วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559

รำลึกความทรงจำยุค 80's ตอนที่ 1

ตลอดเดือนนี้-สิ้นปีนี้ ผู้เขียนจะขอนำเอาความทรงจำในยุค 80's (1981-1990) หรือในช่วงปี พ.ศ. 2524-2533 มารำลึกกันเป็นระยะๆ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองกระแสยุค retro ที่กลับมาอีกครั้ง ถามว่าทำไม ไม่เริ่มจากยุค 60's หรือยุค 70's ก่อน ก็ขอบอกเลยว่า ผู้เขียนมีความทรงจำกับยุค 80's มากที่สุด เป็นช่วงเวลาที่ผู้เขียนมีความสุขกับเหตุการณ์ในยุคสมัยนั้นอย่างดื่มด่ำและมีความสุขที่สุด กล่าวกันว่า เป็นยุคทอง (รุ่งเรืองเฟื่องฟู)ของหลายๆ วงการ ทั้งวงการภาพยนตร์ เพลง ละคร วรรณกรรมหนังสือ นิยาย ศิลปะ ...ของสะสม แฟชั่น การแต่งตัว นวัตกรรม เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของการปฏิวัติยุคไอทีพอดีด้วย หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นยุคโลกสวย มีสิ่งน่าจดจำ งดงาม มีค่า ผู้คนยังมีอารมณ์สุนทรีย์ มีจิตวิญญาณในหัวใจ ที่จะผลิตหรือเสพงานศิลปะ หรือความบันเทิงได้อย่างละเอียดลึกซึ้งกว่าคนยุคปัจจุบันมาก การเกิดขึ้นของนักอนุรักษ์ นักสะสม มากมาย ผู้คนมีน้ำใจ เศรษฐกิจเฟื่องฟูกว่ายุคนี้มาก แม้นว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจในโลกยุคปัจจุบันจะสูงกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่คุณค่าและจิตใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ของคนยุคนั้นเทียบกับคนยุคนี้ เทียบกันไม่ติดเลย คุณค่าของผู้คน วัตถุสิ่งของ และเหตุการณ์ ในยุคนั้น รวมกันเป็นความทรงจำที่งดงาม น่าจดจำ ผู้เขียนจึงอยากขอรวบรวมมา (แม้เพียงบางส่วน) ให้ได้ระลึกและคิดถึงกัน โดยจะแทรกมาเป็นหมวด ๆ หรือประเภท คละเคล้ากันไปกับบทความในเรื่องอื่นๆ ตามกระแสปัจจุบัน ที่ไม่เกี่ยวกับความทรงจำยุค 80's

ขอเริ่มที่ปีพ.ศ. 2524 ก่อน หรือตรงกับปี ค.ศ.1981 ใครจำได้บ้างมั๊ย ว่าเป็นปีเกิดของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ในอดีตของบ้านเรา คือค่ายใด เฉลยคือ นิธิทัศน์ โปรโมชั่น เกิดจากการควบรวมกิจการกันของค่ายเพลง 2 ค่ายคือ NP Promotion ของนฤชา เพ่งผล ดีเจ และ Original Sound หรือ ไทยรัชฎา ของวิเชียร อัศว์ศิวะกุล โดยมีวิทยา ศุภพรโอภาส และสันติ เศวตวิมลเป็นที่ปรึกษาของบริษัท ประกอบการตั้งแต่ประมาณปี 2524 จนถึงช่วงปี 2538 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น นิธิทัศน์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เพราะคุณวิเชียรเจ้าของบริษัทได้เป็น ส.ว.สรรหา และลด Profile ของบริษัทลงเหลือแค่นำผลงานของศิลปินเก่า ๆ ของบริษัทมาจำหน่ายใหม่ ในอดีตนิธิทัศน์ได้ร่วมหุ้นกับบริษัท โรต้าแผ่นเสียง-เทป จำกัด และบริษัท ออนป้า เพื่อผลิตเทปวางจำหน่ายทั่วประเทศ แต่ในปัจจุบันนิธิทัศน์แยกตัวออกจากออนป้าและโรต้ามาจัดจำหน่ายเอง โดยเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น นิธิทัศน์ เอโอเอ (อ้างอิงข้อมูลจากวิถีพีเดีย สารานุกรมออนไลน์)



‪#‎รำลึกความทรงจำยุค‬ 80's
หมวดวงการเพลง เรื่องที่ 1.ค่ายเพลงนิธิทัศน์โปรโมชั่นและดนตรี ไปรำลึกด้วยการฟังเพลงกันดีกว่า


ปี 1981 เป็นปีถือกำเนิดของ MTV นำเอาระบบ VJ (Video Jockeys) มาใช้ คือมีพิธีกรเกริ่นนำเข้ารายการและแนะนำเพลง แบบเดียวกับ DJ และเป็นครั้งแรกที่ช่องเคเบิ้ลทีวีประเภทสถานีเพลงแห่งนี้ ออกอากาศแบบ 24 ชั่วโมง คือไม่มีวันหยุดพัก เป็นธุรกิจเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นในอเมริกา ภายใต้ Viacom Media Networks มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ New York ออกอากาศวันแรก Aug 1,1981 ด้วยสารคดีเกี่ยวกับการปล่อยยาน Apollo 11 ด้วยแคมเปญที่ว่า "Ladies and gentlemen, rock and roll," spoken by John Lack, and played over footage of the first Space Shuttle launch countdown of Columbia แต่มิวสิควีดีโอตัวแรกที่เปิดฉายทาง MTV ของศิลปิน "The Buggles" ชื่อเพลง Video Killed the Radio Star ติดตามมาโดยของ Pat Benatar's ชื่อเพลง You Better Run ไปลองชมกันมั๊ยว่ามันเป็นอย่างไร



 ปี 1981 เป็นปีที่ ภ.เรื่อง Raiders of the Lost Ark (ตอนแรกของนิยาย/ภาพยนตร์ชุด Indiana Jones โครงเรื่องโดย จอร์จ ลูคัสและ ฟิลิปป์ คอฟแมน) เป็นหนึ่งในธีมหนังแฟรนส์ไชส์ เรื่องแรกๆ ที่ประสบความสำเร็จในระดับบ็อกออฟฟิซ กำกับโดย สตีเฟ่น สปีลเบิร์ก นำแสดงโดย แฮริสัน ฟอร์ด,คาเรน อัลเลน,พอล ฟรีแมน ด้วยทุนสร้าง 18 ล้านเหรียญ, แต่ทำรายได้ในบ็อกออฟฟิซไปอย่างถล่มทลาย 389 ล้านเหรียญ จัดเป็นภาพยนตร์ชุดที่ประสบความสำเร็จในระดับตำนานเรื่องแรกๆ ของโลก จนปัจจุบันยังมีข่าวคราวถึงการจะสร้างภาคต่อ... มีการสร้างภาคต่อมาอีก 3 ภาคคือ The Temple of Doom (1984) , The Last Crusade (1989) ,The Kingdom of the Crystal Skull (2008) และล่าสุดมีข่าวว่าจากสร้างตอนต่อไป ตอนที่ 5 ของภาพยนตร์ชุดนี้ออกฉายในปี 2019 ยังไม่ทราบชื่อตอนใหม่ แต่เป็นโปรเจ็คท์ที่สปีลเบิร์กกับแฮริสัน ฟอร์ด จะโคจรมาร่วมงานกันอีก โอ้โห! ทึ่งในพลังของปู่ทั้งสองคน สังขารคงไม่ใช่อุปสรรคของท่าน ตราบใดที่ไฟยังมี



หมวดวงการภาพยนตร์ ยังอยู่ในปี 1981 ภาพยนตร์ที่ใครหลายคน น่าจะยังจำได้ มี score (ดนตรีประกอบ) ที่ไพเราะและโด่งดังติดหู คือเรื่อง Chariot of Fire เกียรติยศแห่งชัยชนะ (Chariots of Fire) เป็นภาพยนตร์อังกฤษที่ออกฉายในปี 1981 เขียนบทโดย โคลิน เวลแลนด์และกำกับโดย ฮิวจ์ ฮัดสัน เป็นภาพยนตร์ที่สร้างมาจากเรื่องจริงของนักกรีฑาชาวอังกฤษที่แข่งขันวิ่งในโอลิมปิกฤดูร้อน 1924 ณ กรุงปารีส นักกรีฑา 2 คนนั้น ชื่อ ฮาโรลด์ อับราฮัมส์ และ เอริค ลิดเดล ทั้งคู่สามารถคว้าเห...รียญทองให้แก่สหราชอาณาจักรได้ ประเด็นสำคัญของเรื่องคือ ฮาโรลด์ อับราฮัมส์มีเชื้อสายยิว จึงเกิดเป็นปมด้อย รู้สึกเป็นคนนอก ถูกผู้คนรอบข้างเฝ้ามองด้วยสายตาหมิ่นเหยียดหยามอยู่ตลอดเวลา เป้าหมายสูงสุดคือการได้เหรียญทองโอลิมปิก จึงเป็นมากยิ่งกว่าแค่แข่งขันกีฬาตามปกติ ส่วนเอริค ลิดเดล เขาเป็นชาวสก็อตแลนด์ เกิดในครอบครัวหมอสอนศาสนา มีจุดมุ่งหมายในชีวิตเด่นชัดว่า พร้อมอุทิศตนทุ่มเทเพื่อรับใช้พระเจ้า แต่ความสามารถพิเศษในด้านการวิ่ง ทำให้เขาโดดเด่นอีกทาง ทั้งยังต้องขัดแย้งกับน้องสาวผู้เคร่งศาสนา สุดท้าย จุดหมายสูงสุดของเขา ไม่ได้วิ่งเพื่อเหรียญทองหรือชัยชนะใด ๆ แต่เป็นการวิ่งเพื่อนำเกียรติยศมาสู่พระเจ้าที่เขาเคารพศรัทธา ภาพยนตร์เล่าเรื่องสลับไปมาระหว่างตัวเอกทั้ง 2 โดยสะท้อนแง่มุมว่าด้วยการฝึกฝนอยางหนักเพื่อขัดเกลาเอาชนะใจตนเอง ความเป็นสุภาพบุรุษนักกีฬา และไคลแมกซ์สูงสุดของเรื่องคือการพิชิตเหรียญทองในโอลิมปิก อีกฉากหนึ่งที่เป็นฉากที่น่าจดจำคือ ตอนต้นและท้าย ภาพของเหล่านักวิ่งบนชาดหาด ควบคู่กับเพลงประกอบของ แวนเจลิส ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับรางวัลออสการ์ถึง 4 สาขาด้วยกัน ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนั้น (1981) ,บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, ออกแบบเครื่องแต่งกาย และดนตรีประกอบภาพยนตร์


ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย ฮิวจ์ ฮัดสัน, เขียนบทโดย คอลลิน เวลแลนด์ นำแสดงโดย เบน ครอสส์, เอียน ชาร์ลสัน, ไนเจล ฮาเวอร์ส, เชอร์ริล แคมป์เบล ฯลฯ ด้วยทุนสร้างเพียง 5.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3 ล้านปอนด์ แต่ทำรายได้ในบ็อกออฟฟิซไปทั้งสิ้น 58.9 ล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าได้ทั้งเงินได้ทั้งกล่อง และยังเป็นภาพยนตร์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก มีประเด็นให้ขบคิดมากมายในเรื่อง ทั้งในแง่นักกีฬาที่ต้องต่อสู้เพื่อเป้าหมายเหรียญรางวัล ทั้งในแง่การต่อสู้กับสังคมการเหยียดเชื้อชาติ การต่อสู้กับเป้าหมายในชีวิตของตนเอง พอเราต่อสู้อย่างเต็มที่รางวัลทุกอย่างมันจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่เหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬาเท่านั้น มันคือรางวัลแห่งชีวิตที่ได้จากการต่อสู้แลกเอามา หรือก็คือเกียรติยศแห่งชัยชนะนั่นเอง




และถ้าพูดถึงปี 1981 จะไม่พูดถึงเธอคนนี้ ก็คงจะไม่ใช่ การรำลึกความทรงจำยุค 80's อย่างสมบูรณ์ ใครๆ ในโลกก็คงจะจดจำเธอจากบทเพลงนี้

และบทเพลงนี้ อย่างแน่นอน Barbra Streisand เธอคือไอค่อน ของยุคนี้ คนหนึ่งเหมือนกัน ถ้ามีการจัดอันดับนักร้องหญิงยอดเยี่ยมที่คนอเมริกันรัก 10 คนแรก ต้องมีเธออยู่ด้วยอย่างแน่นอน คิดถึงแล้ว ไปฟังเพลงกัน


วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

2 เหมือนในความต่าง (ดาราฮอลลีวู้ด ยุคปี 80's)

ใครยังจำหนังเรื่องนี้ได้หรือไม่ The Last Dragon เป็นหนังฟอร์มเล็กๆ ในปี 1985 เข้ามาฉายในบ้านเรา ในยุคที่มีโรงหนังมินิเธียเตอร์ในห้างอย่างเช่น ชั้นล่างมาบุญครองชื่อว่า "เมเจอร์เธียเตอร์" ,โรงหนัง "โอเอ" อยู่ในสยามเซ็นเตอร์,โรงหนังเมเจอร์เธียเตอร์ที่อยู่ชั้น 6 เวิลด์เทรด (สมัยนั้นยังไม่เป็นเซ็นทรัลเวิลด์) ดูเรื่องนี้ในเมเจอร์เธียเตอร์ โหยสนุกมาก เหมือนดูหนังบรู๊ซลี แต่เป็นคนผิวดำเล่น ก็ดูแปลกตา ที่สำคัญเขาเล่นดี เล่นได้เหมือนนักบู๊จริงๆ จากนั้น เราก็ไม่ได้ดูหนังที่เขาเล่นอีกเลย กลายไปเล่นหนังซีรี่ย์ทางทีวีเป็นส่วนใหญ่ ในบทสมทบ

The Last Dragon (1985)  Action, Comedy, Drama Film  , Director : Michael Schultz , Writer :  Louis Venosta , Stars : Taimak , Vanity , Christopher Murney , etc.


THE LAST DRAGON พูดถึงฮีโร่หนุ่มน้อยนิสัยดี ลีรอย (ไทมัค) ที่ฝันอยากจะเป็นปรมาจารย์กังฟู แม้เขาจะเป็นคนผิวดำที่อาศัยอยู่ในย่านฮาเร็มกับครอบครัว แต่ลีรอยก็ใช้ชีวิตเหมือนคนจีน แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นในรูปแบบของไอ้มืดร่างยักษ์ที่เรียกตัวเองว่า “โชนัฟฟ์” เขามุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองให้เพื่อนบ้านได้ประจักษ์ว่าเขาคือปรมาจารย์กังฟู!!!

นักแสดงนำในเรื่องนี้ ชื่อ Taimak Guarriello  ประวัติพอสังเขปคือ
Born(1964-06-27) June 27, 1964 (age 52)
Los Angeles,California
NationalityAmerican
OccupationActor, Martial Artist, Stuntman
Years active1982-present

ตามข้อมูล เขาเป็นนักแสดงตัวประกอบมาก่อน เป็นนักแสดงบู๊ เชี่ยวชาญศาสตร์การต่อสู้หลายแขนง อาทิ เช่น คาราเต้ เทคอนโด้ จูจิตสึ  ปัจจุบันก็ยังอยู่ในแวดวงนี้ โดยเคยเล่นหนังและซีรีย์ทางทีวีหลายเรื่อง อาทิ เช่น Third Watch (2004), Beverly Hills 90210 (2000) , Red Shoe Diaries (1999), The White Girl (1990) , The Last Dragon (1985)  ในบท Leroy Green ที่แจ้งเกิดเขา และยังเคยไปเป็นสตั๊นในเวิลด์ทัวร์ให้กับศิลปิน มาดอนน่าด้วย (2004) และแสดงใน MV ของเจเน็ท แจ็คสัน ในเพลง Let's wait Awhile  ปัจจุบันเขายังคงเป็นนักแสดง และครูสอนศิลปะป้องกันตัว และต่อไปนี้เป็นภาพของ Taimak ในอดีตเปรียบเทียบกับปัจจุบัน ที่เขาดูไม่เปลี่ยนแปลงไปมาก และยังคงดูดีมากขึ้นด้วย ด้วยวัย 52 ปี ทำอะไรพี่เขาไม่ได้จริงๆ ผลจากการเล่นกีฬา และคงจะควบคุมอาหาร และดูแล ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ







และเช่นเดียวกัน ใครยังจำหนังเรื่องนี้ได้หรือไม่ The Emerald Forest เป็นหนังฟอร์มเล็กๆ ในปี 1985 (ปีเดียวกับหนังข้างต้น) เข้ามาฉายในบ้านเรา ถ้าจำไม่ผิด ยังอยู่ในยุคม้วนวีดีโอรุ่งเรือง ยุคนั้นเลยมีแผ่น Laser Disc เข้ามาแพร่หลายในบ้านเราแล้ว ดูหนังเรื่องนี้แล้ว หวนให้คิดถึงหนังอีกหลายเรื่อง ที่มีบรรยากาศคล้าย ๆ กัน อาทิ เช่น Tarzan,Jungle Book เมาคลีลูกหมาป่า,Avatar,Apocalypto etc. ปัจจุบันยังหา DVD หนังเรื่องนี้มาดูยังไม่ได้ 

The Emerald Forest (1985)  Action,Adventure,Drama Film  , Director : John Boorman , Writer :  Rospo Pallenberg  , Stars:  , ,  , Charley Boorman,  etc.          


เรื่องย่อ The Emerald Forest วิศวกรชื่อ บิล มาร์คแฮม เป็นหัวหน้าไซต์งานที่เข้าไปสำรวจพื้นที่ในป่าฝน ในประเทศบราซิล กับครอบครัว ซึ่งจะมีการลงหลักก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ ที่แท้ก็คือการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ซึ่งจะต้องมีการตัดไม้ทำลายป่า และขอความร่วมมือจากประชาชนพื้นที่บริเวณนั้นโดยรอบ แต่บริเวณนั้นมีชนเผ่าอะบอริจิ้นอาศัยอยู่ ด้วยการที่ไม่เข้าใจกัน การสื่อสารไม่รู้เรื่อง ทำให้ชนเผ่านั้นเข้าใจผิดว่ากำลังถูกคนแปลกหน้ารุกรานและนั่นหมายถึงถิ่นที่อยู่ ที่พักอาศัยของพวกเขากำลังถูกทำลาย จึงเป็นที่มาของการลักพาตัวเด็กชายน้อย ซึ่งเป็นลูกของบิล มาร์คแฮม หน.วิศวกรไป ภายหลัง 10 ปีผ่านไป บิล มาร์คแฮมได้กลับมาที่ป่าฝนแห่งนี้อีกครั้ง เพื่อมาตามหาลูกชายของเขา จึงเป็นที่มาของการผจญภัย และการต่อสู้ของกลุ่มนายช่างวิศวกรที่อยากจะมาตามทวงลูกชายคืน กับพวกชนเผ่าอะบอริจิ้น ลูกชายของเขาเมื่อเติบโตขึ้นกลายเป็นคนป่า และจำพ่อของเขาไม่ได้ จนต้องมีการพิสูจน์และสื่อสารให้ลูกชายเข้าใจและเป็นตัวกลางที่จะสื่อสารกับบรรดาชนเผ่าคนป่าเหล่านี้ให้เกิดความเข้าใจ

นักแสดงนำในเรื่องนี้ก็คือ Charley Boorman ประวัติโดยสังเขปของเขาก็คือ 
Born
Charley Boorman
(1966-08-23) 23 August 1966 (age 49)
Wimbledon, London, England
Occupation
Writer, television presenter, traveller
Years active
1972–present
Spouse(s)
Olivia Boorman (1990–present)
Doone
Kinvara
เขาเป็นนักแสดง,พิธีกรรายการทีวี (โดยเฉพาะเป็นรายการท่องเที่ยว)  เป็นนักเขียน, และเป็นนักบิดมอเตอร์ไซด์ ประมาณพวกแก๊งค์บิ๊กไบค์ของเขา เป็นนักท่องเที่ยวทางมอเตอร์ไซด์ตัวยง และนี่เป็นภาพในปัจจุบันของ Boorman ว่าแตกต่างจากวัยหนุ่มของเขาอย่างไร







ไม่มีอะไร เพียงแค่จะบอกว่า สังขารของคนเรา มันไม่เที่ยงจริงๆ ถ้าเราดูแลตัวเราของเราเองอย่างไร เราก็จะได้อย่างนั้น ไม่มีใครจะมากำหนดตัวคุณให้เป็นอย่างไรได้ เท่ากับตัวของคุณเอง 

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

โรงหนังมัลติเพล็กซ์แห่งแรกของไทย ไม่ใช่เมเจอร์ปิ่นเกล้า


ข่าว MGR Online /28 ก.ค.เมื่อเวลา 11.30 น. ศูนย์วิทยุพระราม 199 ได้รับแจ้งเหตุจากสถานีดับเพลิงบางขุนนนท์ กรณีเหตุเพลิงไหม้ภายในห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ ปิ่นเกล้า ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด โดยมีการระดมเจ้าหน้าที่ไปยังที่เกิดเหตุเพื่อควบคุมเพลิง ซึ่งควันพวยพุ่งเต็มท้องฟ้า ช่วงเวลา 12.05 น. มีรายงานว่า ชุดปฏิบัติการภายในตัวอาคาร ระดมฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิงแต่ยังคุมเพลิงไม่ได้ ขณะที่หลังคาชั้นที่ 3 มีการทรุดตัวลงมา ล่าสุด ยังคงมีกลุ่มควันสีดำจำนวนมาก พบว่าจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณชั้นโรงหนังที่ 7 ขณะที่ฝ้าบริเวณโรงที่ 6 และ 8 เริ่มทรุดตัว เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังเร่งควบคุมเพลิง  ศูนย์วิทยุพระราม 199 รายงานเพิ่มเติมว่า เหตุเพลิงไหม้ภายในห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สาขาปิ่นเกล้า พบผู้บาดเจ็บแล้ว 1 ราย อยู่ระหว่างช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาล  ล่าสุด สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว แต่ยังคงมีควันไฟในบางจุด  ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า มีผลกระทบต่อโครงสร้างอาคารชั้น 4 โดยรอตรวจสอบอีกครั้งหลังเพลิงสงบ ทั้งนี้ ไม่มีผู้บาดเจ็บ และขอเวลาตรวจสอบอีกครั้งว่าสาเหตุเกิดจากอะไร  พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. กล่าวว่า ขณะนี้ ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ 3 ประเด็น คือ 1. เจตนา 2. ประมาท 3. อุบัติเหตุ ซึ่งต้องรอตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน ขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่เบื้องต้นเพลิงอยู่ที่โรงภาพยนตร์ โรงที่ 7 ทั้งนี้ ไม่มีผู้บาดเจ็บ และไม่มีผู้เสียชีวิต โดยขณะนี้สามารถควบคุมเพลิงได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว  ล่าสุดวิศวกรรมสถานได้เข้ามาตรวจสอบพบว่า โครงสร้างชั้น 4 ยุบตัวลงมาทับชั้น 3 (ฝั่งอาคารเก่า) อาจต้องรื้อ และคาดว่าต้องใช้เวลารื้อถอน 2-3 เดือน และต้องใช้เวลา 1-2 ปีในการออกแบบก่อสร้างอาคารหลังใหม่แทน จึงจะอนุญาตให้ใช้งานได้

ส่วนโรงหนังระบบมัลติเพล็กซ์แห่งแรกของเมืองไทยที่แท้จริง ก็คือ โรงหนัง อีจีวี ฟิวเจอร์ปาร์คบางแค (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนเจ้าของใหม่เป็น แกรนด์อีจีวี ซีคอนบางแค แล้ว)  ทำไมผู้เขียนจึงทราบ ก็เพราะผู้เขียนเคยไปดู ไปใช้บริการแถวนั้นบ่อยๆ ตั้งแต่สมัยก่อสร้างห้างใหม่ๆ หนังเรื่องแรกที่ดูที่อีจึวีบางแคก็คือ Judgement Night หรือชื่อไทย 4 ล่า 4 หนี หลังชนฝา ไปดูประวัติของโรงหนังอีจีวีบางแคคร่าวๆ ดังนี

อีจีวี (EGV - Entertain Golden Village) เป็นเครือธุรกิจโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่งของประเทศไทย ดำเนินการโดยบริษัท อีจีวี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเริ่มจากการลงทุนจากต่างชาติและคนไทย โดยนายวิชัย พูลวรลักษณ์ และพี่น้องในตระกูลพูลวรลักษณ์ ร่วมกับ กลุ่มโกลเด้นฮาร์เวสต์จากฮ่องกง และ วิลเลจโรดโชว์จากออสเตรเลีย ซึ่งใช้ชื่อทางการค้าในครั้งแรกว่า Entertain Golden Village International (EGV) เปิดทำการสาขาแรกที่ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ค บางแค เมื่อปี พ.ศ. 2537 โดยใช้ชื่อว่า EGV บางแค 10 มีทั้งหมด 10 โรง (โดยเฉพาะโรงที่ 3 เป็นโรงสองชั้นและมีระบบเสียง THX) โดยใช้การโปรโมตครั้งแรกว่า โรงภาพยนตร์ดีที่สุดในโลก  และนับได้ว่า อีจีวี เป็นโรงภาพยนตร์แห่งแรกในประเทศไทยที่เป็นระบบมัลติเพล็กซ์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยจากระบบโรงเดี่ยว หรือ Stand Alone มาเป็นโรงขนาดเล็กมีหลายโรงและเสริมด้วยระบบเสียงที่เป็นดิจิตอล ตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้าฟิวเจอร์ปาร์คบางแค (ปัจจุบันมีการปิดห้าง และถูกเทคโอเวอร์ไปโดยกลุ่มซีคอนแทน) มีระบบการขายตั๋ว จองตั๋วและเลือกที่นั่งด้วยคอมพิวเตอร์ จากนั้นในต้นปี พ.ศ. 2540 อีจีวีก็ได้เปิดสาขาในต่างจังหวัดเป็นครั้งแรกที่เป็นโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2547 เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์กลายมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แทนของบริษัท อีจีวี เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และเริ่มดำเนินการถอนทุน เพื่อถอนหุ้น EGV ออกจากตลาดหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการ กลายไปเป็นส่วนหนึ่งในเครือโรงหนังของเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์แทน แต่ยังคงใช้แบรนด์อีจีวี อยู่เช่นเดิม โดยมีการแบ่งเซ็กเม้นท์ของกลุ่มโรงหนังเป็นหลายกลุ่มแบรนด์ อาทิ อีจีวี,เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์,พาราก้อนซีนีเพล็กซ์ ,เอสพลานาด เป็นต้น
Judgement Night 4 ล่า 4 หนี หลังชนฝา  ภ.แนวแอ็กชัน ระทึกขวัญ (หนังปี 1993) เข้ามาฉายในไทยปี 2537 ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องที่เท่าไหร่ของโรงอีจีวีบางแค แต่น่าจะอยู่ในกลุ่มหนังเรื่องแรกๆ เป็นแน่ เพราะผู้เขียนจำได้ว่าดูหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของโรงหนังที่นี่ ซึ่งเปิดโรงหนังเมื่อปี 2537

เรื่องย่อ  4 เพื่อนซี้อันประกอบไปด้วย แฟรงค์ ไวแอตต์ (Emilio Estevez), จอห์น (Stephen Dorff) น้องชายเลือดร้อนของแฟรงค์ กับไมค์ ปีเตอร์สัน (Cuba Gooding Jr.) และ เรย์ คอชแรน (Jeremy Piven) กำลังจะเดินทางไปดูแข่งกีฬานัดสำคัญด้วยรถอาร์วีของเรย์  ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยความสนุกปนห่าม สนุกปนซ่าตามประสาวัยรุ่น  หนุ่มๆ กลุ่มนี้เดินทางมาพักกะสนุกกันเต็มที่ แต่ดันเกิดปัญหาขึ้นมา เพราะเรย์ไม่ชินทางเลย หลงทาง หรือเลี้ยวรถผิด ไปโผล่แถบชุมชนแออัดแห่งหนึ่งเข้า จริงๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเลย ถ้าพี่แกดันไม่ไปรู้ ไปเห็นการฆาตกรรมเข้ากับตา ทีนี้ไอ้ฆาตกรที่ชื่อ ฟาลลอน (Denis Leary) กับพรรคพวกอีก 3 คน ก็รู้ว่ามีคนเห็น เลยออกโรงตามล่า  4 เพื่อนซี้ของเรา กะฆ่าให้ตายให้หมด เพื่อปิดปากไม่ให้มีพยานเห็นเหตุการณ์การฆาตกรรมของตนเอง งานนี้ก็เลยเกิดเหตการณ์การตามล่า ตามฆ่ากัน เหมือนชื่อเรื่องนั่นแหละ 4 ล่า 4 หนี หลังชนฝา เรื่องราวเกิดขึ้นในคืนเดียว ซึ่งถือเป็นคืนฝันร้ายที่จะตัดสินชะตาชีวิตของพวกเขา หรือ Judgement Night  หนังฟอร์มเล็ก แต่บทสนุก ชวนตื่นเต้น ระทึกไปตลอดทั้งเรื่อง เป็นการชิงไหวชิงพริบกันของผู้ล่า กับผู้ถูกล่า จริงๆ ตอนนั้นจำไม่ได้ว่า ผู้เขียนไปดูเรื่องนี้ได้อย่างไร เพราะทั้งหน้าหนัง และนักแสดงก็ไม่ชวนให้น่าดูอะไรเลย แต่จำได้ลางๆ ว่า น่าจะไปดูฆ่าเวลา รู้สึกตอนนั้นอยากดูหนังเรื่อง .....แต่ยังไม่เข้าโปรแกรม ไปถึงหน้าโรงแล้ว ก็เลยชวนเพื่อนๆ ดูเรื่องนี้แทน และตอนนั้นอยากลองเข้าไปดูหนังในโรงแบบใหม่ (สมัยนั้นถือว่าทันสมัยมากสำหรับ อีจีวีบางแค)  ภายนอกมีลานซึ่งทำเป็นเลาจน์ สำหรับคนนั่งรอชมภาพยนตร์ มีเคาน์เตอร์ขายป็อปคอร์นกับเครื่องดื่ม และมีจอ led ขนาดใหญ่ฉายตัวอย่างหนัง ให้ดูบริเวณลานโล่งตรงนั้น มันเป็นสิ่งแปลกใหม่มากในสมัยนั้น เรียกว่า ตอนนั้น ผู้เขียนกับเพื่อนในก๊วน ดูหนังที่โรงนี้ ทุกสัปดาห์ วันนึงหลายเรื่อง เคยทำสถิติดูต่อกัน 4 เรื่องติดกัน เรียกว่าทั้งวัน จากเที่ยงถึงค่ำ (ห้างปิด)ก็เคยมาแล้ว ทุกวันนี้ยังต้องไปตามหาหนังเรื่องนี้มาดูซ้ำอีกรอบ เพราะยังประทับใจกับความมันส์ของหนังเรื่องนี้ ที่ย้อนกลับมาดูใหม่ก็ยังสนุกเหมือนเดิม ปัจจุบันนักแสดงในหนังเรื่องนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นบิ๊กเนมทั้งนั้น ไปมีผลงานชื่อดังอีกมากมาย


 
 

วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การตลาดแบบดิจิทัล (Digital Marketing) ทำให้ธุรกิจต้องรับมืออย่างไร กระแสที่กำลังจะเกิดขึ้น


คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การทำธุรกิจในยุคนี้ เป็นสิ่งที่ต้องศึกษาหรือหาข้อมูลรอบตัว ต้องลงลึกรู้จริงในตัวธุรกิจ สินค้า บริการและแม้แต่พฤติกรรมของผู้ซื้อหรือผู้บริโภค เพราะปัจจุบัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี และสังคมข้อมูลข่าวสารที่ก้าวหน้าหรือก้าวกระโดดไปไกล จนทำให้หลายธุรกิจปรับตัวไม่ทัน จนต้องล้มระเนระนาด ล้มเหลวทางธุรกิจมีให้เห็นจำนวนมาก การทำธุรกิจในยุคนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากว่าคุณรู้จริง และเข้าใจในปัจจัยต่างๆ ของการทำธุรกิจในทุกด้านอย่างดีพอ สิ่งหนึ่งที่เป็นหัวข้อสำคัญ และเป็นที่สนใจในยุคนี้ก็คือ การตลาดแบบดิจิทัล เป็นสิ่งที่เรา (คนทำธุรกิจ) จะต้องศึกษา ทำความเข้าใจกับมัน อย่าได้มองข้าม เพราะคุณจะต้องตกยุค ตกสมัย และอาจจะพ่ายแพ้ในเกมธุรกิจก็เป็นได้ เพราะว่าคู่แข่งของคุณเขากำลังใช้มันเป็นเครื่องมือ หรือตัวแปรในการทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จเหนือกว่าธุรกิจของคุณ บทความชิ้นนี้จึงรวบรวมรายละเอียดบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตลาดแบบดิจิทัล ที่เราควรให้ความสนใจ ดังนี้
 
พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

การศึกษาพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง (change in consumer buying habits) มีประโยชน์ในการช่วยให้นักการตลาดเข้าใจถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของ

ผู้บริโภค ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาดกลุ่มป้าหมายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และรูปแบบการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทุกวันนี้

จะเห็นว่า พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจนดังนี้
 
เปลี่ยนแปลงปริมาณในการซื้อ (size and quantity)

เนื่องจากคนในยุคใหม่นิยมการอยู่เป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ปริมาณการซื้อสินค้าต่าง ๆ มีขนาดลดลงในแต่ละครั้งที่ซื้อ โดยซื้อปริมาณที่น้อยลงแต่เน้นคุณภาพมากขึ้น

นิยมซื้อที่อยู่ในทำเลที่สะดวก (changing in buying location)

เลที่ตั้งของร้านค้ามีความสคัญมากขึ้นต่อการซื้อสินค้าหรือบริการของลูกค้า จะเห็นว่าอัตราการเติบโตของร้านสะดวกซื้ออยู่ในอัตราที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ร้าน 7Eleven ร้าน Minimart ฯลฯ

ต้องการความสะดวกสบายในการซื้อมากขึ้น (conveniences)

สินค้าหรือบริการนั้นต้องให้ความสะดวกสบายในการซื้อ เน้นบริการที่จัดส่งถึงบ้าน (delivery) เช่น ธุรกิจ Pizza, KFC เป็นต้น

สินค้าที่เน้นการบริการตัวเองเพื่อความรวดเร็ว (selfservices)

เป็นวิธีที่อยู่ในความสนใจของผู้บริโภคอย่างมาก เพราะช่วยประหยัดเวลาในช่วงเร่งด่วน

การใช้สินเชื่อ (credit required) ผู้บริโภคนิยมการซื้อสินค้าและบริการจ่ายผ่านทางบัตรเครดิตเพื่อผ่อนชระเป็นงวด ๆ หรือตัดบัญชีผ่านธนาคาร

การซื้อสินค้าและบริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต (internet)

ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาสินค้าและบริการก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ และเป็นการประหยัดเวลาในการเดินทางและค่าขนส่ง เช่น ธุรกิจสายการบิน โรงแรม ธุรกิจทัวร์ สินค้านเข้า เป็นต้น

ลักษณะความสัมพันธ์ที่ผู้บริโภคต้องการ

การสนองตอบที่รวดเร็ว สามารถจัดสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการในเวลาที่ลูกค้ามีอยู่จกัด

ความรอบรู้ในงาน ผู้ผลิต และผู้ให้บริการที่มีความเป็น

มืออาชีพ ต้องสามารถให้คแนะนและแก้ปัญหาให้แก่ลูกค้าได้

การเตรียมความพร้อม มีการจัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์

และจัดสิ่งอนวยความสะดวกในการให้บริการ เช่น จัดส่งสินค้าให้ จัดบริการให้คปรึกษาแนะนหลังการขาย

การรักษาความลับของลูกค้า ในเรื่องการขอประวัติส่วนตัวต้องรักษาความเป็นส่วนตัวของลูกค้า (privacy) ไม่เปิดเผยข้อมูลของลูกค้าก่อนได้รับอนุญาต

ความเข้าอกเข้าใจลูกค้า เห็นใจรับฟังปัญหาที่ลูกค้าได้รับและแก้ไขให้สเร็จได้

ความมั่นคงปลอดภัย สินค้าและบริการมีการรับรองคุณภาพและมีหลักประกัน เป็นที่น่าเชื่อถือ

การติดตาม ตรวจสอบผลการให้บริการ มีการรับฟังข้อมูลย้อนกลับจากลูกค้าเพื่อนมาปรับปรุงคุณภาพสินค้า/บริการ

ความถูกต้องชัดเจน มีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยแก่ลูกค้า ไม่มีข้อผิดพลาด

การสื่อสารสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง สามารถสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ซื้อสินค้าและบริการ

การรู้ถึงความต้องการ รสนิยม ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า โดยสามารถเลือกสรรสินค้า/บริการที่แปลกใหม่ อยู่ในความสนใจ โดยจัดหาได้ตรงใจที่เหนือความคาดหวังของผู้บริโภค

(เครดิตอ้างอิง :  บทความ กลยุทธ์การตลาด ตอนที่ 2 One to One Marketing การตลาดยุคสนองตอบลูกค้า, พัชรนันท์ กลั่นแก้ว  ที่ปรึกษา Lead Assesement Consultant,Co.,Ltd. , Marketing & Branding for Quality Vol.17 No.160  February 2011)

1. Personalized Marketing

ข้อได้เปรียบที่สำคัญของเครื่องมือดิจิทัลก็คือ สามารถอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการวัดผลโฆษณาได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะมีคนมองเห็นโฆษณา เข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ หรือกรอกข้อมูลเพื่อรับรายละเอียด รวมไปถึงการพูดคุยเกี่ยวกับแบรนด์ผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ก็ล้วนเป็นข้อมูลที่เจ้าของธุรกิจใช้เพื่อติดตาม และจัดเก็บได้ทั้งสิ้น เมื่อรู้ข้อมูลกลุ่มเป้าหมายชัด ก็ทำให้การสื่อสารครั้งต่อไปแม่นยำขึ้น การทำการตลาดดิจิทัลในปีหน้า ธุรกิจจะสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ด้วยคอนเทนต์ที่ที่ให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับพวกเขาเหล่านั้นโดยตรง

=> คำแนะนำ คนทำธุรกิจ

 เจ้าของธุรกิจ ควรใส่ใจกับการติดตาม จัดเก็บ และใช้งานฐานข้อมูลลูกค้า เพื่อที่จะจำแนกได้ว่า ลูกค้ากลุ่มไหน มีลักษณะอย่างไร หรือมีสถานภาพในการซื้อสินค้าเป็นแบบไหน โดยเราจะได้วางแผนส่ง Content ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้ากลุ่มนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 อาจแบ่งกลุ่มลูกค้าง่ายๆ โดยใช้เกณฑ์ด้านประชากร ( เช่น เพศ อายุ ) หรือ แบ่งกลุ่มตามพฤติกรรม และความสนใจ (เช่น จำนวนครั้งที่เข้าชม จำนวนการกรอกฟอร์มในแลนดิ้งเพจ ระดับความต้องการซื้อ หรือ ความถี่ในการซื้อ เป็นต้น )

 ควรทำ Content Marketing ด้วยการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แคบลง แต่ตรงขึ้น (Micro-Targeting) โดยเลือก Content ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย (Persona Profiles) ที่สำคัญ ต้องมีเรื่องที่จะพูดชัดเจน เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่าแบรนด์ กำลังพูดคุยและเรียกหาเขาอยู่

 Content Marketing ที่ดี ต้องสร้างเสน่ห์ จูงใจ ด้วยการเล่าเรื่อง (Story-telling) มากกว่าการบอกเล่าว่าธุรกิจเราขายอะไร ราคาเท่าไร อีกทั้ง ผู้ประกอบการ ควรวางกลยุทธ์ให้กับการทำ Content Marketing เริ่มจากการทำ Editorial Mission Statement หรือ การกำหนดชัดว่า กลุ่มเป้าหมายหลักของเราเป็นใคร เราจะส่ง Content แบบใดให้กับกลุ่มเป้าหมายนั้น และเราคาดหวังให้กลุ่มเป้าหมายได้รับสิ่งใดจาก Content ของเรา

 แม้จะมีข้อมูลเชิงปริมาณ ที่เป็นตัวเลขมากมาย ให้ตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ควรเหลือที่ว่างให้ความคิดสร้างสรรค์ เพราะจะทำให้ Content Marketing ของเรา ดูแตกต่าง โดดเด่น และเป็นที่น่าจดจำ ที่สำคัญ ยังเอื้อต่อการเข้าถึงผู้คนบนโลกออนไลน์แบบธรรมชาติ (Organic Reach) อีกด้วย

กลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการตลาด

กลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการตลาด คือ การหาข้อมูลที่เหนือกว่าคู่แข่งเพื่อนนำไปสู่ชัยชนะ (สุภัท ตันสถิติกร ฟันธงการตลาดโดยชมรม Y-ME สมาคมการตลาด, ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, 2543)

1. ตลาดต้องเป็นแบบตัวต่อตัว (one-to-one marketing)เป็น การทให้ลูกค้าร้สึก ว่า เราร้จักเขาเป็น พิเศษจริงๆรู้ว่าลูกค้า แต่ละคนชอบไม่ชอบอะไรในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทงาน สุดท้าย คือ การให้ความรู้สึกต่อลูกค้าว่าเขาเป็นเสมือนหุ้นส่วนที่แท้จริง
 
2. เข้าให้ถึงตลาดกลุ่มเป้าหมาย ต้องรู้จักทั้งกายภาพและจิตใจ เริ่มต้นตั้งเป้าหมายทางการตลาดไว้ก่อนว่าจะเลือกตลาดไหนในการแข่งขัน รู้ความเป็นไปของคู่แข่ง และรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาด

อยู่ตลอดเวลา รู้ว่าจะต้องทำวิจัย วิเคราะห์พฤติกรรม และวิเคราะห์วิถีชีวิตของผู้คนในตลาดอย่างไร เพื่อให้ข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงสินค้าและบริการให้เหมาะกับผู้บริโภค เช่น ตลาดผู้เกษียณอายุ ผู้อยู่ในวัยทอง ผู้อยู่ในวัยทงาน เป็นต้น
 
3. มีนวัตกรรมทั้งด้านสินค้าและบริการ ผู้ประกอบการต้องเป็นฝ่ายสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นในตลาด และผลักดันสินค้าและบริการสู่ตลาดตลอดเวลา เพราะการเป็นผู้นในตลาดจะต้องคิดสร้างสรรค์

ให้เกิดผลิตภัณฑ์ และมีการนเสนอสินค้าและบริการที่เหนือความคาดหมายให้แก่ลูกค้า ต้องคิดว่าจะทอย่างไรให้เป็นผู้นตลาดที่ทำเพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าได้มากที่สุด

4. ความภักดีและคุณค่าของลูกค้า (customer loyalty & lifelong value) เป็นสิ่งที่ต้องทุ่มเทเอาใจใส่เพื่อดูแลลูกค้า ตามหลักของOne-to-One จะแบ่งการบริหารจัดการลูกค้าเป็น 3 ประเภท คือ กลุ่มที่ 1 คือ ลูกค้าที่มีคุณค่ามาก เป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องเอาใจใส่ที่สุด กลุ่มที่ 2คือ ลูกค้าที่มีอัตราการเติบโตสูง แต่มีการซื้อผลิตภัณฑ์ในวงเงินที่ไม่สูง ต้องพยายามดึงความสนใจลูกค้าให้มียอดซื้อที่สูงขึ้น และ กลุ่มที่ 3 คือลูกค้าที่กลังลดการซื้อสินค้าลง เป็นกลุ่มที่ดูเหมือนจะไม่มีค่า แต่ห้าม

ละเลยและต้องนมาวิเคราะห์ว่าทไม เพราะอะไรจึงซื้อสินค้ากับเราน้อย ต้องทอย่างไรถึงจะทให้เขาเปลี่ยนใจกลับมาเป็นลูกค้ากลุ่มที่1 และ 2 ได้ต่อไป

5. มุ่งที่ตัวบุคคล (focus on the individual) มองที่บุคลากรในองค์การ เน้นถึงการให้อนาจและส่งเสริมการใช้อนาจตัดสินใจการแสดงความชื่นชมและการให้รางวัล การฝึกอบรมและพัฒนา การวางแผนอนาคตในหน้าที่การงาน การสร้างตัวตายตัวแทน การให้เงินรางวัลตามผลงาน
 
6. การตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-marketing) คือ การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเป็นสื่อกลางไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เชื่อมเข้ากับอินเทอร์เน็ต ผสมผสานกับวิธีทางการตลาดอย่างลงตัวกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย เป็นส่วนผสมแนวคิดทางการตลาด และเทคนิคทางด้านการออกแบบ การพัฒนา การโฆษณา และการขาย 

 
(เครดิตอ้างอิง :  บทความ กลยุทธ์การตลาด ตอนที่ 2 One to One Marketing การตลาดยุคสนองตอบลูกค้า, พัชรนันท์ กลั่นแก้ว  ที่ปรึกษา Lead Assesement Consultant,Co.,Ltd. , Marketing & Branding for Quality Vol.17 No.160  February 2011)

 

2. App Economy

จากผลการวิจัยของ ComScore ในปี 2015 พบว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ในสหรัฐฯ โมบายล์แอพ เติบโตกว่า 90% ขณะที่ผู้บริโภคใช้เวลากับโมบายล์แอพเพิ่มขึ้นกว่า 77 % โดยแบรนด์ระดับโลก เช่น กาแฟ Starbucks หรือห้างสรรพสินค้า WalMart ก็พร้อมใจกันหันมาใช้แอพ เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้า หรือรับคูปอง โปรโมชั่นต่างๆ โดยแต่ละแบรนด์ มุ่งให้ลูกค้าเดิมใช้แอพของตน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวัน นับว่าได้แอพ กลายเป็นมาส่วนสำคัญ ในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ที่แบรนด์มีต่อลูกค้า ในระบบเศรษฐกิจยุคดิจิทัล และเมื่อความต้องการใช้แอพเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าข้อจำกัดต่างๆ เช่น ค่าใช้จ่ายที่สูง ระยะเวลาการพัฒนาที่ยาวนาน ก็จะค่อยๆหมดไป

=> คำแนะนำ คนทำธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่มีฐานลูกค้าเดิม โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก การศึกษา ท่องเที่ยว และสถานพยาบาล นอกจากจะทำการตลาดด้วยอีเมลแล้ว ควรมองหาโมบายล์แอพ ที่มีราคาไม่สูง พัฒนาได้ไว ไม่ต้องรอนาน เน้นฟังก์ชั่นพื้นฐานครบไว้ก่อน เพื่อให้สามารถแจ้งข่าวสาร ส่งโปรโมชั่น ได้อย่างรวดเร็ว หรือให้โมบายล์แอพ เป็นอีกช่องทางในการพูดคุย ระหว่างลูกค้ากับธุรกิจได้ เพื่อการสร้างความสัมพันธ์อย่างยั่งยืน อันจะนำมาซึ่งผลกำไรจากลูกค้าเดิมอย่างต่อเนื่อง

3. Virtual Reality

เมื่อผู้บริโภคเริ่มคุ้นเคยกับ Wearable Device ซึ่งเป็นเทรนด์ในปีที่ผ่านมา ปีหน้า ผู้ใช้งานจะกลายเป็นศูนย์กลางของประสบการณ์จากเทคโนโลยีดิจิทัล ที่ผสมผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่สร้างบรรยากาศของความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality) เช่น ฟังก์ชั่น VDO 360 degree ของ Facebook ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งาน รับชมวีดีโอคอนเทนต์ ที่มีการแสดงผลสอดคล้อง กับการเคลื่อนไหวอุปกรณ์ ทำให้มองเห็นวีดีโอคอนเทนต์นั้นๆได้จากทุกทิศ ทุกทาง ทุกครั้งที่เคลื่อนไหวสมาร์ทโฟน ครบทั้ง 360 องศา หรืออุปกรณ์สวมใส่ของแบรนด์ Oculus ที่จะช่วยให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ความบันเทิงเสมือนจริง จากการเล่นเกม เป็นต้น จากเทรนด์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นด้วยว่า Contetn ประเภทวีดีโอ บนอุปกรณ์ที่พกพาได้ จะเข้ามามีบทบาทในการทำการตลาดดิจิทัลเพิ่มขึ้น ด้วยความสามารถในการสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่า Content ประเภทภาพนิ่งหรือตัวอักษร 

=> คำแนะนำ คนทำธุรกิจ

ธุรกิจอาจสร้างสรรค์ VDO Content ที่ถ่ายทำเองได้ง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนสูง เช่น ถ่ายทำลูกค้าที่เคยใช้สินค้า ให้มาบอกเล่าความประทับใจ จากการใช้สินค้า หรือการสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่แตกต่าง สร้างสรรค์ แล้วนำไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย เพื่อดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย ที่สำคัญ วีดีโอคอนเทนต์นั้น ต้องแสดงผลบนโมบายล์ แท็บเลต หรืออุปกรณ์พกพาอื่นๆ อย่างเหมาะสม
 
กระแสเกม Pokemon Go ที่ทำให้คลั่งกันไปทั่วโลก ซึ่งกำลังถูกลิ้งค์เข้าสู่ธุรกิจ ร้านค้าที่ขอเป็นพันธมิตรร่วม win-win ทั้งสองฝ่าย 
 

4. Fin Tech

ผลจากการเติบโตของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME และกลุ่ม Starts Up ที่ใช้ดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการทางธุรกิจ ทำให้ภาคการเงิน การธนาคารนำ Fin Tech หรือ Financial Technology เทคโนโลยีทางการเงิน มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ในการทำธุรกรรม ที่สะดวก รวดเร็ว ทุกที่ทุกเวลา เช่น Mobile Payment โมบายล์แอพของธานคารต่างๆ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถฝาก ถอน โอน ได้ง่ายๆสบายๆผ่านบนสมาร์ตโฟน หรือ Alipay บริการแบบ Cross-Border E-Payment Service ที่จะช่วยให้ผู้ซื้อสินค้าในอีมาร์เกตเพลส Alibaba สามารถทำธุรกรรม หรือวิเคราะห์สินเชื่อได้ นอกจากนี้ ยังมีแอพใหม่ๆ ที่ช่วยเรื่องการทำบัญชี ขณะเดียวกันแอพที่ช่วยในการระดมทุนสาธารณะ ผ่านทางออนไลน์ (Crowd-Funding) อย่าง Indiegogo และ kickstarter ก็ได้รับความนิยมต่อเนื่องจากนักลงทุน ที่มองหาความเป็นไปได้ จากผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ใหม่ๆเช่นกัน

=> คำแนะนำ คนทำธุรกิจ

ผู้ประกอบการ ที่ต้องการสร้างยอดขาย ต้องลดขั้นตอนทางธุรกรรม ด้วยการทำให้ลูกค้า ชำระเงินได้ง่ายและเร็วที่สุด ผ่าน mobile payment รูปแบบต่างๆ อีกทั้งหน้าเว็บไซต์ในส่วนของการชำระเงิน ก็ต้องแสดงผลบนแบบ Responsive ดูเหมาะสมทุกหน้าจอ มีเนื้อหาเข้าใจง่าย เงื่อนไข ข้อจำกัดน้อย และให้หลักฐานทางการเงิน ที่ครบถ้วนสมบูรณ์

5. Local Advertising

การทำโฆษณาออนไลน์สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน จะสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงได้แม่นยำขึ้น เพื่อส่งเสริมยอดขาย และจูงใจให้คนเข้ามาใช้บริการที่หน้าร้าน อย่างเช่นที่ Facebook เปิดตัวฟังก์ชั่น Local Awareness ที่ช่วยส่งข่าวสารในรูปแบบการโฆษณา Facebook ให้กับผู้ที่อยู่ในละแวกเดียวกับร้านค้านั้นๆ เข้ามาซื้อสินค้า รับสิทธิพิเศษ โปรโมชั่น หรือร่วมกิจกรรมทางการตลาดที่หน้าร้าน หรือฟังก์ชั่น Location Extension ในการทำโฆษณา Google AdWords ที่สามารถกำหนให้แสดงผลการเสิร์ช ตามพื้นที่ๆกลุ่มเป้าหมาย อยู่ใกล้กับร้านค้าที่ทำโฆษณาออนไลน์นั้นๆ

=> คำแนะนำ คนทำธุรกิจ

ร้านค้าที่มีหน้าร้าน ควรเพิ่มโอกาส สร้างยอดขายที่หน้าร้าน ด้วยการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ในการทำโฆษณาทั้ง Facebook หรือ Google AdWords ด้วยฟังก์ชั่นดังกล่าว เพื่อเป็นการจูงใจลูกค้า ที่อยู่ใกล้ให้เข้ามาที่หน้าร้าน และเป็นการประหยัดต้นทุนการสื่อสาร ด้วยสื่อดั้งเดิมอย่างสื่อสิ่งพิมพ์ แผ่นพับ ใบปลิวโฆษณา ที่ไม่มีประสิทธิภาพในการคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย ที่มีศักยภาพในการซื้อ

อาจมอบโปรโมชั่น หรือสิทธิพิเศษ เพื่อจูงใจให้ลูกค้าที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง สร้างแรงจูงใจให้มาซื้อสินค้าและบริการที่หน้าร้านไวขึ้น อาจใช้กับโฆษณาประเภท Re-Targeting ที่ช่วยกระตุ้นย้ำเตือนกลุ่มเป้าหมายให้ตัดสินใจได้ไวขึ้น

6. Mobile to Multi-Platform

คอมพิวเตอร์ อาจเป็นสิ่งที่ทุกคนคุ้นเคย ในฐานะอุปกรณ์ที่เชื่อมเราเข้าสู่โลกออนไลน์ แต่ในยุคดิจิทัล โมบายล์อย่างสมาร์ตโฟน หรืออุปกรณ์ประเภทแท็บเลต ที่สะดวกต่อการพกพา กลายเป็นอุปกรณ์อันดับ 1 ที่คนทั่วโลกนิยมใช้ในการท่องโลกดิจิทัล ฉะนั้น 2016 ไม่ใช่ปีที่ผู้ประกอบการจะเริ่มพูดว่า ธุรกิจเราควรมีตัวตนออนไลน์ (Online Presence) อีกต่อไป แต่เป็นปีที่ต้องทำให้ ธุรกิจมีตัวตนบนโมบายล์ (Mobile Presence) เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย เข้าถึงเราได้ง่ายที่สุด ทุกที่ ทุกเวลา นอกจากนั้นแล้ว การใช้แพลตฟอร์มที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เว็บไซต์ Google Facebook Instagram ก็จะยิ่งช่วยให้เรามีโอกาสพบกลุ่มเป้าหมาย ในแพลตฟอร์มอื่นๆได้มากขึ้น

=> คำแนะนำ คนทำธุรกิจ

อาจใช้โมบายล์เว็บ ที่มี ลักษณะ Responsive สามารถแสดงผลภาพได้เหมาะสมกับทุกขนาดหน้าจอ ในการสร้างตัวตนบนโมบายล์ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายค้นพบคุณได้ง่ายขึ้น

การสร้างตัวตน หรือทำโฆษณาออนไลน์ บนแพลตฟอร์มใดๆเพิ่มเติม ควรพิจารณา ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย และหมวดธุรกิจที่ทำ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ที่ใช้งานในแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองต้นทุนในการผลิตคอนเทนต์ หรืองบประมาณการทำโฆษณา ตัวอย่างเช่น สินค้าอุตสาหกรรม จำพวกอะไหล่รถยนต์ วัสดุก่อสร้าง กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ เมื่อเกิดความต้องการสินค้า จะใช้วิธีเสิร์ชหาบน Google ฉะนั้น การขยายตัวตนทางธุรกิจ ไปทำโฆษณาบน Facebook จึงอาจไม่เกิดประสิทธิภาพในการสร้างยอดขาย เทียบเท่ากับการสร้างตัวตนบนโมบายล์เว็บ และทำโฆษณาด้วย Google AdWords
(เครดิตอ้างอิง : บทความ 6 เทรนด์การตลาดดิจิทัล กับคำแนะนำคนทำธุรกิจ , Suppakorn Chudabala, Ready Planet Blog , December 22, 2015)