วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

กาเหว่าอึกทึก EP. 3


กาเหว่าอึกทึก 


EP.3  คดีลุงยุติ (หรือลุงยุทธ) 


ที่นิติเวช กรมตำรวจ หมอแล็บแพนด้า นำทีมสารวัตรเดช และคณะเข้าร่วมฟังการวิเคราะห์ชันสูตรพลิกศพสามเณรขวัญ ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมอำพราง และนำศพไปฝังไว้อยู่ใต้ฐานพระพุทธรูป ในอุโบสถหลังเล็ก ภายในวัด

“มีร่องรอยการถูกทำร้ายหลายจุด ทั้งถูกแทงที่ลำตัว ถูกทุบด้วยของแข็งที่ศีรษะ และยังมีร่องรอยของการถูกบีบคออีกด้วย”

“แสดงว่า ผู้ลงมือสังหาร อาจมีมากกว่า 1 คน ใช่มั๊ยหมอ”

“คาดว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น เนื่องจากดูจากร่องรอยแล้ว ผู้กระทำ ไม่น่าจะลงมือได้คนเดียว หรือถ้าเป็นการลงมือเพียงคนเดียว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำหลายอย่าง เพราะเท่าที่ดูแล้ว ผู้ตายน่าจะเสียชีวิตตั้งแต่ถูกแทงแล้ว เพราะบาดแผลที่แทงทะลุเข้าที่ตำแหน่งสำคัญคือหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักให้เสียชีวิต ส่วนการกระทำที่เหลือน่าจะเป็นการย้ำ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ตายเสียชีวิตจริง”

“ผู้กระทำน่าจะต้องโกรธแค้นผู้ตายเป็นอันมาก เพราะการกระทำเป็นการลงมือด้วยความเหี้ยมโหด และมีการวางแผนมาอย่างดี”

“สารวัตรครับ หมวดแชนบอกว่า สายสืบของเขาพบร่องรอยของโลหิตตามทาง บริเวณสวนหลังวัด พอเอาโลหิตเหล่านั้นไปตรวจสอบดู พบว่าน่าจะเป็นโลหิตของผู้ตาย จึงสันนิษฐานว่าผู้ตายถูกลวงไปสังหารนอกวัด และนำศพมาฝังไว้ที่ฐานพระพุทธรูปในวัด เพื่ออำพรางศพไว้ ไม่ให้ตรวจสอบเจอ”

“ดีที่ว่าโจ๋ตีนขโมย มันลักลอบเข้ามาขโมยพระและเศษเงินบริจาคใต้ฐานพระพุทธรูป จึงได้กลิ่นศพ และพอล้วงมือเข้าไปก็พบว่าเป็นเนื้อมนุษย์ พอมันถูกจับได้ มันเลยบอกเล่าให้สมภารน้อย เวรยามประจำคืนนั้น ให้ได้ทราบข้อเท็จจริง แล้วสมภารน้อย ก็มาแจ้งต่อพระมหาสุชีพ แล้วพระมหาสุชีพได้โทร.มาบอกผมในคืนนั้นเลย”

“สารวัตรครับ จากการที่ผมสอบปากคำเหรัญญิกผัวเมีย (นายเด่น,นางปีย์) รู้สึกจะให้การวกวนไปมา อ้างว่าไม่รู้ไม่เห็น และไม่ได้พบเจอหน้าของสามเณรขวัญเลยมาร่วมอาทิตย์แล้ว”

“สารวัตรครับ ส่วนพระมหาสฤษฏิ์ กับสามเณรโทน ก็มีท่าทีที่เป็นพิรุธ พอเจ้าหน้าที่สอบถามไปถึงการเบิกเงินค่าก่อสร้างอุโบสถที่ค้างจ่ายจำนวน 22 ล้าน โดยบอกว่าได้เดินทางไปเบิกเงินที่ธนาคาร พระมหาสฤษฏิ์บอกว่า ตอนไปเบิกเงินไปกับนายเด่น  แต่สามเณรโทนบอกว่านายเด่นไปกับสามเณรขวัญ ให้การไม่ตรงกัน พอถามย้อนกลับไปกลับมาหลายครั้ง ก็ให้การเปลี่ยนไปอีก เป็นว่า พระมหาสฤษฏิ์ กับสามเณรขวัญไปด้วยกัน แล้วนายเด่นตามมาสมทบ จากนั้นขากลับอ้างว่าสามเณรขวัญมีกิจธุระทางบ้านจึงขอแยกทางกลับก่อน หลังจากตอนนั้น ก็ไม่พบหน้าสามเณรขวัญอีกเลย”

“เห็นทีคดีนี้ น่าจะมีกลิ่นตุๆ เรื่องเงิน ผลประโยชน์มาเกี่ยวข้องแน่ๆ หมวดกบี่ ผมอยากให้คุณไปสืบดูว่าสมุดบัญชีของเหรัญญิกผัวเมีย และพระมหาสฤษฏิ์ กับสามเณรโทน มีเงินเพิ่มขึ้นหรือโอนมาจากไหนหรือเปล่า แล้วสัปดาห์หน้า เราค่อยมาคุยกันอีกที”

“ครับผม”


จากนั้นสารวัตรเดช เดินทางไปยังโรงพยาบาลศิริราช เพื่อเยี่ยมอาการของนายเลี่ยม ซึ่งได้รับแจ้งจากคุณหมอแล็บแพนด้า ว่า อาการของนายเลี่ยมดีขึ้นแล้ว

“นายเลี่ยม จำได้มั๊ย ว่าใครทำร้ายนาย

“กลัวๆ ไม่.......”  นายเลี่ยมทำท่าเหมือนหวาดกลัว เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่มีคนมาทำร้ายตน

“นายเลี่ยม ไม่ต้องกลัวนะ ผมเป็นตำรวจ ผมมาช่วยคุณ นายเลี่ยมฟังผมดีๆ นะ วันนั้นหลังจากนายเลี่ยมให้อาหารสุนัขภายในวัดแล้ว นายเลี่ยมไปเจอใคร ที่มีพฤติกรรมแปลกๆ ลับๆ ล่อๆ มั๊ย”

“พระ ๆ ....”

“เจอพระงั้นเหรอ เป็นพระลูกวัดใช่มั๊ย จำหน้าเขาได้มั๊ย”  นายเลี่ยมบ่ายสีหน้าปฏิเสธ เป็นการแสดงความหมายว่าจำไม่ได้  ......”โอ๊ยๆๆๆ ปวดหัว”   นายเลี่ยมร้องตะโกนว่าปวดหัวกำเริบขึ้นมาอีก

“สารวัตรเดชครับ ผมว่าพอแค่นี้ก่อนดีกว่าครับ คนไข้เริ่มมีอาการปวดหัว คงจะยังให้ปากคำไม่ได้ในตอนนี้”

“โอเคครับ ไว้นายเลี่ยมออกจากโรงพยาบาลแล้ว ผมค่อยไปสอบถามอีกที ขอขอบคุณคุณหมอมากครับ ผมลาแล้วครับ”


สารวัตรเดช กลับไปที่กุฏิของพระมหาสุชีพ ทีวัดประยูรฯ อีกครั้งเพื่อสอบถามพูดคุยประเด็นเพิ่มเติม

“ท่านมหา ผมสารวัตรเดชครับ”

“โยม มีธุระอะไรกับอาตมาหรือเปล่า”

“ผมอยากจะขอพูดคุยกับท่านมหา เกี่ยวกับเหตุการณ์ในคืนนั้นครับ .....ท่านบอกกับผมว่า ในคืนวันนั้น ภายหลังจากทำวัตรเย็นเสร็จ พระทุกรูปต่างแยกย้ายกลับกุฏิของตน พอวันรุ่งขึ้น ปรากฏว่ามีพระลูกวัดมาตามพระทุกรูปในคณะ 11 เนื่องจากไม่มีพระรูปใดในคณะ 11 ออกไปบิณฑบาตซักรูป พอพระทุกรูปตื่นขึ้นก็ปราฏกว่าสายโด่งแล้ว เสมือนว่าพระทุกรูปถูกวางยานอนหลับ เหตุใดท่านจึงสันนิษฐานเช่นนั้น

“ก็เพราะว่า อาตมารู้สึกว่าพอหลังทำวัตรเย็น พระทุกรูปในคณะ 11 ได้ดื่มน้ำปานะร่วมกัน โดยมีสามเณรโทนนำมาวาง โดยอ้างว่า เป็นน้ำใจของพระมหาสฤษฏิ์มามอบให้ ที่พระทุกรูปไปร่วมลงแรง ช่วยกันปลูกสร้างอุโบสถ และร่วมแรงร่วมใจจัดงานวัดเพื่อหาเงินบริจาคมาสร้างอุโบสถใหม่ อาตมาจึงสันนิษฐานว่า ในน้ำดื่มปานะ อาจมีการวางยานอนหลับใส่ไว้ เมื่อดื่มลงไปในคืนนั้น ก็ทำให้ทุกคนนอนสลบไสล ไม่ยอมตื่นมาบิณฑบาตกันเลย ถ้าไม่มีพระลูกวัดมาปลุก ก็ยังไม่ตื่นจนถึงเที่ยงแน่ๆ”
จากนั้นสารวัตรเดชรับสายโทรศัพท์ที่หมอแล็บแพนด้า โทร.มาแจ้งว่า จากตัวอย่างน้ำดื่มปานะที่ทางสารวัตรเดชให้หมอแล็บช่วยนำไปตรวจสอบดูว่ามีสารอื่นใดเจือปนอยู่หรือไม่ ก็พบว่ามีสาร ที่คล้ายยานอนหลับผสมอยู่จริงๆ ตามที่สารวัตรและพระมหาสุชีพสันนิษฐาน

“ท่านมหาครับ จริงอย่างที่ท่านสันนิษฐานครับ เพราะหมอแล็บโทร.มาบอกแล้วว่าน้ำดื่มปานะ มีส่วนผสมของยานอนหลับจริงๆ ด้วย.....แล้วเขาทำเช่นนี้เพื่ออะไรครับ”

“ก็เพื่อที่จะดำเนินการกับศพของสามเณรขวัญ โดยนำศพลำเลียงมาฝังไว้ที่ฐานพระพุทธรูป พระประธานในอุโบสถหลังเล็ก โดยจะไม่มีพระรูปใดจากคณะ 11 ได้เห็น แม้แต่เวรยามในคืนนั้น เพราะว่าสลบไสลจากยานอนหลับกันหมด”

“ถูกต้องแล้วครับ ท่านมหา ท่านเก่งมากครับ ข้อสันนิษฐานนี้ผมเห็นด้วย เพราะว่า การที่พวกมันจะนำศพเข้ามาฝังไว้ใต้ฐานพระพุทธรูป ต้องเลือกอาศัยเวลายามวิกาล และก็ต้องทำให้พระทุกรูปในคณะ 11 มองไม่เห็น เนื่องจากคณะ 11 ดูแลพื้นที่บริเวณพระอุโบสถหลังเล็ก และก็ใกล้ที่สุด ถ้ามันไม่ทำเช่นนี้ ก็จะไม่มีทางนำศพมาฝังไว้ได้”

“อีกทั้งเป็นวันเดียวกับที่นายเลี่ยมหายตัวไปด้วยเช่นกัน”

“นายเลี่ยม ต้องเป็นผู้ที่ไปพบเห็นการกระทำของพวกมันเป็นแน่ จึงถูกทำร้าย ตีศีรษะ แล้วนำร่างของนายเลี่ยมผลักให้จมลงในบ่อน้ำ แต่เดชะบุญ ที่ไอ้ตูบ มันจำนายของมันได้ ไอ้ตูบพยายามดึงร่างของนายเลี่ยมให้ศีรษะพ้นจากการจมในบ่อน้ำ มิเช่นนั้น นายเลี่ยมจะเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจ จนพอรุ่งเช้าจึงมีพระลูกวัดมาเจอร่างนายเลี่ยม จึงรีบพาส่งโรงพยาบาล”

“แล้วตอนนี้คดีความของสามเณรขวัญคืบหน้าไปถึงไหนแล้วครับ ท่านสารวัตรเดช”

“ตอนนี้ผมได้ประเด็นสงสัย ว่ามูลเหตุจูงใจน่าจะมาจากการขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์เงินในบัญชีทรัพย์สินของวัด หรือไม่ก็การขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหรือตำแหน่งภายในวัดครับ แต่ยังอยู่ในช่วงตามสืบสวนอยู่”

“อาตมาขอให้ได้ความคืบหน้าโดยเร็ว หากมีอะไรที่อาตมาจะพอช่วยได้ สารวัตรมาหาอาตมาได้ทุกเมื่อครับ”


สัปดาห์ต่อมา หมวดกบี่ได้มาแจ้งความคืบหน้าในการสืบสวนทางลับเกี่ยวกับบัญชีเงินฝากของผู้ต้องสงสัย 4 คน ก็คือ พระมหาสฤษฏิ์, สามเณรโทน พระลูกวัด นายเด่นและนางปีย์ ศิษย์ฆราวาสที่ดูแลบัญชีทรัพย์สินของวัด ในฐานะเหรัญญิกวัด ปรากฏว่ามีเงินเพิ่มในบัญชีของทั้ง 4 คน ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ

สารวัตรครับ มันชัดเจนที่สุดครับ 4 คนนี้เอี่ยวผลประโยชน์ หรือยักยอกเงินในบัญชีทรัพย์สินของวัดไปเป็นเงินส่วนตัว ผมได้ดำเนินการเพื่อออกหมายเรียกทั้ง 4 คนมารับข้อกล่าวหาแล้วครับ แต่ดูเหมือนพระมหาสฤษฏิ์ จะหายออกไปจากวัดแล้ว จึงได้ดำเนินการออกหมายจับแล้วครับผม

“ดูท่า เงื่อนงำนี้ จะเป็นมูลเหตุจูงใจที่ทำให้ มีใครคนใดคนหนึ่งในนี้ หรือร่วมกัน ลงมือสังหารสามเณรขวัญ เพราะสามเณรขวัญอาจไปล่วงรู้ความลับนี้เข้า และไม่ยินยอมร่วมอยู่ในขบวนการ”

“ดูเหมือนพวกมันคงเกรงว่าสามเณรขวัญจะเปิดโปงความจริงเรื่องนี้ จึงฆ่าปิดปาก แล้วโยนความผิดให้กับสามเณรขวัญ ว่าเป็นผู้ที่ยักยอกเงินในบัญชีทรัพย์สินของวัดไปเสียเอง”

“สารวัตรครับ ตอนนี้นายเลี่ยมออกจาโรงพยาบาลแล้ว และตอนนี้อยู่ที่กุฏิของพระมหาสุชีพแล้ว เราจะไปสอบปากคำนายเลี่ยมมั๊ยครับ”

“ไปสิ หมวดกบี่ ไปกับผม”


ที่กุฏิของพระมหาสุชีพที่วัดประยูรฯ

“นายเลี่ยมบอกว่า คนที่ตีศรีษะของตนคือ พระ แต่จำใบหน้าไม่ได้งั้นเหรอ งั้นผมจะให้เอาพระทุกรูปในวัด มายืนเรียงให้นายเลี่ยมชี้ตัวดีมั๊ย.....”

“ไม่ต้องหรอกโยม อาตมาคิดว่า นายเลี่ยมรู้จักพระทุกรูปในวัดดี ถ้าเป็นใคร เขาย่อมระบุตัวได้ .....เลี่ยม บอกอาตมา มาซิว่า พระรูปนั้น ใช่พระในวัดหรือไม่”   นายเลี่ยมส่ายหน้า แสดงอาการตอบว่าไม่ใช่พระรูปใดในวัดทั้งสิ้น

“ไม่ใช่แม้แต่พระมหาสฤษฏิ์ หรือสามเณรโทน ด้วยเหรอ”   นายเลี่ยมก็ยังส่ายหน้าอีก

“แสดงว่าเป็นพระจากที่อื่น งั้นสิ.....แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นใคร”

“ไหนเลี่ยมบอกอาตมาสิ ว่ารูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร อาตมาจะลองวาดรูปผู้ต้องสงสัยในกระดาษดู ลองบอกสิว่าใช่หรือไม่ใช่”  จากนั้นพระมหาสุชีพ จึงลองวาด รูปเค้าโครงผู้ต้องสงสัยในกระดาษตามลักษณะที่นายเลี่ยมบอก  หน้าตอบๆ ผมไม่มี จมูกโด่ง ดวงตาเล็ก มีแววประกาย รูปปากเล็ก คิ้วเป็นอย่างไร....?     “จำได้แล้ว มีคิ้วหนา โค้ง”  

“ฮะ...พระมีคิ้วงั้นเหรอ จะเป็นไปได้อย่างไร?  สารวัตรเดช แสดงอาการประหลาดใจ

“ก็แสดงว่า มันไม่ใช่พระ แต่สวมจีวรพระ เพื่ออำพรางตน ว่าเป็นพระ เพื่อไม่ให้คนอื่นสงสัย”

“เป็นคนนอกที่ไม่ใช่พระ ถ้าอย่างนั้นจะใช่นายเด่นหรือเปล่า”   นายเลี่ยมส่ายหน้าอีก

“ไม่ใช่นายเด่น เพราะนายเด่นก็คุ้นเคยกับนายเลี่ยมเป็นอย่างดี....”

“แสดงว่า คนๆ นี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับแก๊งค์ที่ลวงสามเณรขวัญไปสังหาร....?

“ฉันรู้แล้ว มันคือคนที่ลอบเข้ามา สักรอยบนตัวของ สามเณรขวัญ ไง คล้ายศพของเด็กหญิงแดง น่าจะเป็นคนๆ เดียวกันด้วย”

“มันลงมือสักรอยสักบนศพของเด็กหญิงแดง แล้วยังมาสักอีกบนศพของสามเณรขวัญ เพื่ออะไร แสดงว่ามันต้องการบอกอะไรเรางั้นเหรอ”

“มันต้องการสื่อสารกับเราไง ก็เราเป็นผู้ที่ดูแลคดี และจะต้องเป็นผู้ที่ค้นพบศพในที่สุด”

“บุคคลคนนี้ น่าจะเป็นคนที่เราเองก็ต้องรู้จัก หรืออยู่ใกล้ๆ เรานี่แหละ ที่มันไม่ยอมโกนคิ้ว เวลาปลอมตัวเป็นพระ ก็เพราะกลัวว่าเราจะทักมัน หรือสงสัย จับได้ว่าเป็นมัน เพราะฉะนั้น มันคือคนที่อยู่ใกล้เราที่สุด”

“อาตมาไม่รู้นะ ว่ารอยสักมันเกี่ยวอะไรกับการที่จะสื่อความกับเจ้าหน้าที่ทางการ แต่คดีของสามเณรขวัญ อาตมาต้องขอขอบคุณ สารวัตรกับพวก ที่ช่วยกันคลี่คลายคดีได้สำเร็จ”

“เช่นกันครับ หากไม่ได้ท่านมหาสุชีพ คดีนี้ คงไม่สามารถคลี่คลายได้โดยเร็วเช่นนี้”

จบคดีสามเณรขวัญ ณ วัดประยูรวงศาวาส


EP.3  เริ่มคดีลุงยุติ (หรือลุงยุทธ) 

ที่บ่อนของนายฮวด ภายหลังจากที่เด็กหญิงแดงหนีรอดจากการถูกเพื่อนชายวัยโจ๋ 4 คนลวงไปข่มขืนและเกือบถูกฆ่าอำพรางศพ แต่หนีตายมาได้ เธอได้พบเจอหน้าพ่อ ก็คือนายฉมอีกครั้ง แต่ว่านางเรือนแจ้งว่า เด็กหญิงแดงถูกขายให้นายฮวด เพื่อแลกกับการชำระหนี้ที่นายฉมและนางเรือน บิดาและมารดาเลี้ยงของตนไปก่อไว้กับนายฮวด ทำให้เด็กหญิงแดงต้องไปทำงานใช้หนี้ในตึกโคมเขียวของนายฮวด จนได้ไปเจอกับกิมท้อ ซึ่งกิมท้อก็มีชะตากรรมเดียวกับเด็กหญิงแดง ถูกนายฮวดซื้อตัวมาจากพ่อแม่บุญธรรมตั้งแต่เด็ก ถูกชุบเลี้ยงอย่างดี โดยหวังว่าจะให้เป็นเถ้าแก่เนี้ยของนายฮวด และได้อภิสิทธิ์เหนือนางโลมคนอื่นๆ ในสำนักโคมเขียว แต่กิมท้อไม่มีความสุขเลย เธอบอกกับตนเองว่าสักวัน ถ้าหาเงินไถ่ตัวเองได้ จะบอกลานายฮวด ปลดแอกตนเองให้เป็นไทให้ได้ เพื่อไม่อยากเป็นนางโลมไปตลอดชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้เผอิญเจอกับลุงยุติ (หรือลุงยุทธ) ซึ่งแม้วัยจะสูงกว่าเธอมาก และเป็นชายพิการขากระเผก แต่มีจิตใจดี เป็นคนสุภาพอ่อนน้อม มีน้ำใจไม่ถือตัว และพูดจาให้เกียรติเธอมาก ลุงยุติเป็นพ่อครัวร้านขนมเบเกอรี่ ที่ทำงานในภัตตาคารอาหารจีนแถบเยาวราชมาหลายปีแล้ มีฝีมือทำขนมจีนได้อร่อยมาก ร้านของลุงยุติ เป็นที่รู้จักในย่านเยาวราช และมีชื่อเสียงมายาวนาน จนทำให้นายฮวดติดใจในขนมร้านนี้ และมักจะสั่งขนมมาให้ลูกน้องและบริวารได้กินกันเป็นประจำ และลุงยุติ ไม่บ่อยครั้งจะมาส่งขนมเอง หากลูกน้องไม่ได้ลาออกไปกะทันหัน หรือว่าลุงยุติว่างจากงานครัวจริงๆ ก็จะเป็นคนมาส่งขนมด้วยตนเอง จนได้มาเจอกับกิมท้อ จึงเกิดเป็นความประทับใจในไมตรีกัน และแอบมีใจให้กัน จนวันหนึ่ง กิมท้อแอบให้พ่อบ้านนัดแนะลุงยุติมาเจอกันที่หอโคมเขียว และแอบได้เสียกัน ลุงยุติก็คือหนุ่มโสด ในชีวิตไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีแฟน หรือสาวใดมาแล เพราะคิดแต่เพียงว่าตนเองเป็นหนุ่มพิการ ไม่ได้มีรูปโฉมงดงาม จึงไม่เคยคิดที่จะกล้าจีบใครเป็นเรื่องเป็นราว แต่การที่กิมท้อ ซึ่งเป็นหญิงสะคราญ เป็นถึงนางโลมเบอร์ 1 ประจำหอ ที่มีลูกค้าทั้งภายใน ภายนอกรอคิวนัด อย่างไม่ว่างเว้น จะชายตามาเหลียวแล และยอมเปิดโอกาสให้ตนได้มีสัมพันธ์ด้วย ก็เหมือนฟ้าประทานนางฟ้าลงมาให้ ทำให้ลุงยุติเองก็ตื่นเต้น กระชุ่มกระชวย ปลุกไฟสวาทที่ซ่อนอยู่ภายในให้ลุกโชนขึ้นมาได้ และแม้รางจะพิการ แต่สิ่งนั้นซึ่งเป็นเครื่องแสดงความเป็นชาย มีรูปโฉมหนุ่มฉกรรจ์และลีลาเด็ดเหลือเกิน สามารถสร้างความสุขเติมเต็มให้สาวสวยวัยระหงส์อย่างกิมท้อได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่าหนุ่มฉกรรจ์แถบๆ นี้ที่มักแวะเวียนมาชายตาแลไม่รู้เบื่อ แต่ท่ามกลางความสุขเล็กๆ ในโลกสีชมพูที่ปกคลุมด้วยความมืดหม่น หารู้ไม่ว่าคนทั้ง 2 กำลังติดหล่มไปในหุบเหวนรก เมื่อเรื่องระแคะระคายถึงหูของนายฮวด นายห้างเจ้าของบ่อนและสำนักโคมเขียว วันหนึ่งนายฮวดจับได้ว่ากิมท้อแอบคบชู้กับลุงยุทธ (แต่นายฮวดเรียกนายยุทธ เพราะวัยใกล้เคียงกัน) จึงจับกิมท้อมาคุมขัง ส่วนลุงยุติหนีรอดไปได้หวุดหวิดจากการช่วยเหลือของพ่อบ้านร่วมกับกิมท้อ ที่เอาชีวิตตนเข้าขวาง หากนายฮวดไม่ยอมปล่อยลุงยุติไป ก็จะใช้มีดทำร้ายตนเองจนตาย เมื่อกิมท้อนำมุกนี้มาขู่ จึงทำให้นายฮวดต้องยอมปล่อยตัวลุงยุติไป แต่ก็ได้สั่งการลูกน้องมือขวาคนสนิทคือนายลิ่ว ให้นำเด็กโจ๋ในสังกัดตนเอง ไปตามเล่นงานลุงยุติให้ถึงตาย


จึงเป็นที่มาของคดีความลุงยุติ เมื่อมีคนพบศพของลุงยุติ ถูกเหล่าวัยรุ่นขาโจ๋ 6 คน รุมทำร้ายจนเสียชีวิต โดยผู้ต้องหาวัยรุ่นขาโจ๋ทั้ง 6 คน ถูกรวบตัวได้ในเวลาต่อมา โดยอ้างว่าที่ลงมือสังหาร เป็นเพราะกระทำไปด้วยความโกรธ เนื่องจากคุณลุงยุติ ด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรง อีกทั้งลุงยุติคว้ามีดมาไล่ฟัน ด้วยความจวนตัว ต้องการป้องกันตัว จึงใช้อาวุธตอบโต้ จนเป็นเหตุให้ลุงยุติเสียชีวิต ไม่ได้มีเจตนาฆ่า เหมือนอย่างที่ทนายความได้ฟ้องร้อง


ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล สารวัตรเดช ได้รับรายงานจากร้อยเวรประจำ สำนักงานทีรับเรื่องว่า พบศพชายพิการ อายุราว 52 ปี ถูกโจ๋รุมทำร้าย ฟันแทงจนเสียชีวิต ในสภาพศพที่มีบาดแผลเต็มร่าง เลือดอาบร่าง และมีรอยสักบนตัว 5 ที่ เหมือนๆ กับคดีศพก่อนหน้านี้ 2 คดี จึงรีบรุดไปยังนิติเวช เพื่อดูสภาพศพ

“มีรอยสักบนตัวอีกแล้วเหรอ มีคำว่า    “ใด ได้ มา แต่ – watch

“มีคำภาษาอังกฤษด้วย ช่างน่าประหลาดใจนัก”

“คุณหมอแล็บ ศพรายนี้ เป็นอย่างไรเหรอ”



โปรดติดตามใน EP. ต่อไป


คดีลุงยุติ (หรือลุงยุทธ) ผู้เขียนได้แรงบันดาลใจมาจาก คดีลุงพิการโดน 6 โจ๋รุมทำร้ายจนเสียชีวิต ซึ่งกลายเป็นคดีโด่งดัง และมีนัยยะเกี่ยวกับลูกหลานคนมีสี (6 โจ๋เป็นลูกหลานตำรวจ) เมื่อกระทำผิด จะมีขบวนการทำคดีที่ช่วยเหลือ,เอื้อประโยชน์,หรือรวบรัดตัดตอน เพื่อช่วยเหลือจำเลยหรือไม่ จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมและโลกโซเชียลอยู่พักนึง 


                                          











  



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น