วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557

โลก 360 องศา - (กลุ่มติดอาวุธตาลีบันจับตัวประกันเด็กนักเรียนปากีสถาน,ปฏิบัติการบุกช่วยเหลือตัวประกันที่ซิดนีย์เสร็จสิ้น,ฮากูปิดอ่อนกำลังลงแล้ว,ปัญหาความน่าเชื่อถือตำรวจในอเมริกา,สีจิ้นผิงลงดาบคนคอร์รัปชั่น,มาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย,ภูเขาไฟอาโสะปะทุอีกครั้ง)

ทางการปากีสถาน ระบุว่า เหตุการณ์ที่กลุ่มตาลีบันในปากีสถาน 6 คนบุกจับตัวประกันและกราดยิงในโรงเรียน "อาร์มี่ พับลิก สคูล" ในเมืองเปชวาร์ของปากีสถานวันนี้ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 141 คน เป็นนักเรียน 132 คน และครู 9 คน ส่วนคนร้ายถูกวิสามัญทั้งหมด  เหตุโจมตีนองเลือดครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของปากีสถาน เริ่มต้นเมื่อเวลาประมาณ 10.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น ของเมื่อวันอังคาร โดยกลุ่มคนร้ายที่แต่งกายด้วยเครื่องแบบทหาร บุกโจมตีโรงเรียนที่อยู่ในการบริหารของกองทัพในเมืองเปชวาร์ จังหวัดไคเบอร์ ปักตุนควา ซึ่งหลังเกิดเหตุ หน่วยคอมมานโดของกองทัพ ได้รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุและมีการยิงต่อสู้กับคนร้ายก่อนจะสามารถยุติวิกฤตการณ์ลงได้เมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. ตามเวลาในท้องถิ่น หรือราว 20.30 น. ตามเวลาในไทย หรือราว 8 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุ  ทหารสามารถช่วยเหลือตัวประกัน ที่เป็นครูและนักเรียนหลายสิบคน โดยเกือบทั้งหมดเป็นเด็กนักเรียน นอกจากนี้ ยังพบผู้บาดเจ็บเป็นนักเรียน 121 คน และครู 3 คน  เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่ แต่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เนื่องจากระเบิดที่คนร้ายติดตั้งไว้ รายงานระบุว่า คนร้ายได้เปิดฉากโจมตีด้วยระเบิด ก่อนบุกเข้าในโรงเรียนและจับตัวประกันไว้  นักเรียนคนหนึ่งบอกว่า คนร้ายมีปืนกล และเปิดฉากยิงไม่เลือกหน้าทันทีที่เข้าไปในโรงเรียน ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ เล่าว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังถึง 10 ครั้ง  กลุ่มเทห์รีค-อี-ตาลิบัน ปากีสถาน หรือ ทีทีพี อ้างว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ และสั่งให้ยิงเฉพาะเด็กโตเพื่อแก้แค้นที่กองทัพกวาดล้างสมาชิกของกลุ่มในจังหวัดนอร์ธ วาซิริสถาน ใกล้กับเปชวาร์  โรงเรียนที่เกิดเหตุเป็น 1 ในโรงเรียน 146 แห่งทั่วประเทศที่อยู่ภายใต้การบริหารของกองทัพ และมีเด็กนักเรียนอายุระหว่าง 10-18 ปี ซึ่งเป็นลูกของทหาร ส่วนครูที่สอนส่วนใหญ่ก็เป็นภรรยาของทหาร  นายกรัฐมนตรีนาวาซ ชารีฟ ประกาศให้ไว้อาลัยทั่วประเทศแก่ผู้เสียชีวิตนาน 3 วัน และบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนครั้งนี้เป็นโศกนาฏกรรมระดับชาติ ส่วนคนที่อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายครั้งนี้จะไม่ปล่อยให้ลอยนวลได้แน่  ด้านมาลาลา ยูซาฟไซ เด็กสาวชาวปากีสถานเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ ที่รอดชีวิตจากการถูกกลุ่มตาลีบันยิงที่ศีรษะ กล่าวว่า เหตุการณ์สังหารหมู่ในโรงเรียนที่เมืองเปชาวาร์ทำให้เธอหัวใจสลาย และประนามการกระทำที่เหี้ยมโหดและขี้ขลาดของตาลีบัน เธอบอกว่า รู้สึกเช่นเดียวกับคนนับล้านทั่วโลก เธอเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียชีวิตของเด็กๆ  ซึ่งเป็นเสมือนพี่และน้องของเธอ เราจะไม่มีวันพ่ายแพ้
ผู้เชี่ยวชาญกำลังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์โจมตีและสังหารหมู่ครูและนักเรียนของ "อาร์มี่ พับลิก สคูล" ในเมืองเปชวาร์ จังหวัดไคเบอร์ ปักตุนควา ของปากีสถาน อาจเป็นการตอบโต้ที่มาลาลา ซูซาฟไซ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ  คนร้ายที่มีจำนวนทั้งหมด 6 คน ได้ก่อเหตุสะเทือนขวัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ด้วยการบุกเข้าไปในโรงเรียน ที่มีนักเรียนราว 500 คน และเริ่มกราดยิงไม่เลือกหน้า พวกเขายังบังคับให้นักเรียนดูครูคนหนึ่งถูกราดน้ำมันและจุดไฟเผาทั้งเป็น และที่เธอถูกแยกออกมาโดยสังหารอย่างเหี้ยมโหด ก็เพราะเธอเป็นภรรยาของนายทหารคนหนึ่ง  คนร้ายอีกคนหนึ่งกดระเบิดตัวเองในห้องเรียน ที่มีนักเรียนอยู่ถึง 60 คน เจ้าหน้าที่บอกว่า คนร้ายมีสายอยู่ในโรงเรียน ก่อนลงมือโจมตีที่มีการวางแผนมาอย่างดี  กลุ่มเตห์รีค อี ตาลีบัน ปากีสถาน หรือ TPP ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบ และบอกด้วยว่า นี่แค่หนังตัวอย่างเท่านั้น  นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ บอกว่า เป็นวันอันมืดมนของมนุษยชาติ และนับเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เลวร้ายที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในภูมิภาคที่ปัญหาก่อการร้ายฝังรากลึกแห่งนี้   การที่เด็กนักเรียน 132 คน และครูอีก 9 คน ถูกสังหารหมู่ในครั้งนี้ ได้กลายเป็นรอยด่างและการโจมตีนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของปากีสถาน  เด็กที่รอดชีวิตหลายคน ต่างเล่าเรื่องเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ตอนที่คนร้ายกรูเข้าไปในโรงเรียนและมองหาเด็กเพื่อเป็นเป้ากระสุนปืน ก่อนจะเปิดฉากยิงไม่เลือกหน้า ด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้มอย่างสะใจ และในช่วง 3 ชั่วโมงของปฏิบัติการโหด คนร้ายได้สังหารเด็กและครูไปถึง 141 คน ก่อนที่พวกเขาจะถูกวิสามัญ   นอกจากผู้เชี่ยวชาญจะเชื่อว่า การลงมือของกลุ่มคนร้ายครั้งนี้ เป็นการตอบโต้ที่มาลาลาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแล้ว ยังเชื่อว่าจะเป็นการแก้แค้นที่กองทัพปากีสถาน กวาดล้างตาลีบันอย่างหนักในพื้นที่นอร์ธ วาสิริสถาน ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา   มาลาลา บุคคลที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เคยถูกตาลีบันจ่อยิงในระหว่างนั่งอยู่บนรถโรงเรียน เมื่อปี 2555 เพื่อเป็นการลงโทษที่เธอเคลื่อนไหวสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กผู้หญิงในปากีสถาน ทำให้เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับการกดขี่ผู้หญิงและสิทธิเพื่อการศึกษาจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ผู้เชี่ยวชาญ บอกว่า คนร้ายมีหลายเหตุผลในการโจมตีโรงเรียน แต่หนึ่งในนั้นคือการส่งสารไปถึงผู้สนับสนุนมาลาลา ซึ่งหลังเกิดเหตุ มาลาลาได้กล่าวว่า เธอหัวใจสลายจากการกระทำอันน่ากลัวที่เลือดเย็น  แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคน ก็มองว่า การสังหารหมู่ครั้งนี้ พุ่งเป้าโดยตรงไปที่กองทัพปากีสถาน ที่ได้ชื่อว่า เกือบจะเป็นผู้ควบคุมทั้งความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศ  โรงเรียนที่ถูกโจมตี ก็มีระบบการศึกษาที่แยกออกมา ทั้งยังมีการบริหารจัดการที่ดี รวมถึงมีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ดีกว่าโรงเรียนของลูกหลานพลเรือนทั่วไป ครูและนักเรียนก็ล้วนแล้วแต่เป็นภรรยาและลูกหลานของเจ้าหน้าที่ในกองทัพทั้งนั้น  มีศพสองศพที่ถูกเผาจนจำไม่ได้ ถูกนำไปไว้ที่โรงพยาบาลทหารคอมไบน์ ในเมืองเปชวาร์ โดยเบื้องต้นพบว่า เป็นศพที่ไหม้เกรียมจากการระเบิดพลีชีพ โดยเชื่อว่า หนึ่งในจำนวนนี้ เป็นมือระเบิด และมีรายงานที่ยังไม่ยืนยันด้วยว่า บางศพที่ถูกส่งไปที่โรงพยาบาล ถูกตัดศีรษะด้วย ส่วนศพอื่นๆ ที่มีตั้งแต่อายุ 10-18 ปี ถูกยิงที่หน้าอกและศีรษะ 
เด็กบางคนรอดชีวิตมาได้ เพราะเสื้อเปื้อนเลือดของเด็กอื่นและแกล้งตาย พ่อแม่บางคนรับศพลูกไปผิด เพราะใบหน้าไหม้เกรียมจากแรงระเบิดจนจำไม่ได้ กองทัพได้สรุปจำนวนผู้เสียชีวิตว่าเป็นเด็กนักเรียน 132 คน ครู 9 คน และเด็กที่บาดเจ็บอีก 122 คน ส่วนคนร้ายถูกวิสามัญทั้งหมด  หน่วยข่าวกรองและตำรวจ ได้ใช้ปฏิบัติการบุกในเมืองเปชวาร์โดยทันควันหลังเกิดเหตุ และจับกุมผู้นำศาสนาได้ 2 คน กับคนที่เชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นอีก 27 คน นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า คนร้ายมีสายอยู่ในโรงเรียน เพราะพวกเขารู้ว่า มีเด็ก 150 คน กำลังดูการสาธิตการปฐมพยาบาลอยู่ภายในห้องประชุมใหญ่ พวกเขายังตามล่าเหล่าภรรยาทหารและสังหารพวกเธออีกด้วย  ด้านกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน ได้ประนามการโจมตีที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า การสังหารเด็กๆ ผู้บริสุทธิ์ ผิดหลักการของตาลีบัน และยังแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวผู้สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักด้วย แต่กลุ่ม TTP อ้างว่า ได้ส่งมือปืนเข้าไปในโรงเรียน เพื่อตอบโต้กองทัพปากีสถาน ที่กวาดล้าง TTP และพันธมิตรในแถบนอร์ธ วาซิริสถาน อย่างหนัก พวกเขาอ้างว่าสมาชิกในครอบครัวได้ล้มตายไปเป็นจำนวนมากจากปฏิบัติการของกองทัพ และเลือกโรงเรียนของกองทัพ ก็เพราะรัฐบาลเล่นงานครอบครัวของพวกเขาก่อน และต้องการให้กองทัพรู้สึกเจ็บปวดเช่นเดียวกัน
เอเอฟพี/บีบีซี - ตำรวจบุกจู่โจมเข้าไปยังคาเฟ่กลางเมืองซิดนีย์ในช่วงเช้ามืดวันอังคาร(16ธ.ค.) หลังกลุ่มมือปืนควบคุมตัวพนักงานและลูกค้าร้านช็อกโกแลตเป็นตัวประกันตั้งแต่ช่วงเช้าวันจันทร์(15ธ.ค.) และชูธงอิสลามที่หน้าต่างกระจกของร้าน ขณะที่สำนักข่าวชื่อดังอ้างคำสัมภาษณ์ของตำรวจยืนยันเหตุจับตัวประกันยุติลงแล้ว ผู้สื่อข่าวเอเอฟพีใกล้จุดเกิดเหตุได้ยินเสียงดังสนั่นหลายรอบ ระหว่างที่ตำรวจบุกเข้าไปภายใน จากนั้นก็พบเห็นตัวประกันหลายคนวิ่งออกมาจากอาคารและเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ก็รุดเข้าไปช่วยเหลือคนเหล่านั้น โดยสำนักข่าวบีบีซีรายงานว่าเบื้องต้นมีตัวประกันได้รับบาดเจ็บอย่างน้อยๆ 2 ราย และอ้างคำสัมภาษณ์ของตำรวจระบุว่าสถานการณ์จับตัวประกันคลี่คลายลงแล้วหลังสถานการณ์ยืดเยื้อมากว่า 16 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามยังไม่ทราบชะตากรรมของมือปืน โฆษกตำรวจยืนยันว่า "ปฏิบัติการสิ้นสุดลงแล้ว" ในตอนเช้าวันอังคาร(16ธ.ค.) แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ทางสำนักข่าวเอพีรายงานว่าตำรวจจู่โจมเข้าไปยังลินด์ท ช็อกโกแลต คาเฟ่ ไม่นานหลังพบเห็นตัวประกันราว 5 ถึง 6 คนวิ่งหนีออกมา จากนั้นพบเห็นผู้หญิงคนหนึ่งถึงกับร่ำไห้หลังได้รับความช่วยเหลือจากตำรวจ และคนอื่นๆอีก 2 รายถูกหามเปลออกมา เมื่อไปถึงโรงพยาบาล แพทย์พยายามทำการปั๊มหัวใจ แต่ในที่สุดได้เสียชีวิตลงแล้วทั้ง 2 ราย และมีรายงานข่าวว่าชายผู้ก่อเหตุเป็นชาวอิหร่าน วัย 49 ปี เป็นผู้ที่อพยพหนีภัยสงครามมาเมื่อปี 1996 คาดว่ามีการต่อสู้กันจนเสียชีวิตแล้ว แต่ยังไม่มีการรายงานอย่างเป็นทางการ   

สถานการณ์บริเวณชายฝั่งตะวันออกของฟิลิปปินส์ หลังถูกพายุไต้ฝุ่น"ฮากูปิต"พัดถล่มในพื้นที่ ล่าสุด ประชาชนหลายแสนคน ภายในศูนย์อพยพชั่วคราว เริ่มทยอยเดินทางกลับไปยังบ้านเรือนของตน เพื่อสำรวจสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น หลังพายุลูกนี้อ่อนกำลังลงแล้ว และเตรียมมุ่งหน้าไปทางฝั่งตะวันตกของประเทศรวมถึงกรุง"มะนิลา" ด้วยความเร็วลมลดลง เหลือเพียง 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ทางการยังคงประกาศเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังอิทธิพลของพายุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะฝนตกหนักคลื่นสูง น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มในพื้นที่ เบื้องต้น มีรายงานผู้เสียชีวิตจากพายุในครั้งนี้ 4 คน ประชาชนใน 16 จังหวัด ไม่มีไฟฟ้าใช้ และมีการประกาศยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมด 183 เที่ยว รวมถึงในวันนี้ ตลาดหุ้น และโรงเรียน ยังประกาศปิดทำการด้วย อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังมีบางพื้นที่ที่ทางการยังไม่สามารถส่งความช่วยเหลือเข้าไปได้ เนื่องจากมีฝนตกหนัก และต้นไม้หักโค่นปิดทับเส้นทาง จึงทำให้ยังไม่สามารถประเมินภาพรวม ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้

นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุว่า ปัญหาคนไม่เชื่อใจตำรวจว่าปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเป็นธรรมไม่ใช่ปัญหาของคนผิวดำหรือผิวสีเท่านั้น แต่ปัญหาระดับประเทศ หลังเกิดการประท้วงคดีตำรวจผิวขาวทำร้ายคนผิวสีเสียชีวิต 2 คดีติดต่อกันใน 2 สัปดาห์  ประธานาธิบดีโอบามา แถลงหลังจากคณะลูกขุนใหญ่รัฐนิวยอร์กตัดสินไม่ฟ้องตำรวจผิวขาวที่ล็อกคอนายเอริก การ์เนอร์ ชายผิวดำวัย 43 ปีจนเสียชีวิตระหว่างการจับกุมเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมาเพราะต้องสงสัยขายบุหรี่เถื่อนว่า มีกรณีเกิดขึ้นมากมายเหลือเกินที่แสดงให้เห็นว่าผู้คนไม่เชื่อใจว่าตำรวจปฏิบัติต่อญาติมิตรของพวกเขาอย่างเป็นธรรม บางกรณีเกิดจากความเข้าใจผิด บางกรณีเป็นความจริง เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของชาวอเมริกันทุกคนที่จะต้องตระหนักว่า ปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาของคนผิวดำหรือคนผิวสี แต่เป็นปัญหาของประเทศ ด้านนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก นายบิล เดอ บลาซิโอ กล่าวว่า ทางการจะต้องแก้ไขความจริงพื้นฐานที่ถูกตอกย้ำทั้งจากกรณีของนายการ์เนอร์ และกรณีของนายไมเคิล บราวน์ วัยรุ่นผิวดำวัย 18 ปีที่ถูกตำรวจผิวขาวเมืองเฟอร์กูสันยิงเสียชีวิตเมื่อเดือนสิงหาคม  นอกจากนี้ นายเดอ บลาซิโอที่มีภรรยาเชื้อสายแอฟริกัน และลูก 2 คน กล่าวว่า รู้ดีว่าวัยรุ่นผิวดำจะต้องประสบกับสิ่งใดบ้าง ทุกครอบครัวจะต้องสอนเด็กว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อต้องเผชิญหน้ากับตำรวจ พร้อมตั้งข้อสังเกตด้วยว่า สหรัฐรับมือกับเรื่องสีผิวมานานหลายศตวรรษแล้ว และเห็นว่าโครงการนำร่องติดกล้องที่ตัวตำรวจเพื่อบันทึกภาพขณะปฏิบัติหน้าที่จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือขึ้นได้  ขณะที่รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐ นายเอริค โฮลเดอร์ แถลงว่า จะเร่งตรวจสอบกรณีการเสียชีวิตของนายการ์เนอร์อย่างอิสระและเป็นธรรม พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้ประท้วงคดีนี้ชุมนุมอย่างสันติ 

ผู้สังเกตุการณ์ทางการเมืองในจีนชี้ การตัดสินใจจับกุมและขับ"โจว หย่งคัง" ออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นการกระทำอันกล้าหาญ และสะท้อนถึงอำนาจของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในรอบหลายทศวรรษของประวัติศาสตร์การเมืองจีน  ทั้งนี้ คณะกรมการเมืองจีน หรือโปลิตบูโร ซึ่งเป็นคณะกรรมการกำหนดนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แถลงว่า การจับกุมเกิดขึ้น หลังจากที่ทางพรรคได้เริ่มต้นสอบสวนพฤติกรรมของนายโจว หนึ่งในนักการเมืองทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศเมื่อทศวรรษที่แล้ว ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และพบว่า นายโจว ละเมิดวินัยของพรรคอย่างร้ายแรง ด้วยการใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปหาประโยชน์จากบุคคลอื่น ทั้งยังรับสินบนจำนวนมหาศาล ทั้งด้วยตัวเอง และผ่านทางครอบครัว  นอกจากนี้ ยังใช้อำนาจในทางมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้กับญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และภรรยาน้อย ในการทำธุรกิจ ส่งผลให้รัฐต้องขาดทุนอย่างมาก นอกเหนือจากเรื่องการนำความลับทั้งของพรรคและของประเทศออกไปเปิดเผย  ผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายจีนจากฟอร์ดแฮม ลอว์ สคูล นายคาร์ล มินซ์เนอร์ ให้ความเห็นว่า การตั้งข้อกล่าวหานายโจวของประธานาธิบดีสี ถือเป็นการแหวกธรรมเนียมปฎิบัติที่มีมาช้านานของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่มักจะยกเว้นเจ้าหน้าที่ระดับสูงมากๆในพรรคคอมมิวนิสต์ ไม่ต้องถูกฟ้องร้องดำเนินคดี หลังจากที่เกษียณจากตำแหน่งไปแล้ว นายมินซ์เนอร์ กล่าวด้วยว่า การโค่นอำนาจนายโจว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในจีน สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจอันมหาศาลของนายสี ในระบบการเมืองของจีนชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นับตั้งแต่เริ่มยุคปฏิรูปประเทศ ในปลายปี 1970 ทั้งยังตอกย้ำว่า ขณะนี้เกมการเมืองในจีนได้เปลี่ยนไปแล้ว

การถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐและยุโรป, ราคาน้ำมันดิ่งลงและค่าเงินรูเบิลที่อ่อนลงถึง 63 เปอร์เซ็นต์ ล้วนส่งผลต่อเศรษฐกิจรัสเซีย แต่กลับไม่กระทบต่อแรงสนับสนุนที่ชาวรัสเซีย มีต่อประธานาธิบดีปูติน โดยผลสำรวจล่าสุดของ เลวาดา เซ็นเตอร์ พบว่า ผู้ถูกสำรวจ 57 % จาก 1,600 คน ใน 46 เขต ของรัสเซีย ยกให้ประธานาธิบดีปูตินเป็นหนึ่งในผู้นำที่พวกเขาไว้วางใจมากที่สุด และผู้ถูกสำรวจ 85 % ยังพอใจผลงานการเป็นผู้นำของเขาด้วยการถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐและยุโรป, ราคาน้ำมันดิ่งลงและค่าเงินรูเบิลที่อ่อนลงถึง 63 เปอร์เซ็นต์ ล้วนส่งผลต่อเศรษฐกิจรัสเซีย แต่กลับไม่กระทบต่อแรงสนับสนุนที่ชาวรัสเซีย มีต่อประธานาธิบดีปูติน โดยผลสำรวจล่าสุดของ เลวาดา เซ็นเตอร์ พบว่า ผู้ถูกสำรวจ 57 % จาก 1,600 คน ใน 46 เขต ของรัสเซีย ยกให้ประธานาธิบดีปูตินเป็นหนึ่งในผู้นำที่พวกเขาไว้วางใจมากที่สุด และผู้ถูกสำรวจ 85 % ยังพอใจผลงานการเป็นผู้นำของเขาด้วย

ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงต่ำสุดในรอบ 5 ปีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน รวมไปถึงค่าเงินรูเบิลรัสเซียที่ดิ่งเหวเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ถึงกระนั้นกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือ โอเปกก็ยังยืนกรานที่จะคงระดับการผลิตไว้เท่าเดิม ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ชี้ราคาน้ำมันตกต่ำจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก เข้าตำรามี ผู้แพ้ก็ต้องมี ผู้ชนะ   เมื่อวันที่ 27 พ.ย. กลุ่มชาติโอเปกซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียได้ตัดสินใจคงกำลังการผลิตที่ 30 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ดิ่งลงทันที 4 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อเปิดตลาดวันศุกร์(28 พ.ย.) และยังคงดิ่งแรงต่อเนื่องมาจนถึงวันจันทร์ (1 ธ.ค.) ซึ่งแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ประเทศสมาชิกรายย่อยอย่างเวเนซุเอลากลับต้องการให้โอเปกลดกำลังผลิต เพื่อพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ตกต่ำไปกว่าที่เป็นอยู่   ซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในกลุ่มโอเปกแถลงเมื่อวันจันทร์(1) ว่า เห็นด้วยกับการตัดสินใจของโอเปก ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ริยาดทำเช่นนี้เพราะต้องการให้ผู้ผลิตน้ำมันหินดินดาน (shale oil) ในสหรัฐฯ หรือแม้กระทั่งสมาชิกโอเปกบางประเทศต้องพลอยฟ้าพลอยฝน โดยหวังผลในการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดระยะยาว เพราะสภาพเศรษฐกิจของริยาดเองยังสามารถทนต่อราคาน้ำมันที่ตกต่ำได้อีกนานพอสมควร  นับแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเกือบ 40% โดยมีปัจจัยสำคัญจากผลผลิตน้ำมันหินดินดานของสหรัฐฯที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณการผลิตสูงเกินกว่าอุปสงค์ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยลบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป  ทั้งนี้ หากสมาชิกโอเปก 12 ประเทศซึ่งผลิตน้ำมันดิบป้อนตลาดโลกถึง 1 ใน 3 ดำเนินการลดกำลังผลิตเพียงฝ่ายเดียวโดยปราศจากความเคลื่อนไหวแบบเดียวกันของคู่แข่ง พวกเขาก็เสี่ยงที่จะสูญเสียส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเติม โดยเฉพาะกับเหล่าชาติผู้ผลิตน้ำมันจากหินดินดานในอเมริกาเหนือ แต่อีกด้านหนึ่งหากตัดสินใจคงกำลังผลิตในปัจจุบันก็เท่ากับว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งของตลาด  นักวิเคราะห์มองว่า สงครามราคาครั้งนี้อาจทำให้น้ำมันหินดินดานสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในอนาคต เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตสูงกว่า ซึ่งจะช่วยคลายแรงกดดันต่อโอเปกในระยะยาว
ราคาน้ำมันที่ตกต่ำยังส่งผลกระทบถึงประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกพลังงาน โดยเฉพาะรัสเซียซึ่งค่าเงินรูเบิลดิ่งลง 9% มาอยู่ที่ 53.9 รูเบิลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ และ 67 รูเบิลต่อ 1 ยูโร ในวันจันทร์(1 ธ.ค.) ซึ่งถือเป็นการอ่อนค่าหนักสุดในรอบวัน นับตั้งแต่ปี 1998   เงินรูเบิลรัสเซียอ่อนค่าลงเกือบ 60% ตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันตกต่ำ ตลอดจนมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่หมายบีบรัสเซียให้เลิกสนับสนุนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในภาคตะวันออกของยูเครน  รัสเซียนั้นมีรายได้หลักจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กังวลว่า เศรษฐกิจแดนหมีขาวเริ่มส่อสัญญาณเข้าสู่ภาวะถดถอย ในขณะที่รัฐบาลมอสโกยังดึงดันไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจุดยืนในเรื่องยูเครน
อุปสงค์น้ำมันที่ลดลงในยุโรป ประกอบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เสื่อมถอย ทำให้รัสเซียตัดสินใจระงับโครงการสร้างท่อส่งก๊าซเซาธ์สตรีม (South Stream) ซึ่งจะลอดผ่านทะเลดำเข้าสู่บัลแกเรียและต่อไปยังสหภาพยุโรป ทั้งๆ ที่โครงการนี้จะช่วยให้รัสเซียสามารถส่งก๊าซธรรมชาติเข้าถึงแผ่นดินยุโรปได้โดยไม่ต้องผ่านยูเครนปีละ 63 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 10% ของความต้องการใช้ก๊าซในยุโรป  เวเนซุเอลา ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่จากละตินอเมริกา ก็เริ่มหามาตรการบรรเทาความเสียหายจากปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำ ประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ได้ออกคำสั่งตัดทอนงบประมาณรายจ่ายภาครัฐเมื่อวันศุกร์ (28 พ.ย.) โดยให้หั่นเงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐบาลตั้งแต่ระดับกระทรวงไปจนถึงรัฐวิสาหกิจ ไม่เว้นกระทั่งเงินเดือนของประธานาธิบดีเอง  รายได้จากการจำหน่ายน้ำมันถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา ซึ่งปัจจุบันมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังต้องเผชิญปัญหาเงินเฟ้อและการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานซึ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจ  ด้าน คริสติน ลาการ์ด กรรมการผู้จัดการใหญ่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กลับมีมุมมองต่อวิกฤตราคาน้ำมันไปในเชิงบวก โดยชี้ว่าราคาน้ำมันซึ่งตกต่ำอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมิถุนายนอาจกระทบต่อผู้ส่งออกน้ำมันดิบบางราย แต่ในภาพรวมถือว่าเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากผู้บริโภคและภาคธุรกิจสามารถใช้พลังงานได้ในราคาที่ถูกลง และอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่พัฒนาสูงสุดให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 0.8%   งานนี้จะมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ แต่โดยพื้นฐานสุทธิถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจโลกบอสหญิงไอเอ็มเอฟ วัย 58 ปี กล่าวในการประชุมผู้นำภาคธุรกิจซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์เนิล ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.



ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย แสดงความเห็น หลังมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ของสหภาพยุโรป (อียู) และสหรัฐ มีผลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า รัสเซีย ไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าจะดำเนินมาตรการตอบโต้ยุโรป แต่มาตรการเหล่านั้น ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อรัสเซีย และเป็นไปเพื่อปกป้องประเทศ ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ในแง่ความเป็นหุ้นส่วนการค้า และความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมที่ถูกอียูคว่ำบาตรนั้นประธานาธิบดีปูติน กล่าวว่า ทางเลือกอื่นนั้นมีอยู่เสมอ เมื่อใครบางคนไม่ต้องการคบค้ากับรัสเซีย และหากทบทวนปัญหาในภาพรวม จะพบด้านบวกมากกว่าด้านลบ มาตรการคว่ำบาตรจะเปิดโอกาสใหม่ๆ แก่ภาคการผลิตของรัสเซีย ผู้นำรัสเซีย วิจารณ์มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ว่า จะส่งผลกระทบต่อรัสเซียเพียงน้อยนิด และเป็นความพยายามบ่อนทำลายสถานการณ์ในยูเครน แทนจะช่วยคลี่คลาย โดยเฉพาะการใส่ชื่อนายอิกอร์ พล็อตนิสกี้ ผู้สถาปนาตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนแดเนียสค์ ในบัญชีบุคคลที่ถูกคว่ำบาตร อาจกระทบต่อการเจรจาสันติภาพในยูเครน มาตรการคว่ำบาตรใหม่ของยุโรป มุ่งเป้าภาคพลังงาน การเงินและกลาโหมของรัสเซีย โดยเฉพาะสามบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ รอสเนฟต์ ทรานสเนฟต์ และกาซพรอม เนฟต์ ถูกห้ามระดมทุนระยะยาวในตลาดทุนยุโรป การส่งออกเทคโนโลยีทางทหารของบริษัทรัสเซีย 9 แห่งก็ถูกคว่ำบาตรด้วย รวมถึงบริษัทผู้ผลิตปืนคาลาชนิคอฟ นอกจากนี้ ยังมีธนาคารของทางการรัสเซีย 5 แห่ง ที่ถูกห้ามกู้เงินระยะยาวเกิน 30 วันจากบริษัทยุโรป กับห้ามบุคคล 24 คน รวมถึงนักธุรกิจ สมาชิกรัฐสภารัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรของประธานาธิบดีปูติน ตลอดจนนักการเมืองในไครเมียและดอนบาส เดินทางเข้าอียู และอายัดทรัพย์สิน
 

เที่ยวบินหลายเที่ยวในญี่ปุ่น ถูกยกเลิกหรือไม่ก็เปลี่ยนเส้นทางในวันนี้ (27 พ.ย.) เพื่อหลีกเลี่ยงควันไฟและเถ้าถ่านที่พวยพุ่งออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟอาโสะ บนเกาะคิวชู ทางตอนใต้ของประเทศ ทั้งนี้ สายการบินเจแปน แอร์ไลน์ส และออล นิปปอน แอร์เวย์ส เตือนผู้โดยสารเรื่องเที่ยวบินที่ถูกยกเลิก หรือเปลี่ยนเส้นทางลงจอดที่สนามบินคุมาโมโต เนื่องจากเถ้าภูเขาไฟลอยสูงถึง 800 เมตร โดยโฆษกของเจแปน แอร์ไลน์ส กล่าวว่า วันนี้ มีการยกเลิกเที่ยวบิน 8 เที่ยว ที่จะออกจากสนามบิน และอีก 4 เที่ยวบิน ที่จะเข้าไปลงจอด และยังมีอีกหนึ่งเที่ยวบิน ที่เปลี่ยนเส้นทางไปลงจอดที่สนามบินใกล้เคียงแทน และอาจมีอีกหลายเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบถ้าการปะทุของภูเขาไฟเลวร้ายลงไปอีก ขณะที่ โฆษกสนามบินคุมาโมโต กล่าวว่า มีการยกเลิกหนึ่งในเที่ยวบินนานาชาติ ส่วนอีกหนึ่งเที่ยวบินเปลี่ยนเส้นทางลงจอด ภูเขาไฟอาโสะ เริ่มปะทุเมื่อวันอังคาร ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านภูเขาไฟได้เตือนว่า หินภูเขาไฟและเถ้าถ่านอาจตกลงไปในรัศมี 1 กิโลเมตรรอบภูเขาไฟ และครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี ที่ภูเขาไฟอาโสะปะทุ และเกิดขึ้นในเวลา 2 เดือน หลังจากภูเขาไฟออนตาเกะ ในเมืองนางาโน่ปะทุโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า คร่าชีวิตนักปีนเขากว่า 60 คน ขณะเดียวกัน เมื่อเดือนที่แล้ว ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่า จะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติบนเกาะคิวชู ที่อาจทำให้บางพื้นที่ ที่เป็นที่อยู่อาศัยของประชาชน 7 ล้านคน ต้องถูกฝังอยู่ใต้หินหลอมละลายภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น