วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562

10 สุดยอดปรากฏการณ์ทางการตลาดแห่งปี 2019 (อันดับที่ 10,9,8)

อันดับ 10 ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในไทย ยังคงโตต่อเนื่อง แต่ปีนี้ยอดจำหน่ายในหลายๆ รุ่น และหลายๆ ยี่ห้อลดลง ตามสภาวะกำลังซื้อและเศรษฐกิจ รวมถึงยอดส่งออกที่ลดลงตามไปด้วย


ตัวอย่าง งาน Motor Expo 2019 อีเว้นต์ใหญ่ส่งท้ายปลายปี : เผยยอดจำหน่ายโดยรวมลดลง คาดสาเหตุจากหลายปัจจัย  งาน Motor Expo 2019 หรือ มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 ปิดฉากด้วยยอดขายรถรวมเฉียด 40,000 คัน รถเก๋งเล็กขายดี รถเอสยูวี รถหรู จักรยานยนต์ คึกคัก ผู้ชมทะลัก 1.5 ล้านคน เม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 5 หมื่นล้าน
ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 เปิดเผยว่า “งานปีนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยแรงสนับสนุนจาก บริษัทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนผู้เข้าชมงาน และสื่อมวลชนทุกแขนง”
“ยอดขายรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ภายในงานรวม 44,740 คัน ลดลงจากปีก่อน 16.2% มีสาเหตุจากหลายปัจจัย ทั้ง ปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น สภาวะเศรฐกิจตกต่ำ สงครามการค้า และปัจจัยภายในประเทศ เช่น การปรับขึ้นอัตราภาษีที่ดิน รวมถึงภาษีรถจักรยานยนต์อัตราใหม่คิดตามค่าการปล่อยแกสคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 มกราคม 2563 ส่งผลให้ประชาชนใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ส่วนยอดผู้เข้าชมงาน ยังได้รับความสนใจจากประชาชนตามเป้าที่ตั้งไว้”
ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดมีดังต่อไปนี้




• ยอดขายรถยนต์จาก 34 ผู้ผลิต มีจำนวนทั้งสิ้น 37,489 คัน ลดลงจากปีก่อน 15.2% จากข้อมูลของผู้ร่วมกิจกรรม “ซื้อรถ...ชิงรถ” พบว่า รถยนต์ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมสูงสุด 6 อันดับแรก ได้แก่ HONDA, TOYOTA, MITSUBISHI, MAZDA, MG และ NISSAN
• ปีนี้รถเก๋งได้รับความสนใจสูงสุด มีสัดส่วนยอดขาย 45.5% มากกว่าปีก่อน (38.9%) แบ่งเป็นเก๋งซีดาน 29.2% แฮทช์แบค 12.6% และเก๋งประเภทอื่น 3.7% โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ HONDA CITY, NISSAN ALMERA, HONDA CIVIC, MAZDA 2 และ TOYOTA YARIS
• รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) มีสัดส่วน 33.4% ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย (34.3%) 5 อันดับแรก ได้แก่ MITSUBISHI PAJERO SPORT, MG ZS, MG HS, FORD EVEREST, และ TOYOTA FORTUNER
• รถกระบะมีสัดส่วน 14.5% ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย (17.2%) 5 อันดับแรก ได้แก่ ISUZU D-MAX, TOYOTA REVO, FORD RANGER, MITSUBISHI TRITON และ NISSAN NAVARA
• รถหรู มียอดขายรวม 4,181 คัน โดย 5 แบรนด์ ที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่ BMW, MERCEDES-BENZ, VOLVO, PORSCHE และ AUDI
• รถจักรยานยนต์จาก 26 ผู้ผลิต ยอดขายรวม 7,251 คัน ลดลงจากเป้าที่ตั้งไว้เล็กน้อย จากข้อมูลของผู้ร่วมกิจกรรม “ซื้อมอเตอร์ไซด์...ชิงบิกไบค์” พบกว่า รถจักรยานยนต์ ที่มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ HONDA, YAMAHA, KAWASAKI, HARLEY-DAVIDSON และ GPX
• ราคาเฉลี่ยของรถที่ขายได้ในงาน 1,251,743 บาท และราคาเฉลี่ยของรถจักรยานยนต์ 265,860 บาท เงินหมุนเวียนภายในงานราว 50,000 ล้านบาท ผู้เข้าชมงานจำนวน 1,510,307 คน ใกล้เคียงปีก่อน (1,534,961)


• โตโยต้าชี้ปีนี้ยอดขายรถโตเท่าเดิม พิษศก.โลกกระทบส่งออกร่วง2%
เครดิตข้อมูลและภาพจาก เว็บ sanook.com, และมติชนออนไลน์

อันดับ 9 ตลาดโทรศัทพ์สมาร์ทโฟน ของไทยยังคงโตต่อเนื่องโดยมี OPPO แซงขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ด้านยอดขาย และจับตาผู้เล่นรายใหม่มาแรงอย่าง Realme 

สรุปยอดขายมือถือ Q3 ปี 2019 - realme พุ่งแรงแบบก้าวกระโดด Huawei ยังยิ้มไม่สนโดนแบน! สิ้นปี ค.ศ. 2019 มาทุกขณะ โดยที่ผ่านมาแบรนด์สมาร์ทโฟนทั้งแบรนด์น้อยแบรนด์ใหญ่ ต่างพากันแก่งแย่งส่วนแบ่งการตลาดกันแบบดุเดือดมาตลอดทั้งปีแบบไม่หยุดไม่หย่อน ซึ่งยืนยันได้จากตัวเลขบนทางเว็บไซต์ counterpointresearch.com ที่แสดงให้เห็นว่าช่วงไตรมาสที่ 3 ในปี ค.ศ. 2019 แต่ละแบรนด์ยังมีการเติบโตแบบต่อเนื่อง โดยเฉพาะ realme ที่พุ่งแรงจนน่ากลัว
ส่วนแบ่งการตลาด นับถึงแค่ไตรมาส 3/2019 3 แบรนด์หัวแถว Samsung, Huawei และ Apple ยังเกาะกลุ่มเป็น 3 ยักษ์ใหญ่ของวงการสมาร์ทโฟน และทั้ง 3 แบรนด์รวมกันมีการกินส่วนแบ่งการตลาดไปกว่าครึ่งหนึ่งของแบรนด์สมาร์ทโฟนที่เหลืออีกด้วย




-Samsung ยังคงกินส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนได้มากที่สุด และมีการเติบโตขึ้นจากไตรมาสที่ 3 เมื่อปีที่แล้วถึง 8.4% แน่นอนว่ายอดขายหลักของพวกเขาอยู่ที่ Samsung Galaxy Note 10 Series และ Samsung Galaxy A Series
-Huawei ยังอยู่ในอาการที่สมบูรณ์ มีส่วนแบ่งการตลาดที่โตขึ้นถึง 28.5% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 3 ในปีที่แล้ว และตลาดในประเทศจีนพวกเขายังยึดไปกว่า 40% อีกด้วย เห็นทีการที่ Huawei โดนแบนจากประเทศสหรัฐฯ จะไม่ระแคะระคายกับการขายสมาร์ทโฟนของพวกเขาแต่อย่างใด และ
-Apple ดูทางจะแย่แต่ไม่ถึงกับเสียหายหนัก โดย iPhone ของ Apple มีการจัดส่งลดลง 4% และส่วนแบ่งการตลาดลดลงจากปีที่แล้วในไตรมาสเดียวกันถึง 11% อย่างไรก็ตามเมื่อมีการเปิดตัว iPhone 11 Series น่าจะมากระตุ้นส่วนแบ่งการตลาดในไตรมาสที่ 4 ของพวกเขาได้อยู่ และต้องลุ้นกันว่าจะสามารถแย่งอันดับที่ 2 คืนมาจาก Huawei ได้หรือไม่ หลังจากต้นปี 2019 โดนแซงยาวมาถึงปัจจุบัน ส่วน
-Realme สร้างความฮือฮาได้มากทีเดียว เพราะพวกเขาเป็นแบรนด์ที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด ขึ้นมารั้งอันดับที่ 7 ในการจัดอันดับส่วนแบ่งการตลาดไตรมาสที่ 3 ของปี 2019 ทั้งๆ ที่พวกเขาพึ่งกระโดดเข้าตลาดในช่วงปลายปี 2018 นี้เอง โดยการเติบโตที่รวดเร็วนี้้เป็นเพราะยอดขายที่ดีเป็นเทน้ำเทท่าในประเทศอินเดีย และอินโดนิเซียนั้นเอง และในกลุ่ม



-BKK Group (OPPO, Vivo, Realme, และ OnePlus) กลุ่มแบรนด์ชั้นนำจากประเทศจีน ใกล้จะเป็นเครือข่ายผลิตสมาร์ทโฟนที่ใหญ่ที่สุดในโลกมากขึ้นทุกที ทั้งหมดยังมีการกินส่วนแบ่งการตลาดรวมกันกว่า 20% และมี 3 แบรนด์จาก 4 แบรนด์ ที่ติดชาร์ต 10 อันดับ ในการจัดอันดับส่วนแบ่งการตลาดไตรมาสที่ 3 ในปี 2019 อีกด้วย สุดท้าย ยังต้องรอดูการจัดอันดับในไตรมาสที่ 4 ของปี 2019 อีกครั้ง เพราะแต่ละแบรนด์ยังมีไม้เด็ดที่เตรียมปล่อยออกมาให้เห็นกันแน่นอน โดยเฉพาะ iPhone 11 Series ของทาง Apple จะมากระตุ้นในส่วนแบ่งการตลาดนี้ได้มากแค่ไหน รวมไปถึง Huawei Mate 30 Pro ที่ไม่มี GMS (Google Mobile Service) มาด้วยจะส่งผลกระทบกับแบรนด์ Huawei อย่างไร
(เครดิตข้อมูลและภาพจาก news.siamphone.com)


สถานการณ์ตลาดสมาร์ทโฟนในไทย OPPO แซง Samsung ขึ้นอันดับ 1 ตลาดสมาร์ทโฟนไทย (อีกครั้ง) ส่วน Huawei วูบหนักรั้งอันดับ 4 ไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 และ 1/2019 เราได้ฮือฮากันไปรอบนึงแล้ว เนื่องจากแบรนด์มือถืออย่าง OPPO ประกาศขึ้นมาครองอันดับ 1 ในตลาดมือถือของประเทศไทยด้วยการแซง Samsung ขึ้นมาได้ ตามรายงานของ Canalys แต่หลังจากนั้นหลังทาง Samsung ก็กระชากบัลลังก์คืนกลับไปเมื่อช่วงกลางปี ล่าสุดในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ OPPO ก็สามารถผงาดขึ้นมาอยู่ในอันดับ 1 ได้อีกครั้งแล้ว OPPO ขึ้นแท่นแบรนด์ยอดขายโทรศัพท์มากที่สุดในไตรมาสที่ 3 / 2019ของทาง Canalys* มาเผยแพร่ ว่า
ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 OPPO สามารถไต่อันดับขึ้นมาอยู่ที่ 1 ของตลาดมือถือประเทศไทยได้ ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 23.4% ตามด้วยอันดับ 2 คือ Samsung ที่มีส่วนแบ่งการตลาด 22.5% และอันดับ 3 คือ vivo ที่ 17.7% ซึ่งผิดจากที่หลายฝ่ายคิดไว้ว่า Huawei จะยังสามารถรักษายอดขายเอาไว้ได้ แต่สุดท้ายแล้วกับยอดวูบลงไปไม่น้อยและรั้งอันดับ 4 ที่มีส่วนแบ่งอยู่ที่ 8.3% เท่านั้น อย่างไรก็ดีตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงจำนวนเครื่องของมือถือที่ขายได้ แต่จะยังไม่รวมจำนวนมูลค่าเงินที่ขายได้ ซึ่งหากดูที่ส่วนนี้ตัวเองก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอันดับกันได้อีกรอบ
oppo คุยโว เพราะผลิตภัณฑ์ที่ดี และบริการที่ยอดเยี่ยม ยอดขายจึงเพิ่มขึ้น ทางออปโป้ได้เปิดเผยว่าสิ่งที่ทำให้ยอดขายของบริษัทเติมโตขึ้นมากนั้นเกิดจากที่ผู้บริโภคได้เห็นถึงการนำเอานวัตกรรมใส่เข้ามาในรุ่นเรือธง สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แฟนๆ ทั้งกล้องหน้าแบบ Pop up ที่เด้งขึ้นมาได้เก๋กว่าใคร เลนส์ซูมสิบเท่าใน OPPO Reno 10X Zoom หรือการชาร์จไวของ SuperVOOC 2.0 65W แบตเต็มเร็วกว่าใคร โดยทาง OPPO ได้ทุ่มทุนวิจัยไปกว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าคู่แข่งรายใด มีฟีเจอร์ใหม่ ๆ นวัตกรรมล้ำ ๆ ส่งออกมาสู่ตลาดเรื่อย ๆ การอัพเดทเฟิร์มแวร์ก็เริ่มมีให้ได้เห็นกัน และเรื่องบริการหลังการขายที่ลูกค้า OPPO หลายๆ คนพึงพอใจเป็นอย่างมาก ด้วยบริการซ่อมด่วนภายใน 1 ชม. แถมยังมีบริการรับ-ส่งเครื่องซ่อมถึงมือลูกค้าอีกด้วย
Huawei อ่วม ยอดวูบหายร่วงไปอันดับ 4 ช่วงต้นปีที่ผ่านมาทางหัวเว่ยประเทศไทยได้เคยให้ข้อมูลว่าส่วนแบ่งตลาดในประเทศของบริษัทจะอยู่ที่อันดับ 2-3 มาโดยตลอด ซึ่งก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 15% แต่หลังจากเหตุการณ์ปัญหา Trade War ระหว่างจีนและสหรัฐ หลายฝ่ายก็ให้ความเป็นห่วงว่าส่วนแบ่งของหัวเว่ยจะได้รับผลกระทบแค่ไหน และยังไม่เคยมีใครให้ข้อมูลส่วนนี้ จนทาง OPPO ได้เปิดเผยข่าวชิ้นนี้ออกมา ทำให้ได้ทราบว่าสงครามการค้าส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไปไม่น้อย และยอดขายวูบไปอย่างน่าเป็นห่วง ปัจจุบันรั้งอันดับ 4 ที่ 8.3% เท่านั้น ปัจจุบันสมาร์ทโฟนตัวเรือธงอย่าง Mate 30 Pro ที่คาดการณ์ว่าจะเขย่าตลาดและทำยอดขายได้ถล่มทลาย กลับไม่สามารถใช้บริการ GMS (Google Mobile Services) ได้ ทำให้ลูกค้าไม่กล้าที่จะซื้อมาใช้งาน และน่าจะพาลกระทบไปถึงยอดขายของรุ่นอื่นๆ ตามไปด้วย จากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าในครั้งนี้
ถ้าอเมริกาเลิกแบนเมื่อไหร่ Huawei สามารถอัพเดท Mate 30 ให้ได้รับบริการ Google ทั้งหมดคืนมาได้ในชั่วข้ามคืน แม้ว่า HUAWEI ในไทยร่วง แต่ภาพรวมกลับเป็นแบรนด์จีนเพียงเจ้าเดียวที่ส่วนแบ่งในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ก็ต้องมารอดูกันต่อไปครับว่าในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2562 OPPO จะยังสามารถครองแชมป์ในตลาดมือถือบ้านเราได้อยู่อีกรึเปล่า หรือ Samsung จะกลับมาทวงแชมป์คืนกันแน่ ส่วน Huawei จะมีแววร่วงลงไปต่ำกว่าอันดับ 4 มั้ย?…เอาไว้เราจะมาอัพเดทให้ทราบกันต่อไป (เครดิตข้อมูลและภาพจากเพจ droidsans.com
รู้จักแบรนด์ realme สมาร์ทโฟนน้องใหม่มาแรง ล้ำด้วยสเป็คเทพในราคาจับต้องได้ ซึ่ง realme สามารถนำเสนอสมาร์ทโฟนที่มีพร้อมทั้งดีไซน์ทันสมัย และประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมให้กับกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ทั่วโลกได้สามารถใช้ชีวิตได้อยางพึงพอใจด้วยเทคโนโลยี และความสวยงาม เรียกว่าเป็นส่วนผสมของ Functional และ Emotional ได้อย่างลงตัว

อันดับ 8 ตลาดที่อยู่อาศัยของไทย โครงการเปิดตัวใหม่ ลดลงกว่า 50% ในไตรมาสที่ 3/2562 เป็นการลดลง 3 ไตรมาสติด ในขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียม อยู่ในภาวะปรับฐาน ประเมินปีนี้ตลาดหดตัว 20% เซ็กเมนต์ ลักชัวรีอ่วมสุด


ข้อมูลจากการเคหะแห่งชาติ ยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมีทั้งสิ้น 101,704 ยูนิต เพิ่มขึ้น 11.1% มูลค่ารวมทั้งสิ้น 227,793 ล้านบาท (ข้อมูลนับถึงสิ้นไตรมาส 3/2562) คาดภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยทั้งปีเปิดตัวอยู่ที่ 112,044 ยูนิต ลดลง 23.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
โดยบ้านจัดสรร เปิดตัวลดลง 57.3% มาอยู่ที่ 8,879 ยูนิต ในขณะที่คอนโดมิเนียม เปิดตัวลดลง 56.5% มาอยู่ที่ 11,984 ยูนิต
จากจำนวนหน่วยที่โอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ณ สิ้นไตรมาส 3 ทั้งสิ้น 101,704 ยูนิต แบ่งเป็น
• เป็นที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล ประมาณ 53,936 ยนิต คิดเป็นสัดส่วน 53 %
• เป็นที่อยู่อาศัยในภูมิภาค (20 จังหวัด) ประมาณ 47,768 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 47 %
ทั้งนี้ หากดูในเชิงมูลค่าการโอนโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ณ สิ้นไตรมาส 3 ปีนี้มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 227 ,793 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 12.4% แบ่งเป็น
• เป็นที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมมูลค่า 146,827 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 64.5%
• เป็นที่อยู่อาศัยในภูมิภาค (20 จังหวัด) รวมมูลค่า 80,966 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35.5%
สำหรับภาพรวมการเปิดตัวโครงการใหม่ในไตรมาส 4 ปี 2562 คาดว่า บ้านจัดสรรจะเปิดตัวโครงการใหม่รวม 14,954 ยูนิต และคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ 29,339 ยูนิต พร้อมกันนี้ทางศุนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ยังได้คาดการณ์ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยตลอดทั้งปี 2562 น่าจะมีโครงการเปิดตัวอยู่ที่ 112,044 ยูนิต ลดลง 23.2% เมื่อเทียบกับปี 2561 แบ่งเป็น
• บ้านจัดสรรที่ปิดตัวใหม่ทั้งปีอยู่ที 46,010 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 41.1% โดยเปิดตัวลดลง 24.4%
• คอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ 66,034 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 58.8% โดยเปิดตัวลดลง 22.4%
ส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งประเทศนั้นคาดว่าน่ามีถึง 361,696 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวม 820,624 ล้านบาท ลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับปี 2561 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ก่อนที่ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาฯด้วยการลดค่าธรรมเนียมในการโอนและจดจำนองลงเหลือ 0.01% (ตั้งแต่ 2 พ.ย.ปี 2562 ถึง 24 ธ.ค.ปี256 )ทางศูนย์ข้อมูลอสังหาฯได้ประเมินภาพโดยรวมของตลาดที่อยูอาศัยทั้งประเทศน่าจะปรับตัวลดลงไม่น้อกยว่า 5% แต่ภายหลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯมาส่งผลบวกต่อธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ทำให้จำนวนหน่วยเหลือขายหรืออุปทาน (Supply)ระบายออกได้ดีขึ้น




สำหรับแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2563 ทางศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้ประมาณการณ์ไว้ดังนี้ คือ
• ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปลายปี 2562 แต่จะมีการขยายตัวไม่มากนักโดยจะขยายตัวไม่เกิน 5%
• โครงการที่อยู่อาศัยใหม่จะมีการเปิดตัวต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2562 เพื่อรองรับมาตรการ ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนใกล้เคียงกับยอดการเปิดตัวในปี 2562
• ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยมีปัจจัยสาคัญคืออัตราดอกเบี้ยขาลง และ มาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ส่งผลให้อุปทานในตลาดจะถูกทยอยดูดซับ
• ในปี 2563 ผู้ประกอบการยังคงต้องให้ความสาคัญกับการบริหาร Inventory และ stock เพื่อให้ ให้อุปทานไม่ค้างอยู่มากเกินไป
ตลาดอสังหาฯ โดยเฉพาะคอนโดฯ ระบุไตรมาส3/65เปิดขายใหม่น้อยกว่าช่วงเดียวกันปี61 ถึง 40% ส่วนใหญ่เป็นระดับราคา 100,000 บาทต่อตารางเมตร หรือไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อยูนิต พื้นที่แนวรถไฟฟ้าเปิดบริการแล้วยังได้รับความนิยมมากสุด รายใหญ่หันผุดโครงการในซอย ลดต้นทุนที่ดิน คาดทั้งปีเปิดขายรวม 45,000 ยูนิต ด้านกำลังซื้อจากต่างชาติโดยเฉพาะจีนชะลอตัวลงกว่า 50% เทียบปี61
(เครดิตข้อมูลและภาพจากเพจ prop2morrow.com,forbesthailand.com)
ส่วนปี 2563 นั้นมีปัจจัยที่น่าสนใจซึ่งจะมีผลต่อธุรกิจอสังหาฯ ได้แก่
พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2562 ที่จะเริ่มบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2563
ผังเมืองใหม่กรุงเทพมหานครซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ช่วงปลายปี 2563
การกำกับควบคุมวินัยทางการเงินประชาชน เช่น มาตรการยกเลิกหรือจำกัดการผ่อนชำระสินค้าดอกเบี้ย 0% หรือการกำหนด DSR (Debt Service Ratio) ของผู้มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน


บทวิเคราะห์และเรียบเรียงโดย เพจหยิกแกมหยอก

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ทีมประสิทธิภาพแห่งปี 2019


มาเข้าสู่โหมดของการเชิดชูทีมประสิทธิภาพแห่งปี 2019 ตามธรรมเนียมของบล็อกเรา ก็จะจัดหมวดและประกาศ โดยจำแนกออกเป็น 5 หมวดใหญ่ๆ คือ 1.ทีมประสิทธิภาพสาขากีฬา ,2.ทีมประสิทธิภาพสาขาสื่อสารมวลชน 3.ทีมประสิทธิภาพสาขาหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานสาธารณะบริการประชาชน และ 4.ทีมประสิทธิภาพสาขาหน่วยงานภาคเอกชนหรือหน่วยธุรกิจให้บริการประชาชน รวมสายบันเทิงไว้ในหมวดนี้ด้วย  5.ทีมด้อยประสิทธิภาพแห่งปี  เพื่อประกาศเกียรติคุณให้กับหน่วยงานเหล่านั้น ที่ได้สร้างผลงานอันน่าประทับใจเอาไว้ในปีนี้ ซึ่งเราได้รวบรวมไว้แล้ว

1.ทีมประสิทธิภาพแห่งปี สาขาด้านกีฬา ได้แก่

ทีมฟุตบอลสโมสรเชียงรายยูไนเต็ด (กว่างโซ้ว) ,ทีมฟตบอลสโมสรการท่าเรือ ,ทีมฟุตบอลสโมสรบีจีปทุมยูไนเต็ด, ,ทีมฟุตบอลสโมสรลิเวอร์พูล ,ทีมฟุตบอลสโมสรเลสเตอร์, ทีมฟุตบอลสโมสรไลป์ซิก ,ทีมฟุตบอลสโมสรอินเตอร์มิลาน, ทีมฟุตบอลสโมสรมีนเซ่นกลัคบัค



สมาคมกีฬายิงธนูแห่งประเทศไทย,สมาคมกีฬาฮ็อกกี้แห่งประเทศไทย,สมาคมกีฬาโต้คลื่นแห่งประเทศไทย,สมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬาวอลเล่ย์บอลแห่งประเทศไทยสมาคมกีฬามวยสมัครเล่นแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬามวยไทยแห่งประเทศไทย, สมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬาสนุกเกอร์แห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬาตระกร้อแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬาว่ายน้ำแห่งประเทศไทย,สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ,สมาคมอีสปอร์ตแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย ,สมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬาเอ็กซ์ตรีมแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬายูโดแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาคาราเต้แห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาเปตองแห่งประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาฟันดาบแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬารักบี้ฟุตบอลแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬาหมากรุกสากลแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬาปันจักสีลัตแห่งประเทศไทย , สมาคมกีฬาบิลเลียตแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬาคูราซแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาฟิกเกอร์และสปีดสเก็ตแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬาจูยิตสึแห่งประเทศไทย

  
2.ทีมประสิทธิภาพแห่งปี สาขาสื่อสารมวลชน จำแนกเป็นสื่อกระแสหลัก (ฟรีทีวี,นสพ.วิทยุ,เว็บไซต์) กับสื่อกระแสรอง (ทีวีดาวเทียม,สำนักข่าวเอกชน,สื่ออิสระ,เอ็นจีโอ,โซเชียลมีเดีย)

สื่อกระแสหลัก (เน้นการแพร่ข่าวสาร,บทวิเคราะห์เจาะลึกที่น่าเชื่อถือ,ทันสถานการณ์,นำเสนอตรงไปตรงมาไม่บิดประเด็น,ไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง,ไม่จำเป็นต้องเร็วมาก,มีแหล่งข่าวที่ดี,ไม่ชี้นำสังคม,แยกแยะผิดถูกชั่วดี,กล้านำเสนอความจริง) ได้แก่ 7HD สนามข่าวเจ็ดสี, TPBS ที่นี่ไทยพีบีเอส, ช่อง 9 MCOT คุยรอบทิศ, ไทยรัฐทีวีนิว์สโชว์,Nation ทีวีคนข่าวเข้ม, One HD ข่าววันศุกร์, Amarin TVทุบโต๊ะข่าว  ,3HD ข่าว 3 มิติ ,Mono 29 กู๊ดมอร์นิ่งนิวส์, PPTV36HD เข้มข่าวค่ำ , TNN ประเด็นใหญ่ ,นสพ.ไทยโพสต์นสพ.โพสต์ทูเดย์-บางกอกโพสต์ ,นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ,นสพ.ผู้จัดการ360องศา ,นสพ.กรุงเทพธุรกิจ-เนชั่น-คมชัดลึก นสพ.มติชน-ข่าวสด-ประชาชาติธุรกิจวิทยุคลื่น 90.5 คลื่นเนชั่น, 96.5 modernradio 105 LiveTalk ,101-RR1 ,สนข.BBC Thai



สื่อกระแสรอง (เน้นการแพร่ข่าวสาร,บทวิเคราะห์เจาะลึกที่น่าเชื่อถือ,ทันสถานการณ์,นำเสนอตรงไปตรงมาไม่บิดประเด็น,ไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง,ไม่จำเป็นต้องเร็วมาก,มีแหล่งข่าวที่ดี,ไม่ชี้นำสังคม,แยกแยะผิดถูกชั่วดี,กล้านำเสนอความจริง) ได้แก่ เคเบิ้ลทีวี News 1,วิทยุ สวพ. 91 ,จส.100,เฟซบุ้คคุณทนง ขันทองเว็บไซต์แบงคอคบิสนิวส์เว็บไซต์ไทยพับลิก้า,เว็บไซต์ เดอะโมเม็นตัมเว็บไซต์โพสต์ทูเดย์สำนักข่าวอิศรา ,เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์, เว็บไซต์ The Standard co, เว็บไซต์ Sanook , เว็บไซต์ทีนิวส์, เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์ ,เว็บไซต์เอ็มไทย ,เว็บไซต์ MGR online ,เพจอีจันเพจบิ๊กเกรียน, เพจชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ของคุณอัจฉริยะ, เพจ Drama-Addict ,ช่อง You Like Clip เด็ด V.4  ,เพจ CSI LA ,หมอแล็ปแพนด้า ,เพจอยากดังเดี๋ยวจัดให้ v.4  ,เพจ FuckGhost , เพจอีเจี๊ยบเลียบด่วน , เพจใต้เตียงดารา




3.ทีมประสิทธิภาพแห่งปี สาขาหน่วยงานภาครัฐ,หน่วยงานบริการสาธารณะชน,องค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ ได้แก่

หน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนและหน่วยบรรเทาสาธารณภัย บริษัทเอกชน จิตอาสาต่างๆ ที่มาช่วยเหลือในเหตุการณ์น้ำท่วมภาคอีสานและภาคกลาง โดยเฉพาะ จว.อุบลราชธานี สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ,สำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน,กระทรวงวัฒนธรรม , การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทกรุงเทพมหานคร , มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคมูลนิธิทูบีนัมเบอร์วันศูนย์ประชาบดี 1300 ,ศูนย์เอราวัณ 1646 ,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ,มูลนิธิชัยพัฒนา ,มูลนิธิพระดาบส ,มูลนิธิสายใจไทย ,มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ,คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล  ,รพ.รามาธิบดี ,เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทยกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก ,สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ,เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์  ,มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ,สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย , มูลนิธิเด็ก ,มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง , มูลนิธิร่วมกตัญญู ,มูลนิธิร่มไทร ,มูลนิธิกู้ภัยสระบรี , เครือข่ายอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ,กองบังคับการตำรวจทางหลวง , สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ,กระทรวงสาธารณสุข และ สสส.




4.ทีมประสิทธิภาพแห่งปี  สาขาหน่วยงานภาคเอกชน หรือหน่วยธุรกิจให้บริการประชาชน และสาขาบันเทิง  ได้แก่

หมวดผู้ผลิตรายการ  ได้แก่ บริษัทอินเด็กซ์ครีเอทีฟวิลเลจ ,บริษัทเซ้นส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ,บริษัทมีมิติ , บริษัทกันตนากรุ๊ป , บริษัททีวีบูรพา ,บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย ,บริษัทเฮลิโคเนีย (H Group) ผู้ผลิตรายการค้นหาเชฟกระทะเหล็กคนไทย,มาสเตอร์เชฟไทยแลนด์,มาสเตอร์เชฟจูเนียร์ไทยแลนด์ ,บริษัท TPN และคณะทำงานและทีมเจ้าภาพจัดการประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2019 , ทีมผู้ผลิต (คุณเต้ ปิยะรัฐ กัลย์จาฤก) รายการ The Face,The Face Men Thailand  ,บริษัท เจมีดี (ผู้จัดรายการ 10 Fight 10) , บริษัทเจเอสแอลโกลบ้อลมีเดีย-ทริปเปิ้ลทู ค่ายละครเวที ดรีมบ็อกซ์ ,ค่ายละครเวที เมืองไทยรัชดาลัย (ซีนาริโอ้)  







หมวดผู้จัดละคร ได้แก่ บริษัทนาดาวบางกอก , บริษัทโฟโนล็อก , บริษัทจีเอ็มเอ็มทีวี , บริษัทภาพดีทวีสุข  , บริษัทแอค-อาร์ต เจเนอเรชั่น , บริษัทอาหลองกรุ๊ป , บริษัทเมกเกอร์วาย , บริษัทซีนาริโอ  ,บริษัทกันตนากรุ๊ป  บริษัทพอดีคำเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ , บริษัทดีด้าวีดีโอโปรดักชั่น , บริษัทโคลีเซียมอินเตอร์กรุ๊ป  , บริษัทสามเศียร ,บริษัทปรากฏการณ์ดี  , บริษัทตราเมจิก-ป้าสั่งย่าสอน , บริษัท ฟิลกู๊ด เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ,บริษัท 9 บีเวอร์ฟิล์ม  ,บริษัทเดอะวันเอ็นเตอร์ไพร์ซ , บริษัทเอพลัสโปรดักชั่น , บริษัทมงคลดี โปรดักชั่น , บริษัทมากกว่าฝัน , บริษัทโซนิกซ์บูม 2013 , บริษัท แบร์อินมายด์ สตูดิโอส์ , บริษัท เซ้นจ์ 2561 , บริษัททีฟาสตูดิโอ-อู่ข้าวอู่น้ำ , บริษัทแทรชเชอร์บางกอก , บริษัททรูซีเจ ครีเอชั่นส์ , บริษัทประกายฟ้าโปรดักชั่น , บริษัทจีเอ็มเอ็มบราโว , บริษัทอาร์ท็อปมีเดีย , บริษัทเลเซอร์แคท  ,คณะทำงานและผู้แสดงโขนพระราชทาน ชุด “สืบมรรคา”  ของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษฯ






หมวดผู้สร้างภาพยนตร์ ได้แก่ บริษัทจีดีเอช-จอกว้างฟิล์ม จำกัด , บริษัทไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น , บริษัททรานฟอร์เมชั่น , บริษัทมิทเอ้าท์ซาวด์ฟิล์ม บริษัท เอ็มพิกเจอร์ , บริษัท ซีเจ เมเจอร์ , บริษัท BNK48 Films , บริษัทสหมงคลฟิล์ม, บริษัทโมโนพิกเจอร์สบริษัทฮึดฮอย ฟิล์ม , บริษัทบั้งไฟฟิล์ม  

หมวดค่าย/ผู้ผลิตผลงานเพลง วอทเดอะดักส์, ค่ายแกรมมี่โกดล์ , ค่ายจีนี่เรคคอร์ด , ค่ายไวท์มิวสิค ,ค่ายสไปซี่ดิสก์ ,ค่ายสมอลล์รูม ,ค่ายอาร์สยาม ,ค่ายโซนี่ (บีอีซี) มิวสิก , ค่าย จีเอ็มเอ็ม แกรนด์ มิวสิก, ค่ายมิวสิกครีม , ค่ายมีเรคคอร์ด , ค่ายเลิฟอีส , ค่ายเพลงไหทองคำเรคคอร์ด , ค่ายนาดาวมิวสิก ,ไทยสแตนด์อัพคอเมดี้ , ค่ายเซิ้งมิวสิก , ข้าวสารเอ็นเตอร์เทนเม้นต์  , ค่ายไอแอม , ค่ายไทเทเนียมเอนเตอร์เทนเม้นต์ , ค่ายเพลงก้านคอคลับ

5.ทีมด้อยประสิทธิภาพแห่งปี รางวัลนี้ต้องถวายพาน ปูพรมแดงยกให้กับ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และองค์กรอิสระที่เป็นผลผลิตจากรัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.2560 ด้วยผลงานชิ้นโบแดง การจัดการเลือกตั้งห่วยแตก เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2562 เราจะสาธยายไปทีละข้อ ทีละประเด็นดังนี้

1.ผลวิจัยชี้ชัดว่า สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ที่ยอมให้คะแนนที่ตกน้ำนำมาคิดคำนวณเป็นจำนวน ส.ส.ไม่เคลียร์ และมีปัญหา หรือเรียกว่า “จัดสรรปันส่วนผสม” ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรม และมีผลไปถึงการคำนวณคะแนนเสียงปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคใหญ่ที่ต้องหายไปจำนวนมา เพื่อไปเกลี่ยให้กับพรรคเล็กๆ ที่คะแนนได้ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ซึ่งใครกันเป็นคนออกแบบกฏเกณฑ์ที่ว่านี้ (ลามไปด่าถึง ผู้ร่างหรือเขียน รธน.ฉบับปี 60 ได้วางยาเอาไว้หรือไม่???),จากผลพวงของการจัดสรรปันส่วนผสมนี้เองทำให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อย ที่ได้ที่นั่งเพียง 1 ส.ส. เข้าสภาจำนวนมาก (เป็นการเมืองที่ถอยหลังเข้าคลอง ไม่พัฒนาไปไหน กลายเป็นประเทศหรือรัฐบาลที่ประกอบด้วยรัฐบาลผสมที่ประกอบด้วยจำนวนพรรคมากที่สุดในโลก) ก่อให้เกิดการซื้อตัว ส.ส.จำนวนมากแบบเหมาคอกเหมาเข่ง เพื่อให้ได้จำนวน ส.ส.ตามที่ต้องการเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่สนใจกระแสสังคมหรือความชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้น นักวิชการแนะควรแก้ ก.ม. เลือกตั้งใหม่ทั้งกระบิ หาไม่แล้ว ก็จะมีปัญหาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปอีก

2.บทสรุปการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. มีปัญหาอะไรบ้าง คือ คูหาเลือกตั้งใช้ลังกระดาษในเลือกตั้งนอกเขตที่มาเลเซีย ทำให้ไม่โปร่งใส มองเห็นการกาบัตรโดยง่าย ,เอกสารแนะนำชื่อ ส.ส.ผิดพลาดคลาดเคลื่อน  ,ปัญหาการลงทะเบียนล่วงหน้า ระบบล่มและล่าช้า , รวมถึงการรวบรวมหีบคะแนนเสียงของผู้ใช้สิทธนอกราชอาณาจักร ในประเทศนิวซีแลนด์ตกหล่น มาทัน แต่หาว่ามาล่าช้า เพราะไม่มี จนท.ไปเอาคะแนนมานับรวม กกต.จึงถือให้เป็นบัตรเสียทั้งหีบ (ซึ่งเป็นข่าวดังลงทุกสื่อมาแล้ว) ,การประชาสัมพันธ์ ระบบการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือว่าสอบตก ผู้มาใช้สิทธิ์จำนวนมากไม่เข้าใจในหลายๆ ประเด็น ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งครั้งนี้ มีการเปลี่ยนแปลงบริบทไปมากๆ จากครั้งก่อนๆ

3.ปัญหาใหญ่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ปี พ.ศ.2560 มีอะไรบ้าง

ประเด็นที่หนึ่ง กระบวนการเข้าสู่อำนาจของผู้ปกครอง ดังที่ทราบกันแล้วว่า นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำของฝ่ายบริหารนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. หรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่มีจุดเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรง เพียงแต่อาศัยเสียงสนับสนุนจากรัฐสภาเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดก็สามารถดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งในจำนวนนั้นมีเสียง ส.ว. 250 คน สนับสนุนอยู่แล้ว  ส.ว. เหล่านี้มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ส.ว. แต่งตั้งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน คือ คนเดียวกันกับหัวหน้า คสช. ที่เข้าสู่อำนาจด้วยการยึดอำนาจรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ส.ว. แต่งตั้ง ได้ยึดครองพื้นที่ทางการเมืองของประชาชนในรัฐสภา ถ้ากล่าวในเชิงปริมาณอย่างน้อยก็ครองพื้นที่ 1 ใน 3 แต่ความจริงในทางการเมืองนี้ คือ ผนังทองแดงกำแพงเหล็กที่พิทักษ์ปกป้องรัฐบาลนี้  ในส่วนขององค์กรอิสระทั้ง 5 องค์กร ไม่ว่าจะเป็น กกต. ซึ่งคัดเลือกโดยคนของ คสช. ผู้ตรวจการแผ่นดินที่ 3 คนก็เลือกจากที่ประชุมวุฒิสภา ป.ป.ช. 9 คน คตง. 7 คน กสม. 7 คนล้วนแต่ผ่านการเลือกสรรจากที่ประชุมวุฒิสภา ก่อนที่จะเสนอให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไทยแต่งตั้ง สรุปว่า การเข้าสู่อำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐทั้งทางบริหารและการปกครองมีจุดยึดโยงกับประชาชนน้อยมากจนกระทั่งไม่มีเลย รูปธรรมที่เป็นปัญหาทางด้านจริยธรรมของนักการเมืองด้วย ก็คือ กรณีที่นายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ไม่ครบ ไม่ยอมพูดว่า จะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรัฐบาลนี้จึงผูกผันและรับผิดชอบต่อประชาชนน้อยมาก ประชาชนไม่อาจคาดหวังความอยู่ดีกินดีภายใต้รัฐบาลนี้ เพราะว่า พยายามไม่ผูกผันใดๆ แม้แต่ภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ

ประเด็นที่สอง กระบวนควบคุมและตรวจสอบทางตรงและทางอ้อม รวมถึงการถอดถอนผู้มีอำนาจออกจากตำแหน่ง จริงอยู่ประชาชนเข้าชื่อ 20,000 คน ถอดถอน ป.ป.ช. ได้ แต่การเข้าชื่อถอดถอนนักการเมือง ส.ส. ส.ว. ประชาชนทำไม่ได้ อำนาจตรงนี้อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมิได้มีที่มาจากประชาชนแต่อย่างใด หากแต่มีที่มาจาก คสช. ดังนั้น การใช้สิทธิทางตรงหรือประชาธิปไตยทางตรงก็เป็นอันงดเว้นสำหรับพี่น้องประชาชนทั้งหลาย สรุปว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่รับรองสิทธิการตรวจสอบและถอดถอนนักการเมือง ผู้มีอำนาจออกจากตำแหน่ง

ประเด็นที่สาม การสืบทอดอำนาจของ คสช. คสช. แต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ แต่งตั้ง ป.ป.ช. แต่งตั้ง ส.ว. แต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  29 คน ซึ่งมีองค์ประกอบนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรี มีรองประธานสภา มีทหาร ตำรวจ มี ผบ.เหล่าทัพ รวม 6 คน ประธานสภาหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรม ประธานการท่องเที่ยว ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งล้วนแล้วมาจากภาคธุรกิจ และนายธนาคาร  องค์กรอิสระที่ คสช. แต่งตั้งขึ้นมามีบทบาทสำคัญคอยกำกับควบคุมรัฐบาล โดยเฉพาะคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติซึ่งไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ จากประชาชน ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มีบทบาทกำกับควบคุมให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องกระทำการต่างๆ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ร่างไว้แล้ว

ประเด็นที่สี่ ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งอยู่ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 255-256 ทำได้ยาก กระทั่งทำไม่ได้เลย และการสืบทอดอำนาจของ คสช. ภายใต้มาตรา 279 อำนาจ คสช. ยังแฝงเร้นดำรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 และรัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้ง ซึ่งเสมือน เสื้อคลุมประชาธิปไตยที่ปิดบังลักษณะเผด็จการที่เป็นเนื้อแท้ เพราะว่าคำสั่งคสช. ประกาศ คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช. ได้ถูกรับรองให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้น คำสั่งและประกาศทั้งหลายที่มีแนวโน้มละเมิดสิทธิ ซึ่งมีปฏิบัติการละเมิดสิทธิประชาชนมาโดยตลอดก็ยังดำเนินต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน (เครดิตข้อมูลบทความจากเพจ ilaw.or.th : ชื่อบทความ ปัญหารัฐธรรมนูญ 2560 ที่ไม่เป็นกฎหมายสูงสุดอีกต่อไป ไร้ฉันทามติ และลดอำนาจประชาชน




จริงๆ ยังมีอีก 2 หน่วยงาน ที่ควรจะได้รับรางวัล “ทีมด้อยประสิทธิภาพแห่งปี 2019” นี้ไปด้วยเลยในปี้นี้ ก็คือ กรมวิชาการเกษตร ในกรณีไม่พัฒนาหรือค้นหาวิธีการที่จะใช้วิธีการอื่นในการทำเกษตร โดยไม่ใช้ 3 สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อเกษตรกร และไม่มีการให้ความรู้หรือประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังและจริงใจต่อเกษตรกร ในอันที่จะให้ล้มเลิกการใช้ 3 สารเคมี ทั้งๆ ที่มีผลงานวิจัยจากต่างประเทศหลายสถาบันชี้ชัดแล้วว่า 3 สารเคมีนั้นมีอันตรายต่อพืชไร่และเกษตรกร ถึงชีวิต เป็นสารก่อมะเร็งในระยะยาว แต่หน่วยงาน กรมวิชาการเกษตร กลับยืนอยู่ข้างเดียวกับกลุ่มทุนหรือบริษัทผู้นำเข้า 3 สารเคมีนี้เข้ามาในประเทศ และเพิกเฉยต่อการทำหน้าที่ของตัวเอง ในฐานะที่ควรเป็นที่ปรึกษาที่ดีของเกษตรกรชาวไทย อีกหน่วยงานหนึ่งก็คือ “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย”  ในยุคที่นายกสมาคมชื่อว่า “สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง” ไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่เข้ามาตรวจสอบความเสียหายการใช้งบของนายกสมาคมคนก่อนหน้าของตัวเอง อีกทั้งเปลี่ยนเฮดโค้ชไป 3 คน แล้ว (จากซิโก้ มาเป็นราเยวัช มาเป็นโค้ชโต่ย และล่าสุด นิชิโนะ)  บอลชายในทุกชุด ตั้งแต่ชุด U16,U19,U23 ล้วนทำทีมตกรอบการแข่งขันทัวร์นาเม้นต์ที่สำคัญแทบทุกรายการ ยังไม่นับผลงานทีมชาติชุดใหญ่ที่ก็ไม่เข้าตาล่าสุด คือตกรอบซีเกมส์ หนล่าสุด ในรอบ 8 ปี และกำลังลุ่มๆ ดอนๆ กับการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ซึ่งก็มีทีท่าว่าจะไม่น่าผ่านเข้ารอบ 12 ทีมสุดท้ายของทวีปเอเชียไปได้ เนื่องจากไม่สามารถเก็บ 3 แต้มเต็มในนัดแรกได้ และยังต้องเหลือแมตช์ไปวัดกับมาเลเซียและเวียดนามถึงในบ้านเขา และแมตช์ไปเยือน UAE ในบ้านเขาเช่นกัน  เรียกว่า หนทางผ่านเข้ารอบไปนี้หินสุดๆ ส่วนบอลหญิงแม้จะผ่านเข้ารอบได้ไปบอลโลกมาเป็นสมัยที่ 2 แล้ว แต่โดยภาพรวมก็ยังไม่เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นของทีมฟุตบอลหญิงไทยที่จะสามารถก้าวเข้าไปเป็นทีมชั้นนำของทวีปเอเซียได้ ยังพอมีหวังอยู่บ้างก็คือทีมฟุตซอลชายของไทย ที่ยังมีผลงานและแร้งค์กิ้งอยู่ในระดับต้นๆ ของเอเชีย แต่โดยภาพรวมของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่ได้นายสมยศ พุ่มพันธ์ม่วงเข้ามาบริหารงานในยุคปัจจุบัน ขนาดมีสปอนเซอร์รายใหญ่ให้การสนับสนุน ด้วยงบประมาณอย่างเต็มที่มากที่สุดที่เคยมีมา แต่หากดูไปที่ผลงาน และการวางระบบ ยังถือว่าสอบไม่ผ่าน และปัญหาสำคัญที่สุดอีกประการก็คือ ไม่มีการวางรากฐานไปที่ลีกยุวชน หรือมีลีกสำหรับเยาวชนในบ้านเรา รวมถึงสนามแข่งขัน ศูนย์กีฬาที่ได้มาตรฐาน ในขณะที่มาเลเซีย และเวียดนาม ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ได้พัฒนาไปไกลมากแล้ว นี่เป็นอีกข้อแตกต่างที่ทำให้ส่งดอกผล ไปถึงผลงานของทีมชาติชุดใหญ่ของไทยเรา ตกต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเราในอาเซียน พัฒนาขึ้นมาก ในเกือบทุกประเทศ

นี่จึงเป็นบทสรุปว่า “ทีมด้อยประสิทธิภาพแห่งปี 2019” ในปีนี้ เพจหยิกแกมหยอก ขอยกให้กับ 3 หน่วยงานสำคัญนี้ รับเอาไป ก็คือ  สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  กรมวิชาการเกษตร สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย


หยิกแกมหยอก บทวิเคราะห์และเรียบเรียง 

บุคคลแห่งปี 2019


ประวัติ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรี 3 สมัยของไทย ถึงแก่อสัญกรรม สิริอายุ 98 ปี
จากการถึงแก่อสัญกรรมของ  พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ซึ่งจากไปอย่างสงบเมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 สิริอายุ 98 ปี นั้น
สำหรับ พล.อ. เปรม เกิดที่ ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา เป็นบุตรชายคนรองสุดท้อง จากจำนวน 8 คน ของรองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) ต้นตระกูลติณสูลานนท์ กับนางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์)


การศึกษา และ ราชการทหาร

พล.อ. เปรม สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา สงขลา ในหมายเลขประจำตัว 167 และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อปี 2480 จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเทคนิคทหารบก รุ่นที่ 5 สังกัดเหล่าทหารม้า  ภายหลังสงคราม  พล.อ. เปรม รับราชการอยู่ที่ จ.อุตรดิตถ์ และได้รับทุนไปศึกษาต่อที่โรงเรียนยานเกราะของกองทัพบกสหรัฐ ที่ฟอร์ตน็อกซ์ รัฐเคนทักกี้ แล้วกลับมารับตำแหน่งรองผู้บัญชาการโรงเรียนยานเกราะ ต่อมามีการจัดตั้งโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า ที่ จ.สระบุรี

เมื่อจบการศึกษาในปี 2484 พล.อ. เปรม ได้เข้าร่วมรบในสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา จากนั้นเข้าสังกัดกองทัพพายัพ ภายใต้การบังคับบัญชาของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ (จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์) ทำการรบในสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างปี 2485 - 2488 ที่เชียงตุง
พล.อ. เปรม ได้รับพระบรมราชโองการเป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ยศพลตรี เมื่อปี 2511 ในช่วงระยะเวลา 5 ปี  ย้ายไปเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน ในปี 2516 และเลื่อนเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ดูแลพื้นที่ภาคอีสานเมื่อปี 2517 ได้เลื่อนยศเป็นพลเอก ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี 2520 และเลื่อนเป็นผู้บัญชาการทหารบก ในปี 2521

นอกจากยศ พลเอก แล้ว พลเอกเปรม ยังถือว่าเป็นหนึ่งในบุคคล ที่ในปัจจุบันที่มิใช่พระบรมวงศานุวงศ์ ที่ได้รับยศ พลเรือเอก ของกองทัพเรือ และ พลอากาศเอก ของกองทัพอากาศ ด้วย จากการพระราชทานโปรดเกล้าฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2529 ในระหว่างที่ พลเอกเปรม ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่
ตำแหน่งทางการเมือง

ในปี 2502 ในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พล.อ. เปรม ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ และวุฒิสมาชิก ช่วงปี 2511-2516 ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร
พล.อ. เปรม รับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในรัฐบาล พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลนั้น ในช่วงปลายรัฐบาล พล.อ. เกรียงศักดิ์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ควบคู่กับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก


พล.อ. เปรม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อจาก พล.อ. เกรียงศักดิ์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523 เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของไทย ซึ่งตลอดระยะเวลาของพลเอกเปรมในการบริหารประเทศ ได้มีผลงานสำคัญมากมาย เช่น การปรับปรุงประมวลกฎหมายรัษฎากรและกฎหมายสรรพสินค้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม การสร้างงานตามโครงการสร้างงานในชนบท (กสช.) การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาล และเอกชน (กรอ.) เพื่อส่งเสริมบทบาททางการค้าและการลงทุนของภาคเอกชนภายในประเทศ การดำเนินการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยอย่างได้ผล โดยนำนโยบายการใช้ "การเมืองนำการทหาร" ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 เป็นผลให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอ่อนกำลังลงและสลายตัวไปในที่สุด
พล.อ. เปรม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3 สมัย ประกอบด้วยช่วงปี 2523-2526, 2526-2529 และ 2529-2531


หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองคมนตรี ในวันที่ 23 สิงหาคม 2531 จากนั้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2531 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ และในวันที่ 4 สิงหาคม 2541 มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี และในวันที่ 2 ธันวาคม 2559 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี จึงนับว่า พล.อ.เปรม เป็นประธานองคมนตรี 2 รัชกาล

เครดิตข้อมูลและภาพจาก Kapook.com


ในปีนี้ เพจหยิกแกมหยอก ยังขอมอบรางวัล "บุคคลแห่งปี"  ให้กับบุคคลสำคัญอีก 2 ท่าน ที่ทำประโยชน์และคุณงามความดีให้กับสังคมไทย และมีบทบาทมากทางสังคม ได้แก่




คุณไทด์  บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์    จากบทบาทหัวหน้าทีมกู้ภัย ของมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่ลงไปช่วยเหลือเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ภาคอีสาน ในปีนี้ และบทบาทการเป็นฮีโร่ช่วยคนมากมายก่อนหน้านี้ ที่ทำงานช่่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ  (ทางเพจไม่ขอลงประวัติ รายละเอียดผลงาน สำหรับบุคคล 2 ท่านหลัง)




และ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์โรคติดเชื้อ โรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ในรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

อาจารย์มีบทบาทในการเป็นผู้นำสนับสนุนให้มีการนำกัญชามาใช้ในเชิงการแพทย์ และผลักดันให้มีการนำกัญชามาสกัดทำเป็นตัวยา เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาด้วยยาอื่นให้หายขาดได้ อาทิ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง เป็นต้น อีกทั้งอาจารย์ ยังเป็นแกนนำในคณะกรรมการปฏิรูปด้านสาธารณสุข ให้มีการต่อต้าน หรือแบน 3 สารเคมีอันตรายที่ใช้ในเชิงการเกษตร อาทิ สารพาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส จนเคยถูกข่มขู่ เอาชีวิตมาแล้ว แต่อุดมการณ์และความตั้งใจที่ดีของอาจารย์ ก็มีส่วนผลักดันให้กระแสสังคมได้ตื่นตัว ออกมาปกป้องและสร้างการรับรู้ ให้ตระหนักถึงอันตราย และมาตรฐานในการรักษาความปลอดภัยให้แก่เกษตรกร และภาคประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยตรงของผลผลิตจากการเกษตร อีกด้วย

จึงคู่ควรแล้วที่บุคคลทั้ง 3 ท่าน ในปีนี้ จะได้รับรางวัล "บุคคลแห่งปี 2019" ในปีนี้

บทวิเคราะห์และเรียบเรียงโดย หยิกแกมหยอก