วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2562

พิภพราชา ภาคขยาย ตอนที่ 8 (ตัวละครหลักสำคัญแต่ไม่ใช่ตัวละครเอก ได้แก่ ขุนทหารจันทคาม นาคามิน เอกอนุเชษฐ์ และฤทธีรา)



สุกรี ได้พบกับพิกัปป์มนูผ่านการช่วยเหลือของเจ้าหญิงวิษธ์ราณี โดยสุกรีได้บอกเล่าเรื่องราวที่ทำให้พระเจ้าอธิกบุศย์ (พระเทพวาชะบุตร) ถูกศรธนูของพิกัปมนูยิง เสียบเข้าตรงราวอก ด้านพิกัปป์มนูได้อธิบายว่าตนเองไม่ได้มีเจตนาทำร้ายพระเจ้าอธิกบุศย์ เนื่องจากในตอนนั้น ต้องการเพียงยิงศรธนูเพื่อยับยั้งการโจมตีของปลามังกรยักษ์ ที่บุกเข้าโจมตีและทำร้ายชาวประมงชายฝั่ง ซึ่งปลาชนิดนี้ใหญ่มาก ต้องอาศัยศรธนูที่ลงคาถาอาคมเพื่อหยุดยั้งมัน แต่บังเอิญว่าในขณะที่ยิงศรธนูออกไปนั้น บังเกิดมรสุมลมพายุพัดพาเอาศรธนูนั้นเปลี่ยนทิศทาง และเคลื่อนย้ายหายไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้ว่าไปทิศทางใด พอรับรู้ว่าศรธนูของตนไปทำร้ายถูกพระเจ้าอธิกบุศย์จนเกิดอาการบาดเจ็บสาหัส ก็รู้สึกเสียใจ และยินดีจะเดินทางไปช่วยเหลือนำศรธนูออกให้ จากนั้นพิกัปมนูก็เดินทางมาพร้อมกับสุกรี กลับสู่อมรเมฆวิมาน เพื่อช่วยเหลือบริกรรมคาถา คลายศรธนูออกให้ จนพระเจ้าอธิกบุศย์หายจากอาการบาดเจ็บ เมื่อพบเห็นว่าพิกัปมนูเป็นพราหมณ์ และนักรบที่มีฝีมือ จึงเชื้อชวนให้รับตำแหน่งใหญ่เป็นราชครูประจำราชสำนัก แต่พิกัปมนูปฏิเสธ เนื่องจากตนเองเป็นข้าราชบริพารอยู่ที่ศรีวิชัยอยู่ก่อนแล้ว และไม่ประสงค์จะเป็นข้ารับใช้ แต่กล่าวขอบคุณที่พระเจ้าอธิกบุศย์ทรงมีน้ำพระทัยใหญ่หลวง และเงินรางวัลที่ทรงถวายให้ ก็จะนำไปช่วยเหลือคนยากจนที่อินเดียและฑิเบต เพราะเป้าประสงค์ของพิกัปมนูคือต้องการออกธุดงค์กลับไปยังอินเดียเพื่อช่วยเหลือคนจนต่อไป เหตุการณ์ในภาค 3 พาร์ทแรกก็จบลงตรงนี้

พาร์ทหลังของภาค 3 จะเป็นเหตุการณ์ที่เริ่มพัฒนาการ หรือนำไปสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญของแต่ละนครรัฐ โดยขอแยกเป็นแต่ละนครรัฐดังนี้

มหิทธินาศรังสรรค์นคร  เมื่อจับกุมอำมาตย์ราชสิงห์กลับมาได้ ก็ถูกประหารชีวิต เนื่องจากความผิดคือเป็นกบฏ ด้านมเหสีเพ็ญพิมาศ พอหมดสิ้นอำนาจก็ก่อเรื่อง ด้วยการลักพาตัวพระธิดาตัวน้อยของมเหสีเอกสรวงสุดาเทวี หลบหนีออกจากวัง เพือเอาไปเป็นตัวประกัน โดยต้องการหนีไปพึ่งเจ้านฤทธิ์นรเดช เจ้าเมืองเว้ องค์พระอัยกาเจ้า แต่ไปได้ไม่ถึงกลางทาง ปรากฏว่า เจ้าชายปรเมศฤทธี พระโอรสของตน ซี่งรับอาสาจากพ่ออยู่หัวโรจนาถราชา ให้มาเกลี้ยกล่อมพระมารดาของตนให้ยอมคืนพระธิดาน้อย และยอมกลับไปรับโทษทัณฑ์ ซึ่งการที่เจ้าชายปรเมศฤทธีต้องยอมทำเช่นนี้ ทั้งๆ ที่ฝืนความรุ้สึกตนเอง ต้องเป็นผู้อาสามาจับตัวมารดาตนเอง แล้วยังต้องแบกหน้ามาเห็นความพ่ายแพ้ของฝ่ายตน เป็นใครก็ย่อมต้องรู้สึกทำใจได้ยาก แต่เจ้าชายปรเมศฤทธีก็ทรงเด็ดเดี่ยว คิดมาดีแล้วว่า การทำเช่นนี้ แม้จะต้องยอมกลืนเลือด หักดิบกับมารดาตนเองแล้ว แต่หากทำสำเร็จก็จะได้รับความดีความชอบ พระราชบิดาจะได้ทรงเห็นผลงาน และยอมพระราชทานอภัยโทษให้แก่ตนเอง ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น งานนี้เจ้าชายปรเมศฤทธีได้รับปูนบำเหน็จให้กลับมาทรงสถานภาพ ฐานันดรในตำแหน่งเดิม คือเป็นเจ้าชาย จากตอนแรกที่ถูกปลดจากตำแหน่งไปแล้ว พอเจ้าชายปรเมศฤทธีได้รับความไว้วางใจกลับมาเช่นเดิมแล้วก็ทรงเดินแผนต่อ ด้วยการสมัครเข้าโครงการ ทดสอบเป็นองครักษ์พิทักษ์กษัตริย์ หรือชื่อโครงการ “อภิบาลกระฏุมพี”  ซึ่งเปรียบก็คล้ายหลักสูตร ซีล ของโลกปัจจุบัน  ซึ่งถ้าใครผ่านหลักสูตรนี้ไปได้ก็จะกลายเป็นนักรบชั้นหัวกระทิ มีฝีมือเก่งฉกาจ เชียวชาญการรบทุกรูปแบบ และทำงานเชิงลับหรือใต้ดิน คล้ายๆ C.I.A ของอเมริกา แต่ในโลกยุคโบราณ ต้องถือว่าหลักสูตรนี้คือสุดยอดที่สุดแล้ว เจ้าชายปรเมศฤทธีทรงคิดการณ์ใหญ่เพื่อทำให้ตนเองกอบกู้ศักดิ์ศรี และดึงอำนาจกลับมาสู่ตนเองใหม่ในอนาคตนั่นเอง

จามปา กับ กลิงคะ  พระเจ้าโฆษัณชัย กับเจ้าชายนัชปาล เดินทางไปรัฐจาม เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าวูเฟบันดงแห่งรัฐจาม แต่แท้ที่จริงแล้ว ต้องการเชื่อมสัมพันธ์เป็นทองแผ่นดินเดียวกัน ด้วยการเสนอข้อแลกเปลี่ยนด้านการทหาร และการค้า ตอบแทน หากพระเจ้าวูเฟบันดงยอมยกองค์หญิงเฟยาเลีย ให้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายนัชปาล ซึ่งเป็นข้อตกลงอภิเษกสมรสทางการเมือง ซึ่งพระเจ้าวูเฟบันดงก็ทรงเห็นด้วย จึงทรงเกลี้ยกล่อมแกมบังคับให้พระธิดาของตนยินยอมแต่งงานไปกับเจ้าชายนัชปาล ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าหญิงเฟยาเลีย เศร้าโศกพระทัยมาก คิดสั้นจะฆ่าตัวตาย ดีที่พระเชษฐา คือเจ้าชายวูเฟด๊อกเกีย มาเห็นเสียก่อน จึงช่วยไว้ทัน จากนั้นจึงออกอุบาย เขียนจดหมายไปถึงพระเจ้าเอกอนุเชษฐ์ธิราช แห่งนพธารานคร ชายคนรักของตน ให้ทราบว่า ต้องการพบเจอครั้งสุดท้าย เหตุเพราะว่าถูกบังคับให้แต่งงานไปกับชายที่ตนเองไม่ได้รักก็คือเจ้าชายนัชปาล เรื่องนี้เป็นอุบายซ้อนของเจ้าชายวูเฟอั๊กเทีย (อัทธิ์ถิรวาร) ด้วยที่ต้องการล่อให้เอกอนุเชษฐ์มาติดกับ แล้ววูเฟอั๊กเทีย (อัทธิ์ถิรวาร) ต้องการจับกุมตัวเอกอนุเชษฐ์ไว้เป็นตัวประกัน




เผ่าปายะ  เมื่อสุกรีเดินทางกลับจากอมรเมฆาธานี มาพร้อมบริวารของตน เดินทางกลับไปยังหมู่บ้านเกษตรเพื่อเยี่ยมเยียนมารดาของตน แล้วเดินทางต่อไปยังเผ่าปายะ ระหว่างทางขุนทหารจันทคามก็ขอสุกรีเดินทางมาด้วย พอมาถึงหมู่บ้านเกษตรพบเห็นพระสนมมธุรสเทวี ก็อาศัยจังหวะสุกรีเดินทางไปยังเผ่าปายะ แล้วย้อนกลับมาพูดคุยเพื่อสอบถามมธุรสเทวี ถึงเรื่องราวของเจ้าชายน้อยที่หายตัวไปจากกรุงโลกาบรรณพิภพ ที่ชื่อเจ้าชายเศกปนัท ซึ่งมธุรสเทวีพอรู้ว่าขุนทหารจันทคามเป็นสายลับทำงานให้อำมาตย์พิชิตสังขลาทร ก็ไม่ยินยอมบอกความจริง แต่พอทราบว่า พระเจ้าอติภพภูวนารถทำพระราชพินัยกรรมยกตำแหน่งพระราชาให้แก่เจ้าชายเศกปนัท หากตามหาเจ้าชายเศกปนัทไม่เจอ แผ่นดินก็จะขาดผู้สืบราชบัลลังก์ จึงยินยอมบอกความจริงให้ แต่ท้ายที่สุดมธุรสเทวีก็แนะให้ขุนทหารจันทคามไปถามความจริงเอาจากพระฤษีอิสรดาบถจะดีกว่า เนื่องจาก น่าจะรู้ข้อมูลมากกว่าตน เพราะว่ามธุรสเทวีหนีออกจากกรุงโลกามาพร้อมกับท้าวพิศาลสมุทร แอบมีบุตรด้วยกันคือสุกรี ไม่ใช่เจ้าชายเศกปนัท จึงไม่ทราบว่าแท้ที่จริงแล้วเจ้าชายเศกปนัทเป็นใคร และยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ พอขุนทหารจันทคามไปพบฤษีอิสรดาบถ จึงทราบความจริงว่า ที่แท้ เจ้าชายเศกปนัทก็คือ นาคามิน ทีถูกทิ้งให้นอนอยู่บนเรือแจวให้ลอยตามน้ำไปติดเกาะไปรยาทฉิมพลี แล้วถูกปู่ฤษีเขื่อนขันธ์ นำมาชุบเลี้ยงเป็นศิษย์ของสำนักเนราญนารายณ์  ด้านสุกรีย้อนกลับมาหามารดาอีกครั้ง เพื่อมอบของฝากที่เตรียมมา แต่ลืมให้ จึงวกกลับมาอีกครั้ง โดยควบม้ามาคนเดียว โดยให้บริวารรั้งรออยู่ที่กลางป่า สุกรีวกกลับมามอบของฝากให้มารดาเสร็จ กะว่าจะไปล้างหน้าล้างตาแป๊บนึง เผลอไปได้ยินเสียงคนพลอดรักกันในบ้านปลายไร่ ที่เคยเป็นที่อยู่ของตน ได้ยินเสียงคนทำรักกันเสียงดัง จึงถือวิสาสะแอบลอบมองดู จึงพบความลับที่ไม่คาดคิดขึ้นก็คือ ปานัฆเรกับอุรามณี แอบเล่นชู้กันในบ้านปลายไร่ จึงทำให้สุกรีล่วงรู้ว่าทั้ง 2 คนมีสัมพันธ์ชู้สาวกัน แต่สุกรียังไม่ทันที่จะมีปฏิกิริยาต่อเรื่องนี้อย่างไร จำต้องรีบเดินทาง เพราะบริวารรออยู่ จึงปลีกตนเองจากมา โดยมีคำถามอยู่ในใจ  ด้านนาคามิน ไปเยี่ยมเยียนเจ้าหญิงอรอนิน โดยที่ไปแอบหลบอยู่ใต้บึงบัว กะว่าจะโผล่มาทำเซอร์ไพร้ซ์ แต่ว่าระหว่างที่กำลังจะโผล่มาทำเซอร์ไพร้ซ์ บังเอิญว่าพระเจ้าอธิกบุศย์เสด็จมาหาเจ้าหญิงอรอนิน พอดี จึงทำให้นาคามินต้องลากลับ แต่ยังคงหลบซ่อนอยู่เพื่อแอบฟัง ระหว่างนั้น พระเจ้าอธิกบุศย์ทรงขอองค์หญิงอรอนินแต่งงาน โดยพระเจ้าอธิกบุศย์ได้ทำการพูดคุยกับพระราชินีอุทัยวรรณเรียบร้อยแล้ว ทรงไม่ขัดข้อง จึงมาแจ้งข่าวดีนี้แก่เจ้าหญิงอรอนินด้วยพระองค์เอง เจ้าหญิงอรอนินก็ทรงตอบตกลง เนื่องจากความรักของคนทั้ง 2 ก่อตัวขึ้น ตั้งแต่ช่วงที่ไปศึกษาเล่าเรียนกันที่เนราญนารายณ์แล้ว นาคามินพอได้ยินเช่นนี้ก็หัวใจแตกสลาย เหตุเพราะว่า ก็หลงรักในตัวองค์หญิงอรอนินเช่นกัน  แต่แท้ที่จริงแล้ว นาคามินก็คือเจ้าชายเศกปนัท มีศักดิ์เป็นพี่ชายแท้ๆ ขององค์หญิงอรอนิน เนื่องจากเป็นโอรสธิดา จากพระมารดาพระองค์เดียวกัน นั่นก็คือ พระราชินีอุทัยวรรณ แต่ในตอนนั้นนาคามินยังไม่รู้ว่าตนเองคือเจ้าชายเศกปนัท และลุ่มหลงในตัวองค์หญิงอรอนินไปแล้ว  อารมณ์พระรองอกหัก เศร้าเสียใจ เพราะไปแอบหลงรักคนที่เขามีเจ้าของแล้ว แต่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือ ภายหลังมารู้อีกทีว่า คนที่ตนหลงรัก แท้ที่จริงเป็นน้องสาวแท้ๆ ของตน (ใครที่เป็นคอหนังจีนกำลังภายใน คงจะจำได้ เรื่องกระบี่ไร้เทียมทาน ฮุ้นปวยเอี๊ยงหลงรักในตัวต๊กโกวหงส์ ซึ่งเป็นบุตรีของต๊กโกวบ้อเต๊ก แต่ท้ายที่สุดแล้ว กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ เพราะภายหลัง ซิมเม่งกุน ที่เป็นมารดาของต๊กโกวหงส์ ออกมาเผยความจริงว่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เธอแอบมีสัมพันธ์รักชู้สาวกับ แชซ้ง ประมุขสำนักบู๊ตึ๊ง แอบได้เสียกันก่อน ที่จะมาแต่งงานอยู่กับต๊กโกวบ้อเต๊ก ทำให้ทุกคนเข้าใจผิด คิดว่าต๊กโกวหงส์ คือลูกสาวของประมุขพรรคมาร แต่แท้ที่จริงแล้วต๊กโกวหงส์คือลูกติด ของซิมเม่งกุนกับแชซ้ง ซึ่งแชซ้งเป็นบิดาของฮู้นปวยเอี๊ยง แต่แอบเลี้ยงส่งเสียให้อยู่ในพรรคในฐานะเด็กก้นครัว ไม่สอนวิทยายุทธ์ให้ และปิดเป็นความลับ เพราะเกรงว่าศิษย์คนอื่นจะล่วงรู้ เพราะตามกฎสำนัก ประมุขบู๊ตึ๊งมีบุตรไม่ได้ เพราะเป็นนักบวช และเจ้าสำนัก ยังมีอีกหลายเรื่องในละครไทยก็มี ที่พี่น้องพลัดพรากกันตอนเด็ก พอโตมาไม่รู้ เกิดรักกัน พอตอนหลังมาเฉลยว่าเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน)  ความเสียใจเรื่องความรักของนาคามินคงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร เพราะในชีวิตของนาคามิน ได้เคยปวารณาตัวต่อพระอาจารย์ปู่ กับพระอาจารย์ใหญ่แล้วว่า จะทำงานถวายตัวรับใช้สำนักเนราญนารายณ์ และราชสำนักนพธารานคร แม้พลีชีพก็ยอม




ขุนทหารจันทคามพอได้รับคำแนะนำจากพระอาจารย์ฤษีอิสรดาบถว่าให้ไปหาพระอาจารย์ปู่ฤษีเชื่อนขันธ์ที่นพธารานคร เพื่อสอบถามเรื่องนาคามิน เพราะเป็นคนชุบเลี้ยงชีวิตให้แก่นาคามินจากเด็กทารกที่ลอยตามน้ำมา เมื่อไปถึงบอกเล่าจุดประสงค์การมา และขอสอบถามความจริง จึงทราบจากอาจารย์ปู่ว่าจริงหรือไม่ อาจารย์ปู่จึงยอมรับว่า เก็บเด็กทารกคนนั้นมาเลี้ยงจริง ซึ่งก็เติบโตขึ้นมาเป็นนาคามิน ทำให้ขุนทหารจันทคามบอกความจริงแก่ทุกคนในราชสำนักว่า นาคามินก็คือเจ้าชายเศกปนัท ผู้สูญหายไปจากกรุงโลกา และบัดนี้ตามพระราชพินัยกรรมของพระเจ้าอติภพภูวนารถ ระบุว่าทรงเป็นผู้สืบราชบัลลังก์องค์ต่อไป แต่ ณ ขณะนั้น ทั้งนาคามิน และพระเจ้าเอกอนุเชษฐธิราช หายตัวไปจากราชสำนักพร้อมกัน โดยทุกคนสันนิษฐานว่า อาจเดินทางออกจากวังไปพร้อมกัน จึงให้ทหารออกตามค้นหา สาเหตุที่เอกอนุเชษฐ์หายตัวไปพร้อมกับนาคามิน ก็เพราะทรงให้นาคามินไปเป็นเพื่อน ทรงลักลอบเข้าไปยังราชสำนักจามปา เพื่อไปหาเจ้าหญิงเฟยาเลีย ที่เขียนจดหมายตัดพ้อ ต้องการเจอพระองค์ เพราะถูกพระบิดาบังคับให้อภิเษกสมรสไปกับเจ้าชายนัชปาล แห่งกลิงคะ ซึ่งพระองค์ไม่ได้ทรงรัก อีกทั้งเอกอนุเชษฐ์ในตอนนั้นก็ยังมีใจให้เฟยาเลียอยู่ และสงสารที่ต้องถูกบังคับให้แต่งงานกับชายอื่น อีกทั้งอาจเป็นการพบกันเป็นครั้งสุดท้าย จึงตัดสินพระทัยที่จะเดินไปทางไปหาตามคำขอร้องของเฟยาเลีย แต่เมื่อไปเจอกันแล้ว เอกอนุเชษฐ์ก็พยายามเกลี้ยกล่อมให้เฟยาเลียตัดใจจากพระองค์ ในเมื่อเป็นกุศโลบายประสานผลประโยชน์ของ 2 นครรัฐ แต่เฟยาเลียไม่ยินยอม ต้องการจะหนีออกจาวัง ติดตามเอกอนุเชษฐ์กลับไป แต่เจ้าชายวูเฟอั๊กเทีย (อัทธิ์ถิรวาร) พอทราบว่ามีคนบุกรุกเข้าวังมา จึงให้ทหารล้อมจับ พอรู้ว่าเป็นเอกอนุเชษฐ์กับนาคามิน ก็ยิ่งคลั่งแค้น เพราะเป็นโจทก์เดิมกันอยู่แล้ว นาคามินวิ่งหลอกเพื่อดึงทหารให้ติดตามตนเองไป เพื่อเปิดทางให้เอกอนุเชษฐ์หลบหนี สุดท้ายนาคามินถูกจับกุมตัวไปได้ ส่วนเอกอนุเชษฐ์ได้รับการช่วยเหลือจากเซเดบาลา บุตรีของ หน.เผ่าโชนัน รอดเงื้อมมือของพวกจามไปได้ จากนั้นเอกอนุเชษฐ์ได้รับการรักษาพยาบาลจากเซเดบาลา จนหายเจ็บ แล้วต้องการจะหลบหนีออกไป แต่ก็ไปเผชิญทหารของจามที่ดักซุ่มอยู่ ซึ่งรอว่าเอกอนุเชษฐ์อาจจะหลบหนีอยู่ในเผ่าโชนัน จึงวางกับดักรั้งรออยู่ เซเดบาลามีโอกาสช่วยเหลือเอกอนุเชษฐ์อีกครั้ง เซเดบาลาโกรธที่เอกอนุเชษฐ์หนีออกจากเผ่าโดยไม่แจ้งหรือร่ำลา ทั้งๆ ที่เป็นคนช่วยเหลือเอาไว้ เอกอนุเชษฐ์สำนึกผิด จึงยอมเชื่อฟังเซเดบาลา เซเดบาลามีใจชมชอบเอกอนุเชษฐ์ตั้งแต่แรกเห็น เพราะเป็นหนุ่มรูปงาม สุดท้ายมีโอกาสสอนการต่อสู้เชิงยุทธ์ให้เอกอนุเชษฐ์ไว้ป้องกันตัว  ระหว่างสอนเชิงยุทธ์กันในวันหนึ่ง เซเดบาลาเผลอไปเหยียบกับดักธนูที่วางเอาไว้ป้องกันศัตรูจากนอกเผ่า ทำให้ได้รับบาดเจ็บ และพลัดตกลงไปในหลุมพราง ใต้พื้นดิน พร้อมๆ กับเอกอนุเชษฐ์ ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันในหลุม ทำให้ทั้งคู่ก่อเกิดความสัมพันธ์ลึกซึ้ง เสน่หา กามารมณ์ อารมณ์พาไป เผลอใผลเลยเถิดจนมีสัมพันธ์ทางเพศแก่กัน พอวันรุ่งขึ้น เอกอนุเชษฐ์ปีนขึ้นจากหลุมได้ และพบว่าไม่มีศัตรู มั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว จึงใช้เชือกเหนี่ยวรั้งร่างของเซเดบาลาขึ้นมา และพากลับเข้ากระโจมที่พัก และไปตามหมอมารักษา เรื่องรู้ถึงหู หน.เผ่า และหมอตรวจพบว่า มีคราบอสุจิติดอยู่ภายในอวัยวะเพศของเซเดบาลา ทำให้รู้วาคุณหนูเสียความบริสุทธิ์แล้ว จึงเอาเรื่องนี้ไปแอบบอกต่อ หน.เผ่า  พอโชนันบาเลียว (หน.เผ่า) รู้จึงลากคอเอกอนุเชษฐ์มาซ้อมปางตาย และให้ยอมรับว่าเป็นคนทำ แต่พอเซเดบาลาฟื้นขึ้นมา จึงขอร้องบิดาของตนว่า ตนเองกับเอกอนุเชษฐ์ชอบพอกัน ขอให้ไว้ชีวิตของเอกอนุเชษฐ์ โชนันบาเลียวยินยอมจะไว้ชีวิตเอกอนุเชษฐ์แต่บังคับให้ต้องแต่งงานกับบุตรีของตน หากว่ายินยอม จึงจะไว้ชีวิต ซึ่งในตอนนั้นทุกคนในเผ่าโชนัน ล่วงรู้แล้วว่า เอกอนุเชษฐ์เป็นถึงพระราชาของนพธารานคร ซึ่งมีศักดิ์และเกียรติยศสูงกว่าพวกของตน จึงรวบรัดให้เอกอนุเชษฐ์ยินยอมรับเซเดบาลาเป็นพระมเหสี และบังคับให้ทำพิธีแต่งงานกันทันทีภายในชนเผ่า แม้จะไม่มีญาติสนิทมิตรสหายของเอกอนุเชษฐ์เลยแม้แต่คนเดียว แต่เป็นการจัดงานอภิเษกสมรสตามประเพณีของชนเผ่า ซึ่งเอกอนุเชษฐ์จำต้องยอมปฏิบัติตาม เพราะในตอนนั้น ไม่อาจเดินทางกลับไปบอกข่าวแก่ใครที่นพธารานครได้ เพราะถูกปิดล้อมโดยพวกจามปาอยู่

ด้านนาคามิน พอถูกจับกุมตัวไปยังจามปา ก็ถูกพระครูกฤษดาอารยันทรมานทุกวัน อย่างแสนสาหัส ทรมานร่างกายอยางเหี้ยมโหด ทุกข์ทรมานปางตาย แต่วูเฟอั๊กเทีย (อัทธิ์ถิรวาร) ปรามเอาไว้ ว่าอย่าให้ถึงขนาดเสียชีวิต เพราะต้องการใช้นาคามินเป็นตัวประกัน เพื่อต่อรองล่อหลอกให้ตามจับกุมตัวเอกอนุเชษฐ์ให้ได้อีกคน

พระวิเศษศาสตราจำแลงร่างแปลงกายเป็นทหารยามบุกเข้าไปคุกใต้ดิน สถานราชทัณฑ์ของราชสำนักปราสาทขาว เพื่อช่วยเหลืออดีตพระราชามนัสกษัตร ให้ออกมาได้ จากการช่วยเหลือทางทหารจากกองกำลังของกลุ่มกบฏฟ้าทมิฬของเจ้าชายศิระติกาล พันธมิตรเพื่อนซี้ จากนั้นก็บุกยึดพระราชวังปราสาทขาวคืนจากพระเจ้าปัณณฑัต จับกุมพาลี และควบคุมตัวพระเจ้าปัณณฑัต กับองค์พระมเหสีสุวีญาเทวีเอาไว้  

เจ้าชายอัศวเทพ ภายหลังเดินทางไปเที่ยวเตร่ยังเนราญนารายณ์กับพัดเศวก พอกลับมาก็ถูกพระเจ้าโรจนาถราชาเรียกไปอบรม เนื่องจากทรงทำให้ผิดหวัง บ้านเมืองกำลังเกิดปัญหา แต่เหตุใดไม่รีบเดินทางกลับ ทำให้เจ้าชายอัศวเทพล่วงรู้ว่า ตอนนี้ 5 เมืองบริวารเกิดแข็งข้อกบฏขึ้น จึงขออาสาไปเป็นตัวแทนเพื่อขอเจรจากับ 5 เมืองบริวาร เจรจาเกลี้ยกล่อม แต่เมื่อไปถึงกลับถูกอุบายของเจ้าเมืองสวัลญาวางยาสลบในน้ำจัณฑ์แล้วจับกุมตัวไว้




เจ้าชายฤทธีรา (ชื่อใหม่ของเจ้าชายปรเมศฤทธี) เปลี่ยนชื่อหลังจากจบหลักสูตรเป็นนักรบอภิบาลกระฏมพีแล้ว ที่ทรงไม่ไว้วางพระทัย จึงแอบลักลอบติดตามไปห่างๆ บุกเข้าช่วยเหลือพระเชษฐาของตนออกมาได้ และสังหารเจ้าเมืองสวัลญา ด้วยการตัดศีรษะทิ้ง จากนั้นจึงขู่เจ้าเมืองบริวารที่เหลือทั้ง 4 ว่าให้ยินยอมสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักมหิทธินาศรังสรรค์ต่อไป ไม่เช่นนั้น จะเป็นอย่างเจ้าเมืองสวัลญา ทำให้สามารถสงบศึกเมืองบริวารในหนแรกนี้ไปได้ด้วยดี เป็นฝีมือของเจ้าชายฤทธีราล้วนๆ ทำให้ทรงได้รับปูนบำเหน็จ จากโรจนาถราชา เป็น มงกุฎเพชร โล่เหรียญตรา และดาบเทวราช ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ขั้นสูงสุดของราชอาณาจักร จากเหตุการณ์นี้ทำให้บารมีของเจ้าชายฤทธีราแผ่ไพศาลบดบังรัศมีของเจ้าชายอัศวเทพอย่างหมดสิ้น และทรงพร้อมทุกย่างที่จะได้ก้าวเป็นองค์รัชทายาทอันดับ 1 เพียงแต่ในเวลานี้โรจนารถราชาได้รับการแนะนำจาก พระปุราณะภิธาน (โหรพราหมณ์จากศรีวิชัย) อดีตพระสหายของโรจนาถราชา ที่เดินทางมาเพื่อแนะนำให้โรจนารถราชาออกผนวช หรือบวชพราหมณ์เพื่อสร้างบุญบารมีให้เกิดกับราชอาณาจักรมหิทธินาศรังสรรค์ เพราะเห็นนิมิตคำทำนายว่ามหิทธินาศรังสรรค์อาจถึงกาลอวสานหากไม่ตัดสินพระทัยแก้ปัญหาที่ซ่อนหมกเม็ดอยู่ โรจนาถราชาจึงออกผนวชไปตามคำแนะนำของพระมหาปุราณะภิธาน โดยยังไม่ได้แต่งตั้งให้ใครเป็นองค์รัชทายาทกันแน่ ระหว่างเจ้าชายอัศวเทพ กับเจ้าชายฤทธีรา ซึ่งก็กลายเป็นชนวนปัญหาต่อมาในภาคที่ 4 ในศึกเมืองบริวารหนที่ 2

เหตุการณ์ในภาค 3 ขอจบลงตรงนี้ ส่วนเหตุการณ์ในภาค 4 นั้นเข้มข้นที่สุด สนุกทุกตอน เพราะเป็นภาคจบแล้ว ยิ่งกว่า Game of Thrones ซีซั่นสุดท้ายเสียอีก  ไว้ว่างจะมาเล่าต่อในเหตุการณ์ภาคจบต่อไป

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ตอนที่ 2 ปัญหาหนี้ครัวเรือน – หนี้นอกระบบ – หนี้สาธารณะ


ปัญหาหนี้ครัวเรือน – หนี้นอกระบบ – หนี้สาธารณะ

เวลานี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาเรื่องหนี้สิน เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมไทย หรือใครจะปฏิเสธ ดูเหมือนบรรดานักการเมือง หรือผู้บริหารประเทศ จะนิ่งดูดายกับปัญหานี้มานาน เพราะไม่เช่นนั้น ระดับความรุนแรงของมัน น่าจะลดน้อยถอยลงบ้าง แต่นี่กลับพอกพูน และทวีความรุนแรงหนักหน่วงขึ้นมาก ไปดูความหมายของหนี้ในระดับต่างๆ กัน



1.หนี้ครัวเรือน คือหนี้สินที่เกิดขึ้นจากภาคเอกชน ในระดับปัจเจกบุคคล ซึ่งรวมเอาหนี้ส่วนบุคคลเอาไว้ด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ มันคือหนี้โดยรวมของสมาชิกในครอบครัวแต่ละคนมารวมกัน เช่น ในครอบครัวประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก ลุง ป้า น้า อา หลาน กี่คนก็ตาม ภายในบ้าน 1 หลัง เราเรียกหนี้รวมทั้งหมดของสมาชิกครอบครัวนั้นว่า หนี้ครัวเรือน บางครั้งครอบครัวประกอบด้วยเพียง 2 คน คือสามีกับภรรยา เราก็เรียกหนี้โดยรวมของ 2 คนนี้ว่า หนี้ครัวเรือนเช่นกัน เพราะถือว่า 2 คนนี้สมรสอยู่กินกันเป็นครอบครัวแล้ว หนี้ครัวเรือนนี้ แม้ดูผิวเผินเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล หรือปัญหาของแต่ละครอบครัว ซึ่งมากน้อยก็แล้วแต่ครอบครัวนั้น แต่ในความเป็นจริง ถ้ารวมเอาทุกครอบครัวในสังคม หรือระดับประเทศมารวมกัน ต้องถือว่า เป็นหนี้ก้อนโต ในระดับมหภาค ที่จะว่าไปแล้ว เป็นปัญหาที่เวลานี้ใหญ่ในระดับประเทศแล้ว
(เปิดตัวเลข “หนี้ครัวเรือน” ปี’61 คนไทยแบกหนี้ 12.83 ล้านล้านบาท ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 78.6% ต่อจีดีพี
วันที่ 1 April 2019 - 20:11 น. อ้างอิง ประชาชาติธุรกิจ)



2.หนี้นอกระบบ คือหนี้สินที่เกิดจากภาคเอกชน หรือในระดับปัจเจกบุคคลเช่นกัน แต่มีการจำแนกว่า อยู่ในระบบ กับนอกระบบ คำถามคือทำไมต้องแยกเป็นหนี้ในระบบกับหนี้นอกระบบ ก็เพราะหนี้ในระบบ ควบุคมได้ คือมีเพดานกำหนดในการเรียกเก็บดอกเบี้ยอย่างตายตัว และเจ้าหนี้ทุกคน ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ในการตามหนี้จากลูกหนี้ และลูกหนี้ก็สามารถได้รับการคุ้มครองจากกฏหมาย หรือสามารถใช้กฎหมายในการเจรจาต่อรอง หรือขอผ่อนผัน และบรรเทาภาระหนี้ลงได้ แต่หนี้นอกระบบนั้นตรงกันข้ามเลย คือกฎหมายไม่สามารถเข้าไปจัดการอะไรได้มากนัก นอกจากตามจับกุมบรรดาเจ้าหนี้นอกระบบเหล่านี้ แต่หากไม่สามารถตามจับกุมตัวได้ บรรดาเจ้าหนี้นอกระบบเหล่านี้ก็กระทำกับลูกหนี้แบบนอกกฎหมาย ทั้งทวงหนี้โหด เก็บดอกเบี้ยโหดในอัตราสูง จนทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถผ่อนจ่ายให้เงินต้นลดลงได้ หรือแม้แต่ดอกเบี้ย ก็ยังไม่สามารถผ่อนจ่ายได้ครบตามระยะเวลาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบได้ จนเห็นเป็นข่าวอยู่เนืองๆ ที่บรรดาลูกหนี้ทั้งหลายถูกทำร้าย เอาชีวิต และบางรายถึงกับต้องฆ่าตัวตายเพื่อหนีหนี้หรือภาวะความเครียดจากการถูกทวง/ตามหนี้ ปัญหาหนี้นอกระบบในสังคมไทย เท่าที่เป็นอยู่ ต้องถือว่ายังคงมีอยู่ และแม้จะลดลงบ้าง จากมาตรการปราบปรามอย่างหนักหน่วง ในช่วงยุครัฐบาล คสช. แต่ในสภาพความเป็นจริง ต้องยอมรับว่า หนี้นอกระบบยังคงฝังรากอยู่ในทุกหัวระแหงของสังคมไทย แม้ว่าภาครัฐจะพยายามผลักดัน ไมโครไฟแนนซ์หรือสถาบันการเงินระดับรากหญ้าเพื่อลงไปช่วยเหลือ แก้ปัญหาการเข้าถึงเงินทุนของประชาชนรากหญ้าหรือรายย่อยก็ตาม แต่ต้องถือว่าเป็นความล้มเหลงของการประชาสัมพันธ์ของภาครัฐหรือไม่ก็การกระจายตัวของไมโครไฟแนนซ์เหล่านี้ยังไม่มากพอ ทำให้ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่ เลือกที่จะใช้บริการหนี้นอกระบบที่มีอยู่เกลื่อนกลาดและเข้าถึงได้ง่ายกว่า เป็นทางเลือกเดียวที่เขามีอยู่ แม้จะรู้ว่าเสี่ยงและถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างมากก็ตาม คำถามคือภาครัฐจะแก้โจทก์นี้อย่างไร เพราะนับวันปัญหาหนี้นอกระบบไม่ได้ลดลงเลย




3.หนี้สาธารณะ คือหนี้สินภาครัฐ ที่เกิดขึ้นได้จากภาครัฐเท่านั้น เกิดจากการใช้จ่ายของทางภาครัฐที่ต้องการลงทุนในโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่ หรือกับนโยบายรัฐบาลบางอย่าง ที่ต้องใช้ตัวเงินในการเบิกจ่ายจำนวนมาก แต่เงินงบประมาณของทางภาครัฐมีไม่เพียงพอ จนต้องเกิดการกู้ยืมมาลงทุน หรือใช้จ่ายในโครงการนั้นๆ หนี้ชนิดนี้ไกลตัวจากบรรดาเราๆ ท่านๆ ที่เป็นชาวบ้านตาดำๆมากนัก แต่อย่าลืมว่า ผลกระทบของหนี้สาธารณะที่ภาครัฐเป็นคนก่อ ท้ายที่สุดจะส่งผลถึงประชาชนชาวบ้านตาดำๆ อย่างเราๆ ท่านๆ แบบหนีไม่พ้นเช่นกัน เพราะหนี้สาธารณะเป็นตัวบ่งบอกสถานะทางการเงินของภาครัฐ หรือเงินคงคลังของประเทศ ไม่ต่างจากหนี้ครัวเรือน เป็นตัวบ่งบอกสถานะการเงินของครอบครัวหรือภาคเอกชน ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น เราจึงนิ่งดูดายไม่ได้เช่นกัน เมื่อเห็นว่า หนี้สาธารณะในระดับประเทศก็พอกพูนคูณทวีเป็นไปในทิศทางเดียวกับหนี้ครัวเรือน ไม่แตกต่างกันเลย 

กล่าวโดยสรุปก็คือ ไม่ว่าจะเป็นระดับจุลภาค คือหนี้ครัวเรือนหรือหนี้ส่วนบุคคล ก็มีทิศทางเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันหนี้สาธารณะซึ่งเป็นหนี้ภาครัฐก็ไปในทิศทางเดียวกัน มันเป็นตัวบ่งบอกอะไรได้มากกมาย
(ก.คลัง กางตัวเลขหนี้สาธารณะสิ้นปี’61 เฉียด 7 ล้านล้าน เป็นหนี้รัฐบาล 5.5 ล้านล้าน อ้างอิง ข่าวสดออนไลน์)

คำถามคือ แล้วไอ้หนี้สินนี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วอะไรคือสาเหตุกันแน่

หนี้สินคือผลลัพธ์ของการจัดการปัญหาการเงิน กล่าวคือ เมื่อใดที่รายจ่ายหรือค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายรับหรือเงินทุนที่มีอยู่ ส่วนต่างตรงนั้น ก็คือหนี้สิน นั่นเอง ทำให้เป็นจุดเริ่มของการก่อหนี้ การกุ้ยืมเงิน มาชดเชยส่วนต่างตรงนี้ คำถามคือแล้วเราไม่กู้ยืมได้มั๊ย คำตอบก็คือ ก็ได้ ถ้าไม่กู้ยืมหรือสร้างหนี้ ก็มีหนทางอีกแบบนึง ก็คือ เอาทรัพย์สินไปขาย หรือควักเงินเก็บหรือเงินทุนออกมาใช้ หรือเอาทรัพย์สินมีค่าไปจำนำ อย่างที่พ่อแม่ผู้ปกครองมักทำกันในช่วงใกล้เปิดเทอม อย่างที่เราได้เห็นตามข่าว แต่เมื่อไหร่ ที่ทางเลือกเหล่านั้นหมดลง หรือไม่มี ท้ายที่สุดคุณก็ต้องกู้ยืมอยู่ดี อันนี้หมายรวมถึงภาคธุรกิจด้วย ถ้าคุณมีรายรับ ไม่พอกับรายจ่าย คุณจักควักเงินทุนมาใช้เหรอ ส่วนใหญ่ภาคธุรกิจก็จะเลือกที่จะใช้สินเชื่อหรือเงินกู้ยืม เช่นกัน นี่จึงเป็นจุดเริ่มที่ทำให้เกิดการก่อหนี้ ในระดับภาครัฐหรือระดับประเทศก็เช่นเดียวกัน ถ้าเขาไม่สามารถลดรายจ่ายและเพิ่มรายรับได้ ก็จำเป็นต้องก่อหนี้ ในรูปเงินกู้ยืม เฉกเช่นเดียวกับภาคเอกชนหรือธุรกิจเช่นกัน

ที่บอกว่า ปัญหาหนี้สิน คือผลลัพธ์ของการจัดการปัญหาการเงินนั้น แท้ที่จริงแล้ว ถ้าเราสามารถบริหารจัดการเงินในกระเป๋าหรือเงินในหน้าตัก เราได้ คือทำอย่างไรก็ได้ที่จะทำให้รายได้ รายรับ หรือยอดขาย มันมากกว่า รายจ่าย ค่าใช้จ่าย ได้แล้ว ปัญหาหนี้สินก็จะไม่เกิดขึ้น แถมยังมีเงินเหลือเก็บอีกด้วย แล้วอะไรที่ทำให้ คนเราไม่สามาถหารายได้มากกว่ารายจ่าย บางคนก็อ้างสาเหตุว่า เป็นเพราะ ยอดขายตก ต้นทุนการผลิตหรือต้นทุนสินค้าเพิ่ม ทำให้กำไรลดลง เศรษฐิกิจไม่ดี ทำยอดขายหรือรายรับลดลง บ้างก็ว่าส่วนแบ่งการตลาดลด โดนคู่แข่งแย่งลูกค้าไป บ้างก็ว่า ประสบปัญหาขาดทุนจากการลงทุนผิดพลาด ปัญหา disruption ในภาคธุรกิจของตน บลาๆๆ แล้วแต่จะสรรหาเหตุผลมาอธิบาย จริงๆ แล้วปัญหาหนี้สิน ไม่ใช่มีแต่ประเทศไทยที่ประสบปัญหาอยู่ประเทศเดียว แม้แต่ประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา ยุโรป จีน ก็กำลังประสบปัญหาเรื่องนี้เฉกเช่นเดียวกับเรา และอาจจะหนักหนาสาหัสสากรรจ์กว่ามากด้วย จนเป็นต้นตอของการเปิดสงครามทางการค้าระหว่างกันอยู่ในขณะนี้ 

หนี้สินภาคครัวเรือนหรือระดับปัจเจกบุคคล ยังพอจะแก้ไขให้บรรเทาลดน้อยลงได้บ้าง ด้วยการแก้ที่พฤติกรรมการใช้จ่าย การบริโภคของคุณลง และพยายามเร่งหารายได้เพิ่ม ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง ปัญหาก็จะบรรเทาลงจนอยู่ในระดับที่จะสามารถบริหารจัดการได้ แต่ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศพอกพูน ยังไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนแก้ได้สำเร็จ สุดท้ายก็ต้องให้ประชาชนรับกรรม ด้วยการรับภาระหนี้เหล่านั้นแทน นี่สิ เป็นเรื่องที่แม้แต่ การที่คุณมีบุญเก่า ทำกรรมดีมาทั้งชีวิต ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยง กรรมร่วม เวรที่ก่อโดยผุ้บริหารประเทศห่วยๆ บางคนได้ทำเอาไว้ได้ อนุโมทนาสาธุ ขอให้ท่านทั้งหลายผ่านปัญหาหนี้สินส่วนบุคคลไปได้ด้วยดี เถิด.....สาธุ



บทความโดย เพจหยิกแกมหยอก

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าอยุ่หัวฯ ร.10




เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10 พุทธศักราช 2562

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ขอเดชะ 

ข้าพระพุทธเจ้า บล็อกหยิกแกมหยอก













วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562

พิภพราชา ภาคขยาย ตอนที่ 7 (สุกรีออกตามหาศรธนูที่ทำร้ายพระเทพวาชะบุตร และผู้หญิงทั้ง 5 ของสุกรี)



เนื้อหาในภาคที่ 3 จะเริ่มเข้มข้นขึ้นแล้ว มาถึงตอนแรก ก็เป็นฉากที่สุกรีบุกลักลอบเข้าไปยังพระราชวังปราสาทขาว เพื่อช่วยเหลืออมินตราออกมาจากวัง เนื่องจากเธอถูกจับได้ว่าหลบหนีมาอยู่บ้านของสุกรีที่แคว้นราโชทัย และยังแอบมีบุตรด้วยกัน ทำให้มนัสกษัตรโกรธมาก แต่การที่สุกรีบุกมาช่วยเหลืออมินตรานั้น เขาไม่ได้มาคนเดียว มาพร้อมสมุนที่เป็นพวกอมนุษย์จากเผ่าปายะ และวนัสปตี อีกทั้งยังมีบิดาของตน (ท้าวพิศาลสมุทร) ที่แอบติดตามมาช่วยเหลือด้วย โดยอำพรางตนเองด้วยชุมคลุมสีดำ ปิดหน้าเอาไว้ โดยท้าวพิศาลสมุทรเป็นคนควบคุมตัวมนัสกษัตรเอาไว้ได้ ทำให้ฝ่ายมนัสกษัตร จำยอมปล่อยตัวอมินตรา แต่ถึงจะไม่จำยอม ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบอยู่แล้ว เนื่องจากกองกำลังของนวเกศ ไม่อาจต้านทานกองกำลังของเผ่าปายะ และสุดยอดฝีมือทั้งหลายไม่ได้ สุกรีขอปรึกษาราชครูศรีอาท เป็นบุคคลเพียงคนเดียวในนวเกศ ที่สุกรีพอจะพูดคุยด้วยได้ เนื่องจากเคารพนับถือกัน ศรีอาทให้คำแนะนำต่อสุกรีว่า น่าจะไปเชิญพระเจ้าปัณณฑัต องค์พระปิยเรศ กลับมาครองราชย์ จากนั้นจับกุมตัวมนัสกษัตรไปขังในคุกมืด ส่วนพระวิเศษศาสตรา ที่แอบซ่อนร่างอยู่ในร่างของพราหมณ์หนุ่มที่เสียชีวิตก็ถูกเนรเทศออกจากนวเกศไป แต่สุดท้ายพระวิเศษศาสตราก็สามารถเอาชีวิตหนีรอดไปได้ ส่วนอำมาตย์ราชสิงห์ถูกควบคุมตัวไปส่งคืนมหิศนาศรังสรรค์ เนื่องจากเป็นข้าในมหิศธินาศ ไม่ใช่คนของนวเกศ สุดท้ายพระเจ้าปัณณฑัต ปูนบำเหน็จรางวัลให้สุกรีเป็นพระโอรสบุญธรรม และตั้งใจจะยกบัลลังก์ให้ แต่สุกรีไม่ต้องการ เพราะตนเองยังเป็น หน.เผ่าปายะ มีภารกิจที่ต้องสะสางอีกเยอะ  ระหว่างกำลังจะออกเดินทางกลับ ศรีอาทซึ่งไปลาออกจากพระเจ้าปัณณฑัต เพื่อขอติดตามเป็นข้ารับใช้สุกรี เพราะเห็นว่าสุกรี มีลักษณะความเป็นผู้นำ และจะสามารถกอบกู้แผ่นดินได้ แม้เมื่อก่อนตนเองจะเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของสุกรีมาก่อน แต่ว่าสุกรีตอนนี้เปลี่ยนแปลงสถานภาพไปเป็นถึง หน.เผ่าปายะแล้ว จึงยอมสวามิภักดิ์ต่อสุกรีด้วยใจบริสุทธิ์ ทำให้สุกรีซาบซึ้งใจ ที่ราชครูศรีอาท ยอมติดตามตนไปเป็นขุนพลข้างกาย 

สุกรียกกองกำลังกลับจากนวเกศเพื่อจะกลับไปยังกรุงโลกา ระหว่างทางไปเจอกองทัพครุฑซึ่งมีผู้นำคือพญาครุฑสีห์ จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น เนื่องจากกองทัพครุฑกำลังบุกเข้ายึดกรุงโลกา ระหว่างการต่อสู้กันอยู่นั้น ร่างทรงพญาครุฑสีห์เกิดออกจากร่างอย่างปัจจุบันทันด่วน ทำให้ร่างของพญาครุฑสีห์ซึ่งก็คือเจ้าชายอธิกบุศย์ ล้มลง นอนหมดสติ เมื่อสุกรีพบเห็น จึงมึนงงสงสัย พอถามแม่ทัพอัษฏาคม จึงทราบว่า ที่แท้เจ้าชายอธิกบุศย์กลายเป็นร่างทรงของพญาครุฑสีห์โดยถูกควบคุมโดยอำนาจของมหาครุฑทวยเทพ โดยตัวขององค์ชายอธิกบุศย์ ไม่ได้มีเจตจำนงที่จะบุกยึดกรุงโลกาแต่อย่างใด สุกรีจึงเข้าใจ พออธิกบุศย์ตื่นฟื้นขึ้นมา พบเห็นสุกรี จึงเกล่าวทักทาย และต้องการอยากได้สุกรีมาเป็นพันธมิตรกัน สุกรีซึ่งรู้จักกับเจ้าชายอธิกบุศย์ดีอยู่แล้ว (เนื่องจากเป็นโอรสของราชินีรุจิเรขรัศมี) ผู้มีพระคุณต่อครอบครัวของสุกรี ทำให้สุกรีปวารณาตัวขอรับใช้เป็นข้าในเจ้าชายอธิกบุศย์ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของบรรดาขุนพลคู่ใจของสุกรีทั้งหมด ที่มองว่าสุกรีมีศักยภาพเป็นกษัตริย์ แต่เหตุไฉนจึงยอมตนเป็นข้าของเจ้าชายผู้อ่อนแอผู้นี้ได้ สุกรีต้องต่อสู้กับสภาพจิตใจตนเองและต่อสู้กับความคิดของบรรดาสมุนบริวารที่จงรักภักดีต่อเขา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอดผู้มีฝีมือ แต่ท้ายสุด สุกรีบอกกับพระครูศรีอาท ที่ปรึกษาของตนว่า ถ้าเราไม่ช่วยเหลือพระเจ้าอธิกบุศย์ จะไม่มีใครเป็นผู้นำเพื่อรักษาอธิปไตยของอาณาจักรนิมิตนครไว้ได้ เพราะในเวลานั้น พระเจ้าอติภพภูวนารถกับพระมหาเทพราชาต่างสิ้นพระชนม์ด้วยฤทธิ์เดชของมหาครุฑทวยเทพไปแล้ว ส่วนที่นพธารานครก็เพิ่งสูญเสียพระเจ้าเอกสิทธาธิราชจากเงื้อมมือของพวกจาม,ขอมไปหมาดๆ เวลานี้กลายเป็นว่าทั้ง 3 นครรัฐ มีกษัตริย์เป็นวัยรุ่น 2 คือพระเจ้าอธิกบุศย์แห่งอมรเมฆาธานี กับพระเจ้าเอกอนุเชษฐ์ธิราชแห่งนพธารานคร ส่วนกรุงโลกาบรรณพิภพมีเพียงพระราชินีอุทัยวรรณรักษาการในตำแหน่งกษัตริย์ เนื่องจากองค์รัชทายาทเป็นหญิงคือเจ้าหญิงอรอนิน (ตามกฎมณเฑียรบาลแล้ว องค์รัชทายาทหากเป็นหญิงจะไม่ได้ขึ้นครองราชย์) ส่วนองค์รัชทายาทอีกคน หายสาบสูญ เวลานี้ยังไม่พบเจอตัว ทำให้แผ่นดินของอาณาจักรนิมิตนคร ตกอยู่ในภาวะเสี่ยง มีกษัติรย์เด็กที่ยังไม่มีศักยภาพและบารมีมากพอ อีกทั้งกรุงโลกาเพิ่งบอบช้ำจากการถูกรุกรานจากพวกจามและขอม ทำให้ในเวลานี้ปราศจากผู้นำที่จะประสานความสามัคคี ปรองดองต่อกัน กลายเป็นปฏิปักษ์กันเอง ซึ่งตัวอย่างที่พอจะยกให้เห็นก็คือมหาครุฑทวยเทพมีรับสั่งให้บุกยึดครองกรุงโลกาและนพธารา เพื่อให้กลายเป็นปึกแผ่นเดียวกัน และรวมเรียกอาณาจักรนี้ใหม่ว่า ลิขิตเทพ แต่มหาครุฑทวยเทพทำได้เพียงยึดครองกรุงโลกา แต่ไม่สามารถเอาชนะและยึดครองนพธารานครได้ กองทัพครุฑพ่ายแพ้ต่อกองทัพนาคของนพธารานคร สุดท้ายสุกรีให้คำปรึกษาพระเจ้าอธิกบุศย์ (ซึ่งในตอนนั้นเป็นร่างทรงของพญาครุฑสีห์) ว่าให้ถอนทัพ เพราะถ้ารบต่อไป จะสูญเสียกองกำลังไปมากกว่านี้ และมองเห็นว่าอย่างไรเสีย ศักยภาพของกองทัพครุฑไม่สามารถเอาชนะกองทัพนาคได้ ต่อให้สุกรีไปร่วมทำศึกด้วย ก็ยังไม่สามารถเอาชนะได้ เพราะด้วยชัยภูมิที่พิสดารและได้เปรียบของนพธารา (เป็นเกาะ 9 เกาะที่เคลื่อนไหวได้ อีกทั้งมีฝูงพญานาคพ่นไฟลอยตัวอยู่ในทะเลอีกจำนวนมาก ยังไม่นับรวมกองกำลังทหารที่มีประสิทธิภาพของนพธารา อย่างไรเสียรบไปก็แพ้ราบคาบ ไม่มีทางสู้ ยังไม่นับว่า นพธารายังมีพระอาจารย์ปู่ฤษีเขื่อนขันธ์ เกจิอาจารย์ผู้เก่งกาจเรื่องคาถาอาคม ที่ไม่มีใครต่อกรได้  ท้ายที่สุดอธิกบุศย์ก็ยอมเชื่อสุกรี ถอนทัพที่เพิ่งสูญเสียไปเพียงครึ่งนึงของกองกำลังที่ยกพลไปรบกลับทั้งหมด จากนั้นมหาครุฑทวยเทพกับพญาครุฑสีห์เสด็จอวตารกลับยังสรวงสวรรค์ ทำให้อธิกบุศย์กลับมาเป็นตัวของตัวเอง จากนั้นก็ทำพิธีฉลองอาณาจักรใหม่ที่ตนเองสถาปนาขึ้นมาใหม่ที่เรียกว่าอาณาจักรลิขิตเทพ (ครอบครอง 2 นครรัฐคือกรุงโลกากับอมรเมฆาธานี) และเปลี่ยนพระนามเป็นพระเทพวาชะบุตร ตามคำแนะนำของพระเวฬุวันปุโรหิต ระหว่างที่ทรงเสด็จด้วยนกมังกรไฟ เพื่อเสด็จเยี่ยมเยียนราษฏร และต้องการชมทัศนียภาพอาณาเขตโดยรอบของราชอาณาจักร ปรากฏเรื่องไม่คาดฝัน เมื่อมีศรธนูที่ไม่ทราบว่าเป็นของใคร และพุ่งมาจากทางไหน พุ่งตรงเข้าเสียงกลางอกของพระเทพวาชะบุตร ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส สุกรีเข้าไปช้อนร่างของพระองค์ไว้ได้ทัน จากนั้นนำตัวมารักษาที่อมรเมฆวิมาน ไปกราบเรียนเชิญพระอาจารย์ใหญ่ฤษีอิสรดาบุถ กับพระเวฬุวันปุโรหิต มาช่วยดูพระอาการของพระองค์ ทั้ง 2 เกจิต่างลงความเห็นว่า ไม่มีทางรักษาโดยง่าย เนื่องจากศรธนูที่ว่า ไม่สามารถดึงออกโดยพลการได้ เนื่องจากลงคาถาอาคมไว้ ต้องไปตามหาให้เจอว่าเป็นศรธนูของใคร แล้วให้เจ้าของศรธนุนั้น มาบริกรรมคาถาเพื่อถอนฤทธิ์คาถาก่อน จึงนำศรธนูออกได้ มิเช่นนั้น พระเทพวาชะบุตรจะต้องสิ้นพระชนม์หากถอนศรธนูออกมาเอง





เรื่องราวครั้งนี้ เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของสุกรี และมันทำให้เห็นว่าสุกรีนั้นใจมากๆ ให้กับพระเทพวาชะบุตร (นายน้อยของผู้มีพระคุณของตน) จึงอาสาว่าจะออกตามหาเจ้าของศรธนูให้เจอตัว และเอาตัวมาบริกรรมคาถาเพื่อถอนศรธนุออกให้ได้ แม้จะต้องพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเพื่อออกตามหาก็จะยอมทำภารกิจนี้ให้สำเร็จให้ได้ งานนี้เดือดร้อนสมุนบริวารของสุกรีหลายคนด้วย รวมถึงบิดาของสุกรี ท้าวพิศาลสมุทรจำต้องมาทำหน้าที่ หน.เผ่าปายะ ระหว่างที่สุกรีไม่อยู่ ไปทำภารกิจออกตามหาเจ้าของศรธนู เพื่อช่วยเหลือพระเทพวาชะบุตร ซึ่งมันมีระยะเวลาบีบอยู่ด้วย คือต้องทำให้สำเร็จภายใน 1 เดือน ถ้าช้ากว่านั้น พระเทพวาชะบุตรจะทนพิษบาดแผลไม่ไหว อาจสิ้นพระชนม์ไปก่อน เรื่องนี้จึงต้องทำเพื่อแข่งกับเวลาด้วย สุกรีดั้นด้นเดินทางไปหลายที่ ทั้งไปนพธารานคร ไปรัฐจาม จนกระทั่งรู้เบาะแสว่าควรจะต้องเดินทางไปยังรัฐกลิงคะ เพราะศรธนูรูปแบบดังกล่าวมีแพร่หลายอยู่ในกลิงคะ และการที่สุกรีเดินทางเข้าสู่กลิงคะ โดยได้พ่อค้าคนหนึ่งช่วยเหลือ เมื่อเข้าสู่แผ่นดินกลิงคะก็เกิดเรื่องทันที เมื่อสุกรีไปเห็นการแข่งขันกีฬาระหว่าง 2 นครรัฐ ระหว่างกลิงคะกับศรีวิชัย พบเห็นอลิสกาปูร์เป็นผู้ชนะจากการแข่งขันยิงธนูไกล ทำให้สุกรีเข้าใจผิดคิดว่าอลิศกาปูร์น่าจะเป็นเจ้าของศรธนูนั่นจึงจับตัวอลิศกาปูร์มารีดข้อมูล และข้อเท็จจริง แต่อลิศกาปูร์ปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง และให้รีบปล่อยตัว แต่สุกรีนึกว่าอลิศกาปูร์โยกโย้เพราะมีลูกเล่น จนทำให้อลิศกาปูร์โกรธ พอหลบหนีมาได้ จึงไปร้องเรียนต่อเจ้าหญิงวิษธ์ราณี เจ้าหญิงผู้มีอำนาจในกลิงคะ ที่อลิศกาปูร์ตอนนั้นเป็นกิ๊กของพระองค์อยู่ สุกรีถูกกับดักของกองกำลังทหารกลิงคะจนถูกจับกุมตัวไว้ได้ และถูกควบคุมตัวไปให้เจ้าหญิงวิษธ์ราณีสอบสวน ทันทีที่เจ้าหญิงวิษธ์ราณีเห็นสุกรี ก็เกิดสะดุดตาและปิ๊ง อยากทำสามี จึงออกอุบายให้อลิศกาปูร์ออกจากตำหนักส่วนพระองค์ไปก่อน จากนั้นก็ทรงสอบสวนสุกรี ว่าเป็นใคร มาจากไหน และมาทำอะไร จนรู้จุดประสงค์ของสุกรีว่าต้องการมาหาผู้ที่เป็นศรธนูปริศนา ที่ยิงไปถูกองค์เหนือหัวของตน เจ้าหญิงวิษธ์ราณี พอจะอนุมานได้ว่า ศรธนูชนิดนี้มีอยู่จริงในกลิงคะ และผู้ใช้คาถาอาคมโดยการบริกรรมคาถาก่อนยิง ต้องไม่ใช่บุคคลธรรมดา ระดับอลิศกาปูร์ไม่มีทางจะทำเช่นนั้นได้ และในแผ่นดินก็มีเพียง 1-2 คนเท่านั้น ที่พอจะอยู่ในข่าย และในเวลานี้ ทั้ง 2 คนกำลังอยู่ในกลิงคะแล้วด้วย (ก็คือเจ้าชายนัชปาล น้องชายขององค์หญิงวิษธ์ราณี กับอีกคนเป็นนักบวชพราหมณ์/นักรบศรีวิชัย ที่มีนามว่า พิกัปป์มนู เป็นพระสหายของนัชปาล) จากนั้นวิษธ์ราณีจึงยื่นเงื่อนไขให้สุกรีว่า ถ้าตนสามารถพาสุกรีไปพบบุคคลต้องสงสัยยิงศรธนูนั้นได้ สุกรียินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์กับพระองค์อย่างเต็มใจหรือไม่ สุกรีตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า เต็มใจ เพราะต้องการอยากช่วยเหลือพระเทพวาชะบุตร จึงทำให้สุกรีถูกกระทำชำเราจากวิษณ์ราณีอย่างอิ่มหนำสำราญ แต่อย่างว่า เกิดเป็นชาย อย่างไรเสียก็ไม่สึกหรอในเรื่องพรรณ์นี้หรอก ขี้คร้านจะเปรมปรีด์เสียอีก ต้องขอบใจองค์หญิงที่มอบความสุขนี้ให้ อย่างน้อยก็ผ่อนคลายความเครียดให้กับสุกรีได้เยอะเลย




พูดถึงผู้หญิงของสุกรี ในเรื่องมีผู้หญิงที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของสุกรี 5 คน ไม่ด้อยไปกว่าเตียบ่อกี้แห่งดาบมังกรหยกเลย  คนแรกคือภริยาพระราชทาน ก็คืออมินตรา คนนี้แม้จะไม่ชอบกันมาก่อน แต่อยู่กินกันไปก็เกิดเป็นความรักขึ้นมา และมีโซ่ทองคล้องใจก็คือ สุอามิน คนที่ 2 คือคะฉิ่นน้อยหรืออุรามณี คนนี้สุกรีไม่ได้รักเพียงตกกระไดพลอยโจน ทำให้ต้องรับเธอมาไว้เป็นข้ารับใช้ และเป็นเมียลับๆ ที่ไม่เปิดเผยให้คนทั่วไปได้รับรู้  คนที่ 3 ก็คือมยุราภาวดีหรือแม่หญิงนางพญา หน.เผ่าปายะ คนนี้จะเรียกว่าเป็นคนรักของสุกรีได้มั๊ย เธอเป็นมากกว่านั้น เธอเป็นอดีตคนรักของบิดา ที่บังเอิญมาพบเจอ จึงทำให้อยากมีอะไรกับสุกรี เพียงเพราะว่าอยากได้สายเลือดเป็นสายเลือดเดียวกับบิดาของสุกรี และภายหลังถ่ายทอดพลังวัจน์ให้กับสุกรีจนหมดสิ้น และยังมอบตำแหน่ง หน.เผ่า และคำสั่งเสียสุดท้าย มอบอำนาจให้สุกรีจัดการภายในเผ่า และช่วยดูแลบุตรที่เกิดจากมยุราภาวดีกับสุกรี ที่ชื่อ ภาวสุ จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ แล้วค่อยยกตำแหน่ง หน.เผ่าคืนกลับมายังบุตรของตน  คนที่ 4 ก็คือองค์หญิงวิษธ์ราณี คนนี้ถ้านับเป็นผู้หญิงของสุกรีอีกคนนึง แต่ก็ต้องถือว่าเป็นคนเดียวที่สุกรีไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบใกล้ชิด แค่เคยมีเพศสัมพันธ์ด้วยกันแค่นั้น แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยติดต่อกันอีกเลย  คนสุดท้ายก็คือ สุวีญาเทวี คนนี้คือคนที่สุกรีรักที่สุด เป็นอดีตพระชายาของพระเจ้าปัณณฑัต ที่ต้องสูญเสียทั้งพระสวามีและโอรสในท้อง เนื่องจากเธอพลาดไปทำให้โอรสในท้องแท้งเสียก่อน ทำให้เธอเสียใจมาก เพราะเท่ากับทำให้พระเจ้าปัณณฑัตหมดสิ้นองค์รัชทายาทที่จะสืบทอดบัลลังก์นวเกศ สุกรีซี่งตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะเข้ามากอบกู้บัลลังก์นวเกศให้กับพระเจ้าปัณณฑัต จึงต้องทำตามคำแนะนำของ โจเซฟกฤษณ์ ประมุขแห่งคริสตจักร หรืออยู่ในฐานะของ กุนซือและข้าราชบริพารเก่าแก่ที่สุดของนวเกศ ที่แนะนำให้สุกรีมีอะไรกับสุวีญาเทวีไปเลย เพื่อให้สุวีญาเทวีตั้งครรภ์พระโอรสขึ้นมาใหม่ และให้โอรสที่เกิดใหม่รับช่วงเป็นองค์รัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไปในอนาคต โดยที่สุกรีจะไม่อยู่ในฐานะพระราชบิดา แม้ในทางพฤตินัยจะใช่แต่ขอให้สุกรีและสุวีญาเทวี ปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพื่อไม่ให้พระเจ้าปัณณฑัตและสุวีญาเทวี ต้องเสื่อมเสียเกียรตยศและชื่อเสียง และให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล สุกรีไม่ยินยอมทำตามโจเซฟกฤษณ์แต่แรก และต่อว่าอย่างรุนแรงต่อโจเซฟกฤษณ์ แต่ท้ายที่สุด ก็จำต้องทำตามคำแนะนำของโจเซฟกฤษณ์ เพราะเป็นทางออกเดียวที่จะทำให้นวเกศ ไม่สิ้นองค์รัชทายาทสืบทอดพระราชบัลลังก์ได้

ภาค 3 ในพาร์ทแรกจึงเป็นเรื่องราวของสุกรีที่ออกตามหาเจ้าของศรธนู แต่ในพาร์ทหลัง จะเป็นเรื่องราวใด จะมาเล่าต่อในตอนหน้า

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2562

ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ตอนที่ 1 ไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์


นี่ไม่ใช่ชื่อหนังสือของคุณวีรพร นิติประภา นักเขียนรางวัลซีไรต์ จากผลงานเรื่องสั้นชื่อเดียวกัน แต่นี่คือ ภาพสะท้อนของสังคมไทยในเวลานี้ ที่คนในสังคมเหมือนไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต คือทุกคนกำลังเดือดร้อน เหมือนไส้เดือนโดนขี้เถ้าลวก พยายามหาทางดิ้นหนีตาย หรือกระดื๊บๆ คืบคลาน เพื่อหาทางออกจากวังวนเขาวงกต แต่ทำยังไงก็ออกจากปัญหาไปไม่ได้ วนกลับมาในจุดเดิม แล้วก็หาทางออกอะไรไม่ได้สักเรื่อง


ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การคมนาคมขนส่ง สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาครอบครัว ความเสื่อมของสังคมศาสนา บลาๆๆ ยังไม่นับว่าเรากำลังเผชิญปัญหาในเชิงโครงสร้างใหญ่อย่างปัญหาสงครามการค้า การครอบงำทางวัฒนธรรม การแทรกแซงทางการเมืองจากประเทศมหาอำนาจ การเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ๆ (A.I.,Big Data,5G) เงินทุนใหญ่ จากบรรษัทขนาดใหญ่ หรือรัฐบาลต่างชาติ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เร็วแบบก้าวกระโดด จนเกิดสภาวะที่เรียกว่า Disruption ที่ทำให้ทั้งตัวเราและธุรกิจของเราปรับตัวไม่ได้ ล้มหายตายจากกันไปมากมาย  ประเทศของเรา ในกลุ่มของผู้บริหาร ผู้ปกครอง ยังนั่งมะงุมมะงาหรากับปัญหาเน่าๆ ที่เกิดจากรากเหง้าทางโครงสร้างภายในที่ไม่มีใครคิดจะแก้ในแบบ ถอนรากถอนโคน หรือรื้อโครงสร้าง แล้วปฏิรูปเลยซักเรื่อง ยังคงทำงานกันแบบไฟไหม้ฟาง , วัวหายแล้วล้อมคอก , ลูบหน้าปะจมูก , เออน่า หยวนๆ กัน , ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับนาย ,ใครทำผิดก็แค่โยกย้ายไปนั่งในหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะ พอเรื่องเงียบก็ย้ายกลับมาใหม่ , ถนัดตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือศึกษา แต่ไม่เคยลงมือทำจริงๆให้ได้ผล , คนชั่ว คนผิดล้นคุก แต่ไม่มีการแก้ปัญหาเชิงรุกเพื่อให้คนกระทำความผิดลดลง , การไม่บังคับกฎหมายอย่างจริงจัง ,กฎหมายอ่อน , การมีระบบอุปถัมภ์ คอร์รัปชั่น รับเงินใต้โต๊ะ ค่าน้ำร้อนน้ำชา แป๊ะเจ๊ยะ คอมมิชชั่น ค่าโง่ เส้นสาย เด็กใคร เด็กนาย ลูกท่านหลานเธอ มาตรฐานตัวชี้วัด มาตรฐานวิชาชีพ จรรยาบรรณ ความรับผิดชอบทางสังคม มีอยู่น้อยนิด คำถามคือลูกหลานเราจะไปสู้รบปรบมือกับใครได้ ในเมื่อผู้บริหารบ้านเมือง นักปกครองไม่ยอมเสียสละ ที่จะทำประโยชน์เพื่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง และไม่เคยรับผิดชอบกับการกระทำความผิดของตนเอง พอทำผิด จับได้ ก็หนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ เนี่ยหน่ะเหรอ ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่จะเป็นตัวอย่างของเยาวชน คนรุ่นหลังได้ 

ผู้เขียนจึงไม่มีความหวัง อะไรเลยกับบ้านนี้เมืองนี้ ไม่ว่าจะเรื่องใด ตราบใดที่ประเทศนี้ยังมีผู้บริหารประเทศ หรือนักปกครอง ผู้นำประเทศ ที่ไม่เคยเสียสละ ผ่าตัดใหญ่ให้กับประเทศได้เลยซักเรื่อง เราคงต้องเป็นใส้เดือนตาบอดในเขาวงกตต่อไป แบบหาทางออกไม่เจอ

บทความโดย หยิกแกมหยอก

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562

พิภพราชา ภาคขยาย ตอนที่ 6 (ตัวละครร้ายในจักรวาลของพิภพราชา)


เก็บตกไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในเรื่องราวภาค 2 ปริศนาผู้เสวยราชย์ กับ 2 ตัวละครที่เหลือที่ยังไม่ได้กล่าวถึง นั่นก็คือ

4.นาคามิน กลายเป็นแพะรับบาป  จะว่าไปนาคามินเป็นอีกตัวละครนึงที่มีชาติกำเนิดคลุมเครือ และรอการเฉลย ซึ่งในฉบับนิยาย จะไปเฉลยกันในภาคสุดท้ายคือ ภาคที่ 4 นู่นเลย อันเป็นผลแห่งพินัยกรรมของกรุงโลกาบรรณพิภพ ซี่งไว้ค่อยกล่าวถึงในประเด็นนี้เมื่อเข้าสู่เนื้อภาคที่ 4 แล้ว กลับมาที่นาคามิน ตัวละครที่ไปสร้างวีรกรรมเอาไว้ในภาคที่ 1 ตามคำสั่งของพระอาจารย์ปู่ฤษีเขื่อนขันธ์ นั่นก็คือปฏิบัติการลับ 2 ผอบ  ผอบแรกคือไปวางเพลิงเผาป่าใกล้พระราชวังปราสาททองของนครรัฐจามปา กับผอบสอง คือเอาเชื้ออหิวาต์ไปแพร่ในราชสำนักของขอม ซึ่งทั้ง 2กรณี ทำเอาป่วนราชสำนักของจามและขอม จนเรียกว่าทำเอาดิ้นพล่านไปทั้งราชสำนัก ไม่มีกะจิตกะใจ จะเสพสุขสำราญกันได้เลย สำหรับพระราชาของ 2 นครรัฐแห่งนั้น ซึ่งการทำเช่นนี้ ก็เพื่อตัดไม้ข่มนาม และต้องการชี้ให้เห็นว่า การที่ท่านส่งกองกำลังไปรุกรานแผ่นดินอื่น ในขณะที่แผ่นดินของท่านก็กำลังประสบทุกขพิษ เภทภัย ย่อมไม่เป็นการสมควร สุดท้าย ทั้ง 2 นครรัฐนั้นก็เลยต้องยอมถอนกำลังทัพกลับ ทั้งๆ ที่บุกยึดกรุงโลกาสำเร็จแล้วก็ตาม แต่ภายหลังเจ้าชายอัทธิ์ถิรวาร หรือวูเฟอั๊กเทีย แห่งจามปา ล่วงรู้ถึงแผนการร้ายนี้ ที่ทำให้ตนเองต้องยอมถอนทัพ ในศึกกรุงโลกาครั้งที่ 1 ก็โกรธแค้น และมุ่งเป้าไปที่นาคามิน ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเป็นสปายสายลับของกรุงโลกา ที่ถูกส่งมาบ่อนทำลายนครรัฐของตน จึงต้องการแก้แค้น ตอบโต้ พอสืบทราบว่า นาคามิน ทำงานเป็นองครักษ์ประจำตัวพระเจ้าเอกสิทธาธิราช แห่งนพธารานคร จึงส่งกองกำลังไปโจมตีเกาะนพธารา เพื่อหวังให้พระเจ้าเอกสิทธา ส่งตัวนาคามินออกมาให้ตนนำไปสำเร็จโทษ แต่ในขณะนั้นนาคามิน ไม่อยู่ในนพธารานคร ยังอยู่ในช่วงเดินทางกลับจากไปศึกษาเล่าเรียนที่เนราญนารายณ์ ดังนั้นพระเจ้าเอกสิทธาจึงออกอุบาย ยอมให้ตนเองเป็นองค์ประกัน ให้ฝ่ายจามจับตัวควบคุมตัวไป เพื่อแลกกับการที่จามปาจะไม่โจมตีนพธารานคร ให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้ จากนั้นแผนปฏิบัติการชิงตัวองค์ประกันก็ตามมา โดยบริวารคนสำคัญของนพธารานคร หลายคน รวมถึงนาคามินด้วย แต่นั่นก็เป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างจามกับนพธารานคร ขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อพระเจ้าเอกสิทธาธิราช ถูกลอบทำร้ายจนภายหลังสิ้นพระชนม์ แล้วบรรดาข้าราชบริพารทั้งหลาย ต้องไปกราบทูลขอให้เจ้าชายอนุเชษฐ์ เสด็จขึ้นครองราชย์บัลลังก์ต่อ เพื่อฟื้นฟูนพธารานครกลับคืนมา




5.ตัวละครที่เพิ่มขึ้นมาในภาคนี้ก็คือ พราหมณ์น้อย (เจ้าชายอนุเชษฐ์) พระโอรสเพียงพระองค์เดียวของพระเจ้าเอกสิทธาธิราช เนื่องด้วยวัยเด็กสูญเสียพระมารดาไปอย่างน่าเวทนา ทำให้พระองค์ปวารณาตัวว่าอยากจะขอบวชพราหมณ์ถือศีล และขอสละราชบัลลังก์ ไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับทางราชสำนักอีก ต้องการเดินในสายผู้ถือศีลบวช จนเมื่อเติบโตขึ้น ได้ออกเผชิญโลกกว้าง ได้ไปประสบพบเจอผู้คน และมองเห็นปัญหาความทุกข์ยากของราษฏร บวกกับพระราชบิดาได้มาสิ้นพระชนม์ในช่วงที่เกิดภัยสงครามและความมั่นคงต่อราชอาณาจักร ทำให้สุดท้ายแล้วจึงทรงตัดสินใจลาผนวช แล้วยอมทำตามข้าราชบริพารที่มาร้องขอ ให้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัริย์ เพื่อจะได้ปกครองนพธารานคร เพื่อสร้างความผาสุกให้กับราษฏร์ ซึ่งจะทำประโยชน์ได้มากกว่าการเป็นนักบวช จึงทำให้พระองค์ทรงยอมละทิ้งอุดมการณ์ส่วนตัวว่าจะถือศีลบวชตลอดชีวิตลงได้ แต่จุดเปลี่ยนอีกอย่างก็คือ การที่มีผู้หญิงมาพัวพันพระองค์แล้วทรงสลัดไม่หลุด ในขณะที่ตอนนั้นยังทรงเป็นพราหมณ์หนุ่มน้อยรูปงามอยู่ ผู้หญงคนนั้นมาทำให้จิตใจของพระองค์หวั่นไหว หรือเสียพรหมจรรย์ (ตบะแตก) นั่นเอง ผู้หญิงคนนั้นก็คือ เจ้าหญิงเฟยาเลียแห่งจามปา แรกๆ ก็คือ เฟยาเลียมองเห็นพราหมณ์อนุเชษฐ์ เป็นชายรูปงามตนหนึ่ง จึงเกิดความลุ่มหลงชมชอบ และอยากได้เป็นสามี โดยไม่ได้สนใจว่าอนุเชษฐ์จะเป็นนักบวชหรือมียศถาบรรดาศักดิ์อะไร เธอเพียงแต่ทำไปตามหัวใจปรารถนา ยอมทำผิดศีลธรรม ด้วยการล่อลวงอนุเชษฐ์มาหลับนอน ด้วยการใส่ยาเลิฟ หรือยาเสียหนุ่ม (ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับยาเสียสาว ก็คือประเภทเดียวกับยาปลุกกำหนัด) เพียงเพราะคำว่ารัก ลุ่มหลง ชมชอบแค่นั้น ไม่ได้คำนึงถึงว่าสิ่งที่เธอทำนั้นได้ทำให้คนๆ หนึ่งต้องสูญสิ้นความศรัทธาในตัวเอง และต้องเสียพรหมจรรย์ ไม่เพียงพรหมจรรย์ในทางกาย แต่ยังเป็นการเสียพรหมจรรย์ในฐานะนักบวชด้วย ซึ่งเธอเป็นต้นตอที่ทำให้อนุเชษฐ์ตัดสินใจที่จะต้องยอมสึกจากผนวช เพื่อมาเป็นฆราวาส และเมื่อภายหลังยิ่งรู้ว่าอนุเชษฐ์ไม่ใช่เป็นเพียงแค่นักบวชเท่านั้น เขายังเป็นถึงองค์รัชทายาทคนสำคัญที่ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระเจ้าเอกสิทธาธิราช ราชสำนักนพธารานคร ซึ่งเป็นอริราชศัตรูกับพระราชบิดา และพระเชษฐาของตนเอง ยิ่งทำให้เฟยาเลียตกอยู่ในที่นั่งลำบาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้จะเข้าข้างฝ่ายใด ด้านหนึ่งก็หลงรักในตัวอนุเชษฐ์อย่างถอนตัวไม่ขึ้น อีกด้านหนึ่งก็ต้องเชื่อฟังพระราชบิดาและองค์พระเชษฐา ที่กีดกันมิให้ความรักของคนทั้งคู่ก้าวเข้าสู่ประตูสวรรค์ได้ ภายหลังจึงเกิดแผนการร้าย กุศโลบายที่ต้องการกีดกันเฟยาเลียออกจากอนุเชษฐ์ ด้วยการบังคับให้เฟยาเลียต้องอภิเษกสมรสกับเจ้าชายนัชปาลแห่งนครรัฐกลิงคะ โดยอ้างเรื่องความสัมพันธ์ทางการเมือง การทหาร และการค้า ที่มีต่อกันระหว่าง 2 นครรัฐ ทำให้เฟยาเลีย จำต้องผิดหวังในชีวิต จนแทบอยากฆ่าตัวตาย แต่สุดท้ายชะตากรรมก็เล่นงานเฟยาเลีย ให้ไม่สมหวังในชีวิตแต่งงาน ด้วยเคราะห์กรรมที่เธอทำให้อนุเชษฐ์ต้องกลายเป็นบุรุษที่เสียพรหมจรรย์ ภายหลังอนุเชษฐ์ได้พบรักกับหญิงสาวที่เพียงพร้อมกว่าเฟยาเลีย และกลายเป็นรักแท้ของอนุเชษฐ์อย่างแท้จริง ซึ่งเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในภาคที่ 3
ได้สาธยายตัวละครเอกสำคัญ ฝ่ายพระเอก ครบทั้ง 5 คนแล้ว ทีนี้มาว่าถึงตัวละครฝ่ายผู้ร้ายกันบ้าง ว่ามีตัวละคร อะไรบ้าง



1.เจ้าชาย/พระราชามนัสกษัตร ตัวนี้มีบุคลิกลักษณะ คาแร็กเตอร์ เป็นไปตามแบบผู้ร้ายในอุดมคติ ก็คือครบตามคุณสมบัติที่ผุ้ร้ายพึงจะมีทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น เป็นคนโลภโมโทสันต์ เอาแต่ใจตนเอง บ้าอำนาจ บ้าเรื่องเซ็กส์ กิจกรรมทางเพศ (ได้ทั้งชาย-หญิง) ใช้อำนาจแบบเผด็จการเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุประสงค์ของตนเอง โดยบางครั้งไม่ฟังเหตุผลอะไร ชอบคบแต่คนพาล คือไม่นิยมคบบัณฑิต สั่งฆ่าผู้รู้ นักปราชญ์ ที่ไม่สามารถสนองตอบด้านจิตใจหรืออารมณ์ของพระองค์เองได้ เปลี่ยนคู่ไปตามอารมณ์ปรารถนา ไม่เคยรักใครจริงจัง ชอบคนประจบสอพลอ และพูดจาสรรเสริญให้รู้สึกว่าตนเองดี ตนเองเก่ง อยากได้อยากมี ถ้ารู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น ก็จะพยายามไปแก่งแย่ง เอาสิ่งที่ผู้อื่นมีมาเป็นของตัวเอง ถามว่าแล้วเขามีส่วนดีบ้างมั๊ย คนๆ นี้ ก็ขอบอกเลยว่า คนๆ นี้ ถ้าใครทำดีต่อเขา แบบถวายหัว หรือจงรักภักดี ยอมพลีชีพให้ได้ เขาจะตบรางวัลให้อย่างสาสม และไม่เคยลืมที่จะให้หรือตอบแทนคุณลูกน้องอย่างเต็มกำลังหรือเท่าที่ลูกน้องอยากได้ ฟังดูแล้วเหมือนนักการเมืองคนดังของสาระขัณฑ์บางคนเหมือนกันนะ  บอกเลยคนแบบนี้มีจริงอยู่ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริงและโลกในนิยาย เพราะมันผ่านการพิสูจน์หรือบันทึกทางประวัติศาสตร์มาช้านานแล้วว่า ทรราชย์ก็คือเจ้านายที่ดีของข้ารับใช้ที่จงรักภักดี แต่ก็เป็นนายที่เลวของข้าที่คิดคดทรยศหรือทหารเลวเสมอ




2.พระวิเศษศาสตรา  ตัวละครคนนี้ มีความเป็นมนุษย์มากที่สุดในนิยายเรื่องนี้ คือเขามีทั้งด้านดีและด้านเลวอยู่ในตัว พอๆ กัน เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเป็นคนดีหรือคนเลวแบบ ที่เรามักเคยเจอในโลกนิยายโดยทั่วไป เพียงแต่ในช่วงชีวิตวัยเด็กและวัยหนุ่ม เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของศิษย์เอกของสำนักภิธาน ซึ่งเป็นสำนักนักบวชพราหมณ์ นิกายไวษณะวะ ที่ฝึกวิชาอาคมแก่กล้า แต่มีเหตุให้ก่อนจะจบการศึกษา มีเหตุขัดแย้งกับพระอาจารย์ปุราณะภิธาน เจ้าสำนัก จึงขอลาขาดจากการเป็นศิษย์ของสำนัก ไปตั้งสำนักพราหมณ์เป็นของตนเอง และไปทำหน้าที่เป็นโหรพราหมณ์อยู่ที่นวเกศเศรษฐี รับใช้ใต้เบื้องยุคลบาทของพระเจ้าปัณณฑัต แต่ภายหลังได้เป็นพระราชครู คอยดูแลฝึกสอนเจ้าชายมนัสกษัตร จนเกิดเป็นความสนิทสนม พอพระเจ้ามนัสกษัตรขึ้นครองราชย์ ก็ทำให้พระวิเศษศาสตรา กลายเป็นข้ารับใช้ที่จงรักภักดี ต่อมนัสกษัตร และยอมทำความชั่วเพื่อเอาใจนาย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ การรับคำสั่งพระบัญชา หากเป็นคำสั่งที่ผิด หรือไม่มีธรรมาภิบาล ก็จะทัดทานหรือทักท้วงมนัสกษัตรบ้าง แต่ภายหลังก็ยอมเออออทำตามพระบัญชา เพียงเพื่อเอาใจ และยอมเป็นข้ารับใช้ที่จงรักภักดี เพราะเห็นแก่มนัสกษัตรที่ให้โอกาสตนได้ มีตำแหน่งและมีอำนาจ เงินทองอย่างเต็มกำลังอยูในนวเกศเศรษฐี ด้านวิชาอาคมนั้น จัดว่าเป็นสุดยอดฝีมือระดับต้นๆ คนหนี่งของนวนิยายเรื่องนี้เลย ซึ่งสุกรีเคยจะขอเป็นศิษย์ แต่พอเห็นว่าพระวิเศษศาสตรา มาทางสายมนต์ดำ วิชาอาคมสายมืด ทำให้สุกรีฉุกคิด ขอไม่เรียนวิชากับแกดีกว่า และเลือกที่จะฝึกฝนวิชาอาคมกับบิดาตนเองแทน




3.เจ้าชายศิระติกาล หน.กลุ่มกบฏฟ้าทมิฬ บุคคลคนนี้ มีอุปนิสัยคล้ายมนัสกษัตร เพียงแต่ว่า เขาไม่มีวาสนาไปถึงจุดที่เรียกว่าได้เป็นกษัตริย์เหมือนกับคนอื่นๆ ด้วยเป็นคนขี้อิจฉาตาร้อน โลภโมโทสันต์ และหยิ่งผยองในอำนาจ เคยคิดว่าตนเองจะได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระมหาเทพราชา พระเชษฐาของตนเอง เนื่องจากพระมหาเทพราชาไม่มีโอรส มีแต่ธิดา ส่วนเขาเป็นพระอนุชาที่เกิดจากพระมเหสีเอกเช่นกัน แต่โชคชะตาฟ้าลิขิต พอมหาครุฑทวยเทพ และพญาครุฑสีห์เสด็จลงมายังอมรเมฆาธานี ความฝันของขาก็พังทลายลง เมื่อคำสั่งเสียสุดท้ายของพระเทพราหู ซึ่งเป็นองค์พระปิยเรศ ของทั้งมหาเทพราชา และศิระติกาล ต้องการให้เจ้าชายอธิกบุศย์ได้ขึ้นครองราชย์  แม้แต่เจ้าตัว (อธิกบุศย์) ก็ยังไม่ เคยคิดฝันมาก่อน ว่าจะได้เป็นพระราชาของอมรเมฆาธานี  ทำให้ศิระติกาลผูกใจเจ็บ เคียดแค้นอธิกบุศย์ ที่กลายเป็นตาอยู่ มาคว้าพุงปลามันไปกินนั่นเอง ด้านวิชาอาคมของเจ้าชายศิระติกาล ก็เรียกได้ว่าเอกอุในปฐพีเช่นกัน มาทางเดืยวกับพระวิเศษศาสตรา คือมาสายมนต์ดำสายมืดเหมือนกัน ภายหลังกลายเป็นสหายสนิทกับพระวิเศษศาตรา เพราะมีอุดมการณ์ตรงกัน ฟังดูเหมือนพวกฝั่งซ้ายสายฮาร์ดคอร์ แกนนำของการเมืองบางขั้วของประเทศสาระขัณฑ์เหมือนกัน ที่เป็นพวกซ้ายอกหักเหมือนๆ กัน

4.เจ้าชายอัทธิ์ถิรวาร หรือวูเฟอั๊กเทีย แห่งนครรัฐจามปา คนผู้นี้จะว่าไป ระดับความร้ายกาจและมันสมองความฉลาดนั้นอยู่เหนือกว่า มนัสกษัตรและศิระติกาลรวมกันเสียอีก คือ 2 เท่าของพวกนั้น เพราะว่า 2 คนนั้น อย่างมากก็เพียงต้องการอำนาจแค่ในราชบัลลังก์ราชวงศ์ของตนเท่านั้น แต่อัทธิ์ถิรวารต้องการใหญ่กว่านั้น คือต้องการครอบครองทั้งราชอาณาจักร หรือต้องการตีเมืองขึ้น ไปในหลายนครรัฐ โดยต้องการเป็นราชาของราชาอีกที แต่ด้วยเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอย่างใดไม่ทราบ ไม่ได้ประเมินศักยภาพตนเองว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ อีกทั้งหยิ่งทะนง หยิ่งผยองในกองทัพที่มีขนาดใหญ่ของตน และทุนทรัพย์ที่มากมายของตนเอง จะทำให้ตนสามารถเสกอภินิหารกองทัพ เข้ายาตราทัพยึดครองกรุงโลกาบรรณพิภพได้อย่างง่ายดาย แม้จะมีการประเมินความเสียง จุดแข็งจุดอ่อน รู้เขารู้เรา วางยุทธศาสตร์การรบมาอย่างดีแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่อัทธิ์ถิรวาร มักพลาดท่าเสียทีนั้น คืออาวุธลับสำคัญที่เขากลับมองข้ามไป หรือไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเลยก็คือ กรุงโลกาบรรณพิภพ ที่เขาต้องการจะครอบครองนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่ง หรือ 1 ใน 3 แผ่นดินของอาณาจักรนิมิตนคร  คือถ้าเขาต้องการยึดตัวกรุงโลกา เขาต้องยึดให้ได้ทั้งหมด คือทั้ง 3 นครรัฐนั้น ซึ่งอีก 2 นครรรัฐนั้น นครรัฐนึงเป็นก้อนเมฆอยู่บนฟ้า อีกนครรัฐนึงเป็นเกาะ 9 เกาะอยู่ในทะเล นครรัฐที่อยู่บนฟ้านั้น มีเทพคือครุฑปกครองอยู่ ส่วนอีกนครรัฐนึงเป็นเกาะกลางมหาสมุทรที่มีเทพเป็นพญานาคปกครองอยู่เช่นกัน ลำพังนครรัฐที่เป็นก้อนเมฆมีกองทัพครุฑ เข้าโจมตีนพธารานครที่มีพญานาคปกครองอยู่ ยังไม่สามารถเอาชนะได้เลย นั่นแสดงว่า นพธารานครคือนครรัฐที่เก่งกาจที่สุด ที่ไม่มีใครสามารถทำลายหรือยึดครองได้ เพราะเกาะทั้ง 9 เคลื่อนตัวได้ใช่มั๊ย ไม่ใช่ แต่เป็นเพราะนพธารานครมีพระอาจารย์ที่ชื่อ ปู่ฤษีเขื่อนขันธ์ เป็นสุดยอดกุนซือของพระราชาอยู่ และมีศิษย์เอกอย่างนาคามิน ที่ฝึกวิชาจนถึงขั้นสุดยอด สามารถกลืนลูกไฟลาวาลงท้องได้ 18 ลูก ยังไม่นับสุดยอดฝีมือของเกาะนี้อีกมาก แล้วยังไม่นับว่า ชัยภูมิของอาณาจักรนิมิตนคร มีทั้งอยู่บนฟ้า บนบก และในน้ำทะเล สามารถโจมตีได้จาก 3 ทาง ยากที่กองทัพได้จะสามารถต่อกรกับอาณาจักรนิมิตนครได้  เพราะได้ถูกออกแบบมาอย่างดีแล้ว จากปฐมกษัตริย์ยอดนักรบของพวกเขา และการที่อัทธิ์ถิรวารพ่ายแพ้ต่อศึกกรุงโลกาทั้ง 2 ครั้ง และศึกชิงตัวองค์ประกันทั้ง 2 ครั้ง ก็มาจากมันสมองของพระอาจารย์ปู่ฤษีเขื่อนขันธ์และบริวารของเขาทั้งสิ้น เรียกได้ว่า เกิดมาเพื่อแพ้ทาง ให้กับนพธารานคร ไม่ว่าจะไปเตะทั้งเหย้าหรือเยือน ก็พ่ายแพ้ย่อยยับกลับมาทุกแมตช์ กล่าวโดยการเปรียบเปรยให้ฟัง





ยังมีตัวละครผุ้ร้ายอีกหลายตัว ที่ไม่ขอลงในรายละเอียด เพราะเนื้อที่ไม่พอ เดี๋ยวจะยาวไป แต่บางคนมีบุคลิกคล้ายกับตัวละครร้ายข้างต้นที่กล่าวมา หรือบางคนมีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัว แต่ก็มีความคิดและพฤติกรรมที่ร้ายไปคนละแบบเช่นกัน บางตัวมีด้านดีอยู่บ้าง อาทิ พระครูกฤษดาอารยัน (พระครูจากรัฐจาม,ลูกน้องสนิทของอัทธิ์ถิรวาร)  วนัสปตี (พราหมณ์นอกรีต อดีตคนของเผ่าปายะที่ทรยศหักหลังสุกรี โดยจับบุตรของสุกรีแล้วหลบหนีไป)  มังกระยอเปี๊ยะ (น้องชาย หน.แคว้นสวัลญา ที่เป็นปฺฏิปักษ์กับมหิทธินาศรังสรรค์ เป็นศัตรูคู่อาฆาตกับเจ้าชายฤทธีรา  ,อำมาตย์ราชสิงห์ ,เจ้านฤทธิ์นรเดช , พระมเหสีเพ็ญพิมาศ ,พระนางเจ้ากฤษณาราชาวดี , พระเวฬุวันปุโรหิต ,พระเจ้าวูเฟบันดง , อลิศกาปูร์  เป็นต้น
บางคนเรารู้หน้า พอจะรู้ใจ คือเป็นคนร้ายที่สามารถดูออก เพราะสีหน้า ท่าทางและการแสดงออกไปในทิศทางเดียวกับภายในจิตใจ แต่กลับบางคน เป็นคนร้ายที่ซ่อนอยู่ในภาพลักษณ์ของคนดี คนแบบนี้สิน่ากลัว เพราะเขาแสดงออกเหมือนคนดี ปกติทั่วไป เพียงแต่จิตใจเขา และความคิดของเขา เราไม่สามารถอ่านออก และเขากระทำเลวในที่ลับ อำพราง ที่ไม่ให้เรารู้ เราจึงไม่รู้ว่าเขาเป็นคนไม่ดี กว่าจะรู้ ก็ต่อเมื่อเขาได้จนมุม หรือวาระสุดท้าย ที่จะต้องแสดงออกให้เราเห็นแล้ว หรือเราจับได้ทีหลัง ซึ่งถึงตอนนั้น เราจะไม่สามารถหาทางป้องกัน การกระทำเลวของเขาได้ ต้องเผชิญหน้าต่อสู้กันไป แต่เชื่อเถอะว่า คนเลว สุดท้ายจะแพ้ทางคนทำดีวันยังค่ำ เพราะคนทำชั่ว อย่างไรเสีย ต้องทิ้งร่องรอย ไว้ให้คนดีได้สืบสวน เอาผิดจนได้

ตอนหน้า จะเข้าสู่เนื้อหาของภาคที่ 3 ต่อไป

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562

พิภพราชา ภาคขยาย ตอนที่ 5 (ตัวละครเอกสำคัญในจักรวาลของพิภพราชา)


เก็บตกไทม์ไลน์เหตุการณ์ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในเรื่องราวภาค 2 ปริศนาผู้เสวยราชย์ กับ 5 ตัวละครที่สำคัญของเรื่องนี้ ขอไล่ไปทีละคน ดังนี้



1 คนแรก ชะตากรรมของสุกรีกับครอบครัว อย่างที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า สุกรีเป็นตัวละครเอก ที่มีปูมหลังเรื่องชาติกำเนิดของตน อยู่มาวันหนึ่งก็ไปสมัครเป็นทหารที่เมืองนวเกศ จนได้รับการคัดเลือก และก็ได้รับของขวัญพระราชทานเป็น ภริยาพระราชทาน นามว่า อมินตรา (อดีตนางกำนัลคนโปรดของพระราชามนัสกษัตร) และได้รับการแต่งตั้งเป็นราชองครักษ์แทน พาลี ที่ถูกปลดออกไป เนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาด (ไม่สามารถคล้องช้างพลายเผือก เชือกนึงที่ทรงอยากได้) และเนื่องจากทรงเห็นฝีไม้ลายมือ การต่อสู้ของสุกรี ที่ไม่ธรรมดา สามารถล้มคู่ต่อสู้ และราชองครักษ์ของพระองค์ได้ทุกคน จนวันนึงได้รับการแต่งตั้งเป็นรองแม่ทัพ ติดตามราชครูศรีอาท ไปปราบแคว้นคะฉิ่น แคว้นบริวารที่ก่อการเป็นปฏิปักษ์ และต้องการปลดแอกจากการเป็นเมืองขึ้นของนวเกศ แต่สุกรีขัดพระบัญชา ด้วยการไม่สังหารเด็ก สตรี และคนชรา เนื่องจากเห็นว่า แค่สังหารเหล่าบรรดาผุ้นำและแม่ทัพคนสำคัญก็เพียงพอแล้ว และที่เหลือจับมาเป็นเชลย จองจำไว้ เพื่อวันหน้าจะเกลี้ยกล่อมให้ยอมสวามิภักด์เป็นทาสเชลยของนวเกศ เผื่อไว้ใช้งาน และเห็นแก่มนุษยธรรม แต่ราชครูศรีอาทเอาเรื่องนี้ไปฟ้องต่อมนัสกษัตร ทำให้สุกรีถูกสั่งลงทัณฑ์ เฆี่ยนตี และนำตัวไปจองจำขังไว้ในคุกเป็นเวลา 5 วัน แต่ในช่วงที่อยู่ในคุก สุกรีได้ไปพบเจอคะฉิ่นน้อย ที่อาสามาช่วยดูแลบาดแผล และรักษาพยาบาลสุกรี เนื่องจากจำได้ว่าสุกรี คือคนที่ระงับคำสั่งไม่ให้สังหารมารดาและย่าของตน บวกกับตนเองมีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่บ้าง จึงช่วยทำแผลให้สุกรี แต่การใช้สุราในการระงับความเจ็บปวด ก็พลอยทำให้สุกรีเมามาย และปลุกปล้ำคะฉิ่นน้อย จนได้เสียกัน และเมื่อสร่างเมา คะฉิ่นน้อยบอกกับสุกรีว่า ตนได้เสียตัวให้สุกรีแล้ว สุกรีควรจะต้องรับผิดชอบในตัวเธอด้วย ทำให้สุกรีจำต้องรับคะฉิ่นน้อยเข้ามาอยู่ในบ้านในฐานะคนรับใช้ และเหตุการณ์ในภาค 2 ก็เริ่มต้นขึ้นที่ริมลำธารใกล้สวนพฤกษศาสตร์ภายในเขตราชสำนัก เมื่ออมินตราบอกกับสุกรีว่า เธอได้ตั้งท้องขึ้นแล้ว กว่า 4 เดือน ซึ่งสุกรีก็แสดงความดีใจล้นเหลือ แต่อมินตรากลับไม่คิดเช่นนั้น เธอเกรงว่า หากมนัสกษัตรล่วงรู้ว่าเธอมีครรภ์ ภายภาคหน้าเกิดคลอดออกมาแล้ว มนัสกษัตรอาจจะแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ขอบุตรของตนมาเป็นพระโอรสของพระองค์ก็เป็นได้ จึงปรึกษากับสุกรีว่า จะทำอย่างไร ทำให้สุกรีคิดวางแผน นำตัวอมินตรามาหลบอาศัยอยู่ที่บ้านของตนที่หมู่บ้านเกษตร โดยไม่ให้พระราชามนัสกษัตรทรงล่วงรู้ โดยให้คะฉิ่นน้อยเข้าวังและแปลงโฉมเป็นนางในคนใหม่ เพื่อมาทำหน้าที่ของอมินตราแทน และเปลี่ยนชื่อของคะฉิ่นน้อยเป็น อุรามณี  เมื่อเวลาที่มนัสกษัตรอยากพบเจอหน้าของอมินตรา สุกรีก็จะให้อุรามณีมาปรนนิบัติแทน แล้วโกหกว่าอมินตราคบชู้กับชายคนใหม่ พร้อมหลบหนีออกจากวังไปแล้ว ซึ่งตอนแรกมนัสกษัตรก็ไม่ได้เอะใจอะไร เพราะคิดว่าอมินตราอาจมีใจให้ชายอื่นจริง อย่างที่สุกรีเพ็ดทูล  แต่นานๆ เข้ามนัสกษัตรเริ่มจับสังเกตพฤติกรรมของสุกรีว่า ไม่อนาทรร้อนใจเรื่องที่อมินตราหลบหนีไปกับชายอื่น จึงทำให้เริ่มสงสัยว่า จะจริงหรือที่อมินตราจะหนีตามชายอื่นไป โดยที่สุกรี ไม่เห็นออกตามหาเลย จึงให้ราชครูศรีอาท คอยจับผิด และสะกดรอยตามสุกรี เพื่อดูพฤติกรรมว่า วันๆ หนึ่ง ไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไรบ้าง แล้วมารายงาน



สำนวนที่วา “ซ่อนดาบในรอยยิ้ม ดูหน้าไม่รู้ใจ” นั้นถูกนำมาใช้ในตอนนี้  เมื่อศรีอาทสะกดรอยตามสุกรีไปจนล่วงรู้ว่า สุกรีมีบ้านอยู่ที่แคว้นราโชทัย เป็นบ้านหลังนึง ในหมู่บ้านเกษตรกรรม และที่บ้านแห่งนั้น กลับพบว่า มีช้างพลายเผือก เชือกที่มนัสกษัตรเคยอยากได้ ถูกเลี้ยงไว้อย่างดีในคอกเลี้ยงสัตว์ที่มีสัตว์หลากหลายประเภทมาก คล้ายฟาร์มปศุสัตว์ของผู้มีอันจะกินพอสมควร จึงรีบกลับไปรายงานมนัสกษัตรว่า พบช้างพลายเผือก เชือกดังกล่าวอยู่ที่บ้านของสุกรี และสุกรีก็ไม่ใช่คนพื้นถิ่น อยู่ในนวเกศ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มนัสกษัตร คลางแคลงใจ และเริ่มรู้สึกไม่ไว้ใจสุกรี มองว่าสุกรีอาจจะเป็นสายที่ปลอมตัวมาเป็นทหารในนวเกศ เพราะพื้นเพสุกรี กลับอาศัยอยู่ในกรุงโลกา จึงได้รับสั่งให้ศรีอาทนำกองกำลังไปคล้องช้างพลายเผือกกลับมา แต่คล้อยหลังศรีอาท มนัสกษัตรกลับไม่ไว้วางใจศรีอาทว่าจะทำสำเร็จ จึงสั่งการให้พระวิเศษศาสตรา ติดตามไปห่างๆ หากว่าศรีอาททำการไม่สำเร็จ ก็ให้พระวิเศษศาสตรา เป็นผู้นำช้างพลายเผือกกลับมาให้ได้ เหตุการณ์ในครั้งนี้จะไม่กลายเป็นโศกนาฏกรรมเลย ถ้าพระวิเศษศาสตราไม่ได้ติดตามมาด้วย เพราะทันทีที่พระครูศรีอาทถึงบ้านสุกรี ตอนนั้นสุกรีไม่อยู่ แต่ศรีอาทกลับไปพบอมินตรากำลังให้นมเด็กทารกน้อยคนหนี่ง จึงชวนให้สงสัยว่า เหตุใดอมินตราถึงมาหลบอาศัยอยู่ที่บ้านของสุกรี แล้วเด็กทารกที่อุ้มอยู่คือใคร ก็เพราะศรีอาทรับรู้เพียงว่าเธอหนีตามชายชู้ออกจากวังไปแล้ว นี่แสดงว่าสุกรีโกหกเรื่องขึ้นมาทั้งหมด ในเมื่อเรื่องมันแดงขึ้นมาแล้ว อมินตราจึงขอร้องศรีอาทว่า ให้ปล่อยเด็กทารกซึ่งเป็นบุตรของเธอกับสุกรีไป เธอยินยอมถูกจับกุมตัวไปรับโทษที่วังเอง และขอให้ศรีอาทช่วยปกปิดความลับนี้ของเธอกับสุกรีไว้ อย่าบอกต่อมนัสกษัตร ซึ่งศรีอาทก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ใจนึงก็เห็นแก่ความสัมพันธ์ที่ดี ที่มีต่อสุกรี จึงรับปากว่าจะไม่บอกความจริงเรื่องลูกแก่มนัสกษัตร จากนั้นจึงนำตัวอมินตรากลับไป มธุรสเทวีจึงเอาเด็กทารกน้อย นามว่าสุอามิน มาอุ้มไว้แทน  คล้อยหลังไม่นาน พระวิเศษศาสตราก็โผล่มาที่บ้านของสุกรีอีก โดยอ้างว่า จะมานำช้างพลายเผือกกลับไป มธุรสเทวีแจ้งต่อพระวิเศษศาสตราว่า ตนไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับสุกรี เป็นแต่เพียงผู้ดูแลบ้านแห่งนี้เท่านั้น จากนั้นพระวิเศษศาสตราจึงนำกองกำลังกลับไป แต่พอเดินทางกลับไปได้ซักพัก จึงฉุกคิดขึ้นได้ว่า หญิงวัยกลางคนๆ นั้น อุ้มเด็กทารกไว้คนนึง จึงเริ่มวิเคราะห์ว่าเด็กทารกคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับอมินตราหรือไม่ ในเมื่ออมินตราถูกพระครูศรีอาทนำตัวกลับไป แล้วเหตุใด หญิงวัยกลางคนจึงอุ้มเด็กทารกไว้ เธอไม่น่าจะใช่มารดาของเด็ก น่าจะเป็นอมินตรามากกว่า แล้วจากการรับรู้คือ อมินตราหนีตามชายชู้ออกนอกวัง แต่กลับมาอยู่ที่บ้านของสุกรี แสดงว่า เด็กทารกคนนี้น่าจะเป็นบุตรที่เกิดจากอมินตรากับสุกรีหรือเปล่า จึงวกกลับมาที่บ้านสุกรีอีกครั้ง แต่ว่า มธุรสเทวีได้พาหลานสุอามินหลบหนีไปแล้ว พระวิเศษศาสตราจึงรีบยกกองกำลังออกไล่ตามมธุรสเทวีเพื่อไปเอาเด็กทารกกลับไปให้มนัสกษัตรให้ได้ แต่ว่า นามโป ได้พยายามขัดขวาง และพยายามยื้อเวลา เพื่อให้ย่าและหลานหนีไปให้ได้ไกลจากเงื้อมมือของทหารจากนวเกศให้ได้นานที่สุด สุดท้ายนามโปต้องถูกทำร้ายโดยกองกำลังทหารของนวเกศปางตาย นอนหายใจรวยรินอยู่บนแคร่ไม้ ถามว่าแล้วขณะนั้น สุกรีหายไปไหน สุกรีได้ถูกพวกอมนุษย์จับตัวไป ระหว่างเดินทางออกจากบ้าน เพื่อกำลังจะกลับไปนวเกศ แต่ระหว่างทางโดนพวกอมนุษย์วางกับดัก จับกุมตัวไปให้วนัสปตี ซึ่งวนัสปตี เป็นพราหมณ์นอกรีต ที่มีอาชีพค้ามนุษย์ จับคนมาชำแหละขายอวัยวะ หรือถ้ารุปร่างสมบูรณ์ดีก็นำไปขายเป็นทาสเชลย ให้กับแม่หญิงนางพญาฝูงนกยูง ซึ่งกรณีของสุกรีนั้นถูกนำมาขายเป็นทาสเชลยให้แม่หญิงนางพญา แม่หญิงนางพญาพอเห็นสุกรีครั้งแรก ก็รู้สึกถูกชะตา พอเห็นรอยสักและแผลเป็นบางส่วนบนร่างกาย ก็รู้สึกว่าคล้ายคนรักเก่าของตน จึงเลือกซื้อสุกรีไว้คนเดียวจากที่วนัสปตี เอามาเสนอ 3 คน (รวมเจ้าชายนัชมุลลากับไตรกริณด้วย) โดยข้อตกลงที่สุกรีทำกับแม่หญิงนางพญา เพื่อแลกกับการให้แม่หญิงยอมปล่อยตัวเจ้าชายนัชมุลลากับไตรกริณก็คือ สุกรีต้องยอมร่วมเพศกับแม่หญิง เพื่อให้สามารถสืบทอดเชื้อสายเผ่าพันธุ์ของเธอต่อไป โดยก่อนหน้านี้เธอได้ทดสอบดูแล้วเห็นว่า สุกรีมิใช่มนุษย์ แต่เป็นอมนุษย์ ประเภทนึง เหมือนกันเธอ เธอได้ยอมถ่ายทอดพลังทั้งหมดในตัวเธอให้กับสุกรี เพราะเห็นแล้วว่าสุกรี น่าจะเป็นทายาทของอดีตคนรักเก่าของเธอ ที่หายสาบสูญไป สุกรีไม่มีทางเลือก เพราะต้องการช่วยเชลยทาสทั้ง 2 คนให้รอดออกไปได้ จากนั้นสุกรีก็ยอมเป็นเชลยทาสแทน วันนึงจึงยอมทำตามสัญญากับแม่หญิง ยอมมีอะไรกับแม่หญิง จนเธอตั้งครรภ์ขึ้นมา เมื่อคลอดแล้ว แม่หญิงก็หมดอายุขัย ก่อนจะสิ้นใจ ได้สั่งเสียกับสุกรีว่า ขอให้สุกรีเลี้ยงดูลูกที่เกิดกับเขา ให้เติบโต แล้วเป็นทายาทสือทอดเผ่าพันธุ์ของเธอต่อไป ระหว่างนี้ขอร้องให้สุกรีรับอาสาเป็น หน.เผ่าของเธอไปก่อนจนกว่าบุตรจะโต จึงส่งไม้ต่อ ทำให้สุกรีได้กลายเป็น หน.เผ่าปายะ ในเวลาต่อมา มีบริวารเป็นอมนุษย์จำนวนมาก และคนในเผ่าปายะ จำนวนหนี่ง  พระครูศรีอาทเมื่อนำตัวอมินตรากลับไปให้มนัสกษัตรลงโทษแล้ว เขาก็วกกลับมาเพื่อตามหาสุกรี พอสืบทราบว่าสุกรีกลายเป็น หน.เผ่าปายะแล้ว จึงบอกความจริงเรื่อง อมินตรา และชะตากรรมของครอบครัวของสุกรีให้ทราบ สุกรีจึงรีบเดินทางกลับมาที่บ้าน เพื่อพบความจริงที่ว่า พี่ชายคนสนิทของตนเอง อย่าง นามโป ถูกทำร้ายจนเสียชีวิต ส่วนแม่กับบุตรของตนเอง หายสาบสูญ ภายหลังสุกรีได้ไปพบเจอทั้งแม่ บุตรของตน และก็พ่อของตนที่หายสาบสูญไปเมื่อวัยเด็ก ที่ป่าผีเสื้อใกล้วังของราชินีรุจิเรขรัศมี  เพราะว่าในขณะที่พระวิเศษศาสตราออกติดตามไปจับกุมตัวแม่ ที่อุ้มหลาน ไปจนพบเจอตัว และกำลังจะเอาตัวหลานกลับไป ปรากฏชายนิรนามเข้ามาขัดขวางการจับกุมตัว และเกิดการต่อสู้กันขึ้น ชายนิรนามสามารถทำร้ายจนร่างของพระวิเศษศาสตรามอดไหม้เป็นจุณณ์ และจำแลงร่างหนีไปได้ ชายนิรนามคนดังกล่าวก็คือท้าวพิศาลสมุทร บิดาของสุกรีนั่นเอง จึงทำให้สุกรีได้ทราบชาตกำเนิดของตนเสียทีว่า ที่แท้เขาเป็นบุตรที่เกิดจากท้าวพิศาลสมุทรกับมธุรสเทวี ซึ่งท้าวพิศาลสมุทรหายสาบสูญไปเพราะต้องหลบหนีความผิด และถูกตามล่าจับกุมตัวโดยพระเจ้าอติภพภูวนารถ แล้ววันนึง บิดาของตนก็มาปรากฏกายช่วยเหลือมารดากับหลานสำเร็จ สุกรีเสียใจที่เป็นต้นเหตุให้นามโปตาย จึงปฏิญาณตนว่า จะกลับไปแก้แค้น และเอาตัวอมินตรากลับมาให้ได้



จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้สุกรี ได้มีพลังอำนาจฮึกเหิมขึ้น จากเดิมที่เป็นเพียงนายทหารตัวเล็กๆ คนนึงก็คือ การได้มาพบเจอกับมยุราภาวดี หรือแม่หญิงนางพญาแห่งรังฝูงนกยูงนั่นเอง เพราะมยุราภาวดี คืออดีตคนรักเก่าของท้าวพิศาลสมุทร ที่เคยแอบหลงรักกัน สมัยที่ท้าวพิศาลสมุทรทำศึกหนีทหารมาหลบอยู่ในรังฝูงนกยูง ได้มยุราภาวดีช่วยเหลือไว้ จนเกิดเป็นความรัก ในตอนนั้นท้าวพิศาลสมุทรไม่ได้คิดอะไรมาก พอเจอมยุราภาวดีก็เกิดเป็นความรักที่บริสุทธิ์ครั้งแรกโดยไม่รู้ว่านั่นเรียกกว่าความใคร่เสน่หาเป็นเพียงความใกล้ชิดกันแต่กลับให้ความหวังนาง บอกว่าวันนึงจะกลับมาขอแต่งงาน แต่ตนเองต้องจำต้องกลับทัพไปช่วยเหลือพระอติภพภูวนารถ นายเหนือหัวของตนก่อน แต่ภายหลังจากนั้นท้าวพิศาลสมุทรมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับพระสนมนามว่ามธุรสเทวี ครั้งนี้เป็นความรักจริงๆขึ้นมา ถึงขนาดมีอะไรด้วยกัน และสุดท้ายหนีออกจากวังตามกันมา เพราะรู้ว่าพระอติภพภูวนารถเริ่มสงสัยจับได้ ล้ว เธอยังคงรอว่าเมื่อไรท้าวพิศาลสมุทรจะกลับมา โดยรอมานานเกือบ 40 ช่วงอายุขัย (5 เดือนของมนุษย์เท่ากับ 1 ปีของอมนุษย์ประเภทนกยูง) แล้ววันนึง ได้มาเจอสุกรี ที่มีใบหน้าทั้งคล้าย รูปร่างคล้าย มีรูปพรรณสัณฐานคล้าย มีรอยสัก และแผลเป็นเหมือนกับท้าวพิศาลสมุทร ทุกประการ ทำให้มยุราภาวดี ไม่รอที่จะต้องเจอท้าวพิศาลสมุทรอีก จึงตัดสินใจว่าจะขอให้สุกรียินยอมมีอะไรกับเธอด้วย เพื่อให้เธอได้สืบทอดเผ่าพันธุ์ของเธอต่อไป เพราะรู้ว่าอายุขัยของเธอใกล้หมดแล้ว อยู่ในวัยชราแล้ว พอมีบุตรกับสุกรีได้ ก็พอดีกับสิ้นอายุขัย การที่สุกรีได้รับการถ่ายทอดพลังทั้งหมดของมุยราภาวดีให้ (ถ้าเป็นหนังจีน ก็คือพลังวัตรในตัวทั้งหมด) บวกกับวิชาการต่อสู้ที่ได้รับจากบิดาคือท้าวพิศาลสมุทร รวมถึงครูพักลักจำมาจากพระครูศรีอาทบ้าง และพระวิเศษศาสตราบ้าง ทำให้สุกรียกระดับ ความก้าวหน้าด้านวิทยายุทธ์ของตนไปแบบก้าวกระโดด ทำให้มีพละกำลัง สามารถต่อกรกับกองกำลังทหารธรรมดาได้นับร้อย หรือถ้าเป็นอมนุษย์ด้วยกันได้อย่างสบายมือ ที่บอกว่าสุกรีเป็นอมนุษย์ไม่ใช่มนุษย์ซะทีเดียวก็เพราะว่า บิดาของสุกรี หรือท้าวพิศาลสมุทร สืบเชื้อสายมาจากพญานาคตนหนึ่ง เรื่องราวในภาคนี้ เราจึงจะได้เห็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดดของสุกรี ที่เนื้อหาในภาคนี้ สุกรีแทบกลายเป็นพระเอกของเรื่องทั้งหมด






2.พระราชาน้อย (เจ้าชายปรเมศฤทธี) กลับมาตายรัง ภายหลังจากที่ภาคแรก พออำมาตย์ราชสิงห์ไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากพระราชามนัสกษัตรกับพระวิเศษศาตราได้อีก เพราะในตอนนั้นกองกำลังของนวเกศถูกส่งไปช่วยเหลือร่วมรบกับพันธมิตรจากจามและขอม และเกิดการสูญเสียกำลังคนไปส่วนหนี่ง พอกลับมา พระราชามนัสกษัตรก็ทรงกริ้วมาก ที่ไปเป็นพันธมิตรร่วมรบแล้ว ไม่ได้รับผลตอบแทนอะไรกลับมาเลย อีกทั้งยังสูญเสียกองกำลังทหารไปฟรีๆ อีกทั้งมาทราบว่าฝ่ายพันธมิตรร่วมรบเป็นฝ่ายถอนกำลังกลับ ทั้งๆ ที่เผด็จศึกได้แล้ว ก็ยิ่งทำให้ทรงไม่พอพระทัย จึงไม่แยแสที่อยากจะช่วยอำมาตย์ราชสิงห์ในการบุกยึดเอาอำนาจคืนจากโรจนาถราชา บวกกับตอนนั้นสุกรีนำกองกำลังจากเผ่าปายะมาบุกช่วยอมินตรา และได้พ่อตนเอง คือท้าวพิศาลสมุทร กับอมนุษย์ กลุ่มของวนัสปตี ซึ่งแต่ละคนคือยอดฝีมือทั้งนั้น บุกมาช่วยเหลืออมินตรา ต่อสู้กับพวกมนัสกษัตร จนสามารถเอาชนะ และจับกุมตัวฝ่ายนวเกศได้ทั้งหมด และไปเชิญ พระเจ้าปัณณฑัตกลับมาครองราชย์อีกครั้ง มนัสกษัตรถูกจับขังในคุกมืด พระวิเศษศาตรากับอำมาตย์ราชสิงห์ถูกจับกุมตัว โดยพระวิเศษศาสราถูกเนรเทศออกจากเมือง ส่วนอำมาตย์ราชสิงห์ถูกนำตัวกลับไปรับโทษทัณฑ์ที่มหิทธินาศ พระครูศรีอาทยอมแปรพักตร์เข้าพวกสุกรี โดยขอเป็นข้ารับใช้สุกรี เพื่อกอบกู้ราชอาณาจักรต่อไป ส่วนพระราชาน้อย (เจ้าชายปรเมศฤทธี) ทรงคิดได้ กลับไปขอรับโทษทัณฑ์ ยอมให้พระบิดาจับตัวไปคุมขัง และปลดจากราชนิกูลลงมาเป็นราษฏรสามัญชน แต่ด้วยความที่โรจนาถราชา ยังมีความรักและเอ็นดูพระโอรสองค์นี้อยู่มาก จึงไม่คุมขัง ให้ไปเป็นทหารไพร่ราบ คอยติดตามขุนไกรสิทธิเดช และทำความดี ค่อยๆ ไต่เต้ากลับขึ้นมาใหม่ โดยไม่ได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ เหมือนเมื่อก่อน ภายหลังเจ้าชายพระองค์นี้ เรียกได้ว่า เปลี่ยนแปลงบุคลิก นิสัยใหม่หมด จนกลายเป็นคนเก่ง คนขยัน และฝึกปรือฝีมือ การยุทธ์ การทหารด้วยพระองค์เอง โดยไปเข้าโครงการรับสมัครฝึกฝนเป็น หน่วยรบพิเศษ อภิบาลกระฏุมพี จนสามารถจบหลักสูตร และทำความดีไถ่โทษ ในเหตุการณ์ไปเจรจาสงบศึกเมืองบริวารแข็งข้อ ทั้ง 5 เมือง และสามารถสังหารแม่ทัพคนสำคัญของเมืองสวัลญาได้ จนทำให้พระเจ้าโรจนาถราชา ปูนบำเหน็จให้เจ้าชายปรเมศฤทธี กลับมาสู่สถานะศักดิ์เป็นองค์ชายได้ตามเดิม และให้ตำแหน่ง เทียบเท่าพระยากลาโหม เป็นรองเพียงแค่ อำมาตย์ไกรสิทธิเดช เท่านั้น  และระหว่างที่ทรงไปฝึกเป็นหน่วยรบพิเศษ ก็ได้ไปเจออดีตคนรักเก่าวัยเด็ก ที่เป็นลูกสาวของนายทหารองครักษ์ พันเอกเเทพฤทธิ์  มาประจำการอยู่ในหน่วยเป็นนางพยาบาล จึงเกิดการช่วยเหลือดูแลกัน ทำให้เจ้าชายฤทธีรา ทรงประทับใจ ภายหลังทรงอภิเษกสมรสกับนางสร้อยแก้วคนนี้ กลายเป็นพระชายานั่นเอง  



3.เจ้าชายอธิกบุศย์ กลายเป็นร่างทรงของพญาครุฑสีห์ เรื่องนี้มีที่มาได้อย่างไร จู่ๆ เจ้าชายอธิกบุศย์ กลายมาเป็นร่างทรงของพญาครุฑสีห์ได้อย่างไร ก็มีอยู่มาวันหนึ่ง ผืนแผ่นดินบนก้อนเมฆ หรือที่เรียกว่า อมรเมฆาธานี เกิดถูกปกคลุมด้วย นกครุฑเต็มพรึดไปหมด และอากาศก็หนาวเย็นสุดขั้วหัวใจ ตอนแรกไม่มีใครบนอมรเมฆาล่วงรู้ว่า มันเกิดอะไรขึ้น ภายหลังพอพระเทพราหูสิ้นพระชนม์ เนื่องจากอากาศเย็นจัดจนตัวแข็งแล้ว จึงล่วงรู้ว่ามหาครุฑทวยเทพ เสด็จลงมาบนโลกมนุษย์ โดยทุกๆ 5,000 ปีจะเสด็จลงมา 1 ครั้งเพื่อโปรดสัตว์มนุษย์บนโลก (ทรงเป็นเทพปกรณัมที่เป็นพาหนะขององค์วิษณุเทพ) เรื่องราวทั้งหมดผ่านการจัดการโดยพระเวฬุวันปุโรหิต ข้าราชการที่ใกล้ชิด และเก่าแก่ที่สุดของราชสำนัก ซึ่งเป็นบุคคลที่สามารถสื่อสารกับมหาครุฑทวยเทพได้ พระเวฬุวันปุโรหิตบอกต่อพระมหาเทพราชาให้ล่วงรู้ และยอมลงจากราชบัลลังก์ แต่พระมหาเทพราชาไม่ทรงยินยอม จึงเกิดการต่อสู้กับมหาครุฑทวยเทพ และพญาครุฑสีห์ ซึ่งมหาครุฑทวยเทพอาศัยร่างของพระเทพราหูเป็นที่อาศัย และพญาครุฑสีห์อาศัยร่างของเจ้าชายอธิกบุศย์เป็นที่อาศัย  และการที่ได้เป็นร่างทรงนี้เอง ที่ทำให้เจ้าชายอธิกบุศย์ได้รับพลังวิเศษสิงอยู่ในร่างอย่างถาวร ภายหลังพวกเหล่าอเวนเจอร์ เอ๊ยไม่ใช่เหล่าเทพปกรณัมครุฑจะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว พลังวิเศษนี้ก็ยังอยู่ในร่างของเจ้าชายอธิกบุศย์ ทำให้คล้ายๆ สุกรี คือมีพลังวัตรแฝงอยู่ในร่าง ทำให้เจ้าชายอธิกบุศย์มีพละกำลังเพิ่มในตัวหลายเท่า สามารถต่อกรกับกองกำลังทหารนับร้อยได้อย่างสบายหรือกับผู้เยี่ยมยุทธ์อย่าง เจ้าชายศิระติกาลได้อย่างสูสี ทัดเทียม ซึงผิดกับเมื่อสมัยยังละอ่อน ที่เป็นฝ่ายถูกรังแกทำร้ายจากพระเชษฐาต่างมารดาอยู่เสมอ บวกกับวิชาการยุทธ์ที่ทรงได้ศึกษาร่ำเรียนเพิ่มเติมมาจากเนราญนารายณ์ ทำให้เจ้าชายอธิกบุศย์ ก็มีฝีมือรุดหน้าแบบก้าวกระโดดยอีกคนนึง เดี๋ยวตอนหน้ามาพูดถึงอีก 2 ตัวละครที่เหลือ นั่นคือ นาคามิน กับพราหมณ์น้อย-เจ้าชายอนุเชษฐ์ และเริ่มเข้าสู่เนื้อหาของภาคที่ 3 กันต่อไป