วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

20 เรื่องที่เราควรรู้ (14) เกี่ยวกับคุณพ่ออเมริกาผู้น่ารัก ตอนที่ 14

เรื่องที่ 14  อเมริกาคือผู้ผลิตและส่งออกอาวุธและยุทธภัณฑ์ทางการรบมากที่สุดในโลก

อย่างที่เราเห็นในภาพข่าว เหตุการณ์ปัจจุบัน หรือแม้แต่ในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด นั่นก็คือ อเมริกาคือผู้เล่นหลัก หรือบริษัทผู้ผลิตและส่งออกอาวุธและยุทธภัณฑ์ทางการรบ หรือการทำสงครามมากที่สุดในโลก ข้อมูลต่อไปนี้ น่าจะพอให้เห็นภาพว่าเหตุใดอเมริกาจึงเข้าไปมีบทบาท แทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากมาย บางกรณีก็อยู่เบื้องหลังฉากลับๆ หรือเปิดเผย ในการโค่นล้มผู้มีอำนาจหรือรัฐบาล เพื่อให้เป็นไปตามผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งมีเบื้องหลังก็คือการค้าอาวุธนั่นเอง
กลุ่มประเทศที่ผลิตและขายอาวุธมากที่สุดในโลก

จากรายงานของสถาบัน SIPRI (Stockholm International Peace Research Institute) ในปี 2010 ถึง 2014 ระบุว่า 5 ประเทศผู้ผลิตและส่งออกอาวุธรายใหญ่ที่สุดของโลกคือ

  • (1) สหรัฐอเมริกา
  • (2) รัสเซีย
  • (3) จีน
  • (4) เยอรมนี และ
  • (5) ฝรั่งเศส

รวมกันแล้วทั้งห้าประเทศคิดเป็น 74% ของการส่งออกของทั้งโลก และถ้าดูแค่สองประเทศแรกคือสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย แค่สองประเทศนี้ก็ส่งออกอาวุธกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งโลกเสียแล้ว หรือคิดเป็นประมาณ 58% ของอาวุธที่มีการซื้อขายกัน

โดยสหรัฐอเมริกาส่งออกอาวุธให้ 94 ประเทศ ขณะที่รัสเซียส่งให้ 56 ประเทศ 

ด้านล่างคือกราฟอัตราการลดเพิ่มการส่งออกอาวุธในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าจีนมีการขยายตัวการส่งออกอาวุธมากที่สุดคือ 143%



ลูกค้ารายใหญ่อันดับสามที่ซื้ออาวุธจากจีนคือประเทศพม่าเพื่อนบ้านอาเซียนเรานี้เอง ส่วนไทยเป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับสามที่ซื้ออาวุธจากประเทศยูเครน (ดู Tables 1 และ 2 ในรายงาน Wezeman & Wezeman 2015)  ส่วนเยอรมันนีและฝรั่งเศสมีการผลิตและขายอาวุธที่น้อยลงกว่าเดิม  ถ้าดูในระดับจุลภาค 10 อันดับบริษัทผลิตอาวุธที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาจากประเทศยุโรปตะวันตกและประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น บริษัท Lockheed Martin และบริษัท Boeing คือบริษัทที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่งและสอง ทั้งสองบริษัทเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน 

ส่วนบริษัท Almaz-Antey ที่มีสัญชาติรัสเซียติดอันดับที่ 12 ในปี 2013 ซึ่งในรายงาน Press Release ของ SIPRI อีกฉบับได้กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงปี 2000 รัฐบาลรัสเซียได้ลงทุนในการสร้างศักยภาพและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิตอาวุธอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตและเทคโนโลยีของบริษัทผลิตอาวุธในประเทศ ให้สามารถแข่งขันกับบริษัทสัญชาติอเมริกันและยุโรปตะวันตก ที่เป็นกลุ่มพันธมิตรทางการทหาร (นาโต้) ซึ่งในขณะนี้มีความขัดแย้งกับรัสเซียในเรื่องปัญหาการเมืองภายในของประเทศยูเครน

ในรายงานระบุว่ารายได้ของบริษัทขายอาวุธสัญชาติรัสเซียมีตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2012 เช่นตัวเลขจากบริษัท Almaz-Antey เพียงบริษัทเดียวมีรายได้จากการขายอาวุธเพิ่มขึ้นจาก 5.8 (ปี 2012) เป็น 8 (ปี 2013) พันล้านเหรียญสหรัฐ 

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา


ส่วนกลุ่มผู้ซื้ออาวุธ ตามรายงานของ SIRPI กล่าวว่ากลุ่มประเทศในเอเชียและโอเชียนเนียเป็นกลุ่มลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกในการนำเข้าผลิตภัณฑ์ยุทโธปกรณ์ต่างๆ คิดเป็น 48%  ของการนำเข้าอาวุธในช่วง 2010 – 2014  ประเทศจีน อินเดีย ซาอุดิอาระเบีย อาหรับอิมิเรตและปากีสถานเป็นกลุ่มผู้ซื้ออาวุธหลักคิดเป็น 33 % ของการซื้ออาวุธทั่วโลก

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น คือขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ ก็กำลังพัฒนาศักยภาพและเทคโนโลยีในการเป็นผู้ผลิตอาวุธเสียเองด้วย

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือจีน ที่ตอนนี้ติดอันดับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 3 แซงหน้าเยอรมนีไปแล้ว นอกจากนั้น กลุ่มประเทศผู้ผลิตใหม่ (Emerging producers) อย่างเช่นประเทศบราซิล เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์ และตุรกีก็ติด Top 100 บริษัทผลิตอาวุธและเริ่มมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากขึ้น แม้ว่าจะคิดเป็นเพียง 3.6% ในการขายอาวุธของทั้งโลกเมื่อปี 2013

เมื่อดูสถิติของ SIPRI ก็แน่ชัดว่ากลุ่มประเทศและบริษัทที่ผลิตอาวุธมากที่สุดยังคงเป็นกลุ่มผู้ผลิตเดิมอยู่คือ กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา และเป็นประเทศที่มีผู้นับถือศาสนาคริสต์เป็นส่วนใหญ่ เช่นในสหรัฐอเมริกามีผู้นับถือศาสนาคริสต์เกินกว่า 75% หรือในอังกฤษ เยอรมัน หรือฝรั่งเศสมีประชากรนับถือศาสนาคริสต์อยู่ประมาณ 60%  ส่วนรัสเซีย น่าจะมีผู้นับถือศาสนาคริสต์อยู่เป็นส่วนใหญ่ โดยมีนิกายรัสเซียออโธด๊อกเป็นนิกายหลัก

ฉะนั้น กลุ่มผู้ผลิตอาวุธที่โป๊ปพูดถึงคือกลุ่มประเทศด้านบนนี้ และคงไม่แปลกนักที่โป๊ปฟรานซิสผู้นำความเชื่อและจิตวิญญาณของคริสตชนจะใช้ปัจจัยด้านศาสนามาเป็นเครื่องมือตำหนิอุตสาหกรรมผลิตอาวุธ ที่ท่านมองว่าเป็นเหตุทำให้เกิดสงครามและความรุนแรงต่างๆ ตั้งแต่ในอดีต (แม้ว่าจะมีแค่มืดหอกดาบก็ทำสงครามกันได้เหมือนกัน)

การออกมาตำหนิอุตสาหกรรมอาวุธและออกความเห็นขัดแย้งเรื่องการเมืองกับผู้นำประเทศในหลายโอกาสนั้น แน่นอน ทำให้มีผู้ไม่เห็นด้วยกับโป๊ป แต่นี้คือโป๊ปฟรานซิสผู้ซึ่งมีมุมมองและอุดมการณ์เอียงซ้าย ที่คริตชนรุ่นใหม่และองค์กรพัฒนาต่างๆ กำลังโหยหา ฉะนั้น เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าในระหว่างการดำรงวาระของท่าน โป๊ปฟรานซิสจะเปลี่ยนโฉมหน้าวาติกันมากน้อยให้แตกต่างจากเดิมขนาดไหน (เครดิตอ้างอิง บทความ “โป๊ปต้านอุตสาหกรรมอาวุธ มาดูกันว่าประเทศไหนบ้างที่ผลิต” โดยคุณสรินณา อารีธรรมศิริกุล คอลัมน์ Dare to Think หน้าเพจของเว็บไซต์สยามอินเทลลิเจ้นซ์ดอทคอม)

 

ตัวอย่างของบริษัทผู้ผลิตอาวุธและยุทธภัณฑ์ทางการรบรายใหญ่ของอเมริกา ได้แก่

ในปี ค.ศ. 2006 บริษัทโบอิ้ง (Boeing) เป็นผู้ผลิตอาวุธปืนและเครื่องบินที่มีจำนวนสั่งซื้อมากที่สุดในโลก มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 55 ของยอดสั่งซื้อ และร้อยละ 54 ของยอดส่งมอบโดยรวมทั่วทั้งโลก กุมชัยชนะเหนือบริษัทแอร์บัส (Airbus) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา และนับเป็นบริษัทส่งออกรายใหญ่สุดของสหรัฐอเมริกา

ส่วนบริษัท นอร์ทธรอป กรัมแมน (Northrop Grumman) เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอากาศยานทางทหาร การต่อเรือรบ และเทคโนโลยีทางการทหาร ก่อตั้งบริษัทเมื่อปี ค.ศ.1994 เกิดจากการควบรวมกิจการของบริษัทนอร์ทธรอป กับบริษัทกรัมแมน เข้าด้วยกัน  ในปีค.ศ. 2010 นอร์ทธรอป กรัมแมน เป็นบริษัทที่มีสัญญาการจัดซื้ออาวุธอยู่ในอันดับ 4 ของโลก มีพนักงานทั่วโลกรวมกันกว่า 120,000 คน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ เขตเซนจูรี่ซิตี้ เมืองลอสแอนเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี 2010 ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์จูน อยู่ในอันดับ 61 ประเภทอุตสาหกรรมของโลกในสหรัฐอเมริกา

บริษัท เรย์เธียน (Raytheon) เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกัน ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิตอาวุธทางการทหาร และอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ ปัจจุบัน เรย์เธียน คือผู้ผลิตขีปนาวุธนำวิถีรายใหญ่ที่สุดของโลก ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1922 ที่เมืองเคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาจูเซตส์ ปัจจุบันมีพนักงานรวมกันกว่า 72,000 คน รายได้ 90% มาจากการขายสินค้าทางการทหาร  ในปี 2007 ได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่จัดจำหน่ายอาวุธรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก (อ้างอิงและคัดลอกบางส่วนจากบทความชื่อ “บริษัทผลิตอาวุธสงคราม”  ในบล็อกของคุณ natboyweapons.blogspot.com)



 

โลก 360 องศา - (ปฏิบัติการเด็ดหัว Abdelhamid Abaaoud ผู้วางแผนโจมตีปารีสสัมฤทธิ์ผล)



เอเจนซีส์ - ปฏิบัติการล่าตัวอับเดลฮามิด อาบาอูด (Abdelhamid Abaaoud) ผู้วางแผนโจมตีปารีสได้สิ้นสุดแล้ว จากการยืนยันของโฆษกรัฐบาลฝรั่งเศส และรัฐมนตรีมหาดไทยฝรั่งเศส เบอร์นาร์ด คาเซอเนิฟ (Bernard Cazeneuve )โดยพบว่ายอดตัวเลขผู้ถูกจับกุมตัว 7 คน และมีรายงานยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตเป็นคนร้าย 2 คน ซึ่งรวมไปถึงมือระเบิดหญิงฆ่าตัวตายที่จุดระเบิดจากเสื้อกั๊กพันระเบิดในเวลา 07.30 น.ในวันนี้ (18 พ.ย.) โดยคาเซอเนิฟระบุว่า หน่วยข่าวกรองฝรั่งเศสทำให้สำนักงานตำรวจแดนน้ำหอมเชื่อว่า อาบาอูดอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ จากข้อมูลสอดแนมและดักฟังที่พบว่าหญิงมือระเบิดฆ่าตัวตายมีความเชื่อมโยงกับชายผู้วางแผนโจมตีปารีส  เดอะการ์เดียน และเดลีเทเลกราฟ สื่ออังกฤษรายงานความคืบหน้าล่าสุดถึงปฎิบัติการหน่วยคอมมานโดฝรั่งเศสล้อมจับคนร้ายย่านแซงต์-เดอนีส แหล่งคนรายได้น้อยในเช้าวันนี้ (18) ซึ่งได้มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่รัฐว่า ปฏิบัติการได้สิ้นสุดแล้วโดยพบว่าปฏิบัติการได้จบสิ้นในเวลาก่อน 11.40 น.ตามเวลาท้องถิ่น  ทั้งนี้ Stéphane Le Foll โฆษกรัฐบาลฝรั่งเศสที่ได้แถลงว่า ปฏิบัติการล้อมจับของตำรวจฝรั่งเศสได้ยุติหลังจากใช้เวลายาวนานถึง 6 ชม. ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ในช่วงเช้ามืดในเวลา 04.20 น. ที่เริ่มจากการปะทะด้วยอาวุธปืนไรเฟิลอัตโนมัติระหว่างกลุ่มคนร้ายภายในตึกอพาร์ตเมนต์และเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยคอมมานโด และตามมาด้วยระเบิดที่มีรายงานว่าเกิดขึ้นอย่างน้อย 7 ครั้ง  สื่ออังกฤษทั้งสองแห่งรายงานเพิ่มเติมว่า แหล่งข่าวตำรวจปารีส และสำนักงานอัยการฝรั่งเศสได้ชี้ว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยจำนวน 7 คนได้จากตึกอพาร์ตเมนต์ และในขณะนี้คนทั้งหมดอยู่ในการคุมตัวของเจ้าหน้าที่ ซึ่งก่อนหน้านี้อัยการกรุงปารีส François Molins ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ทางเจ้าหน้าที่จับกุมชาย 3 คนจากอพาร์ตเมนต์ได้  และในขณะมีปฏิบัติการในพื้นที่ นักข่าวที่อยู่ในบริเวณนั้นรายงานว่า เสียงปะทะดังมาก ซึ่งดูเหมือนคล้ายกับสนามรบ และมีเฮลิคอปเตอร์บินวนไปมา พร้อมไฟส่องสว่างลงมาเบื้องล่าง นอกจากนี้มีรายงานเบื้องต้นว่า ตำรวจฝรั่งเศส 5 นายได้รับบาดเจ็บในระหว่างปฏิบัติการ นอกจากนี้ สื่ออังกฤษยังรายงานเพิ่มเติมต่อว่า แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ปารีสยืนยันว่า ในปฏิบัติการครั้งนี้ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย โดยหนึ่งในนั้นเป็นผู้ต้องสงสัยซึ่งคาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุโจมตีปารีสเสียชีวิตหลังโดยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยสไนเปอร์ แต่ต่อมาภายหลังมีรายงานแก้ไขว่าแท้จริง เสียชีวิตจากระเบิดแบบขว้าง  ด้านสำนักงานอัยการปารีสยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตอีกรายคือมือระเบิดฆ่าตัวตายหญิงที่เสียชีวิตลงหลังจากเธอได้จุดระเบิดที่เสื้อกั๊กซึ่งเธอได้สวมอยู่ นอกจากนี้ สื่ออังกฤษยังรายงานว่า มีรายงานการสูญเสียเจ้าหน้าที่สุนัขตำรวจฝรั่งเศส ดีเซลอายุ 7 ปี ถูกสังหารในที่เกิดเหตุ โดยมีรายงานว่า ทางเจ้าหน้าที่ส่งดีเซลเข้าไปยังอพาร์ตเมนต์ก่อนที่จะมีการบุกโจมตี  เดลีเทเลกราฟรายงานต่อว่า สืบเนื่องมาจากการรายงานของสถานีโทรทัศน์ฝรั่งเศส BFMTV ที่ได้ทำรายงานว่า ปฏิบัติการจู่โจมย่านแซงต์-เดอนีส เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจาก หน่วยงานข่าวกรองฝรั่งเศส สืบทราบความเชื่อมโยงของมือระเบิดหญิงฆ่าตัวตาย กับอับเดลฮามิด อาบาอูด (Abdelhamid Abaaoud) ผู้วางแผนโจมตีปารีสโดย MSNBC สื่อสหรัฐฯ รายงานเพิ่มเติมว่า มีรายงานทำให้หน่วยงานข่าวกรองฝรั่งเศสเชื่อว่า หญิงผู้นี้มีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับอาบาอูดล่าสุดรัฐมนตรีมหาดไทยฝรั่งเศส เบอร์นาร์ด คาเซอเนิฟ ที่ได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุได้แถลงการณ์ว่า สำนักงานข่าวกรองฝรั่งเศสเป็นผู้ให้ข้อมูลกับสำนักงานตำรวจฝรั่งเศส โดยทำให้ทางตำรวจเชื่อว่า อาบาอูดนั้นหลบอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้  ในขณะที่อัยการกรุงปารีส Moulins ได้อธิบายเพิ่มเติมต่อว่า ข้อมูลจากการสอดแนมและการดักฟังทางโทรศัพท์ รวมไปถึงการให้ข้อมูลของพยานต่างๆ ทำให้พวกเราเชื่อว่า อับเดลฮามิด อาบาอูด ซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีปารีสนั้นหลบซ่อนตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้จริง  โดยเดอะการ์เดียนรายงานเพิ่มเติมว่า มีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันระบุก่อนหน้านี้ว่า จากแหล่งข่าวที่ไม่ได้เปิดเผยให้ข้อมูลกล่าวว่า ทางตำรวจได้เฝ้าจับตาหญิงผู้ต้องสงสัยมือระเบิดฆ่าตัวตายรายนี้มาหลายวันแล้ว หลังจากสงสัยว่าเธออาจเป็นผู้ให้ที่หลบภัยแก่อาบาอูด คนร้ายที่ถูกล่าตัวในเวลานี้  อัยการกรุงปารีสยังกล่าวต่อว่า และส่งผลทำให้เกิดปฏิบัติการล้อมจับขึ้นในชั่วข้ามคืน ที่ตามมาด้วยการยิงปะทะ และมีคนร้าย 3 คนแรกถูกจับกุมได้ที่ตึกอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ และตามมาด้วยระเบิดที่เกิดจากมือระเบิดฆ่าตัวตายหญิงต้นเรื่องที่จุดระเบิดจากเสื้อกั๊กที่มีระเบิดพันอยู่ และหลังจากนั้นมีคนร้ายอีกคนเสียชีวิตด้วยระเบิดแบบขว้าง  และในขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดถึงชะตากรรมของอาบาอูด โดยในเบื้องต้นยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า อาบาอูดจอมวางแผนก่อวินาศกรรมปารีสผู้นี้เสียชีวิต หรืออยู่ในกลุ่มผู้ที่ถูกจับกุม  อัยการปรุงปารีสกล่าวต่อว่า ในขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยถึงรายละเอียดของผู้ถูกจับกุมทั้งหมดได้ เพราะอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งจะมีการเปิดเผยต่อมาในภายหลัง ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้จากการทำงานอย่างหนักของหน่วยนิติวิทยาศาสตร์ทั้งในและนอกที่เกิดเหตุเดลีเทเลกราฟรายงาน  โดยเดอะการ์เดียนได้รายงานสรุปความคืบหน้าของเหตุการณ์บุกจู่โจมย่านแซงต์-เดอนีสว่า

1 อพาร์ตเมนต์ที่เกิดเหตุปะทะตั้งอยู่บนถนน Rue du Corbillon ห่างจากสนามกีฬา Stade de France ไปราว 2 กม.
2 การปะทะด้วยปืนไรเฟิลอัตโนมัติ และระเบิดเกิดขึ้นตั้งแต่เวลา 04.30 น.
3 มีเสียงระเบิดเกิดขึ้นให้ได้ยินอย่างน้อย 7 ครั้งในช่วงระหว่างปฎิบัติการ
4 ถนนบริเวณโดยรอบถูกปิด โดยมีเจ้าหน้าที่คุมกำลังด้านนอกอย่างแน่นหนา
5 ชาวบ้านในพื้นที่ถูกกกสั่งให้อยู่แต่ภายในที่พัก
6 ขนส่งสาธารณะมายังย่านแซ็ง-เดอนีถูกตัดขาด
7 และมีรายงานว่าตำรวจได้นำผู้อาศัยในอพาร์ตเมนต์ ซึ่งรวมทั้งเด็ก ให้ออกไปอยู่ในที่ปลอดภัย โดยมีรถฉุกเฉินจอดรอพร้อม

เอเอฟพี/รอยเตอร์/วอชิงตันโพสต์ - อัยการฝรั่งเศสเผยกลุ่มคนที่ถูกจับกุมและสังหารในปฏิบัติการจู่โจมอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในกรุงปารีสวันพุธ (18 พ.ย.) เป็นหน่วยก่อการร้ายที่มีความสามารถในการลงมือโจมตีรอบใหม่ ท่ามกลางข่าวลือว่าหนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ถูกปลิดชีพนั้นคือ นายอับเดลฮามิด อาบาอูด ผู้วางแผนวินาศกรรมเมืองหลวงเมื่อวันศุกร์ (13 พ.ย.) แต่ยังไม่มีคำยืนยันข่าวนี้ ฟรังซัวส์ โมลินส์ อัยการกรุงปารีสเปิดเผยว่า ทีมก่อการร้ายชุดใหม่ถูกลบล้างและผู้ถูกระบุตัวทั้งหมดยอมวางอาวุธ โครงสร้างองค์กรและความตั้งใจของพวกเขาถูกทำลายนอกจากนี้ อัยการรายนี้เผยด้วยว่าตำรวจพบโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งซึ่งเป็นของหนึ่งในมือปืนและมือระเบิดฆ่าตัวตายที่ลงมือโจมตีครั้งเลวร้ายต่อกรุงปารีสเมื่อซันศุกร์ (13 พ.ย.) เข่นฆ่าผู้คนไป 129 ศพและมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 350 คน  จากการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือพบว่าหนึ่งในมือปืนได้ส่งข้อความบอกว่า เราพร้อมแล้ว ลงมือกันได้เลยโดยข้อความนี้ถูกส่งตอนเวลา 21.42 น.(ตรงกับเมืองไทย 03.42 น.) หรือไม่นานก่อนลงมือโจมตี โมลินส์เผย พร้อมระบุว่าตำรวจกำลังดำเนินการสืบสวนว่าใครเป็นผู้ส่งข้อความนี้และจะได้ติดตามล่าตัวกันต่อไป  ในส่วนของปฏิบัติการจู่โจมในวันพุธ (18 พ.ย.) โมลินส์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า คณะสืบสวนฝรั่งเศสยังไม่สามารถระบุตัวตนของบุคคลที่ถูกปลิดชีพ และบอกได้แต่เพียงว่านายอับเดลฮามิด อาบาอูด ผู้ต้องสงสัยบงการโจมตีปารีส ไม่ได้อยู่ในบรรดาของพวกที่ถูกจับกุม

ปฏิบัติการจู่โจมมีขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลในวันจันทร์ (16 พ.ย.) ว่านายอาบาอูด ยังอยู่ในฝรั่งเศส หลังก่อนหน้านี้เชื่อกันมาตลอดว่าเขาน่าจะอยู่ในซีเรีย  ผมไม่สามารถให้จำนวนที่แน่ชัดและระบุตัวตนของผู้เสียชีวิต แต่มีอย่างน้อยๆ 2 คนอัยการโมลินส์กล่าว ผมบอกได้ว่านายอาบาอูด และซาลาห์ อับเดลซาลาม ไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ถูกจับกุมทั้งนี้นายอับเดลซาลาม คือผู้ต้องสงสัยเป็นหนึ่งในผู้ลงมือโจมตีที่ใช้รถยนต์หลบหนีไปยังเบลเยียมในเช้าวันเสาร์ (14 พ.ย.)  ศพปริศนาพร้อมรูกระสุนถูกพบในซากอาคาร ณ ตอนนี้สภาพของศพไม่สามารถระบุตัวตนได้เขากล่าว มีผู้หญิงคนหนึ่งใช้เสื้อเกราะพลีชีพจุดชนวนระเบิดฆ่าตัวตาย  โมลินส์บอกว่า ตำรวจสาดกระสุนกว่า 5,000 นัดระหว่างปฏิบัติการจู่โจมอาคาร 3 ชั้นในตอนเช้าวันพุธ (18 พ.ย.) จนอาคารเสียงต่อการพังถล่มลงมาและเป็นผลให้การสืบสวนเป็นไปอย่างล่าช้า พร้อมเผยทีมสืบสวนยังไม่ทราบตัวตนของชาย 3 คนที่ถูกควบคุมตัวได้ ณ อพาร์ตเมนต์ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ย่านแซงต์-เดอนีส ขณะที่โดยรวมแล้วมีชาย 7 คนและผู้หญิง 1 คนถูกรวบตัวที่อพาร์ตเมนต์ดังกล่าวและละแวกใกล้เคียง    คำชี้แจงที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับชะตากรรมของนายอาบาอูด มีออกมาท่ามกลางรายงานข่าวของวอชิงตันโพสต์ ที่อ้างเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองยุโรประดับอาวุโส 2 ว่าผู้ต้องสงสัยมือบงการเหตุวินาศกรรมกรุงเมืองหลวง เสียชีวิตระหว่างการจู่โจมของเจ้าหน้าที่แดนน้ำหอม ณ อพาร์ตเมนต์ทางเหนือของเมืองหลวง ที่นำไปมาซึ่งการจับกุมผู้ต้องสงสัยได้หลายคน ตำรวจและทหารมากกว่า 100 นายจู่โจมเข้าไปในอาคารอพาร์ตเมนต์และใช้เวลานานกว่า 7 ชั่วโมง หลังจากเสร็จสิ้นปฏิบัติการก็พบผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งทางวอชิงตันโพสต์บอกว่าหนึ่งในนั้นคือนายอาบาอูด ผู้ต้องสงสัยสั่งการเหตุโจมตีนองเลือดกรุงปารีส พวกหัวรุนแรงชาวเบลเยียม  วอชิงตันโพสต์อ้างเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองยุโรประดับอาวุโสระบุว่า คำยืนยันเกี่ยวกับการตายของนายอาบาอูด มีขึ้นหลังจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์ได้สอดส่องอย่างละเอียดตามเศษกระจกและพื้นอาคารที่ได้รับความเสียหายจากระเบิด เพื่อหาดีเอ็นเอและหลักฐานอื่นๆ ที่พอจะเป็นไปได้  สื่อของสหรัฐฯ แห่งนี้รายงานโดยอ้างคำแถลงของอัยการโมลินส์ ระบุว่า นายอาบาอูดต่อสู้ขัดขืนอยู่ตรงบริเวณชั้น 3 ของตัวอาคาร แต่ไม่สามารถระบุตัวตนของบุคคลที่ถูกปลิดชีพผู้ต้องสงสัย 2 คนที่เสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุได้ เพียงแต่ยืนยันว่านายนายอาบาอูดไม่ได้อยู่ในบรรดาของพวกที่ถูกจับกุม

เอเอฟพี/เอเจนซี - ตำรวจเดนมาร์กต้องสั่งอพยพผู้คนออกจาก 1 ใน 2 ของอาคารผู้โดยสารของสนามบินคาสทรุพนานกว่า 2 ชั่วโมงในวันพุธ (18 พ.ย.) หลังพบกระเป๋าต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม หลังตรวจค้นโดยละเอียดไม่พบวัตถุระเบิดแต่อย่างใด มีการอพยพที่อาคารผู้โดยสาร 3 หลังพบกระเป๋าต้องสงสัยตอนราวๆ เที่ยงวัน แต่ไม่มีคำขู่โดยตรงสตีน แฮนเซน โฆษกตำรวจบอกกับเอเอฟพี สุนัขดมกลิ่นถูกส่งเข้ามายังจุดเกิดเหตุ รถไฟทุกขบวนที่มุ่งหน้ามายังสนามบินถูกระงับทว่า เวลาต่อมาตำรวจเดนมาร์กได้ยกเลิกประกาศแจ้งเตือนด้านความมั่นคง ด้วยยืนยันว่าหลังการตรวจค้นโดยละเอียดไม่พบสัญญาณของวัตถุระเบิด ณ อาคารผู้โดยสารแต่อย่างใด ไม่นานหลังจากพบกระเป๋าต้องสงสัย รถมินิบัสตำรวจ 2 คนที่เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ในชุดกันกระสุนก็รุดมายังจุดเกิดเหตุ ขณะที่สื่อมวลชนท้องถิ่นแห่งหนึ่งรายงานว่าด้วยมีตำรวจตะโกนว่า ทุกคนออกไปเดี๋ยวนี้ก็ยิ่งก่อความตื่นตระหนกเพิมเติม อย่างไรก็ตาม ในอีก 2 ชั่วโมงต่อมา ตำรวจยอมรับบางทีพวกเขาอาจจะรีบร้อนดำเนินการเร็วเกินไป โดยระบุในทวิตเตอร์ว่าปฏิบัติการคราวนี้เป็นการตอบสนองต่อกรณีที่บังเอิญได้ยินคนพูดกันเกี่ยวกับระเบิด ขณะที่หนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งรายงานว่าเป็นไปได้ที่คำขู่นี้เป็นแค่การพูดเล่นกันระหว่างผู้โดยสาร 2 คน แต่ตำรวจคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง  ระหว่างการตรวจสอบ นอกจากมีการระงับขบวนรถไฟใต้ดินที่มุ่งหน้ามายังสนามบินแล้ว ยังมีการปิดอาคารผู้โดยสารหลังดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ และเที่ยวบินขาออกถูกย้ายไปยังอาคารผู้โดยสารอื่น  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมง หลังจากตำรวจเดนมาร์กยกระดับเฝ้าระวังของประเทศขึ้น 1 ขั้นสู่ระดับสูงสุดลำดับ 2 อ้างถึงความเสี่ยงภัยก่อการร้ายระดับสูงตามหลังเหตุโจมตีนองเลือดในกรุงปารีสเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เครื่องบินโดยสารของสายการบินแอร์ฟรานซ์ 2 เที่ยวบินจากสหรัฐฯ ต้องเบี่ยงเส้นทางการลงจอดหลังถูกขู่วางระเบิด ก่อนต่อมาเอฟบีไอจะพบว่ามันเป็นแค่การขู่หลอกๆ เท่านั้น ส่วนเมื่อคืนวันอังคาร (17 พ.ย.) ฟุตบอลนัดกระชับมิตรระหว่างเยอรมนีและฮอลแลนด์ ก็จำเป็นต้องยกเลิก หลังตำรวจได้รับคำเตือนว่าอาจถูกลอบวางระเบิด

 

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

GTH เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป


สืบเนื่องจากการแถลงข่าวปิดตัวลงไปของค่ายหนังอารมณ์ดี GTH ที่ทำเอาแฟนคลับใจหายไปตามๆ กัน ไม่เคยรู้ระแคะระคายมาก่อน หรือไม่ได้คาดคิดมาก่อน จนกลายเป็นกระแส talk of the town ให้พูดถึงในโลกโซเชียลกันมากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จะว่าไปก็มีหลายเสียงบ่นว่าเสียดาย ไม่น่าปิดตัวลงไปเลย สู้อุตส่าห์ให้การสนับสนุน และเป็นบริษัทหนังหัวหอกของคนไทย ที่ทำหนังถูกใจตลาดมากที่สุด และโดยส่วนใหญ่ก็เป็นหนังที่ได้รับการตอบรับจากแฟนหนังชาวไทยมากที่สุดบริษัทหนึ่ง จนก้าวขึ้นมาเป็นค่ายหนังที่อยู่ในใจคนไทยอันดับ 1 , บางเสียงบ่นก็พูดถึงความประทับใจที่มีต่อจีทีเอช ในรอบ 11 ปี (ผู้เขียน แม้นอ้างตัวว่าเป็นแฟนคลับของจีทีเอช แต่ก็ไม่ได้ดูหนังทุกเรื่องของจีทีเอช ซึ่งมีถึง 43 เรื่อง คงได้ดูเพียงประมาณครึ่งนึงของจำนวนนั้น) บางเสียงบ่นก็บอกว่าก็ดีนะ ในเมื่อแนวความคิดไม่ตรงกัน ก็ควรจะแยกย้ายกันไปทำในส่วนที่ตนเองถนัดจะดีกว่า เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพ ดีกว่าจะทนทู่ซี้ ผลิตผลงานที่จมอยู่ในกรอบความคิดที่จำกัดอยู่เช่นนี้ต่อไป (ซึ่งประเด็นนี้ เดี๋ยวจะมีการพูดขยายต่อไป)

 
 

กล่าวถึงประเด็นที่พี่เล็ก บุษบา ดาวเรือง (ปธ.เจ้าหน้าที่บริหารฝั่งจีเอ็มเอ็มแกรมมี่) ได้แถลงในวันแถลงข่าว บอกว่าสาเหตุที่ทำให้ตัดสินใจยุติการร่วมมงานกันในนามบริษัทจีทีเอช เพราะว่าหุ้นส่วนหลัก 2 ฝ่ายคิดเห็นไม่ตรงกัน คือฝ่ายคุณวิสูตร (ไทเอ็นเตอร์เทน) มองเห็นว่าควรนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อระดมทุนในการขยายงาน และสร้างฐานเงินทุนให้แข็งแกร่งในการผลิตผลงานที่สเกลใหญ่ขึ้นได้ ในขณะที่ฝ่ายของพี่เก้งจิระ,คุณจีน่า (หับโห้หิ้น) เห็นว่าไม่ควรเข้าตลาดหลักทรัพย์ ในช่วง 1 -3 ปีนี้ เนื่องจากยังไม่พร้อม และอาจเป็นการสร้างแรงกดดันให้ไม่สามารถทำงานในกรอบที่ตนเองถนัดฟังดูมีเหตุผลที่ดีทั้งสองฝ่าย ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นตลอดมา ทำให้ฝั่งของจีเอ็มเอ็มที่อยู่ตรงกลาง ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร จะถือหางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็กลัวจะเสียมิตร จึงเลือกหนทางที่จะยุติบทบาทการทำหนังในนามจีทีเอชลง และเปิดโอกาสให้ 2 บริษัท (ไทเอ็นเตอร์เทน,หับโห้หิ้น) ได้ไปตั้งหลักใหม่ ด้วยการอาจจะไปเปิดบริษัทหนังขึ้นมาใหม่ และเลือกเดินในเส้นทางถนัดของตน และจีเอ็มเอ็ม ดูเหมือนจะสนับสนุนและพร้อมจะร่วมเป็นพันธมิตรกับทั้ง 2 ฝั่ง

ผู้เขียนมองอย่างนี้นะครับ (ขออนุญาตวิเคราะห์และให้ทัศนะส่วนตัวซึ่งเป็นความคิดส่วนตัว ซึ่งอาจถูกหรือผิดก็ได้) ประเด็นเห็นต่างเรื่องการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่ฝั่งคุณวิสูตรต้องการผลักดัน แต่ฝั่งหับโห้หิ้นเห็นแย้งนั้น ผู้เขียนมองว่าประเด็นนี้นำเอามาเป็นเหตุผลในการแถลงข่าวออกสื่อ ให้ฟังดูดี มีหลักการ น่าเชื่อถือ แต่เบื้องลึกแล้ว ประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นใหญ่ อาจเป็น 1 ในสาเหตุหลัก แต่ไม่ใช่สาเหตุใหญ่ เพราะถ้ามองเพียงว่าการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์คือชนวนที่สำคัญนั้น ก็ต้องบอกว่าหลายบริษัทที่เคยคิดจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ มีกระบวนการ ขั้นตอน ตรวจสอบที่ยาวนาน กว่าจะไฟนอล จนถึงไอพีโอ มันใช้กระบวนการที่นานพอที่บริษัทจะมีเวลาปรับตัวหรือตั้งหลักได้ก่อน บางครั้งต้องเลื่อนการเข้าตลาดไปเป็นปีๆ หรือถึง 2-3 ปีด้วยซ้ำ ด้วยอุปสรรคหรือข้อจำกัดบางอย่าง ข้อดีก็คือเป็นแหล่งระดมทุนที่ประหยัดต้นทุน ไม่เสียดอกเบี้ย ใช้เป็นฐานเงินทุนสำหรับการผลิต โปรดักชั่นต่างๆ มีเงินทุนหมุนเวียน ขยายงานมากมาย ซึ่งก็สอดคล้องกับศักยภาพของจีทีเอชอยู่แล้ว ส่วนข้อเสียก็คือ จะต้องเปิดเผยแผนงานทางธุรกิจ  งบการเงิน ฐานะการเงิน เปิดเผยสู่สาธารณชน ซึ่งตรงส่วนนี้หรือเปล่าที่เป็นข้อกังวลต่อฝั่งหับโห้หิ้น ที่มองว่าอาจมีผลมากดดันการทำงานหรือกรอบการทำงานที่เคยสามารถทำได้อย่างเป็นเอกเทศ มีอิสระเสรื ไม่มีใครจะมาประเมินผลได้ ซึ่งมองว่าที่ผ่านมา จีทีเอชมีทีมงานหรือบุคลากรที่ทำงานเป็นระบบมืออาชีพอยู่แล้ว วัดได้จากผลงานที่ออกมา จึงไม่น่ามีปัญหาในส่วนนี้

จึงมองเป็นอื่นไปไม่ได้ ที่จะมองกลับไปยังประเด็นสาเหตุใหญ่ ที่ไม่ใช่สาเหตุเรื่องการขัดแย้งเกี่ยวกับการจดทะเบียนเข้าตลาดฯ นั่นก็คือเรื่องของแนวความคิดในการทำหนังที่แตกต่างกันของ 2 ฝ่าย ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานแล้วนั่นเอง ก็คือฝั่งของคุณวิสูตร ถนัดทำหนังที่ตอบโจทย์ตลาด สูตรสำเร็จ ทำหนังที่ตอบโจทย์คนดูโดยส่วนใหญ่หรือแมส เพื่อเน้นสร้างรายได้เป็นหลัก แต่ในฝั่งของหับโห้หิ้น ถนัดทำหนังที่ตอบโจทย์คนทำหนังหรือผู้กำกับมากกว่า หรือมีความเป็นศิลปะของหนัง ไม่เป็นหนังสูตร ตลาดจ๋า ซึ่งจะว่าไปก็เป็นสองขั้วทางความคิดที่ใหญ่มาก ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูกแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ที่ผ่านมาพวกเขาสามารถผสานให้มันลงตัวได้ ด้วยสูตรการทำหนังแบบที่เรียกว่า “ฟีลกู๊ด” ก็คือเอาข้อดีของ 2 ฝั่งมาคนคละกัน จับมาเขย่าอยู่ตรงกลาง จึงออกมาเป็นแบบฟีลกู๊ดที่เห็นๆ กัน จนถูกขนานนามว่าค่ายหนังอารมณ์ดี  แต่พอบริษัทมันเริ่มเติบใหญ่ขึ้น มุมมองในการทำหนังจำเป็นที่จะต้องโตตามอายุของบริษัท โตไปตามประสบการณ์ของคนดู จะมานั่งทำหนังในแง่คิดบวก มองโลกสวยงาม หรือแบบเดิมๆ คนดูก็จะรู้สึกเบื่อหรือไม่เป็นที่ชื่นชอบ จึงเกิดแนวความคิดที่จะฉีกกรอบหรือขยายฐานคนดูให้มีแนวทางหนังที่แปลกใหม่หรือสร้างทางเลือกเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากหนังแนวโรแมนติก คอมเมดี้ ,หนังรัก ,หนังผี ,หนังวัยรุ่น ,หนังตลก ที่ตนเองถนัด แต่พอต้องฉีกกรอบหรือแตกไลน์แนวหนังออกไป ก็เผชิญความเห็นต่างของผู้บริหารสองฝั่งที่เห็นขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ก็คือฝั่งหนึ่งต้องการทำหนังตลาด หนังสูตรเดิมๆ ที่เคยประสบความสำเร็จ และได้ตังค์  อีกฝั่งก็ต้องการฉีกออกจากกรอบเดิมๆ สร้างหนังแนวทางเลือกใหม่ๆ แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่จะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้มากนัก บางครั้งมีการรอมชอมกันให้มาอยู่ตรงกลาง เพื่อให้หนังสำเร็จออกฉายได้ตามกำหนด แต่เผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามันไม่สุดไปซักทาง อาทิ เช่น ภ.เรื่องฝากไว้ในกายเธอ เป็นตัวอย่างของหนังจีทีเอช ที่มีส่วนผสมของ 2 แนวความคิดอย่างละครี่ง มันไม่สุดไปทางใดทางหนึ่ง จะเป็นหนังสูตรตลาดจ๋าก็ไม่ใช่ จะแอบมีติสท์ ฉีกกรอบบริบท ในตอนท้ายของหนังที่จบแบบคนดูรู้สึกค้างคาใจ ทำให้ตัวหนังมันทำรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ และก็เกิดปัญหาอีหร็อบเดียวกัน กับเรื่อง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ และ เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ  หนังทั้ง 3 เรื่องหลังสุดนี้ของจีทีเอช คือตัวอย่างของการที่ผู้บริหาร 2 ฝั่งมีความเห็นขัดแย้งกันในแนวความคิดหลัก ที่ทำให้ตัวหนังออกมาในลักษณะคาบลูกคาบดอก ไม่สุดไปในทางใดทางหนึ่ง และมันสะท้อนออกมาให้เห็นในแง่ของรายได้ของหนังที่ผิดฝาผิดตัว เพราะถ้าหนังเดินไปในแนวของตนทางใดทางหนึ่ง ผลของรายได้จะเป็นดังนี้ ฝากไว้ในกายเธอ จะทำเงินเฉียดร้อยล้าน , ฟรีแลนซ์น่าจะทำรายได้เพียงหลัก 30-50 ล้าน และเมย์ไหน ควรจะจบที่เกินร้อยล้านขึ้น แต่ด้วยการผสมสูตรครึ่งๆ กลางๆ เพื่อรอมชอมกัน ไม่ใช่มีผลต่อรายได้เท่านั้น ในแง่ความพึงพอใจหรือความประทับใจของคนดู ก็เกิดความคาดหวังหรือสนองตอบที่ผิดคาด ไม่เหมือนครั้งที่จีทีเอชทำหนังในช่วงปีแรกๆ อันนั้นค่อนข้างมีแนวทางที่ชัดเจนกว่านี้ ว่าหนังเรื่องนี้เลือกเดินไปในแนวทางใด คนดูจะเป็นคนตัดสินเอง แต่ช่วงหลัง ดูเหมือนจีทีเอชค่อนข้างแคร์เรื่องผลตอบรับด้านรายได้เป็นหลัก ทำให้การตั้งโจทย์และแนวความคิดมันออกมาในรูปแบบที่จะเอาทั้งสองทาง คือเป็นหนังตลาด(แมส)ด้วยแต่ก็ยังต้องการความติสท์ที่มีเอกลักษณ์แฝงอยู่ด้วย ซึ่งบางครั้งตัวหนังมันไม่เอื้อที่จะให้คุณเดินไปทั้งสองด้านได้ จำต้องเลือกไปทางด้านใดด้านหนึ่ง การทำหนังแบบคาบลูกคาบดอกเช่นนี้เอง ที่ทำให้จีทีเอชสูญเสียแฟนคลับบางส่วนที่เคยเหนียวแน่นไป จากความผิดหวัง ความคาดหวังที่หนังที่เขาเลือกเข้าไปดู ทำไมมันเหยียบเรือสองแคม เดินตามสูตรแต่จบแบบติสท์  หรือเดินตามหนังติสท์ แต่เลือกจบตามหนังสูตร ทำให้คุณค่าความเป็นหนัง ความประทับใจมันเลือนหายไป จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับหนังจีทีเอชในช่วงหลังๆ

ดังนั้น ทางออกในการยุติการทำหนังในชื่อจีทีเอช และเลือกที่จะไปสร้างสตูดิโอผลิตหนังของแต่ละฝั่ง น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดต่อทั้งผู้ผลิตและคนดูในระยะยาว (วินวินด้วยกันทั้งคู่) เพราะจะสามารถทลายกรอบ หรือข้อผูกมัดอะไรบางอย่างที่จะต้องมานั่งฝืนทนทำกันในลักษณะนี้ และทำให้ผลของงานออกมาไม่ดี สู้ออกไปหาแนวทางและทำผลงานตามแบบที่ตนถนัด และตอบโจทย์คนดูได้มากกว่า และยังเป็นการขยายฐานตลาดของทั้งสองบริษัทให้กว้างมากขึ้น ไม่ต้องมาจำกัดตนเองอยู่ในกรอบของคำว่า ฟีลกู๊ดอีกต่อไป ไม่ได้บอกว่า ฟีลกู๊ด ไม่ดีนะครับ แต่ควรมี ฟีลแบ๊ดบ้างก็ได้ หรือมีหลากหลายแนวทาง เพราะมันหมดยุคโลกสวยไปตั้งนานแล้ว อะไรต่างๆ ก็ควรปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้บริโภคด้วย จะว่าไปที่จีทีเอชประสบความสำเร็จได้ก็เพราะรวมเอาข้อดีของทั้งสามฝ่ายมาเข้าด้วยกัน คุณวิสูตรเก่งเรื่องแนวทางการตลาด, ฝ่ายหับโห้หิ้นเก่งเรื่องไอเดียและพล็อต และแกรมมี่เก่งเรื่องการประชาสัมพันธ์และช่องทางการสื่อสาร เมื่อมันต้องแยกย้ายกันไปเป็นแนวทางเอกเทศของ 2 บริษัท จะลดทอนศักยภาพในส่วนนี้ลงหรือไม่ จากพลังบวกของ 3 บริษัท จากนี้ไปคงต้องเป็นบทพิสูจน์ที่ต้องเผชิญความท้าทาย และเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่จะติดตาม สำหรับคอหนังไทยต่อไป

ตลอดระยะเวลา 11 ปีของการมีค่ายหนัง จีทีเอช ค่ายหนังอารมณ์ดีนี้ ผู้เขียนก็อยากจะรวบรวมความประทับใจส่วนตัว ที่จะเก็บเอาไว้ในความทรงจำส่วนตัว ว่าเราประทับใจอะไรบ้าง เกี่ยวกับหนังของค่ายนี้ โดยขอจัดเป็น 5 ที่สุดแห่งความประทับใจ เกี่ยวกับจีทีเอช ดังนี้

1.    ภาพยนตร์แห่งความทรงจำ ก็ขอไล่เรียงแบบไม่จัดอันดับ ดังนี้  แฟนฉัน ,ชัตเตอร์ ,มหาวิทยาลัยเหมืองแร่ ,เพื่อนสนิท ,เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ,สายลับจับบ้านเล็ก ,รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ,กวนมึนโฮ ,แฝด ,บอดี้ศพ 19 , 4 แพร่ง ,5 แพร่ง ,เด็กหอ ,วัยรุ่นพันล้าน ,เก๋าเก๋า, ลัดดาแลนด์ ,ความจำสั้น แต่รักฉันยาว ,กอด,เคาน์ดาวน์,พี่มากพระโขนง ,ไอฟายแท๊งค์กิ้วเลิฟยู ,คิดถึงวิทยา ,ฝากไว้ในกายเธอ ,ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ,suck seed ห่วยขั้นเทพ ,เมย์ไหน ไฟแรงเฟร่อ ,รัก 7 ปีดี 7 หน,สายล่อฟ้า ขอรวมเอา 15 ค่ำเดือน 11 เข้าไปด้วย เป็นต้น

 

2.    ซีรี่ย์หรือรายการโทรทัศน์แห่งความทรงจำ ที่ประทับใจ ได้แก่  ซีรี่ย์ชุด เนื้อคู่ประตูถัดไป เนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร ,ซีรี่ย์ชุด Hormones , ซีรี่ย์ชุดมาลีเพื่อนรักพลังพิสดาร , หมวดโอภาสเดอะซีรี่ย์ รายการ Gang Ment เป็นต้น      

 

3.    เพลงประกอบภาพยนตร์หรือละคร แห่งความทรงจำ อาทิ ความทรงจำสีจาง, คนของเธอ ,ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ,ยินดีที่ไม่รู้จัก ,โปรดส่งใครมารักฉันที ,ไม่บอกเธอ ,แตกต่างเหมือนกัน ,รถของเล่น , ทำไมต้องรัก ,ทุ้มอยู่ในใจ ,อย่างน้อย ฯลฯ

 
 

 

4.    นักแสดงของค่ายจีทีเอชที่สร้างความประทับใจ  อาทิ แก๊งค์นักแสดงจากเรื่องแฟนฉัน ,ซันนี่ ,เต๋อ ,พีค ,หนูนา, ไอซ์, เต้ย ,แพ็ตตี้  แก๊งค์นักแสดงจากเรื่องพี่มาก , แก๊งค์นักแสดงจากซีรี่ย์ฮอร์โมนส์ , แก๊งค์นักแสดงจากซีรี่ย์ เนื้อคู่ประตูถัดไป เป็นต้น

 

5.    วลีเด็ดๆ ที่เป็นประโยคจำจากภาพยนตร์หรือซีรี่ย์

 

-        ดากานดา ฉันรักแกหว่ะ   แกมาทำอะไรเอาตอนนี้ เพื่อนสนิท

-        ถึงแม่หนูจะดำ แต่หนูก็รักของหนูนะ อ้วนดำ ๆ ๆ -แฟนฉัน

-        โห....หล่อทะลุแป้งเลยหว่ะ รถไฟฟ้ามาหานะเธอ

-        อาหารร้านลุงเนี่ย รสชาติเหี้ยมาก กวนมึนโฮ

-        อีหนวด หูกาง นมแบน ตัวหนา ขาสั้น ตูดใหญ่ ศอกดำ เข่าด้าน หน้าบานอย่างกะลิง ...     โกรธป๊ะ ? ... สมองหมา ปัญญาควาย พ่อมึงตาย แม่ยายมึงสิ้น ... เออ สนุกดีว่ะ กวน มึนโฮ

-        อี อ้าก เอ๋น อี๋ - พี่มากพระโขนง
-        นึกว่ารักดนตรี ที่แท้ก็ตามผู้หญิงมา - Season Change
 
 

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

โลก 360 องศา - ด่วน! เกิดเหตุก่อการร้าย ระเบิดพลีชีพ,จับตัวประกัน,กราดยิงหลายจุดพร้อมกันในกรุงปารีส คนตายนับร้อย คนรัายตาย8คน



เอเอฟพี/รอยเตอร์ - พบผู้เสียชีวิตแล้วนับร้อยศพ (CNN รายงานเบื้องต้น 153 คน ตัวเลขยังไม่นิ่ง เนื่องจากเป็นช่วงเวลาดึก และคาดการณ์ว่าเป็นระเบิดพลีชีพผูกติดมากับสายรัดคาดลำตัวที่อยู่ในเสื้อสวมทับ) หลังหน่วยคอมมานโดยฝรั่งเศสบุกจู่โจมสถานที่จัดคอนเสิร์ต หลังคนร้ายเปิดฉากยิงและจับตัวประกันในวันศุกร์(13.พ.ย.) ขณะที่ประธานาธิบดีฟรังซัวส์ ออลลองด์ ประกาศภาวะฉุกเฉินและสั่งปิดชายแดน ส่วนมหาวิทยาลัยและโรงเรียนทุกแห่งในเมืองหลวงต้องหยุดการเรียนการสอนตามหลังถูกโจมตีหลายจุด กระตุ้นให้ทั่วโลกรุดออกมาประณามการก่อการร้ายอันเลวทรามครั้งนี้  เบื้องต้นตำรวจบอกว่าผู้คนถูกสังหารหลายสิบศพบริเวณห้องคอนเสิร์ตบาตาคลอง ย่านใจกลางกรุงปารีส ซึ่งอยู่ห่างจากสำนักงานหนังสือพิมพ์ชาร์ลี เอ็บโด ที่เคยถูกพวกญิฮัดโจมตีในเดือนมกราคม แค่ราวๆ 200 เมตร และมีผู้คนถูกจับเป็นตัวประกันหลายสิบคน ดังนั้นหน่วยคอมมานโดจึงตัดสินใจจู่โจมเข้าไปยังสถานการณ์ดังกล่าวท่ามกลางเสียงระเบิดดังขึ้นหลายระลอก (มีผู้สังเกตการณ์บอกว่า 6-7 จุดพร้อมๆกัน)  ในเวลาต่อมาผู้สื่อข่าวเอเอฟพีรายงานว่าได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวระหว่างการจู่โจม และแหล่งข่าวตำรวจเปิดเผยว่าพบผู้เสียชีวิตมากถึง 100 ศพและมีผู้ต้องสงสัยนักรบญิฮัด 3 คนถูกหน่วยคอมมานโดสังหาร
  
นอกจากที่คอนเสิร์ตบาตาคลองแล้ว ยังมีรายงานเหตุโจมตีอีกหลายจุด ในนั้นรวมถึงด้านนอกสนามสตาด เดอ ฟรองซ์ ทางเหนือของเมืองหลวง ขณะที่เกมฟุตบอลนัดกระชับมิตรระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนีกำลังฟาดแข้งกันอยู่ โดยการแข่งขันนัดนี้มีประธานาบดีฟรังซัวส์ ออลลองด์ เข้าร่วมรับชมด้วย และบาร์แห่งหนึ่งในเขต 11 ของปารีส ที่พยานได้ยินเสียงปืนดังรัวและเสียงระเบิด ทำให้ตำรวจต้องกันประชาชนออกจากบาร์และร้านอาหารทั้งหมดที่อยู่ในเขต 10 และ 11 โดยตามจุดต่างๆเหล่านี้มีรายงานผู้เสียชีวิตอีกหลายคน ขณะที่แหล่งข่าวใกลชิดทีมสืบสวนบอกว่ารวมทุกแห่งแล้ว มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 120 คน  นายออลลองด์รุดกลับไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อจัดการกับสถานการณ์ จากนั้นก็เรียกประชุมฉุกเฉินคณะรัฐมนตรีและได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วฝรั่งเศส สั่งปิดชายแดนรวมถึงยกเลิกการเดินทางร่วมประชุมจี 20 ในตุรกี ตามหลังเหตุโจมตีหลายจุดทั่วปารีส ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน "จะมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน" ออลลองด์กล่าว "จากนั้นมาตรการที่ 2 จะเป็นการปิดชายแดนทั่วประเทศ"
  
เจ้าหน้าที่เผยว่าโรงเรียนและมหาวิยาลัยต่างๆในภูมิภาคปารีสจะหยุดการเรียนการสอนในวันเสาร์(14พ.ย.) อย่างไรก็ตามเที่ยวบินต่างๆและการเดินรถไฟจะยังคงให้บริการตามปกติ เหตุโจมตีอย่างพร้อมเพรียงด้วยปืนและระเบิดนี้มีขึ้นขณะที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งพันธมิตรนานาชาตินำโดยสหรัฐฯ กำลังปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อนักรบรัฐอิสลามในซีเรียและอิรัก และอยู่ในการเฝ้าระวังก่อการร้ายขั้นสูงสุดก่อนหน้าการประชุมภูมิอากาศโลกที่จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ การนองเลือดคราวนี้เรียกเสียงประณามจากนานาชาติอย่างดุเดือด โดยนายบันคีมูน เลาขาธิการสหประชาชาติ เรียกมันว่าเป็นการโจมตีก่อการร้ายอันเลวทราม ส่วนประธานาธิบดีบารัค โอบามาแห่งสหรัฐฯ ให้คำมั่นสนับสนุนฝรังเศส แต่ยอมรับว่ายังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นและสถานการณ์ยังคงผันผวน

ด้านนายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษบอกว่ารู้สึกช็อคกับเหตุโจมตีในกรุงปารีสและให้คำมั่นเช่นกันว่าจะให้ความช่วยเหลือเพื่อนบ้านยุโรปแห่งนี้ ส่วนประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน กล่าวแสดงความเสียใจและแสดงการสนับสนุนนายออลลองด์และประชาชนชาวฝรั่งเศส
  
ส่วนนางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี บอกว่ารู้สึกช็อคอย่างมากและขอเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเหยื่อผู้เสียชีวิต "ฉันรู้สึกช็อคมากต่อข่าวและภาพข่าวของเหตุการณ์ในปารีส ณ เวลานี้ ฉันขอเป็นหนึ่งเดียวกับเหยื่อของเหตุโจมตีก่อการร้ายนี้ เช่นเดียวกับครอบครัวของพวกเขาและประชาชนชาวฝรั่งเศส" เธอกล่าวในถ้อยแถลง
        
เอเอฟพี/รอยเตอร์ - เกิดเหตุคนร้ายโจมตีไล่เลี่ยกันหลายจุดทั่วกรุงปารีสในวันศุกร์(13พ.ย.) โดยจุดเกิดเหตุมีทั้งห้องแสดงคอนเสิร์ตและใกล้กับสนามฟุตบอลที่กำลังจัดแมตช์กระชับมิตรระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนี เบื้องต้นตัวเลขผู้เสียชีวิตยังสับสนแต่คาดหลายสิบคน และมีรายงานประชาชนอย่างน้อย 60 คนถูกจับเป็นตัวประกันในห้องแสดงคอนเสิร์ตด้วย เหตุโจมตีอย่างพร้อมเพรียงด้วยปืนและระเบิดนี้มีขึ้นขณะที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งพันธมิตรนานาชาตินำโดยสหรัฐฯ กำลังปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อนักรบรัฐอิสลามในซีเรียและอิรัก และอยู่ในการเฝ้าระวังก่อการร้ายขั้นสูงสุดก่อนหน้าการประชุมภูมิอากาศโลกที่จะเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ เอเอฟพีรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดกับทีมสืบสวนบอกว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 35 ราย ในเหตุโจมตีด้วยปืนทั่วเมืองหลวง เช่นเดียวกับเหตุระเบิดหลายครั้งบริเวณหน้าสนามกีฬาแห่งชาติ ซึ่งกำลังมีเกมกระชับมิตรระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนี ส่วนรอยเตอร์อ้างรายงานของสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น BFM ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 60 ศพ เบื้องต้นตำรวจเผยกับเอเอฟพีว่ามีผู้คนถูกสังหารอย่างน้อย 15 ศพบริเวณห้องคอนเสิร์ตบาตาคลอง ย่านใจกลางกรุงปารีส ซึ่งอยู่ห่างจากสำนักงานหนังสือพิมพ์ชาร์ลี เอ็บโด ที่เคยถูกพวกญิฮัดโจมตีในเดือนมกราคม แค่ราวๆ 200 เมตร นอกจากนี้แล้วยังมีการจับตัวประกัน ณ สถานที่ดังกล่าว ด้วยบรรณาธิการของบีบีซีทวีตว่ามีผู้คนราวๆ 60 คนถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ภายใน มีผู้เสียชีวิตอีก 3 คนเสียชีวิตในเหตุระเบิดอย่างน้อย 2 ครั้งบริเวณด้านนอกสนามสตาด เดอ ฟรองซ์ ทางเหนือของเมืองหลวง ขณะที่เกมฟุตบอลนัดกระชับมิตรระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนีกำลังฟาดแข้งกันอยู่ โดยการแข่งขันนัดนี้มีประธานาบดีฟรังซัวส์ ออลลองด์ เข้าร่วมรับชมด้วย  เกมการแข่งขันดำเนินต่อไปจนจบ แต่ความตื่นตระหนกกระพือขึ้นในหมู่ผู้ชม หลังข่าวลือเกี่ยวกับเหตุโจมตีแพร่สะพัด ด้านตำรวจยืนยันว่ามีเหตุยิงกันและระเบิดที่สนามจริง แต่ไม่ระบุจำนวนผ้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ  รอยเตอร์อ้างรายงานผู้เห็นเหตุการณ์บอกว่ามีรายงานเกี่ยวกับเหตุยิงกันอย่างน้อย 4 จุดในกลางกรุงปารีส ในนั้นรวมถึงเหตุจับตัวประกัน ณ สถานที่แสดงคอนเสิร์ตร็อค ส่วนสถานีโทรทัศน์ TF1 อาจมีผู้เสียชีวิตอาจมากถึง 35 คนใกล้สนามฟุตบอล ในนั้นรวมถึงผู้ต้องสงสัยมือระเบิด 2 ราย ในเหตุโจมตีในย่านแซงต์ เดนิส ทางเหนือของกลางกรุงปารีส
เฮลิคอปเตอร์บินบนเหนือสนามแข่งขัน ขณะที่นายออลลองด์รุดกลับไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อจัดการกับสถานการณ์ ส่วนทางทำเนียบประธานาธิบดีบอกว่าเขาได้เรียกประชุมฉุกเฉินคณะรัฐมนตรีตอนเวลา 23.00จีเอ็มที(ตรงกับเมืองไทย 06.00น.) เพื่อรับมือกับวิกฤตคราวนี้
  
ในย่านใจกลางกรุงปารีส เสียงปืนปะทุขึ้นด้านนอกร้านอาหารกัมพูชาแห่งหนึ่ง ในเขตที่ 10 และห้องแสดงคอนเสิร์ตบาตาคลอง โดยเจ้าหน้าที่อพยพผู้สัญจรผ่านไปมาขณะที่หน่วยคอมมอนโดถูกส่งเข้าประจำการ ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนบอกกับสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆรายงานว่ามีตัวประกันราว 60 คนถูกจับกุมอยู่ภายในสถานแสดงคอนเสิร์ตยอดนิยม  ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุโจมตีคราวนี้ ซึ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันตามหลังเหตุเล่นงานย่านมุสลิมชีอะห์ในกรุงเบรุตของเลบานอน และเหตุเครื่องบินโดยสารของสายการบินรัสเซียตกในแถบคาบสมุทรไซนาย ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์พวกนักรบรัฐอิสลาม(ไอเอส) อ้างว่าอยู่เบื้องหลัง  ก่อนหน้านี้ในวันศุกร์(13พ.ย) สหรัฐฯและอังกฤษบอกว่าพวกเขาได้โจมตีเมืองรัคกาของซีเรีย และโดยมีเป้าหมายสังหาร ญิฮัดจอ์หนหรือรู้ในชื่อ โมฮาเหม็ด เอ็มวาซี “Mohamed Emwazi” หนึ่งในนักฆ่าตัวประกันชาวต่างชาติที่โด่งดังของกลุ่มก่อการร้าย IS แต่ไม่ชัดเจนว่าเขาเสียชีวิตไปแล้วหรือไม่
(เครดิตอ้างอิง คัดลอกข่าวสารจากหน้าข่าวต่างประเทศ ผู้จัดการออนไลน์)
       

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ดูบุญรอด หวนให้คิดถึงเพลงเก่า ภาพประทับใจในอดีต


อันสืบเนื่องมาจากผู้เขียนได้ชมละครเรื่อง “ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด” ละครรีเมค ที่ผลิตโดย บ.เอ็กแซ็กท์ จก. ฉายทางช่องวัน ผู้กำกับ คือ คุณสถาพร นาควิไลโรจน์ นักแสดงนำคือ คุณนุ่น ศิรพันธ์ วัฒนจินดา ,คุณวิลลี่ แม็คอินทอช, คุณเข็มรุจิรา ช่วยเกื้อ, คุณอภิรดี ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม ฯลฯ (ขออภัย ถ้าบางคนจะเปลี่ยนชื่อไปแล้ว)  เป็นผลงานบทประพันธ์ของ โบตั๋น เขียนบทโดยคุณบุตรรัตน์ บุตรพรม  เกิดความประทับใจ และได้ข้อคิดที่ดีมากมายจากในละคร จัดว่าเป็นละครรีเมคอีกเรื่องนึง ที่ทำออกมาได้ดี ทั้งงานกำกับภาพ กำกับศิลป์ การออกแบบเครื่องแต่งกาย บท การแสดง การตีความให้เข้ากับยุคสมัย การแคสนักแสดงมาเล่น โดยส่วนใหญ่ก็จัดว่าเป็นทีมคุณภาพมากๆ การเดินเรื่องฉับไว แต่ที่สุดที่ทำให้ต้องมาเขียนบทความนี้ก็คือประทับใจเพลงประกอบในละคร ที่มิใช่เพลงธีมหลักของเรื่อง อย่างเพลง สักวันต้องได้ดี กับใจฉันจะเป็นของเธอ ที่ขับร้องโดย น้องมาตัง (จริงๆ ก็ชอบเสียงของน้อง และเพลงก็ไพเราะด้วย) แต่ผู้เขียนสนใจเพลงสากลเก่าๆ ที่ประกอบในละคร ทำให้คิดไปถึงยุคสมัยอดีต เพลงยุคนั้นเลย คือยุคทองของบทเพลงสากลในบ้านเรา ที่มันฟังแล้วอิน นึกถึงบรรยากาศเก่าๆ ยุค70’s ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนก็ไปดู ภ.เรื่อง The Martian มา ในหนังก็มีเพลงประกอบเพลงยุคดิสโก้ยุคนั้นคล้ายๆ กัน นี่มันช่างบังเอิญจริงๆ ที่กลิ่นไอ ยุคสมัยเก่าๆ หวนกลับมา อดคิดถึงวันเวลาเก่าๆ และภาพจำในอดีตของผู้เขียนหลายอย่างผุดขึ้นมา และไม่ใช่อะไรหรอก คิดถึงเพลงเหล่านี้ จะขออนุญาตไม่กล่าวถึงเนื้อหาของละคร หรือเรื่องย่ออะไรทั้งสิ้น ผู้อ่านไปหาอ่านหรือย้อนดูกันเอาเองในยูทูปก็มี แต่สิ่งที่มันเลอค่าในละครอีกอย่างก็คือเพลงประกอบละครซึ่งเป็นเพลงสากลเหล่านี้ ไม่ได้ฟังมาตั้งนานแล้ว ขอเอามาลงในบทความนี้ ฟังให้หนำใจไปเลย 
 
 

เกร็ดความรู้ที่ได้จากละครเรื่อง “ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด”  คำว่า “ช็อกการี” มีที่มาอย่างไร

คำนี้นั้น สมัยที่ยังเป็นวัยรุ่นได้ยินคำนี้แล้ว คือเป็นคำที่ใช้ด่าผู้หญิงที่ตนไม่ชอบ  เป็นคำที่ผู้หญิงด่ากันเองเวลาทะเลาะกัน ความหมายจะหมายถึง ผู้หญิงร่าน สมสู่ผู้ชาย ไม่เลือกหน้า เป็นผู้หญิงขายตัว ทำนองนี้

ใครที่ถูกด่าเช่นนี้ถือว่า น่าอับอายขายหน้าไปทั่วหมู่บ้าน ทั่วตำบล แต่ผู้หญิงสมัยนี้อาจถือว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว การเสียตัวถือเป็นเรื่องที่เสียหายอะไรมาก เหมือนอย่างแต่ก่อน ดังนั้นคำว่า ช็อกการีอาจจะไม่กระเทือนความรู้สึกมากนักนั่นเอง

ช็อกการี มากจากภาษาฮินดี ซึ่งจะเป็นภาษาของชาวฮินดูที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอินเดียว่า โฉกกฬีแปลว่า เด็กผู้หญิง (โฉกกฬา แปลว่า เด็กชาย)

ที่เปลี่ยนคำไปเป็น ช็อกการี และเปลี่ยนความหมายไปเป็นหญิงขายบริการ เข้าใจว่าคำนี้จะเกิดขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นี้ ในสมัยอยุธยาไม่ปรากฏ คำช็อกการีมาก่อน

ตอนนั้นชาวอินเดียเข้ามาทำมาหากินอยู่แถวพหุรัด มีการเปิดโรงนวดบริการให้ผู้ชายไปเที่ยว เพื่อเป็นการเรียกลูกค้า จึงมีการหาคำที่บอกกล่าวว่ามีเด็กผู้หญิงสาวๆ ในโรงนวดให้บริการ ซึ่งภาษาฮินดีก็คือ คำว่า โฉกกฬีต่อมาจึงเพี้ยนเสียงและความหมายไปเป็นดังที่กล่าวข้างต้น ส่วนคำว่าโสเภณีจริงๆ ภาษาฮินดีใช้ว่า รัณฑี

คำนี้บางทีสะกดเป็น ช็อกกาลีก็มี ซึ่งก็น่าจะถูกต้องมากว่า เพราะว่า ฬ เทียบเสียงแล้วตรงกับ ล

ในละครโทรทัศน์ เห็นว่าไม่ควรที่จะใช้คำนี้ในบทบาทที่จะต้องด่ากัน เพราะออกอากาศให้คนทั่วไปได้รับชมกัน อาจจะต้องใช้คำที่ลดระดับความรุนแรงลงไปหน่อย อย่างเช่น แก่มันก็อีคนขายตัวเก่านั่นเอง…” หรือ แกมันก็อีหญิงโคมเขียวเก่านั่นเอง

หญิงโคมเขียวหมายถึง หญิงขายบริการทางเพศ ในยุครัตนโกสินทร์ ปลายรัชการที่ 5 มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค รัตนโกสินทร์ศก 127 (พ.ศ.2451) บังคับให้สถานที่รับจ้าง ทำชำเราบุรุษ” (ภาษาสมัยนั้น)

ต้องปฏิบัติให้รู้ว่าเป็นสถานที่รับจ้างเพื่อการนั้น เพื่อมิให้โรคเพศสัมพันธ์ระบาด ตอนหนึ่งมีความว่า ต้องมีโคมแขวนไว้หน้าโรงเป็นเครื่องหมาย…”
 
ทั้งนี้ไม่ได้บังคับว่าจะต้องเป็นโรคโคมอะไร แต่สันนิฐานว่าเจ้าหน้าที่ ทำโคมตัวอย่างเป็นกระจกเขียว เจ้าของโรงรับจ้างทำชำเราบุรุษ (หรือซ่องโสเภณี) จึงใช้โคมเขียวตามไปด้วย โคมดังกล่าวจึงเป็นสีเขียวเหมือนกันหมด
 

กฎหมายฉบับนี้ จัดเป็นฉบับแรกที่ตราใช้บังคับหญิงนคร โสเภณีให้ปฎิบัติตามกฎหมาย ชาวบ้านจึงเรียกโรงหญิงนครโสเภณีในสมัยนั้นว่า หญิงโคมเขียวตามลักษณะโคมที่แขวนหญิงโคมเขียวนั้นจะฟังดูไม่รุนแรงนัก

ย้อนไปกลับคำว่า ช็อกการี คำนี้ ต่อมากร่อนเสียงไปเป็น กะหรี่ตรงนี้ กับคำว่า กะหรี่ปั๊บ เกี่ยวกับหรือไม่ ต้องตอบว่า ไม่เกี่ยวกันเลย เพราะว่าคำว่า กะหรี่ปั๊บ นั้นมาจากคำว่า curry puff

Curry แปลว่า ผงกะหรี่

Puff  แปลว่า ซึ่งความหมายของคำนี้นั้นก็จะแปลออกมาได้หลายอย่าง แต่ในที่ตรงนี้แปลว่า ขนมร่วน ผงแป้งร่วน

ถ้าถอดเสียงเป็นคำไทยต้องใช้ว่า เคอรี่พัฟฟ์ แต่สมัยก่อนเราออกเสียงกันตรงๆ เป็นกะหรี่ปั๊บ พจนานุกรมให้ความหมายว่า ชื่อของกินชนิดหนึ่ง ใช้แป้งสาลีห่อไว้ผสมผงกะหรี่ แล้วจับกลีบคล้ายหอยแครง ทอดน้ำมัน  (คัดลอกจากบทความ “ช็อกการี คำที่คนรุ่นใหม่ ไม่อาจไม่ได้ยิน เขียนโดย ร.ศ.พวา พันธุ์เมฆา มศว ประสานมิตร หน้าเพจ สารานุกรมความรู้)
 
 

การเข้าสู่บริบทของความเป็นเมียเช่า

เราต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่าเมียเช่าเสียก่อน ขอเรียนว่าคำจำกัดความนี้ใช้กับยุคสมัยในช่วงปีพ.ศ.2508 หรือ 1964- พ.ศ.2520 หรือ1976 เท่านั้น เพราะนอกเหนือหรือออกจากกรอบเวลานี้แล้วคำว่าเมียเช่าอาจมีคำจำกัดความเป็นอย่างอื่นไปแล้วแต่ยุคสมัย เมียเช่า หมายถึง เมียเก็บหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ เมียเช่า มีความหมายเช่นเดียวกันกับโสเภณี หรือ Prostitute,หรือ Whore หรือ ไม่ คำตอบคือมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง แต่มีเมียเช่าไม่ได้หมายถึงพวกหญิงประเภท Street Walkersที่ผู้ชายสามารถหาเก็บเอาตามบาร์หรือตามข้างถนนเพื่อไปนอนค้างคืนเพียงชั่วครั้งคราว เมียเช่าไม่ใช่ผู้หญิงหากินที่มาจากซ่อง หรือ The house of the rising sun หรือ whores'houses แต่เมียเช่าคือผู้หญิงที่มีวิถีการดำเนินชีวิตด้วยการหาเลี้ยงชีพจากการเป็นคู่นอนหรือ เมียของทหาร G.I.หรือทหารอเมริกันประเภทอื่นๆ อย่างมีระยะเวลา มีช่วงเวลาแล้วแต่ความพึงพอใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ส่วนมากแล้วจะอยู่ด้วยกันค่อนข้างนาน 6 เดือนขึ้นไป จนกว่าทหารอเมริกันคนนั้นจะถูกเรียกกลับ หรือถูกเรียกไปประจำการที่อื่น หรือไม่ก็ตายห่าจากการไปปฏิบัติภาระกิจที่ลาว หรือเวียตนามเหนือเสียก่อน  ก่อนหน้าที่จะมีฐานทัพอเมริกาและทหารอเมริกันตามพื้นที่จังหวัดต่างๆที่กล่าวมาในช่วงแรกนั้น ในบ้านเรามีผู้หญิงที่หาเลี้ยงชีพด้วยการขายตัวอยู่ก่อนแล้วซึ่งเราเรียกว่า โสเภณีบ้าง ผู้หญิงหากินบ้าง ถ้ามีระดับหน่อยก็เรียกว่า พวก พาร์ทเนอร์ ซึ่งจริงๆแล้วคำๆนี้ในภาษาอังกฤษไม่ได้มีความหมายอย่างนั้น แต่พอมาใช้กันในเมืองไทยแล้วความหมายเปลี่ยนไปหมด พอมีฐานทัพและทหารอเมริกันเข้ามาก็เกิดปรากฏการณ์เมียเช่าขึ้น เริ่มแรกก็จะเป็นผู้หญิงหากินจากบาร์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดเพื่อตอบสนองความต้องการของทหารอเมริกัน (ถ้าไม่ขี้เกียจโปรดอ่านwebsiteที่ใช้keyword ว่าThaibar girls) ก็เป็นธรรมชาติของคนอยู่แล้วโดยเฉพาะในภาวะสงครามอย่างนั้น ในพื้นที่บ้านเรานั้นมันเป็นแนวหลังที่ทหารไม่ว่าจะเป็นชาติใหนมันก็จะมี เหล้า ดนตรี ผู้หญิง ประกอบกันไป ไปๆมาๆ การเช่าผู้หญิงแบบ one nignt คงจะสร้างความยุ่งยากหรือน่าเบื่อหน่ายที่จะเปลี่ยนคู่ไปเรื่อยๆ หรือประกอบกับธรรมชาติของผู้ชายที่ต้องการการเอาอกเอาใจ ต้องการเพื่อนคู่ใจในยามที่จากบ้านจากเมืองมา การรบก็ไม่ได้อยู่ในแนวหน้าด้วย ก็เลยตัดสินใจเช่าบ้าน หรือ บังกาโลว์อยู่ด้วยกันซะเลย บ้านเช่าฝรั่งหรือเรียกกันติดปากว่า บังกาโลว์ เกิดขึ้นอย่างมากมายตามจังหวัดที่มีฐานทัพ( ผมเองครอบครัวมีบ้านให้ฝรั่งเช่าและเติบโตมากับวัฒนธรรมเหล่านี้) ผมไม่ทราบว่ามันเป็นธรรมชาติหรือเป็นแรงจูงใจที่สำคัญอะไร หรือเป็นอัตลักษณ์ทางระบบคิดของคนไทยโดยเฉพาะคนอิสานที่เห่อฝรั่งกันเอามากๆ ผู้หญิงจากชานเมืองหลั่งไหลกันเข้ามาเป็นเมียเช่าทั้งๆที่พูดภาษาอังกฤษไม่เป็นเลยมาเป็นเอาทีหลังและผมสามารถยืนยันได้ว่าในบรรดาเมีย 100 คน ไม่มีโสเภณีจากซ่องถึง3คนเลย หรือแทบไม่มีเลย ในยุคนั้นประเทศไทยยังไม่ได้ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ เหมือนทุกวันนี้ น้องนางบ้านนาต่างๆ หากอยู่ที่บ้านทำงานตัวเองไปก็คงไม่เดือดร้อนอะไรมากนัก แต่ผมอยากจะเรียนท่านว่าในยุคนั้น เงินหนึ่งดอลลาร์มีค่าเท่ากับยี่สิบบาท ในขณะที่ทอง หนึ่งบาทราคาไม่ถึงพันเลย ก๋วยเตี๋ยวเนื้อลูกชิ้นอย่างดีไม่มีแป้งผสมจนเป็นลูกชิ้นแป้งราคาชามละ3-5 บาทนั้นเองครับ นี่คงเป็นแรงจูงใจประเด็นหนึ่งที่ผู้หญิงไทยก้าวเข้าสู่บริบทของความเป็นเมียเช่า คราวนี้มาพูดคำศัพย์พวกนี้ก่อน บริบท มันหมายถึงอะไรเห็นพวกนักวิชาการพูดบ่อยๆ คำว่า บริบท หรือ Context หมายถึง สภาพแวดล้อมและเงื่อนไขต่างๆที่รายล้อมเหตุการณ์หนึ่ง เรื่องหนึ่งหรือประเด็นหนึ่ง ฯลฯ (เสรี พงษ์พิศ,2547) ส่วนคำว่า Housegirls ฝรั่งหน้าแค้มป์จะออกเสียงเป็น ฮัสเกิร์ล หมายถึง เมียเช่า ไม่ได้หมายถึงผู้หญิงที่ทำงานตามบ้านนะครับ. แล้วค่อยอ่านต่อตอนต่อไป  (คัดลอกข้อมูลบางส่วนจากบทความ ตำนานเมียเช่า “The Legend of Housegirls (2)  โดยอุทิศ สกุลภักดี, หน้าเพจเว็บบอร์ดของคู่สร้างคู่สม)
 
 

ผู้หญิงไทยผู้ยากจนจากชนบทตามต่างจังหวัด ได้เดินทางมาผจญภัยแสวงหาโชคกันที่นี่ หาเงินส่งไปให้พ่อแม่ญาติพี่น้อง ผู้หญิงเหล่านี้ต้องมามีอาชีพนั่งเป็นเพื่อนดื่ม (ดริงก์) กับทหารจี.ไอ. ได้เงินค่าทิปครั้งละห้าบาทสิบบาทคืนหนึ่งมากกว่าร้อยบาท มีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละสามพันบาท ขณะที่เงินเดือนข้าราชการ พนักงานบริษัทยังคงอยู่ที่พันกว่าบาท หรือก็สองพันบาทต่อเดือน แล้วผู้หญิงเหล่านี้ที่สุดจะถูก ออฟไปข้างนอกไปหาความสุขกันต่อตามบ้านเช่าที่มีอยู่ดาษดื่น รอบๆ พื้นที่ตั้งของสถานเริงรมย์นั้นๆ และ กัญชาชนิดที่หั่นละเอียดนำมายำผสมยัดไส้บุหรี่ กลายเป็นของขายดีที่ทหารจี.ไอ.ซื้อมาสูบคลายเครียด ต่อมา พวกสถานเริงรมย์บาร์เหล้า บาร์เบียร์ส่วนหนึ่ง ถูกย้ายไปอยู่เขต จ.ระยอง เป็นหมู่บ้านชื่อ นิวแลนด์มีการค้าประเวณีครบครัน โดยอ้างเรื่องรักษาความปลอดภัยให้ทหารจี.ไอ.

ตามฐานทัพอเมริกันในประเทศไทยนี้เอง ทำให้เกิดตำนาน เมียเช่าขึ้น จำได้ว่า นายสุรเทพ ทุมมานนท์ (เสียชีวิตแล้ว) ฉายา ดร.หงอกอดีตผู้สื่อข่าวพิเศษร่วมสำนักกระซิบบอก ทั้งเรื่องของบาร์เหล้า เรื่องสถานเริงรมย์ เรื่องชีวิตผู้หญิงนั่งดริงก์ ผู้หญิงบริการนั้น ดร.หงอกอยู่ในขั้น ผู้ชำนาญการจึงติดตามลงไปศึกษาชีวิตจริงของผู้หญิงเหล่านั้น ตามย่านสนามบินอู่ตะเภาที่เงินสกุลดอลลาร์สะพัดนัก ได้เรื่อง เมียเช่าผู้เปลี่ยนชีวิตยกฐานะจากผู้หญิงนั่งดริงก์ในสถานเริงรมย์มาเขียนเป็นข่าว เมียเช่านี้เอาใจเก่ง ปรนนิบัติดี


 

ทหารจี.ไอ.จึงหลงเสน่ห์เอามากๆ ได้อยู่กินกันแบบเหมารวมใช้ชีวิตคู่ มีฐานะดีเป็น คุณนายจี.ไอ.เพราะสามีทหาร จี.ไอ.จ่ายเงินให้รายเดือน มีบ้านเช่าอยู่ มีตู้เย็นใช้ มีบุหรี่นอกสูบ มีไวน์มีสุราของนอกดื่ม มีสเต๊กเนื้อ สเต๊กหมู ขนมปังทาเนยกิน บางคนโชคดีทหารอเมริกันเป็นโสดเมื่อย้ายกลับประเทศสหรัฐอเมริกา ก็จะแต่งงานแล้วนำไปใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วย แต่ทหารอเมริกันมิได้แต่งงานกับเมียเช่าเท่านั้น ยังมีที่พบรักจริงกับสาวไทยที่มีความรู้ทำงานตามฐานบินทหารสหรัฐด้วย

ชีวิต เมียเช่าผู้พูดภาษาอังกฤษได้แบบ “SnakeFishงูๆ ปลาๆ นั้น เมื่อทหารจี.ไอ.คนหนึ่งเสียชีวิตในสงครามเวียดนาม ก็จะหันมาหาสามีจี.ไอ.คนใหม่ ครั้นจี.ไอ.บางคนย้ายไปอยู่ฐานทัพอื่น หรือกลับไปประเทศเกิดแล้ว ก็จะไหว้วานคนเก่งภาษาอังกฤษเขียนจดหมายสื่อสารให้ การเขียนจดหมายให้ เมียเช่านี้ กลายเป็นอาชีพหนึ่งที่ทำเงินให้ผู้เก่งภาษาอังกฤษ แต่ เมียเช่าก็ไม่โชคดีทุกคน บางคนตั้งท้องมีลูกเป็นชายก็มี เป็นหญิงก็มี ที่ใช้ชีวิตกินอยู่กับทหารจี.ไอ.ผิวขาวก็คลอดลูกผมสีทองนัยน์ตาสีฟ้า ส่วนที่กินอยู่กับจี.ไอ.ผิวสี ก็ได้ลูกผมหยิกดำน่ารักน่าชัง


 
ได้เขียนเรื่องชื่อ ฮัลโหล.. อเมอราเชี่ยนสะท้อนชีวิตเด็กผมแดงเด็กผมดำที่เกิดจากพ่อจี.ไอ.กับแม่หญิงไทยชาวเอเชียไว้ ครั้งที่มูลนิธิ เพิร์ล เอส บั๊คเชิญไปฟังการแถลงข่าวดูการให้ความช่วยเหลือเด็กๆ ได้ค่าเขียน 150 บาท ค่าภาพอีก 50 บาท ใช้นามปากกา กรัณฑ์ สมิทธิ์ได้นายทวี เกตะวันดี พี่วีของนักข่าวรุ่นน้องๆ รีไรต์ต้นฉบับให้ พี่วีนี้ในอดีตเป็นนายกสมาคมนักข่าวครั้งอยู่ถนนราชดำเนิน เป็นนักประพันธ์ชื่อดัง เจ้าของนามปากกา รมย์ รติวันมีผลงานหนังสือชื่อ เสียงแคนและเปียนโนรวมเล่มกับเรื่องอื่นๆ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น เดือนพฤษภาคม ปี 2515 ขายเล่มละ 6 บาท ซึ่งขายดีมาก

ส่วนคำว่า จี.ไอ.”-“G.I.”..มาจาก Government Issue ซึ่งหมายเรียกเกณฑ์ทหาร (อเมริกัน) และได้ถูกนำมาเรียกทหารสหรัฐฯ ที่ถูกส่งไปรบในดินแดนต่างๆ และคำว่า G.I. นั้นได้โด่งดังมาจากเพลงของนักร้องชื่อดังชาวอเมริกัน เอลวิส เพรสลี่ย์ ชื่อเพลง จีไอ.บลูส์- “G.I. Blues” ปี ค.ศ.1960 เมื่อ 52 ปี ราวปี พ.ศ.2503  (คัดลอกข้อมูลบางส่วนจากบทความ เปิดภาพยุคสงครามเวียด...B-52 สนามบินอู่ตะเภา ตำนานเมียเช่ากับทหารจี.ไอ.,คอลัมน์ข่าวภูมิภาค,เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ,27 มิถุนายน 2555)

 
 
 
 
 
เปรียบเทียบแฟชั่นยุค 70's ของสากล กับของในละคร เหมือนหรือแตกต่างกัน