วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560

10 สุดยอดปรากฏการณ์ทางการตลาดแห่งปี 2017 (อันดับที่ 7,6,5)





อันดับที่ 7 Presenter of the Year 2017

ได้แก่ นาย ณภัทร เสียงสมบูรณ์ กับใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ ปีนี้นับเป็นปีทองของน้องทั้ง 2 คนทั้งน้องใหม่ และน้องนาย เนื่องจากมีผลงานโดดเด่นทั้งในแวดวงการบันเทิง และได้เป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้ามากที่สุดของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย โดยขอเริ่มที่น้องนายก่อน ดังนี้

น้องนาย ณภัทร เสียงสมบูรณ์ บุตรชายเพียงคนเดียวของอดีตนางงามและนักแสดงชื่อดัง พิมพ์ผกา เสียงสมบูรณ์ จะว่าไปน้องนาย เป็นที่รู้จักในฐานะนายแบบโฆษณา ตามสื่อสิ่งพิมพ์ และโฆษณาสินค้าทางทีวี จนเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น จากรูปร่างหน้าตาที่มีเสน่ห์ และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากสื่อในฐานะลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของแม่หมู ก่อนที่จะได้รับการทาบทามให้มาเซ็นต์สัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 3 และเพิ่งจะมีผลงานละครในปีนี้ เพียงเรื่องเดียว นั่นคือ รักกันพัลวัน ทางช่อง 3 และมีผลงานภาพยนตร์เรื่อง พรจากฟ้า ในปี 2559 และภาพยนตร์สั้นโปรโมทการท่องเที่ยวฯ ชื่อว่า “เที่ยวไทยเท่ ตอนทริปล้างใจ” อีกทั้งน้องนายยังเคยได้รับรางวัลเกี่ยวกับบุคคลชายที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุดในโลกโซเชียล จากเอ็มไทยท็อปทอล์คอะเบ้าต์,รางวัลครอบครัวแห่งปีจาก ไนน์เอ็นเตอร์เทนอวอร์ด และรางวัลดาราชายเจ้าเสน่ห์จากมายามหาชนอวอร์ด แต่ผลงานที่โดดเด่นในปีนี้ของน้องนาย ก็คือการเป็น Presenter หรือ Brand Ambassador ให้กับสินค้า ด้วยเสน่ห์ที่เปล่งประกายในกลุ่มวัยรุ่น จนทำให้ได้รับความไว้วางใจจากเอเยนซี่โฆษณา ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ถึง 8 ตัว ซึ่งถือว่ามากสุดในบรรดานักแสดงชายรุ่นใหม่ในปีนี้แล้ว ได้แก่

1.น้ำดื่มคริสตัล,
2.รถยนต์มาสด้า ออลนิว CX-3,
3.สมาร์ทโฟน Samsung Galaxy A 2017,
4.เครื่องใช้ไฟฟ้าตระกูล Panasonic
5.กาแฟกระป๋อง Birdy 3 in 1
6.ผงซักฟอก Attack Falmily
7.เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ Dtac แพ็กเกจ Go No limit และ Go เพลิน
8.ขนมสแน็คขบเคี้ยว Pretz ในเครือ Glico กูลิโกะ

เราจึงยกตำแหน่ง เจ้าพ่อพรีเซ็นเตอร์ หรือ Presenter of the Year 2017 ฝ่ายชายให้แก่ น้องนาย ณภัทร เสียงสมบูรณ์ ในปีนี้ไปครองแบบไร้คู่แข่ง


ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ สาวลูกครึ่งไทย-เบลเยี่ยม มีดีกรีเป็นนางเอกละครของช่อง 7 สีมาก่อน พอหมดสัญญา ก็ผันมาเป็นนักแสดงอิสระเต็มตัว โดยมีผลงานสร้างชื่อจากทั้งละครและภาพยนตร์ ได้แก่ ละครเรื่อง นางชฏา และภาพยนตร์เรื่อง พี่มากพระโขนง, ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ เป็นต้น ผลงานในปีนี้ของใหม่ คือละคร 3 เรื่อง ก็คือ ไดอารี่ส์ตุ๊ดซี่ เดอะซีรีส์ ซีซั่น 2 (รับเชิญ) ช่อง GMM25 ,บ่วงบรรจถรณ์ ช่อง 3 ,ชายไม่จริงหญิงแท้ ช่อง ONE และผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุด คือ 20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น (ปี 2559) ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังส่งให้เธอได้รับรางวัล นักแสดงนำฝ่ายหญิง จากหลายสถาบัน อาทิ ชมรมวิจารณ์บันเทิง,สมาคมผุ้กำกับภาพยนตร์ไทย, คมชัดลึกอวอร์ด ฯลฯ
ปี 2016 ดาวิกา ถูกจัดอันดับความงามเป็นอันดับ 13 ใน 55 ที่มีใบหน้าที่เป็นเอกลักษณ์เหมาะสมกับวงการแฟชั่นฝ่ายหญิงของฝั่งเอเชีย ของ I-MAGAZINE INC ร่วมมือกับ ADOBE BEHANCE'S ARTISTS โดยอาศัยความร่วมมือจาก 40 ประเทศ, 380 ช่างภาพมืออาชีพ , DESIGNERS, MAKEUP ARTISTS,STYLISTS, EDITORS AND ทีมงาน I-MAGAZINE IN-HOUSE จากประเทศ อังกฤษ จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ แบ่งการคัดเลือกเป็น6หมวด จากรูป-วิดีโอจำนวน 35,000ชิ้น ใช้เวลา 3เดือนสำหรับในการจัดการหารายชื่อสุดท้ายของแต่ละหมวด

ในช่วง 2-3 ปีมานี้ ใหม่ได้รับเกียรติจากสปอนเซอร์ให้ไปเดินพรมแดงในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ที่เมืองคานส์ เกือบทุกปี โดยปีล่าสุด ใหม่ไปฐานะ Brand Ambassador ของไอศครีมวอลล์แม็กนั่ม จนเธอถูกสื่อมวลชนจับไปเปรียบเทียบว่า จะก้าวขึ้นมาแทนชมพู่ อารยา เอ.ฮาร์เก็ตหรือมาเทียบบารมีรุ่นพี่ ที่เป็น Brand Ambassador ประจำของ Loreal และไปคานส์ทุกปี
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2560 UNICEF Thailandประกาศแต่งตั้ง Friends of UNICEF ให้ ดาวิกามีบทบาทหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้แก่เด็กๆ เรียกร้องให้สังคมไทยหันมาร่วมกันแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว (พ.ย.2560) ใหม่ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Brand Ambassador คนแรกและคนเดียวในเอเชีย ให้กับแบรนด์แว่นตาระดับโลก BOLON EYEWEAR by Essilor เทียบชั้นซุปเปอร์สตาร์ฮอลลีวู้ด ''แอน แฮททาเวย์'' (Anne Hathaway) และซุปเปอร์โมเดลชื่อดัง ''เฮลีย์ บัลด์วิน'' (Hailey Baldwin)

“ใหม่ – ดาวิกา โฮร์เน่” เคยติดอันดับ 100 ผู้หญิงที่หน้าสวยที่สุดในโลก (The 100 Most Beautiful Faces of 2015) ในอันดับที่ 96 พร้อมกับ “ปอย-ตรีชฎา” ที่ติดอันดับ 63 ในปี 2015 และมาในปี 2016 “ใหม่-ดาวิกา” มีชื่อติด 1 ใน 100 ของผู้หญิงที่สวยที่สุด โดยเธออยู่ในอันดับที่ 37

สำหรับผลงานในการได้รับเลือกให้เป็น Presenter ให้กับสินค้า เฉพาะในปีนี้มีด้วยกัน 29 ตัว ได้แก่
1. ยาสามัญประจำบ้าน แก้ไข้ หวัดคัดจมูก ทิฟฟี่แผงสีเขียว
2. แอปพิเคชัน True - TRUE id ครอบครัวทรู TrueFamily
3. น้ำมันบำรุงเส้นผม "ขวดชมพู่" L'Oréal Paris - Extraordinary Oil EclatImperial (PinkOil)
4. คอลลาเจนชนิดผง Colly Plus Lycopene Collagen
5. คอนเทคเลนส์ Lollipop
6. ครีมบำรุงผิวหน้า L'Oreal Paris - whiteperfect
7. ครีมกันแดด L'Oreal Paris - UV Perfect
8. ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม LESASHA
9. แชมพู L'Oréal Paris - L'Oréal Elseve
10. เครื่องดื่มชารสเลมอน ลิปตัน ไอซ์ที
11. ไอศครีม Magnum Red Velvet
12. แว่นตา BOLON
13. ครีมเปลี่ยนสีผม L'Oréal Paris - L'Oreal Excellence Fashion
14. น้ำผลไม้ผสมคอลลาเจน ตรา ทิปโก้ : "ดื่มแล้วเด้ง" "ดื่มแล้วยัง"
15. เลนส์แว่นตา Eyezen Crizal
16. แว็กซ์สตริปส์ อีซี่-เจลแว็กซ์ Veet
17. แอปพลิเคชัน KittyLive
18. น้ำมันบำรุงเส้นผม "ขวดสีทอง" L'Oréal Paris - Extraordinary Oil EclatImperial / (GoldOil) , (LaCreme)
19. ครีมอาบน้ำเนื้อครีม NAMU LIFE SNAILWHITE CRÈME BODY WASH
20. ผ้าอนามัย ลอรีเอะแบบกลางคืน
21. น้ำยาปรับผ้านุ่ม Comfort Luxury Nature (Luxe Rose from Luxury Nature)
22. ครีมขจัดขน Silk & Fresh ยี่ห้อ Veet
23. กาแฟปรุงสำเร็จชนิดผงสูตรใหม่ Birdy 3 in 1 Robusta (New) กับ ณภัทร เสียงสมบุญ
24. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขนาดถ้วยแบบใหม่ MAMA New Cup
25. เครื่องสำอางแป้งตลับ Mistine เรด คาร์เพ็ท
26. โคลนมาส์กหน้า L'Oreal Paris - PureClayMask InstaDetox
27. ลิปสติกซุปเปอร์แมทท์ Mistine Super Matte Air Matte 30 เฉดสี
28. ธ.ไทยพาณิชย์ Mobile banking “SCB Easy Pay แม่มณี”
29. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขนาดถ้วยแบบใหม่ MAMA Cup รสกะเพรา แซ่บแห้ง
ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่ จึงรับตำแหน่ง เจ้าแม่ Presenter of the Year 2017 ไปครองแบบไร้คู่แข่ง
เครดิตข้อมูลจาก วิถีพีเดีย,Mthai.com,Sanook.com




อันดับที่ 6 สงครามทีวีดิจิตอลคุกรุ่น สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร

ในปี 2017 ที่กำลังจะผ่านไป เป็นปีที่โชกเลือด เลือดอาบของหลายธุรกิจ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังคงอึมครึมอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจอุตสาหกรรมทีวีในบ้านเราก็เผชิญชะตากรรมเช่นนั้นด้วย ถ้าไปดูผลประกอบการทีวีดิจิตอล จะพบว่าส่วนใหญ่ยังขาดทุน ช่องที่พอมีกำไรมีเพียง ไม่กี่ช่อง อาทิ ช่อง 7,3 (แต่ผลกำไรและรายได้ก็ลดลงจากยุคอนาล็อคมากแบบฮวบฮาบ) ช่องเวิร์คพ้อยท์,ช่อง one,ช่อง mono29,ช่อง 8 เป็นต้น ในขณะที่งบโฆษณาในช่องทางทีวีนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่กับไปโตในช่องทาง social media แทน ทำให้ทีวีดิจิตอลช่องหลักๆ ต้องดิ้นหนีตาย ด้วยการหันมาเน้นหารายได้จากช่องทาง social media หรือจากรายได้อื่นๆ ที่ไม่ใช่ค่าโฆษณา มาชดเชยแทน เพื่อที่จะทำให้ไม่ต้องแบกภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ลดลงเลย ในขณะที่ก็ต้องทำการตัดค่าใช้จ่ายหรือลดต้นทุนกันขนานใหญ่ 

เริ่มจากทีวีดิจิตอลได้รวมตัวกันไปขอเรียกร้องให้ กสทช.พิจารณาการขอผ่อนผันให้มีการชะลอจ่ายค่าสัมปทาน โดยขอยืดระยะเวลาให้นานขึ้น และข้อเสนอการขอลดค่าสัมปทาน (ซึ่งเรื่องนี้ กสทช.อ้างว่าตนเองไม่มีอำนาจที่จะทำได้ ต้องให้ พณ.นายรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 สั่งให้แก้ไขเงื่อนไขสัญญาสัมปทานของการประมูลคลื่นความถี่ ทีวีดิจิตอล จึงจะทำได้ เวลานี้เรื่องก็ยังคาราคาซังอยู่ ยังมองไม่เห็นหนทางว่าจะทำได้) ข้อเสนอการขอคืนใบอนุญาติสัญญาสัมปทานช่องทีวี ที่ตนเองไปประมูลมา หรือขอให้มีการเปลี่ยนแปลงโอนกรรมสิทธิ์เจ้าของสัญญาสัมปทานช่องทีวี (ซึ่งข้อเสนอนี้ก็คล้ายกับการขอลดค่าสัมปทาน กสทช.ก็อ้างว่าตนเองไม่มีอำนาจที่จะทำได้ ยกเว้นใช้ ม.44 เช่นกัน) เมื่อการดำเนินการขอลดหรือคืนใบอนุญาติสัญญาสัมปทานยังไม่มีทางออกที่เป็นไปได้ ทีวีดิจิตอลก็ต้องดิ้นเฮือกสุดท้าย ด้วยการตัดเนื้อร้าย ยอมกลืนเลือดตัวเอง ด้วยการโละพนักงานออก และหวยไปออกที่ฝ่ายข่าวและผู้สื่อข่าวของช่องที่มีผลประกอบการขาดทุน และส่วนใหญ่เป็นช่องข่าวเป็นหลัก อาทิเช่น ช่องเนชั่น ,ช่องสปริงนิวส์ ,ช่อง voice tv เป็นต้น (จริงๆ ยังมีอีกหลายช่อง ที่มีความเปลี่ยนแปลงด้านบุคลากรของทีมข่าวด้วยการยกทีมลาออก หรือมีคนย้ายข้ามช่องระหว่างกันอีกมาก) และก็มีอีกหลายช่องที่ยอมเสียเอกราช หรือยอมเฉือนเนื้อตัวเองด้วยการยินยอมออกหุ้นเพิ่มทุน และให้กลุ่มทุนใหญ่เข้ามาถือหุ้น เพื่อจะรักษาชีวิตให้กิจการยังสามารถมีทุนหมุนเวียนที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้ หรือให้มีส่วนของทุนมากพอที่จะรักษางบดุลของกิจการต่อไปได้ อาทิ ช่อง Amarin,ช่อง One,GMM25 เป็นต้น (และมีอีกหลายช่องที่มีปัญหาเรื่องการแย่งชิงหรือเปลี่ยนแปลงการถือครองเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กันแบบเงียบๆ) นี่คือบริบทคร่าวๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปีของการดิ้นหนีตายของทีวีดิจิตอลในรอบปี ยังไม่นับปัญหาเรื่องบริษัทวัดเรตติ้งอย่าง กันดาร์ ที่ช่องส่วนใหญ่ไว้วางใจลงขันให้มาช่วยบริหารจัดการการวัดเรตติ้งทีวีดิจิตอลให้ถูกต้อง แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า บริษัทกันดาร์ยอมยกธงขาว อ้างว่าตัวเองไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินการวัดเรตติ้งได้ (ตามกำหนดเดิมก็คือตั้งแต่ต้นปี 2560 ซึ่งมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนมาก่อนหน้า 2-3 ปีแล้ว จึงทำให้ช่องทีวีดิจิตอลต้องกลับไปใช้บริการของบริษัทเรตติ้งเจ้าเดิมก็คือ A.C Neilsen เหมือนเช่นเดิม ซึ่งผลการวัดเรตติ้งจึงออกมาเหมือนเดิมๆ ทุกอย่าง ที่นี้จะไปดูสถานการณ์ของทีวีดิจิตอลรายช่อง (เอาเฉพาะช่องหลัก ๆ ซัก 5-6 ช่องก็พอ) ในรอบปีที่ผ่านมา มีดังนี้

ช่อง 7 ยังคงรักษาสถานภาพการครองความเป็นอันดับที่ 1 ในด้านเรตติ้งทั้งด้านละครและข่าว รวมถึงรายการต่างๆ โดยภาพรวมของทีวีไทยไว้ได้ แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ผลประกอบการและเรตติ้งของช่อง 7 ก็ลดลงเช่นกันจากในยุคอนาล็อก จากรายได้ปีละ 3 หมื่นล้านในยุคอนาล็อก ปัจจุบันรายได้ของช่อง 7 (10 เดือนแรก) มีรายได้เพียง 12,047.78 ล้านบาท เป็นอันดับ 2 รองจากช่อง 3 ที่มีรายได้ 10 เดือนแรกเท่ากับ 13,585.54 ล้านบาท (ที่มาอ้างอิง : บริษัทเอ.ซี.เนลเซ่น) ส่วนเรตติ้งของช่อง 7 ที่เคยได้ประมาณ 47% เกือบครึ่งนึงของยุคอนาล็อก (มี 6 ช่อง) ปัจจุบันเรตติ้งรวมโดยเฉลี่ยของช่อง 7 (เดือนพ.ย.2560) อยู่ที่ 2.204 % แต่ในขณะที่เรตติ้งรวมของอันดับ 2-10 รวมกันเท่ากับ 5.01 นั่นแสดงว่า สัดส่วนเรตติ้งในปัจจุบันของช่อง 7 จากที่เคยครองส่วนแบ่งเรตติ้งอยู่ในระดับเกือบครึ่งคือ 47% ลดลงมาอยู่ในระดับ 22% เรียกว่าในยุคทีวีดิจิตอล ช่อง 7 เรตติ้งลดลงกว่าครึ่งนึง แม้จะครองอันดับ 1 ไว้ได้ แต่ในระยะยาว ส่วนแบ่งตรงนี้จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากจำนวนผู้เล่นหรือคู่แข่งในตลาดเพิ่มขึ้น และมีการพัฒนาคอนเท้นต์ของช่องเกิดใหม่หรือคู่แข่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกประการต่อมาก็คือ เดิมในยุคอนาล็อก ช่อง 7 ถือได้ว่าได้เปรียบจากโครงข่ายของเสาส่ง หรือคลื่นความถี่ที่สามารถส่งคลื่นความถี่ของสถานีไปได้ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ทำให้ปริมาณคนดูช่อง 7 ดูได้มากที่สุด หรือแม้แต่ในจุดอับต่างๆ ซึ่งเมื่อก่อน แม้ช่อง 3 จะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถขยายฐานคนดูสู้ช่อง 7 ได้ แต่พอมาในยุคนี้ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิตอล เปลี่ยนแปลงระบบคลื่นความถี่ และเครือข่ายเสาส่งใหม่หมด เป็นการรับคลื่นความถี่ผ่านเสาแบบใหม่ ต้องมีกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล และมีเครือข่ายของจานรับสัญญาณดาวเทียม มีเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่น มีทีวีแบบบอกรับสมาชิกหรือที่เรียกว่า streming มี (ott) มีการไลฟ์สดผ่าน social media ,มีช่องทาง youtube ต่างๆ ทำให้ช่องทางในการรับสัญญาณทีวีไม่ติดอยู่ในกรอบที่จำกัดเหมือนแต่ก่อนแล้ว การดูทีวีผ่านโทรศัพท์มือถืออีก มันท้าทายว่า ความนิยมในการรับชมช่อง 7 ยังคงมากที่สุดเหมือนแต่ก่อนอีกหรือไม่ อีกทั้งช่อง 7 ได้ประกาศออกมาแล้วว่าจะยุติการออกอากาศในระบบอนาล็อกก่อนกำหนดสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน คือจะยุติในปี 2566 นั่นแปลว่า ณ ตอนนั้น ช่อง 7 จะไม่เหลือตัวช่วยคือการส่งสัญญาณในระบบอนาล็อกมาเป็นฐานอีกต่อไป แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของช่อง 7 แต่อย่างใด เพราะทุกวันนี้ก็แทบไม่มีใครดูทีวีด้วยเสาก้างปลาแบบระบบอนาล็อกอยู่ซักเท่าไหร่แล้ว ช่อง 7 จึงเผชิญการท้าทายจากคู่แข่งที่มีทั้งรายเก่า รายใหม่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะมาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากเบอร์ 1 ไปได้มากน้อยเพียงใดแค่นั้นเอง

ช่อง 3 (อันดับ 2) ผู้ที่เผชิญวิกฤติปัญหาในองค์กรมาตลอดปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่รายได้โฆษณาที่ลดลง พลอยทำให้กำไรลดลงอย่างฮวบฮาบ บางคนโทษว่าเป็นเพราะผลพวงของสรยุทธ์ สุทัศนะจินดาโดนคดีไร่ส้ม ทำให้ต้องยุติบทบาทการทำรายการข่าวหน้าจอ และทำให้เรตติ้งของรายการเรื่องเล่าเช้านี้ เรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ลดลง อันนั้นก็น่าจะส่วนหนึ่ง แต่ที่รายได้/กำไรของช่อง 3 ลดลงอย่างฮวบฮาบนั้นน่าจะมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายประการ อาทิ งบโฆษณาที่ลดลง อีกทั้งมีช่องคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นในยุคทีวีดิจิตอล การแบ่งรับต้นทุนจากการไปประมูลช่องทีวีดิจิตอลมาถึง 3 ช่อง แบกรับทั้งต้นทุนบุคลากรด้านข่าว ผู้สื่อข่าวจำนวนมากที่ก่อนหน้านี้ไปแก่งแย่งซื้อตัวมาจากช่องอื่น แบกรับต้นทุนการผลิตละครแบบใช้ระบบสต็อกละคร (หรือผลิตละครเป็นสต็อกไว้จำนวนมาก แต่ยังไม่ได้ออนแอร์ บางเรื่องก็ถูกดองยาว ไม่มีโอกาสได้ฉายเลย กลายเป็นต้นทุนเสียเปล่า sunk cost หรือต้องตัดเป็นค่าเสื่อมหรือหนี้สูญไป หรือเป็นเรื่องของต้องแบกรับต้นทุนค่าจ้างดารานักแสดงในสังกัด เพราะเป็นช่องเดียวที่มีการจ่ายเงินเดือนให้กับนักแสดงในสังกัดด้วย ยังไม่นับรวมต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ซึ่งการเป็นช่องใหญ่ ย่อมมีค่าใช้จ่ายเยอะกว่าช่องเล็กๆ อื่นๆ อยู่แล้ว) อีกทั้งจำนวนคนดูลดลง เนื่องจากพฤติกรรมคนดูยุคโซเชียลมีเดียรุ่งเรืองเปลี่ยนไป ฯลฯ ตัวเลขผลประกอบการของช่อง 3 หรือ BEC เฉพาะ 6 เดือนแรกของปีนี้ มีกำไรอยู่ที่ 361.69 ล้าน บาท ลดลงจากปีที่แล้วที่มีกำไรอยู่ที่ 1,037.37 ล้านบาท ลดลงถึง 65.13% และถ้านับย้อนไปอีก 2 ปี นับตั้งแต่เข้าสู่ทีวีดิจิตอลจะเป็นผลกำไรที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ ปี 2558 มีผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,982.71 ล้านบาท พอมาปี 2559 ผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,218.29 ล้านบาท นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ช่อง 3 ต้องปรับขบวนทัพใหม่หมด เริ่มจากข่าวการเปลี่ยนตัวประธานและรองประธานบริหาร ตำแหน่ง CEO ของช่อง 3 เป็นทีมใหม่หมด รวมถึงฝ่ายบริหารอื่นๆที่สำคัญ เช่น ฝ่ายหารายได้ การปรับเปลี่ยนนโยบายในการหารายได้ใหม่ โดยไปเน้นที่ รายได้ที่ไม่ใช่ค่าโฆษณา อาทิ การสร้างช่องทางสื่อโซเชียลเป็นของตนเองไม่ต้องไปพึ่งพารายได้จาก youtube เพราะยอดวิวละครของช่อง 3 ก็นับเป็นอันดับต้นๆ ของผู้ชมในช่อง youtube channel อยู่แล้ว, การนำโมเดลแบ่งรายได้ระหว่างผู้ผลิตรายการกับช่อง แบ่งผลประโยชน์ค่าโฆษณากัน, นำโมเดลบริหารศิลปินเอง ปั๊มรายได้มาเป็นหัวหอก และนโยบายผลิตละครเพื่อส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคเอเชีย , การนำเข้าซีรีส์ยอดฮิตจาก ตปท.หรือร่วมมือกับเอเยนซี่ เช่น jkn การนำละครเก่ามารีรันฉายใหม่ แทนการผลิตละครใหม่ ซึ่งไม่ต้องมีต้นทุนเพิ่ม เพราะในปีนี้ ละครใหม่ช่วงไพรม์ไทม์หลายเรื่องของช่อง 3 ก็ไม่สามารถเรียกเรตติ้งหรือกระแสได้ ตามที่คาดหวังไว้ แม้จะลงทุนด้วยโปรดักชั่นใหญ่ และมีนักแสดงระดับแม่เหล็ก แต่ก็ยังไม่สามารถกระชากเรตติ้งได้ตามเป้า เป็นต้น

ช่องเวิร์คพ้อยท์ ประสบความสำเร็จจากรายการประกวดร้องเพลง อย่างไมค์หมดหนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก บวกกับได้เรตติ้งและกระแสจากรายการใหม่อย่าง The Mask Singer seasonที่ 1 มานับตั้งแต่ปลายปี 59 ซึ่งสามารถต่อยอด รักษาโมเมนตัมของเรตติ้งมาได้จนถึง seasonที่ 3 ในปีนี้ ยังไม่นับรายการประกวดร้องเพลงอื่นๆ อีกที่ก็มีเรตติ้งที่น่าพอใจ อาทิ I can see your Voice, The X Factor Thailand รายการใหมที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจาก ตปท. และรายการวาไรตี้ยอดฮิตอื่นๆ อีกมาก ซึ่งเป็นจุดแข็งจุดขายของช่องเลยก็ว่าได้ ทำให้ยังสามารครองเรตติ้งในภาพรวมมาอยู่ในอันดับ 3 ปรากฏการณ์ของรายการ The Mask Singer ได้ทลายความเชื่อของผู้ชมในประเทศไทยว่า ถ้าคอนเท้นต์ดี เด่น ดัง จริง ก็สามารถล้มละครค่ำช่วงไพร์มไทม์ของช่องใหญ่ได้ ซึ่งเรตติ้งของ The Mask Singer เคยขึ้นไปแตะถึงเกือบ 10 ชนะละครของทุกช่องได้สำเร็จ และกลายเป็น talk of the town ในช่วงต้นปี และตลอดทั้งปีนี้ นี่เป็นความสำเร็จของรายการทีวีเพียงรายการเดียว แต่เวิร์คพ้อยท์มิได้มีรายการที่เรตติ้งดีเพียงรายการนี้ รายการเดียว จึงทำให้ยังรักษาโมเมนตัมของการเป็นช่องเกิดใหม่ หรือคู่แข่งในทีวีดิจิตอลที่น่ากลัวที่สุด บางช่วงเบียดขึ้นไปถึงอันดับที่ 2 ของเรตติ้งรวมได้สำเร็จ โดยชนะช่อง 3 ได้ในบางช่วงเวลา และหลายรายการเรตติ้งก็สูงกว่ารายการของช่อง 7 ด้วย

ช่องโมโน 29 ทีวีที่คุยว่าตนเองมีภาพยนตร์ดี ซีรีส์ดังมากที่สุด ก็จริงตามนั้น แต่บ่อยครั้งพอเปิดไป ก็เป็นภาพยนตร์แนวแอ็คชั่น แนวตลก ซ้ำๆซากๆ และฉายรีรันบ่อย สโลแกนที่ว่าภาพยนตร์ดี จึงฟังดูไม่น่าจะใช่ ส่วนซีรีส์นั้นก็จะหนักไปทางสืบสวนสอบสวน ไซไฟ และก็ไม่มีความหลากหลายของแนวเท่าไหร่ แต่อย่างไรก็ยังให้กำลังใจช่อง mono ต่อไป เนื่องจากเป็นช่องเดียวที่กล้าชูจุดขาย เป็นช่องที่สร้างคาแร็กเตอร์เฉพาะให้กับตนเองเป็นช่องหนังต่างประเทศไปเลย และมีถ่ายทอดสดกีฬาบาสเก็ตบอลให้ชมอยู่บ่อยๆ นับว่าเป็นช่องทางเลือกของคนที่ชอบดูหนังอย่างแท้จริง แต่สำหรับรายการที่ผลิตเองในประเทศจัดว่าน้อยมากสำหรับช่องนี้ จึงนับถือว่าช่องนี้ ถ้าไม่รวยจริง ทำไม่ได้ ลำพังค่าโฆษณาที่ได้เข้ามาหักลบกับหนังหรือซีรีส์จากต่างประเทศที่ซื้อมา ดูยังไงก็ไม่น่าจะคุ้มเท่าไหร่ สำหรับการทำทีวี เพราะนี่คือฟรีทีวี ดังนั้น ปัญหาของช่องนี้คือการบริหารจัดการรายได้กับค่าใช้จ่าย ต้นทุนให้สามารถอยู่ได้ และตอบแทนคืนกำไรให้คนดูมากทีสุด นับถือจริงๆ สำหรับช่องนี้

ช่อง ONE31 นับว่าในช่วง 2-3 ปีแรก ดูจะยังไม่ลงตัวกับหลายๆ อย่าง มีปัญหาทั้งทีมข่าว และการหารายได้เข้าสถานี จนทำให้ทีมข่าวยกทีมลาออกไป และเปลี่ยนทีมข่าวใหม่อยู่บ่อยๆ ในขณะที่จุดแข็งยังคงเป็นการผลิตละคร ที่แบกสถานีเอาไว้ได้ รวมถึงรายการวาไรตี้ต่างๆ เริ่มดีขึ้น และอยู่ตัวขึ้นแล้ว ช่องนี้จะมีลักษณะพิเศษกว่าช่องอื่นตรง กลุ่มเป้าหมายของช่อง one คือผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ มีฐานการศึกษา และรสนิยมดี มีรายได้สูง (กลุ่ม A-List จะดูช่อง 3,กับ one เยอะ และโฆษณาที่เน้นกลุ่มเป้าหมายมีกำลังซื้อสูงจะลงช่อง one กับช่อง 3 เป็นหลัก) และกลุ่มคนดูละครจะทับซ้อนกับช่อง 3 ด้วย ลองสังเกตดูว่าหากละครล็อตใดของช่อง 3 ไม่สนุก จะเทมาเพิ่มเรตติ้งให้กับช่อง one ทันที เป็นอย่างนี้มาหลายเรื่องแล้ว สาเหตุก็เพราะฐานคนดูของคนเมืองส่วนใหญ่ อยู่ที่ช่อง 3 กับ one นี่แหละ แต่ที่เรตติ้งของช่อง one ยังไม่สามารถขยับขึ้นได้มากกว่านี้ ก็เพราะฐานแฟนละครที่เฝ้าหน้าจอแบบจงรักภักดีกับช่องจริงๆ มีน้อยกว่าช่อง 3 และมีพฤติกรรมแบบเปลี่ยนแปลงโยกย้ายง่ายและบ่อยด้วย ไม่ติดยึดกับหน้าจอทีวี เช่น ไม่นิยมดูสดผ่านทีวี แต่จะไปดูย้อนหลังทางไลน์ทีวีหรือยูทูปแทน แต่หากนับเอายอดวิวที่ดูย้อนหลังในช่องทางอื่นๆ มารวมด้วย ก็ต้องถือว่าฐานแฟนละครของช่อง one มีไม่น้อยไปกว่าช่อง 3 เลย ทางแก้ของช่อง ONE จึงต้องเพิ่มฐานแฟนละครที่เฝ้าหน้าจอเพิ่มขึ้นหรือจงรักภักดีกับช่อง ผ่านการทำโปรโมตลดแลกแจกแถมในการดูสด (ซึ่งช่อง ONE ทำอยู่ประจำ) การเพิ่มคอนเท้นต์ที่น่าสนใจ เพื่อขยานฐานคนดูให้เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ หรือดึงคนดูมาจากช่องอื่นๆ ซึ่งช่อง one ทำประสบความสำเร็จเป็นพักๆ แต่ยังไม่สามารถทำให้คงตัวอยู่ได้นาน อันเนื่องมาจากเปลี่ยนผังรายการบ่อย ซึ่งโจทก์นี้ เป็นโจทก์ใหญ่ของช่อง ที่หากไม่แก้ ก็จะได้ฐานคนดูอยู่แค่นี้ ไม่กระเตื้องไปไหน อยู่อันดับ 5-6 อยู่อย่างนี้

ช่อง 8 มีการปรับขบวนทัพมาเป็นระยะ ๆ นับแต่การปรับโฉมรายการข่าว และหันมาเน้นรายการข่าวตอนเช้า จนบางช่วงเรตติ้งแซงชนะรายการข่าวเรื่องเล่าเช้านี้ของช่อง 3 สำเร็จ การเพิ่มรายการมวย ในหลากหลายรูปแบบ และกีฬาอื่นๆ การซื้อซีรีส์เกาหลี และอินเดียมาชิมลางฉาย จนประสบความสำเร็จ ทำให้เรตติ้งดีขึ้นมากตั้งแต่นำซีรีส์อินเดียมาฉาย รวมถึงปรับปรุง เพิ่มผู้จัดละคร ดึงอดีตนักแสดงดังๆ จากช่องอื่น มาร่วมงาน เพื่อผลิตละครภาคค่ำให้มีสีสัน รสชาติที่แปลกตา และความหลากหลายแนว จากหลายผุ้จัด นับเป็นการพัฒนาที่มาถูกทาง ทำให้เรตติ้งและผลประกอบการของช่อง 8 ไปในทิศทางเดียวกัน


ทิศทางของอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอล จะยังคงดำเนินไปแบบทุลักทุเลเช่นนี้ จนกว่าจะถึงจุดแตกหัก ที่ทุกช่องสามารถอยู่ได้ โดยไม่ขาดทุน หรือยอมยกธงขาว ยอมแพ้ ก็จะได้เห็นจำนวนสถานีโทรทัศน์ที่อยู่รอดได้เพียงไม่กี่ช่อง แต่จะมีคาแร็กเตอร์ชัดเจน มีการสร้างจุดขายให้กับตนเอง เพื่อต่อสู้แข่งขัน แย่งชิงเรตติ้งกัน ให้ตนเองเป็นผู้รอดในอุตสาหกรรมนี้ต่อไป





อันดับที่ 5 สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง กำลังจะเป็นลายแทงขุมทรัพย์ใหม่ของประเทศ เอาไว้หารายได้เข้าประเทศ

คำว่าสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง ไม่เคยเห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างเด่นชัด จนมาในยุคที่ “ฟุตบอลไทย” เฟื่องฟู และมีการจัดแข่งขันเป็นระบบลีกอาชีพ ซึ่งก็ในช่วงไม่ถึง 10 ปีมานี้เอง ยังผลไปสู่กีฬาชนิดอื่นๆ ด้วย ฟุตบอลกลายเป็น role model ที่กีฬาชนิดอื่นพร้อมเดินตาม ในขณะที่ เมื่อก่อนกีฬาอาชีพในเมืองไทยก็เป็นสิ่งที่ไกลตัวเหลือเกิน จนมาในช่วงที่กีฬาไทยมีฮีโร่แจ้งเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในหลายๆชนิดกีฬา อาทิ ต๋อง ศิษย์ฉ่อย (วัฒนา ภู่โอบอ้อม) จากสนุกเกอร์, บอล ภราดร ศรีชาพันธุ์และแทมมี่ แทมมารีน ชนะสุกาญจน์ จากกีฬาเทนนิส ,เขาทราย กาแล็คซี่ ,สามารถ พยัคฆ์อรุณ,บัวขาว บัญชาเมฆ จนมาถึงศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น, โปรช้าง ธงชัย ใจดี,โปรอาร์ม กิรเดช อภิบาลรัตน์ จนมาถึงโปรเม โมรียา จุฑานุกูล ,เมย์ รัชนก อินทนนท์ นี่คือตัวอย่างของนักกีฬาอาชีพประเภทบุคคลที่ประสบความสำเร็จ สามารถหารายได้และยึดเป็นอาชีพได้อย่างมั่นคง และเป็นต้นแบบให้กับนักกีฬาหรือเยาวชนไทยรุ่นหลังได้เดินตาม

ในขณะที่กีฬาที่เป็นประเภททีมก็ต้องยกให้กับฟุตบอลกับวอลเลย์บอล ที่สามารถสร้างกระแสความนิยม และตัวนักกีฬาสามารถเล่นเป็นอาชีพได้ มีลีกการแข่งขันรองรับ และนักกีฬาของไทยก็ได้รับการยอมรับในระดับสากล จนช่วงหลังๆ มีหลากหลายชนิดกีฬา สามารถพัฒนาให้มีลีกการแข่งขันเป็นแบบระบบอาชีพ เช่น บาสเก็บบอล เซปัคตระกร้อ แบดมินตัน อีสปอร์ต เป็นต้น

กระแสสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งเริ่มกระพือความคึกคักคู่มากับกระแสความนิยมในกีฟาฟุตบอลอาชีพของบ้านเรา ต้องยกอานิสงส์ให้กับบรรดาทีมฟุตบอลสโมสรชั้นนำในบ้านเรา ที่นำเอาระบบการตลาดมาใช้กับการทำทีมสโมสรได้อย่างประสบความสำเร็จ อาทิ สโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด,สโมสรเมืองทองยูไนเต็ด ,สโมสรแบงคอกยูไนเต็ด และสโมสรเชียงรายยูไนเต็ด มีการคาดการณ์จากศูนย์วิจัย ธ.กสิกรไทย ว่าเม็ดเงินที่หมุนเวียนกันในระบบลีกฟุตบอลไทย หรือ T1 ปีๆ นึงไม่ต่ำกว่า 12,000 ล้านบาท (อันนี้เป็นตัวเลขโดยรวมแบบคร่าว ของปี 2559) พอมาถึงปีนี้อาจพุ่งไปแตะในระดับ 15,000 ล้านบาทแล้วก็เป็นได้ ลองวิเคราะห์ง่ายๆ ว่าค่าตัวของนักกีฬาสโมสรดังๆ แต่ละคนมีค่าตัวกันคนละเท่าไหร่ บวกๆ กันไว้ ค่าจ้างโค้ช ยอดขายตั๋ว+สินค้าที่ระลึก เม็ดเงินจากสปอนเซอร์ ค่าโฆษณา ยังไม่นับรวมมูลค่าการตลาดของแบรนด์สโมสร นับวันมีแต่จะมากขึ้นไปแบบไม่หยุด เรียกได้ว่า ลีกฟุตบอลของไทย ได้รับการจัดอันดับจากเอเอฟซีว่า เป็นดันดับ 12 ของทวีปเอเชีย (ในปีที่ผ่านมา) และเป็นอันดับ 1 ในย่านอาเซียน


จากตัวเลขเม็ดเงินมหาศาลที่นับวันจะยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ ภาครัฐเริ่มเล็งเห็นถึงการนำเอากีฬามาเป็นหัวหอก เดินกลยุทธ์หารายได้เข้าประเทศ โดยหยิบเอาชนิดกีฬาที่ ประเทศไทยมีนักกีฬาที่มีความเป็นเลิศ และในประเทศรอบบ้านเราก็นิยมเล่นกัน นำมาจัดเป็นอีเว้นต์การแข่งขัน หรือลีกการแข่งขัน เพื่อสร้างให้เป็นแพล็ตเทิร์นโมเดล สามารถขายลิขสิทธิ์การแข่งขันไปยังต่างประเทศแบบซื้อแฟรนไชส์ได้ เหมือนๆ กับที่ประเทศไทย ได้รับสิทธิ์เป็นสนามแข่งขันโมโตจีพี (สำหรับฤดูกาล 2018-2020 ได้รับสิทธิ์ 3 ปี ที่จะใช้สนามแข่งของช้างอินเตอร์เนชันแนลเซอร์กิตเป็นสนามแข่งที่บุรีรัมย์) จากจำนวนสนามแข่งในปี 2018 ทิ้งสิ้น 18 สนาม ของไทยได้รับเลือกเป็นสนามที่ 15 ของโลก แข่งในช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม 2018 (รายละเอียดสนาม 1 วันที่ 16-18 มีนาคม โลแซล อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต, กาตาร์ สนาม 2 วันที่ 6-8 เมษายน เทอร์มาส เดอ ริโอ ฮอนโด, อาร์เจนตินา สนาม 3 วันที่ 20-22 อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1069229)

เพื่อจะดึงเม็ดเงินจากการถ่ายทอดสด ค่าสปอนเซอร์ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เป็นคนดู ที่จะแห่แหนมาประเทศไทยเพื่อชมดูการแข่งขัน

พระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ.2556 ถือว่าเป็นกฎหมายกีฬาสำคัญในการยกระดับพัฒนาวงการกีฬาอาชีพไทยให้มีมาตรฐานก้าวหน้าทัดเทียมนานาชาติ โดจะมีทั้งหมด 74 มาตรา คุ้มครอง และสนับสนุนกลุ่มบุคคล 5 กลุ่มคือ นักกีฬาอาชีพ, บุคลากรกีฬาอาชีพ, สโมสรกีฬาอาชีพ, สมาคมกีฬาอาชีพ และผู้จัดการแข่งขันกีฬาอาชีพ

ชนิดกีฬาอาชีพที่การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และคณะกรรมการกีฬาอาชีพประกาศรับรองในปี 2560 มี 13 ชนิดกีฬา คือ ฟุตบอล, กอล์ฟ, เจ็ตสกี, วอลเลย์บอล, ตะกร้อ, โบว์ลิ่ง, แข่งรถจักรยานยนต์, แข่งรถยนต์, จักรยาน, สนุกเกอร์, เทนนิส, แบดมินตัน และบาสเกตบอล ซึ่งนอกเหนือจากแผนนโยบายยุทธศาสตร์ส่งเสริมพัฒนา และการสนับสนุนงบประมาณแล้ว พ.ร.บ.ส่งเสริมกีฬาอาชีพ ยังมีบทกำหนดโทษ ทั้งโทษทางปกครอง และโทษอาญา เพื่อช่วยสร้างมาตรฐานกีฬาอาชีพ

คณะกรรมการกีฬาอาชีพ หรือ บอร์ด กีฬาอาชีพ จะมี “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” เป็นประธานบอร์ด 

เจตริน วรรธนะสิน นักร้องดังของเมืองไทย และเป็นนักกีฬาเจ็ทสกี เคยออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ็คส่วนตัว ขอให้ประธานทีม "ปราสาทสายฟ้า" แห่งศึกลูกหนังไทยพรีเมียร์ลีก ช่วยสร้างศูนย์กีฬาทางน้ำ เพื่อจะได้อำลาวงการไปซื้อบ้านอยู่ที่บุรีรัมย์

"ฝันอยากเห็นคุณอาเนวิน พ่อเมืองแห่งบุรีรัมย์ สร้างบึงใหญ่ๆ หรือสร้างทะเลสาบใหญ่ๆ จัดให้เป็นศูณย์กีฬาทางน้ำและเป็นแหล่งพักผ่อน ตั้งแต่ เรือใบ วินเซิร์ฟ เวคบอร์ด สกีน้ำ เจ็ทสกี (กีฬาที่คนไทยเป็นแชมป์โลกมากสุด) ในตลอดทั้งปีมีการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย ในแต่ละกีฬา และ สามารถจัดระดับอินเตอร์ extreme game หรือ world king s cup jetski หรือถ้า เอาแบบ Mega จัดเรือ F1 กันได้เลย มั่นใจว่าตลอดทั้งปี water curcuit นี้เต็มตลอด "Buriram water sport curcuit" นักท่องเที่ยวทั้งไทยทั้งแขกอาหรับ ยุโรป อเมริกา มากันพรึบ งานไหนจัด traffic ใกล้กับ สนามแข่งรถ ยิ่งสนุกกันไปใหญ่ ผมนี้จะซื้อที่ปลูกบ้านรอเลย ขอลาวงการไปทำงานอยู่บุรีรัมย์ก่อนนะครับ สวัสดีครับ" ซึ่งจากข้อความดังกล่าวนี้ ทางภาครัฐ โดยอดีต รมต.กีฬาและการท่องเที่ยวฯ อย่างคุณหญิงกอบกาญจน์ ก็เห็นด้วยที่จะสนับสนุนให้ไทยเป็นฮับกีฬาทางน้ำ เพื่อนำเอากีฬาทางน้ำเป็นต้นแบบในการเป็นหัวหอกสร้างแพ็ทเทิร์นโมเดลการจัดการแข่งขันแล้วขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดออกสู่ต่างประเทศ ซึ่งโปรเจ็คท์นี้จะได้รับการผลักดันต่อหรือไม่ คงต้องรอ รมต.กีฬาและท่องเที่ยวคนใหม่ คือ ดร.วีระศักดิ์ โค้วสุรัตน์ ที่เพิ่งมารับตำแหน่งใหม่ ว่าจะผลักดันต่อหรือไม่อย่างไร

สุดท้ายก็คือเรื่องกีฬาอีสปอร์ต ซึ่งเป็นกีฬาชนิดใหม่ที่คนไทยมีความสามารถ ชำนาญ และมีศักยภาพในระดับโลก จนสามารถไปคว้าแชมป์ระดับโลกมาครองได้แล้ว เป็นปีที่มีการผลักดันให้รับรองกีฬาชนิดนี้ และตั้งเป็นสมาคมจนสำเร็จ และมีภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสปอนเซอร์สินค้าให้การสนับสนุนนักกีฬาของไทย ไปแข่งในระดับนานาชาติ หรือการจัดแข่งขัน อีเว้นต์การแข่งขันที่จัดขึ้นในบ้านเรา โดยเราเป็นเจ้าภาพ โดยในปีนี้

เป็นที่ชัดเจนว่ากีฬาอีสปอร์ตในไทยนั้นกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นจริงๆ Garena เองก็ไม่อยู่เฉยโดยวันที่ 24 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมาก็ได้มาแถลงข่าวทิศทางของอีสปอร์ตของประเทศไทยในอนาคตและการจัดงาน GSL2017 โดยถือเป็นมหกรรมเกมและการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเปิดตัว Blade & Soul เกมออนไลน์แนว Action MMORPG ที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศ พบเทรนด์ใหม่ของกีฬาอีสปอร์ตกับการแข่งขัน Mobile eSports ด้วยเกม RoV สุดยอดโมบายเกม MOBA (Multiplayer Online Battle Arena) ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 1,000,000 บาท พร้อมทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตมูลค่ารวมอีกกว่า 1,600,000 บาท เพื่อเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโทจนจบการศึกษา รวมเงินรางวัลของงาน GSL ครั้งนี้ทั้งสิ้นกว่า 7,000,000 บาท นายอัลเลน ซู ผู้จัดการอาวุโสด้านพันธมิตรทางธุรกิจเกม บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าสำหรับงาน GSL 2017 (Garena Star League 2017) ในปีนี้นั้น ถือเป็นการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีทุกปี โดยในปีที่แล้วมีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้นกว่า 150,000 คน สำหรับงาน GSL ในปีนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 1-2 เมษายน นับเป็นกิจกรรมแรกของปี 2017 ที่การีนาจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและผลักดันวงการกีฬาอีสปอร์ตให้เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ และเป็นการแสดงศักยภาพของวงการอีสปอร์ตไทยให้ต่างชาติได้รู้จัก รวมทั้งเป็นพื้นที่ในการประลองฝีมือของเหล่าเกมเมอร์ที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตในอนาคต ในงานจะได้พบกับการแข่งขันอีสปอร์ตในทัวร์นาเมนต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น HoN, Fifa Online 3, LoL, Point Blank นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันโมบายอีสปอร์ต (Mobile eSports) ในทัวร์นาเมนต์ของเกม RoV เกมมือถือที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงยึดอันดับ 1 Top Free Games ใน Google Play และ App Store มานานกว่า 2 เดือน และมียอดผู้ลงทะเบียนแล้วมากกว่า 3.5 ล้านไอดี ถือเป็นครั้งแรกของวงการอีสปอร์ตเกมมือถือที่จะมีการแข่งขันเพื่อชิงเงินรางวัลหลักล้าน ผู้ชนะทั้ง 5 คนยังจะได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตมูลค่ารวมกว่า 1,600,000 บาท และพบกับไอเดียสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ในการประกวดคอสเพลย์ในธีมของเกม LoL ที่งาน GSL ถือเป็นศูนย์รวมของเหล่าผู้ชื่นชอบการแต่งคอสเพลย์เพื่อมาร่วมประชันไอเดียในการออกแบบการแต่งกายให้กับตัวละครต่างๆ นอกจากนี้ นาย อัลเลน ยังกล่าวเสริมด้วยว่า “ในขณะที่การเติบโตของกีฬาอีสปอร์ตยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เกมเมอร์และนักกีฬาส่วนใหญ่ยังคงแข่งขันอีสปอร์ตอยู่บนเครื่องพีซีคอมพิวเตอร์ เรามองเห็นว่าในปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในยุคของโมบายเฟิร์ส ที่มีการใช้งานมือถือเป็นอุปกรณ์แรกในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารความบันเทิง ไปจนถึงการใช้งานต่างๆในชีวิตประจำวัน จากจุดนี้ที่ทำให้การีนามองเห็นโอกาสในการสนับสนุนให้มีการแข่งขันอีสปอร์ตผ่านมือถือเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน โดยจะใช้เกม RoV ที่ได้เปิดให้คอเกมในประเทศไทยได้ใช้บริการมาได้ระยะหนึ่งแล้วเป็นตัวนำร่อง จากการสำรวจมีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมากเพราะการแข่งขันบนมือถือสามารถเข้าถึงได้ง่ายทำให้มีโอกาสผลักดันให้เกมมือถือกลายเป็นกีฬาอีสปอร์ตได้ และในงาน GSL 2017 ครั้งนี้ การีนา ได้จัดทัวร์นาเมนต์สำหรับเกม RoV เป็นการแข่งขันในประเภทโมบายอีสปอร์ต ที่นอกจากชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมถึง 1 ล้านบาท”

และเขายังได้เน้นย้ำความสำคัญของการศึกษาว่า “เราได้รับความร่วมมือจากทางมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ในการสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโทจนจบการศึกษา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของการจัดการแข่งขันอีสปอร์ตบนมือถือในประเทศไทยที่มีรางวัลเป็นทุนการศึกษา เพราะปีที่แล้วเราเคยจัดแข่งขันเกม League of Legends เพื่อชิงทุนการศึกษาและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ถือเป็นการพลิกมุมมองใหม่ๆให้กับวงการเกมและวงการอีสปอร์ต ประกอบกับในปัจจุบันมีองค์กรภาคการศึกษาต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนในเรื่องของอีสปอร์ตจนมีการเปิดสาขาวิชาเกี่ยวกับเกมและอีสปอร์ตในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายมหาวิทยาลัยในตอนนี้ พร้อมกับทิ้งท้ายให้กับเยาวชนไทยว่า “การีนามองว่าเป็นเรื่องดีที่จะช่วยกันร่วมผลักดันและกำหนดกรอบที่ถูกต้องเพื่อให้เยาวชนแบ่งเวลาให้ถูก ให้ความสำคัญกับการเรียน มีจุดมุ่งหมายในการเล่นเกมเพื่อพัฒนาไปเป็นนักกีฬา รวมทั้งทำให้อุตสาหกรรมเกมขยายตัวและได้รับการยอมรับในทางที่ดีขึ้นอีกด้วย” มหกรรมเกมและการแข่งขันอีสปอร์ต ‘GSL 2017’ ได้จัดขึ้นไปแล้ว ณ ฮอลล์ 98-99 ไบเทคบางนา ระหว่างวันที่ 1-2 เมษายน 2560

นับวันกีฬากับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ และธุรกิจ การตลาด จะแยกจากกันไม่ออก มันจะเดินคู่ขนานกันไป ตราบเท่าที่มันยังมีคุณค่า คุณประโยชน์ ทั้งในแง่การพัฒนาศักยภาพของคนควบคู่ไปกับผลประโยชน์ในด้านตัวเงิน และนับวันสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งก็จะยิ่งมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณไปเรื่อยๆ

บทความ 10 สุดยอดปรากฏการณ์ทางการตลาดแห่งปี 2017 โดยเพจหยิกแกมหยอก

วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560

10 สุดยอดปรากฏการณ์ทางการตลาดแห่งปี 2017 (อันดับที่ 10,9,8)





ทุกสิ้นปี ก็จะมีบทสรุปหรือรวบรวม ประมวลเหตุการณ์ ความเป็นที่สุด ของเหตุการณ์ เรื่องราว ต่างๆ เกี่ยวกับบุคคล สิ่งของ สถานที่ หรือเหตุการณ์ในรอบปี ว่าสิ่งใดคือที่สุดของปีนั้นๆ คอลัมน์ 10 สุดยอดปรากฏการณ์ทางการตลาดแห่งปี ในบล็อกหยิกแกมหยอก ได้รวบรวมทำมาตั้งแต่ปี 2010 ทำให้ผู้เขียนเองก็ได้รับประโยชน์มหาศาล ทำให้รู้ว่าในแต่ละปี มีเรื่องผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบุคคล อีเว้นต์ใดเด่นดังบ้างในแต่ละปี แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนตกผลึกทางความคิดได้อย่างนึงก็คือ กลยุทธ์การตลาด ผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ที่โดดเด่น มักจะวนลูปอยู่ในกลุ่มผู้เล่นหน้าเดิมๆ วนซ้ำๆ กันไปทุกปี เพราะตลาดบ้านเราไม่ได้ใหญ่อะไรมาก และโครงสร้างของตลาดในบางชนิดมันกึ่งผูกขาด ผู้เล่นหรือผู้นำในตลาดมันจึงเป็นหน้าเดิมๆ กลุ่มบริษัทเดิม อยู่ไม่กี่ราย เฉกเช่นงบโฆษณาในแต่ละปี ไปดูได้ ส่วนใหญ่ก็บริษัทเจ้าประจำเดิมๆ แต่ที่ทำให้ปรากฏการณ์ทางการตลาดในแต่ละปีมันยังพอมีสีสันอยู่บ้าง ที่แตกต่างกันก็ตรงอันดับ 1 กับ 2 ของแต่ละปี จะมีปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์อะไรบางอย่างที่มันนำพาเอาผู้คนทั้งสังคมพูดถึงกัน เป็น talk of the town ในปีนั้น และแคมเปญหรือตราสินค้านั้นแหละ มันกินรวบตลาด ชนะทุกเหตุการณ์หรือแคมเปญโฆษณาทุกตัว เป็นอันดับ 1 ในปีนั้น (ในมุมมองของผู้เขียนหรือบล็อกหยิกแกมหยอกเท่านั้นนะ) และปีนี้ สิ่งนั้นก็ได้หมุนเวียน วงรอบมาถึง ณ เวลานี้อีกปีหนึ่งแล้ว

คอลัมน์นี้ไม่ใช่จะมาจัดอันดับแคมเปญโฆษณาสินค้าที่โดดเด่น ยอดเยี่ยมอะไร อันนั้นต้องไปดูตามเพจที่เกี่ยวกับวงการตลาดหรือโฆษณาโดยตรงจะดีกว่า แต่บล็อกหยิกแกมหยอก จะมองเป็นภาพกว้างของการตลาดที่เป็นตัวขับเคลื่อนจริงๆ ของเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า ซึ่งเราจะไม่ลงลึกไปถึงกลยุทธ์การตลาด การแก้เกมของผลิตภัณฑ์คู่แข่ง ยอดขาย ส่วนแบ่งทางการตลาด หรือการวางตำแหน่งสินค้า การโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไรใดๆ ทั้งสิ้น แต่จะเน้นที่ปรากฏการณ์อะไรบางอย่างที่มันเป็นตัวสะท้อนการเคลื่อนไหวอะไรบางอย่างของอุตสาหกรรมบางอย่างหรือเซคเตอร์ของธุรกิจบางชนิด ที่มันเป็นตัวสร้างสีสันให้กับวงการค้า การตลาด ธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศไทย และนี่คือคำอธิบายว่า ทำไมเราถึงตั้งชื่อหัวข้อว่า “สุดยอดปรากฏการณ์ทางการตลาดแห่งปี” 

ทีนี้มาเข้าสู่หัวข้อในปีนี้ก็คือ 10 สุดยอดปรากฏการณ์ทางการตลาดแห่งปี 2017 โดยจะค่อยๆ ไล่อันดับจาก 10 มาถึงอันดับที่ 1 โดยมีรายละเอียดดังนี้

อันดับที่ 10 ภาพรวมตลาดรถยนต์ของไทยยังคงเติบโต ปีนี้ฟื้นขึ้นจากปีก่อนอย่างเห็นได้ชัด ภายหลังประกาศ พรบ.ภาษีรถยนต์ (ฉบับใหม่) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2559 ทำให้ยอดขายปี 59 สะดุดไปเล็กน้อย แต่พอมาปีนี้ โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง ยอดขายกลับพุ่งสวนทางเศรษฐกิจ โดยเห็นได้จากความคึกคักของงาน Motor Show ตอนต้นปี และงาน Motor Expo ตอนปลายปี ที่จัดขึ้นที่อิมแพ็คเมืองทองธานีเหมือนกัน เอาตัวเลขเฉพาะงานปลายปี Motor Expo 2017 เป็นตัวสะท้อนว่า ตลาดรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ในบ้านเราไม่ได้ซบเซาตามภาวะเศรษฐกิจเลย ดังนี้

ยอดจองในงาน Motor Expo 2017 รถยนต์ทั้งสิ้น 32,422 คัน ,มอเตอร์ไซด์ 7,711 คัน
นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน "มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่34 หรือ มอเตอร์เอ็กซ์โป เปิดเผยว่า ปิดฉากงานมอเตอร์เอ็กซ์โปปี 60 ที่ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29พ.ย.-11ธ.ค.ที่เมืองทองธานี ได้สรุปยอดขาย รถยนต์จาก35 ผู้ผลิต มีจำนวนทั้งสิ้น39,832คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน22.9%โดย 5 อันดับสูงสุดได้แก่ อันดับ 1.ฮอนด้า 6,488คัน 2.โตโยต้า 5,456คัน 3.มาสด้า 5,015คันอันดับ 4.อีซูซุ 4,479คัน และ 5.เมอร์เซเดส-เบนซ์ 2,701คัน

ทั้งนี้รถเก๋งได้รับความสนใจสูงสุด มีสัดส่วนยอดขาย38.7% โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ฮอนด้า ซิตี้ ฮอนด้า ซีวิค มาสด้า2 ฮอนด้า แจ๊ซ และนิสสัน โน๊ต ส่วนรถอเนกประสงค์(เอสยูวี) มีสัดส่วน 33.9% ยอดขาย 5อันดับแรก ได้แก่เอ็มจี แซดเอส มิตซูบิชิ ปาเจโร ปอร์ต มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 ฟอร์ด เอเวอร์เรส และฮอนด้า เอชอาร์-วี รถกระบะมีสัดส่วน 17.9% และ 5 อันดับแรก ได้แก่ฟอร์ด เรนเจอร์ อีซูซุ ดีแม็คซ์โตโยต้า รีโว่ มิตซูบิชิ ไทรทัน และนิสสัน นาวารา

ส่วนรถหรู มียอดขายรวม4,874คัน โดย 5 แบรนด์ ที่ได้รับความสนใจสูงสุด ได้แก่เมอร์เซเดส-เบนซ์ บีเอ็มดับเบิลยู วอลโว่ ออดี้ และปอร์เช่

สำหรับยอดขายรถจักรยานยนต์รวม7,711คันสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้เล็กน้อย 5 อันดับแรกได้แก่จีพีเอ็กซ์ 1,115 คัน คาวาซากิ904 คัน ริวก้า 831 คัน ยามาฮ่า 805 คัน และ ฮอนด้า 741 คันราคาเฉลี่ยของรถที่ขายได้ในงาน 1,271,837บาทมีเงินหมุนเวียนภายในงาน 52,000ล้านบาท ผู้เข้าชมงานจำนวน1,360,605คน เพิ่มขึ้น14.2%

"งานปีนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ด้วยการสนับสนุนจาก บริษัทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ อุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนผู้เข้าชมงาน"
ยอดจองรถยนต์ของปีนี้มากกว่าปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด จากสภาพตลาดรถยนต์โดยรวมที่เริ่มฟื้นตัว และการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีของค่ายรถ ครอบคลุมเกือบทุกเซกเมนท์ ทั้งรถยนต์ราคาย่อมเยาอย่าง อีโคคาร์ หรือ รถยนต์ในสไตล์ครอสส์โอเวอร์ที่กำลังได้รับความนิยมในตลาด รวมถึงบรรดารถหรูที่อัดแน่นทั้งออพชัน และราคาที่เหมาะสม ยอดจองในงาน Motor Expo 2017 จึงสะท้อนถึงสภาวะตลาดรถยนต์ของปีนี้ได้เป็นอย่างดี ส่วนยอดจอง 10 อันดับแรก เป็นไปตามนี้ พร้อมยอดจองของแต่ละบแรนด์ในปีที่แล้ว

ยอดจองรถยนต์ 10 อันดับแรกของงาน Motor Expo 2017 (ยอดจองของปีก่อนหน้า Motor Expo 2016)
1. Honda 6,488 คัน (4,902 คัน)
2. Toyota 5,456 คัน (5,124 คัน)
3. Mazda 5,015 คัน (3,434 คัน)
4. Isuzu 4,479 คัน (3,620 คัน)
5. Mercedes-Benz 2,701 คัน (1,722 คัน)
6. MG 2,366 คัน (1,455 คัน)
7. Nissan 2,275 คัน (2,292 คัน)
8. Mitsubishi 2,260 คัน (2,098 คัน)
9. Ford 2,253 คัน (2,411 คัน)
10. Suzuki 1,361 คัน (1,386 คัน)
ยอดจองรถมอเตอร์ไซค์ ในงาน Motor Expo 2017
7,711 คัน
ยอดจองรถมอเตอร์ไซค์ ในงาน Motor Expo 2016
7,942 คัน

ยอดจองรถมอเตอร์ไซค์ของ Motor Expo 2017 ลดลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วตลาดรถมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะกลุ่ม Big Bike ยังมีผู้ให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง
ยอดจองรถมอเตอร์ไซค์ 10 อันดับแรกของงาน Motor Expo 2017 (ยอดจองของปีก่อนหน้า Motor Expo 2016)
1. GPX 1,115 คัน (1,109 คัน)
2. Kawasaki 904 คัน (762 คัน)
3. Ryuka 831 คัน (418 คัน)
4. Yamaha 805 คัน (1,040 คัน)
5. Honda 741 คัน (791 คัน)
6. Lifan 626 คัน ( - )
7. Vespa 500 คัน (1,059 คัน)
8. Triumph 396 คัน (488 คัน)
9. BMW 309 คัน (290 คัน)
10. Benelli 238 คัน (208 คัน)




อันดับที่ 9 ตลาดโทรศัพท์สมาร์ทโฟน บี้กันสุดฤทธิ์ ผู้เล่นรายใหม่ผุดเข้าตลาด โปรโมชั่นเลือดสาด เปลี่ยนสภาพจากตลาดผุ้เล่นน้อยราย เป็นตลาดแข่งขันเสรีโดยสมบูรณ์ อันดับ 3-5 จีนกวาดกินตลาดเรียบวุธ นาทีนี้ผู้ซื้อเป็นพระเจ้าอย่างแท้จริง 

เรียกได้ว่าปี 2017 ตลาดมือถือสมาร์ทโฟนในไทย คึกคักเป็นที่สุด เพราะว่ามีการเปิดตัวทั้งแบรนด์เก่า รุ่นใหม่ หรือแบรนด์ใหม่ๆ ก็มี กลายมาเป็นคู่แข่งแบบชนิดที่ว่า เจ้าตลาดเดิมๆ ยังต้องทำโปรโมชั่นออกมาแข่ง เพราะต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปให้กับแบรนด์เก่ารุ่นใหม่ และแบรนด์ใหม่ๆ (Apple i-phone, Samsung Galaxy, Huawei, Oppo, Vivo, Xiaomi, Google, Sony, Microsoft ) ยังไม่นับแข่งกันเองระหว่างเจ้าตลาดเดิม เบอร์ 1-5 ที่สนุกสนานจนผู้ซื้อปวดหัว ไม่รู้จะเลือกยี่ห้อไหน รุ่นอะไรดี
ขอเริ่มต้นด้วยการเปิดตัวของเจ้าตลาดเดิมอย่างค่าย Apple ก่อน

การเปิดตัว iPhone 8 และ iPhone 8 Plus กับไอโฟนรุ่นใหม่หมดจดคือ iPhone X หรือ iPhone รุ่นครบรอบ 10 ปี (อ่านว่า ไอโฟนเท็น) มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่หมดจดหน้าจอไร้ขอบ ก็เรียกว่าหลุดออกมาตามข่าวก่อนหน้านี้ แน่นอนว่ามาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ๆ น่าสนใจหลายอย่าง มีอะไรบ้างไปดูกันเลยครับ
iPhone X หน้าจอไร้ขอบ

ตามข่าวลือก่อนหน้านี้ iPhone X มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่หมดจด คือเปลี่ยนวัสดุตัวเครื่องจากอลูมิเนียมที่ด้านหลังเป็นกระจก และขอบเครื่องเป็นอลูมิเนียม กล้องคู่แบบแนวตั้ง และที่ด้านหน้าเป็นหน้าจอที่ไร้ขอบ แต่มีรอยบากด้านบนสำหรับวางเซ็นเซอร์และกล้องหน้าครับ

หน้าจอความละเอียด 2436 x 1125 พิกเซล Apple เรียกว่า Super Retina Display ความหนาแน่น 458 ppi แน่นอนว่าหน้าจอใช้เทคโนโลยี OLED ที่มีความสว่าง เฉดสีกว้าง และมีความถูกต้องและแม่นยำสูง รองรับการแสดงวิดีโอแบบ HDR ด้วยมาตรฐาน HDR10 และ Dolby Vision
เนื่องจาก iPhone X ไม่มีปุ่มโฮมแล้ว การเปิดใช้งานเครื่องจะต้องแตะที่หน้าจอหนึ่งครั้งแล้วปัดขึ้นเพื่อเป็นการเปิดเครื่องครับ คุณลักษณะ,คุณสมบัติโดดเด่นของรุ่นนี้ก็คือ iPhone X กับรอยบากบนหน้าจอ ,สเปกของ iPhone X ,Face ID ระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า ,iPhone X มีกล้องคู่จัดเต็ม ,มาพร้อมระบบชาร์จไร้สาย

iPhone X มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว โดยมีความจุให้เลือกเพียงสองความจุเท่านัน ได้แก่ 64GB และ 256GB มีให้เลือสองสีได้แก่สีดำและสีขาว ราคาเริ่มต้น $999 หรือประมาณ 33,000 บาทครับ และรุ่น 256GB อยู่ที่ $1,149 หรือประมาณ 38,000 บาท เปิดพรีออเดอร์วันที่ 27 ตุลาคม วางจำหน่าย 3 พฤศจิกายนนี้ (เครดิตข้อมูลจากหน้าเพจ แบไต๋ไฮเท็ค)

วงการสมาร์ทโฟนโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2017 ที่ผ่านมานับเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดมากที่สุด ทั้งแบรนด์ใหญ่ แบรนด์เล็ก ต่างงัดเอาอาวุธเด็ดของตนเองมาฟาดฟันกับคู่แข่งกันแบบไม่มีใครยอมใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาร์ทโฟนเรือธงตัวท็อปของแต่ละแบรนด์นั้นต่างอัดแน่นไปด้วยสุดยอดนวัตกรรมที่ดีที่สุดเท่าที่จะมีได้ เรียกว่าใครไม่แกร่งจริงคงอยู่ยาก สุดท้ายแล้วประโยชน์ก็มาตกอยู่กับผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ นั่นเอง เพราะมีตัวเลือกดีๆ ให้เลือกสรรกันแบบไม่หวาดไม่ไหว ซึ่งทีมงานเว็บไซต์ไทยโมบายเซ็นเตอร์ของเราก็ได้นำเอาข่าวคราวความเคลื่อนไหวของสมาร์ทโฟนรุ่นต่างๆ มาอัปเดตให้ทุกท่านได้ติดตามกันโดยตลอด

แต่หากถามว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใดคือที่สุดของวงการในช่วงครึ่งแรกของปี 2017 ในสายตาทีมงานเว็บไซต์ไทยโมบายเซ็นเตอร์? ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากเอาการ เพราะสมาร์ทโฟนแต่ละรุ่นที่เปิดตัวในช่วงครึ่งแรกของปี 2017 ต่างก็มีความโดดเด่นในแบบฉบับของตนเอง ไม่ว่าจะโดดเด่นในเรื่องของราคาที่คุ้มค่า หรือโดดเด่นในเรื่องของฟีเจอร์ที่อัดแน่น อย่างไรก็ดีสำหรับการตัดสินในครั้งนี้ ทีมงานของเราขอตัดการพิจารณาเรื่องราคา หรือความคุ้มค่าออกไป เพื่อให้สามารถพุ่งเป้าไปที่เรื่องของนวัตกรรม, เทคโนโลยี, ฟีเจอร์ หรือคุณสมบัติของแต่ละรุ่นได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นงานนี้สมาร์ทโฟนรุ่นใดที่มีนวัตกรรมที่ล้ำกว่าใคร, มีฟีเจอร์ที่ไฮเอนด์จัดเต็มกว่าเพื่อน หรือมีดีไซน์เข้าตาที่สุด ก็น่าจะก้าวเข้ามายืนอยู่ในตำแหน่งสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดของเราประจำครึ่งแรกของปี 2017 ได้ไม่ยาก

และต้องขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจกันก่อนสักเล็กน้อยว่าสมาร์ทโฟนแต่ละรุ่นที่เรานำมาพิจารณานั้น จะต้องเป็นสมาร์ทโฟนที่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงครึ่งแรกของปี 2017 หรือในเดือนมกราคม-มิถุนายน 2017 เท่านั้น และลำดับของการจัดเรียงรุ่นไม่ได้สื่อถึงอันดับรางวัลที่ 1-10 แต่อย่างใด เป็นเพียงการรวม 10 รุ่นที่ดีที่สุดเท่านั้น ส่วนสุดยอดสมาร์ทโฟนทั้ง 10 รุ่นที่เราคัดมาจะมีรุ่นอะไรบ้าง (Huawei P10 plus, Samsung Galaxy S8, Sony Xperia XZ premium, HTC U11, LG G6+,OnePlus 5 , Xiaomi MI6 , OPPO R11 plus, BlackBerry KEYOne , IPhone 7plus (product) RED Special Edition (ที่มา : เว็บไซต์ไทยโมบายเซ็นเตอร์)

Samsung Galaxy Note 8 สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดกับจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง ปากกา S Pen, นวัตกรรมกล้องคู่ (Dual-Camera) และหน้าจอไร้ขอบขนาดใหญ่ในอัตราส่วน 18:9 พร้อมฟีเจอร์สุดพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งหลังจาก Samsung ได้วางจำหน่าย Galaxy Note8 อย่างเป็นทางการแล้ว กระแสตอบรับจากผู้ใช้ถือว่าอยู่ในระดับดีเลยทีเดียว

วันนี้ทีมงาน Thaimobilcenter จึงได้ทำการรวบรวมโปรโมชั่นสำหรับ Samsung Galaxy Note 8 จากเครือข่ายผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือทั้ง 3 ค่าย มาให้ทุกท่านได้รับชมกันเป็นข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกซื้อ Note 8 จากค่ายใดถึงจะคุ้มค่าที่สุด ลองมารับชมรายละเอียดกันได้เลยครับ

รีวิวของ Samsung Galaxy Note 8 สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหญ่ใหม่ล่าสุด! พร้อมกล้องคู่ (Dual Camera) รุ่นแรกของค่าย, ระบบกันสั่น Dual OIS รุ่นแรกของโลก, 2x Optical Zoom, ปากกา S Pen เวอร์ชันใหม่, จอ Infinity Display ไซส์ยักษ์ 6.3 นิ้ว, ชิปเซ็ต Exynos 8895 ตัวท็อป, RAM ใหญ่จุใจ 6GB และระบบสแกนม่านตาสุดล้ำ บนบอดี้ Metal-Glass โฉมใหม่แบบไร้ขอบไร้ปุ่มโฮมที่ไม่กลัวน้ำ! หากท่านใดกำลังหมายตา Galaxy Note 8 รุ่นนี้อยู่ ลองแวะไปชมรีวิวกันก่อนได้เลยครับ!

รีวิว (Review) Samsung Galaxy Note 8
วิดีโอรีวิว COMMY TPG 3D กระจกกันรอยสุดแกร่งสำหรับ Samsung Galaxy Note 8
สำหรับ Samsung Galaxy Note 8 สมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดของ ซัมซุง ในปีนี้นั้นก็มาพร้อมกับหน้าจอ Infinity Display ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดถึง 6.3 นิ้ว และครอบทับด้วยกระจกหน้าจอสุดแกร่งใหม่ล่าสุดอย่าง Gorilla Glass 5 แต่เพื่อให้เราๆ ท่านๆ สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจมากขึ้น การหากระจกกันรอยดีๆ มาป้องกันอีกชั้นก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี ล่าสุด COMMY ก็ได้ผลิตกระจกกันรอยระดับพรีเมียมรุ่น TPG 3D สำหรับ Galaxy Note 8 มาวางจำหน่ายแล้ว ซึ่งจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันได้เลยครับ

ข้อมูลเพิ่มเติม : รีวิว COMMY TPG 3D กระจกกันรอย Samsung Galaxy Note 8 สุดแกร่ง พร้อมเขียน S Pen ลื่น, สวยบางเฉียบ, ลดรอยนิ้วมือ และแสดงผลคมชัดสดใส!

หลังจากที่ Samsung ได้จัดงานเปิดตัว Samsung Galaxy Note 8 สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดของค่ายไปเมื่อวันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา และเปิดให้ผู้ใช้ได้สั่งจอง (Pre-Order) กันไปแล้วในหลายๆ ประเทศ รวมถึงผู้ใช้ในไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งระยะเวลาการเริ่มส่งสินค้าจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ แต่ล่าสุดก็มีข่าวว่า Samsung ได้เริ่มกระบวนการจัดส่ง Galaxy Note 8 ให้กับผู้ใช้บ้างแล้ว (ที่มา : sammobile)

6 สมาร์ทโฟนเรือธง “น่าจับตามอง” ในครึ่งหลังของปี 2017 

ในช่วงครึ่งแรก (6 เดือน) ของปี 2017 ได้มีสมาร์ทโฟนเรือธงเปิดตัวหลากหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Samsung Galaxy S8, Galaxy S8+, LG G6, HTC U11, OnePlus 5 และ Sony Xperia XZ Premium ซึ่งช่วยยกระดับสมาร์ทโฟนในตลาดโลกขึ้นไปอีกขั้น และในช่วงครึ่งหลังของปี 2017 นี้ ก็จะมีการเปิดตัวเรือธงรุ่นใหญ่อีกหลายรุ่นที่จะมาเขย่าวงการสมาร์ทโฟนอีก ดังนี้ LG V30 , Sony Xperia XZ2 , Nokia 9 , Google Pixel 2 และ Google Pixel XL 2 , iPhone 8, iPhone 7s, iPhone 7s Plus , Samsung Galaxy Note 8 (ที่มา : phonearena)




อันดับที่ 8 สมรภูมิห้าง ศูนย์การค้ายังคงเดือด เมื่อรายใหม่มา รายเก่าถึงเวลาต้อง รีโนเวทเพื่อสู้ ไม่เช่นนั้นก็รอวันตายสถานเดียว

ปีนี้เป็นปีที่เซ็นทรัลรุกหนัก ในการเปิดศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซาในตจว.หรือภูมิภาค อาทิ โคราชและมหาชัย และส่วนต่อขยายของเซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต โดยเพิ่มในส่วนของศูนย์การประชุมนานาชาติ,โรงแรม 5 ดาว,อควอเรียมอีกด้วย โดยจะยึดหัวหาดเมืองหน้าด่านหรือหัวเมืองใหญ่เป็นหลัก และยังทุ่มงบประมาณรีโนเวทสาขาเก่าอย่างปิ่นเกล้า,พัทยา,บางนา และพระราม 3 ให้ดียิ่งขึ้น

ในขณะที่คู่แข่งอย่างเดอะมอลล์จะไม่มีการเปิดสาขาใหม่ในปีนี้ รอบลั๊ฟกลับในปี 2563 ถึง 2 โครงการใหญ่ก็คือ Bangkok Mall บางนา และ EmSphere เอ็มสเฟียร์ 1 ในโครงการ The Em District ซึ่งเป็นอาณาจักรห้างหรู ในย่านพร้อมพงษ์ (ซึ่งประกอบไปด้วย Emporium, Emquartier,และ EmSphere ที่จะเปิดในปี 2563 ซึ่งถ้าเปิดครบทั้ง 3 แห่งแล้ว ก็จะเป็นหมุดหมายสำคัญของอาณาจักรแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุด ไม่แพ้ย่านสยามสแควร์-ห้างดังในกลุ่ม Siam ของกลุ่มสยามพิวรรธน์ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับกลุ่มเดอะมอลล์) นอกเหนือจากห้างในตระกูล Mall,ตระกูล Em แล้ว กลุ่มเดอะมอลล์ ยังมีห้างในตระกูล Blue Collections เพิ่มขึ้นมาอีก ปีก่อนโน้นเปิดไปแล้วคือ Blu-Port ที่หัวหิน และปีหน้าจะเปิด Blu Pearl ที่ภูเก็ตอีก 1 แห่ง คาดว่าจะมีตามมาอีก โดยจะเปิดในทำเลที่ใกล้ชายหาดหรือแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ในขณะที่จะมีการรีโนเวทสาขารามคำแหง 1 และยุบสาขารามคำแหง 2 เนื่องจากโดยเวนคืนเอาไปทำสถานีรถไฟฟ้า ทำให้จะย้ายโรงภาพยนตร์ในสาขารามคำแหง 2 ไปอยู่ที่ราม 1 แทน

ข้ามมายังกลุ่มคู่แข่งอีกกลุ่มนึงก็คือ กลุ่มเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี กลุ่มนี้จะหันมาเน้นโครงการมิกซ์ยูซ หรืออภิมหาโปรเจ็คท์ที่รวมเอาทั้งอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า คอนโด เอาไว้ในที่เดียวกัน ซึ่งดูโดยฉายฉวย อาจจะคิดว่าโครงการศูนย์การค้าของกลุ่มเสี่ยเจริญ ไม่มีจุดโฟกัสที่ชัดเจน เมื่อเทียบกับกลุ่มเซ็นทรัล กับกลุ่มเดอะมอลล์ แต่ว่าพะยี่ห้อ เสี่ยเจริญแล้ว เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ ทุกโครงการเลย ลองไปดูกันว่ามีโครงการอะไรกันบ้าง ของเดิมห้างในเครือของเสี่ยเจริญ จะมี 1.Pantip ตรงประตูน้ำกับงามวงศ์วาน 2.Asiatique ริมน้ำเจ้าพระยา ถ.เจริญกรุง 3.Gateway สยามสแควร์ 4.Boxspace รัชดา 5.Centerpoint (อยู่ในชั้น 8 ของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และตรงบริเวณสยามสแควร์) อันแรกเลยก็คือ ห้างในตระกูล Asiatique จะมีการขยายพื้นที่เฟส 2 ส่วนต่อขยายจากเฟส 1 เดิมริมเจ้าพระยา และจะมีการขยายโครงการนี้ไปยังตจว.ภูมิภาคด้วยในชื่อเดียวกัน อาทิ เชียงใหม่ พัทยา หัวหิน ภูเก็ต และสมุย ในขณะที่แบนด์ Gateway และ Boxspace ก็จะมีขยายไปอีก 3-4 แห่งทั้งใน กทม.และ ตจว.ด้วยเช่นกัน จะมีการรีโนเวทโครงการ Siam Centerpoint และเปิดศูนย์การค้าแบบ Pantip อีก 4 แห่ง ยังไม่ระบุว่าเป็นที่ใดบ้าง ส่วนการรีโนเวท Pantip ประตูน้ำ ได้ทำเสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้ว ยังไม่นับรวมห้างค้าปลีก Moderntrade อย่างบิ๊กซี ที่เสี่ยเจริญใช้เป็นหัวหอกในการรุกคืบเข้าไปตีตลาดยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนามอีกด้วย แต่ที่ฮือฮาเมื่อซัก 3 ปีก่อนโน้นก็คือ กลุ่มเสี่ยเจริญได้สัมปทานพื้นที่ 2 แปลงใหญ่ทำเลทองใจกลางกรุงเทพ ก็คือตรงตลาดสามย่าน จุฬา (ซึ่งเป็นของจุฬา ทรัพย์สินฯ) กับตรงบริเวณร.ร.เตรียมทหารเดิมหรือสวนลุมไนท์บาซาร์เก่า ซึ่งกลุ่มเสี่ยเจริญไปแอบเจรจาจนสำเร็จ โดยพื้นที่นี้จะถูกแปลงเป็นโครงการมิกซ์ยูซ ระดับไฮเอ็นด์ โดยใช้ชื่อโครงการว่า “One Bangkok” ที่มีโครงการครบวงจร ทั้งโรงแรม ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และเอ็นเตอร์เทนเม้นต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไรคงต้องรอข่าวแถลงเปิดตัวโครงการกันอีกครั้ง

ขณะที่กลุ่มเสี่ยเจริญมีโครงการมิกซ์ยูซ กลุ่มซีพี ก็มีเช่นกัน ชื่อว่า The Icon Siam ซึ่งตัวโครงการจะประกอบไปด้วยโรงแรมระดับ 6 ดาว และศูนย์การค้า ศูนย์ประชุมนานาชาติ พิพิธภัณฑ์ และศูนย์บันเทิงครบวงจร โดยจะมีอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ และหอชมเมือง ที่ตั้งอยู่บนอาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทย คาดว่าความสูง 70 ชั้น (135 เมตร) มูลค่าโครงการกว่า 54,000 ล้านบาท ตัวที่ตั้งอยู่บนถนนเจริญนครติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ปลายปีหน้า 2561

ในปีนี้ยังมีโครงการอื่นๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิเช่น โครงการ Terminal21 สาขาโคราช ของคุณอนันต์ อัศวโภคิน หรือกลุ่มแลนด์แอนด์เฮ้าส์ และ The Show D.C ของกลุ่มล็อตเต้จากเกาหลีร่วมกับนักธุรกิจไทย ตัวที่ตั้งอยู่ถนนพระราม 9 ใกล้ RCA  ฯลฯ

โครงการคอมมิวนิตี้มอลล์เกิดใหม่อีกหลายแห่ง และในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในและรอบนอกเริ่มอิ่มตัว และหาพื้นที่ว่างได้น้อยลง คอมมิวนิตี้มอลล์จะเริ่มกระจายตัวออกตจว.มากขึ้น หรือเขตรอยต่อวงแหวนรอบนอก หรือตามพื้นที่แนวรถไฟฟ้า และถนนหลวงอย่างมอเตอร์เวย์ใหม่ๆ รวมถึงตามหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดต่อไป

ในขณะที่สมรภูมิค้าปลีกขนาดย่อม เช่น Lotus รุกหนัก ทำขนาดเล็ก หรือ Lotus Express เพิ่มขึ้น เพื่อกระจายลงสู่พื้นที่ ทำเลสำคัญๆ ได้มากขึ้น ในขณะเซ็นทรัลใช้ Tops Extra เป็นหัวหอกรุกหนักท้าชนกับ Tesco Lotus Big C และ Makro ฝั่งเดอะมอลล์ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ใช้ Gourmet’s Market รุกออกนอกเดอะมอลล์ ชิงเปิดสาขาตามสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน โดยเริ่มที่ใต้สถานีลาดพร้าวก่อน

นี่เป็นเพียงความเคลื่อนไหวบางส่วนที่สำคัญๆ ในสมรภูมิรบห้างค้าปลีก และศูนย์การค้าที่เกิดขึ้นในปี 2560 และต่อยอดไปในอีกหลายปีข้างหน้า จนผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นเมืองหลวงแห่งการช็อปปิ้ง หรือฮับของศูนย์การค้า ในภูมิภาคได้ ไม่ไกลเกินเอื้อม

บทวิเคราะห์และเรียบเรียง โดย หยิกแกมหยอก

วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทีมประสิทธิภาพแห่งปี 2017 (2) - ตอนทีมประสิทธิภาพและทีมด้อยประสิทธิภาพแห่งปี


มาเข้าสู่โหมดของการเชิดชูทีมประสิทธิภาพแห่งปี
 2017 ตามธรรมเนียมของบล็อกเรา ก็จะจัดหมวดและประกาศ โดยจำแนกออกเป็น 5 หมวดใหญ่ๆ คือ 1.ทีมประสิทธิภาพสาขากีฬา ,2.ทีมประสิทธิภาพสาขาสื่อสารมวลชน 3.ทีมประสิทธิภาพสาขาหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานสาธารณะบริการประชาชน และ 4.ทีมประสิทธิภาพสาขาหน่วยงานภาคเอกชนหรือหน่วยธุรกิจให้บริการประชาชน รวมสายบันเทิงไว้ในหมวดนี้ด้วย  5.ทีมด้อยประสิทธิภาพแห่งปี  เพื่อประกาศเกียรติคุณให้กับหน่วยงานเหล่านั้น ที่ได้สร้างผลงานอันน่าประทับใจเอาไว้ในปีนี้ ซึ่งเราได้รวบรวมไว้แล้ว




1.ทีมประสิทธิภาพแห่งปี สาขาด้านกีฬา ได้แก่
สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ , ทีมฟุตบอลชายไทยชุดช้างศึกและทีมฟุตบอลหญิงไทยชุดชบาแก้ว (ทีมชาติไทยชุดใหญ่)  , สมาคมและทีมฟุตซอลทีมชาติไทย ,ทีมฟุตบอลสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด , ทีมฟุตบอลสโมสรเชียงราย (กว่างโซ้ว) ,สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ,ทีมวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติไทย, ทีมฟุตบอลสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ ,ทีมฟุตบอลสโมสรบาร์เซโลน่า,ทีมฟุตบอลสโมสรเปเอสเช (ปารีสแซงค์แชร์กแมง), ทีมสมาคมกีฬายกน้ำหนักแห่งประเทศไทย, ทีมสมาคมเทควันโด้ประเทศไทย, สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย-สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬาสนุกเกอร์แห่งประเทศไทย ,นักกีฬาทีมเซปัคตระกร้อชาย-หญิงทีมชาติ ,สมาคมกีฬาเจ็ทสกีแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ ,สมาคมอีสปอร์ต





2.ทีมประสิทธิภาพแห่งปี สาขาสื่อสารมวลชน จำแนกเป็นสื่อกระแสหลัก (ฟรีทีวี,นสพ.วิทยุ,เว็บไซต์) กับสื่อกระแสรอง (ทีวีดาวเทียม,สำนักข่าวเอกชน,สื่ออิสระ,เอ็นจีโอ,โซเชียลมีเดีย)


สื่อกระแสหลัก (เน้นการแพร่ข่าวสาร,บทวิเคราะห์เจาะลึกที่น่าเชื่อถือ,ทันสถานการณ์,นำเสนอตรงไปตรงมาไม่บิดประเด็น,ไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง,ไม่จำเป็นต้องเร็วมาก,มีแหล่งข่าวที่ดี,ไม่ชี้นำสังคม,แยกแยะผิดถูกชั่วดี,กล้านำเสนอความจริง) ได้แก่ 7HD, TPBS, ไทยรัฐทีวี,Nation ทีวี, Now 26 ,SpringNews, TNN24, ช่อง 8, One HD, Amarin TV ,Mono 29, PPTV, 3HD,3SD ,นสพ.ไทยโพสต์นสพ.โพสต์ทูเดย์-บางกอกโพสต์ ,นสพ.ผู้จัดการ-MGR online ,นสพ.กรุงเทพธุรกิจ-เนชั่น-คมชัดลึก นสพ.มติชน-ข่าวสด-ประชาชาติธุรกิจวิทยุคลื่น 90.5 คลื่นเนชั่น, 96.5 modernradio 105 LiveTalk ,101-RR1 









สื่อกระแสรอง (เน้นการแพร่ข่าวสาร,บทวิเคราะห์เจาะลึกที่น่าเชื่อถือ,ทันสถานการณ์,นำเสนอตรงไปตรงมาไม่บิดประเด็น,ไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง,ไม่จำเป็นต้องเร็วมาก,มีแหล่งข่าวที่ดี,ไม่ชี้นำสังคม,แยกแยะผิดถูกชั่วดี,กล้านำเสนอความจริง) ได้แก่ ทีวี News 1,วิทยุ สวพ. 91 ,จส.100,เฟซบุ้คคุณทนง ขันทองเว็บไซต์แบงคอคบิสนิวส์เว็บไซต์ไทยพับลิก้าเว็บไซต์โพสต์ทูเดย์สำนักข่าวอิศรา ,เว็บไซต์ MGR online ,เพจอีจัน,เพจแหม่มโพธิ์ดำ, เพจจ่านิว, เพจ Drama-Addict ,ช่อง You Like Clip เด็ด V.4 , เพจ the standard co ,เพจ CSI LA ,หมอแล็ปแพนด้า


3.ทีมประสิทธิภาพแห่งปี สาขาหน่วยงานภาครัฐ,หน่วยงานบริการสาธารณะชน,องค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ ได้แก่



คณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศและบูรณะปฏิสังขรณ์ราชร ถและพระยานมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  บรมนาถบพิตร, คณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบรมนาถบพิตร , สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ,สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน, กรมศุลกากร ,กระทรวงวัฒนธรรม , การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรุงเทพมหานคร , มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคมูลนิธิทูบีนัมเบอร์วันศูนย์ประชาบดี 1300 ,ศูนย์เอราวัณ 1646 ,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ,มูลนิธิชัยพัฒนา ,มูลนิธิพระดาบส ,มูลนิธิสายใจไทย ,มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ,คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล  ,รพ.รามาธิบดี ,เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย, เครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหิน ,เครือข่ายคนเทพาคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินและเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน,สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ,เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ,จิตอาสาทุกคนบริเวณรอบสนามหลวง ,มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ,สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย, มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก , มูลนิธิเด็ก ,มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง , มูลนิธิร่วมกตัญญู , อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ,ทีมงานโครงการ “ก้าวคนละก้าว จากเบตง-แม่สาย เพื่อหาเงินช่วยเหลือ 11 รพ.โดยทีมงานของนายตูน อาทิวราห์ คงมาลัย 



4.ทีมประสิทธิภาพแห่งปี  สาขาหน่วยงานภาคเอกชน หรือหน่วยธุรกิจให้บริการประชาชน และสาขาบันเทิง  ได้แก่

ค่ายเพลงแกรมมี่โกลด์ , ค่ายเพลงจีนี่เรคคอร์ด ,  ค่ายเพลงสมอลล์รูม , ค่ายเพลงวอทเดอะดักส์ ,ค่ายเพลงบีอีซี-เทโร มิวสิค  , ค่ายเพลงดักส์บาร์  , ค่ายเพลง แชนเดอร์เลียร์ , ค่ายเพลงสไปซี่ดิสค์ , ค่ายเพลงอาร์สยาม , ค่ายเพลงเอ็มบีโอ , ค่ายเพลงไวท์มิวสิค ,ไหทองคำเรคคอร์ด

บริษัทเอไทม์โชว์บิซ ,บริษัทเฟรชแอร์ เฟสติวัลบริษัทอินเด็กซ์ครีเอทีฟวิลเลจ ,บริษัทเซ้นส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ,บริษัทมีมิติ ,แร็บบิทสตูดิโอ ,บริษัททริปเปิ้ลทู ,บริษัทใจอั้น , บริษัทเวิร์คพ้อยท์และโต๊ะกลมโทรทัศน์ , บริษัทกันตนากรุ๊ป , บริษัททีวีธันเดอร์ , บริษัททีวีบูรพา , บริษัทแฮปอะกู้ดดรีม  ,บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย



 
บริษัทละครไท , บริษัทถนัดละคร , บริษัทนาดาวบางกอก , บริษัทเมตตาและมหานิยม  , บริษัทคนทีวี (ไทยแลนด์) ,บริษัทบรอดคาสท์ไทยเทเลวิชั่น , บริษัทดี วัน ทีวีบริษัทแอค-อาร์ต เจเนอเรชั่น ,บริษัทซีนาริโอ ,บริษัทจีเอ็มเอ็มทีวี ,บริษัทกันตนามูฟวี่ทาวน์ (2002) ,บริษัทเจเอสแอลโกลบอลมีเดีย , บริษัทพอดีคำเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ , , บริษัทดีด้าวีดีโอโปรดักชั่น , บริษัทโคลีเซียมอินเตอร์กรุ๊ป ,บริษัทอินทรีย์ออดิโอวิชั่น ,บริษัทสุขสันต์หรรษา 52 , บริษัทดาราวีดีโอ , บริษัทสามเศียร , ,บริษัทมงคลการละคร ,บริษัทปรากฏการณ์ดี  , บริษัทป้าสั่งย่าสอนบริษัทมุมใหม่  ,บริษัท, บริษัทเมกเกอร์วาย  ,บริษัททีวีซีนแอนด์พิคเจอร์บริษัทมายน์แอทเวิร์คส์ , บริษัทโพลีพลัส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ,บริษัท ฟิลกู๊ด เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ,บริษัท 9 บีเวอร์ฟิล์ม ,บริษัทเมกเกอร์ เจ กรุ๊ป ,บริษัทเดอะวันเอ็นเตอร์ไพร์ซ , บริษัทเมกเกอร์กรุ๊ป ,บริษัท, บริษัทเมจิกอีฟเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ,บริษัทอู่ข้าวอู่น้ำภาพยนตร์ ,บริษัท ๙ แสนสตูดิโอ  , คณะทำงานและทีมจัดการแสดงมหรสพสมโภช ในงานพระราชพิธีพระราชทานพระเพลิง พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร บริเวณปรัมพิธี ท้องสนามหลวง ในชื่อชุด โขนหน้าจอ และโขนชักรอก จำนวน 9 ชุดแสดง ,คณะทำงานการแสดงมหรสพสมโภช ในงานพระราชพิธีฯ การแสดงละคร (เรื่องพระมหาชนก อิเหนา และมโนห์รา) หุ่นหลวง หุ่นกระบอก ,คณะทำงานการแสดงมหรสพสมโภช ในงานพระราชพิธีฯ การบรรเลงดนตรีสากล และการแสดงบัลเล่ต์ "ธ คือ ดวงใจไทยทั่วหล้า” (หรือบัลเล่ต์มโนราห์) ,ทีมงานและกองประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2017 (ทีมมารีญา)






บริษัทจีดีเอช559 , บริษัทเอ็ม 39 ,บริษัทสหมงคลฟิล์ม ,บริษัทกันตนาโมชั่นพิคเจอร์ส ,บริษัท ,บริษัทโมโนพิคเจอร์ , บริษัท CJ Major , บริษัท M Picture , บริษัทนอร์ทสตาร์โปรดักชั่น

5.ทีมด้อยประสิทธิภาพแห่งปี รางวัลนี้ต้องถวายพาน ปูพรมแดงยกให้กับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปเลย ด้วยผลงานชิ้นโบแดงในยุคนี้ ที่มีกรณีตัดตอนกระบวนการยุติธรรมที่จะเอาผิดผู้กระทำความผิด โดยใช้กลไกองค์กรอิสระที่ผู้มีอำนาจตั้งคนของตัวเองเข้าไปนั่งเป็นหัวในองค์กร เพื่อจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ต่างจากกรณีขบวนการล้มบอลในวงการฟุตบอลไทย ที่มีการล็อกผลได้ โดยผู้เกี่ยวข้องหรือตัวละครมีทุกระดับทำแบบครบวงจร ในกรณีนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นขบวนการล้มผลการตัดสินหรือล้มกระบวนการยุติธรรม เทียบเคียงได้เหมือนกัน  ยกตัวอย่างซัก 2 กรณีก็แล้วกัน 1 กรณีที่ ป.ป.ช.ทำสำนวนคดีฟ้องเอาผิด 4 ผู้ต้องหาสำคัญในคดีสลายการชุมนุมเมื่อ 7 ตุลา 2551 แบบอ่อนหล่ะหลวม เหมือนไม่เต็มใจจะสู้ หรือเตรียมจะไปแพ้ในศาล (ไม่ได้ให้ทนายฝ่ายโจทก์เข้าไปร่วมฟังการพิจารณาคดี อีกทั้งยังไม่ยอมใช้พยานหลักฐานประกอบอื่นๆ ที่ ป.ป.ช. ชุดเก่า (ชุดที่มีอ.อ.ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็น ปธ.) เคยทำสำนวนไว้อย่างดิบดีและแน่นหนาแล้ว จนถึงขั้นที่ศาลชั้นต้นเคยตัดสินตามสำนวน ป.ป.ช. ชุดเก่าแล้วให้ จำเลยในคดีสลายการชุมนุม 7 ตุลาคม 2551 มีความผิดทั้ง 4 คน ต้องติดคุก แต่แล้ว พอเปลี่ยน ป.ป.ช.มาเป็นชุดใหม่-ชุดปัจจุบัน (ที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ หรือบิ๊กกุ่ย อดีตหน้าห้องของบิ๊กป้อม มานั่งเป็น ปธ. โดยบิ๊กป้อมแต่งตั้งมากับมือโดยตรง นี่มันไม่รู้จะเรียกว่า conflict of interest ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไรแล้ว)
-http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9580000138920

 งานแรก ก็ออกมารับใบสั่งเลย แสดงท่าทีที่แปลกๆ ด้วยการไม่คิดอุทธรณ์คดีสลายการชุมนุม 7 ตุลา จนญาติวีรชน 7 ตุลา ที่เสียชีวิต ต้องเคลื่อนไหวกดดัน และนักวิชาการ ภาคสังคม สื่อมวลชนร่วมกันกดดัน จึงยอมเปลี่ยนแปลงท่าที มาตั้งรับว่าจะดำเนินการให้ตามขั้นตอนโดยทันที นี่แค่เพิ่งก้าวแรกของการมารับตำแหน่ง ปธ.ป.ป.ช.ของ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ นะ ดูต่อ  

-คดีสลายการชุมนุม พธม. ป.ป.ช. สู้ป้อแป้ แพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง?  https://www.manager.co.th/Weekend/ViewNews.aspx?NewsID=9600000079164

เหมือนกลับจงใจที่จะให้คดีนี้เอาผิดพัชรวาทไม่ได้ (เป็นถึงน้องชายบิ๊กป้อมนะโว๊ย น้องกูใครอย่าแตะ) เป็นมวยล้ม ต้มคนดู คือทำสำนวนอ่อน หลักฐานพยานอ่อน เพื่อที่จะไปแพ้คดีในศาล และก็เป็นไปตามนั้น เมื่อมีการตัดสินของศาลฏีกาออกมาว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่มีความผิด ศาลมีมติยกฟ้อง  (เหตุใดจึงต้องยกฟ้องสมชาย แล้วพัชรวาทมีเอี่ยวมั๊ย ก็ถ้าสมชายไม่หลุด-หรือผิด พัชรวาทจะรอดเหรอ เพราะเป็นผู้รับคำสั่งโดยตรง)

-เปิดคำพิพากษาคดี 7 ตุลา 51 ศาลยกฟ้อง สมชายชี้พันธมิตรไม่ได้ชุมนุมสันติhttps://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_460150

https://www.thairath.co.th/content/1025336

จากนั้นเมื่อแกนนำกลุ่มพันธมิตรมีการนัดหารือว่าจะมีการอุทธรณ์ผลการตัดสิน โดยสามารถทำได้ โดยยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม นำไปให้ ป.ป.ช. เพื่อยื่นต่อศาล เป็นการอุทธรณ์ แต่ ป.ป.ช. บางคนกลับออกมานั่งตั้งโต๊ะแถลง ตัดสินเสียเองเลยว่า จะยื่นอุทธรณ์ผล และฟ้องเพียงแค่ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว เพียงคนเดียว คือแพะรับบาป เพียงคนเดียวในคดีนี้ โทษฐานเป็นขี้ข้าเพียงคนเดียว ที่ไม่มีแบ็ก เอ๊ยไม่ใช่ เป็นแพะรับบาป แทนคนอื่น เนื่องจากที่เหลืออีก 3 คน เป็นบิ๊กเนม (นี่หล่ะหนอ ที่คนเขาว่า คุกมีไว้ขังแค่คนจน เพราะใน 4 คนนี้ สุชาติ เหมือนแก้ว แกกระจอกที่สุด)

-ป.ป.ช.ตั้งโต๊ะเคลียร์ปมอุทธรณ์แค่สุชาติคดีสลายม็อบ (การออกความเห็นราวกับเป็นศาลเสียเองของนายสุรศักดิ์ คิรีวิเชียร  1 ในกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ซึ่งมีแนวคิดพวกเดียวกับแก๊งค์แดง นปช.)
https://www.dailynews.co.th/politics/595410

-ตัดตอนฟ้องสุชาติ-ปปช.ปล่อยป๊อด-จิ๋ว-ชายจืดลอยนวลhttps://mgronline.com/daily/detail/9600000088776

 

2.คดีนาฬิกาหรู แหวนเพชร ที่บิ๊กป้อมใส่โชว์ในวันถ่ายรูปร่วมกับ ครม.ชุดใหม่ ในรัฐบาลประยุทธ์ 5 แล้วถูกนักข่าวแซะว่า “นาฬิกรหรูนี้ ท่านได้แต่ใดมา” แล้วท่านตอบแบบแก้เกี้ยวว่า มีอยู่นานแล้ว แต่ในใบแจ้งบัญชีทรัพย์สินของ รมต.ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ตั้งแต่ปี 57 ไม่มีรายการทรัพย์สินชนิดนี้อยู่ เนื่องจากนาฬิกายี่ห้อนี้มีราคาแพงหลักล้าน จะมาอ้างว่าลืมตกหล่น เลยไม่ได้แจ้ง หรือมีคนให้โดยเสน่หา ก็จะเข้าข่ายผิด  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าดวยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดย มาตรา ๑๐๓ ห้ามมิให้เจ้าหน้าทีของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือ ประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อัน ควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคบที่ออกโดยอาศัยอํานาจตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อันใด โดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจํานวนทีคณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนดบทบัญญัติ ในวรรคหนึ่ง ให้ใช้ บังคับกับการรับทรัพย์สินหรือ ประโยชน์อื่นใดของผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วยังไม่ ถึงสองปีด้วยโดยอนุโลม ซึ่งตาม พรบ.นี้กำหนดไว้คือตัวเลข 3,000 บาท แต่นาฬิกาหรูที่ว่านี้มูลค่านับล้าน มันจึงอยู่ในข่ายกระทำความผิด ไม่ว่าจะมองในเหลี่ยมมุมไหนก็ตาม ป.ป.ช.จึงมีหน้าที่ต้องไปตรวจสอบนักการเมืองคนดังกล่าว (แม้ว่าเขาจะเป็นคนแต่งตั้งตัวเองมาทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต นี่ไงที่ผู้เขียนถึงบอกว่ามันเป็น conflict of interest การขัดกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) ถ้านักการเมืองคนนั้นผิดจริง ก็ต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งไป ไม่ใช่ ปธ. ป.ป.ช.พูดจาเหมือนจะแก้ต่างแทน และช่วยเหลือกันเต็มที่ ราวกับเป็นกิจการในกงสี หรือครอบครัวงั้นแหละ ยุคนี้ถ้ายังมองว่า ปชช.กินหญ้า มีเขางอก ก็คอยดูแล้วกันว่า วันหนึ่ง ปชช.จะสั่งสอนพวกท่านอย่างไร


นี่คือขบวนการแก้ต่างแทนบิ๊กป้อมที่ทำให้ แหล่งข่าวนั้น ดูขาดความน่าเชื่อถือไปเลย ทำให้เพจจำเป็นต้องตัดเพจเว็บไซต์นี้ออกจากทีมประสิทธิภาพแห่งปี ไปเลย จากเดิมที่คิดว่าเขาเป็นเพจที่ทรงอิทธิพลแห่งปี และน่าเชื่อถือมาก

 

คล้ายๆ กรณีของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งนายกเพราะไปทำรายการทีวี ซึ่งมีผลประโยชน์คือเงินค่าโฆษณา ซึ่งเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ แต่หลักการก็คือว่า นายสมัครเป็นถึงนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์โดยตรงของรัฐและของประชาชน แต่ไปทำรายการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางธุรกิจ และส่วนบุคคล มันเข้าข่ายการขัดกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงผิดเต็มประตู ไม่ใช่เรื่องที่มาเบี่ยงประเด็นเป็นว่า ไปทำรายการทีวีทำกับข้าว แล้วเลยต้องหลุดจากตำแหน่งนายก ในกรณีของบิ๊กป้อมนี่ยิ่งกว่า มัน 2 ชั้น ตัวเองเป็นนักการเมือง การแจ้งหรือยื่นบัญชีทรัพย์สินไม่ครบถ้วน นั่นส่อนัยร่ำรวยผิดปกติ แต่ไม่แจ้งให้ป.ป.ช.(หรือก็คือผู้ดูแลผลประโยชน์ของประเทศให้รู้) กรณีนึงแล้ว อีกนัยนึงก็คือ ตัวเองใส่โชว์นาฬิกาที่เป็นแบรนด์ดังหรู มันส่อนัยว่า คุณมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนให้กับธุรกิจหรือเจ้าของนักธุรกิจนาฬิกายี่ห้อนี้หรือไม่ เหมือนกับที่พวกคุณบินไปกับคณะนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือน ก.ย.ไปพบปธน.สหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเจรจาการค้า แต่บุคคลที่ยืนถ่ายรูปอยู่เบื้องหลังเต็มไปด้วยนักธุรกิจกลุ่มทุนพลังงานใหญ่ๆ ของสหรัฐเต็มไปหมดเลย พอกลับมาก็สั่งเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา,กระบี่ และสั่งให้เร่งรัดให้รีบอนุมัติเซ็นสัญญาสัมปทาน 2 แปลงใหญ่ (แหล่งเอราวัณ,แหล่งบงกช) ที่ใกล้หมดอายุ ให้กับกลุ่มทุนใหญ่เจ้าเดิมที่เป็นของสหรัฐ โดยไม่ฟังเสียงนักวิชาการ กลุ่มเคลื่อนไหวด้านพลังงาน ที่เขาติงว่า สัญญาสัมปทานมันเต็มไปด้วยการเสียเปรียบด้านผลประโยชน์ เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงาน โดยที่ประเทศชาติไม่ได้ผลประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น ยังมีกรณีที่ไม่ยอมจัดตั้งบรรษัทพลังงานมากำกับดูแลผลประโยชน์ การเรียกคืนท่อก๊าซคืนจาก ปตท., การไม่เรียกเก็บภาษีจากกรณีบริษัทพลังงานของตปท.(เชฟรอน) โกงภาษี ด้วยการขนถ่ายน้ำมันจากหลุมเจาะในทะเล แล้วขนขึ้นบกขนถ่ายออกนอกประเทศ ฯลฯ (รสนาติงกรมสรรพากร-สรรพสามิต เหตุใดยังไม่ยอมเรียกเก็บเงินภาษีกับค่าปรับแก่บริษัทเชฟรอน ที่ขนถ่ายน้ำมันจากราชอาณาจักรไทยออกนอกประเทศ โดยพยายามที่จะเลี่ยงภาษี)  https://www.prachachat.net/finance/news-70390


แต่ผู้นำประเทศก็ยังจะเดินหน้าอยู่ท่าเดียว ม็อบไหนมาค้านก็จะใช้กองกำลังทหาร,ตำรวจไปจัดการ พฤติกรรมไม่ต่างอะไรกับขาใหญ่มาเฟียโดยทั่วไป 


การกระทำของ ป.ป.ช.ในยุคนี้ หากใช้ดุลยพินิจในการที่จะพิจาณาคดี ไม่โปร่งใส เที่ยงธรรม ก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งหวังของประชาชน และจะกลายไปเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐบาลเผด็จการที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย ในการใช้เป็นอาวุธเพื่อเล่นงานนักการเมือง ผู้ที่เคยกระทำความผิดทั้งในสมัยก่อนหน้าและปัจจุบัน ไม่ให้มีสิทธิ์มีเสียง ในการต่อสู้คัดค้านความอยุติธรรมได้อย่างเต็มกำลังได้  เพราะองค์กรที่ควรจะเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้ขาดความน่าเชื่อถือ และกลายไปเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตยไปเรียบร้อยแล้ว

 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เพียงพอ และบทสรุปของความด้อยประสิทธิภาพของหน่วยงานนี้ เราจึงยกตำแหน่งและรางวัล ทีมด้อยประสิทธิภาพแห่งปี 2017  ให้กับ ป.ป.ช. ชุดนี้แบบไร้คู่แข่ง ในปีนี้ไป




หยิกแกมหยอก วิเคราะห์และเรียบเรียง