วันพุธที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ผู้สืบชะตาแผ่นดิน : มงกฏเลือด ตอนที่ 14

                                                              14.

                                           ความลับ ชาติกำเนิดของวิลโลว์



ภายในพระราชวังออโรร่าเซ้นส์ ราชสำนักคาทายา กาหลิบ พระเจ้าอับดุลเราะห์มานที่ 3 แห่งราชวงศ์อุมัยหยัด ผู้นี้เป็นคนหนุ่ม อายุอานามเพียง 46 พระชันษา เป็นคนรูปร่างท้วมใหญ่ มีบุคลิกภาพสุขุม เยือกเย็น แต่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว ก่อนก้าวขึ้นเป็นกาหลิบแห่งคอร์โดบา ได้เป็นผู้นำกองทัพปราบปรามบรรดารัฐต่างๆที่แข็งข้อในแถบแอฟริกา จนมีความดีความชอบ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกาหลิบแห่งคอร์โดบา แล้วเมื่อราชวงศ์อุมัยหยัด มีกุศโลบายที่ต้องการแผ่ขยายอิทธิพลของจักรวรรดิมุสลิมลงมายังยุโรป โดยเริ่มต้นที่ยุโรปตอนใต้ก่อน จึงบุกล่าอาณานิคมไล่เรียงมาตั้งแต่ดินแดนฮิสปาเนีย นับมาตั้งแต่อันโดวา ยิบรอลต้า อันตาลูเซีย จนถึงแคว้นคาทายา และในครั้งนี้ กาหลิบ พระเจ้าอับดุลเราะห์มานที่ 3 ได้เสด็จมาถึงยังพระราชวังออโรร่าเซ้นส์ โดยมิได้มีหมายกำหนดการล่วงหน้า หรือสัญญาณบอกเหตุใดๆ มาก่อน


กาหลิบยังคงประทับนั่งอยู่บนพระที่นั่งของกษัตริย์ ซึ่งโดยธรรมเนียมปกติ พระที่นั่งตรงนี้ ผู้ที่จะประทับนั่งได้ ก็มีเพียงกษัตริย์แห่งแคว้นคาทายาเท่านั้น เจ้าผู้ปกครองแผ่นดิน การที่มีกษัตริย์จากดินแดนอื่น หรือรัฐอื่น ก้าวล่วงมาประทับยังบัลลังก์ที่ประทับนั่งหลังนี้ได้ ย่อมถือเป็นการสถาปนาตนเองขึ้นปกครองแคว้นคาทายาอย่างกลายๆ หรืออย่างไม่เป็นทางการ

พระเจ้าเซ็นจูรี่ ก้าวพระบาทเข้ามาถึงยังพระราชวังออโรร่าเซ้นส์ ด้วยท่าทีที่ประหม่า ตระหนกตกใจ ที่กาหลิบแห่งอันตาลูเซีย ถือวิสาสะขึ้นประทับนั่งยังบัลลังก์ของพระองค์ ด้วยท่าทีนิ่งสงบ อย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ จำที่ตนจะต้องตีหน้า เสแสร้ง แกล้งสวมบทบาทไปตามเกมแห่งอำนาจ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมหันตภัยร้ายพระองค์นี้

“ถวายบังคม ฝ่าบาท หม่อมฉันคือ พระเจ้าเซ็นจูรี่ ในฐานะกษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดินนี้ ฝ่าพระบาท เสด็จมาโดยมิได้นัดหมาย ย่อมมีพระราชกรณียกิจอันใหญ่หลวง ที่จะมีพระราชปรารภ แก่หม่อมฉัน เป็นการส่วนพระองค์ ให้สมกับพระเกียรติยศอันสูงยิ่งของฝ่าบาท สมแล้วที่เป็นกาหลิบผู้ยิ่งใหญ่แห่งอันตาลูเซีย”

“อ้อ....พระเจ้าเซ็นจูรี่ นี่หน่ะหรือ เซ็นจูรี่ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นคาทายา ท่านตรัสให้เกียรติแก่ข้า ดูยกยอแก่ข้าเกินจริงไปมาก ข้าขอบพระทัยท่านที่ให้เกียรติ และขอประทานอภัยท่าน ที่ข้าถือวิสาสะ มาประทับนั่งบนบัลลังก์แห่งพระราชาของท่าน”  กาหลิบก้าวลงจากบัลลังก์พระที่นั่ง มาสวมกอดกับพระเจ้าเซ็นจูรี่ และนำใบหน้ามาชิดแนบข้างแก้ม ซ้ายขวา เป็นการแสดงการทักทาย และแสดงความเคารพในแบบมุสลิม

“ฝ่าบาท เชิญประทับนั่งบนบัลลังก์พระที่นั่งเถิด หม่อมฉันมิบังอาจถือสาฝ่าบาท คิดเล็กคิดน้อยในเรื่องนี้”

“ก็เมื่อข้าพเจ้าเสด็จมาถึงพระราชวังแห่งนี้ ก็ไม่พบเจอฝ่าบาทประทับอยู่ในพระราชวัง ข้าพเจ้าเฝ้ารอเพื่อที่จะได้พบปะปฏิสันถารกับท่าน นานร่วม 2 ชั่วยามแล้ว ก็ไม่ปรากฏพระพักตร์ของพระองค์ ข้าจึงจำต้องขึ้นประทับนั่งบนบัลลังก์ของพระราชา เพราะราชการงานกิจของราชสำนัก ย่อมไม่อาจขาดแคลนกษัตริย์ผู้ปกครอง ข้าราชบริพารและขุนนางจะเข้าเฝ้ากราบทูลกิจการงานภายในราชสำนัก ก็ไม่อาจทำได้ จำเราต้องประทับนั่งบนบัลลังก์ของพระราชา เพื่อทำหน้าที่แทนท่านไปก่อน”

“ฝ่าบาท อย่าทรงอ้อมค้อมเลย การที่ฝ่าบาทเสด็จมายังแคว้นคาทายา โดยมิได้มีหมายกำหนดการล่วงหน้า แท้ที่จริงแล้ว ทรงมีพระประสงค์อะไรกันแน่”

“พระเจ้าเซ็นจูรี่ ท่านคงลืมไปแล้วกระมังว่า แคว้นคาทายาของท่าน ตกเป็นแคว้นบริวารของจักรวรรดิมุสลิม การที่ฝ่าพระบาทของเรา ต้องการเสด็จไปยังแคว้นไหน หรือเมื่อไร ใยต้องมีหมายกำหนดการแจ้งให้ท่านทราบด้วย”  นายพลตอริก กล่าวสอดแทรกขึ้นมา และถือโอกาสอธิบายความแทนกาหลิบของตน

“อ้อ......ท่านนายพลตอริก ที่แท้ท่านก็มาด้วยหรือ ข้านึกว่าท่านเป็นเพียงข้าทาสม้าใช้เทียมวัวควาย ที่คอยอาศัยตามเสด็จ อยู่ใต้อาณัติพระบาท ที่ไม่ได้มีความคิด จิตวิญญาณ ที่จะต้องคอยรับคำสั่ง ไม่สามารถเผยอหน้าหรือ คอยเสนอหน้าออกมาเช่นนี้”

“ฝ่าบาท.......กำลังหยามเกียรตินายพล 5 ดาวเช่นกระหม่อมอยู่ อย่าคิดว่าอยู่ต่อหน้าพระพักตร์แล้ว ข้าจะมิบังอาจจาบจ้วงท่านได้หรอกนะ”

“ตอริก.....ท่านอย่าได้ถือสา โกรธเคืองพระเจ้าเซ็นจูรี่เลย นี่เป็นเพียงปฏิกิริยาเริ่มต้นเท่านั้น ของกษัตริย์ผู้ซึ่งกำลังสูญสิ้นอำนาจอย่างแท้จริง ไม่ได้อยู่ในฐานะของเจ้าผู้ปกครองแผ่นดินอีกต่อไป ย่อมกระทำการ พูดจาหยิ่งผยอง กร้าวร้าวออกมาเช่นนี้”

“นี่ฝ่าบาท ทรงหมายความถึงสิ่งใด”

“ฝ่าบาททรงสดับตรับฟังไม่ผิดหรอก บัดนี้ ข้าพเจ้าคือผู้ปกครองแคว้นคาทายาโดยสมบูรณ์แล้ว และได้เสด็จมาประทับยังแคว้นคาทายา ในฐานะกษัตริย์ผู้ปกครองอย่างแท้จริง เรามิได้เสด็จมาโดยลำพัง แต่ได้นำเอากองทัพและข้าราชบริพารของเราตามเสด็จมาด้วย พร้อมที่จะว่าความ และดูแลกิจการงานเมืองในราชสำนักแทนฝ่าบาทในทุกกรณี”

“นี่ท่าน....ทรงกระทำรัฐประหารอำนาจของหม่อมฉันงั้นเหรอ”

“สุดแล้วแต่จะทรงเรียกหรือตีความตามนัยของท่านเถิด”

“ก็ได้....อย่าคิดว่าข้าจะยอมรามือง่ายๆ ในเรื่องนี้นะ พวกท่านถือว่ามีกองกำลังที่เหนือกว่าข้าในขณะนี้ กระทำการก่อรัฐประหารอำนาจแก่ข้า แล้วเราจะได้เห็นดีกัน”   ตรัสเสร็จพระเจ้าเซ็นจูรี่ พร้อมด้วยลอร์ดเปเรซ ตีฝ่าวงล้อมของทหาราชองครักษ์ของจักรวรรดิมุสลิมออกมา แล้วรีบทำการห้อม้าหลบหนีออกจากพระราชวังไปได้

“ตามจับกุมตัวเซ็นจูรี่และพวกเอาไว้”  นายพลตอริกตะโกนออกคำสั่งให้ไล่ล่าจับกุมพระเจ้าเซ็นจูรี่ให้ได้

“ไม่ต้อง...ปล่อยเขาไปก่อน ข้าอยากรู้ว่า สถานการณ์เช่นนี้ จะยังมีใคร ผู้ใดให้การสนับสนุนกษัตริย์ผู้นี้อีกหรือไม่”

“จากนั้นจึงค่อยตามรวบตัวพวกมันทีเดียว ถูกต้องมั๊ยพะยะค่ะ ฝ่าบาท”

“ข้าทราบว่า เขายังมีกองกำลังอัศวินหน้ากากเหล็ก และราชวงศ์ของเขายังเกี่ยวดองกับราชอาณาจักรคาสตีลอีกด้วย หากเรากระทำการบุ่มบ่ามไป ย่อมจะเป็นการเปิดศึกกับแคว้นบริวารอื่นๆ อีกจำนวนมาก จำต้องใช้กุศโลบายและยุทธวิธีในแบบผสมผสาน การเจรจาทางการทูตควบคู่ไปกับการโจมตีทางการทหาร จึงจะพิชิตศึก หรือสำเร็จผลได้ง่ายดายกว่า”

“นับเป็นพระอัจฉริยภาพอันสูงยิ่ง ที่หาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้แล้ว พะยะค่ะ”


พระเจ้าเซ็นจูรี่ รีบเสด็จกลับไปยังตำหนักเวราโน่คาสเซิล เพื่อเก็บข้าวของ และบอกกล่าวต่อพระราชชนนีราเชล และพระราชินีอิซาเบลล่า ให้ทรงรับทราบสถานการณ์ทีเกิดขึ้น และนำกองกำลังที่มีอยู่เสด็จไปยังเกาะเซเบอร์ ศูนย์บัญชาการกองทัพชั่วคราวของพระองค์ จากนั้นให้ทหารม้าเร็ว รีบเดินทางไปแจ้งข่าวต่อนายพลเปรองค์ที่ร่วมสู้ศึกอยู่ในสมรภูมิปราบกบฏของอาณาจักรอารากอน ให้รีบถอนทัพและเดินทางกลับมายังเกาะเซเบอร์ได้แล้ว เนื่องจากเวลานี้ พระราชอำนาจของพระองค์ถูกสั่นคลอนด้วยกาหลิบแห่งแคว้นอันตาลูเซียกระทำรัฐประหารอำนาจของพระองค์แล้ว และตั้งกองกำลัง สถาปนาตนเองเป็นเจ้าปกครองแผ่นดินแคว้นคาทายาเรียบร้อยแล้ว การจะทำสงครามต่อต้าน หรือเป็นปริปักษ์อย่างซึ่งหน้า จำต้องรวบรวมกองกำลังทางทหารให้มากพอ หรือเทียบเคียงได้ใกล้เคียงจึงจะเปิดศึกทำสงครามกับจักรวรรดิมุสลิมได้  นายพลเปรองค์เมื่อรับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่คาทายาแล้ว ก็ตัดสินใจถอนทัพและยกกองกำลังกลับมาสมทบช่วยเหลือพระเจ้าเซ็นจูรี่ เจ้านายของตน ในขณะที่นายพลมอร์แตร์ ที่กำลังได้รับชัยชนะ และได้เปรียบกองกำลังของราชสำนักอารากอน ก็รู้สึกแปลกประหลาดใจ ที่จู่ๆ กองกำลังจากแคว้นคาทายาที่ถูกส่งมาช่วยเหลือฝ่ายตน เรงรีบถอนกำลังทหารกลับ โดยมิได้บอกกล่าวให้กระจ่างชัดถึงสาเหตุ ทำให้กองกำลังฝ่ายกบฏของนายพลมอร์แตร์ กลับมาตกอยู่ในสถานการณ์คับขันอีกครั้ง

และเมื่อกลับมาถึงยังเกาะเซเบอร์แล้ว นายพลเปรองค์จึงทราบว่ากองกำลังอัศวินหน้ากากเหล็กของตนถูกทำลาย ถูกสังหารตายไปเกือบหมดเกาะ ประมาณร้อยกว่าชีวิต ซี่งล้วนแล้วแต่เป็นนักรบอัศวินฝืมือดี ได้รับการชี้แจงจากพระเจ้าเซ็นจูรี่ว่า มีปฏิบัติการช่วยเหลือเชลยศึกที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษบนเกาะแห่งนี้ หนีรอดไปได้ทั้งหมด และในขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นฝีมือของใคร แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นฝ่ายของเจ้าชายโมฮอลล์ ที่อยู่เบื้องหลังวางแผนช่วยเหลือเชลยศึกเหล่านี้ หนีออกไปได้

“ฝ่าบาท หากประเมินจากกองกำลังทหารของฝ่ายเราในตอนนี้ ก็ไม่ใช่คู่ต่อกรกับกองกำลังของจักรวรรดิมุสลิมได้ ซึ่งมีกองกำลังทหารกระจัดกระจายอยู่หลายแคว้น ลำพังกองกำลังทหารที่มีอยู่ในแคว้นคาทายาก็ร่วมๆ 30,000 นาย ซึ่งเป็นกองกำลังทหารที่ขึ้นตรงต่อนายพลตอริก 10,000 นาย และขึ้นตรงต่อกาหลิบ 20,000 นาย แล้วเช่นนี้ ต่อให้เรามีนักรบอัศวินหน้ากากเหล็กอีก 10 กองพัน ก็ไม่อาจต่อกรกับฝ่ายจักรวรรดิมุสลิมได้”   ลอร์ดเปเรซ กราบทูลด้วยความเป็นจริง ต่อกษัติรย์เซ็นจูรี่

“เห็นที ข้าจะต้องบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าโจเซฟ แห่งคาสตีล อีกแล้วเหรอ”  พระเจ้าเซ็นจูรี่ ทรงตรัสถอดถอนใจ เมื่อเหตุการณ์กลับมาซ้ำรอยเหมือนเมื่อครั้งที่เคยสูญสิ้นอำนาจ จากการก่อกบฏในราชสำนักคาทายา เมื่อครั้งพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2 ยังทรงครองราชย์อยู่

“แต่สถานการณ์ภายในราชสำนักคาสตีล ในขณะนี้ก็ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว การที่เราจะเสด็จกลับไปพึ่งพระบรมโพธิสมภาณ ใต้เบื้องยุคลบาทของพระเจ้าโจเซฟในเพลานี้ แม่ว่า อาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็เป็นได้”  ทัศนะของพระราชินีราเชล ที่ตรัสต่อพระเจ้าเซ็นจูรี่ แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น


2 วันต่อมา พระเจ้าเซ็นจูรี่ ได้ส่งลอร์ดเปเรซ เพื่อเดินทางไปยังราชสำนักคาสตีล เพื่อนำสาส์นจากพระเจ้าเซ็นจูรี่ ไปถวายเพื่อขอความช่วยเหลือต่อพระเจ้าเซ็นจูรี่ ในเนื้อความของสาส์น ได้อรรถาธิบายถึงสถานการณ์ และความจำเป็นที่ ราชวงศ์เพโทรฟรอยด์ ในส่วนของครอบครัวของพระเจ้าเซ็นจูรี่ จะมาขอพำนัก ประทับยังภายในราชสำนักคาสตีลเป็นการชั่วคราว จึงขอมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาณ ความอนุเคราะห์เกื้อกูล พระเมตตาจากพระเจ้าโจเซฟ อีกครั้งครา ลงพระนามโดย พระเจ้าเซ็นจูรี่ และพระราชินีราเชล องค์พระชนนีแห่งแคว้นคาทายา

“ข้า ไม่ขัดข้อง หากพระเจ้าเซ็นจูรี่ มีพระประสงค์จะลี้ภัยทางการเมือง มาอยู่ในร่มเงาของราชสำนักคาสตีล แต่มีข้อแม้อยู่เพียงข้อเดียวว่า กองกำลังทหารที่จะเคลื่อนทัพตามมาอยู่ด้วย จะต้องเข้ามาสังกัดอยู่ภายใต้กองทัพของราชอาณาจักรคาสตีลด้วย ไม่อาจจะแบ่งแยกกองทัพเป็นเอกเทศได้ เนื่องจากภายในราชอาณาจักรคาสตีล มีกฎเหล็กอยู่ว่า กองกำลังทหารที่มีอยู่ภายในราชอาณาจักรทั้งหมดจะต้องเป็นอันอันหนึ่งเดียว ไม่แบ่งแยก และจะต้องอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระราชาแห่งคาสตีตแต่เพียงผู้เดียว ดังนี้แล้วพระเจ้าเซ็นจูรี่ จะเห็นสมควรยินยอมตามเงื่อนไขนี้หรือไม่ ขอเชิญท่านลอร์ดเปเรซ นำความไปกราบบังคมทูลต่อพระเจ้าเซ็นจูรี่ ให้เข้าใจในเงื่อนไข และยินยอมตกลงเซ็นต์ยินยอมในสนธิสัญญานี้ เราก็จักยินดีต้อนรับทัพผู้อพยพจากแคว้นคาทายา”  พระเจ้าโจเซฟทรงรับสั่งต่อลอร์ดเปเรซ เพื่อกลับไปกราบบังคมทูลรายงานต่อพระเจ้าเซ็นจูรี่ ตามที่ทรงมีข้อเสนอแนะ


เมื่อกลับไปถึงยังเกาะเซเบอร์ ศูนย์บัญชาการ กองกำลังชั่วคราวของพระเจ้าเซ็นจูรี่ ลอร์ดเปเรซได้กราบบังคมทูลรายงานตามข้อเสนอแนะของพระเจ้าโจเซฟให้พระเจ้าเซ็นจูรี่ได้ทรงรับทราบโดยทันที

“หมายความว่า ถ้าเราจะนำกองกำลังทหารไปด้วย จะต้องไปสังกัดอยู่ภายใต้กองทัพของราชอาณาจักรคาสตีลทั้งหมดหรอกเหรอเนี่ย นี่มันไม่เท่ากับว่า เราจักต้องไปอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระเจ้าโจเซฟ แล้วสถานะความเป็นกษัตริย์ของข้าจะมีความหมายอันใดกัน”

“นี่ไม่ใช่เป็นการหนีเสือปะจระเข้งั้นเหรอ อยู่หรือไม่อยู่ ไปหรือไม่ไป คาสตีล ก็ไม่เห็นแตกต่างกัน ฝ่าบาทจะต้องสูญสิ้นพระราชอำนาจเฉกเช่นเดียวกับที่อยู่ ภายในราชอาณาจักรคาทายาเหมือนกัน”

“พระมารดา นี่ท่านช่วยลูกเจรจากับพระเจ้าโจเซฟได้หรือไม่ พะยะค่ะ”

“แม่บอกเจ้าแล้ว ว่าสถานการณ์ภายในคาสตีลตอนนี้ไม่เหมือนเดิม พระเจ้าโจเซฟ กำลังสั่นคลอนในพระราชอำนาจภายในราชสำนัก ด้วยรัชทายาทองค์รองต้องการล้มล้างพระราชอำนาจของรัชทายาทองค์โตกับพระบิดาลง การที่เราไปขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาณในช่วงนี้ ก็ย่อมเท่ากับไปเติมเชื้อไฟให้เกิดความวุ่นวายแตกแยกในราชสำนักของเขามากยิ่งขึ้น การเสนอเงื่อนไขให้กองทัพของเราไปผนวกเข้ากับกองทัพของราชอาณาจักรคาสตีลก็เพื่อต้องการกระชับพระราชอำนาจของพระองค์ให้เข้มแข็งขึ้น ไว้กำราบพระโอรสองค์รองไม่ให้กำเริบเสิบสาน และคิดล้มล้างพระราชอำนาจของพระบิดา ทางที่ดีรอจนกว่าสถานการณ์ภายในคาสตีลสงบนิ่งก่อนและรู้ว่า ฝ่ายใดกุมอำนาจภายในราชสำนักอย่างเบ็ดเสร็จแท้จริง แล้วจึงค่อยไปเจรจาความเพื่อขอความช่วยเหลือยังจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกว่า”  พระราชินีราเชล พระราชชนนี

“เหตุผลขององค์พระชนนี สมเหตุสมผล หากเราขอลี้ภัยเข้าไปอยู่ในช่วงนี้ คาสตีลย่อมปฏิเสธความช่วยเหลือด้านกองกำลังทหาร เนื่องจากสถานการณ์การเมืองภายในยังคงคุกรุ่น ไม่อาจจะส่งกองกำลังทหารไปช่วยเหลือทำศึกกับเราได้ เพราะต้องรักษาดุลอำนาจภายใน หากว่าเกิดความเพลี่ยงพล้ำขึ้นมา พระเจ้าโจเซฟเองก็จะต้องสูญเสียพระราชอำนาจตามมาอย่างแน่นอน”

“แล้วจะให้ข้าทำเช่นใดดี โน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ ช่างน่าสังเวชใจยิ่งนัก”

“ฝ่าบาท ตอนนี้เราคงทำได้แต่เพียงกบดาน นิ่งเงียบเอาไว้ ไม่ควรเคลื่อนไหวกำลังคนใดๆ เพื่อไม่ให้จักรวรรดิมุสลิมระแวงว่าเราจะต่อต้านพระราชอำนาจ และส่งกำลังมาปราบปรามพวกเราก็เป็นพอแล้ว ทีเหลือเรายังพอมีหนทางเจรจา เพื่อให้ฝ่ายเราคงสถานะความอยู่รอดต่อไปได้”  ลอร์ดเปเรซ เสนอความคิดเห็น

“กระหม่อม ขอเสนอแผนการที่จะทำให้เราได้สมประโยชน์ถึง 2 ทางด้วยกันพะยะค่ะ”

“แผนการใด ท่านนายพลเปรองค์ ท่านลองกล่าวออกมา”

“เหตุใดเราไม่ฉกฉวยโอกาสนี้ โจมตี และบุกยึดแคว้นเกลมาเป็นของเรา เพื่อใช้เป็นกองบัญชาการและเป็นที่ประทับแห่งใหม่ และใช้เป็นที่พำนักถาวรแก่ราชวงศ์ อีกทั้งยังทรงได้แก้แค้นเจ้าชายโมฮอลล์ ที่เคยทรงเป็นปริปักษ์ กับฝ่าบาทมาตลอดด้วย”

“ท่านคิดเห็นว่า กองกำลังของเราจะมีศักยภาพ ประสิทธิภาพมากพอที่จะโจมตี บุกยึดแคว้นเกลได้งั้นเหรอ”

“กองกำลังของแคว้นเกล มีเพียงหยิบมือเดียว ก่อนหน้านี้ เราไม่สามารถทำศึกเผชิญหน้าได้โดยตรง เนื่องจากกองกำลังหทารของเรามีไม่เพียงพอ แต่ตอนนี้ กองกำลังทหารของฝ่ายเราได้ถอนทัพร่วมรบมาจากกองทัพฝ่ายกบฏ ของนายพลมอร์แตร์ ที่ทำศึกยืดเยื้อกับฝ่ายราชสำนักอารากอนแล้ว หากรวมกับกองกำลังที่มีอยู่เดิมของฝ่ายเรา ย่อมมีศักยภาพ ปริมาณที่เพียงพอและใกล้เคียงกับกองกำลังของแคว้นเกล ด้วยเหตุนี้ กระหม่อมจึงขอเสนอว่า เหตุใดเราไม่ฉวยโอกาสนี้ทำศึกเพื่อแย่งชิงแคว้นเกลมาเป็นของฝ่าบาท พะยะค่ะ”

“เรื่องนี้ง่ายดายอย่างที่ท่าน นายพลเปรองค์ เสนองั้นเหรอ ท่านลอร์ดเปเรซ”

“ฝ่าบาท อย่าลืมว่าเรามีนักรบอัศวินหน้ากากเหล็ก ที่เป็นกำลังสำคัญในการสู้รบที่แข็งแกร่งของฝ่ายเรา”

“ถ้าเช่นนี้ เรามาประชุมวางแผนการกันเลย”


ณ ห้องประชุมลับ ปราสาทยูโทเปี้ยน ราชสำนักแคว้นเกล วันนี้เจ้าชายโมฮอลล์ทรงรับสั่งให้วิลโลว์ไปเชื้อเชิญคุณลุงพารินอส และพระราชินีเฟอร์รานี มาเข้าเฝ้ายังห้องประชุมลับของปราสาทยูโทเปี้ยน โดยมีรับสั่งไม่ให้ผู้ไม่เกียวข้องเข้าไปยังสถานที่ประชุมลับ แม้แต่วิลโลว์เองก็ไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ภายในห้องประชุมด้วย 

“ถวายบังคมเจ้าชายโมฮอลล์ และพระราชินีเฟอร์รานี ทรงรับสั่งให้เชิญกระหม่อมมายังสถานที่นี้ มีเรื่องราวใด จะรับสั่งแก่กระหม่อมเหรอ พะยะค่ะ”

“แล้วเหตุใดจึงให้ แม่ต้องมารับฟังการสนทนาด้วย”

“พระมารดา โปรดวางพระทัย ที่หม่อมฉันเชื้อเชิญ พระมารดา และคุณลุงพารินอสมายังสถานที่นี้ ก็เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง เกี่ยวกับปูมหลัง ชาติกำเนิดของวิลโลว์ เท่านั้น”

“ฮะ.....ฝ่าบาท หมายความว่าอย่างไร พะยะค่ะ”

“พวกท่านทั้ง 2 คน คือผู้กุมความลับในเรื่องนี้ ข้าจึงอยากจะทราบความจริงจากปากของท่านทั้ง 2 คน”

“โมฮอลล์ นี่ลูกไปทราบอะไรมา เหตุใดจึงสงสัยในชาติกำเนิดของวิลโลว์”

“นี่ไง.....สร้อยคอเหรียญตราแผ่นดิน และด้านหลังเป็นสัญลักษณ์รูป 8 ทิศ ลูกพบมันอยู่ที่ตัวของวิลโลว์ เขาสวมใส่มันไว้ ลูกสอบถามเขาว่าได้มันมาได้อยางไร เขาตอบลูกว่า มีญาติสนิทมอบให้มา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ลูกไม่เคยเห็นเขาสวมใส่เจ้าสร้อยคอที่มีเหรียญตราแผ่นดินนี้มาก่อน ใครพอจะบอกข้าได้มั๊ย”

“ฝ่าบาท.....นี่คือสร้อยคอประจำตระกูลของวิลโลว์จริงๆ”

“คุณลุงเป็นคนให้กับวิลโลว์งั้นเหรอ คนอย่างวิลโลว์จะมีสร้อยคอเหรียญตราแผ่นดินประจำตระกูลนี้ได้อย่างไร”

“เอิ่ม......คือว่า........”

“พระมารดา เรื่องนี้ ลูกคิดว่า พระมารดา น่าจะอธิบายความจริงเรื่องนี้ออกมาเสียที หากว่ายังคงปิดบังความจริงเอาไว้ จะไม่เป็นผลดีต่อใครเลย แม้แต่แคว้นของเราด้วย”

“เอิ่ม......ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพระราชินี มันเป็นเรื่องที่......”

“พารินอสหยุดก่อน เรื่องนี้ ข้าจะพูดเอง หากเป็นความประสงค์ของโมฮอลล์ ข้าก็จะเล่าให้ลูกได้เข้าใจ......เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อ 25 ปีก่อน ตอนนั้นไฟสงครามยังลุกโชนอยู่ คาทายา กับแคว้นเกลส่งกองกำลังไปช่วยแคว้นมัวร์ ที่กำลังมีข้อพิพาทกับแคว้นอารากอน กลายเป็นศึกแห่งทุ่งหญ้าซาบัวราตา ระหว่างแคว้นอารากอนกับแคว้นมัวร์ (รวมพันธมิตรที่มาช่วยร่วมรบ)  ในตอนนั้นเจ้าชายเฟรเดอริก ยังเป็นมกุฎราชกุมาร และดำรงตำแหน่งรัชทายาท ที่จะได้ขึ้นครองราชย์ต่อจาก พระบิดาคือพระเจ้าเฟอร์นันเดซ ระหว่างที่อยู่ทำศึกอยู่ภายในแคว้นมัวร์ เจ้าชายเฟรเดอริก ทรงไปมีความสัมพันธ์กับเด็กสาวนางหนึ่ง นามว่า แอนเดริส ซึ่งมีรูปโฉมงดงาม แต่เธอเป็นมุสลิม ความสัมพันธ์ในตอนนั้นเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ เนื่องจากเจ้าชายเฟรเดอริก ทรงได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบ ตกจากหลังม้า และมีหญิงสาวชาวบ้านมาช่วยเหลือชีวิตเอาไว้ได้ หญิงสาวคนนั้นก็คือแอนเดริส เป็นเด็กสาวลูกชาวบ้านที่เข้ามาช่วยเหลือชีวิตของพระองค์ไว้ และช่วยหาหยูกยา คอยป้อนข้าว ดูแลรักษาพระอาการจนหายเป็นปกติ จนเจ้าชายเฟรเดอริกเกิดความประทับใจ และต้องการรับแอนเดริส เข้ามาอยู่ในวัง ภายหลังจากเสร็จศึกสงคราม พระองค์ได้ไปมาหาสู่กับแอนเดริสอีกหลายครั้ง จนเกิดเป็นความรักขึ้นมา และได้พาแอนเดริสเข้าวังมา แต่พระเจ้าเฟอร์นันเดซ ทรงกีดกัน และทรงสืบรู้ว่าด.ญ.แอนเดริสเป็นคนนอกศาสนา ซึ่งผิดกฎมณเฑียรบาล จึงให้ขับแอนเดริสออกจากพระราชวัง ในช่วงแรกเจ้าชายเฟรเดอริกทรงเสียพระทัยมาก และโกรธที่พระบิดาไม่เห็นใจต่อพระองค์ที่มีความรักต่อแอนเดริสด้วยใจบริสุทธิ์ พระเจ้าเฟอร์นันเดซ ทรงแนะนำให้เจ้าชายเฟรเดอริกเสด็จเยือนแคว้นคาสตีล และได้ทำความรู้จักคิงมอนเตโร รวมถึงพระเชษฐา และพระขนิษฐาของพระองค์ จนเป็นที่มาของการตกหลุมรักเจ้าหญิงเชอร์ร่า แต่กาลต่อมากษัตริย์มอนเตโรได้ตัดสินพระทัยยกพระธิดานามว่า เจ้าหญิงราเชลให้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายเฟรเดอริก ตามสนธิสัญญาผูกสัมพันธ์ทางด้านการเมืองระหว่าง 2 แคว้น ด้วยความตกลงยินยอม เห็นดีเห็นงามร่วมกันระหว่างพระเจ้าเฟอร์นันเดซกับพระเจ้ามอนเตโร โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเจ้าชายเฟรเดอริกทรงตกหลุมรักอยู่กับองค์พระขนิษฐานามว่าเจ้าหญิงเชอร์ร่าอยู่ก่อนแล้ว จึงเป็นที่มาในภายหลังว่าเหตุใดจึงมีพระราชินีถึง 2 พระองค์ หลังจากนั้นไม่นาน พระเจ้าเฟอร์นันเดซได้ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติและแต่งตั้งให้เจ้าชายเฟรเดอริกขึ้นครองราชย์แทน กลายเป็นกษัตริย์เฟรเดอริกที่ 1 แห่งแคว้นคาทายา แต่เรื่องราวของแอนเดริสยังคงอยู่ในความสนพระทัยของพระเจ้าเฟรเดอริกอยู่ตลอดเวลา ยังคงให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ติดต่อไถ่ถามสารทุกข์ดิบอย่างสม่ำเสมอ โดยทรงตัดสินพระทัยส่งพารินอส ทหารองครักษ์คู่ใจคนสนิทของพระองค์ไปคอยช่วยเหลือดูแลแอนเดริส เมื่อทรงรู้ข่าวว่าแอนเดริสตั้งครรภ์พระโอรสของพระองค์ แต่มิอาจจะรับรองความเป็นพระโอรสพระองค์นี้ได้ และกลายเป็นบุตรนอกสมรสแบบลับๆ ของพระองค์ เด็กคนนั้นก็คือวิลโลว์ นั่นเอง  ต่อมาเมื่อคลอดวิลโลว์ออกมาแล้ว นางถูกเกณฑ์เป็นเชลยศึกไปอยู่ยังแคว้นอารากอน หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้พบเจอกับพระเจ้าเฟรเดอริกอีกเลย ส่วนวิลโลว์ได้กลายเป็นมาเป็นเด็กในความอุปถัมภ์ดูแลของแม่ได้อย่างไรนั้น เป็นเพราะพระเจ้าเฟรเดอริกทรงมาขอร้องแม่เอาไว้ให้ช่วยรับไว้เป็นข้ารับใช้ภายในราชสำนัก คอยติดตามโมฮอลล์ เพื่อแม่จะได้คอยดูแลเขาได้ อยู่ใกล้ๆ ตามพระประสงค์ของพระเจ้าเฟรเดอริกที่เคยมาขอร้องแม่เอาไว้”

“แล้วเหตุใด พระมารดาจะต้องปกปิดชาติกำเนิดของวิลโลว์เอาไว้ด้วย ไม่ให้เขาได้ล่วงรู้ชาติกำเนิดที่แท้จริงของตนเอง”

“เรื่องนี้เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าเฟรเดอริก พระบิดาของเขา ที่ไม่ต้องการให้ใครล่วงรู้ว่า พระองค์ยังมีพระโอรสนอกสมรสอยู่อีก 1 พระองค์ อันจะทำให้เกิดความไม่สบายใจต่อพระราชินีทั้ง 2 พระองค์ และอาจเป็นอันตรายต่อวิลโลว์ หากมีผู้ที่ไม่ประสงค์ดี ต้องการกำจัดวิลโลว์เสีย”

“ความลับนี้ มีเพียงพระมารดา กับคุณลุงพารินอสเท่านั้นใช่มั๊ย ที่ล่วงรู้”

“ยังคงมีแอนเดริสด้วยอีก 1 คน นั่นก็คือมารดาของวิลโลว์”

“นี่ก็แสดงว่า ญาติสนิทที่วิลโลว์อ้างว่าเป็นผู้ให้สายสร้อยเส้นนี้แก่เขา ก็น่าจะเป็นแอนเดริส มารดาของเขาเอง”

“แสดงว่า พวกเขาได้เจอกันแล้วใช่มั๊ย พารินอส”

“ถูกต้องแล้ว พะยะค่ะ มาถึงขนาดนี้แล้ว ฝ่าบาทเห็นควรที่เราจะบอกความจริงนี้ต่อวิลโลว์หรือไม่ พะยะค่ะ”

“เรื่องนี้ ข้าจะหาโอกาสบอกความจริงแก่เขาเอง วิลโลว์เป็นคนของข้า ถ้าเช่นนี้ เขาก็มีศักดิ์เป็นพระเชษฐาของข้า มิใช่บริวารข้าทาสทั่วไปอีกต่อไปแล้ว เรื่องนี้ยังไงขอให้คุณลุง และพระมารดา ปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับไปก่อน......ถ้าเช่นนี้แล้ว เราก็เลิกประชุม ข้าจะเสด็จกลับพระราชวังเดี๋ยวนี้”


เจ้าชายโมฮอลล์เสด็จกลับพร้อมด้วยวิลโลว์ที่รั้งรออารักขาอยู่นอกปราสาทยูโทเปี้ยน โดยไม่ได้รับรู้หรือได้ยินการประชุมลับในครั้งนี้  ภายหลังเสร็จจากการประชุมลับกับพระราชินีเฟอร์รานี (พระมารดา) กับคุณลุงพารินอสก็รีบเสด็จมายังพระราชวังโถงกลาง ของราชสำนัก เนื่องจากได้รับแจ้งจากเลขานุการส่วนพระองค์ว่ามีสาส์นจากแคว้นอันตาลูเซีย ส่งมาพร้อมกับนายทหารในกองทัพของนายพลตอริก มาถึงพระองค์ และบัดนี้รั้งรออยู่ภายในพระราชวัง

“เจ้าเป็นใคร มาเข้าเฝ้าข้าด้วยจุดประสงค์ใด”

“กระหม่อมเป็นนายทหารอยู่ภายในกองทัพของท่านนายพลตอริก ได้นำสาส์นจากท่านนายพลตอริกมาถวายแก่ฝ่าบาท พะยะค่ะ”   วิลโลว์ไปรับสาส์นจากมือของนายทหารผู้นี้ ตรวจสอบดู และนำขึ้นทูลเกล้าถวายถึงพระหัตถุ์ของเจ้าชายโมฮอลล์ เพื่อคลี่เปิดอ่านดู

ใจความสำคัญของสาส์นนี้ได้กล่าวยกย่องและสดุดีเจ้าชายโมฮอลล์ ที่ได้มอบความไว้วางพระทัยแก่จักรวรรดิมุสลิม และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพ ทำให้ตัวข้าพเจ้า (นายพลตอริก) ได้ล่วงรู้ว่าภายในกองทัพของตนมีไส้ศึก (โมฮัมเหม็ด คามิล) และขอขอบคุณในน้ำพระทัย มิตรภาพ และไม่ถือโทษโกรธเคืองในความผิดต่างๆที่ บุตรชายของตน (อาริฟ) ได้ล่วงเกินไว้ อีกทั้งยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งบุตรชายของตน (อาริฟ) ให้ได้มีตำแหน่งเป็นนายสนองโอษฐ์ และนายทหารองครักษ์ประจำพระองค์ พระมหากรุณาธิคุณเหล่านี้ กระหม่อมซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง และไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนได้เสมอเหมือน จึงได้ขอประทานอนุญาตส่งมอบนายทหารหนุ่ม ผู้หนึ่ง นามว่า “อิคาซิม” เป็นเด็กหนุ่มวัย 16 ปี ร่างกายแข็งแรง กำยำ มีความสามารถทางการรบและการต่อสู้ หลากหลายรูปแบบ เชี่ยวชาญการต่อสู้ด้วยมือ และเพลงดาบ เพื่อเอาไว้รับใช้ ถวายงานใกล้ชิด แก่ฝ่าพระบาท แทนบุตรชายของตน (อาริฟ) ที่ต้องมีภารกิจช่วยงานในกองทัพของกระหม่อม และยังได้รับมอบหมายงานในตำแหน่งเป็นเสนาธิการทหารในกองทัพ ซึ่งจะต้องมีภารกิจหนัก ที่อาจไม่มีเวลาที่จะไปช่วยเหลือ ถวายงานรับใช้ฝ่าบาทได้อีกต่อไป จึงจัดทำสาส์นนี้เพื่อถวายการชี้แจง และขอพระราชทานอภัยแก่กระหม่อมและบุตรชาย (อาริฟ) ที่มิได้มากราบทูลชี้แจงด้วยตัวเอง ลงชื่อ นายพลตอริก นายพล ผู้บัญชาการกองทัพแห่งแคว้นอันตาลูเซีย

“ฝ่าบาท ในสาส์น กล่าวเช่นไรเหรอ พะยะค่ะ”

“ท่านนายพลตอริก ส่งของกำนัล เด็กหนุ่มผู้นี้มาให้ข้า มารับใช้ถวายงานแทน อาริฟ ที่จะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพแทน” 

“เจ้ามีนามว่า อิคาซิม ใช่มั๊ย”

“ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมมีนามว่า อิคาซิม พระเจ้าข้า”

“ต่อไปข้าจะแต่งตั้งเจ้าให้เป็น นายสนองโอษฐ์ ก่อน ส่วนตำแหน่งนายทหารองครักษ์ ไว้รอให้ข้าทดสอบเจ้าเสียก่อน  วิลโลว์ เจ้าลองทดสอบเด็กหนุ่มผู้นี้ดูซิ ว่ามันมีความเก่งกล้าสมกับที่ท่านนายพลตอริกบรรยายสรรพคุณมาหรือไม่” 

จากนั้นวิลโลว์ได้ทดสอบวิชาการต่อสู้ด้วยมือเปล่าแก่อิคาซิม และการต่อสู้ด้วยเพลงดาบ ปรากฏว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว และมีพละกำลังที่สูงมาก ไม่แพ้นายทหารองครักษ์ที่ผ่านการฝึกปรือมาแล้ว แม้ยังมีวัยเยาว์ขนาดนี้ แต่ก็สามารถปะดาบ และต่อสู้ ต่อกรกับวิลโลว์ได้อย่างสูสี หลังจากนั้นเจ้าชายโมฮอลล์ทรงรับสั่งให้ทหารนับ 10 รุมเข้าต่อสู้กับอิคาซิมเพียงคนเดียว เพื่อทดสอบดูว่าเขาจะมีพละกำลังต่อกรกับนายทหารองครักษ์จำนวนมาก ยืนระยะได้นานเพียงใด ปรากฏว่าอิคาซิมสามารถล้มนายทหารองครักษ์นับ 10 ได้อย่างง่ายดาย เป็นที่ประทับใจของเจ้าชายโมฮอลล์ จนต้องปรบมือให้

“เยี่ยมมาก อิคาซิม ไม่เสียทีที่ท่านนายพลตอริก กล่าวบรรยายสรรพคุณมา เจ้าพอจะมาแทนที่เจอราริโน่ได้ แต่ยังไม่อาจมาแทนที่ อาริฟ ได้เท่านั้น”   เจ้าชายโมฮอลล์ตรัสชื่นชมอิคาซิมต่อหน้าวิลโลว์ จากนั้นเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อของอิคาซิม แล้วทรงลากพาอิคาซิมเข้าไปสู่ตำหนักด้านใน ใกล้ห้องสรงน้ำส่วนพระองค์

อิคาซิมที่ร่างกายสูงใหญ่เกินวัย ได้แต่เดินตามแรงกระชากคอเสื้อเพื่อตามเสด็จไปถึงยังห้องสรงน้ำ

“คราวนี้ จะเป็นตาของข้าทดสอบเจ้าแล้ว ว่าเจ้ามีพละกำลังเก่งกล้าแค่ไหน เพียงพอที่จะมาเป็นนายสนองโอษฐ์คนใหม่ได้หรือเปล่า”  ตรัสเสร็จทรงกระชากเสื้อของอิคาซิมฉีกขาดต่อหน้าพระพักตร์ เผยให้เห็นแผงกล้ามอกที่นูนหนา และหยาดเหงื่อที่ไหลเยิ้มชุ่มอก และเกล็ดเหงื่อบนใบหน้าขาวใสของอิคาซิม ที่ทรงทอดพระเนตรอย่างใกล้ชิด พบว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีชาติพันธุ์สายเปอร์เซีย รูปหน้าคมเข้ม ขนคิ้วเข้ม จมูกโด่ง แววตาสีน้ำตาล ริมฝีปากบาง รูปหน้าคมคายตามแบบฉบับชายชาวเปอร์เซีย ซึ่งด้วยรูปลักษณ์ภายนอกไม่แตกต่างจากอาริฟ แตกต่างกันแต่ก็เพียงกล้ามเนื้อยังไม่แข็งแกร่งเต็มวัยเท่าอาริฟ ที่กลายเป็นหนุ่มใหญ่วัยฉกรรจ์กว่าเท่านั้น เจ้าชายโมฮอลล์ทอดพระเนตรจ้องไปที่แววตาของอิคาซิม อย่างเพ่งพินิจ กลายเป็นเหยื่ออาหารตาอันโอชะ เปรียบดังพยัคฆ์หนุ่มจ้องจะเขมือบกินลูกกวางอ่อนตัวเต็มวัยก็ไม่ปาน เสียงกลืนน้ำลายในลำคอ ของเจ้าชายโมฮอลล์ เมื่อเห็นหยดเหงื่อบนใบหน้าของอิคาซิมร่วงหล่นเป็นสายๆ ราวกับหยาดพิรุณพร่ำรำพัน

      

   



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น