วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

โลก 360 องศา - (กลุ่มไอเอสออกมายอมรับอยู่เบื้องหลังเหตุนองเลือดที่จาการ์ตา,คาร์บอมบ์กราดยิงจับตัวประกันในแบกแดด,รัสเซียปฏิเสธทิ้งระเบิดพลาดถูกเด็กนักเรียน,กลุ่มอัลกออิดะห์เตือนซาอุฯต้องชดใช้เหตสั่งฆ่าพวกของตน,เครื่องบินอเมริกา B-52 บินขู่เกาหลีเหนือ)


เอเอฟพี - กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) เมื่อวันพฤหัสบดี (14 ม.ค.) ออกมาอ้างความรับผิดชอบเหตุกราดยิงนองเลือด และโจมตีด้วยมือระเบิดฆ่าตัวตายที่สั่นสะเทือนเมืองหลวงของอินโดนีเซีย ขณะที่สหรัฐฯรุดออกมาประณาม และชี้ว่า เป็นการกระทำที่เชิญชวนให้ถูกทำลายล้าง  ในถ้อยแถลงที่เผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ ทางพวกญิฮัดกลุ่มนี้บอกว่าระเบิดจำนวนหนึ่งถูกจุดชนวนขึ้นในระหว่างการโจมตีของนักรบของกาหลิบ 4 คน ด้วยอาวุธขนาดเล็กและเข็มขัดระเบิดถ้อยแถลงบอกต่อว่า มือโจมตีมีเป้าหมาย คือ จุดรวมตัวของพลเมืองจากพันธมิตรครูเสด อ้างถึงพันธมิตรนานาชาติที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งกำลังปฏิบัติการทางอากาศถล่มไอเอสในอิรัก และซีเรีย พวกหัวรุนแรง 5 คน ลงมือโจมตีย่านใจกลางกรุงจาการ์ตาในวันพฤหัสบดี (14 ม.ค.) ปฏิบัติการที่เชื่อว่าเป็นการลอกเลียนแบบเหตุโจมตีกรุงปารีส โดยพวกเขาจุดชนวนระเบิดและกราดยิงผู้คนในย่านแห่งหนึ่งซึ่งแออัดไปด้วยห้างสรรพสินค้า สถานทูต และสำนักงานสหประชาชาติ  ตำรวจประกาศว่า การโจมตีสิ้นสุดลงหลังเหตุระทึกขวัญผ่านไปหลายชั่วโมง โดยมีคนร้ายเสียชีวิต 5 คน เช่นเดียวกับพลเมือง 2 คน โดยในนั้น 1 รายเป็นชาวตะวันตก พร้อมบอกว่าไม่มีมือจู่โจมที่ยังเล็ดลอดเหลืออยู่แล้ว ในเวลาต่อมาทางการออตตาวา เปิดเผยว่า พวกเขาได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่อินโดนีเซีย ว่า มีชาวแคนาดา 1 คน เสียชีวิตในเหตุโจมตีดังกล่าว โดยทางโฆษกของกระทรวงการต่างประเทศแคนาดา ระบุด้วยว่า สถานกงสุลอยู่ระหว่างประสานงานกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว แต่ตอนนี้ยังไม่ขอยืนยันใด ๆ ด้าน นายจอห์น เคร์รี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาประณามเหตุโจมตีที่เชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอสในกรุงจาการ์ตา โดยระบุว่า เป็นการกระทำที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าเป็นคำเชื้อเชิญให้ไปทำลายล้างพวกเขา  การก่อการร้ายนี้ไม่ได้ให้อะไรนอกจากความตายเคร์รี บอกกับผู้สื่อข่าวในกรุงลอนดอน ตามหลังพบปะกับนายอาเดล อัล-ญูเบอีร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย  นายเคร์รี ย้ำว่า การโจมตีก่อการร้ายจะไม่สามารถข่มขู่ประเทศต่าง ๆ จากการปกป้องพลเรือน และเดินหน้ามอบโอกาสที่แท้จริงทั้งทางด้านการศึกษา หน้าที่การงาน และอนาคต ซึ่งทางออกเดียว คือ การกำราบนักรบกลุ่มนี้ ไอเอสพิสูจน์แล้วว่าพวกเขาไม่ได้มอบอะไร ไม่มีทางเลือกอื่นยกเว้นแต่ทำลายล้างตนเอง หากพวกเขาเหลือเพียงทางเลือกนั้นไว้ให้เรา เราก็จำดำเนินการในสิ่งที่จำเป็น

รอยเตอร์ - เกิดเหตุระเบิดหลายระลอกและเกิดการยิงปะทะในใจกลางเมืองหลวงอินโดนีเซียในวันนี้ (14) และตำรวจระบุว่า
พวกเขาสงสัยว่าการระเบิดอย่างน้อย 1 ครั้งเป็นฝีมือของมือระเบิดฆ่าตัวตาย สื่อรายงานว่า มีการระเบิดเกิดขึ้น 6 จุด และพยานของรอยเตอร์เห็นคนตาย 3 รายและกำลังมีการยิงต่อสู้กันอยู่ การระเบิดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในร้านสตาร์บัคส์ และต่อมากองกำลังความมั่นคงถูกเห็นว่าได้เข้าไปยังร้านดังกล่าว  ตำรวจระบุว่าพวกเขาสงสัยว่าการะเบิดอย่างน้อย 1 ครั้งเป็นฝีมือของมือระเบิดฆ่าตัวตาย และการโจมตีครั้งนี้มีมือปืนจากกลุ่มติดอาวุธมีส่วนร่วม 14 ราย เมโทร ทีวี รายงาน หน้าต่างร้านสตาร์บัคส์แตกออก ผมเห็นคนตาย 3 รายบนถนน มีช่วงหนึ่งที่การยิงปะทะหยุดลง แต่มีใครบางคนอยู่บนดาดฟ้าของร้าน และตำรวจเล็งปืนของพวกเขาไปที่คนคนนั้นช่างภาพของรอยเตอร์กล่าว ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาอินโดนีเซียตกอยู่ในความเสี่ยงจากกลุ่มติดอาวุธอิสลามิสต์ และตำรวจต่อต้านการก่อการร้ายได้เปิดฉากกวาดล้างผู้ที่ต้องสงสัยเชื่อมโยงกับกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) บัญชีทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของตำรวจาการ์ตาระบุว่า การระเบิดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นด้านหน้าศูนย์การค้าแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่าซารินาห์มอลล์บริเวณถนนสายหลักของเมือง สำนักงานขององค์การสหประชาชาติที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุถูกปิดไม่ให้ใครเข้าและออก พยานรายหนึ่งกล่าว ขณะที่อาคารอื่นๆ บางแห่งในพื้นที่นั้นมีการสั่งอพยพ ธนาคารกลางของแดนอิเหนาตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน และโฆษกธนาคารระบุว่า การประชุมนโยบายจะถูกจัดขึ้นในวันนี้ตามแผนเดิม การระเบิดอีกจุดหนึ่งถูกได้ยินในเขตชานเมืองพัลเมราห์ทางตะวันตก ทั้งนี้อ้างจากทวีตของสื่อภายในประเทศ แต่ไม่มีรายละเอียดอื่นๆ ออกมาในตอนนี้ อินโดนีเซียมีประชากรชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก พวกเขาส่วนใหญ่ยึดหลักแนวทางสายกลางของศาสนานี้ ประเทศนี้ได้พบเห็นการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธหลายต่อหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ 2000 เหตุการณ์ที่มีคนตายมากที่สุดคือการระเบิดที่ไนต์คลับแห่งหนึ่งบนเกาะตากอากาศบาหลีที่คร่าชีวิตคนไป 202 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว ตำรวจประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำลายบรรดากลุ่มติดอาวุธหลังจากนั้น แต่เมื่อเร็วๆ นี้เจ้าหน้าที่หลายนายมีความกังวลเกี่ยวกับการลุกฮือขึ้นใหม่ที่ได้รับแรงกระตุ้นจากกลุ่มต่างๆ อย่างกลุ่มรัฐอิสลามและชาวอินโดนีเซียซึ่งกลับมาจากการสู้รบร่วมกับกลุ่มนี้

เอเจนซีส์ - ตำรวจอินโดนีเซียเผยกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) เคยเผยข้อความเตือนที่เป็นปริศนา ก่อนจะเกิดเหตุยิงปะทะและระเบิดหลายจุดที่กรุงจาการ์ตาเช้าวันนี้ (14 ม.ค.) ขณะที่ล่าสุดร้านกาแฟชื่อดัง สตาร์บัคส์ได้สั่งปิดสาขาทั่วกรุงจาการ์ตาเป็นการชั่วคราว ทางการอิเหนาสรุปยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวมทั้งสิ้น 7 ราย โดยเป็นคนร้าย 5 ราย และประชาชนผู้บริสุทธิ์อีก 2 ราย มีผู้ก่อการร้ายเสียชีวิต 5 ราย ลูฮุต ปันไจตัน รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงอิเหนา ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนขณะเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุใกล้ห้างซารีนาห์ (Sarinah) บนถนน เอ็ม.เอช. ธัมริน เหยื่อที่เสียชีวิต 2 รายเป็นชาวอินโดนีเซีย 1 ราย และพลเมืองเนเธอร์แลนด์อีก 1 ราย มูฮัมหมัด อิกบัล โฆษกตำรวจจาการ์ตา ออกมายืนยันล่าสุดว่า เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นใจกลางเมืองหลวง สิ้นสุดลงแล้ว และไม่มีผู้ก่อการร้ายหลบหนีลอยนวลไปได้  ขณะนี้ตำรวจควบคุมสถานการณ์ไว้ได้หมดแล้ว เขากล่าว และเมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่ายังมีผู้ร่วมก่อเหตุหลบหนีไปได้หรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า เรายืนยันว่าไม่มีแน่นอน ก่อนหน้านี้ อันตัน ชาร์ลิยัน โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย ระบุว่า เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถฟันธงว่าคนร้ายที่ลงมือเป็นกลุ่มใด ขณะที่ประธานาธิบดี โจโค วิโดโด ได้ประกาศว่าเหตุการณ์นี้เป็นการก่อการร้าย  อย่างไรก็ตาม ชาร์ลิยันเปิดเผยว่า ไอเอสเคยแถลงเตือนเป็นนัยๆ ล่วงหน้า ก่อนที่จะเกิดโศกนาฏกรรมในวันนี้ขึ้น  พวกเขาบอกว่าอีกไม่นานจะมีคอนเสิร์ตในอินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นข่าวดังทั่วโลก โฆษกตำรวจให้สัมภาษณ์ต่อสถานีวิทยุท้องถิ่น โดยไม่ให้รายละเอียดเพิ่มเติม และไม่ระบุว่าคำเตือนนี้ถูกประกาศออกมาตั้งแต่เมื่อใด  เดือนที่แล้วตำรวจอินโดนีเซียสามารถสกัดแผนก่อการร้ายได้หลายจุด ซึ่งบางแผนเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มไอเอส  ทางการอินโดนีเซียคาดว่ามีชาวอิเหนาหลายร้อยคนเดินทางไปเข้าร่วมกับกลุ่มไอเอสในอิรักและซีเรีย ล่าสุด เครือร้านกาแฟชื่อดัง สตาร์บัคส์ได้ประกาศปิดสาขาในกรุงจาการ์ตาทั้งหมด จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมหลังมีร้านสตาร์บัคส์สาขาหนึ่งตกเป็นเป้าหมายโจมตีในวันนี้  สตาร์บัคส์สาขานี้และสาขาอื่นๆ ทั่วกรุงจาการ์ตาจะปิดทำการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม ซึ่งทางบริษัทจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป คำแถลงจากทางร้านระบุ
เอเอฟพี/รอยเตอร์ - กลุ่มมือปืนจุดชนวนคาร์บอมบ์ กราดยิงเข้าใส่พื้นที่ชุมนุมชนและบุกจับตัวประกันในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งทางตะวันออกของกรุงแบกแดดเมื่อวันจันทร์ (11 ม.ค.) เบื้องต้นพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ราย จากการเปิดเผยของตำรวจ  ตำรวจยศนายพันรายหนึ่งเปิดเผยกับเอเอฟพีว่า กลุ่มมือปืนยังคงหลบซ่อนตัวในห้างสรรพสินค้าดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ในเขตอัล-จาดิดาของกรุงแบกแดด พร้อมระบุกังวลว่าพวกมือโจมตีอาจสวมเข็มขัดระเบิดฆ่าตัวตายด้วย  เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตข้างต้น และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 14 คนในเหตุโจมตีดังกล่าว ด้านตำรวจอีกรายระบุว่า พวกเขาอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าซาห์รัต แบกแดด เมื่อกองกำลังด้านความมั่นคงกระชับพื้นที่เข้าไปใกล้ พวกเขาก็ลงมือสังหารตัวประกัน 3 คน ตอนนี้เราต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เราต้องการให้เหตุโจมตีนี้จบลงด้วยจำนวนผู้เสียเลือดเสียเนื้อน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้เป็นอาคารสูงราว 4 หรือ 5 ชั้น ตั้งอยู่ในย่านการค้าที่พลุกพล่านของเขตอัล-จาดิดา พื้นที่ที่มีชาวมุสลิมชีอะห์เป็นชนกลุ่มใหญ่ บริเวณริมขอบตะวันออกของเมืองหลวงอิรัก  แหล่งข่าวกระทรวงมหาดไทยเผยว่า กลุ่มมือปืนไม่ทราบจำนวนเปิดฉากยิงบนท้องถนน หลังจุดชนวนระเบิดคาร์บอมบ์ จากนั้นก็ปะทะกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสั้นๆ ก่อนบุกเข้าไปยังห้างสรรพสินค้า ตอนนี้พวกเขายึดครองห้างสรรพสินค้าอย่างสมบูรณ์ พวกเขาประจำการกำลังพลบนหลังคาด้วย  สถานีโทรทัศน์แห่งรัฐรายงานอ้างโฆษกกระทรวงมหาดไทยระบุว่า กองกำลังด้านความมั่นคงปิดล้อมพื้นที่ ก่อการร้ายโจมตีในจาดิดา เบื้องต้นยังไม่มีกลุ่มใดออกมากล่าวอ้างความรับผิดชอบ แต่แหล่งข่าวของตำรวจระบุว่าพวกมือปืนแต่งกายเหมือนพวกรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่ยึดครองพื้นที่อันกว้างขวางทางเหนือและทางตะวันตกของอิรัก และมักโจมตีเขตพื้นที่ของชาวชีอะห์และกองกำลังความมั่นคงในเมืองหลวงและที่อื่นๆ  อิรักตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างนิกายระหว่างชาวชีอะห์กับสุหนี่มานาน และสถานการณ์ความตึงเครียดยังมาถูกซ้ำเติมจากการปรากฏตัวขึ้นมาของพวกไอเอส กบฏสุหนี่หัวรุนแรง ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เพิ่งมีประชาชนเสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บ 8 คน จากนักรบไอเอสจุดชนวนระเบิดคาร์บอมบ์ใกล้ร้านอาหารแห่งหนึ่งในบากูบา ห่างจากกรุงแบกแดดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 65 กิโลเมตร

เอเอฟพี - รัสเซียเมื่อวันจันทร์ (11 ม.ค.) มีรายงานว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในซีเรียของพวกเขาไม่ได้มีเป้าหมายที่พลเรือน หลังจากถูกกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่าเหตุทิ้งบอมบ์ระลอกใหม่ของมอสโกเข่นฆ่าชีวิตเด็กนักเรียนอย่างน้อย 12 ศพ  รัสเซียไม่ได้ดำเนินปฏิบัติการต่อพลเรือนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย บอกกับเอเอฟพีสั้น ๆ หลังจากถูกกลุ่มสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนซีเรีย กล่าวอ้างว่า มีเด็กอย่างน้อย 12 คน และผู้ใหญ่อีก 3 คน เสียชีวิตในปฏิบัติการทิ้งระเบิดของรัสเซียที่ไปตกใส่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดอเลปโปเมื่อวันจันทร์ (11 ม.ค.)  กลุ่มสิทธิมนุษยชนแห่งนี้ซึ่งมีสำนักงานในอังกฤษ ระบุว่า ในบรรดาผู้ใหญ่ที่สุดชีวิตนั้นเป็นครู 1 คน ขณะที่เหตุโจมตีในเมืองอันจารา ยังทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 20 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นครูและนักเรียน  ทั้งนี้ กลุ่มสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนซีเรีย ระบุต่อว่า มีการทิ้งบอมบ์ทางอากาศและเหตุปะทะกันอย่างหนักหน่วงระหว่างกองกำลังรัฐบาลและกบฏมาตั้งแต่วันอาทิตย์ (10 ม.ค.) ในจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางเหนือของประเทศแห่งนี้ ซึ่งบางส่วนอยู่ภายใต้การควบคุมของกบฏสายกลาง แต่บางส่วนยึดครองโดยพวกรัฐอิสลาม (ไอเอส)  ภาพที่แจกจ่ายโดยนักเคลื่อนไหวสื่อมวลชนในจังหวัดอเลปโป เป็นภาพห้องเรียนที่กลายสภาพเหลือแต่ซากหักพังของปูน โต๊ะเก้าอี้ได้รับความเสียหายยับเยิน  นายโลรองต์ ฟาบิอุส รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ระบุในวันจันทร์ (11 ม.ค.) ว่า มันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับซีเรีย ที่รัสเซียต้องยุติปฏิบัติการทางทหารต่อพลเรือน  รัสเซียถูกชาติตะวันตก กลุ่มสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ และกบฏซีเรีย วิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงขึ้นต่อกรณีมีพลเรือนต้องมาสังเวยชีวิตจำนวนมากจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของพวกเขาที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ตามคำขอของพันธมิตรเก่าแก่อย่างประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด  อย่างไรก็ตาม มอสโกตอบโต้ว่าพวกเขามีเป้าหมายคือกลุ่มไอเอสและเครือข่ายก่อการร้ายอื่น ๆ และระบุรายงานที่ว่าการทิ้งระเบิดของพวกเขาเข่นฆ่าชีวิตพลเรือนหลายร้อยคนนั้น ไร้สาระสิ้นดี  ก่อนหน้านี้ ในเดือนธันวาคม องค์การนิรโทษกรรมสากลเผยแพร่รายงานชิ้นหนึ่งอ้างว่ารัสเซียโจมตีทางอากาศสังหารพลเรือนหลายร้อยคน โดยหลายเป้าหมายนั้นอาจเข้าองค์ประกอบของการก่ออาชญากรรมสงคราม  ส่วนทางกลุ่มสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนซีเรีย ระบุในเดือนธันวาคมว่าตลอดระยะเวลา 3 ดือนของปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของรัสเซีย สังหารชีวิตผู้คนมากกว่า 2,300 ศพ และหนึ่งใน 3 นั้นเป็นพลเมือง  อนึ่ง กระทรวงกลาโหมรัสเซียเปิดเผยในวันจันทร์ (11 ม.ค.) ว่า นับตั้งแต่เริ่มต้นปี กองกำลังของพวกเขาในซีเรีย ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศทั้งหมด 311 เที่ยว ถล่มเป้าหมายต่าง ๆ 1,097 เป้าหมาย

รอยเตอร์ - กลุ่มอัลกออิดะห์เตือนซาอุดีอาระเบียว่า ซาอุฯ จะต้องชดใช้ที่ประหารชีวิตสมาชิกของพวกเขาหลายสิบคน และระบุว่า ริยาดตั้งใจที่จะใช้คนเหล่านี้เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับเหล่าพันธมิตรตะวันตกของตน โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำให้อำนาจการปกครองของราชวงศ์ซาอูดมั่นคงยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีการสังหารนักการศาสนานิกายชีอะห์รายหนึ่งในการประหารชีวิตหมู่เมื่อวันที่ 2 มกราคม ซึ่งจุดชนวนวิกฤตระหว่างซาอุดีอาระเบีย กับอริในภูมิภาคอย่างอิหร่าน แต่นักโทษส่วนใหญ่จากทั้ง 47 คนที่ถูกประหารก็เป็นกลุ่มติดอาวุธอัลกออิดะห์ที่มีความผิดฐานวางระเบิดและกราดยิงในราชอาณาจักรแห่งนี้  ในถ้อยแถลงลงวันที่ 10 มกราคม เครือข่ายกลุ่มอัลกออิดะห์ในเยเมน และในแอฟริกาเหนือระบุว่า ริยาดเดินหน้าทำการประหารชีวิตทั้งๆ ที่ได้รับคำเตือนไม่ให้ทำเช่นนั้นแล้ว  แต่พวกเขา (ริยาด) กลับยืนกรานที่จะใช้เลือดของเหล่ามูจาฮีดีนที่ดีเป็นเครื่องสังเวยให้กับพวกนักรบศักดิ์สิทธิ์ในวันเทศกาลของพวกเขาในช่วงปีใหม่ทั้งสองกลุ่มระบุในถ้อยแถลงที่ถูกโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์  ในเดือนธันวาคมเครือข่ายอัลกออิดะห์ในเยเมนเคยขู่ว่าจะ ทำให้ทหารของอัลซาอูดต้องหลั่งเลือดหากสมาชิกของพวกเขาถูกประหารชีวิต  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) คู่ขัดแย้งของกลุ่มอัลกออิดะห์ในนิกายสุหนี่ขู่ว่าจะทำลายเรือนจำของซาอุดีอาระเบียที่กักขังนักรบญิฮัดหลังจากการประหารดังกล่าว ทั้งสององค์กรกำลังต่อสู้กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งประกาศให้พวกเขาเป็นกลุ่มก่อการร้ายและกักขังผู้สนับสนุนของพวกเขาหลายพันคน  แม้ว่าจะมีการประหารชีวิต นิมร์ อัล-นิมร์ นักการศาสนาชื่อดังของนิกายชีอะห์ และชาวมุสลิมชีอะห์อีก 3 คน ซึ่งยิ่งทวีความตึงเครียดระหว่างนิกายกับมหาอำนาจชีอะห์อย่างอิหร่าน แต่นักวิเคราะห์ระบุว่า การประหารชีวิตครั้งนั้นมีจุดประสงค์หลักๆ เพื่อส่งสัญญาณถึงกลุ่มติดอาวุธนิกายสุหนี่  นักวิเคราะห์เหล่านี้ชี้ว่าซาอุดีอาระเบียกำลังพุ่งเป้าทำลายแรงสนับสนุนที่มีให้กับพวกนักรบญิฮัดนิกายสุหนี่ที่เคลื่อนไหวอยู่ในราชอาณาจักรแห่งนี้ โดยไม่ให้ทำให้ชาวสุหนี่สายกลางที่มีมากกว่าแตกแยกแต่อย่างใด  กลุ่มไอเอสอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุระเบิดและกราดยิงหลายครั้งในซาอุดีอาระเบียนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2014 ที่คร่าชีวิตคนไปมากกว่า 50 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวชีอะห์ แต่ก็เป็นสมาชิกของกองกำลังความมั่นคงมากกว่า 15 ราย
         

เอเจนซีส์ ผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จอง-อึนยกย่องนักวิทยาศาสตร์ในประเทศ ว่า เป็นกำลังสำคัญในชัยชนะของโสมแดง สำหรับการทดสอบระเบิดไฮโดรเจนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พร้อมประกาศจะทดสอบระเบิดนิวเคลียร์เพิ่ม โดยไม่สนใจการข่มขู่ของอเมริกา ที่ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดโชว์แสนยานุภาพเหนือน่านฟ้าโสมขาว  การเผชิญหน้าระหว่างสองเกาหลีตึงเครียดหนักนับจากที่เปียงยางทดสอบสิ่งที่อวดอ้างว่าเป็นระเบิดไฮโดรเจนหรือเอชบอมบ์เมื่อวันพุธที่แล้ว (6) ด้านเกาหลีใต้ตอบโต้ด้วยการกระจายเสียงโจมตีตลอดแนวพรมแดนตั้งแต่วันศุกร์ (8) จนถึงขณะนี้ พร้อมประกาศจำกัดจำนวนพลเมืองเกาหลีใต้ ที่จะเดินทางไปยังนิคมอุตสาหกรรมร่วมในเกาหลีเหนือ  แม้ภายนอก คิมถูกประณามจากทั่วโลก รวมทั้งถูกขู่เพิ่มมาตรการลงโทษสถานหนักจากการทดสอบอาวุธเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ในประเทศ คิมยังคงอยู่ดีมีสุขและเดินหน้าโครงการโฆษณาชวนเชื่อครั้งใหญ่ที่เชื่อมโยงการทดสอบนิวเคลียร์กับความเป็นผู้นำของตนเอง และสร้างภาพว่า การทดสอบดังกล่าวมีความจำเป็นในการต่อสู้กับความพยายามของอเมริกาในการโค่นล้มระบอบเผด็จการของเกาหลีเหนือ  ในวันจันทร์ คิมถ่ายภาพร่วมกับนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบนิวเคลียร์ โดยยกย่องคนเหล่านั้นสำหรับ การสรรเสริญคิม จอง-อิล พ่อของเขา รวมถึง คิม อิล-ซุงที่เป็นทั้งปู่และผู้ก่อตั้งประเทศ  สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเปียงยาง ยังรายงานว่า คิมแสดงความคาดหวังและความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ว่า นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นจะสร้างความคืบหน้าและสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ด้วยความกระตือรือร้นและพลังในระดับเดียวกับที่ทำให้การทดสอบเอชบอมบ์ประสบความสำเร็จ บนหลักการของการให้ความสำคัญอันดับแรกในการพัฒนาตนเอง และการบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมการป้องกันประเทศโดยการป้องปรามด้วยนิวเคลียร์ ก่อนหน้านี้ คิมเรียกการทดสอบเอชบอมบ์ว่า เป็น ขั้นตอนในการป้องกันตัวซึ่งหมายถึงการปกป้องภูมิภาคจากอันตรายจากนิวเคลียร์ของลัทธิจักรวรรดินิยมที่นำโดยอเมริกา ความคิดเห็นนี้เผยให้เห็นข้อมูลเชิงลึกในข้อโต้แย้งยาวนานของเปียงยางที่ว่า การที่อเมริกามีกำลังทหารนับหมื่นนายประจำอยู่ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น และนโยบาย ปรปักษ์ของวอชิงตัน เป็นเหตุผลที่เกาหลีเหนือจำเป็นต้องมีอาวุธนิวเคลียร์และจรวดพิสัยไกล  วันอาทิตย์ อเมริกาส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-52 จากฐานทัพในกวมบินต่ำใกล้โซล โดยมีเครื่องบินขับไล่ เอฟ-15 ของเกาหลีใต้ และเอฟ-16 ของอเมริกาเอง บินคุ้มกัน ซึ่งแน่นอนว่า เกาหลีเหนือตีความว่า เป็นการคุกคาม  เดนิส แมคโดนัฟ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว กล่าวว่า การเยือนของบี-52 มีเป้าหมายเพื่อตอกย้ำกับเกาหลีใต้ถึง "การเป็นพันธมิตรที่ลึกซึ้งและยั่งยืนระหว่างสองประเทศ หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาวยังกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์สถานีซีเอ็นเอ็น ว่า อเมริกากำลังร่วมมือกับเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และรัสเซีย เพื่อโดดเดี่ยวและบีบเค้นจนกว่าเกาหลีเหนือจะรักษาคำมั่นที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ในการทำลายอาวุธนิวเคลียร์  อนึ่ง ขณะนี้ มหาอำนาจทั่วโลกกำลังหาวิธีลงโทษเกาหลีเหนือจากการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งล่าสุดที่ถือเป็นครั้งที่ 4 ซึ่งแม้ไม่ใช่ระเบิดไฮโดรเจนอย่างที่อวดอ้าง แต่ก็มีแนวโน้มปูทางให้เปียงยางเข้าใกล้เป้าหมายในการสร้างขีปนาวุธนิวเคลียร์ที่ยิงได้ไกลถึงอเมริกา  ด้านรัฐบาลเกาหลีใต้เผยในวันจันทร์ว่าได้มีการหารือกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเสริม อาวุธทางยุทธวิธีเพื่อป้องกันคาบสมุทรเกาหลี  สื่อสหรัฐฯ และเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า อาวุธยุทโธปกรณ์ที่วอชิงตันจะส่งมาเสริมเขี้ยวเล็บบนคาบสมุทรเกาหลี อาจรวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ ยูเอสเอส โรนัลด์ รีแกน ซึ่งขณะนี้ประจำการอยู่ในญี่ปุ่น, เครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน บี-2 และฝูงบินขับไล่ เอฟ-22

เอเอฟพี - คลินิกแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) ในเยเมนถูกยิงถล่มด้วยขีปนาวุธลูกหนึ่งเมื่อวันอาทิตย์ (10 ม.ค.) เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย บาดเจ็บอีกนับสิบ ขณะที่องค์กรแพทย์ได้ออกมาประณาม และแสดงความเป็นห่วงการพุ่งเป้าโจมตีภารกิจด้านมนุษยธรรมในเยเมน หน่วยงานด้านการแพทย์เพื่อมนุษยธรรมซึ่งมีฐานอยู่ที่กรุงปารีสระบุว่า เหตุการณ์นี้นับเป็นการโจมตีครั้งที่ 3 ที่เกิดขึ้นในรอบ 4 เดือนผู้บาดเจ็บทั้ง 10 รายมีเจ้าหน้าที่ MSF รวมอยู่ด้วย 3 คน ซึ่ง 2 รายอาการยังอยู่ในขั้นวิกฤต MSF แถลงว่า ยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก เพราะยังมีคนติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังหลังสถานพยาบาลของ MSF ในเขตราเซห์ จังหวัดซาดาของเยเมน ถูกขีปนาวุธลูกหนึ่งตกใส่ ทางองค์กรได้สั่งอพยพเจ้าหน้าที่และคนไข้ทั้งหมด โดยส่งคนไข้ไปยังโรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดซาดาซึ่ง MSF ให้การสนับสนุนอยู่  MSF ยังไม่สามารถระบุได้ว่าคลินิกแห่งนี้ตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการโจมตีทางอากาศโดยกลุ่มพันธมิตรซาอุดีอาระเบีย หรือถูกโจมตีด้วยจรวดที่ยิงมาจากพื้นดิน ราเกวล อาโยรา ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของ MSF กล่าวประณามการโจมตีครั้งนี้ พร้อมยืนยันอีกครั้งว่า ทางองค์กรได้แจ้งพิกัดของสถานพยาบาลทุกแห่งให้คู่สงครามทั้งสองฝ่ายทราบตลอดเวลาอยู่แล้ว ทุกฝ่ายที่สู้รบกันอยู่ได้รับแจ้งพิกัดของสถานพยาบาล MSF อย่างสม่ำเสมอ... จึงเป็นไปไม่ได้ที่ใครก็ตามซึ่งมีศักยภาพที่จะโจมตีทางอากาศหรือยิงจรวด จะไม่ทราบข้อมูลเหล่านี้  เราขอประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งกำลังตกเป็นเป้าโจมตีอย่างน่าวิตก และขอแสดงความไม่พอใจอย่างที่สุด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้พลเรือนชาวเยเมนต้องขาดแคลนบริการสาธารณสุขไปอีกหลายสัปดาห์  สหภาพยุโรปก็ได้แถลงตำหนิการโจมตีสถานพยาบาล MSF ว่าเป็นสิ่งที่ ไม่อาจรับได้  การโจมตีภารกิจด้านมนุษยธรรมและพลเรือน ถูกห้ามอย่างชัดเจนโดยกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศถ้อยแถลงจากอียูระบุ  จังหวัดซาดาถือเป็นเขตอิทธิพลหลักของกบฏฮูตีนิกายชีอะห์ ซึ่งเชื่อกันว่ามีอิหร่านหนุนหลังอยู่ ขณะที่เหล่าชาติพันธมิตรซาอุฯ ได้ส่งเครื่องบินเข้าไปทิ้งบอมบ์ตั้งแต่เดือน มี.ค. โดยหวังจะกอบกู้อำนาจปกครองคืนให้แก่รัฐบาลอันชอบธรรมของเยเมน  เดือนที่แล้ว MSF กล่าวหาว่าพันธมิตรซาอุฯ ทิ้งระเบิดใส่คลินิกในเมืองตาอิซ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยเมน จนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 9 ราย และก่อนหน้านั้นในเดือน ต.ค. ก็มีโรงพยาบาลของ MSF ในจังหวัดซาดาอีกแห่งถูกโจมตี ทว่าโชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บ  ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า มีชาวเยเมนถูกสังหารไปแล้วไม่ต่ำกว่า 5,800 ราย บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 27,000 คน นับตั้งแต่ริยาดเริ่มโจมตีทางอากาศต่อพวกกบฏฮูตีในเดือน มี.ค. ปี 2015 นอกจากนี้ ประชากรเยเมนร้อยละ 80 ก็กำลังต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน
เอเอฟพี - กองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียปฏิเสธข้อกล่าวหาใช้ระเบิดพวงในการปราบปรามกลุ่มกบฏในเยเมนในวันนี้ (10) หลังจากที่ บัน คีมุน เลขาธิการสหประชาชาติระบุว่า การใช้อาวุธดังกล่าวอาจเป็น อาชญากรรมสงคราม  กลุ่มพันธมิตร ปฏิเสธการใช้ระเบิดพวงในกรุงซานาเมืองหลวงของเยเมน พลจัตวา อาห์เหม็ด อัล-อัสซีรี บอกกับเอเอฟพี  เขากำลังตอบสนองโดยเฉพาะต่อรายงานชิ้นหนึ่งที่ออกเมื่อวันพฤหัสบดี (7) โดยกลุ่มฮิวแมนไรต์วอตช์ ซึ่งรายงานโดยอ้างจากชาวบ้านที่อธิบายการโจมตีเมื่อวันที่ 6 มกราคมสอดคล้องกับการใช้ระเบิดพวงโดยทิ้งจากทางอากาศ ในวันต่อมา บันกล่าวว่า เขาได้รับ รายงานที่น่ากังวลเรื่องการโจมตีด้วยระเบิดพวงในกรุงซานาที่ฝ่ายกบฏยึดครองอยู่ ผมคิดว่านั่นเป็นรายงานที่อ่อนมาก พวกเขาไม่ได้แสดงหลักฐานอะไรเลยอัสซีรีพูดถึงรายงานของฮิวแมนไรต์วอตช์  เขากล่าวว่า ฮิวแมนไรต์วอตช์พูดถึงระเบิดพวงประเภทหนึ่งที่ ไม่มีอยู่ในคลังของเราและเสริมว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของปฏิบัติการของกลุ่มพันธมิตรในกรุงซานาพุ่งเป้าที่เครื่องยิงขีปนาวุธ สกั๊ด  คุณไม่สามารถใช้ระเบิดพวงทำลายเครื่องยิงสกั๊ดได้อัสซีรีกล่าว  นานาชาติมีความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับพลเรือนที่บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากในเยเมน  กลุ่มพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียให้การสนับสนุนกองทัพเยเมนมาตั้งแต่เดือนมีนาคมในการปราบปรามกลุ่มกบฏและเหล่าแนวร่วม ซึ่งยึดดินแดนจากรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

(เครดิตอ้างอิง  คัดลอกจากคอลัมน์ข่าวแปล ข่าวต่างประเทศ MGR online 11-14 มกราคม 2016 )

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น