วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

เศรษฐศาสตร์ชาตินิยม (Nationalism Economics) Attitude Review Serie

ตอนที่ 6 ค่านิยมผิดๆ เป็นตัวบ่อนทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่แสนแพง ยุคข้าวของแพง น้ำมันแพง แพงทั้งแผ่นดิน หวนกลับมาอีกแล้ว

ในช่วงเวลานี้ คงไม่มีอะไรหนักหนาสาหัสเท่ากับปัญหาเศรษฐกิจแล้ว เรามักได้ยินคนรอบข้างบ่นว่าข้าวของแพง ซึ่งผู้เขียนคิดไว้นานแล้ว มันไม่ได้เกินจากความคาดหมายอะไรเลย ถ้าข้าวของมันไม่แพงสิ แปลก ส่วนสาเหตุจะมาจากเหตุปัจจัยอะไรบ้างนั้น ค่อยมาสาธยายกันต่อไป สิ่งแรกที่จะต้องแก้ไขกันก่อนเป็นประการแรกเลยก็คือ เรื่องค่านิยมที่ผิด ๆ เช่น ค่านิยมบริโภคนิยม ที่ชอบใช้ของหรูหราฟุ่มเฟือย ราคาแพง ใช้ของแบรนด์เนมแล้วดูเท่ห์ ดูมีระดับนั้นต้องเลิกไปได้แล้ว สำหรับคนชั้นกลางและชั้นล่าง ส่วนพวกเศรษฐี ไฮโซ นั้นปล่อยเขาไป ในเมื่อเขามีอันจะกินและพร้อมจะจ่าย เวลานี้ค่านิยมนี้กำลังเป็นตัวกดดันหรือกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ต้องเห่อตามกระแสกัน ไม่ว่าจะเป็น ทุกคนจะต้องมีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ไว้เล่น face หรือ twit กัน ,ต้องมีกระเป๋าแบรนด์เนมไว้ใช้ ,ต้องกินอาหารญี่ปุ่น ,ต้องไปทำหน้าเด้ง หน้าใส ศัลยกรรมกันทุกส่วน ให้ดูดี ,ต้องมีรถยนต์ขับ หรือมีมอเตอร์ไซด์คันงาม ,ต้องสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำให้ได้ จึงต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่ม , อยากมีเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าดีๆ รุ่นใหม่ๆ ใช้ จึงขยันไปซื้อหรือผ่อนกับบัตรเครดิต เป็นต้น ค่านิยมตัวแรกนี้ได้ทำให้ทุกคนต้องใช้จ่ายเพิ่มโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระต้นทุนให้กับชีวิตประจำวันของคุณให้เพิ่มมากขึ้น โดยที่บางครั้งรายได้ไม่ได้เพิ่มตาม (โดยที่ยังไม่พูดถึงผลพวงจากนโยบายเรื่องรายได้ขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน,เงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาทของรัฐบาล ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป) ค่านิยมตัวต่อมาก็คือ โกงนิดโกงหน่อย ไม่เห็นเป็นไร คนไทยรับได้ ขอให้ทำงานเก่ง บริหารเศรษฐกิจได้ดีก็พอแล้ว ค่านิยมนี้ถ้าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาคงไม่ปล่อยเอาไว้ เพราะมันเป็นตัวทำลายเศรษฐกิจแน่ๆ ในระยะยาว มันจะดีได้ยังไง เพราะการคอรัปชั่นหรือการโกงกิน แม้ในระดับเงินใต้โต๊ะ ค่าน้ำร้อนน้ำชา วิ่งเต้นหรือเงินค่าแปะเจี๋ยะ การแบ่งเปอร์เซ็นต์ กินหัวคิว อะไรทั้งหลายเหล่านี้มันก็จะกลายไปเป็นต้นทุน หรือถูกผลักไปเป็นต้นทุนหรือราคาที่จะต้องจ่ายแพงขึ้น สำหรับผู้บริโภค ผู้ใช้ และผู้เสียภาษี นั่นก็คือคนไทยโดยส่วนรวมอยู่นั่นเอง ดังนั้น เมื่อมีการสำรวจวิจัย หรือผลโพลล์ออกมาทีไร ว่าคนไทยรับได้ถ้าโกงแต่ทำงานเป็นนั้น ผู้เขียนค่อนข้างขัดใจ ไม่เห็นด้วย และก็อยากจะตั้งข้อสงสัยกับเจ้าของสำนักโพลล์ หรือคนที่ทำวิจัยเหล่านั้นว่า ทำไมคุณถึงไม่พยายามรณรงค์หรือเรียกร้องให้แก้ไขค่านิยมตัวนี้เสีย เพราะคุณเป็นผู้ทำวิจัย เก็บข้อมูล ย่อมรู้ดีว่า คนกลุ่มใดที่ตอบคำถามในลักษณะนี้ หรือว่ามีการชี้นำโดยคำถาม หรือผู้นำทางความคิดของกลุ่มเป้าหมายที่คุณทำวิจัยหรือเปล่า ถ้ามี ถ้าใช่ ต้องพยายามไปปรับทัศนคติของกลุ่มเป้าหมายหรือผู้นำทางความคิดของกลุ่มเป้าหมายเหล่านั้นด้วย ว่าอย่ามาชี้นำค่านิยมนี้ในทางที่ผิด เพราะมันบ่อนทำลายชาติ ทีเรื่องเล็กๆ น้อย ทำไมสังคมไทยยังกล้าต่อต้านหรือออกมารณรงค์กัน แต่กลับค่านิยมเรื่องการโกงนั้นใหญ่กว่ามากกลับไม่มีใครออกมา อาจมีบ้างก็สมาคมอุตสาหกรรม หอการค้า และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งเพิ่งจะมีการจัดตั้งเป็นองค์กรและออกมารณรงค์ แต่ตามความคิดของผู้เขียนเห็นว่า ยังน้อยไป ควรจะจัดเป็นแคมเปญใหญ่และรณรงค์ต่อเนื่องทั้งปี ทุกปีอย่างต่อเนื่อง เหมือนแคมเปญการท่องเที่ยวไทยนั่นแหละ หรือเมาไม่ขับ ของ สสส. กลุ่มนักธุรกิจเหล่านั้นที่ต้องออกมาเพราะตนเองได้รับผลกระทบโดยตรง และในอดีตก็เป็นหนึ่งในองคาพยพของกระบวนการคอรัปชั่นนั่นแหละ ที่ต้องเดือดร้อนออกมาร้องแร่แห่กระเชอ แสดงการต่อต้านและรณรงค์ก็เพราะว่าปัญหามันเริ่มฝังรากลึก บานปลาย และรุนแรงมากขึ้นนั่นเอง จนทำให้เหล่านักธุรกิจเหล่านั้นเริ่มอยู่ไม่ได้ ไม่ไหวกันแล้วใช่มั๊ยพวกท่าน จริงๆ เรื่องนี้มันควรจะเป็นวาระแห่งชาติหมายเลขหนึ่งเลย ที่จะต้องได้รับการแก้ไขหรือให้ลำดับความสำคัญแบบเรื่องแรกๆ เลยสำหรับประเทศนี้ แต่ที่ผ่านมากี่รัฐบาลแล้วก็ไม่เคยเห็นว่ามันจะสำเร็จเป็นรูปธรรมได้เลยสักกรณีเดียว ยังกรณีของข้าราชการระดับปลัดกระทรวงคมนาคมที่ถูกจับได้ว่ามีเงินเก็บอยุ่ในบ้านเป็น สิบๆ ล้าน ซึ่งเรืองแดงออกมาให้สังคมรับทราบก็เพราะมีโจรไปปล้นบ้าน และยังออกมาให้ข่าวว่าบ้านหลังนั้นมีเงินเก็บอยู่มากกว่าที่จับได้ด้วย สุดท้ายคดีนี้ก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆไปเหมือนเดิม นี่เป็นเพียงตัวอย่างเพียง 1 ในร้อยล้านตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองนี้ที่ไม่มีใครเอาจริงเอาจังกับปัญหาการโกง ทุจริต คอรัปชั่นอย่างเป็นรูปธรรมเสียที มีแต่ผู้หลักผู้ใหญ่ทุกรัฐบาล ปากก็พูดว่าจะปราบปรามปัญหานี้อย่างเอาจริงเอาจังให้ได้ ฟังดูเป็นคนดีจังเลย แต่สุดท้ายก็ยังตั้งหน้าตั้งตาตะบี้ตะบันโกงกันอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ , ค่านิยมที่ยึดติดกับตัวบุคคลคนใดคนหนึ่งเป็นฮีโร่ เช่น อยากได้ท่านนายกทักษิณ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของพวกเรา ท่านทำให้เศรษฐกิจดีนะ ทำมาค้าขายคล่อง เจริญก้าวหน้าดี อยากออกตัวว่าในอดีต ผู้เขียนเองก็เคยชื่นชอบคุณทักษิณ ชินวัตรมาก่อน และก็เลือกท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี ถึง 2 สมัย จริงๆ ก็เลือกท่านตั้งแต่สมัยอยู่เป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรมเสียด้วยซ้ำ เพราะศรัทธาใน พลต.จำลอง แต่พอท่านได้มาบริหารประเทศอยู่ 6 ปี ความเป็นจริงที่แสดงออกมากับความเชื่อมัน ศรัทธาผ่านการสร้างภาพได้เดินสวนทางกันไปแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย เปลือกนอกท่านได้นำเอาทฤษฏีการตลาดอันแหลมคม เฉียบขาด และเป็นมืออาชีพ มาใช้บริหารประเทศ บดบังและเคลือบแฝง ฉาบหน้าด้วยกลยุทธ์อันชาญฉลาด ทำให้เราหลงไปในภาพมายา กลลวง ที่ท่านได้นำเสนอ หรือ present ให้เราเห็นว่าท่านเป็นนายกที่เก่ง ฉลาด สมาร์ท มีวิสัยทัศน์ ทำงานแล้วมีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน มีรูปธรรมจับต้องได้ มีการนำเอาเทคโนโลยี ระบบการบริหารงานสมัยใหม่มาปรับใช้ ให้ระบบราชการทันสมัยขึ้น และมีประสิทธิภาพ (หรือเปล่า) มากขึ้น แต่โดยเนื้อแท้ข้างในของนโยบาย วิธีการ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี กลุยทธ์ต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้นั้นเคลือบแฝงด้วยยาพิษ หรือพูดง่ายๆก็คือ ผลประโยชน์ทับซ้อน ผลประโยชน์ที่กูอยากจะได้ บริวารของกู เครือญาติของกูอยากได้บ้าง จึงเกิดการทุจริต ฉ้อฉลในโครงการ นโยบายแทบจะทุกอันในการบริหารงาน 6 ปีของท่าน ยังไม่นับรวมการปิดบังอำพรางผลประโยชน์ส่วนตัว เช่น การโอนหุ้น ขายหุ้น ไขว้หุ้นยัวเยี้ยในบริษัทของท่าน ซึ่งถูกจับได้ว่าเป็นนิติกรรมอำพรางในภายหลัง มูลเหตุจูงใจก็คือต้องการหลบเลี่ยงภาษี (โถๆๆ เป็นถึงมหาเศรษฐีและผู้นำรัฐบาลในตอนนั้น ยังอยากเลี่ยงภาษี แล้วจะรีดนาทาเร้น เก็บภาษีเอาจากคนชั้นกลาง รากหญ้า และเอสเอ็มอี ที่เป็นฐานแฟนคลับของคุณได้ มันช่างใจดำจังเลยตาคนนี้ เงินกูไม่ให้กระเด็น แต่เงินคนอื่นกูกล้าหน้าด้านจะเอาด้วย) สิ่งที่แกทำมาทั้งหมดไม่ว่าจะเรื่องดีบ้าง (คิดไม่ออกตอนนี้) ไม่ดีบ้าง (อันนี้คิดออก มีเยอะแยะมากมาย) จึงพังครืนลงมาด้วยวิกฤติศรัทธาของคนชั้นกลางนี่แหละที่มารู้เท่าทันในภายหลัง ส่วนคนชั้นล่างนั้นน่าสงสาร ไม่ค่อยจะรู้อะไร ถูกปิดหูปิดตาด้วยสื่อที่เขาซื้อมาเป็นพวก ให้รู้แต่สิ่งที่เป็นผลงานเป็นภาพดีๆ ของเขา ด้วยความที่คนชั้นล่างมีภูมิคุ้มกันด้านการครองชีพต่ำ เขาจึงยังไม่รู้ บางคนรู้ตามที่เขาอยากจะบอก บางคนถึงรุ้ก็ยังอยากให้เขาหลอกต่อไป เพราะภูมิคุ้มกันต่ำ บางส่วนจึงถูกหลอกใช้ให้มาเป็นเหยื่อ เช่น ในกรณีคนเสื้อแดงบางส่วนที่ถูกชักนำมาให้ชุมนุมบริเวณราชประสงค์ จนเกิดเหตุกรณีเผาบ้าน เผาเมือง เผาศาลากลางจังหวัดหลายแห่ง พอมีคนล้มตาย เสียหาย รัฐบาลนี้ซึ่งได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการชุมนุม จึงออกกฎหมายอัปยศ ด้วยการจะนำเงินภาษีของคนไทยทั้งประเทศ (ซึ่งส่วนใหญ่คนที่จ่ายภาษีคือคนชั้นกลางและชั้นสูงทั้งนั้น) มาจ่ายให้กับเหยื่อที่ประสบภัยจากการชุมนุม คนละ 7.75 ล้านบาท นี่เป็นกรณีตัวอย่างนึงของการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินไปแบบอีลุ่ยฉุยแฉกที่สุด ยังมีอีกหลายโครงการที่จะได้กล่าวถึงต่อไป ค่านิยมอีกอย่างนึงที่คนไทยควรแก้ไขอย่างมากก็คือ ค่านิยมทำตามใจคือไทยแท้ ไม่ทราบว่ามันมีประโยชน์อะไรที่เราคนไทยจะต้องมีเสรีภาพ หรือสิทธิอะไรแบบสิ้นคิดเช่นนี้ เพราะสิ่งที่พบเจอนั้น ฝรั่งหรือชาวต่างชาติมันยังกลัวเลยก็คือ เรามักจะอ้างเสรีภาพที่เกินเลยจากความพอดี และไปล่วงละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น แล้วก็อ้างข้างคูๆ ว่าประเทศไทยเราเป็นประชาธิปไตย ฉันต้องมีเสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ เช่น วันดีคืนดีไม่พอใจอะไรก็ออกมาประท้วงปิดถนนให้เกิดความเดือดร้อนแก่บุคคลอื่น เสรีภาพในการชุมนุมที่ก่อความรุนแรง ทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อหรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก เว็บไซต์บางเว็บไซต์ที่ใช้คำไม่สุภาพ หยาบคาย ด่าทอว่าร้าย และก็หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างนี้ในประเทศที่เจริญแล้ว พัฒนาแล้ว เขายังต้องมีการควบคุมและจำกัดสิทธิ เสรีภาพให้อยู่ในกรอบจำกัด การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล บุคคลอื่น ในประเทศที่เจริญแล้วเขาซีเรียส และมีสิทธิจะฟ้องร้องกันได้ เขาจึงระมัดระวังและก็มีวัฒนธรรมที่ดี ที่ไม่ไปละเมิดผู้อื่น แม้ว่าเสรีภาพนั้นมีตามระบอบประชาธิปไตยก็เถอะ จะมีก็แต่ประเทศไทยหล่ะมังที่คนส่วนหนึ่ง อ้างเสรีภาพ อ้างสิทธิ แบบเห็นแก่ตัว แบบไม่รับผิดชอบ และบางทีก็ไม่รู้ด้วยว่าเสรีภาพ และสิทธิหน้าที่ของบุคคลตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายทั่วไป เราทำได้แค่ไหน ในระดับใด และต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่นหรือไม่ ไอ้ค่านิยมนี้ตัวเดียว ได้ทำให้ประเทศไทยหรือคนไทยกลายเป็นประเทศที่คนไม่มีระเบียบวินัย นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ เช่น การทิ้งขยะไม่ลงถังขยะ หรือที่ที่จัดเตรียมไว้ให้ การแย่งกันขึ้นรถเมล์ การไม่ต่อคิว ชอบลัดคิว วิ่งเต้น เพื่อให้ตนเองได้ถึงคิวก่อน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยด้วยในระยะยาว เราจะกลายเป็นประเทศที่แข่งสู้อะไรกับใครเขาไม่ได้ (ล่าสุด การจัดอันดับขีดความสามารถของประเทศไทยตกลงทุกปี อยู่ในอันดับ ) ค่านิยมตัวสุดท้ายก็คือเราไม่นิยมความเป็นไทย ความเป็นชาติของเราเอง เรารับเอาวัฒนธรรมต่างชาติอย่างไม่เลือกหรือกลั่นกรอง เรารับมาทั้งหมดไม่ว่าดีหรือร้าย บางครั้งเราเชิดชูมันไปตามกระแสแฟชั่น โดยลืมคิดไปว่าบางอย่างไม่เหมาะกับวิถีชีวิต รากฐานทางความคิด หรือวัฒนธรรมของเรา แต่เราลอกเลียน เลียนแบบทางวัฒนธรรมของต่างชาติมาอย่างเต็มๆ โดยที่ลืมนึกไปว่านั่นเป็นการรุกคืบทางวัฒนธรรม ผ่านตัวสินค้า ความบันเทิงต่างๆ ซึ่งเป็นการล่าอาณานิคมทางธุรกิจแบบสมัยใหม่ เพื่อให้เราเป็นเหยื่อทางการตลาด โดยที่เราไม่หันไปคำนึงหรือให้คุณค่าต่อรากฐานทางวัฒนธรรมของเราเอง บางอย่างกำลังสูญพันธุ์ สูญสลายไปกับคนรุ่นใหม่ที่ไม่เห็นคุณค่า ทั้งๆ ที่บางอย่างสามารถนำมาต่อยอดสร้างเป็นจุดขายหรือจุดแข็งให้กับประเทศเราได้ ค่านิยมรักชาติ เชิดชูความเป็นไทย ไม่ใช่การคลั่งชาติ เพราะประเทศที่เจริญแล้ว พัฒนาแล้วเขารักชาติ และชาตินิยมกันทั้งนั้น ไม่เช่นนั้นเขาจะก้าวมาเป็นผู้นำทางอุตสาหกรรมได้อย่างไร หรือเป็นประเทศมหาอำนาจได้อย่างไรกัน จะมีก็แต่ประเทศที่อยากจะตกไปเป็นเมืองขึ้นของคนอื่นเขานั่นแหละที่ไม่คลั่งชาติ ไม่มีความเป็นชาตินิยมอะไรทั้งสิ้นเอาเสียเลย


แพงทั้งแผ่นดิน เป็นแคมเปญใหม่ วลีโดนใจของพรรคประชาธิปัตย์ที่ถนัดพูดเก่ง แต่ด้วยความที่พรรคนี้มีความสามารถที่จะเป็นฝ่ายค้านมืออาชีพ ข้อมูลที่เขานำมาเปิดเผยต่อสาธารณะชนให้รับทราบในช่วงนี้นั้น อาศัยข้อมูล ข้อเท็จจริง ผ่านการซุ่มเงียบศึกษามาเป็นอย่างดี ดูน่าสนใจ และก็คงเป็นอารมณ์ร่วมของคนชั้นกลางส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เลือกพรรครัฐบาล (พรรคเพื่อไทย) พรรคนี้ให้มาบริหารประเทศอยู่แล้ว พอมาบริหารประเทศ วาระแห่งชาติที่เขาทำเป็นเรื่องแรก จึงไม่ใช่การแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนซักเท่าไหร่ แต่เป็นการไปทำเรื่องที่แก้ปัญหาให้กับเจ้าของพรรคเขานั่นแหละเสียเป็นส่วนใหญ่ บวกกับการอุ้มชูนโยบายขายฝัน ตอนหาเสียง พวกนโยบายประชานิยมทั้งหลาย ที่มันไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจของโลกเขา แต่ก็ยังอยากจะทำ เพราะหาเสียงเอาไว้ รับปากกับประชาชน ฐานเสียงของเขาไว้ จึงต้องทำให้ได้ และปัจจัยที่จะทำให้นโยบายขายฝันเหล่านั้นเป็นจริงหรือเกิดขึ้นมาได้ ก็คือ จะต้องมีเงิน หรืองบประมาณ ในเมื่อเขามาเป็นรัฐบาลแล้วรับทราบว่าเรามีแต่หนี้แต่เงินคงคลังไม่ค่อยมี ร่อยหรอ สิ่งแรกคืออยากดึงเงินจากท้องพระคลังที่เคยสะสมเอาไว้มาใช้ พอถูกต่อต้านจากศิษยานุศิษย์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จึงต้องไปคิดวิธีออก พรก.4 ฉบับเพื่อหาเงินมาผลาญทิ้งให้ได้โดยเร็ว หายนะจึงเริ่มเกิดกับประเทศนี้ นับจากนี้ไป อีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ประเทศเราจะมีสถานภาพที่ไม่ค่อยต่างไปจากประเทศกรีซหรือกลุ่ม Pigs (โปรตุเกส,ไอร์แลนด์,กรีซ,สเปน,อิตาลี) มากนัก เราคงจะต้องเข้าโครงการ IMF (โปรแกรมลดน้ำหนักความน่าเชือถือด้านการคลังของรัฐบาล) กันอีกรอบเป็นแน่ และครั้งนี้คงตัวใครก็ตัวมัน ไม่มีใครจะช่วยใครได้ นอกจากช่วยตัวเองเท่านั้น ทีนี้เรามาดูอภิมหาโครงการของรัฐบาลชุดนี้ ที่สรรหาแต่เรื่องใช้เงิน โดยยังไม่มีเลยซักนโยบายที่พูดถึงการหาเงินเข้าประเทศ ดังนั้นคุณเดาได้เลยว่าหนี้สาธารณะของประเทศจะพอกพูนไปได้อีกขนาดไหน

โครงการรับจำนำข้าว ทั้งฉาวโฉ่และช่องโหว่ให้ทุจริตมากมาย ขนาดถูกท้วงติงมาตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว แต่ก็ยังไม่รับฟังข้อมูลหรือความเป็นจริงใด ๆ ยังดื้อด้านผลักดันนโยบายนี้ต่อ และเมื่อนำมาใช้ ก็ไม่ได้ผลอะไร แต่กลับสร้างปัญหาใหม่ตามมา รวมถึงสร้างภาระงบประมาณแผ่นดินให้มากขึ้น และก็จะกลายไปเป็นงบประมาณผูกพันต่อเนื่องไปอีกจนถึงอีกหลายรัฐบาล

โครงการรถยนต์คันแรก บ้านหลังแรก อันนี้เห็นชัดว่า ไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งประเทศอื่นเขารัดเข็มขัดกัน แต่ประเทศเรามุ่งเน้นให้คนใช้จ่ายฟุ่มเฟือย อีกทั้งไม่สอดคล้องกับภาวะที่ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นมาก ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาหันไปมุ่งเน้นการใช้พลังงานทางเลือก หรือใช้รถยนต์ระบบไฟฟ้ากันแล้ว แต่ของเรา ไม่มีนโยบายสนับสนุนพลังงานทางเลือก อีกทั้งยังหันมามุ่งปรับราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ราคาก๊าซเพิ่มขึ้น โดยอ้างต้นทุนนำเข้าที่สูงตามราคาตลาดโลก (ซึ่งก็เป็นข้อมูลของทาง ปตท.แต่ฝ่ายเดียว โดยกลไกราคาที่ผิดเพี้ยนและเอาเปรียบผู้บริโภคของ ปตท.นั้นได้มีกลุ่ม ส.ว.สายกู้ชาติ นำโดยคุณรสนา โตสิตระกูล ได้ทำการศึกษาวิจัยข้อมูลตัวเลขไว้ละเอียดยิบ เกี่ยวกับความฉ้อฉลขององค์กรพลังงานแห่งชาติ อย่าง ปตท.เอาไว้ ประชาชนน่าจะหามาศึกษาดูได้ จะทราบถึงความไม่ชอบมาพากล การบิดเบือน หลอกตุ้มตุ๋น ของนักการเมืองที่เข้าไปมีผลประโยชน์ในองค์กรพลังงานแห่งชาติ อย่าง ปตท.แห่งนี้ อันเป็นที่มาที่ทำให้คนไทยต้องใช้น้ำมัน และก๊าซแพง ทั้งๆ ที่เราเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ทางด้านพลังงานติดอันดับโลก และล่าสุดกับข่าวที่รัฐบาลชุดนี้มีแผนจะขายหุ้น ปตท,การบินไทย ในส่วนของกระทรวงการคลังออกไปให้กองทุนวายุภักด์ดูแล โดยอ้างว่าจะทำให้ภาระหนี้สินขององค์กรรัฐวิสาหกิจของรัฐจะได้ลดลง แล้วจะทำให้ไม่เป็นภาระในส่วนของหนี้สินสาธารณะของประเทศ แต่คนที่เขารู้ทัน อย่างกลุ่ม ส.ว.สายกู้ชาติ นั้นได้เคยออกมาแถลงแล้วว่า นี่อาจเป็นแผนแปลงบริษัทมหาชนซึงเป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลไปเป็นบริษัทเอกชน เพื่อที่จะง่ายต่อการเขมือบไปเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลของใครบางคนที่คุณก็รู้ว่ามันคือใคร หน้ามันเหลี่ยมๆ ปากมันทีเดียว) โครงการนี้ทำมาก็เพียงแต่เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทรถยนต์ และบริษัทขายบ้านที่อาจจะได้กำลังซื้อหรือยอดขายเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่จะตามมาในอนาคตก็คือ หนี้ และ NPL รวมถึงรายชื่อ Blacklist กลิ่นตุ ของปี 2540 กำลังโชยมาอีกแล้ว


โครงการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียน และยังแจกแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนให้กับ ส.ส. ,ส.ว. ทั้งรัฐสภา อันนี้สุดแสนจะเป็นนโยบายตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอีก 1 โครงการ ข้ออ้างเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษานั้นยังไงๆ ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ประเด็นมันอยู่ที่เนื้อหาของการปฏิรูป วิธีคิด วิธีการ และเครื่องมือที่จะนำมาใช้ ตลอดจนหัวใจขอการพัฒนาหรือปฏิรูปการศึกษามันอยู่ที่หลักสูตร กรอบการเรียนรู้ ตัวอาจารย์ และตัวนักเรียนมากกว่า ไม่เถียงว่าเจ้า tablet เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในเรื่องการอ่าน การค้นคว้า แต่เจ้าเครื่องมือนี้มันควรเป็นอุปกรณ์ตัวนึงในห้องสมุดอัจฉริยะก็พอ ที่จะทำให้เด็กนักเรียน คุณครูใช้เรียนรู้ ค้นคว้า อ่านหนังสือ วิชาการที่มีใช้ในห้องสมุด หรือถ้าจะมีประจำห้องด้วยก็ได้ แต่ไม่จำเป็นถึงขนาดจะต้องมีแจกให้นักเรียนมีใช้กันทุกคน เพราะเจ้าสิ่งนี้จะดึงเอาความสนใจจากคุณครู การเรียนการสอนที่ควรจะต้องเน้นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับคุณครู เน้นการตั้งประเด็น ถกเถียง วิเคราะห์กันมากกว่าในชั้นเรียนไปทั้งหมด ไปอยู่กับเครื่อง tablet ซึ่งก็ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้ และอาจนำพาไปสู่การนอกลู่นอกทางจากการเรียน เช่น นำไปใช้เล่นเกมส์ ซึ่งก็น่าจะทำได้ หากเป็นนอกเวลาเรียน แต่เราจะควบคุมดูแลกันอย่างไรหล่ะ ยังไม่นับรวมว่า การต้องเก็บรักษา บำรุงรักษาเจ้าเครื่องมือนี้ ไว้ส่งต่อรุ่นน้องๆ ในรุ่นถัดไปอีก ไม่คิดว่าเด็กไทยมันจะทำได้เหมือนเด็กญี่ปุ่นอ่ะ กลัวจะพังตั้งแต่เทอมแรกเลยแหละ และก็ไม่ทันได้ใช้จนจบการศึกษาก็มาเสียหรือพังก่อน การพัฒนาการศึกษาโดยการแจกแท็บเล็ตให้เด็กนักเรียนช่างเป็นวิธีคิดของพวกพ่อแม่คนรวยที่มีตังค์เยอะ แล้วมักจะโอ๋ลูก สปอยด์ลูกโดยการซื้อของแพงให้ลูกใช้ โดยที่ยังไม่เคยถามลูกเสียด้วยซ้ำว่าลูกจะอยากได้หรือเปล่า และเห่ออยู่ 2-3 วัน พังแล้วก็ทิ้ง แต่ถึงอย่างไรนโยบายนี้ก็ยังรับได้มากกว่าการซื้อแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนให้กับบรรดา ส.ส.,ส.ว. ซึ่งผมว่าคุณควรจะละอายใจต่อประชาชนบ้าง เงินเดือนพวกคุณก็สูงมากอยู่แล้ว และได้ทำหน้าที่ความเป็น ส.ส.,ส.ว.ได้อย่างคุ้มค่าเงินเดือนกันหรือยัง ประเทศอื่นที่เขามีปัญหาทางเศรษฐกิจ พวกบรรดา ส.ส.,รัฐมนตรี เขายังขอลดเงินเดือนตัวเองลงเพื่อช่วยชาติเลย แต่นี่อะไรทำหน้าที่ก็ไม่สมกับเงินเดือนภาษีอยู่แล้ว ยังมีหน้ามาขอแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน มีปัญญาก็ควรจะซื้อใช้เอาเอง บางคนยังไม่รู้เลยว่าไอ้เครื่องมือแบบไหนเขาเรียกแท็บเล็ต แบบไหนคือสมาร์ทโฟน แบบไหนคือแล็ปท็อป

ยังมีโครงการฉาวโฉ่อีกมาก ที่ไม่ทราบว่าทำไปเพืออะไร คิดไม่ตกจริงๆ ถ้าไม่หวังผลในเรื่องของการทุจริต หาผลประโยชน์ กัน เพราะประเทศชาติประชาชนไม่ได้รับผลดีอะไรเลยจากนโยบายเหล่านั้น นอกเสียจากภาระหนี้สินสาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นต่อไปให้ลูกหลานต้องคอยตามใช้ในภายภาคหน้า อย่างเอน็จอนาจที่สุด

การที่สินค้าราคาแพงหรือค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นในยุคนี้ มีต้นตอสาเหตุมาจากปัจจัยดังต่อไปนี้ คือนโยบายของรัฐบาลที่เน้นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน ต้นทุนทางพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากการตรึงราคาน้ำมันและแก๊สเอาไว้นาน ทำให้เงินกองทุนสนับสนุนกลายเป็นติดลบ (จึงมีการขึ้นค่าน้ำมัน,แก๊ส ทุก ๆ เดือน) อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น อันสืบเนื่องมาจากการปรับขึ้นของค่าแรงงานขั้นต่ำ (นโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน,ปรับเงินเดือน 15,000 บาทต่อเดือน) กลไกราคาที่ถูกบิดเบือน หรือการตั้งราคา/ปรับราคาอย่างไม่เป็นธรรม เช่น การปรับราคาแบบเป็นเลขกลมๆ ถ้วนๆ เช่น ราคาก๋วยเตี๋ยวปรับขึ้นจาก 25 บาทเป็น 30 บาท เป็นต้น การที่ประเทศไทยเกิดอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้วทำให้หลายอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมต้องเสียหาย ปิดตัวไป ยังผลิตสินค้าไม่ได้ หรือรอเครื่องจักรใหม่ ทำให้ดีมานด์ความต้องการซื้อในสินค้าหลายๆตัว มีมากขึ้น เพราะเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าอย่างหนัก จึงเป็นสาเหตุให้ราคาสินค้าถีบตัวขึ้นจากผลกระทบจากน้ำท่วมดังกล่าว รวมไปถึงภัยธรรมชาติทำให้ปีนี้กลับตาลปัตร กลายเป็นประเทศไทยเผชิญภัยแล้งที่มารออยู่ตรงหน้าแล้ว สินค้าเกษตรหลากหลายชนิดขาดผลผลิต จึงทำให้ดีมานด์สูง ซัพพลายน้อย กลไกราคาทำงาน จึงทำให้สินค้าหลายตัวถีบตัวสูงขึ้น อีกด้านหนึ่งพ่อค้าคนกลางจอมเจ้าเล่ห์ ชอบเอารัดเอาเปรียบ มักฉกฉวยโอกาสจากดีมานด์ ซัพพลายของสินค้าทีมันไม่สมดุลนี้ ทำการ arbritage (การเก็งกำไรจากช่องว่างของตลาด) จนเกิดการกักตุนสินค้าบางอย่างเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อรอปล่อยออกตอนสินค้านั้นขาดแคลนจนเกิดการปรับราคาสินค้าขึ้นมาแล้ว จึง่ค่อยปล่อยของออกขาย เสมือนตอนที่ปีก่อนหน้านั้นที่ประเทศไทยเคยประสบปัญหาราคาน้ำมันปาล์ม น้ำมันพืชแพง หาซื้อไม่ได้นั่นแหละ ปัจจุบันกลวิธีฉ้อฉลแบบนี้ ก็ได้ถูกนำมาใช้กับหลากหลายสินค้าเช่นกัน เพื่อเอาเปรียบผู้บริโภค ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ

กล่าวโดยสรูปก็คือ แนวโน้มการปรับตัวของราคาสินค้า และค่าครองชีพ นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีทางที่สินค้าบางอย่างที่ขึ้นไปแล้ว จะกลับลงมาถูกได้อีก หากไม่เกิดจากซัพพลายล้นตลาด หากตราบใดที่สินค้านั้นมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการ และถูกการควบคุมกลไกราคา ตลาด อย่างไม่เป็นธรรม และผิดเพี้ยน ส่อไปในทางเอารัดเอาเปรียบหาผลประโยชน์ เฉกเช่น กลไกราคาของพลังงานในบ้านเรา (มีอย่างที่ไหน ผลิตและขุดเจาะก๊าซชนิดดีในประเทศได้ในราคาถูก ดันส่งไปขายเมืองนอกเอากำไร จากนั้นซื้อก๊าซชนิดไม่ดีส่งกลับมาขายให้คนไทยในราคาแพง แล้วอ้างราคาตลาดโลกที่สิงคโปร์เป็นตัวกำหนด ทำให้คนไทยต้องใช้พลังงานแสนแพง ทั้งๆ ที่ประเทศเราได้รับการยอมรับจากองค์กรพลังงานในระดับโลกว่า เราเป็นประเทศที่มีแหล่งพลังงานมากที่สุด ถ้าจำไม่ผิด ติดอันดับ 23 ของโลกด้วย และในเอเชียเราติด 1 ใน 10 ประเทศที่มีแหล่งพลังงานมากที่สุด แต่คนไทยกลับต้องใช้น้ำมัน ก๊าซแสนแพง) ทางออกของปัญหานี้ก็คือแก้ที่ตัวเราเองก่อน ก็คือ ลด ละ เลิกในสิ่งที่มันฟุ่มเฟือย ไม่จำเป็น ถ้าเราไม่สามารถหารายได้ได้เพิ่มมากขึ้น ให้สามารถดำรงชีพได้อย่างสบายและเอาชนะค่าครองชีพได้ เราก็ต้องพยายามลดรายจ่าย ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่ไม่จำเป็นลง แต่หากไม่เลือกทางใดทางหนึ่งไปอย่างสุดโต่ง ก็อาจเลือกวิธีผสมผสาน คือหารายได้เพิ่มบ้าง และลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงบ้าง ชีวิตก็จะหาจุดสมดุลได้อย่างลงตัว มีชีวิตในแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามแบบฉบับของทฤษฏีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้ชี้แนะแนวทางเอาไว้ให้ก็จะรอดได้ในยุคนี้ แต่หากเรายังคงใช้ชีวิตไปเป็นแบบทาสของทุนนิยม ยังคงรักและชอบประชานิยม ก็จงเตรียมตัวเป็นหนี้สิน เตรียมตัวเป็นคนล้มละลาย และสูญสิ้นอิสรภาพทางการเงินได้เลย ในอนาคตอันใกล้ จงเลือกเอาว่าอยากได้เครื่องมือจับปลา หาปลาเป็น ตามแบบฉบับของพ่อสอนไว้ หรือจะเลือกรับปลาเป็นตัวๆ ที่รัฐบาลและทักษิณถนัดนักที่จะให้ และเราก็เสพติดประชานิยมกันต่อไป วันนึงข้างหน้าเราก็ไม่ต่างจากประเทศในยุโรปตอนนี้ คือมีหนี้สินล้นพ้นตัว สุดท้ายรัฐบาลก็ต้องมาออกกฎเกณฑ์บังคับให้ประชาชนต้องเดือดร้อน อยู่ในสถานภาพ่ต้องทนลำบาก ถูกตัดสวัสดิการลงทุกอย่าง จงเลือกว่าอยากจะเป็นเศรษฐีเสวยสุขในตอนนี้ แต่วันข้างหน้ากลายเป็นยาจก หรือจะเลือกว่ายอมเป็นคนประหยัด มัธยัสต์ แต่วันข้างหน้ากลายเป็นคนอยู่ดีกินดี มีฐานะที่มั่นคง ประชาชนทุกทานคงต้องเลือกเอาครับ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น