ้าประจำวัน ผมเดินเคียงคู่มากับวัยรุ่นคู่หนึ่ง ที่ก็เพิ่งเดินลงมาจากชานชะลาเช่นเดียวกับผม

“ทำไมให้กูมารอเอาดึกป่านนี้เนี่ย โอ้โหเกือบจะไม่ทันแล้วนะ”

“ก็ไปกินเลี้ยงมากับเพื่อนที่บริษัท แหมรอนิดรอหน่อย บ่นจัง”

“ก็รถเมล์มันหมดแล้วหน่ะสิ ต้องเรียกแท็กซี่กลับบ้านแล้วหล่ะ”  วัยรุ่นคู่นี้เดินลงมาเรียกแท็กซี่ใต้สถานีรถไฟฟ้า ส่วนอัษยังคงเดินเคว้งคว้างอยู่ เขากะจะเดินไปให้ถึงสี่แยกนราธิวาส


6.45 น. เช้าของอีกวัน อัษเดินกลับมารอบนสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์ เขามานั่งบนม้านั่งยาวตัวเดิมที่เมื่อคืนนั่ง เพื่อรอดูว่า จะได้เห็นเก่กับลูก ก้าวขึ้นมารอบนชานชาลารถไฟฟ้า เพราะเก๋จะต้องไปส่งลูกที่โรงเรียนก่อนเข้าทำงาน แต่วันนี้ เขาไม่เห็นเก๋กับลูกก้าวขึ้นมารอรถไฟฟ้าบนชานชะลา เหมือนเมื่อก่อน เขาเหลือบมองไปที่คอนโด บังเอิญเห็นรถเบนซ์สีดำ ขับเคลื่อนออกจากคอนโด เขาจำรถคันนั้นได้ คงเป็นรถของสามีใหม่ของเก๋ ที่ขับไปส่งลูกของเรา


เขาเกือบลืมไป เก๋แต่งงานอยู่กินกับสามีใหม่ นี่คงเป็นคอนโดของครอบครัวใหม่ ซึ่งสามีใหม่ของเก๋มีฐานะ คงจะขับรถไปส่งลูกที่โรงเรียนทุกวัน คงไม่มานั่งรถไฟฟ้าแล้วไปต่อรถมอเตอร์ไซด์เหมือนช่วงก่อนหน้านี้อีกแล้ว เขาเพิ่งนึกออก “เรามันโง่แท้ เก๋กับลูกมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว”


อัษ เดินคอตกก้าวเข้าสู่รถไฟฟ้า ที่มาจอดเทียบชานชาลา เขาเข้าไปยืนหลบอยู่ปลายสุดของขบวนตู้รถไฟฟ้า ขบวนท้ายสุด เพราะต้องการความสงบส่วนตัว ไม่อยากแออัดยัดเยียดกับผู้คน พอขบวนรถไฟฟ้าเริ่มผ่านไปแต่ละสถานี มุ่งเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพ ผู้คนก็ยิ่งมาก บางคนเข้ามาก็คุยกันจ้อ บางคนเข้ามานั่งและก้มหน้าดูสมาร์ทโฟนกันไป ต่างไม่มีใครสนใจกัน “คุณครับ คุณทำของตกครับ”  เขาพยายามสะกิดเรียก แต่คนๆ นั้นใส่หูฟัง ทำปากขมุบขมิบ ไม่รู้ว่าร้องเพลงหรือคุยโทรศัพท์อยู่ ไม่ได้สนใจเสียงเรียกหรือสะกิดเตือนของเขาเลย  รถไฟฟ้าวิ่งผ่านไปเรื่อยๆ ผู้คนต่างทยอยลงกันไปเรื่อยๆ จนเริ่มเหลือผู้โดยสารน้อยลงมาก จนว่างโล่งพอที่จะมีที่นั่ง  เขาขยับไปนั่งข้างผู้หญิงท้อง ที่มากับเด็กสาวประมาณ 5 ขวบ  “นั่งนิ่งๆ อย่ากระโดด เดี๋ยวก็ตกลงมาหรอก”  สาวท้องแก่เตือนลูกสาวของตน ทีกระโดดขึ้นไปยืนบนที่นั่ง และก็กระโดดลงมาเล่นอยู่อย่างนั้น

“ยังอีก เดี๋ยวก็ไปโดนพี่เขาหรอก” 

“ไม่เป็นไรครับ แต่น้องระวังนะครับ ไม่ยึดเกาะอะไรไว้ เดี๋ยวรถไฟฟ้าเบรกจะเซไถลไป หรือหัวโขกกระแทกได้นะครับ” ผมบอก เพื่อเตือนเด็กและคุณแม่ของเขา แต่ทั้งคู่ก็ไม่สนใจ พอถึงสถานีซ.อุดมสุข แล้ว ผมกับผู้หญิงท้องและบุตรสาว ก็ก้าวออกจากสถานีไปพร้อมๆ กัน ประตูรถไฟฟ้าปิด และเคลื่อนออกไป  “ยังอีก ยังวิ่งซน ระวังจะตกไปข้างล่าง เดี๋ยวมึง ตีให้ตายเลย ไม่รู้เหรอวะ มีคนตกไปตาย ยังอีก วิ่งมาหาแม่เดี๋ยวนี้”    

ผมเดินแซงคู่แม่ลูกนี้ไป เดินก้าวลงบันไดไปยังชั้นถัดลงไป มีเสียงซุบซิบคุยกันของคนข้างๆ ผมพยายามเงี่ยหูฟัง ผู้หญิง 2 คนแต่งกายคล้ายเครื่องแบบข้าราชการพูดคุยกัน

“นี่เธอ ตกลงข่าวที่คนโดนผลักตกไปตายบนราง โดนรถไฟฟ้าทับนั่นหน่ะ เป็นอุบัติเหตุหรือว่าโดนคนร้ายผลักตกไปกันแน่หว่ะ ข่าวชักจะสับสน เห็นเล่นข่าวนี้มาเป็นเดือนแล้วนะ”

“ก็ตามข่าว ตำรวจเขาบอกว่าผู้ตายคิดสั้น กระโดดลงไปขวางรถไฟฟ้าขณะกำลังเข้าจอดเทียบชานชาลาพอดิบพอดีเลยนี่นา ไม่ได้ถูกผลักไม่ใช่เหรอ”

“แต่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งบอกว่า โดนคนร้าย 2-3 คน วิ่งเข้ามา เหมือนจะมาจับตัว หรือทำร้ายนี่แหละ แล้วพลาด ดันกันไปกันมากับผู้โดยสารที่ยืนรออยู่ ก็เลยพลัดตกลงไปในรางรถไฟฟ้า มีคนพยายามจะช่วยดึงขึ้นมา แต่มันกระชั้นชิดมากๆ รถไฟฟ้ามันขับเข้ามาเทียบพอดีเลย”

“เฮ้ย....แต่ตอนแรกเขายังไม่ตายใช่มั๊ย ไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอ่ะ”

“ก็แหม แกคิดดู โดนชนร่างกระเด็นไปไกล แล้วยังโดนทับซะขนาดนั้น ตัดขาดเป็น 2 ท่อนขนาดนั้น มีหรือจะรอดอ่ะ”

“โอ้โหแก นักข่าวไปขุดคุ้ยต่อ บอกว่าชายคนนี้ น่าสงสารมากเลยหล่ะแก เขาเพิ่งเลิกกับภรรยา ภรรยาก็เพิ่งไปมีครอบครัวใหม่ ส่วนตนเองนั้นเคยมีประวัติหนี้สินเยอะมาก จนภรรยาทนอยู่ด้วยไม่ไหว เลยขอหย่า แล้วเอาบ้านไปขายจำนองมาโปะหนี้ หลังจากนั้นชายคนนี้ก็เลยกลายเป็นโรคซึมเศร้าอ่ะแก”
“ถ้าอย่างนั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่เขาอาจจะอยากฆ่าตัวตาย”

“แต่ไอ้แก๊งค์ทวงหนี้กลุ่มนี้ แต่ละคนก็โดนแจ้งข้อหา กระทำการทะเลาะวิวาทเป็นเหตุให้ผุ้อื่นเสียชีวิตด้วยนี่ ถึงจะไม่มีเจตนาจะฆ่า แต่ก็ต้องติดคุกไม่ใช่เหรอ”

“สงสารคนตายเน๊อะ นี่เห็นอดีตภรรยา กับสามีใหม่ พร้อมลูกไปออกทีวีช่องอัมรินทร์เมื่อคืนได้ดูเปล่าแก”

“ไม่ได้ดูหรอก เขาว่าไงหล่ะ”

“เห็นบอกภรรยาเก่าเขาจะไปบวชชีพราหมณ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับอดีตสามีที่เสียชีวิตด้วยนะ ส่วนสามีใหม่ บอกจะตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาหนี้บัตรเครดิต และตั้งชื่อกองทุนโดยใช้ชื่ออดีตสามีของแฟนด้วย รู้สึกจะชื่อกองทุนอัษฏางค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาหนี้บัตรเครดิตอ่ะ แก หุยหล่อแล้วยังใจบุญอีก ปรากฏว่ามีคนมาลงขันกันเยอะมากเลยนะ เป็นพวกบรรดาเซเลป และเศรษฐีใจบุญทั้งหลาย มากมายเลยหล่ะแก”


อัษ ยืนนิ่งอยู่นาน ก้าวเท้าไม่ออก น้ำตาคลอเบ้า เมื่อเดินตามผู้หญิง 2 คนที่เดินซุบซิบคุยกันอยู่นั้น ที่แท้เป็นเรื่องราวของตนนั่นเอง

(ภาพฟีดแบ็กซ์  17.30 น.ขณะนั่งอยู่บนรถไฟฟ้า อัษเห็นเก๋กับน้องออกัส ก้าวเดินเข้ามายังขบวนรถไฟฟ้า ที่เขานั่งโดยสารอยู่ พร้อมๆกับ มีชายคนนั้น ก้าวเท้าตามเข้ามาติดๆ เขาเพิ่งจะเห็นหน้าชัดๆ ของชายคนดังกล่าว หน้าตาเขาเมื่อไม่สวมแว่นตาดำ เขาคือชายวัย 40 ต้นๆ ที่สมาร์ท สุขภาพดี สังเกตจากผิวพรรณ ที่เป็นคนใบหน้าออกแนวเชื้อสายจีน ผิวขาว หน้าตาดูคล้ายพระเอกละคร ป้องณวัฒน์ เวลายิ้ม ดูเป็นชายใจดี อบอุ่น มีเสน่ห์ รูปร่างสูง น่าจะเกิน 180 ซ.ม. เขาแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงดำ รองเท้าหนังอย่างดี ถือเสื้อสูท ที่คงจะถอดออก มือข้างหนึ่งจับห่วงราวไว้ อีกด้านหนึ่งถือกระเป๋าสตรี ซึ่งคงจะเป็นของเก๋ และเสื้อสูทที่พาดอยู่บนแขนของเขา เขายืนโดยไม่ต้องจับห่วงราว มือข้างหนึ่งจับแขนของน้องออกัสเอาไว้ ทั้ง คนเดินเข้ามาจากสถานีนราธิวาส คนเริ่มแน่นรถโดยสาร ผมตัดสินใจลุก เพื่อให้น้องออกัสได้นั่ง ทันใดนั้นมีคนลุกออกพอดี แต่มีคนชรา คนรีบเข้ามานั่งเสียบแทนที่นั่งของผม เป็นการลุกเสียม้าซะงั้น  เก๋และแฟนของเขายืนคุยหลบมุมอยู่ปลายขบวนตุ้รถไฟฟ้า อัษพยายามเดินเข้าไปหาพวกเขาใกล้ๆ ผมล้วงเข้าไปในกระเป๋าเป้สะพายของผม เพื่อหยิบนมกล่องที่ผมมักพกเก็บไว้ ใช้ทานลงท้อง เวลาไปวิ่งออกกำลังกายหลังเลิกงาน แต่มันยังเหลืออยู่อีก กล่อง ผมจึงตั้งใจหยิบมาให้น้องออกัส ได้ดื่ม

“ออกัส เรียกป๊าสิ เวลาป๊ายื่นอะไรให้ ก็ต้องรู้จักยกมือไหว้รู้มั๊ย แล้วพูดคำว่า ขอบคุณค่ะ”  เอ้าป๊าให้เค้กรสช็อกโกแลต เพราะวันนี้เป็นวันเกิดใครเอ่ย  "วันเกิด ออกัสค่ะ"  น้องออกัสโผเข้าไปกอด คุณณดล สามีใหม่ของเก๋ ที่เก๋ให้ออกัสเรียกว่า ป๋า  จากนั้นเก๋กับออกัส ออกจากสถานีกลับขึ้นคอนโดไปก่อน ส่วนคุณณดล ต้องกลับไปที่โรงแรมบันยันทรี เพราะลืมแฟ้มเอกสารไว้ที่ทำงาน  "บ๊าย บาย ส่งจูบให้ป๊าซิ"   น้องออกัสส่งจูบให้กับคุณณดล ส่วนคุณณดลก็ยิ้มและทำท่าส่งจูบตอบกลับน้องออกัสด้วย...)

(ภาพฟีดแบ็กซ์  23.55 น. ผมยังคงเดินเล่นอยู่บนสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์ นั่งตรงม้านั่งยาว อ่านหนังสือไป เฝ้ามองไปยังห้องพักบนคอนโด ที่เก๋อาศัยอยู่ บนชั้น 12 บางทีผมก็เห็นแสงไฟในห้องคอนโดของเขาเปิดสว่าง นั่นแสดงว่าเขายังไม่หลับ หรือทำอะไรในห้องพัก ยังไม่ได้เข้านอน ผมรอจนไฟบนห้องพักของเขาดับสนิทลง นั่นคงเป็นเวลาที่เขาคงจะเข้านอนแล้ว แม้จะมองเห็นจากระยะไกลมาก แต่ผมรู้ว่า เขา 2 คนแม่ลูกนอนกอดกันอยู่ ออกัสโตขึ้นจากเมื่อก่อนมาก เริ่มที่จะซักถาม อยากรู้อยากเห็นมากขึ้น จนเก๋บ่น หรือเหนื่อยกับการต้องคอยตอบคำถามของลูกมากขึ้น

“คุณครับ สถานีรถไฟฟ้าจะปิดแล้วนะครับ กรุณาออกจากชานชะลาด้วยครับ”

"อ๋อ....ได้ครับ ผมจะรีบลงไปแล้วครับ"  อัษตอบ

"โหยมึง เจ้าหน้าที่ แม่งมาไล่กูแล้ว ดูซิ โคตรจะช้าเลย ข้างบนลดพัดแรง ใจหวิวๆ เลยหว่ะมึง"

"ทำไม.....มึงกลัวผีเหรอ แหม ที่ดูหนังรอบดึก ไม่เคยกลัวเลยนะมึง"

“ทำไมให้กูมารอเอาดึกป่านนี้เนี่ย โอ้โหเกือบจะไม่ทันแล้วนะ”

“ก็ไปกินเลี้ยงมากับเพื่อนที่บริษัท แหมรอนิดรอหน่อย บ่นจัง”

“ก็รถเมล์มันหมดแล้วหน่ะสิ ต้องเรียกแท็กซี่กลับบ้านแล้วหล่ะ”  วัยรุ่นคู่นี้เดินลงมาเรียกแท็กซี่ใต้สถานีรถไฟฟ้า ส่วนอัษยังคงเดินเคว้งคว้างอยู่ เขากะจะเดินไปให้ถึงสี่แยกนราธิวาส......)

(ภาพฟีดแบ็กซ์  อัษ เดินคอตกก้าวเข้าสู่รถไฟฟ้า ที่มาจอดเทียบชานชาลา เขาเข้าไปยืนหลบอยู่ปลายสุดของขบวนตู้รถไฟฟ้า ขบวนท้ายสุด เพราะต้องการความสงบส่วนตัว ไม่อยากแออัดยัดเยียดกับผู้คน พอขบวนรถไฟฟ้าเริ่มผ่านไปแต่ละสถานี มุ่งเข้าสู่ใจกลางกรุงเทพ ผู้คนก็ยิ่งมาก บางคนเข้ามาก็คุยกันจ้อ บางคนเข้ามานั่งและก้มหน้าดูสมาร์ทโฟนกันไป ต่างไม่มีใครสนใจกัน “คุณครับ คุณทำของตกครับ”  เขาพยายามสะกิดเรียก แต่คนๆ นั้นใส่หูฟัง ทำปากขมุบขมิบ ไม่รู้ว่าร้องเพลงหรือคุยโทรศัพท์อยู่ ไม่ได้สนใจเสียงเรียกหรือสะกิดเตือนของเขาเลย  รถไฟฟ้าวิ่งผ่านไปเรื่อยๆ ผู้คนต่างทยอยลงกันไปเรื่อยๆ จนเริ่มเหลือผู้โดยสารน้อยลงมาก จนว่างโล่งพอที่จะมีที่นั่ง  เขาขยับไปนั่งข้างผู้หญิงท้อง ที่มากับเด็กสาวประมาณ ขวบ  “นั่งนิ่งๆ อย่ากระโดด เดี๋ยวก็ตกลงมาหรอก”  สาวท้องแก่เตือนลูกสาวของตน ทีกระโดดขึ้นไปยืนบนที่นั่ง และก็กระโดดลงมาเล่นอยู่อย่างนั้น

“ยังอีก เดี๋ยวก็ไปโดนพี่เขาหรอก” 

“ไม่เป็นไรครับ แต่น้องระวังนะครับ ไม่ยึดเกาะอะไรไว้ เดี๋ยวรถไฟฟ้าเบรกจะเซไถลไป หรือหัวโขกกระแทกได้นะครับ” ผมบอก เพื่อเตือนเด็กและคุณแม่ของเขา แต่ทั้งคู่ก็ไม่สนใจ "แม่ ทำไมห่วงราวจับ ทำไมมันขยับเองได้อ่ะ"   "ก็รถมันเคลื่อนหน่ะสิ"    "แต่ทำไมอันนู้นมันไม่เห็นขยับเลย"   "ฮึ....เออจริงด้วย.....ไม่ต้องไปสงสัยหรอก เรื่องมาก นั่งให้มันดีๆ เดี๋ยวแม่จะลงแล้ว ปล่อยแกไว้ในรถไฟฟ้านี้แหละ แม่ไปแล้ว"    พอถึงสถานีซ.อุดมสุข แล้ว ผมกับผู้หญิงท้องและบุตรสาว ก็ก้าวออกจากสถานีไปพร้อมๆ กัน ประตูรถไฟฟ้าปิด และเคลื่อนออกไป )


6.45 น. ทุกเช้าอัษ ต้องมายืนอยู่ตรงชานชาลาสถานีรถไฟฟ้าซ.อุดมสุข เพื่อกระโดดให้รถไฟฟ้าชนร่างกระเด็น และถูกทับขาดเป็น 2 ท่อน ทุกวัน เขารู้สึกเจ็บแปลบไปทั้งร่าง คราบเลือดเนืองนอง เขาเห็นร่างของเขาขาดออกจากกัน แต่นั่นมันไม่เจ็บเท่ากับความรัก ความผูกพันที่ขาดออกจากร่างกายของเขาไปอีกชั่วกาลนาน เหลือเพียงดวงจิตที่ล่องลอยอยู่แถวนี้ ไม่ไปไหนเสียที



เรื่องสั้นเรื่องนี้ ขออุทิศให้แก่ผู้ที่มีจิตใจบอบช้ำจากชีวิตรัก ครอบครัว มนุษย์เงินเดือนที่สูญเสียอิสรภาพทางการเงินจากการเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือเพอร์ซันนอลโลน มนุษย์บนโลกย่อมมีทางออกของชีวิตเสมอ    

  





  


   

วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

รวมเรื่องสั้นชุด "มนุษย์เมืองกรุง" เรื่องที่ 7

เรื่องที่ 7  พนักงานคนใหม่ในร้าน 7-11


ช่วงเที่ยงคืนของวันจันทร์ ภายในร้าน 7-11 สาขาย่านคลองเตย ลูกค้าเดินซื้อของภายในร้าน 7-8 คน ในขณะที่พนักงานประจำอยู่ตรงแคชเชียร์รับชำระเงินมีเพียง หน่อย พนักงานสาวอาวุโสประจำร้าน กับไม้ พนักงานชายประจำร้านที่ขยัน รู้งานเป็นที่สุด คอยเป็นมือขวาให้กับพี่หน่อย ในสาขาแห่งนี้ ทั้งคู่เข้าทำงานในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจกัน และเป็นคนบ้านเดียวกัน มาจากสกลนคร แต่ว่าทั้งคู่ได้เข้ามาหางานทำที่กรุงเทพ ได้รู้จักกันตอนทำงานอยู่โรงงานทำรองเท้า พอดีว่ากิจการของโรงงานประสบปัญหาทางการเงินและได้ปิดตัวไป ทั้งคู่ถูกลอยแพจากที่ทำงานเก่า พอรู้ข่าวว่า 7-11 เปิดรับสมัครพนักงานโดยไม่ต้องจบปริญญาตรี จึงตกลงปลงใจมาสมัครงานด้วยกัน ร้าน 7-11 สาขานี้เพิ่งเปิดใหม่จึงต้องการพนักงานทำงานด่วน หน่อยกับไม้จึงได้ทำงานในสาขานี้ด้วยกัน เดิมทีอยู่กันคนละกะ คือหน่อยจะอยู่กะเช้า 6.00 น.-14.00 น. ส่วนไม้จะอยู่กะดึก 22.00 น.-06.00 น.แต่พอดีกะดึกขาดคน ทำให้หน่อยต้องขยับมาช่วยทำงานในช่วงเวลานี้ จนกว่าจะได้พนักงานมาอยู่ประจำแทน และวันนี้ พงษ์ศักดิ์ พนักงานใหม่ที่บริษัทเพิ่งส่งมา ประจำในกะดึก แต่ก็ยังต้องมีพี่เลี้ยง ช่วยแนะนำซักวัน 2 วัน แล้วจึงค่อยปล่อยยืนได้ หน่อยก็จะได้กลับไปทำงานในกะของตนตามเดิม     

“เอาไอ้พงษ์ เดี๋ยวมึงถูกระจก และก็ถูพื้นด้วยนะ เดี๋ยวกูจะไปเช็คของกับจัดเช้ลฟ์”

“ได้ครับพี่พงษ์ แล้วการจัดของเช็คของ เป็นยังไงเหรอครับ”

“เดี๋ยวมึงทำที่กูสั่งให้เสร็จก่อน แล้วเดี๋ยวกูค่อยสอนเรื่องเช็คของ จัดเช้ลฟ์ เอาทีละอย่าง มึงทำส่วนของมึงให้เรียบร้อยก่อน”


พงษ์เป็นเด็กที่เรียนรู้งานได้เร็ว เขามาอยู่ได้เพียง 1 สัปดาห์ ก็สามารถเรียนรู้ระบบการทำงานภายในร้านได้อย่างรวดเร็ว และคล่องแคล่ว (ซึ่งพนักงานของ 7-11 ก่อนจะมาประจำร้าน ก็จะผ่านการฝึกอบรมการปฏิบัติงาน และร้านค้าจำลองมาจนสำเร็จหลักสูตร พร้อมที่จะปฏิบัติงานอยู่แล้ว ยิ่งบางคนผ่านการศึกษามาจาก โรงเรียนปัญญาภิวัฒน์ ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเข้าใจและสามารถเข้าทำงานได้ทันที) เพียงแต่งาน สภาพปัญหาจุกจิกในแต่ละสาขาอาจแตกต่างกัน ตามสภาพแวดล้อม ลักษณะลูกค้า หรือพฤติกรรมลูกค้าที่แตกต่างกันตามพื้นที่ท้องถิ่นบ้าง ซึ่งนั่นก็จะต้องมาปรับตัว และเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่จะต้องเผชิญแตกต่างกันไป แต่จะมีหลักการที่ถูกกำหนดเป็นข้อปฏิบัติที่เหมือนกันจากระบบมาตรฐานการทำงานของบริษัทที่พนักงานทุกคนได้รับรู้ เรียนรู้มาแล้วจากบริษัทแม่

“เอ่อ พี่ไม้ พอจะรู้จักบ้านเช่าราคาถูกๆ แถวนี้บ้างมั๊ยครับ พอดีผมอยากจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงหน่อยอ่ะครับ”

“เอ้า...แล้วทุกวันนี้ มึงพักอยู่ที่ไหนหล่ะ อยู่แถวพระโขนงครับ”

“เฮ้ย.....แล้วทำไมมึงไม่เลือกสาขาใกล้บ้านมึงหล่ะ”

“ก็พอดี ผมอยากอยู่กะกลางคืน แล้วสาขาละแวกบ้านมันเต็มหมดเลย มีก็ที่สาขานี้ ผมเลยเลือกมาทำสาขานี้แทน”

“หรือมึงจะมาพักกับกูมั๊ย มาแชร์ค่าเช่ากับกู กูอยู่แค่บ่อนไก่ตรงนี้เอง”

“เอิ่ม....จะสะดวกเหรอครับ พอดีผมมีแฟนมาพักอยู่กับผมด้วย”

“อ๋อ...มึงพักอยู่กับแฟนมึงเหรอ งั้นมึงก็ต้องหาห้องเช่าอยู่เองกับแฟนมึง อืมม์....งั้นเดี๋ยววันนี้ กูจะถามเจ้าของอพาร์ตเม้นท์ที่กูอยู่ให้ ว่าเขามีห้องเช่าว่างมั๊ย มึงไหวที่ราคาไหนหล่ะ”

“ซักไม่เกิน 2,500 บาท อ่ะพี่ พอจะมีมั๊ย”

“เดี๋ยวพรุ่งนี้กูมาบอกมึงละกัน”


วันต่อมา ช่วงกลับบ้าน ไม้ก็ได้พาพงษ์ไปดูห้องเช่าในอพาร์ตเม้นต์ที่ตนเองอยู่ โดยพงษ์พาแฟนสาว ชื่ออิ๋ง มารออยู่ที่หน้าร้าน 7-11 พอเปลี่ยนกะ เลิกงานแล้ว จึงพากันไปดูห้อง และตกลงทำสัญญาเช่าห้องอยู่ ดูเหมือนอิ๋ง จะอายุเพียง 14-15 ปีเท่านั้น น่าจะอยู่ในวัยเรียนแท้ๆ เหตใดจึงมาอยู่กินกับพงษ์ได้ในวัยเพียงเท่านี้ ในความคิดของไม้ มีคำถามที่อยู่ในใจ และจ้องมองพงษ์กับอิ๋งด้วยสายตาที่เป็นห่วง แต่ก็ไม่อยากจะยุ่งเรื่องของเด็กคู่นี้ แม้ในใจคิดเพียงว่า คู่นี้ไม่น่าจะไปด้วยกันรอด ในเมื่อพงษ์ยังต้องทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว แต่กับมีห่วงโซ่มาคล้องคอ ในช่วงนี้เสียแล้ว


ไม้ยังจำประสบการณ์ชีวิตรักที่ล้มเหลวของเขาได้ดี เมื่อก่อนตอนที่เขาอยู่โรงงาน เขาก็เคยมีแฟนแบบนี้แหละ ด้วยวัยที่ยังเด็กด้วยกันทั้งคู่ ฐานะก็ไม่ดี ทำงานอยู่ในที่ทำงานเดียวกัน สุดท้ายก็ไปไม่รอด ต้องเลิกรากันไปในที่สุด เมื่อฝ่ายหญิงหันไปคบหาแฟนรุ่นพี่ที่เป็นวิศวกรของโรงงาน มีรายได้สูงกว่าเขา และแฟนเลือกที่จะตีจากไป ปล่อยให้เขาระทมทุกข์อยู่นาน แต่เขาเองก็เพิ่งเข้าใจในสัจธรรมในชีวิตความรักว่า สมัยนี้ใครจะมากัดก้อนเกลือกิน ค่อยๆ อยู่กินกัน สร้างเนื้อสร้างตัวไปด้วยกัน มันหมดยุคสมัยไปนานแล้ว โลกยุคนี้ที่เงินคือปัจจัยสำคัญเสียยิ่งกว่าพระเจ้าเสียอีก มันจะมีคู่ชีวิตที่มีอุดมการณ์ความรักแท้ อดทนผ่านช่วงชีวิตที่ทุกข์ยากไปด้วยกัน ราวเตี้ยอุ้มค่อม ฝ่าฝันจนสามารถสร้างเนื้อสร้างตัว ใช้ชีวิตคู่ไปจนมีลูกมีหลานเต็มบ้าน เหมือนยุคสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ของตนได้ซักกี่คู่กันในสมัยนี้ เปรียบแล้วก็เหมือนความรักเพ้อฝันในนิยายเท่านั้น

“พงษ์ เดี๋ยวพี่ไปพักผ่อนก่อน”

“ครับ ขอบคุณครับพี่ไม้ ที่เป็นธุระจัดหาห้องเช่าให้”   พงษ์กับอิ๋งยกมือไหว้ พี่ไม้  ก่อนที่ไม้จะเดินกลับเข้าห้องพักของตนที่อยู่กันคนละตึกกัน ของไม้อยู่ห้อง 211A  ส่วนพงษ์อยู่ห้อง 503B  ซึ่งอยู่กันคนละฝั่งตึกกัน แต่อยู่ภายในอพาร์ตเม้นต์เดียวกัน


วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า มีอยู่มาวันหนึ่ง พงษ์ไม่ได้มาทำงาน โดยโทร.มาแจ้งไม้ว่า เกิดเรื่องทะเลาะกับอิ๋งอย่างหนัก จนทำให้ตนเองไม่สามารถเข้าห้องพักได้ จึงออกไปกินเหล้า พอสายมารู้สึกปวดหัว จึงขอลาป่วย ไม้เอาเรื่องของพงษ์เล่าให้พี่หน่อยฟัง และมองว่าประสิทธิภาพการทำงานของพงษ์ดร็อปลง เพราะมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันแฟนบ่อย และบางทีก็เข้าทำงานสาย มาแล้วบางทีก็ขาดสมาธิ เคยมีอยู่หลายครั้งที่ทอนเงินให้ลูกค้าผิด บางทีก็เข้าไปจัดของออกมาช้า พอไปตามก็มารู้ว่า ชอบแอบโทรศัพท์คุยกับแฟนอยู่เป็นเวลานาน ซึ่งทำให้พี่หน่อยต้องทำเรื่องรายงานต่อผู้จัดการร้าน เพื่อให้พิจารณาบทลงโทษแก่พงษ์ เพราะก่อนหน้านี้ไม้ไม่ได้รายงานเรื่องราวของพงษ์ให้พี่หน่อยทราบมาก่อน เนื่องจากต้องการช่วยน้อง ไม่อยากให้ถูกพิจารณาโทษ เพราะเห็นว่าน้องเพิ่งเริ่มเข้าทำงาน ไม่อยากให้หมดอนาคตในการทำงาน และน้องก็มีแฟนที่เป็นภาระอยู่อีก 1 คน แต่ไม้ก็ทำผิด ที่รู้พฤติกรรมของพงษ์ แต่กลับปกปิดพฤติกรรมของพงษ์ต่อพี่หน่อย และผู้จัดการร้านเอาไว้ ทำให้ไม้ถูกภาคทัณฑ์ ส่วนพงษ์ถูกตัดเงินเดือน และถูกพักงาน 3 วัน โดยทางสำนักงานใหญ่ได้เตรียมส่งคนมาแทนพงษ์ หากมีพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำอีก ก็จะถูกย้ายสาขา หรือไม่ก็ถูกให้ออกจากงาน โดยไม่ได้รับค่าชดเชยใดๆ และถ้าหากกระทำความเสียหายให้แก่ทางร้าน หรือบริษัท ก็จะถูกพิจารณาหักเงินเดือนเป็นค่าชดใช้ค่าเสียหาย หรือหากไม่เพียงพอต่อค่าเสียหาย ก็จะถูกนำเงินสะสมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมาชดใช้แทน


ในรายของพงษ์ซึ่งเป็นพนักงานใหม่ ซึ่งเพิ่งเข้าทำงาน เงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเขาแทบจะยังไม่มีเม็ดเงินสะสมซักเท่าไหร่ ดังนั้นเงินประกันการเข้าทำงานหรือผู้ค้ำประกันการเข้าทำงานจะถูกนำมาพิจารณาแทน


3 วันต่อมา พงษ์มาทำงานเป็นปกติ และได้ขอโทษขอโพยพี่ไม้ ที่ได้ตักเตือนและช่วยเหลือเขา แต่เขาก็ยังสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนที่ทำงาน

“พี่ ผมขอโทษ ผมมีปัญหากับน้องอิ๋งมัน”

“มีอะไร ทำไมไม่ค่อยพูดค่อยจากัน แล้วอิ๋งมันยังเรียนหนังสืออยู่หรือเปล่า หรือทำงานแล้ว”

“ยังเรียนอยู่ครับ ยังไม่จบ ม.4 เลย” 

“และนี่น้องเขาหนีออกจากบ้านมา ครอบครัวเขารู้หรือเปล่า”

“ยังไม่รู้ครับ กลางวันมันยังไปเรียนหนังสืออยู่ แต่บางวันไม่ยอมกลับบ้าน มันมานอนอยู่กับผม แล้วอ้างที่บ้านว่าไปนอนบ้านเพื่อน นี่ถ้าป๊ามันรู้ ผมคงโดนกระทืบตายแน่ๆ เลย”


ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น อิ๋งเดินเข้ามาในร้าน ร้องห่มร้องไห้ ซึ่งพลอยทำให้ลูกค้าคนอื่นๆ ที่กำลังเลือกซื้อของในร้านอยู่ ต่างหันมามอง ตกอกตกใจ ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดหญิงสาวคนนึ้จึงมายืนร้องไห้อยู่ภายในร้าน จนทำให้พงษ์ต้องดึงแขนของอิ๋งออกไปเคลียร์กันนอกร้าน ไม่ให้รบกวนลูกค้าท่านอื่น ๆ ในขณะที่พงษ์ก็กำลังง่วนอยู่กับการรับชำระค่าสินค้าหน้าเคาน์เตอร์ ที่มีลูกค้ารออยู่ในคิว 7-8 ราย สายตาเหลือบไปมองอยู่นอกร้านเป็นระยะๆ ไม่รู้ว่าพงษ์กับอิ๋ง มีเรื่องอะไรกันอีก


พอลูกค้าในร้านซาแล้ว เนื่องจากลูกค้าที่อยู่ภายในร้านนำของมาชำระค่าสินค้าที่หน้าเคาน์เตอร์จนหมด เดินออกไปจากร้าน พอดีกับที่พงษ์เดินกลับเข้าร้านมาในร้าน ด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ ดูท่าทางเหมือนกำลังมีอารมณ์โมโหกันอยู่  ไม้ไม่กล้าที่จะสอบถามพงษ์ในขณะนี้ สักพักอิ๋งเดินกลับเข้ามาในร้านอีก งวดนี้แหกปากร้องตะโกนเสียงดังลั่นว่า

“มึงทำกูท้อง แล้วจะไม่รับผิดชอบเหรอ จะทิ้งกูไปอีก”  ไม้ได้ยินอิ๋งตะโกนแหกปากร้องเช่นนั้น ด้วยอาการงุนงง จึงหันไปมองหน้าพงษ์ที่ในเวลานี้ ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากัน ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อกัน สีหน้าของเด็กหนุ่มสาวทั้ง 2 คนผิดแผกจากเมื่อตอนที่มายกมือไหว้ไม้ เมื่อตอนที่พากันไปทำสัญญาเช่าห้องพัก เมื่อ 1 เดือนก่อนราวกับหนังคนละม้วน

“ไปเลยนะ กลับบ้านมึงไปเลย อีเด็กใจแตก มึงไปนอนกับใครมาก็ไม่รู้ตั้งกี่คน จะมาให้กูรับเป็นพ่อของเด็กได้ไง ลูกใครก็ไม่รู้”

“ก็ลูกมึงไง ไอ้หน้าเหี้ย กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ มึงยังเป็นมนุษย์อยู่หรือเปล่า ถึงกูจะใจแตก แต่กูก็ไม่เคยไปนอนกับใคร นอกจากมึงเนี่ยแหละ หลงดีใจว่ามึงจะเป็นคนดี พอได้กูแล้วคิดจะทิ้งงั้นเหรอ ไอ้ใจไม้ไส้ระกำ หมามันยังรักลูกของมัน มึงเป็นคนหรือเปล่า”

“เฮ้ยๆ....ใจเย็นๆ นี่มันร้านค้านะ ไม่ใช่ห้องพัก ถ้าพวกมึงมีปัญหาก็ไว้ไปคุยกันที่ห้อง อย่ามาตะโกนโวยวายในร้านแห่งนี้ ไม่งั้นพี่จะไล่ออกจากร้านทั้งคู่เลย”  เสียงไม้เปรยเชิงขู่ ไม่ให้น้อง 2 คนทะเลาะกันอีก เนื่องจากเกรงว่า จะกระทบต่อลูกค้าที่กำลังจะเดินเข้ามาในร้าน


พงษ์จึงเดินลากแขนของอิ๋งออกไปข้างนอกร้านอีกครั้ง คราวนี้อิ๋งสะบัดแขน ไม่ยอมให้พงษ์จับและลากเธอออกมา พอออกไปถึงนอกร้านแล้ว อิ๋งตบหน้าใส่พงษ์ด้วยอารมณ์โมโห ส่วนพงษ์ก็ตบหน้าอิ๋งกลับ และมีเตะต่อยใส่อิ๋งด้วย จนอิ๋งสู้ไม่ได้ ลงไปกองกับพื้น แล้วพงษ์เตะซ้ำ ต่อหน้าลูกค้าที่ยืนดูกันอยู่หน้าร้าน ทำให้ไม้ตัดสินใจวิ่งออกไปห้ามพงษ์ โดยเหนี่ยวรั้งร่างของผมออกมา ไม่ให้ทำร้ายอิ๋งต่อหน้าสาธารณชนที่มายืนมุงดูกันอยู่

“มึงจะบ้าเหรอไอ้พงษ์ แฟนมึงกำลังท้องนะโว้ย ไอ้เหี้ย เดี๋ยวมันก็แท้งลูกหรอก”

“ก็ดี แม่งแท้งลูกก็ดี จะได้ไม่ต้องมาหาเรื่องผมอีก”  เมื่อได้ยินพงษ์กล่าวเช่นนั้น ทำให้ไม้ชกเข้าที่หน้าของพงษ์อย่างจัง ด้วยความที่ทนเห็นพงษ์แสดงความไม่รับผิดชอบต่อแฟนของตนเช่นนี้ และยังกระทำความป่าเถื่อนเข้าไปเตะต่อยแฟนของตนเองที่กำลังท้องอยู่ ยังมีหน้ามาบอกว่าจะไม่รับผิดชอบต่อเด็กในท้อง หรือหากแท้งลูก ก็จะได้ไม่ต้องรับผิดชอบเช่นกัน ซึ่งจากคำพูดของพงษ์ทำให้ไม้ซึ่งไม่ชอบการกระทำและคำพูดของพงษ์ที่กลายเป็นคนไม่รับผิดชอบ ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ซึ่งไม้เกลียดการกระทำของคนแบบนี้มาก มันไปจี้จุดด่างในใจของไม้ ที่มีพ่อเป็นคนแบบนี้ พ่อเคยทิ้งแม่กับตนเองไป เมื่อตอนเด็ก โดยพ่อชอบซ้อมแม่ ไม้กับแม่จึงอยู่ด้วยกันมาด้วยความยากลำบากและต้องต่อสู้ชีวิต 2 แม่ลูกมาด้วยกันตามลำพัง  ไม้จึงเกลียดคนที่มีพฺฤติกรรมคล้ายพ่อ แล้ววันนี้พงษ์แสดงให้เขาเห็นว่า พงษ์ก็มีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากพ่อของตนที่กระทำต่อผู้หญิงและลูกอย่างไม่รับชอบ ไม้ต่อยพงษ์อยู่หลายที ทำให้พงษ์โมโหที่ไม้เข้ามายุ่งเรื่องของตน จึงชกไม้กลับ และวิ่งหนีออกจากร้านไป ในขณะที่ไม้ไปประคองร่างของอิ๋งขึ้นมา และลูกค้าช่วยกันพยุงอิ๋งเข้ามานั่งพักผ่อนภายในร้าน ช่วยกันนำยาดม และยามาทารอยฟกช้ำ ที่ถูกพงษ์ แฟนหนุ่มทำร้าย ไม้รีบทำงานในหน้าที่ของตน เนื่องจากเวลานี้ พงษ์ไม่อยู่ ตนเองจำต้องรับผิดชอบงานแต่เพียงลำพัง ภายในร้าน ส่วนอิ๋ง พอพักผ่อนจนหายบาดเจ็บแล้วก็เดินทางกลับไปที่ห้องพัก เพื่อที่จะขอเคลียร์กับพงษ์ แต่ว่าพงษ์ไม่อยู่แล้ว เก็บข้าวของเสื้อผ้าออกไปจนหมด


อิ๋งจึงเดินร้องห่มร้องไห้ กลับมาที่ร้าน บอกกับพี่ไม้ว่า พงษ์หลบหนีออกจากห้องพักไปแล้ว เก็บข้าวของออกไปจนหมด ไม้จึงต้องปลอบใจอิ๋งว่าให้ใจเย็นๆ บางทีพงษ์อาจจะอยากหลบหน้าไปสักพัก เพราะไม่รู้จะรับกับปัญหาอย่างไร หากให้เวลาเขาสักพัก เขาอาจจะตั้งสติได้ และกลับมาพูดคุยกันใหม่ให้รู้เรื่อง โดยไม้รับปากว่าจะพูดคุยกับพงษ์ให้กลับมาพูดคุยกับอิ๋ง ว่าจะทำอย่างไรกันต่อ หรือหากพงษ์กลับมาทำงานแล้ว ไม้จะเป็นคนกลางประสานความเข้าใจของทั้ง 2 คนให้ จึงบอกให้อิ๋งกลับไปบ้านก่อน และให้ดูแลสุขภาพตนเองให้ดี กลัวว่าจะกระทบต่อเด็กในท้อง และแนะนำให้อิ๋งไปหาหมอ ตรวจดูว่าที่โดนทำร้ายร่างกายมีผลกระทบต่อเด็กในครรภ์หรือไม่ อิ๋งจึงยอมกลับบ้านไป

จากนั้นไม้จึงโทรศัพท์หาพงษ์ แต่พงษ์ไม่รับสาย วันต่อมาพงษ์ก็กลับมาทำงานเป็นปกติ และยกมือไหว้ขอโทษพี่ไม้เหมือนเดิม และขอร้องว่า “พี่ไม้ อย่าบอกเรื่องนี้ ให้พี่น้อย ผจก.ร้านทราบเลย ถือว่าช่วยผมเถิด” กลัวว่าตนเองอาจถูกพักงาน หรือตัดเงินเดือนอีก 

“แกนะ สร้างเรื่องไม่จบสิ้นเลย แล้วทีนี้จะทำยังไง ตกลงนายแน่ใจเหรอว่า อิ๋งไม่ได้ท้องกับนาย ในเมื่อน้องบอกว่า ไม่เคยไปนอนกับใครเลย นอกจากนายคนเดียว”

“พี่ไม้ คงไม่รู้อะไร อิ๋ง ก่อนหน้ามาคบกับผม เขาก็เคยมีแฟนมาก่อนผม เป็นพวกแก๊งค์เด็กแว้นต์ ไอ้ศร ไอ้มอญ พวกเด็กกาก เกรียน อิ๋งมันเคยเป็นสก๊อยซ้อนท้าย ม.ไซต์ไอ้พวกนั้นมาก่อน พี่คิดว่าอิ๋งมันจะยังซิงมาถึงผมเหรอ แล้วที่ผมต้องย้ายมาอยู่อพาร์ตเม้นต์เดียวกับพี่ ก็เพราะว่าผมต้องหลบหนีไอ้ศร ไอ้มอญ เด็กเก่าของอิ๋งมัน มันคอยตามจะมากระทืบผมอยู่ หากมันรู้ว่าผมอยู่ที่ไหน เพราะอิ๋งมันบอกเลิกพวกมัน แล้วมาคบกับผม” 

“นายก็เลยคิดว่า อิ๋งน่าจะท้องกับพวกมัน ไม่ใช่นาย.....แต่อิ๋งก็ไม่กล้าที่จะกลับไปคบหากับพวกแฟนเก่าของเขา เกรงว่าจะไม่ยอมรับเช่นกัน”

“อันนี้ผมไม่รู้ แต่ผมบอกเลิกอิ๋งไปแล้ว แล้วบอกเขาว่า ก็ไปบอกพ่อของเธอว่า ไอ้ศร กับไอ้มอญ ทำเธอท้อง ให้พ่อเขาไปเล่นงานพวกนั้นเอง มันไม่เกี่ยวกับผมเลย”

“กูถามมึงจริงๆ วะ พงษ์ มึงได้เสียกับอิ๋งด้วยมั๊ย”

“ผมยอมรับว่าเคยนอนกับอิ๋ง ได้เสียกันครั้งนึง แต่นั่นก็เพิ่งเมื่อครั้งที่ผมเพิ่งย้ายมาอยู่หอพักเดียวกับพี่ เหตุการณ์มันเพิ่งจะเดือนกว่าที่ผ่านมานี้เอง อิ๋งจะมาบอกว่าท้องกับผมได้ไงหล่ะ พี่ลองคิดดูสิ วันที่ผม
พาอิ๋งมาเจอพี่ ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้เสียกัน พี่คิดว่าเวลาแค่เดือนเดียว จะทำให้ผู้หญิงท้องเลยเหรอ”

“ถ้าอย่างนั้น เอางี้ นายต้องพาอิ๋งไปพบพ่อของเขา แล้วบอกเล่าความจริงในเรื่องนี้ พี่จะยอมเป็นพยานให้แก อธิบายบอกพ่อของเขาว่า แกไม่ได้ทำให้อิ๋งท้องแน่ๆ ระยะเวลาที่แกกับอิ๋งคบกันมันแค่เดือนเดียว ไม่มีทางที่อิ๋งจะท้องได้ 3 เดือนขนาดนี้”

“พี่ผมไม่กล้าไปพบพ่อของเขาหรอก พ่อเขาคงจะกระทืบผมเป็นแน่”

“ทำไมหล่ะ ก็ในเมื่อเราไม่ใช่คนที่ทำให้ลูกสาวเขาท้องนี่”

“แต่ว่า ผมกับพ่อน้องอิ๋ง เราเคยมีเรื่องด้วยกันมาก่อน พ่อเขาไม่ได้ชอบขี้หน้าผม หากเขารู้ว่าผมกับอิ๋งคบกัน ต่อให้ไม่ได้ทำให้อิ๋งท้อง พ่อเขาก็คงจะต้องหาทางเล่นงานผมแน่ๆ”

“แสดงว่า นายกับพ่ออิ๋ง เคยมีกรณีขัดแย้งบาดหมางกันมาก่อนงั้นเหรอ”

“ครับ”   “เฮ้อ...แล้วจะทำยังไง ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ วันนึงพ่อเขาก็ต้องรู้ว่าอิ๋งท้องอยู่ดี แล้วก็ต้องรู้ว่านายมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะอิ๋งก็ต้องบอกพ่อเขาว่า คบกับนาย พ่อเขาก็ต้องตามเล่นงานนายอยู่ดี”

“ผมถึงให้เขาไปเอาน้องออกไง”

“เฮ้ย....แต่มันไม่ถูกต้อง เด็กมันไม่ผิด อยู่ดีๆ มึงจะฆ่าเด็กให้ตายทำไม .....ไม่รู้แล้วเว้ย พวกมึงเรียนผูก ก็ต้องเรียนแก้ กันเอาเอง กูไม่อยากจะยุ่งกับพวกมึงแล้ว กูได้แต่แนะนำหนทางที่ถูกต้อง และเหมาะสมที่สุดให้พวกมึงแล้ว ถ้าหากไม่ทำ ก็เตรียมตัวเผชิญปัญหาในวันข้างหน้ากันเองเอง”

ไม้พูดเสร็จก็ไปทำงานต่อ โดยไม่สนใจปัญหาของพงษ์อีก

“พี่ไม้ครับ ผมขอความช่วยเหลืออีกเรื่องนึงครับ ตอนนี้ผมขอไปพักที่ห้องพี่ชั่วคราวก่อนได้มั๊ยครับ พอดีผมคืนห้องให้อพาร์ตเม้นต์ไปแล้ว และตอนนี้ยังหาที่พักใหม่ไม่ได้ ผมขอพักที่ห้องพี่ไปซักพักได้มั๊ย จนกว่าจะหาที่พักใหม่ได้ แล้วผมจะช่วยออกค่าที่พักให้พี่ด้วย”

“ไม่ต้องหรอก แล้วมึงแน่ใจเหรอว่า อิ๋งมันจะไม่รู้ว่ามึงพักอยู่กับกู”

“เอางี้ครับพี่ไม้ ผมโทร.บอกพี่น้อยแล้วว่า ผมขอย้ายกะมาอยู่กะบ่าย แลกสลับกับพี่สน พี่สนก็โอเคแล้ว ผมกับพี่ไม่ได้ทำงานกะเดียวกัน ถ้าอิ๋งมาถาม พี่ก็บอกมันว่า ผมย้ายสาขาไปแล้ว จะได้ไม่ต้องมาตามหาผมอีก อีกอย่างอิ๋งมันไม่รู้ว่าห้องพักของพี่อยุ่ห้องไหน มันไม่มีทางรู้ว่าผมมาอยู่ห้องพักของพี่ และอีกอย่าง ผมกะอยู่เพียงแค่สัปดาห์เดียว”

“กูบอกไว้เลยนะ ถ้ากูให้มึงพัก อย่าเสือกทำให้กูเดือดร้อน หรือห้องพักข้างๆ เขาเดือดร้อนนะ ไม่งั้นกูไล่มึงจากห้องกูทันที”

“ผมจะไม่ทำให้พี่เดือดร้อนอีกเลยครับผม ขอบคุณมากครับพี่ไม้”


3 เดือนต่อมา ไม้แทบลืมเรื่องราวของพงษ์ไปแล้วเสียสนิทเลย เพราะภายหลังจากที่วันนั้น พงษ์มาขออยู่ที่ห้องพักของไม้อยู่ราว 5 วัน จากนั้นก็ได้ที่พักใหม่ของตน พงษ์มันก็ทำงานเป็นปกติมาได้ทอีกราว 1 เดือน ก็เพิ่งมาแจ้งขอลาออกจาก 7-11 เมื่อวานนี้ แต่จริงๆ มันบอกพี่น้อยไว้แล้วตั้งแต่ต้นเดือน บอกว่าจะกลับไปอยู่บ้านนอก และจะไปหางานทำแถบเซ้าเทิร์นซีบอร์ด ในจว.กระบี่ บ้านเกิดของมัน ผมกับไอ้พงษ์ก็ไม่ได้ติดต่อกันเลยนับแต่เมื่อวาน


ผมมาเจอไอ้พงษ์อีกที ก็ในจอทีวี นั่งดูข่าวอยู่ เห็นมันกับอิ๋ง เดินขึ้นโรงพัก ไปให้ปากคำ ในคดีของ 2 โจ๋เพื่อนสนิท ที่ถูกฆ่าตายฝังดินไว้ พบเป็นศพขึ้นอืด ตายมาได้ 3-4 วันแล้ว มีคนไปขุดดินหามันกับเผือกแล้วเจอ ปรากฏว่าเป็นศพของนายศร กับนายมอญ ซึ่งเป็นอดีตเพื่อนรักในกลุ่มแว้นต์ซิ่ง ม.ไซด์ ซึ่งจากการสืบสวนของตำรวจ พบว่าในแก๊งค์นี้ยังมีนายพงษ์ กับ น.ส อิ๋ง ซึ่งตำรวจจึงออกหมายเรียกให้ทั้ง 2 คนไปให้ปากคำในฐานะเพื่อนสนิท คนใกล้ชิด เคยร่วมอยู่ในแก๊งค์เดียวกัน

“เอ๊ะ....นายศร กับ นายมอญ ผู้ตาย เป็นเพื่อนของไอ้พงษ์กับน้องอิ๋งเหรอวะ แล้วทำไมตอนนั้น มันบอกกูว่า 2 คนนั้น คือคู่อริ เป็นแฟนเก่าของอิ๋ง ที่คอยตามเล่นงานมัน เออ....ดูแปลกๆ จัง แล้วการตายของไอ้ 2 ตัวนั่น จะเกี่ยวอะไรกับไอ้พงษ์หรือเปล่า หรือว่ามันจะ?.....คงไม่มั๊ง ก็ในเมื่อไอ้พงษ์ มันให้เราไปเป็นพยานบอกพ่อของน้องอิ๋งว่า มันไม่ได้ทำน้องอิ๋งท้อง แต่คนที่ทำคือไอ้ศร กับไอ้มอญ หรือว่าไอ้ 2 ตัวนั่น มันตามมาราวี ไอ้พงษ์  ไอ้พงษ์ก็เลย....ฮื้อ ไม่น่าเป็นไปได้ ตามข่าว บอกว่า จริง ๆแล้ว ไอ้พงษ์กับน้องอิ๋ง ก็คือเพื่อนอยู่ในกลุ่มเดียวกันนั่นแหละ เอ๊ะ....เรื่องนี้ ชักจะยังไงๆ แล้วหล่ะ”


อีก 2 วันต่อมา ที่แฟลตแถวคลองเตย มีคนไปพบชิ้นเนื้อคน จำนวนมาก ถูกทิ้งไว้ในโถส้วม และท่อระบายน้ำ จำนวนมาก ตำรวจจึงรุดไปตรวจสอบดู พบว่าเป็นชิ้นส่วนของมนุษย์จริงๆ ซึ่งอาจถูกฆาตกรรม แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นศพใคร ซึ่งจากการตรวจสอบและค้นหาชิ้นเนื้อพบว่า น่าจะมีอีกมาก ที่อาจถูกขนย้ายไปทิ้งยังจุดอื่น และประจวบกับมีการแจ้งคนหายก่อนหน้านี้ในระบบของทางราชการ พบว่า มีการแจ้งคนหายในช่วงนี้อยู่ 3 ราย ซึงอาจจะเป็นคนใดคนหนึ่งในบุคคลที่ถูกแจ้งหายในช่วงนี้ ได้แก่ คนแรกเป็นหญิงหม้าย อายุราว 48 ปี เป็นแม่ค้าในตลาดสด ก่อนหน้านี้ เคยมีปากเสียงกับแก๊งค์ปล่อยเงินกู้เถื่อนขาโหด อาจจะถูกอุ้มหายไปจากตลาด ซึ่งทางญาติได้ไปแจ้งความไว้แล้ว กับรายที่ 2 เป็นเด็กอายุราวๆ 4 ขวบ ซึ่งพลัดหลงกับพ่อแม่ในระหว่างที่มาเยี่ยมชมนิทรรศการพระเมรุมาศ ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งในเวลานี้ยังไม่พบตัวน้องเด็กชายโอ่งอ่าง ซึ่งพ่อกับแม่ ได้แจ้งความไว้ที่ สน.ชนะสงคราม และแจ้งต่อ แม่ทัพภาคที่ 1 และ ผบช.น ให้ช่วยออกตามหาเด็กหายแล้ว คาดว่าจะโดนพวกแก๊งค์มิจฉาชีพ ลักพาตัวเด็กไป โดยกระจายกำลังออกค้นหาทั่วเกาะรัตนโกสินทร์แล้ว โดยมีการส่งสายสืบลงตามหาอย่างเต็มกำลังทุกท้องที่ เนื่องจากเด็กพลัดหลงกับผู้ปกครอง ภายหลังจากเสร็จจากเที่ยวชมนิทรรศการพระเมรุมาศ ที่ท้องสนามหลวง และกำลังไปเที่ยวชมตรอกข้าวสาร ระหว่างที่ผู้ปกครองกำลังเลือกซื้อสินค้าอยู่ บุตรชายก็ได้หายสาบสูญไป ส่วนรายที่ 3 ที่มีการแจ้งคนสูญหายก็คือ นายพันจ่าอากาศเอก ตรีทศ สุดพลัง ซี่งเป็นนายทหารประจำที่กรมส่งกำลังบำรุง กองบัญชาการทหารอากาศ ได้หายตัวไปภายหลังออกเวรแล้ว ซึ่งก่อนหน้าที่จะหายตัวไป ได้บอกกับลูกน้องว่าจะออกไปทานข้าว โดยจะขับรถไปเอง แล้วให้ทหารรับใช้อยู่เฝ้าบ้าน จากนั้นก็หายตัวไปไม่กลับมาเป็นเวลากว่า 5 วันแล้ว ภาพแพนไปที่รูปคนหายทั้ง 3 คน ซึ่งสะดุดตาที่รายที่ 3 นายพันจ่าอากาศเอกตรีทศ  ( ศศิกุล ผู้สื่อข่าวช่อง 5 รายงานจากสถานีตำรวจนครบาลท่าเรือ )

“นายพันจ่าอากาศเอก ตรีทศหน้าคุ้นตามากๆ  นี่มันพ่อของน้องอิ๋ง นี่ หรือว่าชิ้นส่วนมนุษย์ที่พบเจอ จะเป็นพ่อของน้องอิ๋งหรือเปล่า”   ไม้เริ่มเอะใจว่าเศษชิ้นเนื้อมนุษย์ ตามข่าวที่ดูทางทีวี อาจจะเป็นพ่อของน้องอิ๋งก็เป็นได้  


1 สัปดาห์ต่อมา เริ่มมีความคืบหน้าของคดีเพิ่มขึ้น เมื่อมีการค้นพบมีดยาว อาวุธปืน รังกระสุน ปลอกกระสุน และถุงมือผ้า พร้อมกับวัสดุผ้า ที่มีรอยคราบเปื้อนเลือดอยู่หลายชิ้น ซุกซ่อนเหน็บไว้ใต้เตียงนอน (ใต้ถุนเพดานเตียงข้างล่าง) ในห้องพักอพาร์ตเม้นต์ย่านบ่อนไก่ ซึ่งตำรวจท้องที่ สน.ท่าเรือ ประสานกับ สน.ลุมพินี รุดเข้าตรวจสอบห้องพัก 211A  ค้นเจอหลักฐานสำคัญดังกล่าว  ซึ่งเจ้าของห้องพักคือนายสมัย โคกเนินสูง หรือนายไม้ ซึ่งได้ถูกควบคุมตัวไปเค้นสอบ และตกเป็นผู้ต้องสงสัยฆาตกรรมอำพรางหลายศพ ทั้งศพของนายศร นายมอญ และพันจ่าอากาศเอกตรีทศ  


ซึ่งในวันนั้นไม้ ถูกเค้นสอบอยู่หลายชั่วโมง และได้พี่หน่อยติดต่อทนายความสุชาติ ทนายส่วนตัว ให้มาช่วยว่าความ จึงทำให้ได้ประกันตัวออกมา ไม้ไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับเขา เหตุใดเขาจึงถูกใส่ร้ายป้ายความผิดให้เป็นแพะ ว่าเป็นผู้ต้องสงสัยสังหารนายศร นายมอญ และพ่อของน้องอิ๋ง ทั้งๆ บุคคลเหล่านี้ เขาไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวเลยสักคน และไม่เคยข้องแวะ เกี่ยวพันอะไรกับบุคคลเหล่านี้มาก่อน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจริงที่ว่าจะมีเรื่องขัดแย้งใดๆ กับผู้ตายทั้ง 3 คนนี้


ส่วนที่ญาติของผู้ตาย (หมายถึงพงษ์กับอิ๋ง) กล่าวอ้างว่า ไม้หรือผู้ต้องสงสัยมาหลงชอบพอน้องอิ๋งเป็นชนวนเหตุให้เกิดความหึงหวง และหาทางฆ่านายศร กับนายมอญ แฟนเก่า และต้องการสังหารตน (หมายถึงพงษ์) ด้วย แต่พอดีพ่อตาก็คือนายพันจ่าอากาศเอกตรีทศ เขามาเห็นเสียก่อน จึงกลายเป็นเหยื่อถูกสังหารแทนตน ตนกับแฟนจึงหลบหนีไปได้ และเมื่อสังหารเพื่อนกับพ่อตาของตนแล้ว จำเลย (หมายถึงไม้)  ก็อำพรางศพ โดยนำศพของศร กับมอญ ไปขุดฝังดินเพื่ออำพรางศพ และศพของพ่อตา ได้ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ไปกระจายทิ้งไว้ยังที่ต่างๆ เพื่ออำพรางหลักฐานเช่นกัน เนื่องจากพ่อตาเป็นถึงนายทหาร เกรงว่าหากถูกจับได้ จะถูกตามสืบจนเจอ และเมื่อเสร็จจากการฆาตกรรมอำพรางศพแล้ว ก็นำเครื่องมือหลักฐานทั้งหมดมาเก็บไว้ในที่พักของตน เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำวจตามสืบเจอ อีกทั้งจำเลย (หมายถึงไม้) มีความสนิทสนมกับเจ้าของอพาร์ตเม้นต์ ย่อมไม่มีใครกล้าเขาไปตรวจค้นอย่างแน่นอน
นี่คือคำกล่าวโทษใส่ร้ายผม ของฝ่ายโจทก์ (หรือก็คือพงษ์กับน้องอิ๋ง)  แต่เผอิญผมโชคดีที่มีทนายความสุชาติที่เก่งมาก และก็รู้เหลี่ยมมุมที่จะไปค้นหาหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวหาของฝ่ายโจทก์ได้ทั้งหมด 


ประเด็นแรก เลยก็คือ โจทก์อ้างว่า ข้าพเจ้าผู้ซึ่งเป็นจำเลยเกิดความหึงหวง มีมูลเหตุจูงใจมาจากชอบพอแฟนของโจทก์ คือน้องอิ๋งๆ จึงหาทางกำจัดนายศร กับนายมอญ ที่ยังตามมาระรานฝ่ายหญิง และต้องการให้ฝ่ายหญิงกลับไปอยู่กับเขา (ศร,มอญ) ทำให้ข้าพเจ้าเกิดความหึงหวงและลุแก่โทสะ จึงหาทางจะสังหารผู้ตาย (ศร,มอญ)  จึงนัดศรกับมอญไปเคลียร์ แล้วหาจังหวะลงมือสังหารด้วยปืน แต่เนื่องจากข้าพเจ้าไม่เคยมีความรู้เรื่องปืน ไม่เคยจับ ใช้ หรือเรียนการใช้ปืนมาก่อน แต่ศพของผู้ตาย ถูกยิงเข้าที่จุดตายเพียงนัดเดียวทั้ง 2 คน ซึ่งผู้ที่ใช้ปืนลงมือสังหาร ย่อมต้องเป็นผู้ชำนาญการใช้ปืนมาเป็นอย่างดี จึงจะยิงผู้ตาย เข้าจุดตายด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว และยิงผู้ตายทั้ง 2 คนในระยะเวลาใกล้เคียงกัน หาไม่แล้วผู้ตายอีกคนจะต้องวิ่งหรือหลบหนี หรือเกิดการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดได้ทัน 

นี่เป็นประเด็นแรก ซึ่งสอดคล้องกับประวัติการใช้อาวุธปืน การจดทะเบียนปืน และยี่ห้อ รุ่นของปืนที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการลงมือสังหารนั้น ใกล้เคียงกับอาวุธปืนของนายพันจ่าอากาศเอกตรีทศ ที่โจทก์อ้างว่าเป็นพ่อตาของตน และเป็นเหยื่อสังหารรายที่ 3 ด้วย จึงสันนิษฐานได้ว่า ศพของนายศร กับนายมอญ น่าจะถูกสังหารโดยนายพันจ่าอากาศเอกตรีทศ ซึ่งเป็นผู้สังหารตัวจริงเสียมากกว่า และเป็นผู้อำพรางศพด้วยการฝังดินไว้ เนื่องจากผุ้ลงมือสังหารเป็นถึงนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ไม่ต้องการให้มีการสืบคดีมาถึงตัวเอง จึงเลือกที่จะอำพรางศพด้วยการฝัง 


ส่วนประเด็นต่อมาก็คือ มูลเหตุจูงใจอะไรที่ทำให้นายพันจ่าอากาศเอกตรีทศ จำเป็นต้องสังหารนายศร กับนายมอญนั้น น่าจะสืบเนื่องจาก จำเลย (ข้าพเจ้า,ไม้) เคยไปเป็นพยานค้ำประกันให้โจทก์ รับรองว่าโจทก์ ไม่ใช่เป็นผู้ทำให้น้องอิ๋ง (ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นลูกสาวของนายพันจ่าอากาศเอกตรีทศ (ผู้สังหารนายศร,นายมอญ) ท้อง แต่คนที่ทำให้น้องอิ๋งท้องก็คือนายศรกับนายมอญ ทำให้นายพันจ่าอากาศเอกตรีทศ แค้นเคืองนายศรกับนายมอญ ที่ทำให้ลูกสาวของตนตั้งท้องแล้วไม่รับผิดชอบ จึงเป็นมูลเหตุจูงใจที่ทำให้นายพันจ่าอากาศเอกตรีทศคิดสังหารบุคคลทั้ง 2 นี่จึงเป็นน้ำหนักที่รับฟังได้ว่า เหตุใดนายพันจ่าอากาศเอกจึงฆ่านายศรกับนายมอญ


ทีนี้มาสู่ประเด็นที่ 3 ที่ว่าแล้วเหตุใดนายพันจ่าอากาศเอกตรีทศ จึงมาเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาเช่นนี้ ด้วยการถูกฆาตกรรมอำพรางศพเสียยิ่งกว่า ด้วยการถูกหั่นศพเป็นชิ้นๆ และถูกนำไปกระจายทิ้งยังที่ต่างๆ จนปัจจุบันยังหาชิ้นเนื้อไม่ครบ แต่ได้มีการนำชิ้นเนื้อที่ตรวจพบเจอบางส่วนไปตรวจ DNA แล้วกับเศษเส้นผมที่ร่วงอยู่ที่ค่ายทหาร โดยญาตินำมาให้นิติเวชตรวจ จนสามารถยืนยันได้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน เป็นอันว่าทางนิติเวช สามารถยืนยันได้แล้วว่าเศษชิ้นเนื้อมนุษย์ที่ตรวจค้นพบเจอในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา เป็นศพของนายพันจ่าอากาศเอกตรีทศ สุดพลัง บุคคลที่ถูกทางญาติแจ้งหายก่อนหน้านี้ โดยถูกฆาตกรรมอำพรางศพไว้ โดยหลักฐานที่ตรวจพบที่ห้องพักของจำเลยที่อพาร์ตเม้นต์แถวบ่อนไก่ นำมาตรวจสอบ หาลายนิ้วมือ และคราบเลือด กับ DNA ของผู้ตายแล้ว พบว่ามีความเกี่ยวข้องกัน ยืนยันได้ว่าเครื่องมืออุปกรณ์เหล่านั้น ใช้ในการฆาตกรรมอำพรางศพนายพันจ่าอากาศเอกตรีทศอย่างแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ ทนายของฝ่ายจำเลยสามารถหาหลักฐานข้อมูลมายืนยันข้อเท็จจริงที่ทำให้สามารถหักล้างข้อกล่าวหาของฝ่ายโจทก์ว่า นายสมัย โคกเนินสูง (หรือนายไม้) ไม่ใช่เป็นผู้ลงมือสังหาร นายพันจ่าอากาศเอกตรีทศ สุดพลังได้แล้ว และศาลอาญากลาง มีมติยกฟ้อง จำเลยก็คือ นายสมัย โคกเนินสูง (ไม้) ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ในคดีนี้แล้ว


7 วันต่อมา ผมนัดเจอกับทนายสุชาติของผม เลี้ยงขอบคุณเขา และมอบเงินค่าทำคดีให้กับเขา ที่ทำให้ผมหลุดคดี กลายเป็นผู้บริสุทธิ์จนได้  “ผมไม่นึกเลยนะว่า บนความโชคร้ายของผม ก็มีความโชคดีอยู่ด้วยในตัวของมัน ทำให้ผมได้กลายเป็นคนบริสุทธิ์ ผมเหมือนตายแล้วเกิดใหม่เลย”

“คุณไม้ เป็นคนดี ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้หรอกครับ ภายหลังจากนี้ควรจะไปทำบุญ ปล่อยนกปล่อยปลา หรือทำสังฆทานเยอะๆ นะครับ”

“ผมทำอยู่แล้วแหละครับ พี่สุชาติ....เออพี่สุชาติ ผมยังติดใจอยู่อย่างเดียว พี่ไปหาหลักฐานชิ้นสำคัญนั้นมาได้ยังไงครับ”

“หลักฐานอะไรเหรอครับ....?

“ก็หลักฐานที่บอกว่า น้องอิ๋ง เป็นเมียน้อยของนายพันจ่าอากาศเอกตรีทศ ไม่ใช่ลูกสาวหน่ะ”

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ผมก็ขอดูสมุดบัญชีของจ่าตรีทศ จากที่ต้นสังกัด ขอดูสเตทเม้นต์ ปรากฏว่ามีการโอนเงินทุกเดือนเข้าบัญชีเล่มนึง ซึ่งก็คือ บัญชีน้องอิ๋ง ผมก็เลยตามต่อไปว่าแล้วบัญชีน้องอิ๋งอยู่ที่ไหน ปรากฏว่าไม่มีใครตอบได้ ผมก็เลยขอที่อยุ่ สืบไปจนรู้ว่าบ้านน้องอิ๋ง อยู่โคราช บัญชีน้องอิ๋งอยู่กับแม่ ซึ่งแม่ของน้องอิ๋ง ไม่ใช่เมียของของจ่าตรีทศ พอสัมภาษณ์ไปเรื่อยๆ จึงรู้ว่า แม่น้องอิ๋งยกลูกสาวของตนให้เป็นเมียน้อยของจ่าตรีทศ เอ๊ยไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าเมียคนที่ 2 สิ เมียจ่าคนแรกเสียไปตั้งแต่ตอนยังสาวๆ และแกไปเจอเด็กคนนี้ ตั้งแต่อายุ 13 ก็เลยชอบ ติดอยู่ตรง เด็กคนนี้อยู่ในแก๊งค์เด็กแว้นต์ซิ่ง แกก็เลยส่งลูกน้องนายทหารมาขู่ไอ้กลุ่มเด็กแว้นต์พวกนี้ ว่าอย่ามายุ่งกับเด็กของนาย พอน้องอิ๋งอายุ 15 ปี แล้ว จ่าตรีทศก็เลยไปสู่ขอน้องกับแม่ ให้ค่าสินสอดทองหมั้น แต่ไม่ได้ทำพิธีแต่งงานนะ ทำกันอย่างเงียบๆ ลับๆ รับมาอยู่ที่บ้าน และรับปากว่าจะส่งเงินให้แม่ทุกเดือนในนามบัญชีของน้องอิ๋ง แต่น้องอิ๋ง ชอบพออยู่กับนายพงษ์ หัวหน้าแก๊งค์เด็กแว้นต์นี้แหละ มันจึงพัวพันกันมาอีรุงตุงนัง”

“เอ้าแล้วนายศร กับนายมอญ หล่ะมาเกี่ยวอะไรด้วย”

“ไอ้ 2 ตัวนี้ เป็นลูกน้องของนายพงษ์อีกทีไง มันก็กลายเป็นเหยื่อมารับบาปแทนนายพงษ์ไง”

“ก็แสดงว่า ก่อนหน้านี้ ไอ้พงษ์มันซ้อมน้องอิ๋ง เพราะไม่ต้องการสานสัมพันธ์ต่อ กลัวว่าจ่าตรีทศจะเล่นงานมัน แต่ภายหลังคิดแผนสังหารจ่าตรีทศได้ ก็เลยกลับมาคบกันใหม่ แล้วป้ายความผิดมาให้ผมแทน”

“ถูกแล้วครับ”

“แล้วทำไมมันต้องยืมมือจ่าตรีทศฆ่าลูกน้องของมันทั้ง 2 คนด้วยหล่ะ”

“ก็ไอ้แก๊งค์นี้มันเป็นเด็กวิ่งยาด้วยไง มันกลัวว่าไอ้ 2 ตัวนี้ วันใดวันหนึ่งถูกจับได้ ก็จะซัดทอดมาถึงมันด้วยไง เรื่องราวมันก็แค่นี้แหละ น้องไม้” 

“ไอ้พงษ์ มึงนี่สารเลวสุดๆ เลยหว่ะ ดีที่ศาลตัดสินจำคุกมันกับเมียมันไปแล้ว ไอ้เวรเอ๊ย”