วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ผู้สืบชะตาแผ่นดิน : มงกุฏเลือด ตอนที่ 6

                                                                 6.
                                                
                                      แหล่งกบดาน ที่บ้านคุณลุงพารินอส



ที่หมู่บ้านชานเมืองในถิ่นทุรกันดาร ของแคว้นมัวร์  บ้านของคุณลุงพารินอส คุณลุงของวิลโลว์ ที่บัดนี้นอกเหนือจากได้รับเอาสมาชิกที่มีอยู่เดิมก็คือ พระมเหสีแอริน่า กับเจ้าชายจัสติโน่ มาอยู่ในบ้าน ตอนนี้ยังมีสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาอีก 2 ท่าน ก็คือ ท่านเซอร์ริชาร์ด กับมิสซิสเชลเชล ที่ได้รับการช่วยเหลือออกจากสถานราชทัณฑ์ แห่งแคว้นคาทายา โดยได้รับการช่วยเหลือจากวิลโลว์ ปลอมแปลงพระราชสาส์น ราชโองการอภัยโทษจากพระเจ้าเซ็นจูรี่ และให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้ง 2 ท่านให้ออกมาได้สำเร็จ และวิลโลว์ได้พาเอาคนทั้ง 2 คน มาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของคุณลุงพารินอส โดยให้ทั้ง 2 ท่านถือจดหมายที่ตนเองเขียนมายื่นต่อคุณลุงพารินอส เพื่อให้คุณลุงได้รับทราบว่าคนแปลกหน้าทั้ง 2 คน คือบุคคลที่หลานรักได้ช่วยเหลืออกมา และจำเป็นต้องไหว้วานคุณลุงของตน ดูแลให้ที่พักอาศัยชั่วคราวแก่บุคคลสำคัญทั้ง 2 ท่าน เฉกเช่นเดียวกับพระมเหสี และพระโอรส ดังกล่าว

“เอิ่มนี่คือจดหมายของหลานชายฉันฝากมาหรอกเหรอ”   คุณลุงพารินอสรับจดหมายจากมือเซอร์ริชาร์ด

“อืมม์...ใช่แล้ว ท่านองครักษ์วิลโลว์ มีภารกิจสำคัญจะต้องรีบไปปฏิบัติ และไปกราบทูลรายงานต่อเจ้าชายโมฮอลล์ จึงได้เขียนจดหมายฉบับนี้ทิ้งเอาไว้ ให้เรา 2 คน มายื่นต่อท่าน นี่เป็นความสัตย์จริง”

“ใช่แล้ว นี่เป็นลายมือของหลานรักของข้า ข้าจำได้ พวกท่านคงเป็นบุคคลสำคัญของแคว้นคาทายา เฉกเช่นเดียวกับพระมเหสีและพระโอรส หน่ะสิ”   ลุงพารินอส อ่านจดหมายก็จดจำทั้งสำนวนและลายมือได้

“คุณลุงหมายความว่าอย่างไรนะ”   มิสซิสเชลเชล ฉงนใจที่คุณลุงกล่าวถึงพระมเหสีและพระโอรส

“ก็ตอนนี้ นอกจากท่านทั้ง 2 คนแล้ว ยังมีพระมเหสีแอริน่า กับพระโอรสจัสติโน่ ก็พักอาศัยอยู่ในบ้านของข้าเช่นเดียวกัน”

“ฮะ....แล้วตอนนี้ ทั้ง 2 พระองค์อยู่ที่ใด?”  มิสซิสเชลเชล ตื่นเต้นดีใจระคนไปกับความอยากรู้อยากเห็น

“นู่นแหน่ะ...ตอนนี้ ข้าให้พวกเขาไปพักอาศัยอยู่ที่โรงเรือน ท้ายไร่ของข้า โน่นไง  พวกท่านพักอยู่ที่เรือนนี้ก็แล้วกัน หากต้องการพบเจอพวกเขา ก็เดินเรียบไปท้ายไร่ พวกเขาอยู่ที่นั่น  เดี๋ยวข้าจะไปจัดหาอาหารมาต้อนรับพวกท่าน พวกท่านทำตัวตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจนะ ข้าคือผู้กว้างขวางของหมู่บ้านแถบนี้”

เซอร์ริชาร์ด พร้อมด้วยมิสซิสเชลเชล พอทราบก็รีบเดินทางไปเข้าเฝ้า พระมเหสีแอริน่าและพระโอรสจัสติโน่ ต่างฝ่ายต่างระร่ำระลัก กอดคอกันร้องไห้ เล่าสภาพความเป็นไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในราชสำนักแคว้นคาทายา ให้กับพระมเหสีแอริน่า และพระโอรสให้ทรงทราบ

“ตอนนี้ แม้แต่องค์พระราชินีเชอร์ร่า และสมเด็จพระขนิษฐาแอริว่า และพระขนิษฐาแชล็อต ก็ทรงถูกกักกันสถานที่ ไม่ได้รับอิสรภาพ ข้าราชบริพาร ขุนนางผู้จงรักภักดีใกล้ชิด ต่างถูกจับกุม ประหารชีวิต หรือถูกจองจำ กักขัง ทรมานเยี่ยงทาส อยู่ในราชทัณฑ์ ตอนนี้ยังไม่ทราบชะตากรรมของนายพลเวอร์มองค์ และท่านองครักษ์วิลโลว์ ไม่รู้ว่าประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือท่านนายพลเวอร์มองค์หรือไม่”  เซอร์ริชาร์ดเล่าเหตุการณ์และความเป็นไปในราชสำนัก ให้กับพระมเหสีและพระโอรสฟัง

“พระมเหสีกับพระโอรส ทรงสบายพระวรกาย พระทัยหรือไม่ เพค่ะ”   มิสซิสเชลเชล อดไม่ได้ที่จะไต่ถามสารทุกข์และความเป็นไปขององค์พระมเหสีและพระโอรส

“เรา 2 คน แม่ลูก อยู่ทางนี้ แม้จะไม่สบายพระวรกายอยู่บ้าง แต่ก็รู้สึกปลอดภัย และได้รับความสะดวกสบายตามสมควร ต้องขอขอบคุณ คุณลุงแพรินอส ที่ดูแล อำนวยความสะดวก เรา 2 แม่ลูก เป็นอย่างดีที่สุดแล้ว” พระมเหสีแอริน่าทรงตรัสตอบมิสซิสเชลเชล

“ท่านองครักษ์วิลโลว์ ไม่ใช่คนของราชสำนักแคว้นคาทายาแท้ๆ แต่ก็ยังยื่นมือมาช่วยเหลือพวกเรา นับว่ามีน้ำใจอันประเสริฐยิ่ง”    พระมเหสีแอริน่า

“วิลโลว์เป็นคนของเจ้าชายโมฮอลล์ อย่างไรเสีย 2 ราชวงศ์ตัดกันไม่ขาด ทรงสุ่มเสี่ยงที่จะยื่นมือมาช่วยเหลือพวกเรา ไม่รู้ว่าตอนนี้ พระเจ้าเซ็นจูรี่ หากทรงทราบ จะหาทางเล่นงานเจ้าชายโมฮอลล์อย่างไร”  เซอร์ริชาร์ด แสดงความคิดเห็นคล้อยไปในทางเดียวกับพระมเหสี

“หวังว่าวิลโลว์จะรอดจากเงื้อมมือพระเจ้าเซ็นจูรี่”  มิสซิสเชลเชล แสดงความคิดเห็น


ภายในโบสถ์วิหารกลาง สำนักวาติกัน ศาสนจักรแห่งแคว้นคาทายา พระสันตะปาปาจอห์นพอลเซ็นโตซ่า ยังคงสนทนาอยู่กับเจ้าชายโมนาร์ช ฮอร์ริออร์  ถึงพระราชสมบัติประจำราชวงศ์เพโทรฟรอยด์ ที่ยังคงเป็นปริศนาว่าเก็บซ่อนอยู่ที่ใด และยังมีกลไกในการเปิดประตูคลังลับที่เก็บซ่อนพระราชสมบัติอยู่ โดยโป๊ปได้พูดเป็นนัยว่า ผุ้ที่จะครอบครองพระราชสมบัติ หรือเปิดประตูกลไกคลังพระราชสมบัติได้ ต้องเป็นผู้มีบุญญาธิการสูงสุดในแผ่นดินเท่านั้น

“โป๊ป แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่า ผู้มีบุญญาธิการสูงสุดในแผ่นดินอยู่ที่ใด และเป็นใคร?

“ฝ่าบาท ก่อนที่จะทราบว่าใครเป็นผู้มีบุญญาธิการสูงสุดในแผ่นดิน ควรจะหาผู้ที่ครอบครองสิ่งวิเศษ 4 อย่างนี้ให้ได้ก่อน”

“สิ่งวิเศษ 4 อย่าง งั้นเหรอ มันคืออะไร”

“สิ่งวิเศษ 4 อย่างก็คือ ไม้เท้านักบุญ จอกศักดิ์สิทธิ์  ดาบราชันย์ และเหรียญ 8 ทิศ ผู้ที่สามารถรวบรวมสิ่งวิเศษ 4 อย่างนี้ได้ ผู้นั้นก็คือผู้ที่มีบุญญาธิการสูงสุดของแผ่นดินนั่นเอง”

“แล้วสิ่งวิเศษ 4 อย่างนี้ มันอยู่ที่ใดเล่า”

“ฝ่าบาท หม่อมฉันเองก็ไม่ทราบ แต่ผู้มีบุญญาธิการสูงสุด จะเป็นผู้ที่ค้นหาเจ้าสิ่งวิเศษ 4 อย่างนี้ได้เอง และเขาจะเป็นผู้ครอบครองมันในที่สุด”

“โป๊ป ท่านกำลังจะบอกกับข้าว่า ผู้มีบุญญาธิการสูงสุด ก็คือผู้ที่จะมากอบกู้ราชอาณาจักรของเราให้อยู่รอดปลอดภัยงั้นเหรอ”

“ฝ่าบาท หม่อมฉันไมได้กล่าวเช่นนั้น หม่อมฉันเพียงแต่กล่าวว่า ผู้มีบุญญาธิการสูงสุดจะเป็นผู้ได้ครอบครองพระราชสมบัติของแคว้นคาทายา และจะเป็นผู้สืบชะตาแผ่นดินเท่านั้น”

“ตอนนี้ ข้าอยากจะรู้ว่า เราจะไปเสาะหาบุคคลคนนี้ ได้อย่างไร”

“เมื่อสถานการณ์สุกงอม บุคคลผู้นี้จะมาปรากฏกายอยู่ภายในสายพระเนตรเอง”


ภายหลังจากที่เจ้าชายโมฮอลล์เสด็จกลับมายังแคว้นเกลแล้ว ทรงเรียกนายทหารองครักษ์เข้ามารับฟังพระบัญชา ทรงรับสั่งแต่งตั้งให้คุณชายอาริฟ เป็นนายทหารองครักษ์คนใหม่ ท่ามกลางสายตาของวิลโลว์และเจอราริโน่ ที่ยังคงฉงนสงสัย ว่าเหตุใด บุคคลคนนี้จึงเป็นที่ไว้วางพระทัย รับเข้ามาเป็นนายสนองโอษฐ์ได้ไม่นานก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์อีกตำแหน่งแล้ว

“ฝ่าบาท ไม่ใช่กระหม่อมจะไม่ยอมรับในพระบัญชา แต่หม่อมฉันยังคงตะขิดตะขวงใจ ว่าเพราะเหตุใดชายแปลกหน้าผู้นี้ เราไม่รู้ประวัติภูมิหลัง ว่าเป็นใคร แล้วเหตุใด ฝ่าบาทจึงไว้วางพระทัย ให้เป็นราชองครักษ์ได้ คนผู้นี้อาจะเป็นสายลับจากแคว้นคาทายาก็เป็นได้ พะยะค่ะ”

“เจอราริโน่ เหตุใดเจ้าถึงมีอคติ ต่ออาริฟนัก ข้าได้สอบประวัติเขาเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งอาริฟยังเป็นคนมีฝืมือดีกว่าเจ้าเสียอีก ข้าจึงต้องการนำอาริฟมาไว้ข้างกายข้า”

“ฝ่าบาท แต่เขาไม่ใช่ชาวยุโรปแบบเรา เขาเป็นมุสลิม ซึ่งเป็นศัตรูกับดินแดนของเรา”

“อย่าพูดเช่นนั้น ตอนนี้ ข้าให้อาริฟ เปลี่ยนศาสนามานับถือคาธอริกเหมือนกับเราแล้ว เขาไม่ใช่มุสลิมอีกต่อไป”

“ฮะ...จริงเหรอ อาริฟ”

“เอ่อ....คือว่า ข้า...........”

“เอาหล่ะ พวกเจ้า อย่าได้เคลือบแคลงสงสัย ในความจงรักภักดี ของอาริฟอีกเลย ต่อไปนี้ พวกเจ้าจะต้องช่วยเหลือกัน และร่วมอยู่ในคณะของข้า วิลโลว์ ฝากเจ้าอบรมสั่งสอนอาริฟด้วย เขายังคงต้องเรียนรู้งานอีกมาก ส่วนเจ้า...เจอราริโน่ ข้าจะมอบหมายงานบางส่วนของเจ้าให้กับอาริฟได้ทำด้วย”

“ฝ่าบาท....”    จากนั้นเจ้าชายโมฮอลล์ทรงเสด็จไปยังพระตำหนักเพื่อเยี่ยมเยียนพระชายาเจอเรนีย์

“อาริฟ แกมันมีดีอะไรนักหนา เหตุใด ฝ่าบาทจึงโปรดปรานเจ้านัก”   เจอราริโน่เดินตรงเข้าไปผลักอกของอาริฟ หวิดจะวางมวยต่อกัน ซึ่งอาริฟเองก็แสดงสีหน้าไม่พอใจ จนทำให้วิลโลว์มาแยกทั้ง 2 เอาไว้ทัน จากนั้นวิลโลว์ ได้พาอาริฟ ไปยังโรงเลี้ยงม้าของแคว้นเกล เพื่อสอนงานต่อไป

“อาริฟ เจ้าขี่ม้า ยิงธนูได้หรือเปล่า”

“นั่นคือสิ่งที่ข้าถนัดที่สุด ทั้ง 2 อย่างนั่นแหละ”

“งั้นเจ้าลองแสดงให้ข้าดูที” จากนั้นวิลโลว์ นำม้าเพื่อให้อาริฟลองขึ้นไปบังคับดู จากนั้นจึงไปยังลานธนู เพื่อทดสอบการยิงธนู ก็ปรากฏว่า อาริฟแสดงการยิงธนูได้เข้าเป้า ทั้งระยะใกล้และไกล ทำให้วิลโลว์เองอดทึ่งไม่ได้

“ที่แท้เจ้าเป็นคนมีฝีมือจริง อย่างที่ฝ่าบาททรงตรัสจริงๆ” 

“นี่พวกเจ้า ไม่เชื่อข้า หรือว่าเจ้าไม่เชื่อฝ่าบาทของเจ้าเองกันแน่”

“จริงๆ แล้ว ข้ามองออกว่าเจ้ามีฝีมือ แต่ก็ต้องทดสอบไปตามระบบของเรา เจ้าอย่าถือสาข้าหรือเจอราริโน่เลย  ใครก็ตามที่เข้ามาอยู่ในทีมของเรา ก็จะถูกทดสอบแบบนี้เหมือนๆ กัน”

“งั้นข้าขอทดสอบ เจ้าบ้างได้มั๊ย ว่าจะสู้ข้าได้หรือเปล่า”

“เจ้าจะทดสอบการขี่ม้า กับยิงธนูของข้างั้นเหรอ”

“ไม่ใช่ สิ่งนั้น ข้าทราบอยู่แล้วว่าพวกท่าน ก็ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี สิ่งที่ข้าอยากจะทดสอบนายก็คือ ดื่มสุรา และเที่ยวซ่องโสเภณี ดูว่า เจ้าจะเก่งกว่าข้าหรือไม่”

“นั่นมันข้อห้าม ของการดำรงตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์เลยนะ หากฝ่าบาททรงทราบ จะถูกลงโทษสถานหนัก เจ้ารู้มั๊ย”

“ก็ออกไปทดสอบข้างนอกสิ ใครจะมาทำประเจิดประเจ้อในราชสำนักเล่า เจ้ามันช่างโง่เขลานักนะวิลโลว์”

“ถึงจะทำอย่างนั้น ก็ไม่พ้นความผิดไปได้ หากทรงจับได้ ข้าจะรับผิดชอบไม่ไหว ข้าในฐานะหัวหน้านายทหารราชองครักษ์ คงไม่อาจปล่อยให้เจ้าไปกระะทำความผิดเช่นนั้นได้ ที่นี่เรามีกฎข้อห้ามมากมาย ที่ข้าจะบอกเจ้าไว้ ว่าไม่อาจทำอะไรนอกเหนือจากภารกิจหน้าที่ได้  ตอนนี้ ข้าอยากทราบแล้ว ว่าเจ้าเป็นใคร มาจากไหนกันแน่ ฮะ...อาริฟ”

“ก็ฝ่าบาท ทรงบอกพวกเจ้าแล้วไง ว่าฉันเป็นมุสลิมเร่ร่อน มาพบเจอฝ่าบาทโดยบังเอิญ และทรงเห็นฝีมือของฉัน ก็เลยพาฉันเข้าวังมา”

วิลโลว์ ไม่แสดงท่าทีใดๆ ตอบ แต่ชกเข้าที่ช่องท้องของอาริฟ จากนั้นก็ชกเข้าไปที่หน้าของอาริฟจนล้มคว่ำไปกองกับพื้น เอาเท้ากระทืบตรงยอดหน้าอก และกำลังจะดึงอาริฟขึ้นมาเพื่อจะชกหน้าอีกครั้งนึง แต่อาริฟใช้ฝ่ามือกำหมัดของวิลโลว์เอาไว้ ด้วยความมึนงง และหวาดกลัว

“พอๆ ฉันบอกแล้ว นายอย่าทำร้ายฉันเลยนะ ฉันจะบอกนายคนเดียว แต่ว่านาย อย่าเอาประวัติของฉันไปบอกใครอีกจะได้มั๊ย ถ้าฉันพูดความจริงกับนาย แล้วนายรับปากฉันได้มั๊ย”

“ถ้าประวัติของนายมันไม่ทำให้ ใครในราชสำนักเดือดร้อน ฉันรับปากว่า ฉันจะปิดมันเป็นความลับ ไหนลองว่ามาสิ”

“จริงๆ แล้ว ฉันก็คือ อาริฟ บุตรชาย ของท่านนายพลตอริก อิบน์-ริยาด แม่ทัพเอกของท่านกาหลิบ จักรวรรดิมุสลิมแห่งคอร์โดบา”

“ฮะ....แล้วนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน”

“ฉันออกมาจากงานเลี้ยงฉลองครองราชย์ของกษัติรย์เซ็นจูรี่ แห่งแคว้นคาทายา แล้วมาเจอกับองค์ชายโมฮอลล์ ตอนนั้นฉันเมามายมากเลย ฉันไม่รู้สึกตัวว่าพูดอะไรออกไป ฝ่าบาทจึงชักชวนฉันมาดื่มสุราต่อที่ปราสาทแห่งหนึ่ง โดยที่ฉันไม่รู้วา มันเป็นหลุมพราง ทรงหมายจะจับกุมตัวฉันเอาไว้เป็นตัวประกัน เพราะทรงทราบว่าฉันลอบปลงพระชนม์พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2

“นี่แกมันชั่วมาก แกก็คือคนที่ลอบทำร้ายพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2 นั่นเอง”

“แต่ว่าตอนนั้น ฉันไม่ได้หมายเอาชีวิตท่านนะ ฉันเพียงแต่ต้องการลอบทำร้ายท่าน แล้วเข้าจับกุม ตามแผนการที่ได้วางเอาไว้ของพ่อ กับเจ้าชายเก็ดโก้ในขณะนั้น แต่ว่าท่านทรงหนีรอดไปได้ และทรงสิ้นพระชนม์ในภายหลัง ฉันเองก็ถูกลงโทษ ด้วยการปลดออกจากตำแหน่ง ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับกองทัพอีกเลย”

“แกเมามาย จนคลายความลับออกมา ฝ่าบาททรงรู้เข้า ก็เลยจับแกมาอยู่ที่นี่ ฉันเข้าใจ แต่ทำไม แกถึงได้เป็นนายสนองโอษฐ์ กับได้รับแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์อีก นี่ต่างหากที่ข้าไม่เข้าใจ”

“ฉันก็ไม่รู้ ตอนแรก ฝ่าบาททรงทำโทษฉัน ด้วยการทรมานหลายรูปแบบ และเกือบจะทรงประหารฉันด้วยการให้ฉันต่อสู้กับเสือโคร่ง ในสนามประลอง แต่แล้วก็ทรงให้ทหารสังหารเสือตัวนั้นซะ จากนั้นฉันก็ถูกจับไปถวายตัวในคืนแรก ฉันเจ็บปวดทรมาน เสียยิ่งกว่าตายเสียอีก ฆ่าฉันให้ตายเสียยังจะดีกว่า”

“นายกระทำการยั่วยวนฝ่าบาทงั้นเหรอ”

“ฉันจะไปทำยั่วยวนอะไรได้ในขณะนั้น ฉันหวาดกลัว เกือบเอาชีวิตไม่รอด และฉันก็ไม่รู้ว่าฝ่าบาททรงเป็น.....”

“แสดงว่าข้อสันนิษฐานของข้ากับเจอราริโน่ตรงกัน ฝ่าบาททรงตกบ่วงเสน่ห์ ลุ่มหลงเสน่ห์ความเป็นชายในตัวเจ้าเข้าแล้วจริงๆ จนลืมไปแล้วว่าเจ้า แท้ที่จริงเป็นศัตรู ผู้สังหารพระเชษฐาของพระองค์ แต่ก็ยังรั้งตัวเจ้าเอาไว้ข้างพระวรกาย ไม่ต่างอะไรกับเลี้ยงงูพิษเอาไว้  ดีหล่ะ ข้าจะไปกราบทูลฝ่าบาทให้ทรงมีพระวินิจฉัยเกี่ยวกับตัวเจ้าเสียใหม่”

“อย่าเลย...ท่านวิลโลว์ ตัวข้าเองก็ไม่ได้มีจิตเสน่หาในตัวฝ่าบาทเช่นกัน ก่อนหน้านี้ ข้าพยายามหาทางหนีออกไปจากที่นี่ แต่ก็ไม่สำเร็จ ขอเพียงท่านช่วยให้ข้าหลบหนีไปได้ เรื่องก็จบแล้ว เหตุใดจะต้องไปกราบทูลฝ่าบาทด้วยเล่า”

“ไม่ได้ หากฝ่าบาททรงรู้ว่าข้าปล่อยตัวเจ้าไป ข้าจะมีความผิด อย่างไรเสียก็ต้องกราบทูลฝ่าบาทด้วยเหตุผล ข้อเท็จจริง และให้ทรงมีพระวินิจฉันเอง”

“พี่วิลโลว์ ได้โปรดเถิด ช่วยข้าเถิด ข้าจะไม่นำเรื่องที่ข้าถูกลักพาตัวมาที่นี่ แจ้งแก่พ่อข้า หรือใครก็ตามได้รับรู้เลย ขอเพียงท่านช่วยข้าหนีไปได้”

“อาริฟ ข้าเห็นใจเจ้านะ แต่เรื่องนี้ ข้าตัดสินใจเองโดยลำพังไม่ได้ เพราะบัดนี้ เจ้ากลายเป็นนายสนองโอษฐ์และ นายทหารราชองครักษ์ไปแล้ว ย่อมอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของฝ่าบาทที่จะทรงตัดสินพระทัยเกี่ยวกับตัวเจ้าเอง”


หลังจากนั้น วิลโลว์ได้พาอาริฟ ไปเข้าเฝ้า กราบทูลถึงความเคลือบแคลง ที่จะให้อาริฟดำรงตำแหน่งทหารราชองครักษ์ เพราะว่าบุคคลผู้นี้ แท้ที่จริงก็คือศัตรู ผู้ลอบปลงพระชนม์พระเจ้าเฟรเดอริกที่ พระเชษฐาของพระองค์เอง แต่เหตุใดยังทรงรับเอาไว้เป็นนายสนองโอษฐ์และกินตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์อีกตำแหน่งหนึ่ง ย่อมไม่เป็นการดี เกรงว่าอาริฟอาจแสร้งจงรักภักดี อาจกระทำการณ์เป็นไส้ศึก หรือสายลับคอยส่งข่าวให้แก่ทางราชสำนักแคว้นคาทายาก็เป็นได้

“ฝ่าบาท ได้โปรดพิจารณาให้รอบคอบ ทรงมีพระวินิจฉัยในเรื่องนี้ ด้วยเถิดพะยะค่ะ”

“เหตุใด เจ้าถึงเคลือบแคลงสงสัยในคัวอาริฟ ก็ในเมื่อ เขาปฏิญาณตนว่าจะจงรักภักดีต่อข้าแล้ว หรือว่าอาริฟ เจ้ามีท่าที ที่จะหลบหนีงั้นเหรอ”

“ฝ่าบาท อาริฟบอกแก่ข้าเองว่า เขาไม่ได้รักและจงรักภักดีต่อฝ่าบาทอย่างแท้จริง เขาเพียงรอจังหวะโอกาสที่จะหลบหนี แล้วฝ่าบาท ยังจะไว้ใจคนเช่นนี้ เอาไว้ข้างพระวรกายได้อย่างไร พะยะค่ะ”

“ฮะ....อาริฟ นี่เจ้า บอกกับวิลโลว์ ว่าไม่ได้รักและภักดีต่อข้างั้นเหรอ และยังคิดที่จะหลบหนีไปจากที่นี่งั้นเหรอ”

“ฝ่าบาท หม่อมฉันเพียงอยากได้อิสรภาพ และได้กลับไปยังดินแดนของหม่อมฉันก็เพียงเท่านั้น”

“เจ้าไม่ได้รักข้าเลยใช่มั๊ย และตลอดเวลา เจ้าเพียงเสแสร้งแกล้งทำให้ข้าลุ่มหลงในตัวเจ้า เพื่อให้ข้าตายใจและยอมปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระงั้นเหรอ ที่แท้เจ้ามันก็คนหลอกลวง ปลิ้นปล้อน เช่นที่เจ้ากระทำกับหญิงทั่วไป.....วิลโลว์ นำตัวอาริฟไปโบย 50 ครั้ง และนำมันไปกักขังไว้ในเรือนจำก่อน ไป้ ไปๆๆๆๆไปสิ”

“ฝ่าบาท ยกโทษให้หม่อมฉันด้วย ฝ่าบาท.......”


วิลโลว์นำตัวอาริฟไปโบยด้วยแส้ และนำตัวไปขังไว้ในเรือนจำ ตามคำพระบัญชาของเจ้าชายโมฮอลล์ ท่ามกลางสายตาของเจอราริโน่ ที่กระหยิ่มยิ้มย่อง ที่ชายผู้นี้ ซึ่งเป็นศัตรูคู่แข่ง หมายจะมาแย่งความรักของเจ้าชายไปจากตนเอง เจอราริโน่สบายใจมากขึ้น แต่ทันทีที่ฉวยโอกาสทองนี้เข้าไปในตำหนักของเจ้าชายโมฮอลล์เพื่อปลอบประโลมใจ แต่กลับถูกตวาดใส่หน้า และไล่ให้ออกจากห้องพระบรรทมไป อย่างไม่มีเยื่อใย เนื่องจากยังทรงอยู่ในพระอาการเศร้าโศก เสียพระทัย และทรงกริ้วมาก  เจอราริโน่เองก็ไม่เคยเห็นพระอาการของเจ้าชายโมฮอลล์ทรงเป็นเช่นนี้มาก่อน ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก็จะทรงให้เจอราริโน่คอยปรนนิบัติใช้งานอยู่ข้างพระวรกาย แต่นับจากมีอาริฟเข้ามา ก็ทรงเปลี่ยนแปลงไป ราวกับคนละคน ทรงมีพระทัยปวดร้าว บอบบาง และมีอารมณ์เกรี้ยวกราด โมโหรุนแรงกว่าเมื่อก่อนมาก จนทำให้เจอราริโน่เองก็ต้องนำเรื่องนี้ไปพูดคุย ปรึกษากับวิลโลว์ และระบายความในใจให้วิลโลว์ฟังถึงพระอิริยาบถของเจ้าชายที่เปลี่ยนแปลงไป


ภายในราชสำนักแคว้นคาทายา พระเจ้าเซ็นจูรี่ เมื่อทรงทราบว่านักโทษการเมือง 2 คน ก็คือ เซอร์ริชาร์ดกับมิสซิสเชลเชล ได้ถูกช่วยเหลือออกจากสถานราชทัณฑ์ไปได้ โดยฝีมือของนายทหารราชองครักษ์ของเจ้าชายโมฮอลล์ รวมถึงพระมเหสีแอริน่าและพระโอรสจัสติโน่ จึงรับสั่งให้กองกำลังหน่วยรบอัศวินหน้ากากเหล็กออกติดตามล่าตัว บุคคลเหล่านั้น รวมถึงออกตามหาถิ่นที่อยู่ของเครือญาติผู้เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวให้เจอ เพื่อจะได้สืบค้น หาเบาะแส ที่ซ่อนตัวของบุคคลเหล่านั้นให้เจอ  จนกองกำลังของอัศวินหน้ากากเหล็กสืบค้น จนเจอบ้านของครอบครัวพระมเหสีแอริน่า ซึ่งในขณะนั้น อัศวินหน้ากากเหล็กเมื่อไปถึงที่บ้านของครอบครัวพระมเหสีแอริน่า เจอตัวมารดาของพระมเหสี จึงต้องการจะจับกุมตัวเอามาถวายแก่พระเจ้าเซ็นจูรี่ แต่บิดาของพระมเหสีแอริน่า ไม่ยินยอม เกิดการต่อสู้กัน จึงถูกอัศวินหน้ากากเหล็กสังหารเป็นศพอยู่ภายในบ้าน และจับกุมตัวมารดาของพระมเหสีแอริน่าเข้าวังมา โชคดีที่ตอนนั้น บรรดาน้องๆ ของพระมเหสีแอริน่า ไปรวมกลุ่มกันนั่งเรียนหนังสือกับพระนักบวชที่มาสอนศาสนาอยู่ที่โบสถ์ จึงรอดจากชะตากรรมมาได้ แต่เมื่อกลับมาบ้านพบศพของบิดา และมารดาที่หายไป ก็เศร้าโศกเสียใจเป็นอันมาก และไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมีคนร้าย บุกมาทำร้ายพ่อและแม่ของตนเช่นนี้ 1 ในจำนวนน้องๆ ต่างประชุมปรึกษาหารือกันว่า จะไม่ไปฟ้องร้องต่อทางการ เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย เพราะสันนิษฐานว่าที่บิดาตนถูกสังหาร และมารดาน่าจะถูกจับกุมตัวไปโดยทหารของทางการ และน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง และพี่สาวของตนที่เป็นพระมเหสีแอริน่า ที่เวลานี้หายตัวไปจากราชสำนัก ยังไม่รู้ชะตากรรมเช่นกัน เด็กๆ ต้องหลบหนีออกจากบ้าน ไปหลบซ่อนตัวกันอยู่ที่โบสถ์ และให้พระนักบวชแจ้งเรื่องนี้ไปยังสำนักวาติกัน โดยเขียนจดหมายไปหาโป๊ป โป๊ปเมื่อทราบเรื่อง ก็รีบให้คน รีบถือสาส์น ขี่ม้าเร็ว เพื่อนำสาส์นของโป๊ปไปแจ้งยังเจ้าชายโมฮอลล์ ที่แคว้นเกล ให้ทรงรับทราบ


ณ แคว้นเกล ทหารถือสาส์นจากโป๊ป จากสำนักวาติกัน มาเข้าเฝ้าเจ้าชายโมฮอลล์ เมื่อทรงเปิดสาส์นออกดู ก็ทรงรับทราบเหตุการณ์ของครอบครัวพระมเหสีแอริน่า ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น จากนั้นจึงทรงรับสั่งให้วิลโลว์ นำข่าวร้ายนี้ไปบอกต่อพระมเหสีแอริน่าให้ทรงทราบ

วิลโลว์เดินทางกลับมายังบ้านของคุณลุงพารินอส หมู่บ้านชานเมือง แคว้นมัวร์ เมื่อไปถึงได้ไปกราบทูลต่อพระมเหสีแอริน่า พร้อมยื่นจดหมายที่น้องสาวของพระมเหสีเขียนเล่าเหตุการณ์ และความทุกข์ยากของครอบครัวพระองค์ให้โป๊ปได้ช่วยเหลือ นำมายื่นต่อพระมเหสีแอริน่า ทำให้ทรงกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ หลั่งพระอัสสุชล ฟูมฟายออกมา จนล้ม เป็นลม หมดสติไป เมื่อทรงฟื้นขึ้นมา วิลโลว์ได้เล่าความจริงให้ทุกคนได้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ให้ทุกคนฟัง (ซึ่งในขณะนั้นที่บ้านของคุณลุงพารินอส ประกอบด้วย พระมเหสีแอริน่า พระโอรสจัสติโน่ เซอร์ริชาร์ด มิสซิสเชลเชล ได้นั่งล้อมวง ฟังการเล่าเหตุการณ์ของวิลโลว์ให้ฟัง) 

“จะมีทางช่วยเหลือพระมารดาของพระมเหสีแอริน่าได้อย่างไร”

“เรื่องนี้ ข้ายังคิดไม่ออก ว่าจะหาวิธีการช่วยเหลือท่านได้อย่างไร พวกมันต้องการต่อรอง เพื่อให้พระมเหสีแอริน่า ปรากฏตัวขึ้น และยินยอมให้จับกุมตัวกลับไปยังราชสำนัก อย่างแน่นอน”

“หากกลับไปยังราชสำนัก ก็จะถูกกักขัง เฉกเช่นเดียวกับพระราชินีเชอร์ร่า และความปลอดภัยของพระโอรสจัสติโน่หล่ะ จะทำอย่างไรดี”

“ตอนนี้ เจ้าชายโมฮอลล์ ทรงกำลังครุ่นคิด หาวิธีการที่จะช่วยเหลือพระมารดาของพระมเหสีอยู่ เราไม่รู้ว่าจะหาหนทางออกใด ที่จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด สำหรับพระมเหสีและพระโอรส”

ภายหลังจากที่วิลโลว์ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมคุณลุงพารินอสหนนี้ ก็ได้มีโอกาสได้พักค้างแรม และอยู่ร่วมรับประทานอาหาร พูดคุยกับคุณลุงนานกว่าทุกครั้ง และคุณลุงพารินอสดื่มสุราเข้าไปมาก จนเผลอหลุดปากพูดถึงเรื่องมารดาของวิลโลว์ออกมา และเมื่อสร่างเมาแล้ว วันรุ่งขึ้น วิลโลว์จึงสอบถามถึงเรื่องมารดาของตนกับคุณลุงพารินอส

“คุณลุง ตกลงมารดาของหลานยังมีชีวิตอยู่ใช่มั๊ย ท่านอยู่ที่ไหน ช่วยพาข้าไปหาท่านได้หรือเปล่า ข้าอยากจะเจอท่าน สักครั้งในชีวิตก็ยังดี”

“มารดาของเจ้าตายไปแล้วนี่ จะไปหาได้อย่างไรเล่า พูดเพ้อเจ้อไปได้”

“แต่เมื่อคืน คุณลุงบอกกับผมว่า มารดาของผมก็คิดถึงผมมาก ตอนนี้ท่านสุขสบายดีหรือเปล่า แล้วเหตุใดจึงไม่มาหาข้าเลย นับตั้งแต่ข้าอายุได้ 8 ขวบ”

“เฮ้อ....อย่าเซ้าซี้ข้าหน่ะ ข้าพาเจ้าไปหาเขาไม่ได้หรอก”

“ทำไมหล่ะ คุณลุง ก็ในเมื่อมารดาข้า เขาก็คิดถึงข้าเหมือนกัน”

“ถ้าเขาอยากจะเจอเจ้า เขาจะเป็นผู้นัดหมายให้ลุง พาเจ้าไปเจอเอง แต่อยู่ดีๆ จะให้ลุงพาไปพบเขา มันเป็นไปไม่ได้หรอก”

“แล้วเมื่อไหร่หล่ะลุง ข้าถึงจะมีโอกาสพบเจอมารดาซักครั้งนึง”

“เฮ้อ....ใกล้แล้วหล่ะ มารดาเจ้า เคยให้สัญญากับุลงว่า เมื่อเจ้าอายุครบ 25 ปี เขาจะกลับมาเยี่ยมเจ้าที่นี่ และตอนนี้ เจ้าก็จวนจะอายุครบ 25 ปี ในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว”

“ข้าจะมีโอกาสได้พบเจอมารดา ในช่วงวัน 2 วันนี้มั๊ย ข้าจะได้อยู่รอ ไม่รีบกลับไปแคว้นเกลก่อน”

“เฮ้อ....ข้าก็ให้คำตอบเจ้าไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับมารดาของเจ้านั่นแหละ ว่าจะติดต่อมาเมื่อใด”          



  

 
       

  






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น