เข้าไปชมหรือพูดคุยในเฟซบุ๊กแฟนเพจได้ที่ "หยิกแกมหยอก" ตามลิ้งค์นี้ครับ https://www.facebook.com/yikgamyok
วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ฟรีทีวีดิจิตอล ช่วงทดลองออกอากาศในปีแรก (เฟสสอง) เข้าสู่โหมดเปิดตัว (น่านน้ำสีแดง)
เป็นที่ทราบกันอย่างทั่วหน้าแล้วว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคทีวีดิจิตอลเรียบร้อยแล้ว มีการวางโครงข่าย มีการประมูลช่องผู้ให้บริการ เห็นหน้าเห็นตากันหมดแล้วว่าในตลาดมีใครเป็นผู้เล่นบ้าง และในช่วง 2-3 เดือนมานี้ ก็ได้มีการทดลองออกอากาศ และวางผังรายการสำหรับช่องใหม่ๆ กันอย่างอึกทึกครึกโครม มีทั้งการซื้อลิขสิทธิ์ภาพยนตร์จากต่างประเทศ การซื้อตัวผู้ประกาศข่าว การจีบผู้จัดรายการ ผู้จัดละครให้ไปผลิตรายการในช่องของตนเอง บางช่องถึงขนาดซื้อตัวเอาไว้เป็นเจ้าข้าวเจ้าของเองเลย แต่บางช่องก็ใช้วิธีเชื้อเชิญให้มาผลิตรายการป้อนช่อง โดยมีเงื่อนไขหรืองบประมาณให้เพื่อเป็นการจูงใจ โดยมากแล้ว รายเก่าๆ จากระบบอนาล็อคจะได้เปรียบ เนื่องจากรู้ฝีมือ รู้อุปนิสัย และเคยมีเครดิตผลงานกันมาให้เห็นอยู่ก่อนแล้ว อีกทั้งเคยอุปถัมภ์ค้ำจุนกันมาเก่าก่อน ทำให้เกิดความเกรงใจหรือเป็นหนี้บุญคุณ หากมีการเชื้อเชิญ เรียกใช้ หรือชวนมาเสริมทัพ ย่อมจะไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ยกเว้นเคยมีเรื่องขัดแย้ง บาดหมางกันมาก่อน ก็จะเมินและหันไปซบช่องทีวีเกิดใหม่จะดีกว่า ซึ่งรายใหม่ๆ ในสมรภูมิดิจิตอลก็ไม่ธรรมดา ล้วนแล้วแต่เป็นบิ๊กๆ ในวงการอื่นมาก่อน แม้จะเป็นหน้าใหม่ในวงการทีวีก็สุดแท้แต่ แต่ด้วยพลังเงิน พลังเทคโนโลยี พลังบุคลากร อีกทั้งผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ทำให้เขากล้ากระโดดลงมาเล่นในสมรภูมินี้ โดยไม่ได้เกรงกลัวบารมีของผู้เล่นหน้าเก่า หรือเหล่าบิ๊กๆ เนมในวงการทีวีระบบเดิมเลยแม้แต่น้อย เหตุเพราะว่าต่างฝ่ายต่างเห็นเป็นตาเดียวกันถึงเม็ดเงินอันมหาศาลของมูลค่าธุรกิจทีวี และเม็ดเงินโฆษณาที่ใช้ผ่านสื่อทีวีนั้นยังคงเป็นสื่อกระแสหลัก และมูลค่าเงินที่ใช้ในการโฆษณาสูงสุดยังคงทุ่มให้กับสื่อทีวีมากที่สุดนั่นเอง แม้นว่าในอนาคตสื่อทางโซเชียลมีเดียหรืออินเตอร์เน็ตอาจจะแซงหน้าหรือกลายเป็นสื่อกระแสหลักในอนาคตก็ตามที แต่วันข้างหน้า มันจะมาเมื่อไหร่ จะมามั๊ยอ่ะ ยังคงไม่มีใครไปสนใจมันหรอก เก็บกินเอาตรงนี้ก่อน เพราะก็คงยังอีกยาวไกล เพราะเห็นท่าว่ากว่าเจ้าสื่อออนไลน์ทั้งหลายจะสามารถสร้างมูลค่าให้อย่างเป็นกอบเป็นกำเป็นเนื้อเป็นตัว เป็นรูปธรรมให้เห็นอย่างเด่นชัด ไม่รู้ต้องรอถึงเมื่อไหร่ และอย่าได้พึ่งหวังกับสังคมผู้บริโภคแบบไทยๆ ที่เราไม่เหมือนสังคมคนเกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์อะไรนั่น ที่เขาพัฒนาล้ำเราไปไกลแล้ว หากวันข้างหน้ามันมาได้เร็วจริงๆ อย่างว่า จริง บรรดานักการตลาดก็คงผนวกเจ้าสื่อทีวีดิจิตอลควบคู่ไปกับสื่อออนไลน์แบบผนวกรวมหรือไฮบริดจ์เป็นแน่แท้ ดูได้จากเจ้าจอโปรเจ็คเตอร์ทีวีสมัยนี้ มันพัฒนาไปเป็นแบบมัลติมีเดียแล้ว เป็นทั้งจอโทรทัศน์ เล่นอินเตอร์เน็ต เล่นโซเชียล ฟังวิทยุ เล่นเกมส์ สั่งซื้อของ เป็นกล้องวงจรปิด ภายในเครื่องเดียวกันหมดแล้ว คนสมัยนี้ถึงสามารถทำอะไรได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน แต่จะเอาดีได้ซักอย่างมั๊ย อันนี้ไม่ทราบ แล้วแต่บุคคล
กลับมายังสมรภูมิทีวีเดือดกันอีกที ทีนี้ ผู้เขียนก็ขอจัดแบ่งกลุ่มดิวิชั่นของบรรดาผู้เล่นในวงการทีวีออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ก็แล้วกัน ตามประเภทของทฤษฏีน่านน้ำด้วย ดังนี้ 1.คือกลุ่มผู้เล่นในระบบเดิมหรืออนาล็อค ที่กำลังจะหมดเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน และก็จะต้องยกเลิกการออกอากาศในระบบเดิมนี้ไปโดยปริยายในระยะเวลาอันใกล้นี้ ของเดิมมีอยู่ 6 ช่อง ได้แก่ ช่อง 3,5,7,9,11 และไทยพีบีเอส ผู้เล่นในระบบเก่านี้ก็มีการผ่องถ่ายไปอยู่ในหมวดใหม่หรือดิวิชั่นใหม่ที่เรียกว่าดิจิตอลกันหมดเลย ก็เบาใจไปได้ว่า บรรดาสาวกหรือท่านผู้ชมที่เคยเป็นแฟนรายการของ 6 ช่องเก่านี้ ยังจะตามไปดูพวกเขาในคลื่นสัมปทานใหม่กันได้อีก ผู้เขียนขอเรียกบรรดาผู้เล่นในระบบเดิมนี้ว่าอยุ่ในน่านน้ำสีเทา ซึ่งความหมายก็คือน้ำเน่านั่นแหละ คือรูปแบบรายการคล้ายๆ กัน ข่าวและละคร ตลอดจนรายการเป็นแพทเทิร์นเดียวกันทั้งหมด ไม่มีช่องใดสามารถยกระดับตนเองขึ้นมาเป็นทีวีที่ได้มาตรฐานแบบสากลได้เลย ส่วนที่แตกต่างกันจริงๆ ก็คือหน้าตา และรูปโฉมเท่านั้น แต่เนื้อหาไม่ได้มีความผิดแผกแตกต่าง หรือมีช่องใดโดดเด่นจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นโทรท้ศน์แห่งชาติได้เลยซักช่อง 2.คือกลุ่มผู้เล่นในระบบใหม่หรือที่เรียกว่าทีวีดิจิตอล ที่เพิ่งผ่านการประมูลแย่งซื้อสิทธิ์กันมานั่นเอง มีจำนวนรวมถึง 48 ช่อง แยกเป็น 4 หมวดนั่นแหละ คือช่องรายการข่าว,ช่องรายการเด็กและครอบครัว,ช่องวาไรตี้แบบมาตรฐานหรือ SD,ช่องวาไรตี้แบบคมชัดเป็นพิเศษหรือ HD ผู้เขียนมีความงุนงงและสงสัย ตลอดจนสับสนกับการแบ่งประเภทกลุ่มของช่องเหล่านี้เสียเหลือเกิน ที่มันยังไม่ครอบคลุมและให้น้ำหนักได้ไม่ทัดเทียมกันเลย ส่วนใหญ่หนักไปทางบันเทิง และในบรรดาที่แบ่งกลุ่มกันอยู่นี้ก็มีบางกลุ่มมีรูปแบบรายการที่เหมือนหรือทับซ้อนกัน จนแยกแยะคาแร็กเตอร์ของช่องได้ไม่ถูก ดูมันสับสนปนเป และคล้ายกันไปหมด สุดท้ายแล้วทุกช่องก็มีรายการข่าว ละคร ซีรี่ย์ เพลง เกมส์โชว์ วาไรตี้ทอล์คโชว์เหมือนกันไปหมด ผู้เขียนขอเรียกผู้เล่นในกลุ่มหรือหมวดดิจิตอลเหล่านี้ว่าอยู่ในน่านน้ำสีแดง เพราะเหตุที่มันมีรายการคล้ายๆกัน และหากไม่สามารถสร้างคาแร็กเตอร์ของช่องตนให้เห็นเด่นชัด และมีจุดแข็งจุดขายที่เหนือกว่าช่องอื่น คนดูย่อมเปลี่ยนช่องไปมา คุณจะรักษาฐานคนดูในช่องของคุณได้อย่างไร แล้วเม็ดเงินโฆษณาที่มีอยู่ก้อนเดียว ก้อนเดิมๆ ก็ย่อมไปลงในช่องที่มีเรตติ้งสูงสุด เพียงช่องเดียว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยังคิดอยู่เลยว่าบรรดาผู้เล่นในระบบทีวีดิจิตอลนี้ จะอยู่ยืนยาว และสร้างผลกำไรให้ช่องตัวเองอยู่รอดในสมรภูมินี้ไปได้ตลอดรอดฝั่งได้อย่างไร ในเมื่อตัวเลือกมันมีมากขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะเลย และพฤติกรรมของคนยุคนี้ก็เปลี่ยนไป ไม่ได้นั่งดูทีวีมันตลอดทั้งวันเหมือนเมื่อก่อน รายการที่คนจะติด นั่งดูประจำก็มีเพียงข่าว ละคร ซีรี่ย์ และเรียลลิตี้โชว์เท่านั้น จะใช้กลยุทธ์ สร้างกระแส เรียกเรตติ้งกันอย่างไร นี่เป็นคำถามท้าทายผู้บริหารทุกช่องทีเดียว 3.คือกลุ่มทีวีบอกรับสมาชิก จริงๆ ระบบนี้มีมานานแล้ว เช่น เครือข่ายบอกรับสมาชิกของทรูวิชั่น ซีทีเอช จีเอ็มเอ็มแซด เจริญเคเบิ้ล และอื่นๆ เป็นต้น กลุ่มผู้บริโภคหรือสมาชิกเหล่านี้นับว่าเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในแง่กำลังซื้อสูง และมีฐานรายได้ดี ซึ่งจะเรียกว่าเป็นนิชมาร์เก็ตก็ได้ ไม่ใช่แมสแบบฟรีทูแอร์หรือตลาดฟรีทีวี ดังนั้น กลุ่มผู้เล่นในกลุ่มนี้ เขาอยู่ได้ด้วยเงินค่าสมาชิก และเงินค่าโฆษณาสินค้าบางประเภทที่ต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีอำนาจซื้อสูง กลุ่มนี้ผู้เขียนขอเรียกว่าเป็นผู้เล่นในน่านน้ำสีน้ำเงิน ที่แม้ว่าจะมีการแข่งขันกันอยู่บ้าง แต่บรรดาผู้เล่นแต่ละรายจะมีจุดแข็งและจุดเด่นเป็นของตนเอง ไม่เหมือนกัน แต่ก็ต้องถือว่าในบ้านเรานั้นนับว่าแปลก เพราะผู้เล่นในกลุ่มนี้ ก็กระโดดลงไปแข่งกันเองด้วยในน่านน้ำสีแดง นั่นคือสมรภูมิดิจิตอล ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากคอนเท้นต์ร่วมกัน ดึงฐานลูกค้ากลุ่มแมสให้มาอยู่ในระบบบอกรับสมาชิก แต่ก็อย่าลืมว่าลูกค้าในระบบบอกรับสมาชิกอาจเปลี่ยนใจออกมาอยู่ในกลุ่มแมสก็เป็นได้ เกิดการโลเทจลูกค้ากันไปมา เช่น ตัวผู้เขียนเองก็ดูทีวีมันทั้ง 3 ระบบนี้ เพราะว่าคอนเท้นต์บางอย่างมีอยู่ในระบบใดระบบหนึ่ง แต่ตาคนเรามีเพียง 2 ลูกตา และเวลาในหนึ่งช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง คนเราจะจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เพียงอย่างเดียว คงไม่มีใครที่เปิดจอทีวีหลายๆ จอ หลายๆ ช่องในเวลาเดียวกัน แล้วสามารถแยกประสาทได้ว่า คุณกำลังดูอะไรอยู่ แล้วดูรู้เรื่องด้วยหรือเปล่า สมาธิคนเราจดจ่ออยู่ได้เพียง 1-2 สิ่งเท่านั้น ดังนั้น ในขณะที่เราเปิดทีวีช่องหนึ่งดู นั่นย่อมหมายความว่า เราจะไม่ได้รับชมรายการดีๆ ของอีกช่อง หรือหลายๆ ช่องที่ออกอากาศออนแอร์อยู่ในเวลาเดียวกัน ทำให้ธรรมชาติของคนจะเลือกดูสิ่งที่ตนเองชอบที่สุด ในขณะเวลานั้นเพียงเท่านั้น และหากรายการเนื้อหาของช่องนั้นดีต่อเนื่อง รีโมตก็จะไม่ทำงาน หรือเปลี่ยนช่องไปไหน นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผู้ชมติดดูอยู่กับช่องใดช่องหนึ่งจนเป็นแฟนคลับประจำ สิ่งนี้แหละคือแรงดึงดูดที่ผู้เล่นหรือบรรดาช่องต่างๆ ต้องพยายามแก่งแย่งฐานคนดูมาอยู่กับช่องของตนเองให้ได้มากที่สุด และนานที่สุด อาจไม่ใช่ทั้งวันหรือทุกวัน แต่ก็ต้องเป็นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง จึงจะสามารถสร้างเรตติ้งสูงสุดได้
สมรภูมิทีวีในระบบอนาล็อก
ยกเว้นช่อง 3 เพียงช่องเดียว นอกนั้นทุกช่องที่เหลือ 5,7,9,11 และไทยพีบีเอส ได้นำรายการหรือคอนเท้นต์ทุกอย่างที่อยู่ในระบบอนาล็อกไปออกอากาศบนระบบดิจิตอล เป็นแบบคอนเท็นต์เดียวกันเหมือนกัน ถามว่าทำไมช่อง 3 จึงเป็นเพียงช่องเดียวที่ไม่นำรายการหรือคอนเท้นต์ที่อยู่บนระบบอนาล็อคไปออนบนระบบดิจิตอลด้วย ผู้เขียนคิดว่าคงเป็นเพราะทั้งฐานคนดู ฐานลูกค้าโฆษณายังไม่พร้อมจะตามไปอยู่บนระบบดิจิตอล หรือถ้าไปคงจะตามไปไม่หมด ซึ่งตรงนี้ทำให้ช่อง 3 คิดหนัก เพราะความที่ช่อง 3 นั้นหวงทั้งผลประโยชน์และเรตติ้งของตนที่มีอยู่เดิม เพราะในน่านน้ำสีเทา ตนเองครองความเป็นเบอร์ 1 อยู่ หากต้องกระโดดลงไปในน่านน้ำสีแดงก็ต้องไปแชร์หรือแก่งแย่งกับผู้เล่นอีกจำนวนมาก ผลประโยชน์และเรตติ้งอาจไม่เป็นไปตามที่ตนเองเคยได้ อยู่ตรงนี้ยังครองความเป็นเบอร์หนึ่งอยู่ ย่อมต้องรักษาเอาไว้ก่อน อีกทั้งในเมื่อสัญญาสัมปทานในระบบอนาล็อคยังมีอยู่ต่ออีกหลายปี จะรีบไปทำไม ช่อง 3 จึงฉวยประโยชน์จากช่องว่างตรงนี้เอาไว้ก่อน ยังไม่ยอมยกทั้งกระบิไปอยู่บนแพล็ตฟอร์มของดิจิตอล แต่ในขณะที่ช่องใหม่ๆ ที่ช่อง 3 ประมูลได้อีก 3 ช่อง กลับเลือกที่จะไปสร้างรายการใหม่ ทีมข่าวใหม่ ละครเรื่องใหม่ ซีรี่ย์ใหม่ซื้อเอามาลง หรือที่เคยดองไว้เอามาลง หรือเคยฉายแล้วในระบบอนาล็อคเอามารีรันฉายใหม่ และสร้างจุดเด่นในแต่ละช่องให้แตกต่างกัน เพื่อสร้างฐานคนดูในแต่ละช่อง และหารายได้ในแต่ละช่องเพื่อให้สามารถอยู่ได้ในระบบใหม่
สมรภูมิทีวีในระบบดิจิตอล
ผู้เขียนขอพูดถึงเพียง 24 ช่องใน 48 ช่อง เนื่องจากมีการทดลองออกอากาศไปก่อนแล้ว และแพร่ภาพให้ดูกันอยู่ในขณะนี้ ในขณะที่อีก 24 ช่องที่เหลือยังอยู่ระหว่างเตรียมการและยังแพร่ภาพไม่ครบทุกช่อง
ในจำนวน 24 ช่องนั้น ก็ขอแบ่งเป็นกลุ่มช่องข่าว กับกลุ่มวาไรตี้เท่านั้น ส่วนจะชัดหรือไม่ชัดกว่ากัน อย่างไรนั้น ผู้เขียนไม่ค่อยได้ใส่ใจตรงจุดนี้เท่าไหร่ เพราะเลือกดูที่เนื้อหา ประเด็น และรูปแบบการนำเสนอเท่านั้น ส่วนช่องใดจะมีความคมชัดจนบาดทะลุลูกตาเพียงใดก็ตาม หากสิ่งที่อยู่บนจอนั้นเป็นละครน้ำเน่าก็จะไม่ดู หรือเป็นเกมส์โชว์ไร้สาระ ไร้รสนิยม ที่ไม่มีคุณค่าอะไร ความชัดก็ไม่ได้ช่วยให้อยากดู กลายเป็นว่า การมาของทีวีดิจิตอลนั้นได้มาเติมเต็มสิ่งที่คนดู คนไทยยังขาดอยู่ และที่ผ่านมาทีวีระบบเก่าหรืออนาล็อกไม่ค่อยให้คุณค่าหรือให้เวลาน้อย แต่พอมาเป็นระบบทีวีดิจิตอลสิ่งเหล่านี้กลับเข้ามาเป็นสีสันใหม่ เป็นความหลากหลาย เป็นตัวเลือกที่ดี และมาในเวลาที่คนดู คนไทยโหยหา หรือถึงเวลาแล้วที่ฉันควรจะได้ดู จะรอให้ถึงชาติหน้าเลยหรือไง เมื่อไหร่จะเอามาฉาย สิ่งเหล่านั้นที่กล่าวมาผู้เขียนกำลังจะบอกว่า สิ่งที่คนดู คนไทย อยากจะได้จากทีวีเมืองไทย ก็เพียงแค่ รายการข่าวที่มีผู้ประกาศมานั่งอ่านข่าว ให้ได้ข้อเท็จจริง ครบทุกแง่มุม รอบด้าน บางประเด็นต้องการรู้ในระดับเจาะลึก บางเรื่องก็ไม่อยากรู้ในระดับลึก ไม่จำเป็นต้องเจาะลึกมาให้ทราบก็ได้ แง่มุมที่มันขบขัน โอละพ่อ ความคิดเห็น ความขัดแย้ง วิวาทะ อะไรต่างๆ ขอให้ไปนำเสนอในรายการวิเคราะห์ข่าวหรือสนทนาถกประเด็นแยกออกไป อย่าปนเป ต้องการดูภาพยนตร์หรือซีรี่ย์ต่างประเทศดีๆ ละครไทยที่ชี้นำสังคม ชี้ประเด็นทางสังคมในมุมอื่นบ้าง ไม่ใช่เพียงแค่ รักๆ ใคร่ๆ ตบตีแย่งสามีชาวบ้าน ชิงรักหักสวาท เพลาๆ ลงบ้าง รายการสารคดี ปกิณกะดีๆ เกมส์โขว์ เรียลลิตี้โชว์ดีๆ แค่นี้เอง ซึ่งทีวีดิจิตอลมาตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ให้ได้ดีกว่าระบบอนาล็อกเดิมๆ ยิ่งขึ้น หากผุ้เขียนจะจาระไนละเอียดทั้ง 24 ช่องคงจะไม่ไหว เลือกที่เด่นๆ มาพูดถึงจะดีกว่า และเอาเข้าจริงๆ ก็ดูยังไม่ครบทุกช่อง หรือทุกช่วงเวลาซักเท่าไร ขอยกมาที่เด่นๆ ดังนี้
ช่อง Workpoint TV ได้ข่าวว่า รายการข่าวช่วงเช้าของช่องนี้สามารถเอาชนะรายการข่าวเช้าของช่อง 7 ได้ในฐานคนดูระบบดาวเทียมทั่วประเทศ ซึ่งถ้าถามผู้เขียนเรื่องเรตติ้งไม่ว่าจะเรตติ้งของละครหรือเรตติ้งรายการข่าว ช่องใดจะสูงกว่าช่องใด มันไม่ใช่สาระสำคัญที่จะนำมาเป็นปัจจัยในการเลือกที่จะดูรายการนั้นของผู้เขียนเลย ผู้เขียนไม่สนใจเรื่องเรตติ้ง เพราะไม่ใช่เจ้าของสินค้าที่จะต้องตัดสินใจลงโฆษณาช่องใด จึงจะพิจารณาเรื่องเรตติ้งของช่อง หรือช่วงเวลา ผู้เขียนพิจารณาในฐานะเป็นประชาชนคนดูคนหนึ่ง สิงที่จะเป็นปัจจัยพิจารณาจริงๆ ก็คือเนื้อหาสาระ ประเด็น และรูปแบบการนำเสนอจริงๆ ถ้าเป็นละครหรือภาพยนตร์ก็จะดูที่บทและการแสดง หรือการออกแบบงานสร้าง รายการของช่องนี้ เอาเข้าจริงๆ รายการที่ผลิตโดยช่องของเขาเอง ผู้เขียนกลับไม่ได้สนใจดูเลย แต่ชอบที่จะดูซีรี่ย์จีนและเกาหลีที่ช่องเขาเอามาฉายมากกว่า น่าสนใจหลายเรื่อง
ช่อง 3 Family เด่นตรงนำการ์ตูนเด่นๆ ของช่องมาออกอากาศใหม่ให้ดูในช่วงเย็น เช่น เชลด้อน ปังปอนด์ เบิร์ดแลนด์ , ช่อง 3 HD เด่นตรงนำซีรี่ย์จีน เกาหลี แนวดราม่า อัตชีวประวัติมาฉายเย็นยันดึกแบบยาวต่อเนื่อง ดูกันตาแฉะไปข้าง (ดีจัง ไม่ต้องไปถ่างตาดูช่วงตี 2-4 อีกแล้ว) ช่อง 3 SD ก็มีซีรี่ย์จีนช่วงหัวค่ำ นอกนั้นเป็นละคร เกมส์โชว์ ทอล์คโชว์ ฯลฯ
ช่อง ONE เด่นตรงนำซิทคอมเก่าๆ,ละครเก่าของเอ็กซ์แซ็กท์มาฉายซ้ำ, ละครซีรี่ย์คลับฟรายเดย์ของเอไทม์, ซีรี่ย์วัยรุ่นฮอร์โมนส์และเรื่องอื่นๆของจีทีเอช ,เรียลลิตี้โชว์ต่างๆ ,คอนเสิร์ตศิลปินแกรมมี่ ,รายการเด่นๆ ช่วงบุกเบิกก็ยังอยู่ เช่น โตแล้วไปไหน , food prince ,The Naked Show โทรทัศน์, ส่วนช่อง Big ดูเหมือนผังรายการยังไม่ลงตัว จะเห็นว่าจะนำรายการเด่นๆ จากช่องเครือข่ายของแกรมมี่ ในระบบดาวเทียมมาลงในช่อง BIG
ช่อง Mono 29 เด่นตรงซีรี่ย์จีน,ซีรี่ย์อเมริกาดังๆ,ภาพยนตร์เกาหลี,ไทย
ช่อง ไทยรัฐทีวี เด่นตรงช่วงรายการข่าวนั่นแหละ โดยเฉพาะผู้ประกาศข่าวชายและหญิง ซึ่งถือว่าเด่นมาก ส่วนรายการปกิณกะต่างๆ ในช่องของเขา ยังไม่มีรายการใดที่ผู้เขียนสนใจและได้ชมอย่างจริงจังซักเท่าไหร่ แต่พยายามจะคอยส่องดูว่ามีรายการไหนน่าสนใจต่อไป
ช่อง PPTV,Amarin,Bright ผู้เขียนจะส่องเฉพาะซีรี่ย์เกาหลี กับซีรี่ย์อเมริกา แต่ 3 ช่องนี้ ผู้เขียนรู้สึกถึงความแปลกใหม่ในรูปแบบการนำเสนอ คือมีความครีเอท ความคิดสร้างสรรค์อะไรให้เห็นบ้าง
ช่อง new tv เด่น เป็นช่องเดียวที่นำเสนอสารคดี ปกิณกะคดี สกู๊ปข่าวที่เจาะลึก ดูคล้ายเป็น discovery channel เมืองไทย ชอบมากเลย ดูจะเป็นช่องเด่นสุดใน 24 ช่องเลย แต่ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีการปรับรูปแบบรายการในช่องใหม่หรือเปล่า อยากให้คงคาแร็กเตอร์ของช่องเอาไว้ สมกับชื่อที่ว่า new tv
ช่องข่าว ใน 24 ช่อง ผู้เขียนขอยกให้ now 26 ก็แล้วกัน ช่วงดึกนำซีรี่ยอเมริกามาฉายก็นับว่าน่าสนใจ ส่วนทั้งวันก็เป็นข่าวเชิงเศรษฐกิจ ธุรกิจ และประเด็น เหตุการณ์ สถานการณ์ปัจจุบัน สด ใหม่ดี
ช่อง THV กับ LOCA เด่นตรงมีละครแนววัยรุ่น ซีรี่ย์เกาหลี เพลงเกาหลี แต่บางช่วงรายการของ 2 ช่องนี้คล้ายกันเลย ไม่รู้ว่าคาแร็กเตอร์แตกต่างกันอย่างไร
ช่อง Springnews TV,Voice TV,TNN 24,True 4U,ช่อง 8 ผู้เขียนยังไม่มีโอกาสได้ดูซักเท่าไหร่ เลยไม่ทราบว่ามีรายการเด่นๆ อะไรบ้าง ต้องขออภัย
ส่วนช่อง 5,7,9,11(ยังไม่แพร่ภาพ),ไทยพีบีเอส รายการเหมือนในระบบอนาล็อก ซึ่งหลายรายการผู้เขียนก็ยังดูอยู่ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรใหม่ที่น่าสนใจ
ผู้เขียนคาดหวังกับรายการละครหลังข่าวของทุกช่อง ในเรื่องการพัฒนาพล็อตให้มีเนื้อหา ประเด็นที่หลากหลาย บทโทรทัศน์ที่แหลมคม การออกแบบงานสร้างที่ดีขึ้น การแสดงของนักแสดงรุ่นใหม่ การพัฒนาบทประพันธ์ใหม่ๆ การรีเมคละครเก่า ควรนำไปฉายเฉพาะช่วงเย็นหรือนอกเวลาไพรม์ไทม์ เพื่อให้เกิดการแข่งขันพัฒนาบทประพันธ์ใหม่ พล็อตเรื่องใหม่ๆ และเป็นการพัฒนาวงการอุตสาหกรรมละครหรือซีรี่ย์ของบ้านเราด้วย
ตัวอย่างผังรายการของช่องทีวีดิจิตอลบางช่อง
ละครรอยรักหักเหลี่ยมตะวัน ประพันธ์โดย : ณารา
ละครรอยรักหักเหลี่ยมตะวัน ผลิตโดย : ค่าย เมคเกอร์วาย
ละครรอยรักหักเหลี่ยมตะวัน ดำเนินงานโดย : ยศสินี ณ นคร
ละครรอยรักหักเหลี่ยมตะวัน เตรียมออกอากาศให้ชม เร็วๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3
เรื่องย่อ แบ่งตามชื่อตอนในแต่ละภาค
รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
เรื่องราวของ "ทาเคชิ" บุตรชายคนเล็กผู้สืบทอดตำแหน่งโอะยะบุนแทนบิดา ของกลุ่มยากูซ่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองโยโกฮาม่า แอบหลงรัก "แพรวดาว"นักเรียนทุนชาวไทย ทั้งที่เขามี "ไอโกะ" หญิงสาวที่ผู้ใหญ่จัดการหมั้นหมายไว้ให้ตั้งแต่เด็ก ด้วยเหตุผลในการสืบทอดอำนาจและธุรกิจ แต่แล้ว...ผลจากการที่ทาเคชิประกาศขอชำระแค้นกับศัตรูคู่แข่ง ก็ทำให้แพรวดาวกลายเป็น "หมาก" ของเกมการห้ำหั่นระหว่างยากูซ่าสองกลุ่มที่กำลังแย่งชิงความเป็นใหญ่ เพราะฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ว่า เธอคือดวงใจของเขา! ในเวลาเดียวกันเธอก็กลายเป็น "เหยื่อ" ที่ไอโกะต้องการตัวมาบูชายัญรักฝังแค้นของเธอ! ความรักของทาเคชิและแพรวดาวที่ต้องอยู่ท่ามกลางความแค้นของคนอื่นๆ จะดำเนินต่อไปอย่างไร?
รอยฝันตะวันเดือด
"ริว โอะนิซึกะ" เป็นผู้ชายที่ไม่ไยดีกับความรัก เขาจึงไม่เคยสานความสัมพันธ์กับ "มายูมิ" หญิงสาวที่ลุงหมายตาไว้ให้ แต่ลับหลัง เขากลับแอบติดตามข่าวคราวของเธออยู่เงียบๆ เวลาเจ็ดปีที่ผ่านไป ชายหนุ่มตระหนักว่า หัวใจของเขาอยู่ที่มายูมิคนเดียว หากหญิงสาวเข้าใจตลอดมาว่าริวไม่เคยมีเยื่อใยให้ เธอจึงปฏิเสธหนักแน่นเมื่อริวขอแต่งงาน! มีหรือที่ยากูซ่าหนุ่มอย่างริวจะยอมให้เธอมาลบเหลี่ยม โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าคู่แข่งเป็นนายตำรวจทรงอิทธิพล เขาจึงต้องประกาศให้โลกรู้ว่า เธอคือผู้หญิงของเขาเท่านั้น! ขณะเดียวกัน ปัญหาระหว่างกลุ่มโกะคุโดที่คิดว่าจบสิ้นไปแล้ว กลับคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ฝ่ายตรงข้ามหมายจะกำจัดริวให้สิ้นซากเลยทีเดียว บททดสอบหนักหนาที่ต้องฟันฝ่า ทั้งศึกรบและศึกรักของริวจะลงเอยเช่นไร?
สายเลือดแดนตะวัน
"ริว โอะนิซึกะ" โอะยะบุนแห่งโอะนิซึกะกุมิผู้ยิ่งใหญ่ สร้างเรื่องว่า "พ่อเลี้ยงตะวัน" หรือ "ทาเคชิ" โกงเงินไปจากบริษัทเป็นจำนวนเงินมหาศาล "ทัตสึโอะ"ผู้เป็นลูกชายจึงกอบกู้ศักดิ์ศรีที่ถูกหยาม โดยการจับตัว "พราวตะวัน" ลูกสาวของทาเคชิมากักตัวไว้ในเรือยอชต์เพื่อเรียกค่าไถ่! ริวซึ่งกลัวแผนจะล้มเหลว จึงส่ง "ฮิโรมิ" บุตรสาวคนรองตามประกบ "ภาสกานต์" ที่กำลังตามหาพราวตะวันน้องสาว เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยให้พี่ชาย แผนการอลหม่านเหมือนโปลิศจับขโมยนั้น ทำให้ทุกคนหัวปั่นโดยไม่รู้ตัวว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแผนจับคู่! ซึ่งถ้าสำเร็จ ทัตสึโอะจะได้สืบทอดตำแหน่งโอะยะบุนโดยชอบธรรม แต่ถ้าล้มเหลว โทษทัณฑ์ที่ริวจะได้รับคือคว้านท้องสถานเดียว!
เรื่องย่อโดยสังเขปแบบรวม รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
ทาเคชิ โอะนิซึกะ บุตรชายคนเล็กของโกะคุโด (ยากุซ่า) ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเมืองโยโกฮาม่า เขาแอบหลงรักแพรวดาว นักเรียนทุนสาวชาวไทย ได้แต่เฝ้าติดตามคอยมองเธอโดยที่ไม่อาจจะแสดงตัวได้ เพราะเขามีพันธะอยู่กับไอโกะ ลูกสาวของโกะคุโดอีกกลุ่มหนึ่งที่พ่อของเขาหมั้นหมายให้ตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยเหตุผลในการสร้างพันธมิตรและร่วมมือกันด้านธุรกิจ แต่เมื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น พ่อ แม่ พี่ชายและพี่สะใภ้ถูกลอบฆ่า ทาเคชิจึงต้องขึ้นรับตำแหน่งโอะยะบุนแทนบิดา เขาประกาศขอล้างแค้นให้กับพ่อแม่เสียก่อนจึงค่อยคิดเรื่องแต่งงานกับไอโกะ เรื่องนี้ทำให้ไอโกะเสียใจมาก และยิ่งมารู้ว่าผู้หญิงที่ทาเคชิรักไม่ใช่เธอ แต่กลับเป็นหญิงต่างชาติคนหนึ่ง ยิ่งทำให้ไอโกะแค้นใจจนตัดสินใจทำเรื่องที่ร้ายแรงขึ้นมา เพื่อที่หวังจะกำจัดแพรวดาวออกไปจากชีวิตของทาเคชิ แต่เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นดังที่ไอโกะหวัง เรื่องร้ายแรงนั้นกลับทำให้แพรวดาวและทาเคชิใกล้ชิดกันมากขึ้น และก็ยังทำให้ทุก ๆ คนรวมทั้งศัตรูของเขาได้รู้ว่าหญิงสาวชาวไทยผู้นี้คือยอดดวงใจของโอะยะบุนหนุ่ม และนั่นก็หมายความว่าแพรวดาวต้องตกอยู่ในอันตรายจากฝ่ายตรงข้ามกับทาเคชินั่นเอง แพรวดาว สาวน้อยชาวไทยที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่น เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองต้องมาอยู่ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจของเหล่ายากุซ่าที่เหี้ยมโหดเหล่านี้ และยิ่งไม่คิดไปอีกว่า เธอจะต้องมาตกหลุมรักหัวหน้ากลุ่มโกะคุโดผู้ยิ่งใหญ่ แต่วิถีแห่งโกะคุโดนี้ เป็นสิ่งที่เธอไม่อาจจะทำตามได้ ถึงแม้ว่าหัวใจจะอยู่กับเขา แต่ชีวิตนั้นไม่อาจจะอยู่ได้ เธอจึงเลือกที่จะจากไป แล้วทาเคชิจะทำเช่นไร ในเมื่อชีวิตของเขามอบให้กับหน้าที่ที่มีต่อตระกูล แต่หัวใจของเขาอยู่กับแพรวดาว เขาจะเลือกอะไรระหว่างหน้าที่และหัวใจ แล้วแพรวดาวล่ะ เธอจะสามารถพรากจากหัวใจของเธอได้จริง ๆ หรือ
รายชื่อนักแสดง ละคร รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท ทาเคชิ โอนิซึกะ ใน ละคร รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
ณฐพร เตมีรักษ์ รับบท แพรวดาว (เซโกะ) ใน ละคร รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
ณปภา ตันตระกูล รับบท ไอโกะ มิซาว่า ใน ละคร รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล รับบท เคนอิจิ ซาโต้ ใน ละคร รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
"ล่ารักสุดขอบฟ้า" ละครฟอร์มยักษ์ ช่อง 7 สี
ล่ารักสุดขอบฟ้า ละครล่ารักสุดขอบฟ้า ละครช่อง7
ละครล่ารักสุดขอบฟ้า บทประพันธ์โดย : คนหลังม่าน
ละครล่ารักสุดขอบฟ้า บทโทรทัศน์โดย : ละลิตา ฉันทศาสตร์โกศล
ละครล่ารักสุดขอบฟ้า กำกับการแสดงโดย : ธีระศักดิ์ พรหมเงิน
ละครล่ารักสุดขอบฟ้า ผลิตโดย : บริษัท มุมใหม่ จำกัด
ละครล่ารักสุดขอบฟ้า เตรียมออกอากาศให้ชมกันเร็ว ๆ นี้ ทางช่อง 7 สี
เรื่องย่อ
การคัดตัวราชองครักษ์ประจำปีของประเทศรายา ประเทศที่มีขนาดเล็กตั้งอยู่ในทวีปชียใต้ใกล้กับประเทศอินเดียและจีนกำลังเริ่มขึ้น ตามธรรมเนียม องค์รัชทายาทจะต้องทรงเข้าร่วมประลองในรอบสุดท้ายเพื่อวัดฝีมือกับผู้ใด้รับการคัดเลือกด้วยตนเอง ซึ่งการประลองก็เป็นไปอย่างราบรื่น องค์รัชทายาทภายใต้ชุดเกราะและหน้ากากสามารถเอาชนะได้อย่างสวยงาม ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องของผู้เข้าชมการแข่งขัน มีเพียง องค์ราชาอินทรา เท่านั้นที่ทรงทราบว่าแท้จริงผู้เข้าประลองคือ คามิน องครักษ์หนุ่ม ผู้ที่ทรงให้ความใว้วางใจให้ถวายการดูแล เจ้าชายมาคี รัชทายาทผู้ซึ่งต้องสืบต่อราชบัลลังก์จากนี้ในไม่ช้า
หน้าที่ของคามิน นอกจากคุ้มครองเจ้าชาย ยังต้องเป็นตัวแทนเจ้าชายไปทำราชกิจต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากองค์ราชา โดยมี สินธร ทหารองครักษ์คู่ใจที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังก์และศรัทธาคามินอย่างที่สุดเป็นมือขวา คามินเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่เคยมีผู้ใดรู้ประวัติที่แน่ชัด บ้างก็วาพ่อแม่ของคามินเป็นมหาดเล็กของพระราชาอินทรา และเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตระหว่างตามเสด็จไปเยี่ยมราษฎร บ้างก็ว่าแม่ของคามินเป็นนางรำท้องลูกไม่มีพ่อ จึงฆ่าตัวตายหนีความอับอายและทิ้งลูกไว้ ซึ่งคามินไม่เคยสนใจที่จะสืบหาประวัติตัวเอง เพราะมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะถวายชีวิตเพื่อความจงรักภักดีต่อราชาอินทรา ที่ได้ชุบเลี้ยงมาแต่เยาว์วัย
ราชาอินทราทรงหนักใจกับเจ้าชายมาคีซึ่งมีอุปนิสัยไม่เอาถ่าน ไม่ยอมสนใจศึกษางานราชกิจใด ๆ คามินแทบจะต้องทำงานแทนทุกอย่าง แม้แต่เวลาที่มาคีไปมีสัมพันธ์กับสาว ๆ คามินก็ต้องตามไปแก้ปัญหาให้ จนถูกสาวพวกนั้นตามตื้อซะเอง กว่าจะสลัดหลุดไปได้ คามินก็ต้องแกล้งทำเป็นเกย์ ที่สำคัญ นายพลวิฑูร ผู้กุมอำนาจใหญ่ในวังก็คิดจะรวบอำนาจทางอ้อมด้วยการยก หฤทัย บุตรสาวให้เป็นชายาของเจ้าชายมาคี โดยมี พระนางสาวิตรี มะเหสีของพระราชาให้การหนุนหลัง เนื่องจากทรงเป็นญาติกับนายพลวิฑูร พระนางสาวิตรีเองก็ไม่ค่อยชอบคามินนัก เพราะขณะที่เจ้าชายเป็นคนหยิบหย่งไม่เอาไหน แต่คามินกลับมีความสามารถทั้งบู๊และบุ๋น อบอุ่น มีวาทศิลป์ จนกลายเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านและคนรอบข้าง รวมทั้งราชาอินทราที่ทรงรักคามินเหมือนโอรสของพระองค์
เพื่อคานอำนาจของนายพล ราชาอินทราตัดสินใจหาทางออกด้วยการให้เจ้าชายมาคีอภิเษกกับหญิงต่างแดน และผู้หญิงที่เหมาะสมผู้นั้นก็คือ มัทนา สาวชาวไทยที่พระราชาได้แอบหมั้นหมายไว้กับ ธรรมรัตน์ บิดาของมัทนานั้นเอง ธรรมรัตน์เป็นพระสหายสนิทของพระราชาตั้งแต่สมัยที่พระองค์มาศึกษาร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของเมืองไทยและที่สำคัญที่สุด ธรรมรัตน์เป็นผู้กุมความลับของพระราชา และชาติกำเนิดที่แท้จริงขององครักษ์คามินมาตลอด 26 ปี
นายพลวิฑูรและพระมเหสีสาวิตรีก็พากันคัดค้านเรื่องการเลือกสาวไทยมาเป็นพระชายา แต่ราชาอินทราให้เหตุหผลว่าประเทศรายาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร การผูกสัมพันธ์กับนักธุรกิจระดับเจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอย่างธรรมรัตน์ จะสามารถนำวิทยาการที่ทันสมัยเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ราชสภาต่างพากันสนับสนุน ทำให้นายพลวิฑูรยอมล่าถอย ราชาอินทราจึงมีคำสั่งให้องครักษ์คามินเดินทางไปเมืองไทย ธรรมรัตน์พ่อของมัทนากินไม่ได้นอนไม่หลับ เมื่อราชาอินทราแจ้งข่าวว่าจะส่งคนมารับตัวมัทนาไปอภิเษกกับเจ้าชายที่ประเทศรายาตามคำสัญญา เพราะมัทนาลูกสาวไม่มีคุณสมบัติกุลสตรีที่เหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาเลยแม้แต่น้อยนิด คามินเดินทางไปเมืองไทยทันทีโดยมอบหมายให้สินธรคอยดูแลอารักขามาคีแทน
ในงานเลี้ยงฉลองรับปริญญาของมัทนา ม.ร.ว.มาณวิกา ได้ทำการแต่งองค์ทรงเครื่องให้กับมัทนาบุตรสาวจนงดงามโดดเด่นดั่งเทพธิดาสมกับเป็นเชื้อสายราชนิกุลผู้สูงศักดิ์ เพื่อเปิดตัวกับผู้คนในสังคมชั้นสูง แต่มาณวิกาต้องหน้าแตกและอับอายอย่างแรง เมื่อมัทนาออกมาเดินแบบโชว์พร้อมกับฟันที่เหยินเหมือนแก้วหน้าม้า พอ ๆ กับธรรมรัตน์ที่แทบจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินเพราะองครักษ์คามินมาถึงในวันนั้นพอดี ระหว่างที่ทุกคนมัวแต่สนใจมัทนา มือปืนลึกลับปรากฏตัวขึ้นยิงใส่ธรรมรัตน์ เป็นจังหวะที่มัทนากำลังวิ่งเข้าหาพ่อแม่ องครักษ์คามินกระโจนเข้าช่วยเหลือ ผลักมัทนาพ้นวิถีกระสุนไล่ล่ายิงสู้กับมือปืนจนหลุดไปจากบริเวณงาน ซึ่งคามินก็ต้องตกใจมากเมื่อพบว่ามัทนาซิ่งมอเตอร์ไซด์ออกมาทั้งชุดสวยงามเพื่อไล่ล่าเช่นกัน มือปืนหลบหนีไปได้
ธรรมรัตน์และมาณวิกาขอร้องให้คามินช่วยปกปิดเรื่องความก๋ากั่นของมัทนาเอาไว้ก่อน โดยจะพยายามเปลี่ยนแปลงมัทนาให้เป็นกุลสตรีให้ได้ แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว เพราะรูปถ่ายของมัทนาในสภาพแก้วหน้าม้าหลุดรอดไปถึงมือเจ้าชายมาคีที่รายา เจ้าชายรับไม่ได้กับหน้าตาอันสุดแสนจะขึ้ริ้วขี้เหร่ของมัทนา จึงโทรศัพท์มายืนยันเสียงหนักแน่นกับองครักษ์คามินว่า หัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ยอมแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ แถมยังบังคับให้องครักษ์คามินหาทางล้มเลิกการอภิเษกให้จงได้ ทำให้คามินหนักใจมาก เพราะในขณะเดียวกันก็ถูกกำชับจากองครักษ์ราชาให้เตรียมการให้มัทนาเป็นเจ้าสาวให้ได้ เพราะองค์ราชาเคยพบกับมัทนาเมื่อตอนที่เริ่มเป็นสาวและแน่ใจว่ามัทนาไม่ใช่ผู้หญิงขี้ริ้วขี้เหร่อย่างแน่นอน
แท้จริงมัทนาเป็นเด็กสาวหัวสมัยใหม่ น่ารัก ร่าเริง สดใส ซุกซน รักความตื่นเต้น ชีวิตไม่เคยสัมผัสกับความทุกข์ ความยากลำบากใด ๆ ชอบเล่นกีฬาผาดโผน ทั้งบันจี้จัมพ์ กีฬาทางน้ำต่าง ๆ เข้ากลุ่มเล่นร่มร่อน ปั่นจักรยานมาราธอน เล่นเอาม.ร.ว.มาณวิกาปวดเศียรเวียนเกล้าที่ไม่สามารถฝึกลูกให้เป็นกุลสตรีได้ทุกกระเบียดนิ้วอย่างที่หวัง แม้จะพยายามหาคู่ที่ทัดเทียมเสมอศักดิ์กัน ผู้ชายเหล่านั้นก็โดนมัทนาพาไปรับน้องเล่นกีฬาผาดโผนจนขวัญหนีดีฝ่อกระเจิดกระเจิงกันไปหมด ต่างจาก มินตรา บุตรสาวบุญธรรม ที่ได้ดั่งใจทุกอย่าง
มินตราเป็นลูกสาวของพี่เลี้ยงของม.ร.ว.มาณวิกา ที่ป่วยตายและทิ้งลูกไว้ให้ มาณวิกาช่วยดูแลมินตราเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมในทุกด้าน กิริยางดงา งานบ้านงานเรือนไม่เคยบกพร่อง มินตราต้องการอยู่เหนือกว่ามัทนา เพราะมีปมในใจที่ตัวเองเป็นแค่ลูกคนรับใช้ มินตราจึงคอยเอาใจประจบประแจงมาณวิกาและธรรมรัตน์ จนมาณวิกาหลงรักรับเป็นลูกบุญธรรม โดยไม่มีใครมองออกว่าหญิงสาวผู้อ่อนหวานคนนี้ภายในเต็มไปด้วยความริษยาอันรุนแรง แม้แต่รูปแก้วหน้าม้าของมัทนา มินตราก็เป็นคนแอบส่งไปให้เจ้าชายมาคีเพราะอิจฉาที่มัทนาจะได้เป็นพระชายา
มัทนาไม่อยากแต่งงานกับเจ้าชาย จึงพยายามแสดงว่าไม่ใช่กุลสตรีต่อหน้าคามิน และใช้มุกเดิมพาคามินไปกลั่นแกล้งให้ขวัญหนีดีฝ่อ คามินแกล้งไม่รู้ทันมัทนา เพราต้องการเรียนรู้ว่ามัทนาเป็นคนอย่างไรกันแน่ มัทนาโอ้อวดความสามารถในเชิงกีฬาผาดโผนเพื่อข่มคามิน แรก ๆ คามินแกล้งแพ้ มัทนาได้ใจจึงให้ เหมันต์ เพื่อนหนุ่มตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่แอบหลงรักมัทนา ช่วยสืบให้ว่าจะเอาชนะคามินได้ยังไง ในที่สุดเหมันต์ก็แนะนำให้มัทนาแข่งเจ็ทสกี เพราะภูมิประเทศของรายาเป็นภูเขา ยังไม่เจริญเท่าประเทศตะวันตก คามินคงไม่ชำนาญเจ็ทสกี มัทนารีบยื่นคำท้าต่อคามิน โดยให้เงื่อนไขว่าหากคามินสามารถเอาชนะได้ มัทนาจะยอมเข้าคอร์สฝึกความเป็นกุลสตรีตามแบบฉบับของประเทศรายา และเดินทางไปอภิเษกกับเจ้าชายแต่โดยดี องครักษ์คามินรับคำท้า
ทั้งสองแข่งขันกันโดยมีเหมันต์และมินตราเป็นกรรมการ เหมันต์ต้องการให้มัทนาชนะ จึงแอบทำให้เจ็ทสกีของคามินเกิดปัญหาระหว่างแข่งขัน แต่คามินรู้ทันและสามารถแก้ปัญหา เร่งเครื่องจนเกือบจะเอาชนะมัทนา ขณะที่มัทนามุ่งเอาแต่จะเอาชนะคามินจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุ คามินต้องเป็นฝ่ายช่วยมัทนา ทำให้มัทนายอมให้คามินฝึกการปฏิบัติตัวตามประเพณีของประเทศรายาอย่างไม่เต็มใจ ส่วนมินตราก็พึงพอใจในความหล่อเท่สุด ๆ ขององครักษ์คามิน พยายามหาทางตีสนิทอยู่ตลอดเวลาที่มีโอกาส
มัทนาไม่ปรารถนาจะแต่งงานจึงแกล้งหลอกองครักษ์คามินว่าตัวเองเป็นโรคเกลียดผู้ชาย (Male Phobia : โรคกลัวผู้ชายแบบไร้เหตุผล) เพราะถูกมาณวิกาเลี้ยงดูอย่างเข้มงวด เหมันต์ก็ร่วมช่วยโกหกอีกทางว่ามัทนาเคยถูกผู้ชายจูบแล้วหายใจไม่ออกเกือบตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทุกวันนี้ยังต้องไปหาหมอทางจิตเพื่อรับการรักษาอยู่ตลอด ส่วนมินตราก็แอบให้ข้อมูลคามินว่ามัทนาชอบก่อกวนผู้ชายทุกคนที่เข้ามาจีบจนหนีเตลิดไปหมดเพราะมัทนาเกลียดผู้ชาย คามินไม่ปักใจเชื่อพยายามค้นหาความจริง แต่ก็ยังจับผิดมัทนาไม่ได้
อสิต คู่แข่งทางธุรกิจของพ่อมัทนา เกิดความแค้นที่พ่อมัทนากำลังจะแย่งซื้อที่ดินผืนใหญ่ จึงส่งมือปืนมาตามเก็บธรรมรัตน์พ่อของมัทนา แต่โชคดีที่คามินมาช่วยได้ทันการ และในเหตุการณ์นี้เองทำให้คามินกับมัทนาจูบกันโดยไม่ตั้งใจ มัทนาอ่อนระทวยในวงแขนของคามินโดยไม่มีอาการหายใจไม่ออกอย่างที่เหมันต์เคยช่วยมัทนาโกหกไว้ ทำให้คามินรู้ได้ทันทีว่ามัทนากุเรื่งอขึ้นทั้งเพ แม้ความจริงจะถูกเปิดเผย แต่เรื่องกลับวุ่นวายหนักขึ้นเมื่อทั้งคู่แอบมีใจให้แก่กันแต่ต้องพยายามเก็บงำความรักไว้ในใจ
อุปสรรคขององครักษ์คามินยังมีเข้ามาไม่หยุดหย่อน เมื่อ อัคนี ลูกชายคนเก่งของอสิตพยายามตามจีบมัทนาเพื่อโชว์ความเจ๋งของตัวเอง แต่โดนมัทนาทำให้อับอายขายหน้า จึงเกิดความแค้นตามนิสัยของคนที่แพ้ไม่เป็น จึงคิดจะฉุดมัทนาไปเป็นเมียให้ได้ คามินเข้าขัดขวาง ทำให้อัคนียิ่งเสียหน้าและแค้นคามินไปด้วย ขณะที่มัทนาแอบประทับใจในความเก่งกล้าสามารถของคามินมากยิ่งขึ้นทุกที
มัทนาเริ่มรู้สึกรักคามินมากขึ้นจนไม่อยากแต่งงานกับเจ้าชายมาคี จึงระบายความในใจที่มีต่อคามินให้มินตราฟัง โดยหารู้ไม่ว่ามินตราก็แอบหลงรักองครักษ์คามินอยู่เช่นกัน มินตราทำเป็นห่วงใยมัทนา ให้มัทนาตัดใจจากคามินเสีย ส่วนตัวเองก็ตามเอาใจใส่คามินในฐานะแขกคนสำคัญของครอบครัว มาณวิกาแม่ของมัทนาก็สนับสนุนมินตราจนออกนอกหน้า เพราะอยากได้ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบอย่างคามินมาเป็นเกี่ยวดองเป็นญาติ ขณะเดียวกันมินตราก็ยังริษยากลัวมัทนาได้ดิบได้ดีเหนือตน จึงคอยส่งข้อมูลแย่ ๆ ที่เกี่ยวกับมัทนาให้เจ้าชายมาคี เล่นเอาเจ้าชายขนหัวลุกไม่อยากแต่งงานกับมัทนาท่าเดียว ราชาอินทราเห็นท่าจะไปกันใหญ่จึงบังคับให้ โภคิน กรมวัง ผู้จงรักภักดีพาเจ้าชายมามาเมืองไทยเพื่อให้เจ้าชายเห็นมัทนากับตา
เมื่อโภคินและเจ้าชายเดินทางมาถึงเมืองไทย โภคินได้บอกเรื่องที่มีคนลึกลับคอยสร้างภาพมัทนาในทางลบ ทำให้ธรรมรัตน์สงสัยว่าจะเป็นฝีมือเล่นไม่ซื่อของอัคนีที่ตามตอแยมัทนาไม่ลดละ มัทนาทำตัวเรียบร้อยน่ารักตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับคามิน ทำให้มาคีถึงกับตกหลุมรักมัทนาในนาทีแรกที่เห็น พร่ำเพ้อพรรณนากับองครักษ์คามินว่ามัทนาคือที่สุดในใจตั้งแต่เจอผู้หญิงในโลกนี้มา คามินต้องสะกดเก็บความปวดแปลบใจไว้ เมื่อราชาอินทราเดินทางกลับไปประกาศหมายกำหนดการแต่งงานที่รายา สร้างความไม่พอใจให้กับนายพลวิฑูรเป็นอย่างมาก จึงเร่งรีบส่งทหารคนสนิทไปเมืองเพื่อเด็ดชีวิตมัทนา แต่มัทนาอาศัยความฉลาดปราดเปรียวเอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด ยิ่งทำให้เจ้าชายมาคีเกิดความประทับใจจึงเร่งเวลาการแต่งงานให้เร็วขึ้นมาอีก มัทนาไม่อยากแต่งงานจึงตัดสินใจหนี มินตราซึ่งไม่อยากเห็นมัทนาได้ดีอยู่แล้วจึงแกล้งเห็นดีเห็นงามอาสาช่วยมัทนาหลบหนี
คามินตามไปทันและดุว่ามัทนาทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต จะทำให้พ่อแม่ของมัทนาเดือดร้อนและอาจนำความขัดแย้งมาสู่ทั้งสองประเทศ มัทนาระเบิดความในใจว่าที่หนีเพราะรักคามิน ถ้ารักใครแล้วก็จะรักคนนั้นไปจนวันตายจะไม่ขอแต่งกับผู้ชายคนไหน เล่นเอาคามินถึงกับช็อกที่มัทนามีใจตรงกัน แต่คามินต้องตัดใจเลือกความภักดี จึงปลอบโยนมัทนาให้ยอมเดินทางไปประเทศรายาก่อน แล้วค่อยไปแก้ปัญหากันที่นั่น หญิงสาวยอมเชื่อฟังวาทศิลป์ของคามินจึงยอมไปแต่โดยดี แต่พอทั้งหมดเดินทางถึงรายา คามินกลับทำตัวเหมือนคนแปลกหน้าไม่เหมือนตอนอยู่เมืองไทย แถมยังพยายามสร้างภาพว่าตนเองมากรักหลายใจ ด้วยการพานางกำนัลรายามาค้างคืนที่ที่พัก เพื่อหวังให้มัทนาเกลียดและตัดใจจากตนเสีย ขณะที่พระนางสาวิตรีก็แสดงท่าทีรังเกียจมัทนา พยายามกลั่นแกล้งให้ทุกคนเห็นว่ามัทนาไม่คู่ควรกับตำแหน่งมเหสี โดยมีลูกคู่คือหฤทัย ส่วนนายพลวิฑูรก็หาโอกาสล่อลวงมัทนาไปทำร้ายบ่อย ๆ แต่ก็มีบุรุษลึกลับมาช่วยให้มัทนารอดหวุดหวิดทุกครั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นคามินนั้นเอง ในที่สุดมัทนาจับได้ว่าคามินแอบคุ้มครองตัวเองอยู่ จึงรู้ว่าคามินยังรักตน มัทนาตัดสินใจที่จะเข้าเฝ้าราชาอินทราเพื่อปฏิเสธการอภิเษกในครั้งนี้ด้วยตัวเอง
แต่เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นก่อน หฤทัยพบว่าตัวเองท้องกับเจ้าชาย แต่เจ้าชายกลับไม่ยอมรับผิดชอบและอ้อนวอนให้คามินช่วยเหลือ คร่ำครวญว่าถ้าไม่ได้ครองคู่กับมัทนา ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ คามินเห็นทางว่าจะทำให้มัทนาตัดใจจากตนได้ จึงโกหกกับทุกคนว่าตัวเองคือพ่อเด็ก นายพลวิฑูรไม่ต้องการให้ลูกสาวเสียโอกาสเป็นชายา จึงต้องการยืดเวลาออกไปด้วยการขอให้มีการตรวจดีเอ็นเอคามินกับเด็ก เจ้าชายรอดตัวไปโดยปริยาย แต่การอภิเษกต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าคามินคือพ่อของลูกในท้องหฤทัยจริงหรือไม่ คามินพยายามหลบหน้ามัทนาเพราะไม่อยากตอบคำถามใด ๆ มัทนาเองไม่เชื่อว่าคามินจะเป็นคนเช่นนั้น มินตราเกิดความละโมบอยากเป็นชายาเจ้าชาย จึงทำแผนให้มัทนากับคามินมาเจอกัน แล้วล่อให้เจ้าชายมาคีมาเห็นสองคนกอดกันกับตา เจ้าชายเจ็บปวดที่ถูกคนที่ไว้ใจที่สุดทรยศหักหลัง สินธรซึ่งหลงรักหฤทัยเจ็บแค้นที่มาคีโยนความรับผิดชอบให้คามิน ประกอบกับรู้สึกมาตลอดว่ามาคีไม่คู่ควรจะเป็นราชา จึงลอบทำร้ายมาคี สุเทษเข้าขัดขวาง สินธรหนีรอดไปได้ แต่ก็ถูกประกาศจับไปทั่ว
ขณะเดียวกันพวกโจรป่าก่อความวุ่นวายปล้นสะดมชาวบ้าน ส่วนราชาอินทราก็มาประชวรกะทันหันบ้านเมืองเกิดความระส่ำระสาย องครักษ์คามินแสดงฝีมือปราบโจรจนราบคาบ ประชาชน เสนาข้าราชการบริพารพากันแซ่ซ้องสรรเสริญในวีรกรรมอันอาจหาญของคามิน ท่าทีห่วงใยที่มัทนามีต่อคามินยิ่งทำให้เจ้าชายอิจฉา หึงหวง และหวาดระแวงว่าคามินจะแข่งดีแข่งเด่นเหนือเจ้าชาย ในช่วงจังหวะนี้เองที่พระมเหสีสาวิตรีค้นพบรูปถ่ายแรกเกิดของคามินโดยบังเอิญ มเหสีบอกนายพลวิฑูร นายพลวิฑูรจึงลากตัวโภคินมาทรมานรีดความจริงจนยอมเปิดปากว่าเด็กคนนั้นคือคามินโอรสของพระราชา นายพลฆ่าโภคินทิ้ง มเหสีตกใจมากที่เห็นความโหดเหี้ยมของนายพล แต่ต้องตกกระไดพลอยโจนร่วมมือเพื่อเจ้าชายจะได้ขึ้นครองราชย์ นายพลบอกเรื่องชาติกำเนิดของคามินให้เจ้าชายรู้ และเป่าหูว่าเจ้าชายจะตกกระป๋องหากความจริงนี้ถูกเผยออกมา เจ้าชายจึงร่วมมือกับนายพลวิฑูร สร้างสถานการณ์ใส่ร้ายคามินว่าลอบปลงประชนม์พระราชา คามินถูกจับขังคุก ราชาอินทราเสียพระทัยจนประชวร นายพลเร่งรัดให้มีการประหารคามิน ขณะที่คามินไม่ยอมเปิดปากชี้แจงอะไรเลยเพราะคิดว่าไม่มีตนเองทุกอย่างที่จะจบ
หฤทัยสำนึกบุญคุณที่องครักษ์คามินรับเป็นพ่อเด็ก และตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ยังมีน้ำใจช่วยดูแลหฤทัยอย่างดี จึงยอมร่วมมือกับมัทนาช่วยเหลือคามินหนีจากที่คุมขังจนสำเร็จ หนำซ้ำยังเอาตัวขวางการตามล่าของนายพลวิฑูรจนตัวเองแท้งลูก นายพลวิฑูรใช้วิกฤติเป็นโอกาสปล่อยข่าวว่าคามินคบชู้กับมัทนา ทำให้เจ้าชายยิ่งแค้นนำทหารออกตามล่าตัวคามินจนไปพบอยู่ในป่า เจ้าชายทำร้ายคามินโดยคามินไม่ยอมต่อสู้ มัทนาพยายามขอร้องเจ้าชายทำให้เจ้าชายยิ่งโกรธจะฆ่าคามินให้ได้ แต่เจ้าชายพลาดพลั้งเหยียบกับระเบิด คามินเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยถอดสลักระเบิดจนเจ้าชายรอดตาย แต่ตัวเองกลับโดนสะเก็ดระเบิด เมื่อควันจางลง คามินหายตัวไปอย่างลึกลับ ส่วนมัทนาที่สลบไปถูกเจ้าชายจับตัวกลับรายา และถูกกักบริเวณไม่ให้ไปไหน แต่มินตราช่วยมัทนาหนีกลับเมืองไทย ส่วนตัวเองก็อาศัยจังหวะที่เจ้าชายสับสน ยั่วยวนเจ้าชายจนได้เสียกับแบบลับ ๆ
ที่เมืองไทย มัทนาเฝ้าห่วงใยคามินโดยไม่รู้ว่าธรรมรัตน์เป็นผู้ส่งคนไปช่วยเหลือคามิน จนได้พบกับสินธรที่หลบอยู่ในป่าด้วย คามินขอให้สินธรอยู่ในรายาเพื่อคอยสืบข่าววิฑูร ธรรมรัตน์พาคามินไปเมืองไทยและส่งคามินไปรักษาอาการบาดเจ็บดวงตาในบ้านบนเกาะของแม่คามินซึ่งทิ้งไว้ให้ลูกก่อนตาย มัทนารู้ข่าวว่าเจ้าชายจะเดินทางมาปรับความเข้าใจกับธรรมรัตน์จึงได้หนีหน้าไปพักผ่อนบนเกาะและที่นั่นมัทนาก็ได้พบกับคามินอีกครั้ง แต่การพบกันครั้งนี้ถึงกับทำให้มัทนาเข่าอ่อนเพราะคามินกลายเป็นคนตาบอด สูญเสียการมองเห็นชั่วคราว มัทนาไม่กล้าบอกให้คามินรู้ตัว จึงแอบอยู่กับคามินในบ้านหลังเดียวกัน และโกหกว่าเป็นคนรับใช้ แต่ก็โดนคามินจับได้ในเวลาต่อมา ขณะที่นายพลเดินทางมาติดต่ออัคนีซึ่งอยู่เบื้องหลังมีซุ้มมือปืนรับจ้างฆ่าคน อัคนีตกลงรับงานทันทีเพราะแค้นคามินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อัคนีสืบรู้ที่ซ่อนของคามินจากมินตรา จึงพาลูกน้องบุกไปฆ่าคามิน คามินต่อสู้กับผู้ร้ายโดยมีมัทนาเป็นคนคอยบอกทิศทางเป็นดวงตาให้กับคามิน ในที่สุดทั้งคู่หนีรอดไปในป่าและได้พบกับหมอจีนช่วยฝังเข็มรักษาดวงตาของคามินจนกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง
ราชาอินทราเริ่มแข็งแรงขึ้นและต้องการพบคามิน นายพลจึงหลอกพาราชาอินทราไปเพื่อลอบปลงพระชนม์โดยให้อัคนีเป็นคนลงมือ คามินกับมัทนาตามช่วย แต่ราชาอินทราถูกยิงบาดเจ็บสาหัส ราชาบอกความจริงว่าคามินคือลูกก่อนที่จะสิ้นใจ คามินจึงคาดคั้นถามความจริงจากธรรมรัตน์
ย้อนกลับไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เจ้าชายอินทราเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในเมืองไทย พระองค์ได้รู้จักกับธรรมรัตน์และปรารถนา สาวงามชาวไทย ทั้งสามเป็นเพื่อนสนิทร่วมสถาบันเดียวกัน เจ้าชายตกหลุมรักปรารถนาและได้เสียกันจนปรารถนาตั้งท้องในช่วงที่สำเร็จการศึกษาพอดี เจ้าชายอินทราสัญญาว่าจะเดินทางกลับมารับปรารถนาไปเป็นมเหสี แต่เมื่อเดินทางไปแล้ว พระราชบิดาของเจ้าชายบังคับให้เจ้าชายอภิเษกกับมเหสีองค์ปัจจุบัน เวลานั้นเจ้าชายอินทราอ่อนแอไม่กล้าขัดคำสั่งพระราชบิดา จึงตัดการติดต่อกับปรารถนา ปรารถนาร่างกายอ่อนแอหลังคลอดลูกชาย จึงเสียชีวิตลง ธรรมรัตน์เลี้ยงดูลูกชายพระราชาอินทราจนอายุได้ 2 ขวบ พระราชาสำนึกผิดจึงส่งคนรับใช้คนสนิทมารับตัวลูกชายไปและตั้งชื่อให้ว่าคามิน
นายพลวิฑูรใส่ร้ายว่าคนที่ฆ่าพระราชาตายคือคามิน แต่มเหสีเชื่อว่าเป็นฝีมือของนายพล จึงรู้สึกสำนึกเสียใจที่หลงร่วมมือกับคนชั่ว ความที่กลัวว่าเจ้าชายจะรู้ว่าตนเองมีส่วนในการสิ้นพระชนม์ของราชาอินทราทำให้มเหสีเริ่มเก็บตัวอยู่คนเดียว ส่วนเจ้าชายแค้นคามินมากยอมร่วมมือกับนายพลกำจัดคามิน แลกกับการสนับสนุนให้เจ้าชายขึ้นครองราชย์ แต่มินตรานำจดหมายและรูปที่บอกชาติกำเนิดของคามินมาข่มขู่เจ้าชาย หากเจ้าชายไม่ต้องการให้ความลับนี้แพ่งพรายออกไปต้องแต่งตั้งตัวเองให้เป็นชายา นายพลแอบรู้ข้อตกลงนี้จึงหลอกใช้มินตรา โดยสัญญาว่าจะผลักดันมินตราขึ้นเป็นพระชายาแทนหฤทัย แต่ขอให้มินตราหาตัวคามินและมัทนาให้พบ หลังจากนั้นก็แต่งตั้งตัวเองเป็นผู้สำเร็จราชาการ เจ้าชายเริ่มอึดอัดที่กลายเป็นเพียงหุ่นเชิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
มินตราเดินทางกลับมาที่เมืองไทย หลอกล่อมาณวิกาจนกระทั้งรู้ที่ซ่อนมัทนาและคามิน จึงส่งข่าวให้อัคนีรู้ อัคนีตามล่าตัวคามินและมัทนาจนพบ แต่จับมัทนาไปได้คนเดียว เพราะมัทนาจงใจจะให้คามินหนีรอด มัทนาไม่ยอมเปิดปากบอกว่าคามินอยู่ที่ไหน จึงถูกอัคนีพาตัวไปรายาเพื่อรับรางวัลจากนายพล เจ้าชายดีใจมากที่พบมัทนา แต่มัทนากลับไม่ใยดีทำให้เจ้าชายแค้นมากจับมัทนาขังไว้บนหอคอย
คามินเสียใจมากที่มัทนาถูกจับตัว และแผ่นดินรายาก็กำลังตกอยู่ในมือของคนชั่ว จึงแอบลอบเข้าชายแดนรายาพร้อมกับเหมันต์ โดยมีธรรมรัตน์หนุนหลัง คามินพบว่านายพลส่งทหารออกรีดไถ่ชายบ้าน จึงปลอมตัวเข้าช่วยเหลือ จนเรื่องถึงหูนายพลว่ามีชายลึกลับคิดก่อกบฏ แต่ก็ตามจับตัวไม่ได้ ความหวาดระแวงว่าตนจะไม่ได้ครอบครองรายาทำให้นายพลวิฑูรหักหลังเจ้าชายคิดการกบฏ มินตรารู้ว่าโดนหลอกใช้จึงคิดหนี แต่ถูกนายพลข่มขืน และทำร้ายปางตาย ก่อนจะนำร่างของมินตราไปทิ้งไว้ในชายป่า
คามินและพวกเข้าช่วยมินตราไว้ได้และก่อนที่นายพลจะสังหารเจ้าชาย คามิน ธรรมรัตน์ เหมันต์ พากองกำลังอาสาที่ภักดีต่อคามินมารวมกับกองทหารในวังที่เจ้าชายแอบรวบรวมได้เข้าสู้รบกับฝ่ายกบฏและคนของอัคนีจนสามารถเอาชนะได้ อัคนีถูกจับ นายพลวิฑูรหนีไปที่หอคอยที่ขังมัทนา จังหวะที่นายพลจะฆ่ามัทนา หฤทัยเข้าขวางถูกพ่อทำร้ายบาดเจ็บ นายพลหนีการจับกุมจนพลัดตกหอคอยตาย
หลังเรื่องร้ายผ่านไป พระนางสาวิตรีสำนึกผิดจึงตั้งใจสถาปนาคามินขึ้นครองรายาแทนเจ้าชายมาคี เจ้าชายเองก็สนับสนุนเพราะตามสิทธิ์แล้ว คามินเป็นรัชทายาทลำดับที่หนึ่ง แต่คามินกลับหายตัวไปพร้อมหฤทัย เขียนจดหมายทิ้งไว้ขอสละตำแหน่งให้เจ้าชาย และอวยพรให้ครองคู่กับมัทนาอย่างมีความสุขเพราะรู้ว่าเจ้าชายรักมัทนา มัทนาแค้นมากตกลงจะอภิเษกกับเจ้าชาย ร้อนถึงมินตราที่สำนึกผิดแล้วต้องการตามหาตัวคามินจนพบว่าไปแอบอยู่ที่บ้านบนเกาะกับหฤทัยเพื่อหลีกทางให้เจ้าชายกับมัทนาได้สมหวัง มินตราจึงร่วมมือกับเจ้าชายและเหมันต์ทำแผนให้ทั้งคู่ได้คืนดีกัน
ณ ชายหาดขาวสะอาด และทะเลสีครามอันงดงามของเมืองไทย ภารกิจตามล่าหารักคนสองคนก็ปิดฉากลง พร้อมกับสองหัวใจที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
กลับมายังสมรภูมิทีวีเดือดกันอีกที ทีนี้ ผู้เขียนก็ขอจัดแบ่งกลุ่มดิวิชั่นของบรรดาผู้เล่นในวงการทีวีออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ก็แล้วกัน ตามประเภทของทฤษฏีน่านน้ำด้วย ดังนี้ 1.คือกลุ่มผู้เล่นในระบบเดิมหรืออนาล็อค ที่กำลังจะหมดเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน และก็จะต้องยกเลิกการออกอากาศในระบบเดิมนี้ไปโดยปริยายในระยะเวลาอันใกล้นี้ ของเดิมมีอยู่ 6 ช่อง ได้แก่ ช่อง 3,5,7,9,11 และไทยพีบีเอส ผู้เล่นในระบบเก่านี้ก็มีการผ่องถ่ายไปอยู่ในหมวดใหม่หรือดิวิชั่นใหม่ที่เรียกว่าดิจิตอลกันหมดเลย ก็เบาใจไปได้ว่า บรรดาสาวกหรือท่านผู้ชมที่เคยเป็นแฟนรายการของ 6 ช่องเก่านี้ ยังจะตามไปดูพวกเขาในคลื่นสัมปทานใหม่กันได้อีก ผู้เขียนขอเรียกบรรดาผู้เล่นในระบบเดิมนี้ว่าอยุ่ในน่านน้ำสีเทา ซึ่งความหมายก็คือน้ำเน่านั่นแหละ คือรูปแบบรายการคล้ายๆ กัน ข่าวและละคร ตลอดจนรายการเป็นแพทเทิร์นเดียวกันทั้งหมด ไม่มีช่องใดสามารถยกระดับตนเองขึ้นมาเป็นทีวีที่ได้มาตรฐานแบบสากลได้เลย ส่วนที่แตกต่างกันจริงๆ ก็คือหน้าตา และรูปโฉมเท่านั้น แต่เนื้อหาไม่ได้มีความผิดแผกแตกต่าง หรือมีช่องใดโดดเด่นจนสามารถเรียกได้ว่าเป็นโทรท้ศน์แห่งชาติได้เลยซักช่อง 2.คือกลุ่มผู้เล่นในระบบใหม่หรือที่เรียกว่าทีวีดิจิตอล ที่เพิ่งผ่านการประมูลแย่งซื้อสิทธิ์กันมานั่นเอง มีจำนวนรวมถึง 48 ช่อง แยกเป็น 4 หมวดนั่นแหละ คือช่องรายการข่าว,ช่องรายการเด็กและครอบครัว,ช่องวาไรตี้แบบมาตรฐานหรือ SD,ช่องวาไรตี้แบบคมชัดเป็นพิเศษหรือ HD ผู้เขียนมีความงุนงงและสงสัย ตลอดจนสับสนกับการแบ่งประเภทกลุ่มของช่องเหล่านี้เสียเหลือเกิน ที่มันยังไม่ครอบคลุมและให้น้ำหนักได้ไม่ทัดเทียมกันเลย ส่วนใหญ่หนักไปทางบันเทิง และในบรรดาที่แบ่งกลุ่มกันอยู่นี้ก็มีบางกลุ่มมีรูปแบบรายการที่เหมือนหรือทับซ้อนกัน จนแยกแยะคาแร็กเตอร์ของช่องได้ไม่ถูก ดูมันสับสนปนเป และคล้ายกันไปหมด สุดท้ายแล้วทุกช่องก็มีรายการข่าว ละคร ซีรี่ย์ เพลง เกมส์โชว์ วาไรตี้ทอล์คโชว์เหมือนกันไปหมด ผู้เขียนขอเรียกผู้เล่นในกลุ่มหรือหมวดดิจิตอลเหล่านี้ว่าอยู่ในน่านน้ำสีแดง เพราะเหตุที่มันมีรายการคล้ายๆกัน และหากไม่สามารถสร้างคาแร็กเตอร์ของช่องตนให้เห็นเด่นชัด และมีจุดแข็งจุดขายที่เหนือกว่าช่องอื่น คนดูย่อมเปลี่ยนช่องไปมา คุณจะรักษาฐานคนดูในช่องของคุณได้อย่างไร แล้วเม็ดเงินโฆษณาที่มีอยู่ก้อนเดียว ก้อนเดิมๆ ก็ย่อมไปลงในช่องที่มีเรตติ้งสูงสุด เพียงช่องเดียว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยังคิดอยู่เลยว่าบรรดาผู้เล่นในระบบทีวีดิจิตอลนี้ จะอยู่ยืนยาว และสร้างผลกำไรให้ช่องตัวเองอยู่รอดในสมรภูมินี้ไปได้ตลอดรอดฝั่งได้อย่างไร ในเมื่อตัวเลือกมันมีมากขึ้นกว่าสมัยก่อนเยอะเลย และพฤติกรรมของคนยุคนี้ก็เปลี่ยนไป ไม่ได้นั่งดูทีวีมันตลอดทั้งวันเหมือนเมื่อก่อน รายการที่คนจะติด นั่งดูประจำก็มีเพียงข่าว ละคร ซีรี่ย์ และเรียลลิตี้โชว์เท่านั้น จะใช้กลยุทธ์ สร้างกระแส เรียกเรตติ้งกันอย่างไร นี่เป็นคำถามท้าทายผู้บริหารทุกช่องทีเดียว 3.คือกลุ่มทีวีบอกรับสมาชิก จริงๆ ระบบนี้มีมานานแล้ว เช่น เครือข่ายบอกรับสมาชิกของทรูวิชั่น ซีทีเอช จีเอ็มเอ็มแซด เจริญเคเบิ้ล และอื่นๆ เป็นต้น กลุ่มผู้บริโภคหรือสมาชิกเหล่านี้นับว่าเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในแง่กำลังซื้อสูง และมีฐานรายได้ดี ซึ่งจะเรียกว่าเป็นนิชมาร์เก็ตก็ได้ ไม่ใช่แมสแบบฟรีทูแอร์หรือตลาดฟรีทีวี ดังนั้น กลุ่มผู้เล่นในกลุ่มนี้ เขาอยู่ได้ด้วยเงินค่าสมาชิก และเงินค่าโฆษณาสินค้าบางประเภทที่ต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีอำนาจซื้อสูง กลุ่มนี้ผู้เขียนขอเรียกว่าเป็นผู้เล่นในน่านน้ำสีน้ำเงิน ที่แม้ว่าจะมีการแข่งขันกันอยู่บ้าง แต่บรรดาผู้เล่นแต่ละรายจะมีจุดแข็งและจุดเด่นเป็นของตนเอง ไม่เหมือนกัน แต่ก็ต้องถือว่าในบ้านเรานั้นนับว่าแปลก เพราะผู้เล่นในกลุ่มนี้ ก็กระโดดลงไปแข่งกันเองด้วยในน่านน้ำสีแดง นั่นคือสมรภูมิดิจิตอล ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากคอนเท้นต์ร่วมกัน ดึงฐานลูกค้ากลุ่มแมสให้มาอยู่ในระบบบอกรับสมาชิก แต่ก็อย่าลืมว่าลูกค้าในระบบบอกรับสมาชิกอาจเปลี่ยนใจออกมาอยู่ในกลุ่มแมสก็เป็นได้ เกิดการโลเทจลูกค้ากันไปมา เช่น ตัวผู้เขียนเองก็ดูทีวีมันทั้ง 3 ระบบนี้ เพราะว่าคอนเท้นต์บางอย่างมีอยู่ในระบบใดระบบหนึ่ง แต่ตาคนเรามีเพียง 2 ลูกตา และเวลาในหนึ่งช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง คนเราจะจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เพียงอย่างเดียว คงไม่มีใครที่เปิดจอทีวีหลายๆ จอ หลายๆ ช่องในเวลาเดียวกัน แล้วสามารถแยกประสาทได้ว่า คุณกำลังดูอะไรอยู่ แล้วดูรู้เรื่องด้วยหรือเปล่า สมาธิคนเราจดจ่ออยู่ได้เพียง 1-2 สิ่งเท่านั้น ดังนั้น ในขณะที่เราเปิดทีวีช่องหนึ่งดู นั่นย่อมหมายความว่า เราจะไม่ได้รับชมรายการดีๆ ของอีกช่อง หรือหลายๆ ช่องที่ออกอากาศออนแอร์อยู่ในเวลาเดียวกัน ทำให้ธรรมชาติของคนจะเลือกดูสิ่งที่ตนเองชอบที่สุด ในขณะเวลานั้นเพียงเท่านั้น และหากรายการเนื้อหาของช่องนั้นดีต่อเนื่อง รีโมตก็จะไม่ทำงาน หรือเปลี่ยนช่องไปไหน นั่นคือสิ่งที่ทำให้ผู้ชมติดดูอยู่กับช่องใดช่องหนึ่งจนเป็นแฟนคลับประจำ สิ่งนี้แหละคือแรงดึงดูดที่ผู้เล่นหรือบรรดาช่องต่างๆ ต้องพยายามแก่งแย่งฐานคนดูมาอยู่กับช่องของตนเองให้ได้มากที่สุด และนานที่สุด อาจไม่ใช่ทั้งวันหรือทุกวัน แต่ก็ต้องเป็นช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง จึงจะสามารถสร้างเรตติ้งสูงสุดได้
สมรภูมิทีวีในระบบอนาล็อก
ยกเว้นช่อง 3 เพียงช่องเดียว นอกนั้นทุกช่องที่เหลือ 5,7,9,11 และไทยพีบีเอส ได้นำรายการหรือคอนเท้นต์ทุกอย่างที่อยู่ในระบบอนาล็อกไปออกอากาศบนระบบดิจิตอล เป็นแบบคอนเท็นต์เดียวกันเหมือนกัน ถามว่าทำไมช่อง 3 จึงเป็นเพียงช่องเดียวที่ไม่นำรายการหรือคอนเท้นต์ที่อยู่บนระบบอนาล็อคไปออนบนระบบดิจิตอลด้วย ผู้เขียนคิดว่าคงเป็นเพราะทั้งฐานคนดู ฐานลูกค้าโฆษณายังไม่พร้อมจะตามไปอยู่บนระบบดิจิตอล หรือถ้าไปคงจะตามไปไม่หมด ซึ่งตรงนี้ทำให้ช่อง 3 คิดหนัก เพราะความที่ช่อง 3 นั้นหวงทั้งผลประโยชน์และเรตติ้งของตนที่มีอยู่เดิม เพราะในน่านน้ำสีเทา ตนเองครองความเป็นเบอร์ 1 อยู่ หากต้องกระโดดลงไปในน่านน้ำสีแดงก็ต้องไปแชร์หรือแก่งแย่งกับผู้เล่นอีกจำนวนมาก ผลประโยชน์และเรตติ้งอาจไม่เป็นไปตามที่ตนเองเคยได้ อยู่ตรงนี้ยังครองความเป็นเบอร์หนึ่งอยู่ ย่อมต้องรักษาเอาไว้ก่อน อีกทั้งในเมื่อสัญญาสัมปทานในระบบอนาล็อคยังมีอยู่ต่ออีกหลายปี จะรีบไปทำไม ช่อง 3 จึงฉวยประโยชน์จากช่องว่างตรงนี้เอาไว้ก่อน ยังไม่ยอมยกทั้งกระบิไปอยู่บนแพล็ตฟอร์มของดิจิตอล แต่ในขณะที่ช่องใหม่ๆ ที่ช่อง 3 ประมูลได้อีก 3 ช่อง กลับเลือกที่จะไปสร้างรายการใหม่ ทีมข่าวใหม่ ละครเรื่องใหม่ ซีรี่ย์ใหม่ซื้อเอามาลง หรือที่เคยดองไว้เอามาลง หรือเคยฉายแล้วในระบบอนาล็อคเอามารีรันฉายใหม่ และสร้างจุดเด่นในแต่ละช่องให้แตกต่างกัน เพื่อสร้างฐานคนดูในแต่ละช่อง และหารายได้ในแต่ละช่องเพื่อให้สามารถอยู่ได้ในระบบใหม่
สมรภูมิทีวีในระบบดิจิตอล
ผู้เขียนขอพูดถึงเพียง 24 ช่องใน 48 ช่อง เนื่องจากมีการทดลองออกอากาศไปก่อนแล้ว และแพร่ภาพให้ดูกันอยู่ในขณะนี้ ในขณะที่อีก 24 ช่องที่เหลือยังอยู่ระหว่างเตรียมการและยังแพร่ภาพไม่ครบทุกช่อง
ในจำนวน 24 ช่องนั้น ก็ขอแบ่งเป็นกลุ่มช่องข่าว กับกลุ่มวาไรตี้เท่านั้น ส่วนจะชัดหรือไม่ชัดกว่ากัน อย่างไรนั้น ผู้เขียนไม่ค่อยได้ใส่ใจตรงจุดนี้เท่าไหร่ เพราะเลือกดูที่เนื้อหา ประเด็น และรูปแบบการนำเสนอเท่านั้น ส่วนช่องใดจะมีความคมชัดจนบาดทะลุลูกตาเพียงใดก็ตาม หากสิ่งที่อยู่บนจอนั้นเป็นละครน้ำเน่าก็จะไม่ดู หรือเป็นเกมส์โชว์ไร้สาระ ไร้รสนิยม ที่ไม่มีคุณค่าอะไร ความชัดก็ไม่ได้ช่วยให้อยากดู กลายเป็นว่า การมาของทีวีดิจิตอลนั้นได้มาเติมเต็มสิ่งที่คนดู คนไทยยังขาดอยู่ และที่ผ่านมาทีวีระบบเก่าหรืออนาล็อกไม่ค่อยให้คุณค่าหรือให้เวลาน้อย แต่พอมาเป็นระบบทีวีดิจิตอลสิ่งเหล่านี้กลับเข้ามาเป็นสีสันใหม่ เป็นความหลากหลาย เป็นตัวเลือกที่ดี และมาในเวลาที่คนดู คนไทยโหยหา หรือถึงเวลาแล้วที่ฉันควรจะได้ดู จะรอให้ถึงชาติหน้าเลยหรือไง เมื่อไหร่จะเอามาฉาย สิ่งเหล่านั้นที่กล่าวมาผู้เขียนกำลังจะบอกว่า สิ่งที่คนดู คนไทย อยากจะได้จากทีวีเมืองไทย ก็เพียงแค่ รายการข่าวที่มีผู้ประกาศมานั่งอ่านข่าว ให้ได้ข้อเท็จจริง ครบทุกแง่มุม รอบด้าน บางประเด็นต้องการรู้ในระดับเจาะลึก บางเรื่องก็ไม่อยากรู้ในระดับลึก ไม่จำเป็นต้องเจาะลึกมาให้ทราบก็ได้ แง่มุมที่มันขบขัน โอละพ่อ ความคิดเห็น ความขัดแย้ง วิวาทะ อะไรต่างๆ ขอให้ไปนำเสนอในรายการวิเคราะห์ข่าวหรือสนทนาถกประเด็นแยกออกไป อย่าปนเป ต้องการดูภาพยนตร์หรือซีรี่ย์ต่างประเทศดีๆ ละครไทยที่ชี้นำสังคม ชี้ประเด็นทางสังคมในมุมอื่นบ้าง ไม่ใช่เพียงแค่ รักๆ ใคร่ๆ ตบตีแย่งสามีชาวบ้าน ชิงรักหักสวาท เพลาๆ ลงบ้าง รายการสารคดี ปกิณกะดีๆ เกมส์โขว์ เรียลลิตี้โชว์ดีๆ แค่นี้เอง ซึ่งทีวีดิจิตอลมาตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ให้ได้ดีกว่าระบบอนาล็อกเดิมๆ ยิ่งขึ้น หากผุ้เขียนจะจาระไนละเอียดทั้ง 24 ช่องคงจะไม่ไหว เลือกที่เด่นๆ มาพูดถึงจะดีกว่า และเอาเข้าจริงๆ ก็ดูยังไม่ครบทุกช่อง หรือทุกช่วงเวลาซักเท่าไร ขอยกมาที่เด่นๆ ดังนี้
ช่อง Workpoint TV ได้ข่าวว่า รายการข่าวช่วงเช้าของช่องนี้สามารถเอาชนะรายการข่าวเช้าของช่อง 7 ได้ในฐานคนดูระบบดาวเทียมทั่วประเทศ ซึ่งถ้าถามผู้เขียนเรื่องเรตติ้งไม่ว่าจะเรตติ้งของละครหรือเรตติ้งรายการข่าว ช่องใดจะสูงกว่าช่องใด มันไม่ใช่สาระสำคัญที่จะนำมาเป็นปัจจัยในการเลือกที่จะดูรายการนั้นของผู้เขียนเลย ผู้เขียนไม่สนใจเรื่องเรตติ้ง เพราะไม่ใช่เจ้าของสินค้าที่จะต้องตัดสินใจลงโฆษณาช่องใด จึงจะพิจารณาเรื่องเรตติ้งของช่อง หรือช่วงเวลา ผู้เขียนพิจารณาในฐานะเป็นประชาชนคนดูคนหนึ่ง สิงที่จะเป็นปัจจัยพิจารณาจริงๆ ก็คือเนื้อหาสาระ ประเด็น และรูปแบบการนำเสนอจริงๆ ถ้าเป็นละครหรือภาพยนตร์ก็จะดูที่บทและการแสดง หรือการออกแบบงานสร้าง รายการของช่องนี้ เอาเข้าจริงๆ รายการที่ผลิตโดยช่องของเขาเอง ผู้เขียนกลับไม่ได้สนใจดูเลย แต่ชอบที่จะดูซีรี่ย์จีนและเกาหลีที่ช่องเขาเอามาฉายมากกว่า น่าสนใจหลายเรื่อง
ช่อง 3 Family เด่นตรงนำการ์ตูนเด่นๆ ของช่องมาออกอากาศใหม่ให้ดูในช่วงเย็น เช่น เชลด้อน ปังปอนด์ เบิร์ดแลนด์ , ช่อง 3 HD เด่นตรงนำซีรี่ย์จีน เกาหลี แนวดราม่า อัตชีวประวัติมาฉายเย็นยันดึกแบบยาวต่อเนื่อง ดูกันตาแฉะไปข้าง (ดีจัง ไม่ต้องไปถ่างตาดูช่วงตี 2-4 อีกแล้ว) ช่อง 3 SD ก็มีซีรี่ย์จีนช่วงหัวค่ำ นอกนั้นเป็นละคร เกมส์โชว์ ทอล์คโชว์ ฯลฯ
ช่อง ONE เด่นตรงนำซิทคอมเก่าๆ,ละครเก่าของเอ็กซ์แซ็กท์มาฉายซ้ำ, ละครซีรี่ย์คลับฟรายเดย์ของเอไทม์, ซีรี่ย์วัยรุ่นฮอร์โมนส์และเรื่องอื่นๆของจีทีเอช ,เรียลลิตี้โชว์ต่างๆ ,คอนเสิร์ตศิลปินแกรมมี่ ,รายการเด่นๆ ช่วงบุกเบิกก็ยังอยู่ เช่น โตแล้วไปไหน , food prince ,The Naked Show โทรทัศน์, ส่วนช่อง Big ดูเหมือนผังรายการยังไม่ลงตัว จะเห็นว่าจะนำรายการเด่นๆ จากช่องเครือข่ายของแกรมมี่ ในระบบดาวเทียมมาลงในช่อง BIG
ช่อง Mono 29 เด่นตรงซีรี่ย์จีน,ซีรี่ย์อเมริกาดังๆ,ภาพยนตร์เกาหลี,ไทย
ช่อง ไทยรัฐทีวี เด่นตรงช่วงรายการข่าวนั่นแหละ โดยเฉพาะผู้ประกาศข่าวชายและหญิง ซึ่งถือว่าเด่นมาก ส่วนรายการปกิณกะต่างๆ ในช่องของเขา ยังไม่มีรายการใดที่ผู้เขียนสนใจและได้ชมอย่างจริงจังซักเท่าไหร่ แต่พยายามจะคอยส่องดูว่ามีรายการไหนน่าสนใจต่อไป
ช่อง PPTV,Amarin,Bright ผู้เขียนจะส่องเฉพาะซีรี่ย์เกาหลี กับซีรี่ย์อเมริกา แต่ 3 ช่องนี้ ผู้เขียนรู้สึกถึงความแปลกใหม่ในรูปแบบการนำเสนอ คือมีความครีเอท ความคิดสร้างสรรค์อะไรให้เห็นบ้าง
ช่อง new tv เด่น เป็นช่องเดียวที่นำเสนอสารคดี ปกิณกะคดี สกู๊ปข่าวที่เจาะลึก ดูคล้ายเป็น discovery channel เมืองไทย ชอบมากเลย ดูจะเป็นช่องเด่นสุดใน 24 ช่องเลย แต่ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีการปรับรูปแบบรายการในช่องใหม่หรือเปล่า อยากให้คงคาแร็กเตอร์ของช่องเอาไว้ สมกับชื่อที่ว่า new tv
ช่องข่าว ใน 24 ช่อง ผู้เขียนขอยกให้ now 26 ก็แล้วกัน ช่วงดึกนำซีรี่ยอเมริกามาฉายก็นับว่าน่าสนใจ ส่วนทั้งวันก็เป็นข่าวเชิงเศรษฐกิจ ธุรกิจ และประเด็น เหตุการณ์ สถานการณ์ปัจจุบัน สด ใหม่ดี
ช่อง THV กับ LOCA เด่นตรงมีละครแนววัยรุ่น ซีรี่ย์เกาหลี เพลงเกาหลี แต่บางช่วงรายการของ 2 ช่องนี้คล้ายกันเลย ไม่รู้ว่าคาแร็กเตอร์แตกต่างกันอย่างไร
ช่อง Springnews TV,Voice TV,TNN 24,True 4U,ช่อง 8 ผู้เขียนยังไม่มีโอกาสได้ดูซักเท่าไหร่ เลยไม่ทราบว่ามีรายการเด่นๆ อะไรบ้าง ต้องขออภัย
ส่วนช่อง 5,7,9,11(ยังไม่แพร่ภาพ),ไทยพีบีเอส รายการเหมือนในระบบอนาล็อก ซึ่งหลายรายการผู้เขียนก็ยังดูอยู่ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรใหม่ที่น่าสนใจ
ผู้เขียนคาดหวังกับรายการละครหลังข่าวของทุกช่อง ในเรื่องการพัฒนาพล็อตให้มีเนื้อหา ประเด็นที่หลากหลาย บทโทรทัศน์ที่แหลมคม การออกแบบงานสร้างที่ดีขึ้น การแสดงของนักแสดงรุ่นใหม่ การพัฒนาบทประพันธ์ใหม่ๆ การรีเมคละครเก่า ควรนำไปฉายเฉพาะช่วงเย็นหรือนอกเวลาไพรม์ไทม์ เพื่อให้เกิดการแข่งขันพัฒนาบทประพันธ์ใหม่ พล็อตเรื่องใหม่ๆ และเป็นการพัฒนาวงการอุตสาหกรรมละครหรือซีรี่ย์ของบ้านเราด้วย
ตัวอย่างผังรายการของช่องทีวีดิจิตอลบางช่อง
สงครามละครหลังข่าวร้อนระอุ เมื่อช่อง 3 ส่งซีรี่ย์สร้างจากนวนิยายเรื่องดังชุด The Raising Sun นำแสดงโดยนักแสดงแม่เหล็กแถวหน้าลงจอเร็วๆนี้ ส่วนช่อง 7 สี อาจตัดสินใจส่งละครฟอร์มยักษ์เข้าท้าชน นั่นคือ "ล่ารักสุดขอบฟ้า" นำแสดงโดยดาราแถวหน้าของช่อง 7 สี ส่วนช่อง 5 ช่องทางเลือกของคนดู ลุ้น เอ็กซ์แซ็กท์อาจส่งละครรีเมคชื่อดังของช่อง เรื่อง "เสือ" เข้าท้าชิง งานนี้เป็นกำไรของคนดู หรือวิบากกรรมของรีโมตทีวี
รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน ละครฟอร์มยักษ์ ของ ช่อง3
ละครรอยรักหักเหลี่ยมตะวัน ผลิตโดย : ค่าย เมคเกอร์วาย
ละครรอยรักหักเหลี่ยมตะวัน ดำเนินงานโดย : ยศสินี ณ นคร
ละครรอยรักหักเหลี่ยมตะวัน เตรียมออกอากาศให้ชม เร็วๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3
เรื่องย่อ แบ่งตามชื่อตอนในแต่ละภาค
รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
เรื่องราวของ "ทาเคชิ" บุตรชายคนเล็กผู้สืบทอดตำแหน่งโอะยะบุนแทนบิดา ของกลุ่มยากูซ่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองโยโกฮาม่า แอบหลงรัก "แพรวดาว"นักเรียนทุนชาวไทย ทั้งที่เขามี "ไอโกะ" หญิงสาวที่ผู้ใหญ่จัดการหมั้นหมายไว้ให้ตั้งแต่เด็ก ด้วยเหตุผลในการสืบทอดอำนาจและธุรกิจ แต่แล้ว...ผลจากการที่ทาเคชิประกาศขอชำระแค้นกับศัตรูคู่แข่ง ก็ทำให้แพรวดาวกลายเป็น "หมาก" ของเกมการห้ำหั่นระหว่างยากูซ่าสองกลุ่มที่กำลังแย่งชิงความเป็นใหญ่ เพราะฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ว่า เธอคือดวงใจของเขา! ในเวลาเดียวกันเธอก็กลายเป็น "เหยื่อ" ที่ไอโกะต้องการตัวมาบูชายัญรักฝังแค้นของเธอ! ความรักของทาเคชิและแพรวดาวที่ต้องอยู่ท่ามกลางความแค้นของคนอื่นๆ จะดำเนินต่อไปอย่างไร?
รอยฝันตะวันเดือด
"ริว โอะนิซึกะ" เป็นผู้ชายที่ไม่ไยดีกับความรัก เขาจึงไม่เคยสานความสัมพันธ์กับ "มายูมิ" หญิงสาวที่ลุงหมายตาไว้ให้ แต่ลับหลัง เขากลับแอบติดตามข่าวคราวของเธออยู่เงียบๆ เวลาเจ็ดปีที่ผ่านไป ชายหนุ่มตระหนักว่า หัวใจของเขาอยู่ที่มายูมิคนเดียว หากหญิงสาวเข้าใจตลอดมาว่าริวไม่เคยมีเยื่อใยให้ เธอจึงปฏิเสธหนักแน่นเมื่อริวขอแต่งงาน! มีหรือที่ยากูซ่าหนุ่มอย่างริวจะยอมให้เธอมาลบเหลี่ยม โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าคู่แข่งเป็นนายตำรวจทรงอิทธิพล เขาจึงต้องประกาศให้โลกรู้ว่า เธอคือผู้หญิงของเขาเท่านั้น! ขณะเดียวกัน ปัญหาระหว่างกลุ่มโกะคุโดที่คิดว่าจบสิ้นไปแล้ว กลับคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ฝ่ายตรงข้ามหมายจะกำจัดริวให้สิ้นซากเลยทีเดียว บททดสอบหนักหนาที่ต้องฟันฝ่า ทั้งศึกรบและศึกรักของริวจะลงเอยเช่นไร?
สายเลือดแดนตะวัน
"ริว โอะนิซึกะ" โอะยะบุนแห่งโอะนิซึกะกุมิผู้ยิ่งใหญ่ สร้างเรื่องว่า "พ่อเลี้ยงตะวัน" หรือ "ทาเคชิ" โกงเงินไปจากบริษัทเป็นจำนวนเงินมหาศาล "ทัตสึโอะ"ผู้เป็นลูกชายจึงกอบกู้ศักดิ์ศรีที่ถูกหยาม โดยการจับตัว "พราวตะวัน" ลูกสาวของทาเคชิมากักตัวไว้ในเรือยอชต์เพื่อเรียกค่าไถ่! ริวซึ่งกลัวแผนจะล้มเหลว จึงส่ง "ฮิโรมิ" บุตรสาวคนรองตามประกบ "ภาสกานต์" ที่กำลังตามหาพราวตะวันน้องสาว เพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยให้พี่ชาย แผนการอลหม่านเหมือนโปลิศจับขโมยนั้น ทำให้ทุกคนหัวปั่นโดยไม่รู้ตัวว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแผนจับคู่! ซึ่งถ้าสำเร็จ ทัตสึโอะจะได้สืบทอดตำแหน่งโอะยะบุนโดยชอบธรรม แต่ถ้าล้มเหลว โทษทัณฑ์ที่ริวจะได้รับคือคว้านท้องสถานเดียว!
เรื่องย่อโดยสังเขปแบบรวม รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
ทาเคชิ โอะนิซึกะ บุตรชายคนเล็กของโกะคุโด (ยากุซ่า) ที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเมืองโยโกฮาม่า เขาแอบหลงรักแพรวดาว นักเรียนทุนสาวชาวไทย ได้แต่เฝ้าติดตามคอยมองเธอโดยที่ไม่อาจจะแสดงตัวได้ เพราะเขามีพันธะอยู่กับไอโกะ ลูกสาวของโกะคุโดอีกกลุ่มหนึ่งที่พ่อของเขาหมั้นหมายให้ตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยเหตุผลในการสร้างพันธมิตรและร่วมมือกันด้านธุรกิจ แต่เมื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น พ่อ แม่ พี่ชายและพี่สะใภ้ถูกลอบฆ่า ทาเคชิจึงต้องขึ้นรับตำแหน่งโอะยะบุนแทนบิดา เขาประกาศขอล้างแค้นให้กับพ่อแม่เสียก่อนจึงค่อยคิดเรื่องแต่งงานกับไอโกะ เรื่องนี้ทำให้ไอโกะเสียใจมาก และยิ่งมารู้ว่าผู้หญิงที่ทาเคชิรักไม่ใช่เธอ แต่กลับเป็นหญิงต่างชาติคนหนึ่ง ยิ่งทำให้ไอโกะแค้นใจจนตัดสินใจทำเรื่องที่ร้ายแรงขึ้นมา เพื่อที่หวังจะกำจัดแพรวดาวออกไปจากชีวิตของทาเคชิ แต่เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นดังที่ไอโกะหวัง เรื่องร้ายแรงนั้นกลับทำให้แพรวดาวและทาเคชิใกล้ชิดกันมากขึ้น และก็ยังทำให้ทุก ๆ คนรวมทั้งศัตรูของเขาได้รู้ว่าหญิงสาวชาวไทยผู้นี้คือยอดดวงใจของโอะยะบุนหนุ่ม และนั่นก็หมายความว่าแพรวดาวต้องตกอยู่ในอันตรายจากฝ่ายตรงข้ามกับทาเคชินั่นเอง แพรวดาว สาวน้อยชาวไทยที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนต่อที่ญี่ปุ่น เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าตัวเองต้องมาอยู่ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจของเหล่ายากุซ่าที่เหี้ยมโหดเหล่านี้ และยิ่งไม่คิดไปอีกว่า เธอจะต้องมาตกหลุมรักหัวหน้ากลุ่มโกะคุโดผู้ยิ่งใหญ่ แต่วิถีแห่งโกะคุโดนี้ เป็นสิ่งที่เธอไม่อาจจะทำตามได้ ถึงแม้ว่าหัวใจจะอยู่กับเขา แต่ชีวิตนั้นไม่อาจจะอยู่ได้ เธอจึงเลือกที่จะจากไป แล้วทาเคชิจะทำเช่นไร ในเมื่อชีวิตของเขามอบให้กับหน้าที่ที่มีต่อตระกูล แต่หัวใจของเขาอยู่กับแพรวดาว เขาจะเลือกอะไรระหว่างหน้าที่และหัวใจ แล้วแพรวดาวล่ะ เธอจะสามารถพรากจากหัวใจของเธอได้จริง ๆ หรือ
รายชื่อนักแสดง ละคร รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
มาริโอ้ เมาเร่อ รับบท ทาเคชิ โอนิซึกะ ใน ละคร รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
ณฐพร เตมีรักษ์ รับบท แพรวดาว (เซโกะ) ใน ละคร รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
ณปภา ตันตระกูล รับบท ไอโกะ มิซาว่า ใน ละคร รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
สุริยนต์ อรุณวัฒนกูล รับบท เคนอิจิ ซาโต้ ใน ละคร รอยรักหักเหลี่ยมตะวัน
"ล่ารักสุดขอบฟ้า" ละครฟอร์มยักษ์ ช่อง 7 สี
ล่ารักสุดขอบฟ้า ละครล่ารักสุดขอบฟ้า ละครช่อง7
ละครล่ารักสุดขอบฟ้า บทประพันธ์โดย : คนหลังม่าน
ละครล่ารักสุดขอบฟ้า บทโทรทัศน์โดย : ละลิตา ฉันทศาสตร์โกศล
ละครล่ารักสุดขอบฟ้า กำกับการแสดงโดย : ธีระศักดิ์ พรหมเงิน
ละครล่ารักสุดขอบฟ้า ผลิตโดย : บริษัท มุมใหม่ จำกัด
ละครล่ารักสุดขอบฟ้า เตรียมออกอากาศให้ชมกันเร็ว ๆ นี้ ทางช่อง 7 สี
เรื่องย่อ
การคัดตัวราชองครักษ์ประจำปีของประเทศรายา ประเทศที่มีขนาดเล็กตั้งอยู่ในทวีปชียใต้ใกล้กับประเทศอินเดียและจีนกำลังเริ่มขึ้น ตามธรรมเนียม องค์รัชทายาทจะต้องทรงเข้าร่วมประลองในรอบสุดท้ายเพื่อวัดฝีมือกับผู้ใด้รับการคัดเลือกด้วยตนเอง ซึ่งการประลองก็เป็นไปอย่างราบรื่น องค์รัชทายาทภายใต้ชุดเกราะและหน้ากากสามารถเอาชนะได้อย่างสวยงาม ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องของผู้เข้าชมการแข่งขัน มีเพียง องค์ราชาอินทรา เท่านั้นที่ทรงทราบว่าแท้จริงผู้เข้าประลองคือ คามิน องครักษ์หนุ่ม ผู้ที่ทรงให้ความใว้วางใจให้ถวายการดูแล เจ้าชายมาคี รัชทายาทผู้ซึ่งต้องสืบต่อราชบัลลังก์จากนี้ในไม่ช้า
หน้าที่ของคามิน นอกจากคุ้มครองเจ้าชาย ยังต้องเป็นตัวแทนเจ้าชายไปทำราชกิจต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากองค์ราชา โดยมี สินธร ทหารองครักษ์คู่ใจที่จงรักภักดีต่อราชบัลลังก์และศรัทธาคามินอย่างที่สุดเป็นมือขวา คามินเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่เคยมีผู้ใดรู้ประวัติที่แน่ชัด บ้างก็วาพ่อแม่ของคามินเป็นมหาดเล็กของพระราชาอินทรา และเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตระหว่างตามเสด็จไปเยี่ยมราษฎร บ้างก็ว่าแม่ของคามินเป็นนางรำท้องลูกไม่มีพ่อ จึงฆ่าตัวตายหนีความอับอายและทิ้งลูกไว้ ซึ่งคามินไม่เคยสนใจที่จะสืบหาประวัติตัวเอง เพราะมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่จะถวายชีวิตเพื่อความจงรักภักดีต่อราชาอินทรา ที่ได้ชุบเลี้ยงมาแต่เยาว์วัย
ราชาอินทราทรงหนักใจกับเจ้าชายมาคีซึ่งมีอุปนิสัยไม่เอาถ่าน ไม่ยอมสนใจศึกษางานราชกิจใด ๆ คามินแทบจะต้องทำงานแทนทุกอย่าง แม้แต่เวลาที่มาคีไปมีสัมพันธ์กับสาว ๆ คามินก็ต้องตามไปแก้ปัญหาให้ จนถูกสาวพวกนั้นตามตื้อซะเอง กว่าจะสลัดหลุดไปได้ คามินก็ต้องแกล้งทำเป็นเกย์ ที่สำคัญ นายพลวิฑูร ผู้กุมอำนาจใหญ่ในวังก็คิดจะรวบอำนาจทางอ้อมด้วยการยก หฤทัย บุตรสาวให้เป็นชายาของเจ้าชายมาคี โดยมี พระนางสาวิตรี มะเหสีของพระราชาให้การหนุนหลัง เนื่องจากทรงเป็นญาติกับนายพลวิฑูร พระนางสาวิตรีเองก็ไม่ค่อยชอบคามินนัก เพราะขณะที่เจ้าชายเป็นคนหยิบหย่งไม่เอาไหน แต่คามินกลับมีความสามารถทั้งบู๊และบุ๋น อบอุ่น มีวาทศิลป์ จนกลายเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านและคนรอบข้าง รวมทั้งราชาอินทราที่ทรงรักคามินเหมือนโอรสของพระองค์
เพื่อคานอำนาจของนายพล ราชาอินทราตัดสินใจหาทางออกด้วยการให้เจ้าชายมาคีอภิเษกกับหญิงต่างแดน และผู้หญิงที่เหมาะสมผู้นั้นก็คือ มัทนา สาวชาวไทยที่พระราชาได้แอบหมั้นหมายไว้กับ ธรรมรัตน์ บิดาของมัทนานั้นเอง ธรรมรัตน์เป็นพระสหายสนิทของพระราชาตั้งแต่สมัยที่พระองค์มาศึกษาร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของเมืองไทยและที่สำคัญที่สุด ธรรมรัตน์เป็นผู้กุมความลับของพระราชา และชาติกำเนิดที่แท้จริงขององครักษ์คามินมาตลอด 26 ปี
นายพลวิฑูรและพระมเหสีสาวิตรีก็พากันคัดค้านเรื่องการเลือกสาวไทยมาเป็นพระชายา แต่ราชาอินทราให้เหตุหผลว่าประเทศรายาอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร การผูกสัมพันธ์กับนักธุรกิจระดับเจ้าของนิคมอุตสาหกรรมอย่างธรรมรัตน์ จะสามารถนำวิทยาการที่ทันสมัยเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ราชสภาต่างพากันสนับสนุน ทำให้นายพลวิฑูรยอมล่าถอย ราชาอินทราจึงมีคำสั่งให้องครักษ์คามินเดินทางไปเมืองไทย ธรรมรัตน์พ่อของมัทนากินไม่ได้นอนไม่หลับ เมื่อราชาอินทราแจ้งข่าวว่าจะส่งคนมารับตัวมัทนาไปอภิเษกกับเจ้าชายที่ประเทศรายาตามคำสัญญา เพราะมัทนาลูกสาวไม่มีคุณสมบัติกุลสตรีที่เหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาเลยแม้แต่น้อยนิด คามินเดินทางไปเมืองไทยทันทีโดยมอบหมายให้สินธรคอยดูแลอารักขามาคีแทน
ในงานเลี้ยงฉลองรับปริญญาของมัทนา ม.ร.ว.มาณวิกา ได้ทำการแต่งองค์ทรงเครื่องให้กับมัทนาบุตรสาวจนงดงามโดดเด่นดั่งเทพธิดาสมกับเป็นเชื้อสายราชนิกุลผู้สูงศักดิ์ เพื่อเปิดตัวกับผู้คนในสังคมชั้นสูง แต่มาณวิกาต้องหน้าแตกและอับอายอย่างแรง เมื่อมัทนาออกมาเดินแบบโชว์พร้อมกับฟันที่เหยินเหมือนแก้วหน้าม้า พอ ๆ กับธรรมรัตน์ที่แทบจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินเพราะองครักษ์คามินมาถึงในวันนั้นพอดี ระหว่างที่ทุกคนมัวแต่สนใจมัทนา มือปืนลึกลับปรากฏตัวขึ้นยิงใส่ธรรมรัตน์ เป็นจังหวะที่มัทนากำลังวิ่งเข้าหาพ่อแม่ องครักษ์คามินกระโจนเข้าช่วยเหลือ ผลักมัทนาพ้นวิถีกระสุนไล่ล่ายิงสู้กับมือปืนจนหลุดไปจากบริเวณงาน ซึ่งคามินก็ต้องตกใจมากเมื่อพบว่ามัทนาซิ่งมอเตอร์ไซด์ออกมาทั้งชุดสวยงามเพื่อไล่ล่าเช่นกัน มือปืนหลบหนีไปได้
ธรรมรัตน์และมาณวิกาขอร้องให้คามินช่วยปกปิดเรื่องความก๋ากั่นของมัทนาเอาไว้ก่อน โดยจะพยายามเปลี่ยนแปลงมัทนาให้เป็นกุลสตรีให้ได้ แต่ก็ไม่ทันการเสียแล้ว เพราะรูปถ่ายของมัทนาในสภาพแก้วหน้าม้าหลุดรอดไปถึงมือเจ้าชายมาคีที่รายา เจ้าชายรับไม่ได้กับหน้าตาอันสุดแสนจะขึ้ริ้วขี้เหร่ของมัทนา จึงโทรศัพท์มายืนยันเสียงหนักแน่นกับองครักษ์คามินว่า หัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ยอมแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ แถมยังบังคับให้องครักษ์คามินหาทางล้มเลิกการอภิเษกให้จงได้ ทำให้คามินหนักใจมาก เพราะในขณะเดียวกันก็ถูกกำชับจากองครักษ์ราชาให้เตรียมการให้มัทนาเป็นเจ้าสาวให้ได้ เพราะองค์ราชาเคยพบกับมัทนาเมื่อตอนที่เริ่มเป็นสาวและแน่ใจว่ามัทนาไม่ใช่ผู้หญิงขี้ริ้วขี้เหร่อย่างแน่นอน
แท้จริงมัทนาเป็นเด็กสาวหัวสมัยใหม่ น่ารัก ร่าเริง สดใส ซุกซน รักความตื่นเต้น ชีวิตไม่เคยสัมผัสกับความทุกข์ ความยากลำบากใด ๆ ชอบเล่นกีฬาผาดโผน ทั้งบันจี้จัมพ์ กีฬาทางน้ำต่าง ๆ เข้ากลุ่มเล่นร่มร่อน ปั่นจักรยานมาราธอน เล่นเอาม.ร.ว.มาณวิกาปวดเศียรเวียนเกล้าที่ไม่สามารถฝึกลูกให้เป็นกุลสตรีได้ทุกกระเบียดนิ้วอย่างที่หวัง แม้จะพยายามหาคู่ที่ทัดเทียมเสมอศักดิ์กัน ผู้ชายเหล่านั้นก็โดนมัทนาพาไปรับน้องเล่นกีฬาผาดโผนจนขวัญหนีดีฝ่อกระเจิดกระเจิงกันไปหมด ต่างจาก มินตรา บุตรสาวบุญธรรม ที่ได้ดั่งใจทุกอย่าง
มินตราเป็นลูกสาวของพี่เลี้ยงของม.ร.ว.มาณวิกา ที่ป่วยตายและทิ้งลูกไว้ให้ มาณวิกาช่วยดูแลมินตราเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมในทุกด้าน กิริยางดงา งานบ้านงานเรือนไม่เคยบกพร่อง มินตราต้องการอยู่เหนือกว่ามัทนา เพราะมีปมในใจที่ตัวเองเป็นแค่ลูกคนรับใช้ มินตราจึงคอยเอาใจประจบประแจงมาณวิกาและธรรมรัตน์ จนมาณวิกาหลงรักรับเป็นลูกบุญธรรม โดยไม่มีใครมองออกว่าหญิงสาวผู้อ่อนหวานคนนี้ภายในเต็มไปด้วยความริษยาอันรุนแรง แม้แต่รูปแก้วหน้าม้าของมัทนา มินตราก็เป็นคนแอบส่งไปให้เจ้าชายมาคีเพราะอิจฉาที่มัทนาจะได้เป็นพระชายา
มัทนาไม่อยากแต่งงานกับเจ้าชาย จึงพยายามแสดงว่าไม่ใช่กุลสตรีต่อหน้าคามิน และใช้มุกเดิมพาคามินไปกลั่นแกล้งให้ขวัญหนีดีฝ่อ คามินแกล้งไม่รู้ทันมัทนา เพราต้องการเรียนรู้ว่ามัทนาเป็นคนอย่างไรกันแน่ มัทนาโอ้อวดความสามารถในเชิงกีฬาผาดโผนเพื่อข่มคามิน แรก ๆ คามินแกล้งแพ้ มัทนาได้ใจจึงให้ เหมันต์ เพื่อนหนุ่มตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่แอบหลงรักมัทนา ช่วยสืบให้ว่าจะเอาชนะคามินได้ยังไง ในที่สุดเหมันต์ก็แนะนำให้มัทนาแข่งเจ็ทสกี เพราะภูมิประเทศของรายาเป็นภูเขา ยังไม่เจริญเท่าประเทศตะวันตก คามินคงไม่ชำนาญเจ็ทสกี มัทนารีบยื่นคำท้าต่อคามิน โดยให้เงื่อนไขว่าหากคามินสามารถเอาชนะได้ มัทนาจะยอมเข้าคอร์สฝึกความเป็นกุลสตรีตามแบบฉบับของประเทศรายา และเดินทางไปอภิเษกกับเจ้าชายแต่โดยดี องครักษ์คามินรับคำท้า
ทั้งสองแข่งขันกันโดยมีเหมันต์และมินตราเป็นกรรมการ เหมันต์ต้องการให้มัทนาชนะ จึงแอบทำให้เจ็ทสกีของคามินเกิดปัญหาระหว่างแข่งขัน แต่คามินรู้ทันและสามารถแก้ปัญหา เร่งเครื่องจนเกือบจะเอาชนะมัทนา ขณะที่มัทนามุ่งเอาแต่จะเอาชนะคามินจนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุ คามินต้องเป็นฝ่ายช่วยมัทนา ทำให้มัทนายอมให้คามินฝึกการปฏิบัติตัวตามประเพณีของประเทศรายาอย่างไม่เต็มใจ ส่วนมินตราก็พึงพอใจในความหล่อเท่สุด ๆ ขององครักษ์คามิน พยายามหาทางตีสนิทอยู่ตลอดเวลาที่มีโอกาส
มัทนาไม่ปรารถนาจะแต่งงานจึงแกล้งหลอกองครักษ์คามินว่าตัวเองเป็นโรคเกลียดผู้ชาย (Male Phobia : โรคกลัวผู้ชายแบบไร้เหตุผล) เพราะถูกมาณวิกาเลี้ยงดูอย่างเข้มงวด เหมันต์ก็ร่วมช่วยโกหกอีกทางว่ามัทนาเคยถูกผู้ชายจูบแล้วหายใจไม่ออกเกือบตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทุกวันนี้ยังต้องไปหาหมอทางจิตเพื่อรับการรักษาอยู่ตลอด ส่วนมินตราก็แอบให้ข้อมูลคามินว่ามัทนาชอบก่อกวนผู้ชายทุกคนที่เข้ามาจีบจนหนีเตลิดไปหมดเพราะมัทนาเกลียดผู้ชาย คามินไม่ปักใจเชื่อพยายามค้นหาความจริง แต่ก็ยังจับผิดมัทนาไม่ได้
อสิต คู่แข่งทางธุรกิจของพ่อมัทนา เกิดความแค้นที่พ่อมัทนากำลังจะแย่งซื้อที่ดินผืนใหญ่ จึงส่งมือปืนมาตามเก็บธรรมรัตน์พ่อของมัทนา แต่โชคดีที่คามินมาช่วยได้ทันการ และในเหตุการณ์นี้เองทำให้คามินกับมัทนาจูบกันโดยไม่ตั้งใจ มัทนาอ่อนระทวยในวงแขนของคามินโดยไม่มีอาการหายใจไม่ออกอย่างที่เหมันต์เคยช่วยมัทนาโกหกไว้ ทำให้คามินรู้ได้ทันทีว่ามัทนากุเรื่งอขึ้นทั้งเพ แม้ความจริงจะถูกเปิดเผย แต่เรื่องกลับวุ่นวายหนักขึ้นเมื่อทั้งคู่แอบมีใจให้แก่กันแต่ต้องพยายามเก็บงำความรักไว้ในใจ
อุปสรรคขององครักษ์คามินยังมีเข้ามาไม่หยุดหย่อน เมื่อ อัคนี ลูกชายคนเก่งของอสิตพยายามตามจีบมัทนาเพื่อโชว์ความเจ๋งของตัวเอง แต่โดนมัทนาทำให้อับอายขายหน้า จึงเกิดความแค้นตามนิสัยของคนที่แพ้ไม่เป็น จึงคิดจะฉุดมัทนาไปเป็นเมียให้ได้ คามินเข้าขัดขวาง ทำให้อัคนียิ่งเสียหน้าและแค้นคามินไปด้วย ขณะที่มัทนาแอบประทับใจในความเก่งกล้าสามารถของคามินมากยิ่งขึ้นทุกที
มัทนาเริ่มรู้สึกรักคามินมากขึ้นจนไม่อยากแต่งงานกับเจ้าชายมาคี จึงระบายความในใจที่มีต่อคามินให้มินตราฟัง โดยหารู้ไม่ว่ามินตราก็แอบหลงรักองครักษ์คามินอยู่เช่นกัน มินตราทำเป็นห่วงใยมัทนา ให้มัทนาตัดใจจากคามินเสีย ส่วนตัวเองก็ตามเอาใจใส่คามินในฐานะแขกคนสำคัญของครอบครัว มาณวิกาแม่ของมัทนาก็สนับสนุนมินตราจนออกนอกหน้า เพราะอยากได้ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบอย่างคามินมาเป็นเกี่ยวดองเป็นญาติ ขณะเดียวกันมินตราก็ยังริษยากลัวมัทนาได้ดิบได้ดีเหนือตน จึงคอยส่งข้อมูลแย่ ๆ ที่เกี่ยวกับมัทนาให้เจ้าชายมาคี เล่นเอาเจ้าชายขนหัวลุกไม่อยากแต่งงานกับมัทนาท่าเดียว ราชาอินทราเห็นท่าจะไปกันใหญ่จึงบังคับให้ โภคิน กรมวัง ผู้จงรักภักดีพาเจ้าชายมามาเมืองไทยเพื่อให้เจ้าชายเห็นมัทนากับตา
เมื่อโภคินและเจ้าชายเดินทางมาถึงเมืองไทย โภคินได้บอกเรื่องที่มีคนลึกลับคอยสร้างภาพมัทนาในทางลบ ทำให้ธรรมรัตน์สงสัยว่าจะเป็นฝีมือเล่นไม่ซื่อของอัคนีที่ตามตอแยมัทนาไม่ลดละ มัทนาทำตัวเรียบร้อยน่ารักตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับคามิน ทำให้มาคีถึงกับตกหลุมรักมัทนาในนาทีแรกที่เห็น พร่ำเพ้อพรรณนากับองครักษ์คามินว่ามัทนาคือที่สุดในใจตั้งแต่เจอผู้หญิงในโลกนี้มา คามินต้องสะกดเก็บความปวดแปลบใจไว้ เมื่อราชาอินทราเดินทางกลับไปประกาศหมายกำหนดการแต่งงานที่รายา สร้างความไม่พอใจให้กับนายพลวิฑูรเป็นอย่างมาก จึงเร่งรีบส่งทหารคนสนิทไปเมืองเพื่อเด็ดชีวิตมัทนา แต่มัทนาอาศัยความฉลาดปราดเปรียวเอาตัวรอดได้อย่างหวุดหวิด ยิ่งทำให้เจ้าชายมาคีเกิดความประทับใจจึงเร่งเวลาการแต่งงานให้เร็วขึ้นมาอีก มัทนาไม่อยากแต่งงานจึงตัดสินใจหนี มินตราซึ่งไม่อยากเห็นมัทนาได้ดีอยู่แล้วจึงแกล้งเห็นดีเห็นงามอาสาช่วยมัทนาหลบหนี
คามินตามไปทันและดุว่ามัทนาทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต จะทำให้พ่อแม่ของมัทนาเดือดร้อนและอาจนำความขัดแย้งมาสู่ทั้งสองประเทศ มัทนาระเบิดความในใจว่าที่หนีเพราะรักคามิน ถ้ารักใครแล้วก็จะรักคนนั้นไปจนวันตายจะไม่ขอแต่งกับผู้ชายคนไหน เล่นเอาคามินถึงกับช็อกที่มัทนามีใจตรงกัน แต่คามินต้องตัดใจเลือกความภักดี จึงปลอบโยนมัทนาให้ยอมเดินทางไปประเทศรายาก่อน แล้วค่อยไปแก้ปัญหากันที่นั่น หญิงสาวยอมเชื่อฟังวาทศิลป์ของคามินจึงยอมไปแต่โดยดี แต่พอทั้งหมดเดินทางถึงรายา คามินกลับทำตัวเหมือนคนแปลกหน้าไม่เหมือนตอนอยู่เมืองไทย แถมยังพยายามสร้างภาพว่าตนเองมากรักหลายใจ ด้วยการพานางกำนัลรายามาค้างคืนที่ที่พัก เพื่อหวังให้มัทนาเกลียดและตัดใจจากตนเสีย ขณะที่พระนางสาวิตรีก็แสดงท่าทีรังเกียจมัทนา พยายามกลั่นแกล้งให้ทุกคนเห็นว่ามัทนาไม่คู่ควรกับตำแหน่งมเหสี โดยมีลูกคู่คือหฤทัย ส่วนนายพลวิฑูรก็หาโอกาสล่อลวงมัทนาไปทำร้ายบ่อย ๆ แต่ก็มีบุรุษลึกลับมาช่วยให้มัทนารอดหวุดหวิดทุกครั้ง ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นคามินนั้นเอง ในที่สุดมัทนาจับได้ว่าคามินแอบคุ้มครองตัวเองอยู่ จึงรู้ว่าคามินยังรักตน มัทนาตัดสินใจที่จะเข้าเฝ้าราชาอินทราเพื่อปฏิเสธการอภิเษกในครั้งนี้ด้วยตัวเอง
แต่เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นก่อน หฤทัยพบว่าตัวเองท้องกับเจ้าชาย แต่เจ้าชายกลับไม่ยอมรับผิดชอบและอ้อนวอนให้คามินช่วยเหลือ คร่ำครวญว่าถ้าไม่ได้ครองคู่กับมัทนา ก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ คามินเห็นทางว่าจะทำให้มัทนาตัดใจจากตนได้ จึงโกหกกับทุกคนว่าตัวเองคือพ่อเด็ก นายพลวิฑูรไม่ต้องการให้ลูกสาวเสียโอกาสเป็นชายา จึงต้องการยืดเวลาออกไปด้วยการขอให้มีการตรวจดีเอ็นเอคามินกับเด็ก เจ้าชายรอดตัวไปโดยปริยาย แต่การอภิเษกต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าคามินคือพ่อของลูกในท้องหฤทัยจริงหรือไม่ คามินพยายามหลบหน้ามัทนาเพราะไม่อยากตอบคำถามใด ๆ มัทนาเองไม่เชื่อว่าคามินจะเป็นคนเช่นนั้น มินตราเกิดความละโมบอยากเป็นชายาเจ้าชาย จึงทำแผนให้มัทนากับคามินมาเจอกัน แล้วล่อให้เจ้าชายมาคีมาเห็นสองคนกอดกันกับตา เจ้าชายเจ็บปวดที่ถูกคนที่ไว้ใจที่สุดทรยศหักหลัง สินธรซึ่งหลงรักหฤทัยเจ็บแค้นที่มาคีโยนความรับผิดชอบให้คามิน ประกอบกับรู้สึกมาตลอดว่ามาคีไม่คู่ควรจะเป็นราชา จึงลอบทำร้ายมาคี สุเทษเข้าขัดขวาง สินธรหนีรอดไปได้ แต่ก็ถูกประกาศจับไปทั่ว
ขณะเดียวกันพวกโจรป่าก่อความวุ่นวายปล้นสะดมชาวบ้าน ส่วนราชาอินทราก็มาประชวรกะทันหันบ้านเมืองเกิดความระส่ำระสาย องครักษ์คามินแสดงฝีมือปราบโจรจนราบคาบ ประชาชน เสนาข้าราชการบริพารพากันแซ่ซ้องสรรเสริญในวีรกรรมอันอาจหาญของคามิน ท่าทีห่วงใยที่มัทนามีต่อคามินยิ่งทำให้เจ้าชายอิจฉา หึงหวง และหวาดระแวงว่าคามินจะแข่งดีแข่งเด่นเหนือเจ้าชาย ในช่วงจังหวะนี้เองที่พระมเหสีสาวิตรีค้นพบรูปถ่ายแรกเกิดของคามินโดยบังเอิญ มเหสีบอกนายพลวิฑูร นายพลวิฑูรจึงลากตัวโภคินมาทรมานรีดความจริงจนยอมเปิดปากว่าเด็กคนนั้นคือคามินโอรสของพระราชา นายพลฆ่าโภคินทิ้ง มเหสีตกใจมากที่เห็นความโหดเหี้ยมของนายพล แต่ต้องตกกระไดพลอยโจนร่วมมือเพื่อเจ้าชายจะได้ขึ้นครองราชย์ นายพลบอกเรื่องชาติกำเนิดของคามินให้เจ้าชายรู้ และเป่าหูว่าเจ้าชายจะตกกระป๋องหากความจริงนี้ถูกเผยออกมา เจ้าชายจึงร่วมมือกับนายพลวิฑูร สร้างสถานการณ์ใส่ร้ายคามินว่าลอบปลงประชนม์พระราชา คามินถูกจับขังคุก ราชาอินทราเสียพระทัยจนประชวร นายพลเร่งรัดให้มีการประหารคามิน ขณะที่คามินไม่ยอมเปิดปากชี้แจงอะไรเลยเพราะคิดว่าไม่มีตนเองทุกอย่างที่จะจบ
หฤทัยสำนึกบุญคุณที่องครักษ์คามินรับเป็นพ่อเด็ก และตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ยังมีน้ำใจช่วยดูแลหฤทัยอย่างดี จึงยอมร่วมมือกับมัทนาช่วยเหลือคามินหนีจากที่คุมขังจนสำเร็จ หนำซ้ำยังเอาตัวขวางการตามล่าของนายพลวิฑูรจนตัวเองแท้งลูก นายพลวิฑูรใช้วิกฤติเป็นโอกาสปล่อยข่าวว่าคามินคบชู้กับมัทนา ทำให้เจ้าชายยิ่งแค้นนำทหารออกตามล่าตัวคามินจนไปพบอยู่ในป่า เจ้าชายทำร้ายคามินโดยคามินไม่ยอมต่อสู้ มัทนาพยายามขอร้องเจ้าชายทำให้เจ้าชายยิ่งโกรธจะฆ่าคามินให้ได้ แต่เจ้าชายพลาดพลั้งเหยียบกับระเบิด คามินเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยถอดสลักระเบิดจนเจ้าชายรอดตาย แต่ตัวเองกลับโดนสะเก็ดระเบิด เมื่อควันจางลง คามินหายตัวไปอย่างลึกลับ ส่วนมัทนาที่สลบไปถูกเจ้าชายจับตัวกลับรายา และถูกกักบริเวณไม่ให้ไปไหน แต่มินตราช่วยมัทนาหนีกลับเมืองไทย ส่วนตัวเองก็อาศัยจังหวะที่เจ้าชายสับสน ยั่วยวนเจ้าชายจนได้เสียกับแบบลับ ๆ
ที่เมืองไทย มัทนาเฝ้าห่วงใยคามินโดยไม่รู้ว่าธรรมรัตน์เป็นผู้ส่งคนไปช่วยเหลือคามิน จนได้พบกับสินธรที่หลบอยู่ในป่าด้วย คามินขอให้สินธรอยู่ในรายาเพื่อคอยสืบข่าววิฑูร ธรรมรัตน์พาคามินไปเมืองไทยและส่งคามินไปรักษาอาการบาดเจ็บดวงตาในบ้านบนเกาะของแม่คามินซึ่งทิ้งไว้ให้ลูกก่อนตาย มัทนารู้ข่าวว่าเจ้าชายจะเดินทางมาปรับความเข้าใจกับธรรมรัตน์จึงได้หนีหน้าไปพักผ่อนบนเกาะและที่นั่นมัทนาก็ได้พบกับคามินอีกครั้ง แต่การพบกันครั้งนี้ถึงกับทำให้มัทนาเข่าอ่อนเพราะคามินกลายเป็นคนตาบอด สูญเสียการมองเห็นชั่วคราว มัทนาไม่กล้าบอกให้คามินรู้ตัว จึงแอบอยู่กับคามินในบ้านหลังเดียวกัน และโกหกว่าเป็นคนรับใช้ แต่ก็โดนคามินจับได้ในเวลาต่อมา ขณะที่นายพลเดินทางมาติดต่ออัคนีซึ่งอยู่เบื้องหลังมีซุ้มมือปืนรับจ้างฆ่าคน อัคนีตกลงรับงานทันทีเพราะแค้นคามินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อัคนีสืบรู้ที่ซ่อนของคามินจากมินตรา จึงพาลูกน้องบุกไปฆ่าคามิน คามินต่อสู้กับผู้ร้ายโดยมีมัทนาเป็นคนคอยบอกทิศทางเป็นดวงตาให้กับคามิน ในที่สุดทั้งคู่หนีรอดไปในป่าและได้พบกับหมอจีนช่วยฝังเข็มรักษาดวงตาของคามินจนกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง
ราชาอินทราเริ่มแข็งแรงขึ้นและต้องการพบคามิน นายพลจึงหลอกพาราชาอินทราไปเพื่อลอบปลงพระชนม์โดยให้อัคนีเป็นคนลงมือ คามินกับมัทนาตามช่วย แต่ราชาอินทราถูกยิงบาดเจ็บสาหัส ราชาบอกความจริงว่าคามินคือลูกก่อนที่จะสิ้นใจ คามินจึงคาดคั้นถามความจริงจากธรรมรัตน์
ย้อนกลับไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เจ้าชายอินทราเดินทางไปศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในเมืองไทย พระองค์ได้รู้จักกับธรรมรัตน์และปรารถนา สาวงามชาวไทย ทั้งสามเป็นเพื่อนสนิทร่วมสถาบันเดียวกัน เจ้าชายตกหลุมรักปรารถนาและได้เสียกันจนปรารถนาตั้งท้องในช่วงที่สำเร็จการศึกษาพอดี เจ้าชายอินทราสัญญาว่าจะเดินทางกลับมารับปรารถนาไปเป็นมเหสี แต่เมื่อเดินทางไปแล้ว พระราชบิดาของเจ้าชายบังคับให้เจ้าชายอภิเษกกับมเหสีองค์ปัจจุบัน เวลานั้นเจ้าชายอินทราอ่อนแอไม่กล้าขัดคำสั่งพระราชบิดา จึงตัดการติดต่อกับปรารถนา ปรารถนาร่างกายอ่อนแอหลังคลอดลูกชาย จึงเสียชีวิตลง ธรรมรัตน์เลี้ยงดูลูกชายพระราชาอินทราจนอายุได้ 2 ขวบ พระราชาสำนึกผิดจึงส่งคนรับใช้คนสนิทมารับตัวลูกชายไปและตั้งชื่อให้ว่าคามิน
นายพลวิฑูรใส่ร้ายว่าคนที่ฆ่าพระราชาตายคือคามิน แต่มเหสีเชื่อว่าเป็นฝีมือของนายพล จึงรู้สึกสำนึกเสียใจที่หลงร่วมมือกับคนชั่ว ความที่กลัวว่าเจ้าชายจะรู้ว่าตนเองมีส่วนในการสิ้นพระชนม์ของราชาอินทราทำให้มเหสีเริ่มเก็บตัวอยู่คนเดียว ส่วนเจ้าชายแค้นคามินมากยอมร่วมมือกับนายพลกำจัดคามิน แลกกับการสนับสนุนให้เจ้าชายขึ้นครองราชย์ แต่มินตรานำจดหมายและรูปที่บอกชาติกำเนิดของคามินมาข่มขู่เจ้าชาย หากเจ้าชายไม่ต้องการให้ความลับนี้แพ่งพรายออกไปต้องแต่งตั้งตัวเองให้เป็นชายา นายพลแอบรู้ข้อตกลงนี้จึงหลอกใช้มินตรา โดยสัญญาว่าจะผลักดันมินตราขึ้นเป็นพระชายาแทนหฤทัย แต่ขอให้มินตราหาตัวคามินและมัทนาให้พบ หลังจากนั้นก็แต่งตั้งตัวเองเป็นผู้สำเร็จราชาการ เจ้าชายเริ่มอึดอัดที่กลายเป็นเพียงหุ่นเชิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
มินตราเดินทางกลับมาที่เมืองไทย หลอกล่อมาณวิกาจนกระทั้งรู้ที่ซ่อนมัทนาและคามิน จึงส่งข่าวให้อัคนีรู้ อัคนีตามล่าตัวคามินและมัทนาจนพบ แต่จับมัทนาไปได้คนเดียว เพราะมัทนาจงใจจะให้คามินหนีรอด มัทนาไม่ยอมเปิดปากบอกว่าคามินอยู่ที่ไหน จึงถูกอัคนีพาตัวไปรายาเพื่อรับรางวัลจากนายพล เจ้าชายดีใจมากที่พบมัทนา แต่มัทนากลับไม่ใยดีทำให้เจ้าชายแค้นมากจับมัทนาขังไว้บนหอคอย
คามินเสียใจมากที่มัทนาถูกจับตัว และแผ่นดินรายาก็กำลังตกอยู่ในมือของคนชั่ว จึงแอบลอบเข้าชายแดนรายาพร้อมกับเหมันต์ โดยมีธรรมรัตน์หนุนหลัง คามินพบว่านายพลส่งทหารออกรีดไถ่ชายบ้าน จึงปลอมตัวเข้าช่วยเหลือ จนเรื่องถึงหูนายพลว่ามีชายลึกลับคิดก่อกบฏ แต่ก็ตามจับตัวไม่ได้ ความหวาดระแวงว่าตนจะไม่ได้ครอบครองรายาทำให้นายพลวิฑูรหักหลังเจ้าชายคิดการกบฏ มินตรารู้ว่าโดนหลอกใช้จึงคิดหนี แต่ถูกนายพลข่มขืน และทำร้ายปางตาย ก่อนจะนำร่างของมินตราไปทิ้งไว้ในชายป่า
คามินและพวกเข้าช่วยมินตราไว้ได้และก่อนที่นายพลจะสังหารเจ้าชาย คามิน ธรรมรัตน์ เหมันต์ พากองกำลังอาสาที่ภักดีต่อคามินมารวมกับกองทหารในวังที่เจ้าชายแอบรวบรวมได้เข้าสู้รบกับฝ่ายกบฏและคนของอัคนีจนสามารถเอาชนะได้ อัคนีถูกจับ นายพลวิฑูรหนีไปที่หอคอยที่ขังมัทนา จังหวะที่นายพลจะฆ่ามัทนา หฤทัยเข้าขวางถูกพ่อทำร้ายบาดเจ็บ นายพลหนีการจับกุมจนพลัดตกหอคอยตาย
หลังเรื่องร้ายผ่านไป พระนางสาวิตรีสำนึกผิดจึงตั้งใจสถาปนาคามินขึ้นครองรายาแทนเจ้าชายมาคี เจ้าชายเองก็สนับสนุนเพราะตามสิทธิ์แล้ว คามินเป็นรัชทายาทลำดับที่หนึ่ง แต่คามินกลับหายตัวไปพร้อมหฤทัย เขียนจดหมายทิ้งไว้ขอสละตำแหน่งให้เจ้าชาย และอวยพรให้ครองคู่กับมัทนาอย่างมีความสุขเพราะรู้ว่าเจ้าชายรักมัทนา มัทนาแค้นมากตกลงจะอภิเษกกับเจ้าชาย ร้อนถึงมินตราที่สำนึกผิดแล้วต้องการตามหาตัวคามินจนพบว่าไปแอบอยู่ที่บ้านบนเกาะกับหฤทัยเพื่อหลีกทางให้เจ้าชายกับมัทนาได้สมหวัง มินตราจึงร่วมมือกับเจ้าชายและเหมันต์ทำแผนให้ทั้งคู่ได้คืนดีกัน
ณ ชายหาดขาวสะอาด และทะเลสีครามอันงดงามของเมืองไทย ภารกิจตามล่าหารักคนสองคนก็ปิดฉากลง พร้อมกับสองหัวใจที่หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
พล.อ.ประยุทุธ์ จันทร์โอชา พร้อมด้วยผู้นำทุกเหล่าทัพ ทำการรัฐประหาร ผ่าทางตันของประเทศ
ประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่1/2557 เรื่อง การควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ
ตามสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขตปริมณฑล และพื้นที่ต่างๆ ของประเทศหลายๆ พื้นที่ เป็นผล
ใหประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้ม
ขยายตัว จนอาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยรวมนั้นเพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ประชาชนในชาติเกิดความรัก ความสามัคคี เช่นเดียวกับห้วงที่ผ่านมา ตลอดจนเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทั่วทุกฝ่าย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย กองทัพบก กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพเรือ กองทัพอากาศ
และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนทุกคนอยู่ในความสงบ ดำเนินวิถีชีวิต และประกอบอาชีพต่อไปตามปกติ ให้ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบแบบแผนของทางราชการดังที่เคยปฏิบัติ สำหรับข้าราชการทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการต่างๆ ที่มีอาวุธเพื่อใช้ในราชการของหน่วย ห้ามเคลื่อนย้ายกำลังและอาวุธโดยเด็ดขาด เว้นแต่จะได้รับคำสั่งจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่เพียงผู้เดียวสำหรับคณะทูตานุทูต สถานกงสุล องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งชาวต่างประเทศที่พำนักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย คณะรักษาความสงบแห่งชาติจะได้ให้ความคุ้มครอง และขอยืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทย กับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ยังเป็นไปตามปกติ ตามที่รัฐบาลชุดเดิมดำเนินการไว้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะยึดมั่นในความจงรักภักดี และจะปกป้องเทิดทูนดำรงรักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจประชาชนชาวไทย และทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง
ประกาศ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ฉบับที่ 2/2557
เรื่อง การประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2557
เรื่อง ห้ามออกนอกเคหสถาน ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึง 05.00 น. ยกเว้นผู้ปฏิบัติงาน หน้าที่ หรือบางอาชีพที่มีความจำเป็นต้องออกปฏิบัติงานในเวลานั้น
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 4/2557
เรื่อง การถ่ายทอดออกอากาศของสถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ และสถานีวิทยุชุมชน (งดรายการปกติ และดึงสัญญาณการถ่ายทอดเสียงจากสถานีแม่ข่ายกองทัพบก คำสั่งหรือประกาศจาก คสช.เมื่อมีการแถลงหรือประกาศ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง)
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 5/2557
เรื่อง การสิ้นสุดชั่วคราวของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ให้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 สิ้นสุดลงชั่วคราว บางส่วน ยกเว้นหมวด 2 พระมหากษัตริย์,ให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่,ให้วุฒิสภา ศาล และองค์กรอิสระ ยังคงทำหน้าที่ได้ตามปกติ)
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 6/2557
เรื่อง แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (ก็คือแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็น หน.คณะ และผู้นำเหล่าทัพอื่นๆ เป็นรองหัวหน้าคณะ ตามลำดับ)
คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 1/2557
เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัว (ก็คือให้ รมต.ที่เหลือรอดจำนวน 18 คน ตั้งแต่นิวัฒน์ธำรง ให้มารายงานตัวต่อ หน.คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในวันที่ 22 พ.ค.2557)
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 7/2557
เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมือง (ให้กลุ่มผู้ชุมนุมทั้ง 2 ฝ่าย สลายการชุมนุมและเดินทางกลับ โดยมีรถประจำทางของ ขสมก.รถทัวร์มาอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับ จากนั้นกองกำลังทหารได้ตรึงกำลังบริเวณ ถนนราชดำเนินและถนนอักษะ เพื่อเคลียร์พื้นที่)
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 8/2557
เรื่อง ข้อยกเว้นการห้ามออกนอกเคหสถาน (มีรายละเอียดออกมาว่ายกเว้นกลุ่มคนใดบ้าง อาทิ ผู้เดินทางเข้าออกประเทศ ,ผู้ที่ต้องทำงานเป็นผลัดเป็นกะ อาทิ คนงานโรงงาน,โรงพยาบาล,ธุรกิจการบิน ,ธุรกิจขนส่งสินค้า,ผู้ปวยที่ต้องเดินทางไปรักษาตัวด่วนใน รพ. กลุ่มคนเหล่านี้ยกเว้นสามารถออกจากเคหสถานได้ในเวลาที่สั่งห้าม แต่ต้องขออนุญาติเจ้าหน้าที่ทหารที่ดูแลรักษาพื้นที่เหล่านั้นเสียก่อน)
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 9/2557
เรื่อง ให้สถานศึกษาหยุดทำการ (ให้หยุดทุกแห่ง ทั้งของรัฐและเอกชน ให้หยุดทำการเรียนการสอนในวันที่ 23-25 พ.ค2557)
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 10/2557
เรื่อง ให้อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี เป็นอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 11/2557
เรื่อง การสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
เพื่อความสงบเรียบร้อยในการปกครองประเทศจึงให้ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 5/2557 ลงวันที่ 22 เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช 2557 เรื่อง การสิ้นสุดชั่วคราวของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ข้อความตามประกาศฉบับนี้
1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 สิ้นสุดลง ยกเว้นหมวด 2
2. คณะรัฐมนตรีรักษาการสิ้นสุดลง
3. วุฒิสภา ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่มีอยู่ ณ วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้
4 ศาลทั้งหลายคงมีอำนาจดำเนินการพิจารณาและพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมายและประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
5. องค์กรอิสระ และองค์กรอื่น ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 12/2557
เรื่อง ขอความร่วมมือจากสื่อสังคมออนไลน์ (ไม่ให้เผยแพร่ข่าวสารที่ไม่มีข้อเท็จจริง บิดเบือน ปลุกระดม ยั่วยุ ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ต่างๆ)
คำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 2/2557
เรื่อง ให้บุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติม และแก้ไขวันเวลาและสถานที่ให้มารายงานตัว (จำนวน 23 คน ส่วนใหญ่เป็นรายชื่อในวงษ์วานว่านเครือของคุณทักษิณ ชินวัตร ได้แก่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สมชาย วงษ์สวัสดิ์ เยาวภา วงษ์สวัสดิ์ ฯลฯ)
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 13/2557
เรื่อง ขอให้บุคคลสำคัญมารายงานตัว (ให้ หน.หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ นับตั้งแต่ระดับปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด มารายงานตัว ถ้าเป็นส่วนกลาง มารายงานตัวที่ สโมสรกองทัพบก ถ้าเป็นส่วนภูมิภาค ให้ไปรายงานตัวที่กองทัพภาคต่างๆ )
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 14/2557
เรื่อง ห้ามสร้างความขัดแย้งหรือต่อต้านการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 15/2557
เรื่อง ขอให้ระงับการถ่ายทอดออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิล โทรทัศน์ระบบดิติตอล และสถานีวิทยุชุมชน (ก็คือรายชื่อสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมที่ถูกแบล็กลิสต์ให้งดออกอากาศรวม 14 สถานี ทั้งฝั่งเหลืองฝั่งแดง และรวมถึงวิทยุชุมชนต่างๆ ด้วยที่อยู่ในข่ายปลุกระดม และไม่ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งสถานีวิทยุ)
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 16/2557
เรื่อง ให้ปลัดกระทรวงปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 17/2557
เรื่อง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต (เพิ่มเติมจากฉบับที่ 12 โดยให้มีการติดตาม ตรวจสอบ ระงับยับยั้ง ข้อความที่เข้าข่ายข้อห้ามเหล่านั้น และให้ผู้ประกอบการด้านอินเตอร์เน็ตทุกรายมารายงานตัวด้วย)
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 18/2557
เรื่อง การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ
เพื่อให้การเผยแพร่ข่าวสารไปสู่ประชาชนเป็นไปด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือน อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด จนส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อย คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงให้ผู้ประกอบกิจการและผู้ให้บริการด้านสื่อมวลชนทุกประเภท ทั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงทุกสถานี ทั้งที่เป็นของราชการและเอกชน สถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดิน สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เคเบิล โทรทัศน์ระบบดิจิตอล และโทรทัศน์อินเตอร์เน็ตทุกสถานี หนังสือพิมพ์ วารสาร หรือสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ รวมทั้งผู้ให้บริการด้านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท อันรวมถึงการสื่อสารทางสังคมสื่อออนไลน์ งดเว้นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในลักษณะ ดังต่อไปนี้
1.ข้อความอันเป็นเท็จ หรือส่อไปในทางหมิ่นประมาท หรือสร้างความเกลียดชังต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ องค์รัชทายาท และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์
2. ข่าวสารที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ รวมทั้งหมิ่นประมาทบุคคลอื่น
3. การวิพากษ์ วิจารณ์ การปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เจ้าหน้าที่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง
4. ข้อมูลเสียง ภาพ วีดีทัศน์ ความลับของการปฏิบัติงานของหน่วยราชการต่างๆ
5. ข้อมูลข่าวสารที่ส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง หรือสร้างให้เกิดความแตกแยกในราชอาณาจักร
6. การชักชวน ซ่องสุม ให้มีการรวมกลุ่มก่อการอันเกิดการต่อต้านเจ้าหน้าที่และบุคคลที่เกี่ยวข้องของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
7. การขู่จะประทุษร้ายหรือทำร้ายบุคคล อันนำไปสู่ความตื่นตระหนก หวาดกลัวแก่ประชาชน
สื่อดังกล่าวข้างต้นมีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารตามที่ได้รับแจ้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 22 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 19/2557
เรื่อง ให้บุคคลสำคัญมารายงานตัวเพิ่มเติม (นอกเหนือจากที่ได้ระบุในฉบับอื่นๆ ก่อนหน้านี้)
อาจมีประกาศฉบับอื่นๆ ตามมาอีก ทางบล็อกขอรวบรวมมาเท่านี้ ที่เหลือที่จะประกาศตามมาอีก นอกจากนี้ ขอให้ผู้อ่านได้ติดตามหาข้อมูลได้จากช่องทางข่าวสารของราชการ หรือสถานีโทรทัศน์ วิทยุ สื่ออินเตอร์เน็ตทุกประเภท ทุกแหล่งตามแต่สะดวก
วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
โลก 360 องศา - (ชาวเวียดนามประท้วงจีนละเมิดอธิปไตย,นานาชาติหาทางช่วยตัวประกันเด็กนร.หญิงที่ไนจีเรีย,ตอบโต้กลุ่มแรงงานประท้วงเหมืองถ่านหินที่ตุรกี,รัสเซียรับรองประชามติ 2 จว.ยูเครนแยกตัวอิสระ,เครื่องบินลาวตก)
ประชาชนชาวเวียดนามหลายร้อยคนออกมาเดินขบวนประท้วงหน้าสถานทูตจีนในกรุงฮานอยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อต่อต้านการตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเลจีนใต้ที่ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างเรือของ 2 ประเทศเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนชาวเวียดนามราว 500 คน ที่มารวมตัวกันหน้าสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงฮานอย ต่างก็ตะโกนต่อต้านจีนให้ถอยออกไปจากน่านน้ำของเวียดนาม และต้องการแสดงพลังให้จีนเห็นว่าสิ่งที่จีนกำลังทำอยู่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้กลุ่มผู้ชุมนุมยังออกมาสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาลเวียดนามที่ประกาศตัวว่ามีอธิปไตยเหนือหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งคาดว่าอุดมไปด้วยแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอีกด้วย นับเป็นการชุมนุมประท้วงต่อต้านจีนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม เรือของจีนยังได้ระดมฉีดน้ำแรงดันสูงและพุ่งเข้าชนเรือของเวียดนาม 2 ลำ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 คน เนื่องจากจีนได้ส่งเรือไปตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันในบริเวณทะเลใกล้กับหมู่เกาะพาราเซลเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมาพร้อมกับเรือที่มาอารักขาความปลอดภัยอีกมากกว่า 50 ลำ ซึ่งน่านน้ำแห่งนี้จีนอ้างว่าได้เข้าเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี 2517 หลังการล่มสลายของรัฐบาลเวียดนามใต้ ขณะที่เวียดนามก็อ้างว่าเป็นของตัวเองเพราะเกาะแห่งนี้อยู่ภายใต้เขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเลของประเทศ
เอเจนซีส์ - ชาวเวียดนามรวมตัวประท้วงจีนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ปี ในวันนี้ (11) จากความไม่พอใจที่จีนเข้าไปตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันในน่านน้ำที่พิพาทกันอยู่ ขณะที่ทางการฮานอย ดูเหมือนจงใจไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมที่เคยเป็นมา โดยปล่อยให้ประชาชนก่อม็อบ พร้อมไฟเขียวให้สื่อรายงานสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด ผู้ชุมนุมราว 1,000 คน ซึ่งมีทั้งทหารผ่านศึก และนักศึกษา ชูป้ายข้อความต่อต้านจีน เป็นต้นว่า “จีนปล้นน้ำมันของเรา” และร้องเพลงปลุกใจในบริเวณสวนสาธารณะซึ่งอยู่ตรงข้ามสถานทูตจีนในกรุงฮานอย ทหารผ่านศึกวัย 74 ปี คนหนึ่งกล่าวว่า นี่เป็นการประท้วงต่อต้านจีนครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงเท่าที่เขาเคยเห็นมาก่อน “ความอดทนของเรามีขีดจำกัด เรามาที่นี่เพื่อแสดงเจตจำนงของประชาชนเวียดนามในการปกป้องอธิปไตยของเรา ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม เราพร้อมตายเพื่อปกป้องประเทศ” การชุมนุมครั้งนี้นับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 2554 เมื่อเรือของจีนเข้าตัดสายเคเบิลที่ใช้สำหรับการสำรวจแหล่งน้ำมันโดยวิธีวัดคลื่นไหวสะเทือนของเรือฝ่ายเวียดนาม ในคราวนั้น ทางการเวียดนามปล่อยให้มีการประท้วงอยู่หลายสัปดาห์ก่อนสลายการชุมนุมเนื่องจากมีการขยายผลสร้างกระแสต่อต้านรัฐบาล สำหรับครั้งนี้ ตำรวจทั้งใน และนอกเครื่องแบบตั้งด่านสกัดป้องกันไม่ให้ผู้ประท้วงเข้าสู่สถานทูตจีน แต่ไม่ได้สลายการชุมนุม แม้ปกติแล้วรัฐบาลคอมมิวนิสต์จะควบคุมการชุมนุมของประชาชนอย่างเข้มงวดเพื่อสกัดกระแสประท้วงต่อต้านรัฐบาลก็ตามจีนและเวียดนามมีกรณีพิพาทช่วงชิงดินแดนหมู่เกาะพาราเซล และหมู่เกาะสแปร็ตลีย์ ในทะเลจีนใต้มายาวนาน เคยถึงขั้นปะทะสู้รบกันด้วยกำลังอาวุธ ถึงแม้ในปีหลังๆ มานี้ มีเพียงแค่การปะทะคารมทางการทูตเกี่ยวกับสิทธิในการสำรวจน้ำมัน และการทำประมงในน่านน้ำดังกล่าวเป็นระยะๆ ความตึงเครียดระหว่างประเทศเพื่อนบ้านที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์คู่นี้ ได้พุ่งขึ้นรุนแรงอีกครั้ง หลังจากตอนต้นเดือนพฤษภาคม จีนเคลื่อนย้ายแท่นขุดเจาะน้ำมันขนาดยักษ์ ไปติดตั้งในน่านน้ำใกล้กับหมู่เกาะพาราเซลที่แย่งชิงกรรมสิทธิ์กัน เวียดนามได้ออกคำแถลงตอบโต้ทันควันว่า การตัดสินใจของจีน “ผิดกฎหมาย” พร้อมส่งกองเรือตรวจการณ์จำนวนหลายสิบลำไปยังบริเวณดังกล่าว แต่ไม่สามารถฝ่าด่านกองเรือคุ้มกันของจีนซึ่งมีจำนวนมากกว่าเข้าไปได้ ถึงแม้ทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่า เรือที่ส่งไปในพื้นที่ดังกล่าวไม่มีเรือของฝ่ายทหารรวมอยู่ด้วยเลย โดยมีแต่เรือของหน่วยงานพลเรือน เช่น หน่วยยามฝั่ง เท่านั้น แต่ต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหากันว่า เรือของอีกฝ่ายหนึ่งได้พุ่งชนกระแทกใส่เรือของฝ่ายตนในลักษณะ “ยั่วยุ” ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้สถานการณ์อยู่ในภาวะตึงเครียด ทางด้านญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์นี้ พร้อมระบุกล่าวโทษจีนว่ากำลังกระทำการในลักษณะ “ยั่วยุ” ขณะที่การประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนในวันเสาร์ (10) ได้ออกคำแถลงแสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความอดทนอดกลั้น ที่ผ่านมา ทางการเวียดนามเคยยอมให้มีการชุมนุมประท้วงจีนบ้าง แต่บ่อยครั้งที่สลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง และเข้าจับกุมแกนนำรวมแล้วหลายสิบคน ซึ่งเป็นพวกที่รณรงค์เรียกร้องเสรีภาพทางการเมือง และสิทธิมนุษยชนพร้อมกันไปด้วย อย่างไรก็ตาม ในการชุมนุมวันนี้ (11) ทางการเวียดนามไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ รวมทั้งไม่มีคำสั่งสลายการชุมนุม ซ้ำยังมีกลุ่มที่เห็นชัดว่าเป็นพวกสนับสนุนรัฐบาลปะปนอยู่ในหมู่ผู้ประท้วงด้วย ซึ่งอาจตีความได้ว่า รัฐบาลเวียดนามต้องการแสดงความไม่พอใจต่อจีนผ่านการประท้วงของประชาชน นอกจากที่บริเวณหน้าสถานทูตจีนในกรุงฮานอยแล้ว ยังมีการชุมนุมต่อต้านจีนที่นครด่าหนัง ทางตอนกลางของเวียดนาม และที่นครโฮจิมินห์ ทางภาคใต้ของประเทศ ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดได้รายงานข่าวกรณีพิพาทแท่นขุดเจาะน้ำมันอย่างใกล้ชิด รวมทั้งรายงานข่าวการชุมนุมประท้วงครั้งนี้อย่างกระตือรือร้น ผิดกับในอดีตซึ่งผู้สื่อข่าวที่ทำข่าวการประท้วงจะถูกเลือกปฏิบัติ และบางครั้งถึงขั้นถูกทำร้าย. นานาชาติเร่งภารกิจช่วยนักเรียนหญิงตัวประกันไนจีเรีย คาดอาจใช้มาตรการคว่ำบาตร ผู้คนทั่วโลกจี้ กลุ่ม "โบโค ฮาราม" ปล่อยเด็กๆ อย่างไม่มีเงื่อนไข
สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ว่า นานาชาติร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือเด็กนักเรียนหญิงชาวไนจีเรีย 276 คน ยังตกเป็นตัวประกันถูกกลุ่มติดอาวุธอิสลามิคหัวรุนแรง “โบโก ฮาราม” ลักพาตัวไปจากโรงเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่ 15 เม.ย.โดยสำนักกิจการต่างประเทศและกิจการเครือจักรภพอังกฤษออกแถลงการณ์พิจารณาใช้กำลังทหารตอบโต้กลุ่มโบโก ฮารามในระยะยาวเพื่อป้องกันเหตุรุนแรงและปราบปรามอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือเด็กนักเรียนหญิงในไนจีเรียด้วย โดยอยู่ระหว่างวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์และรอการร้องขอความช่วยเหลือจากกองทัพไนจีเรีย ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกรณีตอบสนองแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างล่าช้า ทั้งอ้างว่ากำลังถูกบุคคลบางกลุ่มพยายามดึงกองทัพเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ส่วนรัฐบาลจีน ฝรั่งเศสและสเปนรับปากช่วยเหลือปฏิบัติการช่วยตัวประกันเด็กนักเรียนหญิงชาวไนจีเรียด้วย ก่อนหน้านี้ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติแถลงอยู่ระหว่างพิจารณาใช้มาตรการเหมาะสมตอบโต้กลุ่มโบโค อาราม ซึ่งตามนัยการทูตหมายถึงอาจบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร นอกจากนั้น ข่าวคราวการลักพาตัวเด็กนักเรียนหญิงไนจีเรีย ส่งผลให้ชาวโลกต่างแสดงปฏิกริยาเห็นใจและเรียกร้องถึงกลุ่มติดอาวุธโบโค ฮารามให้ปล่อยตัวประกันทั้งหมดทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้ กองกำลังโบโก ฮาราม เปิดฉากต่อสู้กับรัฐบาลไนจีเรียมาตลอดช่วงหลายปีท่ีผ่านมา โดยมีเป้าหมายต้องการให้ไนจีเรียเป็นรัฐอิสลาม ผลการสู้รบมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,500 คน เหตุรุนแรงระลอก ล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อ 5 พ.ค.กลุ่มโบโก ฮาราม บุกโจมตีหมู่บ้านทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายร้อยคน ขณะที่ประธานาธิบดีกู๊ดลัค โจนาธาน ผู้นำไนจีเรีย กล่าวระหว่างร่วมประชุมเศรษฐกิจเมื่อวันพฤหัสบดี ระบุการกระทำของกลุ่มโบโก ฮาราม กำลังก่อให้เกิดความพยายามหยุดยั้งเหตุรุนแรงในไนจีเรีย.
สหภาพการค้าและแรงงานในประเทศตุรกี เริ่มผละงานประท้วงเป็นเวลา 1 วัน ในวันพฤหัสบดี เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อเหตุระเบิดที่เหมืองถ่านหินในเมืองโซมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 282 รายแล้ว...สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า สหภาพการค้าและแรงงานในประเทศตุรกี เริ่มผละงานประท้วงเป็นเวลา 1 วัน ในวันพฤหัสบดี เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อเหตุระเบิดที่เหมืองถ่านหินในเมืองโซมา ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 282 คน นับเป็นอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับเหมืองครั้งร้ายแรงที่สุดของตุรกี ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ประท้วงในนครอิสตันบูล ที่เมืองอิซเมียร์ เมืองใหญ่ที่สุดลำดับ 3 ของตุรกี ห่างจากเมืองโซมา ราว 120 กม. มีผู้ชุมนุมประมาณ 20,000 คน ออกมาเดินขบวนประท้วงบนถนนหลายสาย ก่อนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งใช้ทั้งแก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำแรงดันสูงกับผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหลายคน ในเวลาต่อมา จำนวนผู้ชุมนุมลดเหลือประมาณ 5,000 คน โดยพวกเขาประกาศจะปักหลักประท้วงต่อไป จนกว่าผู้ร่วมอุดมการณ์ที่ถูกตำรวจจับกุมจะได้รับการปล่อยตัว ส่วนที่กรุงอังการา เมืองหลวงตุรกี เกิดการชุมนุมติดต่อกันเป็นวันที่ 2 หลังจากเมื่อวันพุธ เจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำแรงดันสูงสลายการชุมนุม โดยมีผู้ชุมนุมประมาณ 3,000 คน ออกมารวมตัวกันที่หน้าตึกกระทรวงแรงงาน ขณะเดียวกันมีรายงานเกิดการชุมนุมประท้วงที่นครอิสตันบูล, เมืองบูร์ซา, เมืองอันตัลยา และเมืองอื่นๆ อีกหลายแห่งชาวเมืองโซมา ร่วมพิธีฝังศพหมู่ผู้เสียชีวิตจากเหตุเหมืองระเบิด ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังเอ่ยคำพูดเหมือนปัดความรับผิดชอบขณะเยือนที่เกิดเหตุเมื่อวันพุธ โดยเขากล่าวว่า "มีอุบัติเหตุในการทำเหมืองเกิดขึ้นหลายครั้งทั่วโลก รวมถึงเหตุการณ์ที่อังกฤษในศตวรรษที่ 19" ประโยคนี้ทำให้เขาถูกชาวเมืองโซมาส่งเสียงโห่ไล่, เรียกร้องให้ลาออก และไล่เตะรถของเขาขณะที่เดินทางกลับ ขณะที่ สมาพันธ์สหภาพแรงงานสาธารณะ (พีดับเบิลยูซี) เชื่อว่า อุบัติเหตุในครั้งนี้เป็นความผิดของผู้ที่ผลักดันนโยบายให้อุตสาหกรรมเหมืองกลายเป็นของเอกชน รวมถึงผู้ที่คุกคามชีวิตของคนงานเหมือง ด้านปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหมืองถ่านหินในเมืองโซมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงทำการค้นหาอย่างต่อเนื่อง แต่ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตแทบไม่มีเหลือแล้ว เนื่องจากภายในอุโมงค์เหมืองที่คนงานติดอยู่เต็มไปด้วยก๊าซพิษ โดยเจ้าหน้าที่พบศพ 8 ศพในช่วงคืนวันพุธ ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 282 ราย และมีคนงานไม่เกิน 150 คน ที่ยังติดอยู่ในเหมือง
รัสเซียส่งสัญญาณจะรับรองผลการลงประชามติแยกตัวเป็นอิสระของสองภูมิภาคในภาคตะวันออกของยูเครน ทำเนียบเครมลินของรัสเซียออกแถลงการณ์วันนี้บอกว่าจะเคารพการตัดสินใจของประชาชนในภูมิภาคโดเนตสก์และลูกานสก์ ทางภาคตะวันออกของยูเครนเมื่อวันอาทิตย์ และเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามผลประชามติ โดยไม่ก่อให้เกิดเหตุรุนแรง การแสดงจุดยืนดังกล่าวมีขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เตือนเมื่อวันพุธให้เลื่อนการจัดประชามติ เพื่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีเอื้ออำนวยต่อการเจรจายุติความวุ่นวายในภาคตะวันออกของยูเครน การลงประชามติในสองภูมิภาคจัดขึ้นโดยกลุ่มฝักใฝ่รัสเซีย ที่ยึดหน่วยราชการกว่า 10 เมืองในภูมิภาคโดเนตสก์และลูกานสก์ และกองกำลังในโดเนตสก์ประกาศผลการลงประชามติว่าประชาชน 89% สนับสนุนการแยกตัวจากยูเครนและสถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์ และคาดว่าผลประชามติในลูกานสก์ที่จะประกาศในวันนี้จะออกมาคล้ายๆกัน
ทีมกู้ภัยมายังจุดเกิดเหตุเครื่องบินตกที่หมู่บ้านนาดี แขวงเชียงขวาง อุบัติเหตุเครื่องบินกองทัพอากาศ สปป.ลาว ตกที่แขวงเชียงขวาง คร่าชีวิตอย่างน้อย 14 ศพ รวมทั้ง พล.ท.ดวงใจ พิจิด รมว.กระทรวงป้องกันประเทศ และรัฐมนตรีระดับสูงอีกหลายคน ขณะจะไปร่วมงานฉลองครบรอบปี วันสำคัญของกองทัพปฏิวัติที่แขวงเชียงขวาง ..สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอุบัติเหตุสุดสลด เครื่องบินกองทัพอากาศแบบ AN74-300 ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาวประสบเหตุตก ที่แขวงเชียงขวาง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อเวลา 06.15 น.ของช่วงเช้าวันนี้ (17 พ.ค.) เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ราย สำหรับในจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้ รวมถึง พล.ท.ดวงใจ พิจิด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศ, นายเจือง สมบูนขัน หัวหน้าคณะโฆษณาอบรมศูนย์กลางพรรค,นายทองบัน แสงอาทอน รมต.กระทรวงป้องกันความสงบ หรือกระทรวงตำรวจ และนายสุกัน มะหาราช เจ้าครองนครเวียงจันทน์ นายเสข วรรณเมธี โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศของไทย เปิดเผยว่า เครื่องบินของกองทัพอากาศสปป.ลาวลำนี้ได้ทะยานออกจากท่าอากาศยานในกรุงเวียงจันทน์ เพื่อมุ่งหน้าไปยังแขวงเชียงขวาง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และประสบเหตุตกในเขตแขวงเชียงขวาง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปประมาณ 470 กม.ขณะที่สำนักข่าวต่างชาติรายงานด้วยว่า เครื่องบินตกขณะกำลังจะร่อนลงจอดและเหลืออีกเพียง 4 กิโลเมตร จะถึงสนามบินเมืองเชียงขวาง ส่วนการที่คณะผู้นำระดับสูงของทางการสปป.ลาว ได้เดินทางไปกับเครื่องบินกองทัพอากาศลำนี้ เพื่อจะไปร่วมฉลองครบรอบปี กองพันที่ 2 ของกองทัพปฏิวัติประชาชนลาว ประสบชัยชนะเหนือกองกำลังทหารที่ภักดีต่อราชวงศ์เมื่อ 55 ปีที่แล้ว และทำให้ต่อมา ลาวได้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์เมื่อปี 2518 ในเวลาต่อมา แหล่งข่าวในสำนักนายกรัฐมนตรีลาว ยืนยันว่า อุบัติเหตุเครื่องบินกองทัพอากาศลาวตกในครั้งนี้ เป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีของสปป.ลาวหลายคน รวมทั้งพล.ท.ดวงใจ พิิจิด รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ป้องกันประเทศเสียชีวิตจริง
เอเจนซีส์ - ชาวเวียดนามรวมตัวประท้วงจีนครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ปี ในวันนี้ (11) จากความไม่พอใจที่จีนเข้าไปตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันในน่านน้ำที่พิพาทกันอยู่ ขณะที่ทางการฮานอย ดูเหมือนจงใจไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมที่เคยเป็นมา โดยปล่อยให้ประชาชนก่อม็อบ พร้อมไฟเขียวให้สื่อรายงานสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด ผู้ชุมนุมราว 1,000 คน ซึ่งมีทั้งทหารผ่านศึก และนักศึกษา ชูป้ายข้อความต่อต้านจีน เป็นต้นว่า “จีนปล้นน้ำมันของเรา” และร้องเพลงปลุกใจในบริเวณสวนสาธารณะซึ่งอยู่ตรงข้ามสถานทูตจีนในกรุงฮานอย ทหารผ่านศึกวัย 74 ปี คนหนึ่งกล่าวว่า นี่เป็นการประท้วงต่อต้านจีนครั้งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงเท่าที่เขาเคยเห็นมาก่อน “ความอดทนของเรามีขีดจำกัด เรามาที่นี่เพื่อแสดงเจตจำนงของประชาชนเวียดนามในการปกป้องอธิปไตยของเรา ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม เราพร้อมตายเพื่อปกป้องประเทศ” การชุมนุมครั้งนี้นับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่ปี 2554 เมื่อเรือของจีนเข้าตัดสายเคเบิลที่ใช้สำหรับการสำรวจแหล่งน้ำมันโดยวิธีวัดคลื่นไหวสะเทือนของเรือฝ่ายเวียดนาม ในคราวนั้น ทางการเวียดนามปล่อยให้มีการประท้วงอยู่หลายสัปดาห์ก่อนสลายการชุมนุมเนื่องจากมีการขยายผลสร้างกระแสต่อต้านรัฐบาล สำหรับครั้งนี้ ตำรวจทั้งใน และนอกเครื่องแบบตั้งด่านสกัดป้องกันไม่ให้ผู้ประท้วงเข้าสู่สถานทูตจีน แต่ไม่ได้สลายการชุมนุม แม้ปกติแล้วรัฐบาลคอมมิวนิสต์จะควบคุมการชุมนุมของประชาชนอย่างเข้มงวดเพื่อสกัดกระแสประท้วงต่อต้านรัฐบาลก็ตามจีนและเวียดนามมีกรณีพิพาทช่วงชิงดินแดนหมู่เกาะพาราเซล และหมู่เกาะสแปร็ตลีย์ ในทะเลจีนใต้มายาวนาน เคยถึงขั้นปะทะสู้รบกันด้วยกำลังอาวุธ ถึงแม้ในปีหลังๆ มานี้ มีเพียงแค่การปะทะคารมทางการทูตเกี่ยวกับสิทธิในการสำรวจน้ำมัน และการทำประมงในน่านน้ำดังกล่าวเป็นระยะๆ ความตึงเครียดระหว่างประเทศเพื่อนบ้านที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์คู่นี้ ได้พุ่งขึ้นรุนแรงอีกครั้ง หลังจากตอนต้นเดือนพฤษภาคม จีนเคลื่อนย้ายแท่นขุดเจาะน้ำมันขนาดยักษ์ ไปติดตั้งในน่านน้ำใกล้กับหมู่เกาะพาราเซลที่แย่งชิงกรรมสิทธิ์กัน เวียดนามได้ออกคำแถลงตอบโต้ทันควันว่า การตัดสินใจของจีน “ผิดกฎหมาย” พร้อมส่งกองเรือตรวจการณ์จำนวนหลายสิบลำไปยังบริเวณดังกล่าว แต่ไม่สามารถฝ่าด่านกองเรือคุ้มกันของจีนซึ่งมีจำนวนมากกว่าเข้าไปได้ ถึงแม้ทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่า เรือที่ส่งไปในพื้นที่ดังกล่าวไม่มีเรือของฝ่ายทหารรวมอยู่ด้วยเลย โดยมีแต่เรือของหน่วยงานพลเรือน เช่น หน่วยยามฝั่ง เท่านั้น แต่ต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหากันว่า เรือของอีกฝ่ายหนึ่งได้พุ่งชนกระแทกใส่เรือของฝ่ายตนในลักษณะ “ยั่วยุ” ครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้สถานการณ์อยู่ในภาวะตึงเครียด ทางด้านญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์นี้ พร้อมระบุกล่าวโทษจีนว่ากำลังกระทำการในลักษณะ “ยั่วยุ” ขณะที่การประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศของอาเซียนในวันเสาร์ (10) ได้ออกคำแถลงแสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความอดทนอดกลั้น ที่ผ่านมา ทางการเวียดนามเคยยอมให้มีการชุมนุมประท้วงจีนบ้าง แต่บ่อยครั้งที่สลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง และเข้าจับกุมแกนนำรวมแล้วหลายสิบคน ซึ่งเป็นพวกที่รณรงค์เรียกร้องเสรีภาพทางการเมือง และสิทธิมนุษยชนพร้อมกันไปด้วย อย่างไรก็ตาม ในการชุมนุมวันนี้ (11) ทางการเวียดนามไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ รวมทั้งไม่มีคำสั่งสลายการชุมนุม ซ้ำยังมีกลุ่มที่เห็นชัดว่าเป็นพวกสนับสนุนรัฐบาลปะปนอยู่ในหมู่ผู้ประท้วงด้วย ซึ่งอาจตีความได้ว่า รัฐบาลเวียดนามต้องการแสดงความไม่พอใจต่อจีนผ่านการประท้วงของประชาชน นอกจากที่บริเวณหน้าสถานทูตจีนในกรุงฮานอยแล้ว ยังมีการชุมนุมต่อต้านจีนที่นครด่าหนัง ทางตอนกลางของเวียดนาม และที่นครโฮจิมินห์ ทางภาคใต้ของประเทศ ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดได้รายงานข่าวกรณีพิพาทแท่นขุดเจาะน้ำมันอย่างใกล้ชิด รวมทั้งรายงานข่าวการชุมนุมประท้วงครั้งนี้อย่างกระตือรือร้น ผิดกับในอดีตซึ่งผู้สื่อข่าวที่ทำข่าวการประท้วงจะถูกเลือกปฏิบัติ และบางครั้งถึงขั้นถูกทำร้าย. นานาชาติเร่งภารกิจช่วยนักเรียนหญิงตัวประกันไนจีเรีย คาดอาจใช้มาตรการคว่ำบาตร ผู้คนทั่วโลกจี้ กลุ่ม "โบโค ฮาราม" ปล่อยเด็กๆ อย่างไม่มีเงื่อนไข
สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ว่า นานาชาติร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือเด็กนักเรียนหญิงชาวไนจีเรีย 276 คน ยังตกเป็นตัวประกันถูกกลุ่มติดอาวุธอิสลามิคหัวรุนแรง “โบโก ฮาราม” ลักพาตัวไปจากโรงเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตั้งแต่ 15 เม.ย.โดยสำนักกิจการต่างประเทศและกิจการเครือจักรภพอังกฤษออกแถลงการณ์พิจารณาใช้กำลังทหารตอบโต้กลุ่มโบโก ฮารามในระยะยาวเพื่อป้องกันเหตุรุนแรงและปราบปรามอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ส่งเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือเด็กนักเรียนหญิงในไนจีเรียด้วย โดยอยู่ระหว่างวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์และรอการร้องขอความช่วยเหลือจากกองทัพไนจีเรีย ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักกรณีตอบสนองแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างล่าช้า ทั้งอ้างว่ากำลังถูกบุคคลบางกลุ่มพยายามดึงกองทัพเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ส่วนรัฐบาลจีน ฝรั่งเศสและสเปนรับปากช่วยเหลือปฏิบัติการช่วยตัวประกันเด็กนักเรียนหญิงชาวไนจีเรียด้วย ก่อนหน้านี้ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติแถลงอยู่ระหว่างพิจารณาใช้มาตรการเหมาะสมตอบโต้กลุ่มโบโค อาราม ซึ่งตามนัยการทูตหมายถึงอาจบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร นอกจากนั้น ข่าวคราวการลักพาตัวเด็กนักเรียนหญิงไนจีเรีย ส่งผลให้ชาวโลกต่างแสดงปฏิกริยาเห็นใจและเรียกร้องถึงกลุ่มติดอาวุธโบโค ฮารามให้ปล่อยตัวประกันทั้งหมดทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้ กองกำลังโบโก ฮาราม เปิดฉากต่อสู้กับรัฐบาลไนจีเรียมาตลอดช่วงหลายปีท่ีผ่านมา โดยมีเป้าหมายต้องการให้ไนจีเรียเป็นรัฐอิสลาม ผลการสู้รบมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,500 คน เหตุรุนแรงระลอก ล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อ 5 พ.ค.กลุ่มโบโก ฮาราม บุกโจมตีหมู่บ้านทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายร้อยคน ขณะที่ประธานาธิบดีกู๊ดลัค โจนาธาน ผู้นำไนจีเรีย กล่าวระหว่างร่วมประชุมเศรษฐกิจเมื่อวันพฤหัสบดี ระบุการกระทำของกลุ่มโบโก ฮาราม กำลังก่อให้เกิดความพยายามหยุดยั้งเหตุรุนแรงในไนจีเรีย.
สหภาพการค้าและแรงงานในประเทศตุรกี เริ่มผละงานประท้วงเป็นเวลา 1 วัน ในวันพฤหัสบดี เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อเหตุระเบิดที่เหมืองถ่านหินในเมืองโซมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 282 รายแล้ว...สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า สหภาพการค้าและแรงงานในประเทศตุรกี เริ่มผละงานประท้วงเป็นเวลา 1 วัน ในวันพฤหัสบดี เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อเหตุระเบิดที่เหมืองถ่านหินในเมืองโซมา ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 282 คน นับเป็นอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับเหมืองครั้งร้ายแรงที่สุดของตุรกี ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ประท้วงในนครอิสตันบูล ที่เมืองอิซเมียร์ เมืองใหญ่ที่สุดลำดับ 3 ของตุรกี ห่างจากเมืองโซมา ราว 120 กม. มีผู้ชุมนุมประมาณ 20,000 คน ออกมาเดินขบวนประท้วงบนถนนหลายสาย ก่อนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งใช้ทั้งแก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำแรงดันสูงกับผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหลายคน ในเวลาต่อมา จำนวนผู้ชุมนุมลดเหลือประมาณ 5,000 คน โดยพวกเขาประกาศจะปักหลักประท้วงต่อไป จนกว่าผู้ร่วมอุดมการณ์ที่ถูกตำรวจจับกุมจะได้รับการปล่อยตัว ส่วนที่กรุงอังการา เมืองหลวงตุรกี เกิดการชุมนุมติดต่อกันเป็นวันที่ 2 หลังจากเมื่อวันพุธ เจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำแรงดันสูงสลายการชุมนุม โดยมีผู้ชุมนุมประมาณ 3,000 คน ออกมารวมตัวกันที่หน้าตึกกระทรวงแรงงาน ขณะเดียวกันมีรายงานเกิดการชุมนุมประท้วงที่นครอิสตันบูล, เมืองบูร์ซา, เมืองอันตัลยา และเมืองอื่นๆ อีกหลายแห่งชาวเมืองโซมา ร่วมพิธีฝังศพหมู่ผู้เสียชีวิตจากเหตุเหมืองระเบิด ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เรเจป ไตยิป เอร์โดอัน กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังเอ่ยคำพูดเหมือนปัดความรับผิดชอบขณะเยือนที่เกิดเหตุเมื่อวันพุธ โดยเขากล่าวว่า "มีอุบัติเหตุในการทำเหมืองเกิดขึ้นหลายครั้งทั่วโลก รวมถึงเหตุการณ์ที่อังกฤษในศตวรรษที่ 19" ประโยคนี้ทำให้เขาถูกชาวเมืองโซมาส่งเสียงโห่ไล่, เรียกร้องให้ลาออก และไล่เตะรถของเขาขณะที่เดินทางกลับ ขณะที่ สมาพันธ์สหภาพแรงงานสาธารณะ (พีดับเบิลยูซี) เชื่อว่า อุบัติเหตุในครั้งนี้เป็นความผิดของผู้ที่ผลักดันนโยบายให้อุตสาหกรรมเหมืองกลายเป็นของเอกชน รวมถึงผู้ที่คุกคามชีวิตของคนงานเหมือง ด้านปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตจากเหมืองถ่านหินในเมืองโซมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงทำการค้นหาอย่างต่อเนื่อง แต่ความหวังในการพบผู้รอดชีวิตแทบไม่มีเหลือแล้ว เนื่องจากภายในอุโมงค์เหมืองที่คนงานติดอยู่เต็มไปด้วยก๊าซพิษ โดยเจ้าหน้าที่พบศพ 8 ศพในช่วงคืนวันพุธ ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 282 ราย และมีคนงานไม่เกิน 150 คน ที่ยังติดอยู่ในเหมือง
รัสเซียส่งสัญญาณจะรับรองผลการลงประชามติแยกตัวเป็นอิสระของสองภูมิภาคในภาคตะวันออกของยูเครน ทำเนียบเครมลินของรัสเซียออกแถลงการณ์วันนี้บอกว่าจะเคารพการตัดสินใจของประชาชนในภูมิภาคโดเนตสก์และลูกานสก์ ทางภาคตะวันออกของยูเครนเมื่อวันอาทิตย์ และเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามผลประชามติ โดยไม่ก่อให้เกิดเหตุรุนแรง การแสดงจุดยืนดังกล่าวมีขึ้นทั้งที่ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เตือนเมื่อวันพุธให้เลื่อนการจัดประชามติ เพื่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีเอื้ออำนวยต่อการเจรจายุติความวุ่นวายในภาคตะวันออกของยูเครน การลงประชามติในสองภูมิภาคจัดขึ้นโดยกลุ่มฝักใฝ่รัสเซีย ที่ยึดหน่วยราชการกว่า 10 เมืองในภูมิภาคโดเนตสก์และลูกานสก์ และกองกำลังในโดเนตสก์ประกาศผลการลงประชามติว่าประชาชน 89% สนับสนุนการแยกตัวจากยูเครนและสถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์ และคาดว่าผลประชามติในลูกานสก์ที่จะประกาศในวันนี้จะออกมาคล้ายๆกัน
ทีมกู้ภัยมายังจุดเกิดเหตุเครื่องบินตกที่หมู่บ้านนาดี แขวงเชียงขวาง อุบัติเหตุเครื่องบินกองทัพอากาศ สปป.ลาว ตกที่แขวงเชียงขวาง คร่าชีวิตอย่างน้อย 14 ศพ รวมทั้ง พล.ท.ดวงใจ พิจิด รมว.กระทรวงป้องกันประเทศ และรัฐมนตรีระดับสูงอีกหลายคน ขณะจะไปร่วมงานฉลองครบรอบปี วันสำคัญของกองทัพปฏิวัติที่แขวงเชียงขวาง ..สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอุบัติเหตุสุดสลด เครื่องบินกองทัพอากาศแบบ AN74-300 ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาวประสบเหตุตก ที่แขวงเชียงขวาง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เมื่อเวลา 06.15 น.ของช่วงเช้าวันนี้ (17 พ.ค.) เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 ราย สำหรับในจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตกครั้งนี้ รวมถึง พล.ท.ดวงใจ พิจิด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันประเทศ, นายเจือง สมบูนขัน หัวหน้าคณะโฆษณาอบรมศูนย์กลางพรรค,นายทองบัน แสงอาทอน รมต.กระทรวงป้องกันความสงบ หรือกระทรวงตำรวจ และนายสุกัน มะหาราช เจ้าครองนครเวียงจันทน์ นายเสข วรรณเมธี โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศของไทย เปิดเผยว่า เครื่องบินของกองทัพอากาศสปป.ลาวลำนี้ได้ทะยานออกจากท่าอากาศยานในกรุงเวียงจันทน์ เพื่อมุ่งหน้าไปยังแขวงเชียงขวาง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และประสบเหตุตกในเขตแขวงเชียงขวาง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปประมาณ 470 กม.ขณะที่สำนักข่าวต่างชาติรายงานด้วยว่า เครื่องบินตกขณะกำลังจะร่อนลงจอดและเหลืออีกเพียง 4 กิโลเมตร จะถึงสนามบินเมืองเชียงขวาง ส่วนการที่คณะผู้นำระดับสูงของทางการสปป.ลาว ได้เดินทางไปกับเครื่องบินกองทัพอากาศลำนี้ เพื่อจะไปร่วมฉลองครบรอบปี กองพันที่ 2 ของกองทัพปฏิวัติประชาชนลาว ประสบชัยชนะเหนือกองกำลังทหารที่ภักดีต่อราชวงศ์เมื่อ 55 ปีที่แล้ว และทำให้ต่อมา ลาวได้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์เมื่อปี 2518 ในเวลาต่อมา แหล่งข่าวในสำนักนายกรัฐมนตรีลาว ยืนยันว่า อุบัติเหตุเครื่องบินกองทัพอากาศลาวตกในครั้งนี้ เป็นเหตุให้คณะรัฐมนตรีของสปป.ลาวหลายคน รวมทั้งพล.ท.ดวงใจ พิิจิด รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ป้องกันประเทศเสียชีวิตจริง
วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
มวยในกระแส ไฟต์ไม่บังคับ แต่โคจรมาเจอกันโดยบังเอิญ
หล่อลากไส้มากๆๆๆๆๆๆ
เปรียบมวย หล่อลากไส้ 2 แบบ
มาร์ค ปอมเปอี มุมน้ำเงิน รูปมวยสไตล์บ็อกซิ่ง ถนัดแย็บและเต้นฟุ้ตเวิร์ค ถ้าเพลี่ยงพล้ำจะตีกรรเชียงหนี หรือเข้ามุมเสมอ สถิติ ชนะ 1 หน (ชนะคะแนนแบบเอาปืนจี้หัวกรรมการ) เสมอ 27 แพ้ 108 (ตลอดๆ)
กั้ง คาวาอี้ มุมแดง ผู้ท้าชิงข้ามรุ่น รูปมวยสไตล์ไฟท์ติ้ง ดุดัน มีหมัดเด็ดไม้ตาย ที่ทำให้คู่แข่งตาค้างได้ เป็นนักมวยหมัดหนัก ขวาตาย ซ้ายสลบ (ฟินเว่อร์ๆๆๆ) สถิติ ชนะ 10 เสมอ 5 แพ้ 16
ข้อมูลส่วนตัวทั้ง 2 ฝ่าย
ชื่อ มาร์ค ปอมเปอี vs กั้ง คาวาอี้
ฉายา มิสเตอร์โพเดี้ยม (จ้อได้ทุกที่ ขอให้มีสแตนโพเดี้ยม) vs นักร้องขาแด๊นซ์ เดอะสตาร์ คนที่ 10 ของเมืองไทย
ส่วนสูง น้ำหนัก 167 ซม. 60 กก. vs 178 ซม. 65 กก.
การศึกษา เศรษฐศาสตร์ ตรี-โท ม.อ๊อกฟอร์ด vs ตรี อักษรศาสตร์ อินเตอร์ ม.จุฬาลงกรณ์
ชาติตระกูล ดี บิดาเป็นนายแพทย์ชื่อดัง vs ดี บิดาเป็นนักการทูต
ระดับความหล่อ เป็นพระเอกลิเกการเมืองมาหลายสมัย vs เป็นอดีตบอยแบนด์หน้าหล่อสไตล์เกาหลี
เกียรติยศสูงสุด เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของเมืองไทย vs เดอะสตาร์คนที่ 10 ของเมืองไทย
ผู้นำฝ่ายค้านถึง 3 สมัย vs ได้รับเกียรติแสดงดนตรีต่อหน้าพระราชาแห่งภูฏาน
ผลงานที่เป็นที่น่าจดจำ (มาร์ค ปอมเปอี)
-ปล่อยให้กลุ่มคนเสื้อแดงทำลายการประชุมเอเปคที่พัทยา โดนทุบรถและหนีหัวซุกหัวซุนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ต้องหนีไปอยู่ในค่ายทหาร ราบ 11.อีกทั้งภายหลังยังส่งจนท.รัฐมนตรีไปประกันตัวให้กับคนเสื้อแดงเหล่านั้นอีก
-รับปากต่อภาคประชาชนเรื่องกรณี เขาพระวิหาร ว่าประเทศไทยจะไม่เสียดินแดน หากเสียจริงๆ จะไม่ขออยู่เป็นคนไทย แล้วปัจจุบันเป็นที่ทราบดีว่าไทยได้เสียดินแดนโดยทางพฤตินัยไปแล้ว แต่มาร์คก็ยังคงพลิกลิ้น ยังไม่นับรวมกับการทำให้คุณวีระ สมความคิด ถูกทหารของกัมพูชาจับในดินแดนไทย แล้วตนเองไปสำทับอีกว่าคุณวีระผิดจริงที่ถูกจับ
-ไม่เคยมีความจริงใจต่อการปฏิรูปการเมือง เพราะในสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่กว่า 2 ปี ได้ตั้งคณะกรรมการหลายชุดทำการศึกษาเรื่องปฏิรูป แต่ก็เอาผลการศึกษาเหล่านั้นเก็บลงลิ้นชัก ไม่นำมาพิจารณา จนปัจจุบันหลุดมาเป็นผู้นำฝายค้าน จนภาคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลทรราชย์ และชูประเด็นการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง แต่ตนเองเพิ่งจะโผล่มาแสดงตนว่าจะขอเป็นคนกลางประสานการพูดคุยให้เกิดการปฏิรูปพร้อมๆกับให้มีการเลือกตั้ง
ผลงานที่เป็นที่น่าประทับใจ (กั้ง คาวาอี้)
-การเปิดตัวรอบออดิชั่นภาค,รอบสุดท้าย 8 คน และคอนเสิร์ตเปิดตัวสัปดาห์แรก ทำให้แฟนคลับหรือผู้ชมประทับใจเทใจโหวต และได้รับการกล่าวขวัญชื่นชมจากคณะกรรมการทั้ง 3 คน รวมถึงผลการโหวตเป็นอันดับต้นๆ
-วีคเพลงลูกทุ่ง กับการแสดงออก การเอนเตอร์เทนคนดูแบบไม่ห่วงหล่อ และท่าเต้นสุดมันส์ รวมถึงวีคเพลงประกอบภาพยนตร์และละคร ที่ทำให้ตัวตนและเผยให้เห็นศักยภาพการแสดงและอินเนอร์ที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างเข้าถึงใจคนดู ได้รับเสียงปรมมือและกล่าวชื่นชมท่วมท้นอีกครั้งนึง
-วีคสุดท้าย มินิคอนเสิร์ต 30 นาที และคอนเสิร์ตอำลาและประกาศผลบนเวทีอิมแพ็ค การแสดงที่พีคที่สุด ศักยภาพการเต้น การร้อง การเอนเตอร์เทน ได้พัฒนามาจนถึงสัปดาห์สุดท้าย ซึ่งแสดงถึงพัฒนาการของการฉายแววเป็นเดอะสตาร์อย่างเต็มที่ที่สุด และภาพสุดท้ายที่กราบและกอดกับคุณพ่อคุณแม่ของน้องกั้ง และคำขอบคุณของคุณพ่อต่อแฟนคลับคนที่โหวตให้น้องจนได้เป็นผู้ชนะ ภาพความประทับใจของความเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ
แฟนคลับมาร์ค ค่อยๆ ลดน้อยลง vs นับวันคนรักกั้งเพิ่มขึ้น,แอนตี้กั้งลดลง
ผลการโหวตโนในการเลือกตั้งหนล่าสุด vs แฟนคลับจิ้นกั้งกับทุกคนรอบตัว และโหวต
ในเขตกรุงเทพฯ โหวตโน ให้กับมาร์คเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ vs แฟนคลับทุ่มโหวตให้กั้งเป็นซุปตาร์ขวัญใจคนไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 คน
วาทะเด็ดประจำตัว (มาร์ค ปอมเปอี)
“ไม่มีเหตุผลอะไร ที่ผมจะนำแผ่นดินไทยไปแลกผลประโยชน์ถ้าทำเช่นนั้น …. ถ้าทำเช่นนั้น.. ไม่เพียงผมจะไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีผมไม่ควรจะอยู่บนแผ่นดินนี้ด้วยซ้ำ”..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี 7 ส.ค.2553 / สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น(ดินแดง)
วาทะเด็ดประจำตัว (กั้ง คาวาอี้)
“กั้ง รักทุกคน คนเดียวเท่านั้น เหมือนกันครับ” เป็นช่วงที่กั้งพูดตอบแฟนคลับในห้องส่งที่ตะโกนบอกเขาว่า “รักกั้งคนเดียวเท่านั้น” หลังจากเพลง รักเธอคนเดียวเท่านั้น ในมินิคอนเสิร์ต 30 นาที จนกลายเป็นประโยคฮิตที่แฟนคลับนำมาแซวกั้งที่มักชอบพูดประโยคภาษาไทยสำนวนแปลกๆ
ใครพูดรู้เรื่องกว่ากัน อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจ แต่คะแนนเทไปที่น้องกั้ง แน่นอน พูดเพราะ ฟังแล้วจริงใจ และเข้าใจกว่ามาก มาลองดูคลิปเปรียบเทียบกัน
เปรียบมวย หล่อลากไส้ 2 แบบ
มาร์ค ปอมเปอี มุมน้ำเงิน รูปมวยสไตล์บ็อกซิ่ง ถนัดแย็บและเต้นฟุ้ตเวิร์ค ถ้าเพลี่ยงพล้ำจะตีกรรเชียงหนี หรือเข้ามุมเสมอ สถิติ ชนะ 1 หน (ชนะคะแนนแบบเอาปืนจี้หัวกรรมการ) เสมอ 27 แพ้ 108 (ตลอดๆ)
กั้ง คาวาอี้ มุมแดง ผู้ท้าชิงข้ามรุ่น รูปมวยสไตล์ไฟท์ติ้ง ดุดัน มีหมัดเด็ดไม้ตาย ที่ทำให้คู่แข่งตาค้างได้ เป็นนักมวยหมัดหนัก ขวาตาย ซ้ายสลบ (ฟินเว่อร์ๆๆๆ) สถิติ ชนะ 10 เสมอ 5 แพ้ 16
ข้อมูลส่วนตัวทั้ง 2 ฝ่าย
ชื่อ มาร์ค ปอมเปอี vs กั้ง คาวาอี้
ฉายา มิสเตอร์โพเดี้ยม (จ้อได้ทุกที่ ขอให้มีสแตนโพเดี้ยม) vs นักร้องขาแด๊นซ์ เดอะสตาร์ คนที่ 10 ของเมืองไทย
ส่วนสูง น้ำหนัก 167 ซม. 60 กก. vs 178 ซม. 65 กก.
การศึกษา เศรษฐศาสตร์ ตรี-โท ม.อ๊อกฟอร์ด vs ตรี อักษรศาสตร์ อินเตอร์ ม.จุฬาลงกรณ์
ชาติตระกูล ดี บิดาเป็นนายแพทย์ชื่อดัง vs ดี บิดาเป็นนักการทูต
ระดับความหล่อ เป็นพระเอกลิเกการเมืองมาหลายสมัย vs เป็นอดีตบอยแบนด์หน้าหล่อสไตล์เกาหลี
เกียรติยศสูงสุด เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 ของเมืองไทย vs เดอะสตาร์คนที่ 10 ของเมืองไทย
ผู้นำฝ่ายค้านถึง 3 สมัย vs ได้รับเกียรติแสดงดนตรีต่อหน้าพระราชาแห่งภูฏาน
ผลงานที่เป็นที่น่าจดจำ (มาร์ค ปอมเปอี)
-ปล่อยให้กลุ่มคนเสื้อแดงทำลายการประชุมเอเปคที่พัทยา โดนทุบรถและหนีหัวซุกหัวซุนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ต้องหนีไปอยู่ในค่ายทหาร ราบ 11.อีกทั้งภายหลังยังส่งจนท.รัฐมนตรีไปประกันตัวให้กับคนเสื้อแดงเหล่านั้นอีก
-รับปากต่อภาคประชาชนเรื่องกรณี เขาพระวิหาร ว่าประเทศไทยจะไม่เสียดินแดน หากเสียจริงๆ จะไม่ขออยู่เป็นคนไทย แล้วปัจจุบันเป็นที่ทราบดีว่าไทยได้เสียดินแดนโดยทางพฤตินัยไปแล้ว แต่มาร์คก็ยังคงพลิกลิ้น ยังไม่นับรวมกับการทำให้คุณวีระ สมความคิด ถูกทหารของกัมพูชาจับในดินแดนไทย แล้วตนเองไปสำทับอีกว่าคุณวีระผิดจริงที่ถูกจับ
-ไม่เคยมีความจริงใจต่อการปฏิรูปการเมือง เพราะในสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่กว่า 2 ปี ได้ตั้งคณะกรรมการหลายชุดทำการศึกษาเรื่องปฏิรูป แต่ก็เอาผลการศึกษาเหล่านั้นเก็บลงลิ้นชัก ไม่นำมาพิจารณา จนปัจจุบันหลุดมาเป็นผู้นำฝายค้าน จนภาคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลทรราชย์ และชูประเด็นการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง แต่ตนเองเพิ่งจะโผล่มาแสดงตนว่าจะขอเป็นคนกลางประสานการพูดคุยให้เกิดการปฏิรูปพร้อมๆกับให้มีการเลือกตั้ง
ผลงานที่เป็นที่น่าประทับใจ (กั้ง คาวาอี้)
-การเปิดตัวรอบออดิชั่นภาค,รอบสุดท้าย 8 คน และคอนเสิร์ตเปิดตัวสัปดาห์แรก ทำให้แฟนคลับหรือผู้ชมประทับใจเทใจโหวต และได้รับการกล่าวขวัญชื่นชมจากคณะกรรมการทั้ง 3 คน รวมถึงผลการโหวตเป็นอันดับต้นๆ
-วีคเพลงลูกทุ่ง กับการแสดงออก การเอนเตอร์เทนคนดูแบบไม่ห่วงหล่อ และท่าเต้นสุดมันส์ รวมถึงวีคเพลงประกอบภาพยนตร์และละคร ที่ทำให้ตัวตนและเผยให้เห็นศักยภาพการแสดงและอินเนอร์ที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างเข้าถึงใจคนดู ได้รับเสียงปรมมือและกล่าวชื่นชมท่วมท้นอีกครั้งนึง
-วีคสุดท้าย มินิคอนเสิร์ต 30 นาที และคอนเสิร์ตอำลาและประกาศผลบนเวทีอิมแพ็ค การแสดงที่พีคที่สุด ศักยภาพการเต้น การร้อง การเอนเตอร์เทน ได้พัฒนามาจนถึงสัปดาห์สุดท้าย ซึ่งแสดงถึงพัฒนาการของการฉายแววเป็นเดอะสตาร์อย่างเต็มที่ที่สุด และภาพสุดท้ายที่กราบและกอดกับคุณพ่อคุณแม่ของน้องกั้ง และคำขอบคุณของคุณพ่อต่อแฟนคลับคนที่โหวตให้น้องจนได้เป็นผู้ชนะ ภาพความประทับใจของความเป็นครอบครัวที่อบอุ่นและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ
แฟนคลับมาร์ค ค่อยๆ ลดน้อยลง vs นับวันคนรักกั้งเพิ่มขึ้น,แอนตี้กั้งลดลง
ผลการโหวตโนในการเลือกตั้งหนล่าสุด vs แฟนคลับจิ้นกั้งกับทุกคนรอบตัว และโหวต
ในเขตกรุงเทพฯ โหวตโน ให้กับมาร์คเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ vs แฟนคลับทุ่มโหวตให้กั้งเป็นซุปตาร์ขวัญใจคนไทยเพิ่มขึ้นอีก 1 คน
วาทะเด็ดประจำตัว (มาร์ค ปอมเปอี)
“ไม่มีเหตุผลอะไร ที่ผมจะนำแผ่นดินไทยไปแลกผลประโยชน์ถ้าทำเช่นนั้น …. ถ้าทำเช่นนั้น.. ไม่เพียงผมจะไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีผมไม่ควรจะอยู่บนแผ่นดินนี้ด้วยซ้ำ”..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี 7 ส.ค.2553 / สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น(ดินแดง)
วาทะเด็ดประจำตัว (กั้ง คาวาอี้)
“กั้ง รักทุกคน คนเดียวเท่านั้น เหมือนกันครับ” เป็นช่วงที่กั้งพูดตอบแฟนคลับในห้องส่งที่ตะโกนบอกเขาว่า “รักกั้งคนเดียวเท่านั้น” หลังจากเพลง รักเธอคนเดียวเท่านั้น ในมินิคอนเสิร์ต 30 นาที จนกลายเป็นประโยคฮิตที่แฟนคลับนำมาแซวกั้งที่มักชอบพูดประโยคภาษาไทยสำนวนแปลกๆ
ใครพูดรู้เรื่องกว่ากัน อันนี้ไม่ค่อยแน่ใจ แต่คะแนนเทไปที่น้องกั้ง แน่นอน พูดเพราะ ฟังแล้วจริงใจ และเข้าใจกว่ามาก มาลองดูคลิปเปรียบเทียบกัน
วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557
การตลาดแบบ ป็อปคอร์น ร้อนๆ คั่วสดจากเตาทุกวัน ลองชิมดูมั๊ยค่ะ/ครับ
ไม่น่าเชื่อว่า สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “ป็อปคอร์น” จะกลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในสังคมไทยมากในช่วงปลายปีที่แล้วต่อต้นปีที่ผ่านมา เริ่มจากประเด็นลูกค้าใจร้อนขอเรียกร้องสิทธิความเป็นธรรมจากผจก.โรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง(เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์) จนกลายเป็นการวิวาทะ ทะเลาะเบาะแว้ง จนเป็นที่มาของคลิปแฉพฤติกรรมของลูกค้ากับ ผจก.โรงหนังว่อนเน็ต,โซเชียลมีเดีย และต่อยอดไปสู่ผลการวิจัยธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่พบว่ารายได้หลักของโรงหนังไม่ได้มาจากกำไรจากค่าตั๋วหนังซักเท่าไร แต่ผลกำไรหลักมาจากผลกำไรจากป็อปคอร์นและเครื่องดื่มที่ขายหน้าโรงหนัง พวกคอมโบ้เซ็ตนั้นราคาขายแพงพอๆ กับราคาตั๋วหนังหรือมากกว่า และผลกำไรนั้นปาเข้าไป 80-90%กันเลยทีเดียว โดยที่ลูกค้าเองก็ยินดีจะจ่าย และไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรมากนัก สำหรับลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงอยู่แล้ว ป็อปคอร์นกลายมาเป็นกระแสพูดถึงอีกครั้ง เมื่อกลายมาเป็นสัญลักษณ์หรือรูปแบบการต่อสู้กันทางการเมือง ครั้นเมื่อเหตุการณ์การปะทะกันของมวลชน กปปส.กับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เป็นมวลชนของนายโกตี๋ ที่เป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลปู ยิ่งลักษณ์ และกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ถูกสังคมตั้งข้อสังเกตว่าเป็นกลุ่มที่เข้ามาช่วยเหลือมวลชนของ กปปส.นั้นใส่ชุดคลุมหน้าไอ้โม่ง ถือถุงป็อปคอร์น เพื่อปกปิดอาวุธปืน อันเป็นที่มาของคำว่า “นักรบป็อปคอร์น” ที่กลายมาเป็นกองกำลังพิทักษ์ กปปส.กลุ่มของหลวงปู่พุทธอิสระ หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ฯลฯ แต่กระแสการตลาดที่กลับมาตอกย้ำสินค้าป็อปคัลเจอร์ชนิดนี้ให้โด่งดังขึ้นไปอีก คือ การเปิดตัวแฟรนส์ไชส์ต้นตำรับ “การ์เร็ต ป็อปคอร์น” จากอเมริกา ซึ่งมาเปิดตัวในไทยเป็นครั้งแรก และยิ่งตอกย้ำกระตุ้นดีมานด์ ความอยากบริโภคป็อปคอร์นขึ้นไปอีกกับป็อปคอร์นแบรนด์ไทยสัญชาติไทย ชื่อว่า “ต็อบคอร์น” ของเถ้าแก่น้อย ที่แตกไลน์ต่อยอดมาจากขนมสาหร่ายทอด อันโด่งดังและประสบความสำเร็จมาแล้ว วันนี้เราจึงอยากมาสำรวจสมรภูมิของร้านป็อปคอร์น ซึ่งเป็นตลาดพรีเมี่ยม และไฮพรีเมี่ยมของไทยว่ามีเจ้าใดกันบ้าง
มูลค่าการตลาดของผลิตภัณฑ์ป็อปคอร์นในตลาดพรีเมี่ยมนั้น ปัจจุบันตลาดป๊อปคอร์นในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ ตลาดป๊อปคอร์นสำเร็จรูปบรรจุซองมีมูลค่าประมาณ 300-400 ล้านบาท , ตลาดป๊อปคอร์นหน้าโรงภาพยนตร์มีมูลค่าตลาดกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 600-700 ล้านบาทเป็นตลาดป๊อปคอร์นคั่วสดพรีเมี่ยม
เริ่มจาก ป็อปคอร์น ของเจ้าตลาดเดิม ก็คือบรรดาร้านป็อปคอร์นตรงเคาน์เตอร์เอ้าท์เล็ตของโรงภาพยนตร์เครือใหญ่ๆ นั่นแหละ ได้แก่ เมเจอรซีเนเพล็กซ์ เอสเอฟ ฮอลลีวู้ด และอื่นๆ สนนราคาโดยประมาณของเครือเมเจอร์เป็นดังนี้
Popcorn M : 90 บาท , Popcorn L :120 บาท , น้ำอัดลม : 75 บาท
Garrett Popcorn สัญชาติอเมริกัน เปิดตัวใหญ่ครั้งแรกในไทย ที่สยามพาราก้อน เมื่อต้นปี จุดเด่นอยู่ที่ความโดดเด่นของการเป็นป็อปคอร์นระดับพรีเมียม ที่ตีคู่แข่งเสียกระเจิดกระเจิงด้วยรสชาติใหม่หลากหลาย และคุณภาพที่คัดสรรมาอย่างดีจนลงตัว โดยได้รับการการันตีว่า “ไม่ว่าคุณจะกินป็อปคอร์นจาก การ์เร็ตป็อปคอร์น จากที่สาขาไหนในโลก รสชาติจะเหมือนกันทุกที่ทั่วโลก” คั่วสดจากเครื่องคั่วที่ทันสมัยที่สุด การไปเปิดตลาดในแต่ละประเทศ การ์เร็ตจะมองถึงทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญ โดยจะเลือกโลเคชั่นที่ดีที่สุดของเมืองนั้น เพื่อเป็นการการันตีว่าจะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด ลูกค้าเดินทางมาได้สะดวกที่สุด เพื่อให้ทางร้านค้าสามารถให้บริการลูกค้าได้ตามเป้าหมาย โดยเป้าหมายไม่ใช่เรื่องตัวเลขยอดขาย แต่เป็นการบริการลูกค้าให้ได้กว่า 6,000 คนต่อสัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันการ์เร็ต มีสาขาแล้วกว่า 40 สาขาใน 10 ประเทศทั่วโลก โดยสาขาที่ทำรายได้ดีที่สุด คือ ชิคาโก ประเทศอเมริกา เป็นต้น รองลงมาคือ ชิบูย่า ที่ประเทศญี่ปุ่น และมาลุ้นกันว่าประเทศไทยจะเป็นอันดับที่สามหรือไม่ ด้วยความที่เป็นแบรนด์เก่าแก่ และผู้บริโภคชาวไทยบางส่วนรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่ก่อนแล้ว ทำให้การทำตลาดในเมืองไทยไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก เพียงแค่แปะป้ายให้รู้ว่า การ์เร็ตจะ coming soon ก็มีสาวกที่ตั้งหน้าตั้งตารออยู่เป็นจำนวนมาก แม้ว่าสนนราคาจะแพงกว่าป็อปคอร์นโดยทั่วไป คือจะอยู่ราว 99-2,300 บาท แต่เมื่อดูแถวเข้าคิวของลูกค้า ก็เชื่อมั่นได้ว่า จะประสบความสำเร็จเดินตามรอยของโรตีบอยและคริสปี้ครีมได้ไม่ยาก แต่จะยืนระยะอยู่ได้อย่างยาวนาน ครองใจผู้บริโภคคนไทยได้นานแค่ไหน กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ เฉกเช่นแฟรนส์ไชส์ขนมชนิดอื่นๆ
Tob Corn : น้องใหม่มาแรง สายพันธุ์ไทย มีแบ็คดีคือเถ้าแก่น้อย ราคาสบายกระเป๋า เปิดตัวไปแล้วสาขาแรกที่ศูนย์การเทอร์มินัล 21 เปิดตัวบนพื้นที่กว่า 30 ตารางเมตรในอาณาเขตเถ้าแก่น้อยแลนด์ ถือเป็นการทดสอบตลาดใหม่ด้วยแนวคิด “Popcorn Beyond Imagination by Tob” รสชาดสร้างสรรค์แปลกใหม่เหนือจินตนาการ ด้วยการชูจุดเด่นเน้นการตกแต่งแบบครัวเปิด เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นกรรมวิธีการทำไปพร้อมๆ กับการได้สัมผัสกลิ่นหอมของป็อปคอร์นที่คั่วสดใหม่ด้วยเครื่องคั่วที่ได้มาตรฐาน ส่งตรงจากอเมริกา มาถึงการต่อสู้ด้านรสชาติ ที่ร้านต็อบคอร์น มีรสชาติให้ลูกค้าได้เลือกทั้งหมด 6 รส ทั้งรูปแบบตะวันออกและตะวันตก ได้แก่ รสโนริ เทริยากิ, สูตรออริจินัลในแบบจแปนนิสสไตล์ ,คริสปี้ โคโคนัทสูตร East meet West, ปารีส คาราเมล ,คาราเมล อัลมอนด์ ,คาราเมล แมคคาเดเมีย และสตรอเบอร์รี่ มีขนาดให้เลือก 3 ขนาด คือ เล็ก กลาง ใหญ่ ระดับราคาเบาๆ อยู่ที่ เริ่มต้น 59-299 บาทเท่านั้น และในอนาคตอาจมีการพัฒนารสชาติใหม่ๆ เพื่อสนองความต้องการคนไทยโดยเฉพาะ อาทิ รสข้าวเหนียวทุเรียน, รสต้มยำกุ้ง ,รสน้ำปลาหวาน ฯลฯ ในช่วงเปิดตลาด ผู้บริโภคคนไทยอาจจะยังไม่ค่อยมั่นใจในแบรนด์นัก จึงมีการทำตลาดแบบ มีการแจกให้ลูกค้าได้ทดลองชิมฟรี เพื่อให้ลูกค้าได้รู้จักและสัมผัสถึงรสชาติ ความแปลกใหม่ และคุณภาพที่ไม่เป็นสองรองใคร ในสนนราคาที่ตอบโจทย์คนไทยได้สบายกระเป๋ากว่า โดยมีการตั้งเป้าเปิดสาขาในเฟสแรก จำนวน 6 สาขา รวมยอดขายอยู่ที่ 50 ล้านบาทในปีแรก และตั้งเป้ายอดขายให้ถึง 1,000 ล้านบาท เมื่อเปิดสาขาจนครบ 100 สาขาในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งร้าน Tob Corn ชิงเปิดตัวก่อนร้านของ Garrett Popcorn เพียง 6 วัน เพื่อสร้างการรับรู้ในหมู่ผู้บริโภคคนไทย ก่อนที่กระแสของ Garrett Popcorn จะมาแรงกลบกระแสของ Top Corn เสียก่อน
นอกจากนี้การมาของป็อปคอร์น 2 เจ้าใหญ่ ทั้งเทศและไทย ยังผลให้เจ้าตลาดเดิมอย่าง TORO ต้องชิงปล่อยสปอตโฆษณา เพื่อย้ำเตือนให้ตลาดได้รับทราบว่า ตนเองยังอยู่ ไม่ได้ไปไหน หาซื้อง่าย ไม่ต้องต่อคิว ราคาห่อใหญ่เพียง 20 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ตลาดนิชมาร์เก็ตอย่าง ร้านชานมที่ชื่อว่า Tea Story ก็เกาะกระแสนี้ด้วยเช่นกัน ด้วยการออกป็อปคอร์นเป็นของตนเอง ในแพ็กเก็จน่ารักซึ่งมาพร้อมกัน 3 รส ได้แก่ มะม่วงหิมพานต์ (Milk Conflake) ,อัลมอนต์ (Milk & Honey Pop) และคาราเมล (Caramel) ในสนนราคาถุงละ 130-230 บาทเท่านั้น เรียกว่าการมาของ 2 เจ้าใหญ่พลอยกระตุ้นให้ตลาดคึกคักกันทั้งระบบ ไม่เว้นแม้แต่ ป็อปคอร์นแฮนด์เมดที่ขายกันตามท้องตลาดโดยทั่วไปก็พลอยขายดีกันไปตามๆ กัน อย่างเทน้ำเทท่าไปด้วยในตัว
การ์เร็ต ป๊อปคอร์น VS ต๊อบคอร์น (บทความวิเคราะห์แผนการตลาด จากเว็บไซต์ของ Voice TV)
Voice Market พาชมบรรยากาศช็อปแห่งแรกของไทยของ Garrett Popcorn ที่ชั้น G สยามพารากอน
ในช่วงเช้าคนมาต่อแถวบางตา แต่มาคึกคักในช่วงเที่ยง โดยคนที่มาต่อแถวนั้น เพื่อ"ซื้อ" ไม่ใช่การต่อแถวเพื่อรับแคมเปญการตลาดเพื่อ "แจก" เหมือนอย่างที่ขนมจากต่างประเทศเคยใช้ โดยตัวแทนของการ์เร็ต ป๊อปคอร์น "สุชาติ เจียรานุสสติ" กรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจ บริษัท คาราเมล คริสป์ จำกัด มั่นใจว่า Garrett Popcorn จะเป็นป๊อปคอร์นที่ครองใจคนไทยเช่นเดียวกับทั่วโลกและจะไม่ใช่เพียงแค่กระแส "ฮิต" ชั่วคราวที่พุ่งสูงขึ้นและหายไปแน่นอน การ์เร็ต ป๊อปคอร์น เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 หรือ พ.ศ. 2492 ผ่านมาถึงวันนี้ มีอายุ 65 ปีแล้ว แต่เป็นกระแสดังจริงจัง เมื่อช่วง 1- 2 ปีที่ผ่านมา
การ์เร็ต ป๊อปคอร์น เปิด 40 แห่งทั่วโลก ได้แก่ เมืองชิคาโก้ และ ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ,ดูไบ ฮ่องกง ญี่ปุ่น คูเวต มาเลเซีย อังกฤษ สิงคโปร์ และในปี 2557 จะเปิดตัวเพิ่มเติมที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บราซิล และ เกาหลีใต้ โดยช็อป ที่พารากอนของไทย เป็นช็อปที่ 40 รสยอดนิยม คือ ชิคาโก้ มิกซ์ เพราะเป็นการรวมเอารสคาราเมล คริสป์ และ รถชีส เข้าด้วยกันในกล่องเดียว ป๊อปคอร์นแต่ละถุง คั่วใหม่ในหม้อทองแดงด้วยมือ ทุกวัน ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี 7 อย่าง ไม่ใส่สารกันเสีย
"ต๊อบคอร์น" ป๊อปคอร์นแนวใหม่ คั่วสดวันต่อวันแบบพรีเมียม สาขาแรกตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าเทอร์มินัล 21 อโศก โดย "ต๊อบคอร์น" มีจุดเด่นที่รสชาติหลากหลาย มีให้เลือก 6 รสชาติ ทั้งในรูปแบบตะวันออกและตะวันตก ได้แก่ โนริ เทริยากิ ป๊อปคอร์นสูตรออริจินัล ในแบบแจแปนนิสสไตล์ , คริสปี้ โคโคนัท ป๊อปคอร์นสูตร East meet West , ปารีส คาราเมล , คาราเมล อัลมอนด์ , คาราเมล แมคคาเดเมีย และสตรอว์เบอร์รี่ โดยวางจำหน่ายในขนาด เล็ก (S) , กลาง (M) , ใหญ่ (L) ราคาเริ่มต้น 59 บาทขึ้นไป ตลาดรวมป๊อปคอร์นในไทย มีมูลค่า 300-400 ล้านบาทต่อปี ตลาดป๊อปคอร์น บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ มีมูลค่าตลาดกว่า 1,000 ล้านบาท และตลาดป๊อปคอร์นคั่วสดพรีเมียม มีการสาธิตให้เห็นกรรมวิธีการทำ ใช้เครื่องคั่วป๊อปคอร์นที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา สัมผัสกลิ่นหอมของป๊อปคอร์นที่คั่วสดๆ ทุกวัน ร้านต๊อบคอร์น ตั้งเป้าที่จะมีร้านต๊อบคอร์น รวมทั้งสิ้น 6 แห่ง และมีแผนขยายเพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่งภายใน 5 ปี ขยายช่องทางการจำหน่ายไปแถบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี มีแผนขยายช่องทางจำหน่ายไปยังร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ภายในไตรมาส 3 รวมทั้งพัฒนารสชาติใหม่ๆ ในสไตล์ไทยๆ อาทิ ข้าวเหนียวทุเรียน , ต้มยำกุ้ง , น้ำปลาหวาน เป็นต้น
อ้างอิงที่มา : (เว็บไซต์ Voice TV 29 มกราคม 2014)
หลายปัจจัยรุมเร้า “เถ้าแก่น้อย” เลื่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ พับแผนการทำตลาดนักท่องเที่ยวจีน เตรียมรุกธุรกิจใหม่“ต๊อบคอร์น” กางแผน 10 ปี ปั้น “เถ้าแก่น้อย” เป็นโกลบอลแบรนด์ทำตลาด 100 ประเทศ
นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์และปัจจัยหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ทางบริษัทต้องเลื่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ออกไปก่อน จากแผนเดิมที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนในปีที่แล้ว ขณะเดียวกันที่ผ่านมาสินค้าของทางบริษัทก็ได้รับความนิยมจากชาวจีนเป็นอย่างมาก แต่ด้วยสถานการณ์ในขณะนี้ทำให้ต้องพักแผนที่จะทำตลาดกับนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในประเทศไทยออกไปก่อนอีกด้วย
ล่าสุด ได้เปิดธุรกิจใหม่ข้าวโพดคั่วสดพรีเมียมภายใต้ชื่อ “ต๊อบคอร์น” ซึ่งจะประกอบไปด้วย 2 โมเดล คือ 1.เป็นแบบคั่วสดหน้าร้าน 2.จำหน่ายเป็นแพ็กสำเร็จรูปในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งที่ผ่านมาตลาดป๊อบคอร์นในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณปีละ 300 ล้านบาท (ไม่รวมป๊อบคอร์นโรงภาพยนตร์) มีอัตราการเติบโต 30-40% นับได้ว่าสูงกว่าสแน็กกลุ่มอื่น จากปัจจุบันตลาดขนมมีมูลค่าอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท โดยในปี 2556 มีอัตราการเติบโตอยู่เพียง 3-4% นับได้ว่าน้อยสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายได้ของบริษัท แต่ในปีนี้ยังคงมั่นใจว่าภาพรวมตลาดจะโตได้ถึง 2 หลัก
“สำหรับในปีแรกได้ตั้งเป้ารายได้ของ “ต๊อบคอร์น” อยู่ที่ 100 ล้านบาท และส่วนแบ่งทางการตลาดสิ้นปีจะอยู่ที่ 15% พร้อมกับการขยายสาขาให้ได้อย่างน้อย 6 สาขา และอีก 5 ปีจะเปิดให้ได้ 100 สาขา ทั้งในประเทศและในประเทศแถบกลุ่มอาเซียน โดยในขณะนั้นจะมีรายได้ที่มาจากการขยายธุรกิจ “ต๊อบคอร์น” อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท” นายอิทธิพัทธ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ยังได้วางแผน 10 ปีนับจากปี พ.ศ.2557 เป็นต้นไป ต้องการให้เถ้าแก่น้อยเป็นโกลบอลแบรนด์ ซึ่งในตอนนั้นจะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท จากตอนนี้มีอยู่ 27 ประเทศ และในปีนี้รายได้รวมของบริษัทตั้งเป้าอยู่ที่ 3,250 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังมีความสนใจที่จะไปเปิดโรงงานในอินโดนีเซีย จีน พม่า นับจากนี้ไม่เกิน 3 ปี.
มูลค่าการตลาดของผลิตภัณฑ์ป็อปคอร์นในตลาดพรีเมี่ยมนั้น ปัจจุบันตลาดป๊อปคอร์นในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ ตลาดป๊อปคอร์นสำเร็จรูปบรรจุซองมีมูลค่าประมาณ 300-400 ล้านบาท , ตลาดป๊อปคอร์นหน้าโรงภาพยนตร์มีมูลค่าตลาดกว่า 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 600-700 ล้านบาทเป็นตลาดป๊อปคอร์นคั่วสดพรีเมี่ยม
เริ่มจาก ป็อปคอร์น ของเจ้าตลาดเดิม ก็คือบรรดาร้านป็อปคอร์นตรงเคาน์เตอร์เอ้าท์เล็ตของโรงภาพยนตร์เครือใหญ่ๆ นั่นแหละ ได้แก่ เมเจอรซีเนเพล็กซ์ เอสเอฟ ฮอลลีวู้ด และอื่นๆ สนนราคาโดยประมาณของเครือเมเจอร์เป็นดังนี้
Popcorn M : 90 บาท , Popcorn L :120 บาท , น้ำอัดลม : 75 บาท
Garrett Popcorn สัญชาติอเมริกัน เปิดตัวใหญ่ครั้งแรกในไทย ที่สยามพาราก้อน เมื่อต้นปี จุดเด่นอยู่ที่ความโดดเด่นของการเป็นป็อปคอร์นระดับพรีเมียม ที่ตีคู่แข่งเสียกระเจิดกระเจิงด้วยรสชาติใหม่หลากหลาย และคุณภาพที่คัดสรรมาอย่างดีจนลงตัว โดยได้รับการการันตีว่า “ไม่ว่าคุณจะกินป็อปคอร์นจาก การ์เร็ตป็อปคอร์น จากที่สาขาไหนในโลก รสชาติจะเหมือนกันทุกที่ทั่วโลก” คั่วสดจากเครื่องคั่วที่ทันสมัยที่สุด การไปเปิดตลาดในแต่ละประเทศ การ์เร็ตจะมองถึงทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญ โดยจะเลือกโลเคชั่นที่ดีที่สุดของเมืองนั้น เพื่อเป็นการการันตีว่าจะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด ลูกค้าเดินทางมาได้สะดวกที่สุด เพื่อให้ทางร้านค้าสามารถให้บริการลูกค้าได้ตามเป้าหมาย โดยเป้าหมายไม่ใช่เรื่องตัวเลขยอดขาย แต่เป็นการบริการลูกค้าให้ได้กว่า 6,000 คนต่อสัปดาห์ ซึ่งปัจจุบันการ์เร็ต มีสาขาแล้วกว่า 40 สาขาใน 10 ประเทศทั่วโลก โดยสาขาที่ทำรายได้ดีที่สุด คือ ชิคาโก ประเทศอเมริกา เป็นต้น รองลงมาคือ ชิบูย่า ที่ประเทศญี่ปุ่น และมาลุ้นกันว่าประเทศไทยจะเป็นอันดับที่สามหรือไม่ ด้วยความที่เป็นแบรนด์เก่าแก่ และผู้บริโภคชาวไทยบางส่วนรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่ก่อนแล้ว ทำให้การทำตลาดในเมืองไทยไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก เพียงแค่แปะป้ายให้รู้ว่า การ์เร็ตจะ coming soon ก็มีสาวกที่ตั้งหน้าตั้งตารออยู่เป็นจำนวนมาก แม้ว่าสนนราคาจะแพงกว่าป็อปคอร์นโดยทั่วไป คือจะอยู่ราว 99-2,300 บาท แต่เมื่อดูแถวเข้าคิวของลูกค้า ก็เชื่อมั่นได้ว่า จะประสบความสำเร็จเดินตามรอยของโรตีบอยและคริสปี้ครีมได้ไม่ยาก แต่จะยืนระยะอยู่ได้อย่างยาวนาน ครองใจผู้บริโภคคนไทยได้นานแค่ไหน กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ เฉกเช่นแฟรนส์ไชส์ขนมชนิดอื่นๆ
Tob Corn : น้องใหม่มาแรง สายพันธุ์ไทย มีแบ็คดีคือเถ้าแก่น้อย ราคาสบายกระเป๋า เปิดตัวไปแล้วสาขาแรกที่ศูนย์การเทอร์มินัล 21 เปิดตัวบนพื้นที่กว่า 30 ตารางเมตรในอาณาเขตเถ้าแก่น้อยแลนด์ ถือเป็นการทดสอบตลาดใหม่ด้วยแนวคิด “Popcorn Beyond Imagination by Tob” รสชาดสร้างสรรค์แปลกใหม่เหนือจินตนาการ ด้วยการชูจุดเด่นเน้นการตกแต่งแบบครัวเปิด เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นกรรมวิธีการทำไปพร้อมๆ กับการได้สัมผัสกลิ่นหอมของป็อปคอร์นที่คั่วสดใหม่ด้วยเครื่องคั่วที่ได้มาตรฐาน ส่งตรงจากอเมริกา มาถึงการต่อสู้ด้านรสชาติ ที่ร้านต็อบคอร์น มีรสชาติให้ลูกค้าได้เลือกทั้งหมด 6 รส ทั้งรูปแบบตะวันออกและตะวันตก ได้แก่ รสโนริ เทริยากิ, สูตรออริจินัลในแบบจแปนนิสสไตล์ ,คริสปี้ โคโคนัทสูตร East meet West, ปารีส คาราเมล ,คาราเมล อัลมอนด์ ,คาราเมล แมคคาเดเมีย และสตรอเบอร์รี่ มีขนาดให้เลือก 3 ขนาด คือ เล็ก กลาง ใหญ่ ระดับราคาเบาๆ อยู่ที่ เริ่มต้น 59-299 บาทเท่านั้น และในอนาคตอาจมีการพัฒนารสชาติใหม่ๆ เพื่อสนองความต้องการคนไทยโดยเฉพาะ อาทิ รสข้าวเหนียวทุเรียน, รสต้มยำกุ้ง ,รสน้ำปลาหวาน ฯลฯ ในช่วงเปิดตลาด ผู้บริโภคคนไทยอาจจะยังไม่ค่อยมั่นใจในแบรนด์นัก จึงมีการทำตลาดแบบ มีการแจกให้ลูกค้าได้ทดลองชิมฟรี เพื่อให้ลูกค้าได้รู้จักและสัมผัสถึงรสชาติ ความแปลกใหม่ และคุณภาพที่ไม่เป็นสองรองใคร ในสนนราคาที่ตอบโจทย์คนไทยได้สบายกระเป๋ากว่า โดยมีการตั้งเป้าเปิดสาขาในเฟสแรก จำนวน 6 สาขา รวมยอดขายอยู่ที่ 50 ล้านบาทในปีแรก และตั้งเป้ายอดขายให้ถึง 1,000 ล้านบาท เมื่อเปิดสาขาจนครบ 100 สาขาในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งร้าน Tob Corn ชิงเปิดตัวก่อนร้านของ Garrett Popcorn เพียง 6 วัน เพื่อสร้างการรับรู้ในหมู่ผู้บริโภคคนไทย ก่อนที่กระแสของ Garrett Popcorn จะมาแรงกลบกระแสของ Top Corn เสียก่อน
นอกจากนี้การมาของป็อปคอร์น 2 เจ้าใหญ่ ทั้งเทศและไทย ยังผลให้เจ้าตลาดเดิมอย่าง TORO ต้องชิงปล่อยสปอตโฆษณา เพื่อย้ำเตือนให้ตลาดได้รับทราบว่า ตนเองยังอยู่ ไม่ได้ไปไหน หาซื้อง่าย ไม่ต้องต่อคิว ราคาห่อใหญ่เพียง 20 บาทเท่านั้น นอกจากนี้ตลาดนิชมาร์เก็ตอย่าง ร้านชานมที่ชื่อว่า Tea Story ก็เกาะกระแสนี้ด้วยเช่นกัน ด้วยการออกป็อปคอร์นเป็นของตนเอง ในแพ็กเก็จน่ารักซึ่งมาพร้อมกัน 3 รส ได้แก่ มะม่วงหิมพานต์ (Milk Conflake) ,อัลมอนต์ (Milk & Honey Pop) และคาราเมล (Caramel) ในสนนราคาถุงละ 130-230 บาทเท่านั้น เรียกว่าการมาของ 2 เจ้าใหญ่พลอยกระตุ้นให้ตลาดคึกคักกันทั้งระบบ ไม่เว้นแม้แต่ ป็อปคอร์นแฮนด์เมดที่ขายกันตามท้องตลาดโดยทั่วไปก็พลอยขายดีกันไปตามๆ กัน อย่างเทน้ำเทท่าไปด้วยในตัว
การ์เร็ต ป๊อปคอร์น VS ต๊อบคอร์น (บทความวิเคราะห์แผนการตลาด จากเว็บไซต์ของ Voice TV)
Voice Market พาชมบรรยากาศช็อปแห่งแรกของไทยของ Garrett Popcorn ที่ชั้น G สยามพารากอน
ในช่วงเช้าคนมาต่อแถวบางตา แต่มาคึกคักในช่วงเที่ยง โดยคนที่มาต่อแถวนั้น เพื่อ"ซื้อ" ไม่ใช่การต่อแถวเพื่อรับแคมเปญการตลาดเพื่อ "แจก" เหมือนอย่างที่ขนมจากต่างประเทศเคยใช้ โดยตัวแทนของการ์เร็ต ป๊อปคอร์น "สุชาติ เจียรานุสสติ" กรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจ บริษัท คาราเมล คริสป์ จำกัด มั่นใจว่า Garrett Popcorn จะเป็นป๊อปคอร์นที่ครองใจคนไทยเช่นเดียวกับทั่วโลกและจะไม่ใช่เพียงแค่กระแส "ฮิต" ชั่วคราวที่พุ่งสูงขึ้นและหายไปแน่นอน การ์เร็ต ป๊อปคอร์น เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1949 หรือ พ.ศ. 2492 ผ่านมาถึงวันนี้ มีอายุ 65 ปีแล้ว แต่เป็นกระแสดังจริงจัง เมื่อช่วง 1- 2 ปีที่ผ่านมา
การ์เร็ต ป๊อปคอร์น เปิด 40 แห่งทั่วโลก ได้แก่ เมืองชิคาโก้ และ ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ,ดูไบ ฮ่องกง ญี่ปุ่น คูเวต มาเลเซีย อังกฤษ สิงคโปร์ และในปี 2557 จะเปิดตัวเพิ่มเติมที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บราซิล และ เกาหลีใต้ โดยช็อป ที่พารากอนของไทย เป็นช็อปที่ 40 รสยอดนิยม คือ ชิคาโก้ มิกซ์ เพราะเป็นการรวมเอารสคาราเมล คริสป์ และ รถชีส เข้าด้วยกันในกล่องเดียว ป๊อปคอร์นแต่ละถุง คั่วใหม่ในหม้อทองแดงด้วยมือ ทุกวัน ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี 7 อย่าง ไม่ใส่สารกันเสีย
"ต๊อบคอร์น" ป๊อปคอร์นแนวใหม่ คั่วสดวันต่อวันแบบพรีเมียม สาขาแรกตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าเทอร์มินัล 21 อโศก โดย "ต๊อบคอร์น" มีจุดเด่นที่รสชาติหลากหลาย มีให้เลือก 6 รสชาติ ทั้งในรูปแบบตะวันออกและตะวันตก ได้แก่ โนริ เทริยากิ ป๊อปคอร์นสูตรออริจินัล ในแบบแจแปนนิสสไตล์ , คริสปี้ โคโคนัท ป๊อปคอร์นสูตร East meet West , ปารีส คาราเมล , คาราเมล อัลมอนด์ , คาราเมล แมคคาเดเมีย และสตรอว์เบอร์รี่ โดยวางจำหน่ายในขนาด เล็ก (S) , กลาง (M) , ใหญ่ (L) ราคาเริ่มต้น 59 บาทขึ้นไป ตลาดรวมป๊อปคอร์นในไทย มีมูลค่า 300-400 ล้านบาทต่อปี ตลาดป๊อปคอร์น บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ มีมูลค่าตลาดกว่า 1,000 ล้านบาท และตลาดป๊อปคอร์นคั่วสดพรีเมียม มีการสาธิตให้เห็นกรรมวิธีการทำ ใช้เครื่องคั่วป๊อปคอร์นที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกา สัมผัสกลิ่นหอมของป๊อปคอร์นที่คั่วสดๆ ทุกวัน ร้านต๊อบคอร์น ตั้งเป้าที่จะมีร้านต๊อบคอร์น รวมทั้งสิ้น 6 แห่ง และมีแผนขยายเพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่งภายใน 5 ปี ขยายช่องทางการจำหน่ายไปแถบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี มีแผนขยายช่องทางจำหน่ายไปยังร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ภายในไตรมาส 3 รวมทั้งพัฒนารสชาติใหม่ๆ ในสไตล์ไทยๆ อาทิ ข้าวเหนียวทุเรียน , ต้มยำกุ้ง , น้ำปลาหวาน เป็นต้น
อ้างอิงที่มา : (เว็บไซต์ Voice TV 29 มกราคม 2014)
หลายปัจจัยรุมเร้า “เถ้าแก่น้อย” เลื่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ พับแผนการทำตลาดนักท่องเที่ยวจีน เตรียมรุกธุรกิจใหม่“ต๊อบคอร์น” กางแผน 10 ปี ปั้น “เถ้าแก่น้อย” เป็นโกลบอลแบรนด์ทำตลาด 100 ประเทศ
นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ด้วยสถานการณ์และปัจจัยหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ทางบริษัทต้องเลื่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ออกไปก่อน จากแผนเดิมที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อระดมทุนในปีที่แล้ว ขณะเดียวกันที่ผ่านมาสินค้าของทางบริษัทก็ได้รับความนิยมจากชาวจีนเป็นอย่างมาก แต่ด้วยสถานการณ์ในขณะนี้ทำให้ต้องพักแผนที่จะทำตลาดกับนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในประเทศไทยออกไปก่อนอีกด้วย
ล่าสุด ได้เปิดธุรกิจใหม่ข้าวโพดคั่วสดพรีเมียมภายใต้ชื่อ “ต๊อบคอร์น” ซึ่งจะประกอบไปด้วย 2 โมเดล คือ 1.เป็นแบบคั่วสดหน้าร้าน 2.จำหน่ายเป็นแพ็กสำเร็จรูปในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งที่ผ่านมาตลาดป๊อบคอร์นในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณปีละ 300 ล้านบาท (ไม่รวมป๊อบคอร์นโรงภาพยนตร์) มีอัตราการเติบโต 30-40% นับได้ว่าสูงกว่าสแน็กกลุ่มอื่น จากปัจจุบันตลาดขนมมีมูลค่าอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท โดยในปี 2556 มีอัตราการเติบโตอยู่เพียง 3-4% นับได้ว่าน้อยสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับรายได้ของบริษัท แต่ในปีนี้ยังคงมั่นใจว่าภาพรวมตลาดจะโตได้ถึง 2 หลัก
“สำหรับในปีแรกได้ตั้งเป้ารายได้ของ “ต๊อบคอร์น” อยู่ที่ 100 ล้านบาท และส่วนแบ่งทางการตลาดสิ้นปีจะอยู่ที่ 15% พร้อมกับการขยายสาขาให้ได้อย่างน้อย 6 สาขา และอีก 5 ปีจะเปิดให้ได้ 100 สาขา ทั้งในประเทศและในประเทศแถบกลุ่มอาเซียน โดยในขณะนั้นจะมีรายได้ที่มาจากการขยายธุรกิจ “ต๊อบคอร์น” อยู่ที่ 1,000 ล้านบาท” นายอิทธิพัทธ์ กล่าว
พร้อมกันนี้ยังได้วางแผน 10 ปีนับจากปี พ.ศ.2557 เป็นต้นไป ต้องการให้เถ้าแก่น้อยเป็นโกลบอลแบรนด์ ซึ่งในตอนนั้นจะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท จากตอนนี้มีอยู่ 27 ประเทศ และในปีนี้รายได้รวมของบริษัทตั้งเป้าอยู่ที่ 3,250 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังมีความสนใจที่จะไปเปิดโรงงานในอินโดนีเซีย จีน พม่า นับจากนี้ไม่เกิน 3 ปี.
วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557
โลก 360 องศา - (เรือเฟอร์รี่ล่มที่เกาหลีใต้,ไฟไหม้ป่าที่ชิลี,กลุ่มฝักใฝ่รัสเซียบุกยึดอาคาร,ผลสำรวจคนมาเลย์ไม่เชื่อรัฐบาล,ระเบิดสถานีรถบัสที่ไนจีเรีย)
สถานการณ์ไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ในชิลียังวิกฤติ... คร่าชีวิตผู้เคราะห์ร้ายแล้วถึง 16 ศพ บ้านโดนเผาวอดกว่า 500 หลัง ทางการระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 1,200 นายเร่งควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามไปมากกว่านี้...สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าเหตุการณ์ไฟไหม้ป่ารุนแรงครั้งใหญ่ ที่เมืองวัลปาไรโซ ของชิลี และประธานาธิบดีมิเชล บาเชเลต ผู้นำของประเทศได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบหายนภัย ซึ่งเป็นการอนุญาตให้ทหารเข้ามาช่วยควบคุมสถานการณ์แล้วว่า เมื่อ 14 เม.ย. สถานการณ์ไฟไหม้ป่ายังคงรุนแรงและน่ากลัวมาก โดยทางการชิลีได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 1,200 นาย รวมทั้งได้ใช้เครื่องบินถึง 17 ลำ ช่วยกันเร่งฉีดน้ำเพื่อพยายามดับไฟและควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามเข้าไปในเขตที่อยู่อาศัยของประชาชนมากกว่านี้ หลังเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 16 ศพ และเผาผลาญบ้านเรือนวอดวายไปแล้วกว่า 500 หลัง อีกทั้งยังต้องเร่งอพยพผู้คนมากขึ้น เนื่องจากมีบ้านเรือนหลายพันหลังกำลังเสี่ยงที่จะถูกไฟไหม้ ตามรายงานของสำนักงานป้องกันภัยพิบัติฉุกเฉินของชิลี แจ้งว่า อิทธิพลของกระแสลมแรงจากมหาสมุทรแปซิฟิกยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ให้ไฟลุกไหม้กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างเกือบ 5,000 ไร่แล้ว อีกทั้งไฟยังโหมลุกลามเข้าไปในเขตที่อยู่อาศัยมากขึ้น จนถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของชิลี จำต้องทิ้งบ้าน อพยพหนีไฟที่กำลังลุกลามมาถึง สำหรับผู้ประสบภัยที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าที่เมืองวัลปาไรโซ ซึ่งเป็นเมืองท่าริมมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนใหญ่เนื่องจากถูกไฟไหม้ตามร่างกาย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในกรุงซานติเอโก เมืองหลวง ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 80 กิโลเมตร อีกทั้ง การเกิดไฟไหม้ป่าอย่างรุนแรง ทำให้ทางการต้องเร่งอพยพนักโทษที่เรือนจำในเมืองวัลปาไรโซด้วย ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันเบื้องต้นก่อนไฟจะลุกลามมาถึง
ซีเอ็นเอ็น - ผู้ประท้วงฝ่ายฝักใฝ่รัสเซียบุกยึดอาคารราชการเพิ่ม ในอีกเมืองทางภาคตะวันออกของยูเครนเมื่อวันจันทร์(14) เพิกเฉยต่อเส้นตายของรัฐบาลที่ให้ขีดเส้นให้ออกจากตึกของทางการในเมืองอื่นๆซึ่งผ่านพ้นไปแล้วและยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศเคียฟเสียงอ่อย หวังแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาและต้องการหลีกเลี่ยงเหตุนองเลือด แต่ก็ยืนยันพร้อมจะปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน วิดีโอจากสถานที่ชุมนุมในเมืองฮอร์ลิฟคา ทางตะวันออกของยูเครน พบเห็นผู้ประท้วงกำลังเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่และเดินฝ่าเข้าไปยังตัวอาคารสถานีตำรวจ ซึ่งอยู่ในสภาพที่ถูกไฟเผาไหม้เล็กน้อยและกระจกแตกกระจัดกระจาย ขณะเดียวกันก็พบเห็นชายคนหนึ่งในชุดตำรวจโดนทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บและถูกนำตัวขึ้นรถฉุกเฉิน ปฏิบัติการบุกยึดครั้งล่าสุดนี้ กลายเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนหนใหม่ของรัฐบาลในกรุงเคียฟ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ผู้ชุมนุมตามเมืองอื่นๆทางภาคตะวันออก ได้เพิกเฉยต่อเส้นตายของประธานาธิบดีรักษาการ โอเล็กซานเดอร์ ตูร์ชีนอฟ ที่ยื่นคำขาดให้ออกจากตึกราชการที่บุกยึดในเวลา 14.00 น.ตามเวลาในเมืองไทย ไม่อย่างนั้นจะต้องเจอกับปฏิบัตการต่อต้านก่อการร้ายอย่างเต็มรูปแบบของกองกำลังติดอาวุธยูเครน อย่างไรก็ตามเส้นตายดังกล่าวผ่านพ้น โดยไม่พบเห็นสัญญาณว่ามันได้รับการใส่ใจจากเหล่าผู้ประท้วงทั้งในเมืองโดเนตสก์และสลาเวียนส์ก ทั้งนี้ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆบริเวณอาคารรัฐบาลท้องถิ่นในเมืองโดเนตสก์ ซึ่งถูกบุกยึดมานานกว่า 1 สัปดาห์ ส่วนในสลาเวียนส์ก พบเห็นผู้ชุมนุมฝ่ายฝักใฝ่รัสเซีย ยังคงจัดตั้งแนวป้องกันรอบๆสถานีตำรวจที่บุกยึด เมื่อถูกถามว่าทำไมรัฐบาลยูเครนถึงยังไม่มีท่าทีจะเคลื่อนไหวขับไล่ผู้ประท้วงแม้เส้นตายผ่านพ้นไปแล้ว นายดานีโล ลุบคีฟสกี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศบอกกับผู้สื่อข่าวว่ารัฐบาลยังคงเชื่อมั่นในแนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมือง อย่างไรก็ตามแม้มีความประสงค์หลีกเลี่ยงเหตุนองเลือด แต่รัฐบาลก็ยังคงมีความตั้งใจปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศ ความไม่สงบระลอกล่าสุดนี้เป็นหนึ่งในหลายเหตุการณ์ซึ่งกระพือความตึงเครียดระหว่างยูเครนกับรัสเซีย โดยเคียฟกล่าวหามอสโกปลุกระดมปัญหาในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษารัสเซีย หลังจากอดีตประธานาธิบดีวิกตอร์ ยานูโควิช ผู้ฝักใฝ่เครมลิน ถูกลุกฮือชุมนุมต่อต้านต่อกรณียกเลิกข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรปแล้วหันไปกระชับสัมพันธ์กับมอสโก ก่อนโดนโค่นอำนาจในเดือนกุมภาพันธ์ ไม่นานหลังจากรัฐบาลใหม่หันสู่ทิศทางเข้าฝักใฝ่ตะวันตก เหล่านักเคลื่อนไหวฝ่ายฝักใฝ่รัสเซียก็บุกยึกแหลมไครเมีย ในแถบทะเลดำ ก่อนดำเนินการทำประชามติผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมอสโกในเดือนมีนาคม และนับตั้งแต่นั้นเหล่าผู้ประท้วงฝักใฝ่เครมลินก็หลั่งไหลสู่ท้องถนนในหลายเมืองทางตะวันออก โดยบางแห่งก็บุกรุกและบุกยึดอาคารราชการ บางส่วนก็ถึงขั้นเรียกร้องเอกราชตามอย่างไครเมีย
เอเอฟพี – ผลสำรวจซึ่งเผยแพร่วันนี้(14) พบว่าชาวมาเลเซียเกินครึ่งเชื่อว่ารัฐบาลกำลัง “ปกปิดข้อมูลบางอย่าง” เกี่ยวกับการสูญหายของเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส เที่ยวบิน MH370 เว็บไซต์ข่าว มาเลเซียน อินไซเดอร์ อ้างผลสำรวจซึ่งพบว่า ร้อยละ 54 ของชาวมาเลเซียที่ตอบคำถามเชื่อว่ารัฐบาลไม่ได้ให้ข้อมูลอย่างโปร่งใสเกี่ยวกับการหายไปของเที่ยวบิน MH370 และคนบนเครื่องอีก 239 ชีวิต โดยมีเพียงร้อยละ 26 เท่านั้นที่เชื่อว่ารัฐบาลมาเลเซียพูดความจริงทุกอย่าง ขณะที่อีกร้อยละ 20 ไม่แน่ใจ มาเลเซียน อินไซเดอร์ ได้มอบหมายโครงการสำรวจความคิดเห็นต่อสถาบันวิจัยเมอร์เดกา ซึ่งได้สอบถามความเห็นชาวมาเลเซียกว่า 1,000 คน ระหว่างวันที่ 24-30 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่า เครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์สซึ่งนำผู้โดยสารและลูกเรือ 239 คนออกเดินทางจากัวลาลัมเปอร์ไปยังปักกิ่งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม น่าจะพบจุดจบแล้วบริเวณมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ และตลอด 1 เดือนเศษที่ผ่านมาทีมค้นหานานาชาติก็ยังคงติดตามหากล่องดำของโบอิ้ง 777-200 ลำนี้ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยไขปริศนาชะตากรรมของ MH370 ได้
แนวร่วมรัฐบาล บาริซาน เนชันแนล (บีเอ็น) ซึ่งครองอำนาจปกครองมาเลเซียมาตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 1957 กำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา กลุ่มบีเอ็นได้ใช้อำนาจโดยมิชอบควบคุมการทำงานของตำรวจและศาลเพื่อปิดบังพฤติกรรมทุจริตของนักการเมือง และยังใช้เป็นเครื่องมือเอาผิดผู้ที่ต่อต้านด้วย ในวันนี้ รัฐบาลมาเลเซียยังถูกทั่วโลกโลกวิจารณ์ว่าไร้สมรรถภาพในการรับมือปัญหาเครื่องบินสูญหาย เริ่มตั้งแต่การแถลงข้อมูลที่สับสนและขัดแย้งกันเอง ตลอดจนความลังเลที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการสืบสวน ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียก็อ้างว่าจำเป็นต้อง “ระมัดระวังคำพูด” แต่ไม่ได้ปกปิดข้อมูลอย่างแน่นอน นอกจากชาวมาเลเซียเองแล้วครอบครัวชาวจีนที่เป็นญาติผู้โดยสาร 154 คนบนเครื่องบิน MH370 ก็เชื่อว่ามาเลเซียปิดบังความจริงอยู่เช่นกัน ผลสำรวจครั้งนี้ยังพบว่า ชาวแดนเสือเหลืองร้อยละ 51 ยัง “เชื่อมั่น” ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในขณะที่ร้อยละ 45 ไม่เชื่อมั่นอีกต่อไป สถาบันวิจัยเมอร์เดกาได้เผยแพร่ผลสำรวจอีกชิ้นหนึ่งเมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อน ซึ่งระบุว่า ชาวมาเลเซียร้อยละ 43 พอใจการรับมือปัญหาเครื่องบินสูญหายของรัฐบาล ขณะที่ร้อยละ 50 ไม่พอใจ
เอเอฟพี - พบผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 71 รายและบาดเจ็บ 124 คน จากเหตุคนร้ายวางระเบิดโจมตีสถานีรถบัสแห่งหนึ่งย่านชานเมืองหลวงของไนจีเรีย ในชั่วโมงเร่งด่วนตอนเช้าวันจันทร์(14) ขณะที่ประธานาธิบดีกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของกลุ่มอิสลามิส์โบโก ฮารัม เหตุระเบิดที่สถานีรถบัสเอ็นยานยา ทางใต้ของเมืองอาบูจา ตอนประมาณ 6.45 น.ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเมืองไทย 12.45น.) ทำเศษชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์กระจัดกระจายทั่วอาคารผู้โดยสารและยานพาหนะได้รับความเสียหายหลายสิบคน ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่าสถานีแห่งนี้ถูกโจมตีด้วยระเบิด 2 ครั้ง แต่ต่อมายืนยันว่ามันได้รับความเสียหายจากอานุภาพของแรงระเบิดครั้งเดียว "ระเบิดถูกซุกซ่อนในยานพาหนะคันหนึ่งที่จอดอยู่ภายในสถานี" คาร์เลส โอเตกบาเด หัวหน้าทีมค้นหาและช่วยเหลือจากศูนย์จัดการสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติกล่าว ส่วนโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 71 รายและบาดเจ็บ 124 คน โดยผู้ได้รับบาดเจ็บถูกส่งไปรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่างๆในพื้นที่ประธานาธิบดีกูดลัค โจนาธาน รุดลงตรวจพื้นที่เกิดเหตุในทันที และประกาศว่าไนจีเรียจะได้รับชัยชนะเหนือเหตุความไม่สงบอันโหดร้ายทารุณจากฝีมือของกลุ่มโบโก ฮารัม อย่างแน่นอน ขณะที่พวกหัวรุนแรงเหล่านี้ถูกกล่าวโทษว่าลงมือสังหารผู้คนทางเหนือและตอนกลางของประเทศหลายพันศพนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา "ประเด็นของโบโก ฮารัม คือประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายในช่วงแห่งการพัฒนาของเรา" โจนาธานกล่าว "แต่เราจะผ่านพ้นมันไปได้ โบโก ฮารัม เป็นประเด็นเพียงชั่วคราว" เอ็นยานยา เป็นย่านที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น โดยเฉพาะพวกข้าราชการ ลูกจ้างรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ประชาสังคม ที่มีรายได้น้อยไม่สามาถจ่ายค่าที่พักราคาแพงในย่านกลางกรุงได้ ขณะที่โบโก ฮารัม สังหารผู้คนไปแล้วกว่า 1,500 ชีวิตในปีนี้ แต่ส่วนใหญ่เหตุการณ์ความไม่สงบ มักเกิดขึ้นตามหมู่บ้านห่างไกลในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


















