วันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560

ผู้สืบชะตาแผ่นดิน : มงกุฏเลือด ตอนที่ 2


                                                              2.

                                                 ม้าทรงเลี้ยงสีหมอก

 

ณ พระตำหนักโอโตโน่วินเซ้นต์ แคว้นเกล เจ้าชายโมนาร์ช ฮอร์ริออร์ (โมฮอลล์) ทรงได้รับจดหมายจากมือของนายทหารราชองครักษ์คนสนิทอย่างวิลโลว์ ภายหลังจากวิลโลว์ได้พาพระมเหสีแอริน่าและพระโอรสจัสติโน่หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่แคว้นมัวร์ และพระมเหสีแอริน่าทรงฝากจดหมายจากลายพระหัตถุ์ของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2 เพื่อถวายตรงถึงพระหัตถุ์เจ้าชายโมฮอลล์ ไม่รู้ใจความในจดหมายเขียนถึงพระองค์ว่าอย่างไร แต่เจ้าชายโมฮอลล์ทรงให้ความสนพระทัยยิ่ง ค่อยๆ คลี่จดหมายที่เขียนด้วยหยาดพระโลหิตของพระองค์เองลงบนผ้าขาว ใหญ่เท่าผ้าปูกั้นเปื้อนระหว่างเสวยพระกระยาหาร จากนั้นม้วนบรรจุลงในกระบอกไม้ มัดด้วยเชือกอีกชั้นนึง ทรงคลี่เชือกกระบอกไม้ออก และดึงเอาจดหมายออกมา คลี่จดหมายแบออก พบเห็นตัวอักษรที่เขียนด้วยหยาดพระโลหิต ทรงแสดงสีพระพักตร์ตกตะลึงเล็กน้อย

“ตามหาโจนัส.....

ที่ซ่อนอยู่ตรงโซโร่วิลล์

ระวังแซมเคิร์ก หนอนบ่อนไส้” 

“ฝ่าบาท ใจความจดหมาย ทรงเขียนว่าอย่างไร พะยะค่ะ”

“ฮะ...ที่แท้เจ้าพี่ทรงกระทำกิจธุระ อะไรบางอย่างไว้ ยังไม่สำเร็จ ทรงต้องการให้ข้าสืบสานภารกิจอะไรบางอย่างต่อ แต่ทรงมีพระเสาวนีย์ว่า ให้ระวังแซมเคิร์ก ดยุคแห่งปาดี ที่แท้เป็นหนอนบ่อนไส้ งั้นเหรอ”

“ฝ่าบาท มิน่าเล่าท่านดยุคแห่งปาดี ทรงพูดโน้วน้าว เกลี้ยกล่อมให้เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงและบรรดาขุนนางหลายท่านในสภาขุนนางคล้อยตาม ในการเสนอให้เจ้าชายเก็ดโก้ขึ้นครองราชย์จนสำเร็จ”

“เหตุใดเขาถึงแปรภักดิ์ไปได้เช่นนี้ ทั้งๆ ที่พระราชบิดาทรงเคยไว้วางพระทัยแก่เขายิ่ง”

“เจ้าชายเก็ดโก้ คงทรงมีวิธีที่จะซื้อใจ เสนอลาภยศ ผลประโยชน์เพื่อให้ท่านดยุคมาเป็นพวกได้”

“ถ้างั้นเราก็ต้องระวังเขาให้ดี”

“วิลโลว์ เจ้าไปที่โซโร่วิลล์ ทำงานนี้ให้ข้าที....”

“รับพระบัญชา....พะยะค่ะ”

 

ณ หมู่บ้านโซโร่วิลล์ เป็นหมู่บ้านของคนจรจัด ยาจก คนเถื่อนทั้งหลาย เดิมเป็นเขตหนึ่งในการปกครองของแคว้นคาทายา ภายหลังคนเถื่อนเข้ามาอยู่อาศัยกันมาก และเข้ามาปกครองกันเอง จึงกลายเป็นหมู่บ้านอิสระที่ไม่ขึ้นตรงกับราชอาณาจักรใด บรรดาคหบดีหรือบรรดาผู้มีอันจะกินจึงอพยพหลบหนีไปอยู่ที่อื่นกันหมด หมู่บ้านแห่งนี้จึงเหลือแต่คนยากจน คนเถื่อน และคนจรที่อพยพมาจากแคว้นอื่นมาอาศัยอยู่กันอย่างแออัด เต็มไปด้วยอาชญากรรม ลักจี้ ชิงปล้น ฆ่าฟันกันอย่างป่าเถื่อน ไร้ขื่อแปร มีกองโจรผลัดกันตั้งตัวเองขึ้นเป็นใหญ่ ที่นี่โจนัสใช้เป็นที่หลบหนีมาอาศัยอยู่ เพื่อลี้ภัยจากกองกำลังทหารของแคว้นคาทายา ของนายพลเปเรซ ที่หมายจะเอาชีวิต เขาต้องหลบหนีมากับคาราวานการค้าของพ่อค้าของเก่าและปศุสัตว์ ซึ่ง 1 ในคาราวานการค้า ก็คือแมรี่ ที่เป็นแม่ค้ารับซื้อของเก่าและเก็บขยะมีค่ามาขาย โดยโจนัส หนีพวกกองกำลังทหารเข้ามาอยู่ในคาราวานการค้าของแมรี่ และขอให้แมรี่ช่วยเหลือ ตอนแรกแมรี่ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับพวกทางการ จึงไม่ยินยอมช่วยเหลือ แต่เมื่อโจนัสบอกว่าตนเองมีม้าสีหมอก เป็นม้าพันธุ์ดี หากว่าช่วยเหลือตน ก็จะขายม้านี้ให้ แมรี่เห็นว่าม้าที่โจนัสนำมาดูเป็นม้าชั้นดีและมีราคา จึงยินยอมช่วยเหลือ และให้โจนัสแต่งกาย ปลอมตัวเป็นพวกเดียวกับตน เพื่อตบตากลุ่มทหาร และเอาม้าของโจนัสปะปนไปกับคาราวานการค้าปศุสัตว์ในขบวน ทำให้กองกำลังทหารไม่สามารถสังเกตเห็นทั้งตัวของโจนัสและม้าพาหนะของโจนัสได้ โจนัสรอดชีวิตมาได้ นับจากคราวนั้น และได้มาอาศัยอยู่ที่บ้านของแมรี่ เขาหวังว่าวันหนึ่ง เจ้าชายจาเร็ดหรือพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2 นายของตน จะส่งคนมาช่วยเหลือตนในภายหลัง แต่เมื่อรับทราบข่าวร้ายจากทางราชสำนักว่า พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2 ทรงเสด็จสวรรคตไปแล้ว โจนัสก็แทบอยากจะสิ้นใจตายตาม แต่ภารกิจของเขาที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2 ยังไม่เสร็จสิ้น เขาจึงยังต้องอยู่รั้งรออยู่ที่นี่ก่อน ยิ่งนานก็ดูจะสิ้นหวัง เพราะเมื่อระยะเวลาผ่านไปนานเข้า แมรี่ก็คาดคั้นที่จะให้เขาจำต้องขายม้าพาหนะให้กับเธอ แต่เขาไม่ต้องการขาย แต่ที่ปากพูดออกไป เพียงเพราะต้องการเอาตัวรอดไปก่อน

วันนี้วิลโลว์ ควบม้ามาถึงโซโร่วิลล์ เขาพยายามกวาดตามองไปรอบๆ เพื่อจะหาคนที่ตัวเองต้องการมาพบ ก็คือโจนัส ที่นี่แม้จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ยากที่จะสังเกตเห็นว่าใครเป็นใคร แม้ว่าวิลโลว์จะเคยรู้จักและพบหน้าโจนัสมาก่อน แต่เมื่อสถานการณ์บีบบังคับเช่นนี้ โจนัสอาจจะอำพรางตนเองเป็นชาวบ้านสามัญชน หรือคนจร ซึ่งแต่งกายสกปรกมอซอ ยากที่เขาจะจดจำได้ เขาก็ไม่รู้ว่าจะเสาะหาตัวของโจนัสได้อย่างไร เขากวาดตามองไปรอบตัว ก็พบเห็นแต่บรรดาคนเถื่อน คนจร ที่มองจ้องหน้าเขาอย่างคนแปลกหน้า และไม่เป็นมิตรมากนัก  ในขณะที่โจนัส เมื่อยังไม่ยอมขายม้าให้กับเธอ เธอจึงไม่ให้อาหารแก่เขารับประทาน ซึ่งโจนัสเหลือเงินที่ติดตัวมาเพียงน้อยนิด เนื่องจากก่อนหน้านี้ เขาแบ่งให้แมรี เป็นค่าอาหารและที่พักไปหลายครั้งและเกือบหมดแล้ว เพื่อซื้อใจเธอเอาไว้ แต่ช่วงหลังเกิดปากเสียงทะเลาะกันบ่อยครั้ง ทำให้แมรีขับไสไล่ส่งเขาออกจากบ้าน และให้ไปหากินเอาเอง โจนัสถูกแมรี่ไล่ออกจากบ้านมา เขาเองก็อดมื้อกินมื้อ เนื่องจากเงินที่ติดตัวมาเหลือน้อย และต้องใช้สอยอย่างประหยัด ยังไม่รู้ว่าตนเองจะต้องอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน หรืออาจจะต้องอดตาย กลายเป็นวณิพกเร่ร่อนที่ไร้ที่ซุกหัวนอน โจนัสผอมโซ เดินกระโผกกระเผกออกจากบ้านซอมซ่อของแมรีมาบนถนนด้านนนอก เขาเผลอไปเดินชนกับเจ้ายักษ์อ้วน ขาใหญ่คนเถื่อนเข้า จึงถูกรุมสกรัม และถูกยึดเงินติดตัวเอาไปด้วย รวมถึงม้าพาหนะของเขา ก็ถูกสมุนของเจ้ายักษ์อ้วน คนเถื่อนกำลังจะแย่งม้าพาหนะของตนไป โจนัสไม่ยินยอม เดินเข้าไปขวาง จึงถูกรุมเตะต่อย จนล้มลง

วิลโลว์พบเห็นบรรดากลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลังรุมทำร้ายชายพเนจรที่ดูคล้ายคนจร จนล้มลง และพบเห็นม้าสีหมอก ที่ดูเป็นม้าพันธุ์ดี สายตาของวิลโลว์ที่มองไปปราดเดียวก็ล่วงรู้ว่าคนพเนจรธรรมดาทั่วไป ไม่มีทางที่จะมีม้าวิเศษเช่นนั้นได้ เหตุใดชายผู้นั้นกำลังถูกรุมทำร้ายเพื่อแย่งม้าสีหมอกที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะเป็นเจ้าของม้าพันธุ์ดีนั้นได้ เขารีบตรงเข้าไปห้ามปรามและช่วยเหลือชายพเนจรเอาไว้ได้ พวกคนเถื่อน สมุนของเจ้ายักษ์อ้วน เมื่อพบเห็นว่าชายที่เข้ามาช่วยเหลือมีอาวุธมีดดาบ และดูจะมีฝีมืออัดจนสมุนของตนล้มระเนระนาดไป จึงล่าถอยไป ปล่อยให้ชายผู้นี้ช่วยเหลือเจ้ายาจกพเนจรนี้ไปได้ วิลโลว์รีบพาตัวชายพเนจรที่ล้มหมดสติกองกับพื้นไปพักอยู่ริมทางใกล้ตลิ่งแม่น้ำ และรีบนำม้าของตนผูกกับม้าของชายพเนจร แล้วจูงไปใกล้โคนต้นไม้ จากนั้นผูกเชือกคล้องคอม้าสีหมอกผูกติดไว้ตรงโคนต้นไม้ เพื่อไม่ให้มันหนีไป จากนั้นจึงขอซื้ออาหารจากชาวบ้านแถวนั้น ให้กับชายพเนจรกิน ภายหลังจากที่เขาฟื้นจากหมดสติขึ้นมาแล้ว วิลโลว์ไปหาน้ำมาให้เขาดื่ม และล้างหน้า ทันทีที่โจนัสรู้สึกตัวขึ้น เขาก็ตื่นเต้นดีใจ และโผเข้ากอดวิลโลว์โดยทันที เพราะเขาจำได้ว่านี่ก็คือนายทหารม้าองครักษ์ของเจ้าชายโมฮอลล์ ที่มาช่วยเหลือเขาอย่างแน่นอน

“พี่วิลโลว์ ท่านมาช่วยเหลือข้าใช่มั๊ย”

“โจนัส เหตุใด สภาพเจ้าถึงได้เป็นเช่นนี้”

“ข้าหมดเนื้อหมดตัว นางผีบ้า ที่ช่วยเหลือข้า มันปลอกลอกข้าจนเกือบหมดตัว จากนั้นก็ไล่ข้าออกจากบ้านมา เมื่อเห็นว่าข้าไม่ยอมขายม้าให้กับนางแล้ว”

“นี่เจ้าแอบลักลอบเอาม้าทรงเลี้ยงของฝ่าบาทหลบหนีออกมาอย่างนั้นหรือ”

“ข้าแอบทรยศต่อฝ่าบาท ด้วยการสับเปลี่ยนม้าทรงเลี้ยง จากเจ้าโลโบ้ เป็นเจ้ามอร์ดอร์ แล้วส่งมอบให้กับเจ้าชายเก็ดโก้ไป เมื่อตอนที่ทรงขอยืมม้าทรงเลี้ยงจากฝ่าบาทไปใช้ในงานกีฬา แต่ภายหลังเมื่อมันกลับมาแล้ว มันได้สิ้นใจตายไป กลับกลายเป็นผลดี ที่ทำให้เจ้าโลโบ้รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด ไม่ต้องถูกวางยาเสียชีวิต เพราะเจ้าชายเก็ดโก้ทรงต้องการปลิดชีพมัน ผลดีในข้อนี้ เมื่อฝ่าบาทล่วงรู้จึงไม่โกรธเคืองข้า และให้ข้าหาทางเอาตัวโลโบ้ไปหลบซ่อนไว้ แต่ที่ข้าต้องหนีมาหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ก็เพราะว่าข้าถูกท่านนายพลเปเรซตามลอบสังหาร เพราะข้าไปค้นเจอหลักฐานการปลงพระชนม์ชีพขององค์พระปิยเรศ (พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 1) เข้า ทำให้เจ้าชายเก็ดโก้ ส่งคนมาสังหารข้า เพื่อจะทำลายพยานหลักฐานนั้น”

“เจ้าเจอหลักฐานงั้นเหรอ แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน”

“จริงๆ ข้าเกือบจะมอบหลักฐานทั้งหมดให้แก่ฝ่าบาทอยู่แล้ว แต่เกิดเหตุในราชสำนักเสียก่อน และฝ่าบาททรงให้ข้ารีบนำเจ้าโลโบ้ไปหาที่ซ่อน และพ่อข้าก็ให้ข้ารีบหนีออกไปก่อน ตอนฉุกละหุก ข้าจึงลืมทิ้งหลักฐานเอาไว้ในที่ทำงานของพ่อข้า ไม่รู้ว่าตอนนี้พ่อข้าเป็นอย่างไรบ้าง”

“ตอนนี้ท่านเซอร์ถูกคุมขังอยู่ภายในราชทัณฑ์ ร่วมกับท่านนายพลเวอร์มองค์ พวกเขาถูกทรมาน จนร่างกายทรุดโทรม เพียงเพื่อให้พวกเขายอมสวามิภักด์ต่อพระเจ้าเซ็นจูรี่ กษัตริย์องค์ใหม่”

“พ่อข้าเป็นคนดี ไม่มีทางสวามิภักด์ต่อกษัตริย์ชั่วเช่นนั้นหรอก”

“งั้นเจ้ากลับไปกับข้า ก็แล้วกัน จะได้ไปช่วยกันหาหลักฐาน.... เอ้า! นี่เป็นอาหารของเจ้า กินซะให้อิ่ม ก่อนที่จะเดินทางกลับ”

ระหว่างที่โจนัสกำลังกินขนมปัง ซึ่งเป็นอาหารที่วิลโลว์จ่ายเงินซื้อมาจากชาวบ้านอยู่นั้น แก๊งค์คนเถื่อนของไอ้ยักษ์อ้วนก็ยกพวกมากันนับ 10 คนพร้อมอาวุธ มันยังคงโกรธแค้นที่มีชายหนุ่มแปลกหน้าเข้ามาช่วยเหลือชายพเนจร ผู้ที่ครอบครองม้าสีหมอก ที่พวกมันหมายปองต้องการ แต่เมื่อสู้ไม่ได้จึงล่าถอยกลับไประดมพรรคพวกมาใหม่ พร้อมด้วยอาวุธครบมือ ด้วยความที่ไม่ได้ระมัดระวังตัวเนื่องจากกำลังนั่งสนทนากันอยู่ใต้ร่มไม้ แต่ 1 ในกลุ่มสมุนของเจ้ายักษ์อ้วน วิ่งเข้ามาจากด้านหลัง มือถือหอกแหลน จ้องจะเสียบแทงวิลโลว์จากด้านหลัง เนื่องจากแค้นเคืองที่เข้ามาขัดขวางการรุมสกรัมชายพเนจร ที่จวนเจียนจะเสียชีวิตอยู่แล้ว หมายจะครอบครองม้าสีหมอกไปเป็นของพวกมัน โจนัสเห็นคนเถื่อน 1 ในสมุนของเจ้ายักษ์อ้วนกำลังใช้อาวุธหอกแหลนแทงวิลโลว์จากด้านหลัง ด้วยสัญชาตญาณจึงรีบผลักวิลโลว์ล้มครืนไปด้านหลัง กลายเป็นตนเองถูกหอกแหลนเสียบแทงเข้าอย่างจังที่หน้าท้อง โลหิตทะลักออกจากปาก วิลโลว์เห็นเพื่อนถูกแทงจึงรีบลุกขึ้น ใช้ดาบข้างกายฟันเจ้าคนเถื่อนจนเสียชีวิตแล้วเข้าไปประคองร่างของโจนัสไว้ ที่บัดนี้ร่างกายแข็งทื่อ โลหิตไหลทะลักออกจากช่องท้องและริมฝีปาก

“โจนัส อดทนไว้ ข้าจะพาเจ้ากลับไปให้ได้”

“ไม่...พี่หนีไป ข้าขอฝากเจ้าโลโบ้ให้พี่ช่วยดูแลแทนข้าด้วย ช่วยพ่อข้าด้วย”

“โจนัส...ข้ารับปากเจ้าทั้ง 2 เรื่อง เจ้าไปกับข้านะ”

“พี่รีบหนีไป อย่าเอาข้าไปเป็นภาระเลย ไปสิ ก่อนที่พวกมันจะรุมทำร้ายพี่ ไป....”

วิลโลว์รีบตีฝ่าแล้วใช้ดาบตัดเชือกที่คล้องศีรษะของม้าโลโบ้ผูกติดกับโคนต้นไม้จนขาด จากนั้นกระโจนขึ้นไปขี่ม้าโลโบ้ ตีฝ่าวงล้อมของพวกคนเถื่อนออกไปได้ แม้จะเหลียวหลังกลับมาดูโจนัสที่ร่างแน่นิ่งเสียชีวิตไปแล้ว แต่ก็จำต้องตัดใจหลบหนีไปก่อน เพื่อให้หลุดพ้นจากการรุมทำร้ายของพวกคนเถื่อนเสียก่อน วิลโลว์ควบม้าหลบหนีไปไกลเกินกว่าที่พวกคนเถื่อนจะตามมาได้ทัน เขารอเวลาจนพลบค่ำแล้ว จึงค่อยหวนกลับไปยังสถานที่เดิม ที่โจนัสถูกทำร้ายจนเสียชีวิต แต่เมื่อเขากลับไปยังสถานที่นั้นแล้ว เขาต้องแปลกใจ เมื่อพบเห็นผู้หญิงรายหนึ่ง นั่งร่ำไห้ แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของโจนัสอยู่

“เจ้ารู้จักโจนัส งั้นเหรอ”

“เขาคือคนที่ข้าให้เขาอาศัยอยู่ ข้าเป็นคนไล่เขาออกจากบ้านเอง ข้าขอโทษ ข้าไม่คิดว่าเขาจะต้องมาเสียชีวิตเช่นนี้เลย เป็นความผิดของข้าเอง”

“เจ้าไม่ผิดหรอก พวกคนเถื่อนต่างหาก ที่ลอบทำร้ายเพื่อนของข้า เพียงเพราะมันต้องการอยากจะได้เจ้าโลโบ้ แล้วพวกมันฉวยโอกาส ตอนที่เรากำลังนั่งสนทนากัน ลอบทำร้ายข้า แต่โจนัสได้ช่วยชีวิตข้าเอาไว้ จนต้องกลายเป็นผู้เสียชีวิตแทนข้าเสียเอง”

“คุณเป็นเพื่อนกับเขางั้นเหรอ แต่ดูคุณ ไม่ใช่คนในหมู่บ้านของเราเลย”

“เอิ๋ม...ถูกแล้ว ผมไม่ใช่คนในแคว้นนี้ เพื่อนของผมก็ไม่ใช่คนแถบนี้เช่นกัน”

“แล้วพวกคุณเป็นใครกันแน่ ทำไม....เหตุใดถึงได้ครอบครองม้าพันธุ์ดีเช่นนี้”

“เอิ่ม...คุณชื่อ”     “ฉันชื่อแมรี่”     “ผมชื่อวิลโลว์”  

“ตอนนี้ผมอยากนำศพของเพื่อนผมไปจากจุดนี้ก่อน แล้วผมจะเล่าให้คุณฟัง”

“งั้นไปที่บ้านของฉันก็ได้ ที่นั่นปลอดภัย พวกมันไม่รู้จักบ้านของฉันหรอก”

“งั้นต้องรบกวนคุณด้วย”   จากนั้นวิลโลว์อุ้มศพของโจนัสนอนทอดบนรถม้าลากของแมรี่ จากนั้นตนเองขึ้นควบเจ้าโลโบ้ ติดตามแมรี่ไปยังที่บ้านของเธอ ที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 1 เอเคอร์ 

วันรุ่งขึ้น ศพของโจนัสถูกเผาบนเชิงตะกอนที่มีแท่นไม้ ฟางข้าวสุมอยู่เป็นฐาน จากนั้นร่างโจนัสถูกเผาจนเป็นเชิงตะกอน วิลโลว์เก็บกระดูกอัฐิ ของโจนัสเอาไว้เพื่อนำกลับไปมอบให้ท่านเซอร์ริชาร์ด บิดาของโจนัส และแจ้งข่าวร้าย ในขณะที่แมรี่เองก็รู้สึกเสียใจ จนน้ำตาหลั่งริน เพราะคิดๆ แล้ว เธอรู้สึกว่าตนเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้โจนัสต้องเสียชีวิต เพราะถ้าหากเธอไม่ไล่เขาออกจากบ้าน เพียงเพราะโกรธเคืองที่โจนัสไม่ยอมขายเจ้าม้าพันธุ์ดีให้ โจนัสก็คงไม่ไปมีเรื่องกับพวกคนเถื่อน จนต้องเสียชีวิต

“ตกลง คุณจะบอกฉันได้หรือยังว่า เจ้าม้าตัวนั้นเป็นของใครกันแน่”

“ม้าโลโบ้ จริงๆ แล้วเป็นม้าทรงเลี้ยงของกษัตริย์แห่งแคว้นคาทายา พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2  และโจนัสก็คือทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ผู้ที่ดูแลม้าตัวนั้นนั่นเอง”

“ฮะ...ที่แท้พวกท่านเป็นทหารงั้นเหรอ”

“แมรี่ คุณรับปากผมได้มั๊ย ว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้อีก เพื่อความปลอดภัยต่อทั้งตัวคุณเอง และเจ้าโลโบ้ด้วย”

“นี่นายพูดเหมือนกับว่า....”

“ถูกต้องแล้ว แมรี่ ผมจะไหว้วานให้คุณดูแลเจ้าโลโบ้แทนผมด้วย ผมขอฝากเจ้าม้าโลโบ้เอาไว้กับคุณได้มั๊ย เพราะผมต้องกลับไปทำภารกิจอะไรบางอย่าง ผมไม่สะดวกที่จะนำมันกลับไปด้วย หากกษัตริย์องค์ใหม่ทรงทราบ เจ้าโลโบ้จะต้องตาย”

“นี่นายตกลงขายมันให้กับฉันใช่มั๊ย”

“ไม่ใช่ ผมขอฝากเจ้าโลโบ้ไว้ให้คุณดูแล ผมมีค่าตอบแทนให้กับคุณด้วย แล้วผมจะหาโอกาสมารับมันกลับไป เมื่อเวลาเหมาะสมกว่านี้” 

“ก็ได้ งั้นนายจะต้องจ่ายค่าตัวมันมา เท่ากับราคาที่ฉันต้องการจะขายมัน”

“คุณต้องการเท่าไหร่”

1,000 เปเซตา

“จะบ้าเหรอ ผมไม่ได้มีเงินติดตัวมามากขนาดนั้น ตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวผมมีอยู่แค่ 100 เปเซตา แล้วไว้ผมจะเอามาให้คุณอีก แต่คงไม่มากเท่ากับที่คุณต้องการหรอกนะ”

“ถ้านายไม่จ่ายมา ฉันก็ไม่รับประกันว่า จะไม่ขายมันให้กับเศรษฐีที่มีเงิน และต้องการซื้อมันไปครอบครองหรอกนะ”

“แมรี่ ผมไม่คิดว่าคุณจะหน้าเงินขนาดนั้นนะ เอาเป็นว่า ผมจะพยายามไปหาเงินมาจ่ายคุณให้ครบตามที่คุณต้องการ แต่คุณจะต้องดูแลมันเป็นอย่างดี และไม่ขายมันให้กับใครก็ตามเด็ดขาด เอาตามนี้นะ”

“ก็ได้ ฉันเชื่อใจนาย”

“ผมต้องไปแล้ว แมรี่ ขอให้คุณรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับผมนะ”

“นี่นายจะไปแล้วเหรอ ไม่กินอะไรลงท้องก่อนไปเหรอ ไหนๆ ก็มาบ้านฉันแล้ว ฉันจะเลี้ยงอาหารนายหนึ่งมื้อก็แล้วกัน ก่อนที่จะนายจะออกเดินทางในเช้าวันรุ่งขึ้น ไม่ดีกว่าเหรอ”

“ผมไม่อยากรบกวนคุณหน่ะ”  

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันแล้ว งั้นนายรออยู่ตรงนี้ ฉันจะไปเข้าครัวทำอาหารให้นายทาน ตกลงมั๊ย”  จากนั้นแมรี่ก็ไปเข้าครัว นำเนื้อวัวมาล้างทำความสะอาด แร่เนื้อเป็นชิ้น นำไปย่างและนำผักกับเครื่องเคียงมาทำน้ำซุป และยังมีไก่อบ ที่ยังคงเหลือจากอาหารมื้อก่อนหน้า นำมาปรุง ทำเป็นอาหารได้ 2-3 อย่าง เพื่อเลี้ยงต้อนรับเพื่อนใหม่ เธอไม่ลืมที่จะไปหยิบเหล้าหมักที่เป็นสูตรต้นตระกูลของเธอมารินใส่จอก เพื่อดื่มกินแกล้มเนื้อสัตว์ ช่างเป็นมื้ออาหารที่เลิศรส  แมรี่เล่าเรื่องชีวิตครอบครัวของเธอให้กับวิลโลว์ฟัง ราวกับเป็นเพื่อนสนิท เธอไม่เคยที่จะพูดคุยกับคนแปลกหน้า หรือแม้แต่เพื่อนสนิทในชีวิตของเธอก็ไม่เคยมี ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่เธอไว้วางใจที่จะพูดคุยได้ทุกเรื่องอย่างเปิดเผยกับคนที่แม้จะเพิ่งรู้จักได้เพียง 2 วัน และยิ่งเป็นเพื่อนต่างเพศด้วย ความรู้สึกดีๆ เช่นนี้ แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่รู้ตัวเองเหมือนกัน เพราะการกระทำดีกับวิลโลว์เช่นนี้ ช่างแตกต่างกับที่เธอทำกับโจนัสอย่างสิ้นเชิง

ยิ่งนาน การพูดคุยและรับประทานอาหาร ดื่มสุราอย่างหนัก การพูดคุยยิ่งออกรสออกชาด ความเป็นตัวตนก็ยิ่งถูกแสดงออกมาอย่างเปิดเผย วิลโลว์พยายามควบคุมการดื่มของตนเอาไว้ให้น้อยที่สุด เพราะรู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะต้องรีบออกเดินทางและมีภาระกิจสำคัญรั้งรออยู่ ในขณะที่แมรี่นั้นเมามาย พูดจาไม่ได้สติ และอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถครองสติเอาไว้ได้ พูดจาอะไรที่อยู่ภายในใจออกมามากมาย ทำให้วิลโลว์ล่วงรู้ว่า ที่แท้แมรี่เองก็แอบชอบตนเองอยู่ เขาทำได้แต่เพียงเป็นแขกผู้มาเยือนที่ดี พาแมรี่ไปนอนบนเตียงนอน โอบกอดให้ไออุ่นแก่แมรี่เพียงชั่วครู่ จากนั้นตนเองก็เก็บอาหาร และทำความสะอาดโต๊ะอาหารบางอย่างเท่าที่ทำได้ และเขียนจดหมายบอกลาทิ้งเอาไว้ จากนั้นก็รีบควบม้าของตนเดินทางกลับแคว้นเกล ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้ม ความรู้สึกดีๆ ที่มีให้แก่เจ้าของบ้าน ที่ในเวลานี้ยังนอนหลับไม่ได้สติบนเตียงนอน  

เช้าวันรุ่งขึ้น เธอตื่นจากอาการสร่างเมาเมื่อคืน ตั้งใจว่าจะไปปลุกวิลโลว์ให้ออกเดินทาง แต่พบว่าวิลโลว์น่าจะออกเดินทางไปแล้วตั้งแต่ก่อนสว่าง ทิ้งจดหมายบอกลาเอาไว้ ขอบใจในอาหารที่เลี้ยงต้อนรับ และฝากช่วยดูแลเจ้าโลโบ้ให้ดีที่สุด และจะมารับมันกลับพร้อมด้วยจ่ายค่าตอบแทนให้ตามที่สัญญา

วิลโลว์เดินทางกลับจากหมู่บ้านโซโร่วิลล์ และบอกเล่าเหตุการณ์ที่ได้ไปพบเจอโจนัสกับเจ้าโลโบ้ ทูลถวายรายงานต่อเจ้าชายโมฮอลล์

“โจนัสยังบอกว่าพบหลักฐานการปลงพระชนม์องค์พระปิยเรศ (พระเจ้าเฟรเดอริกที่ 1) เก็บไว้อยู่ในห้องทำงานของท่านเซอร์ริชาร์ด อีกทั้งยังฝากให้หม่อมฉันช่วยเหลือท่านเซอร์ริชาร์ดออกจากทัณฑสถานอีกด้วย”

“ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่เจ้าจะเข้าไปค้นหาหลักฐานในห้องทำงานของอดีตท่านราชเลขา และการเข้าไปช่วยเหลือท่านออกจากทัณฑสถาน ซึ่งมีเวรยามอยู่แน่นหนา เต็มกำลัง”

“ฝ่าบาท หม่อมฉันมีแผน และจำเป็นที่ฝ่าบาท จะต้องช่วยหม่อมฉันด้วย พะยะค่ะ”

“เล่าแผนการมาซิ ว่าข้าจะช่วยเหลือเจ้าได้เช่นไร”

วิลโลว์เดินเข้าไปกระซิบที่ข้างพระโสต บอกเล่าถึงแผนการที่จะดำเนินการให้เจ้าชายโมฮอลล์ทรงทราบ

ทางด้านพระราชวังเดลิช ราชสำนักแคว้นคาสตีล พระเจ้าลอเรนโซ่ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระเชษฐาของพระราชินีเชอร์ร่า ทรงรับทราบข่าวที่เจ้าชายเก็ดโก้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเซ็นจูรี่ แต่มิได้ทรงเข้าร่วมพระราชพิธีราชาภิเษก และยังรับทราบข่าวที่พระราชินีเชอร์ร่าพร้อมด้วยเจ้าหญิงเอริว่าและเจ้าหญิงแชล็อต พระธิดา ถูกกักบริเวณ ไม่ให้ได้รับอิสรภาพ จนเป็นที่ไม่พอพระทัย ทรงมีพระประสงค์อยากที่จะไปทูลเชิญพระขนิษฐาและพระนัดดาทั้ง 2 พระองค์มาอยู่ยังแคว้นคาสตีล แต่ติดตรงในเวลานี้ พระองค์ก็ทรงประชวรอยู่ ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือพระขนิษฐาของพระองค์ได้อย่างเต็มกำลัง กองกำลังทหารของพระองค์ก็ได้ถูกโอนย้ายไปสังกัดกองกำลังของทางราชสำนัก โดยมีพระเจ้าโจเซฟเป็นผู้บัญชาการสูงสุดอยู่ ยิ่งไม่มีความพร้อมหรือศักยภาพใดๆ ที่จะเคลื่อนกองกำลังทหารไปช่วยเหลือด้านเหมือนในอดีต

ณ พระราชวัง ราชสำนักแคว้นคาทายา พระเจ้าเซ็นจูรี่ เสด็จพร้อมด้วยนายพลเปเรซ ทรงเสด็จออกตรวจตราความเรียบร้อย ของข้าราชบริพาร ขุนนาง นายทหารในกองทัพ ทั้งภายในราชสำนัก และตามหน่วย กรม กอง ต่างๆ ที่ในเวลานี้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของกองทัพ และหน่วยงานต่างๆ ภายในราชสำนักให้ขึ้นตรงต่อพระองค์แต่เพียงผู้เดียว และได้ทรงปลดข้าราชบริพาร ขุนนางเก่าๆ ที่เคยจงรักภักดีต่อพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 1,2 ออกจนหมด และทรงแต่งตั้งบริวาร คนสนิทที่ไว้ใจได้ บางส่วนเป็นคนของนายพลเปเรซ บางส่วนทรงรับเข้ามาใหม่ เป็นนายทหารหนุ่ม ที่มีฝีมือ และต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และทรงจ้างกองกำลังทหารรับจ้าง จากต่างแคว้น เพื่อเข้าเป็นกองกำลังของแคว้นคาทายา ทำให้บัดนี้ ภายในราชสำนักแคว้นคาทายา ทุกขุมกำลังต่างทำงานรับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทของพระเจ้าเซ็นจูรี่ อย่างจงรักภักดี ถวายหัว ผู้ที่มีพฤติกรรมกระด้างกระเดื่อง คิดคดก่อกบฏ หรือเพียงมีสายรายงานถึงความระแคะระคาย ที่ทรงไม่ไว้วางพระทัยทหารผู้ใด บุคคลผู้นั้นก็จะถูกขจัด ลอบสังหารไปจนหมดสิ้น ด้วยกองกำลังอัศวินหน้ากากเหล็ก หรือกองกำลังหน่วยรบพิเศษที่ถูกจัดตั้งจากทหารมีฝีมือ ทหารนอกราชการ และนักฆ่าอาชีพ ซึ่งถูกจัดตั้งและพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติการพิเศษ โดยนายพลเปเรซร่วมกับนายพลเปรองค์ น้องชายแท้ๆของนายพลเปเรซ ผู้มีฝีมือฉกายฉกรรจ์ และเคยเป็นอดีตนักฆ่า และถนัดทำงานใต้ดิน เป็นอดีตสายลับสอดแนมมาก่อน

วันนี้เป็นเช้าวันสดใส ที่พระเจ้าเซ็นจูรี่ทรงได้รับสาส์นแสดงความยินดี จากเจ้าชายโมฮอลล์ จากแคว้นเกล ผู้มีศักดิ์เป็นพระอนุชา ต่างพระมารดา หรือลูกพี่ลูกน้อง ที่ทรงส่งสาส์นมาแสดงความยินดี ในวโรกาสที่ทรงได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งแคว้นคาทายา และจะทรงเสด็จมาเป็นเกียรติเพื่อถวายพระพร และนำเครื่องบรรณาการมาถวายแก่พระเจ้าเซ็นจูรี่ ถึงยังพระมหาราชวัง เมื่อได้รับทราบข้อความจากในสาส์นแสดงความยินดี ทำให้พระเจ้าเซ็นจูรี่ ทรงแย้มพระสรวลและทรงปิติยินดี ในการที่เจ้าชายโมฮอลล์ พระอนุชา ผู้ซึ่งเคยเป็นคู่อริ แต่มาบัดนี้ทรงกลับตัวกลับใจ เปลี่ยนแปลงท่าทีมาจงรักภักดี ต่อพระองค์เช่นนี้ และยังให้เกียรติเสด็จมาถวายพระพร และเข้าร่วมในงานพิธีฉลองการขึ้นครองราชย์ครบ 1 ขวบปี ทางราชสำนักจึงได้ออกประกาศให้รับทราบโดยทั่วกัน ว่าเจ้าชายโมฮอลล์จะเสด็จเยือนราชสำนัก เป็นพระราชอาคันตุกะพิเศษ ที่จะเข้าร่วมเฉลิมฉลองในวันครบรอบการขึ้นครองราชย์ 1 ขวบปีด้วย

เจ้าชายโมฮอลล์เสด็จพร้อมด้วยพระชายาเจอเรนีย์ มาถึงยังพระราชวัง ราชสำนักแห่งแคว้นคาทายา อีกทั้งยังมีขบวนของข้าราชบริพารที่ลำเลียงเครื่องบรรณาการมาถวายแก่กษัตริย์แคว้นคาทายา เป็นเพชรนิลจินดา เครื่องทองเหลือง ช้างม้าวัวควายพันธุ์ดี พร้อมด้วยแก้วแหวนเงินทอง อัญมณีมีค่าจำนวนหนึ่ง จริงๆ แล้วพิธีการในลักษณะนี้ไม่เคยปรากฏเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาก่อน แต่เนื่องด้วยความสนิทสนมชิดชอบเป็นการส่วนพระองค์ เจ้าชายโมฮอลล์จึงได้จัดถวายตามแต่พระประสงค์ส่วนพระองค์ ในขณะที่พระเจ้าเซ็นจูรี่เองก็ทรงปลื้มปิติ แสดงอาการดีใจอย่างสุดซึ้ง ที่พระอนุชาอย่างเจ้าชายโมฮอลล์ ทรงกลับตัวกลับใจ และให้ความเคารพพระองค์อย่างสุดซึ้ง โดยลืมเรื่องราวบาดหมางในอดีตแต่หนหลัง นับแต่นี้จึงทรงถือว่าเป็นวโรกาสอันดีที่จะปรับความเข้าใจ และเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นเกลให้แนบแน่นยิ่งขึ้น แม้ว่าแต่เดิมแคว้นเกล จะเป็นแคว้นใต้อาณัติของแคว้นคาทายาอยู่ก่อนแล้วก็ตาม แต่ตั้งแต่รัชสมัยของพระเจ้าเฟรเดอริกที่ 2 ทรงขึ้นครองราชย์ก็ได้ทรงประกาศให้อิสรภาพแก่แคว้นเกล ให้เป็นแคว้นเอกราช ไม่ขึ้นตรงต่อแคว้นคาทายา ทำให้สถานะของแคว้นเกลกลับมาเป็นแคว้นอิสระ ที่ไม่ขึ้นตรงต่อแคว้นใด และยังมีกองกำลังทหารเป็นของตนเอง อีกทั้งในรัชสมัยปัจจุบันเจ้าชายโมฮอลล์ทรงอยู่ในสถานะของรัชทายาทลำดับที่ 1 ที่เตรียมที่จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ของแคว้นเกลในอีกไม่ช้า จึงทำให้การเจริญสัมพันธไมตรีระหว่าง 2 แคว้นเป็นสิ่งสำคัญ และวาระสำคัญ วาระแรกที่กษัตริย์จาก 2 แคว้น จะต้องสัมพันธ์ใกล้ชิดให้แนบแน่นยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นเครือพระญาติเดียวกัน  ทันทีที่เจ้าชายโมฮอลล์ทรงก้าวยางเข้าสู่พระราชวัง พระเจ้าเซ็นจูรี่ ทรงก้าวลงจากบัลลังก์ที่ประทับ ก้าวมาสวมกอดพระอนุชาด้วยความเป็นกันเอง และทรงตรัสแสดงความยินดี ความภูมิใจ ที่เจ้าชายโมฮอลล์ทรงให้เกียรติพระองค์เช่นนี้ เป็นเชื้อพระวงศ์ใกล้ชิด พระองค์แรก และเป็นว่าที่เกษัตริย์พระองค์แรกที่เสด็จเยือนแคว้นคาทายา ในรัชสมัยของพระองค์ (พระเจ้าเซ็นจูรี่) ในฐานะกษัตริย์พระองค์ใหม่

“โมฮอลล์ น้องรัก เจ้าให้เกียรติข้ามาก มานี่ ไม่ต้องมีพิธีรีตองใดๆ ทั้งสิ้น เราต่างเป็นพระญาติกัน”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท ที่ทรงให้เกียรติหม่อมฉันเช่นกัน พะยะค่ะ”

“ถวายบังคมฝ่าบาท” เจอเรนีย์ ทำการย่อถวายบังคมต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าเซ็นจูรี่

“เจอเรนีย์ เจ้ายังคงงดงามเช่นเดิม คู่ควรกับพระอนุชาของข้า เชิญเสด็จ เข้าไปยังที่ประทับ ในฐานะของพระราชอาคันตุกะของข้า เชิญ.....”

ในขณะที่พระมเหสีอิซาเบลล่า และพระชายาเจอเรนีย์ ได้มีโอกาสสบพระพักตร์กันอย่างใกล้ชิดอีกคราหนึ่ง แต่ในหนนี้ ทรงอยู่ต่างสถานะกัน และต่างฝ่ายต่างไม่ได้ถือโทษโกรธกันอีกแล้ว เนื่องจากดำรงสถานะที่แตกต่างกัน และเรื่องราวที่ผ่านมา เกิดจากสถานการณ์พาไป แต่บัดนี้ พระมเหสีอิซาเบลล่า ทรงอยู่ในสถานะสตรีหมายเลข 1 ของแคว้นคาทายา ส่วนพระชายาเจอเรนีย์ก็ทรงอยู่ในฐานะสตรีหมายเลข 1 ของแคว้นเกล และต่างฝ่ายต่างปฏิสันถาร พูดคุย ต้อนรับ ให้เกียรติกัน ในวโรกาสที่เจ้าชายโมฮอลล์กับพระชายาเจอเรนีย์ เสด็จมาเป็นพระราชอาคันตุกะของแคว้นคาทายา และจะร่วมในพิธีเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ครบ 1 ปีของพระเจ้าเซ็นจูรี่ แห่งแคว้นคาทายา  งานเลี้ยงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น....

เหล่าบรรดาอาคันตุกะ และเชื้อพระวงศ์ ข้าราชบริพาร ขุนนางเต็มท้องพระโรงในพระราชวัง ต่างชูจอก เพื่อดื่มถวายพระพรแด่พระเจ้าเซ็นจูรี่  “พระเจ้าเซ็นจูรี่ ผู้เกริกไกร ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.....”  

 

 

 

    

 

     

 

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น