วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2557

ฟรีทีวีดิจิตอล ช่วงทดลองออกอากาศในปีแรก(เฟสแรก) เขางัดกลยุทธ์อะไรมาสู้กัน


สงครามการประมูลทีวีดิจิตอลครั้งประวัติศาสตร์ของไทยก็ได้ปิดฉากลงไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา พร้อมๆกับรายชื่อของผู้ที่ชนะการประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอลและหมายเลขของช่องต่างๆ ดังนี้

ช่องในกลุ่มหมวดหมู่เด็ก เยาวชน และครอบครัว หมายเลขช่อง 13-15 ซึ่ง บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง3) ได้หมายเลขช่อง 13, บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หมายเลขช่อง 14, บริษัท ไทยทีวี จำกัด (เครือทีวีพูล) ได้หมายเลขช่อง 15

ช่องในกลุ่มหมวดหมู่ข่าวสารและสาระ เริ่มจากหมายเลขช่อง 16-22 บริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค (ทีเอ็นเอ็น) จำกัด ได้หมายเลขช่อง 16, บริษัท ไทยทีวี จำกัด (ทีวีพูล) หมายเลขช่อง 17, บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด (เครือบริษัท เดลินิวส์ทีวี) หมายเลขช่อง 18, บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด หมายเลขช่อง 19, บริษัท 3เอ. มาร์เก็ตติ้ง จำกัด หมายเลขช่อง 20, บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด หมายเลขช่อง 21, บริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์ วิชั่น จำกัด (เครือเนชั่น) หมายเลขช่อง 22

ช่องในกลุ่มหมวดหมู่วาไรตี้ทั่วไปแบบความคมชัดปกติ SD หมายเลขช่อง 23-29 ผลการเลือกลำดับคือ บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด (ในเครือเวิร์คพอยท์) ได้หมายเลขช่อง 23, บริษัท ทรู ดีทีที จำกัด หมายเลขช่อง 24, บริษัท จีเอ็มเอ็ม เอสดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด หมายเลขช่อง 25, บริษัท แบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง จำกัด (เครือเนชั่น) หมายเลขช่อง 26, บริษัท อาร์.เอส.เทเลวิชั่น จำกัด หมายเลขช่อง 27, บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (เครือช่อง 3) หมายเลขช่อง 28 และบริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด หมายเลขช่อง 29

และช่องในกลุ่มหมวดหมู่วาไรตี้ทั่วไปแบบความคมชัดสูง HD หมายเลขช่อง 30-36 บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ได้หมายเลขช่อง 30, บริษัท จีเอ็มเอ็ม เอชดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด หมายเลขช่อง 31, บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด (เครือไทยรัฐ) หมายเลขช่อง 32, บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด(เครือช่อง 3) หมายเลขช่อง 33, บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด หมายเลขช่อง 34, บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (เครือช่อง7)หมายเลขช่อง 35 และบริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด ของ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ได้หมายเลขช่อง 36

ดูเหมือนว่าสงครามครั้งนี้จะไม่มีคราบความเสียใจของผู้ผิดหวัง ตรงกันข้าม ผ่านปี 2557 เพียงไม่ถึงเดือน กลับกลายเป็นว่ามีหลายความเห็นมองว่าผู้ชนะการประมูลบางรายอาจต้องเหนื่อยหนักเพียงเพื่อให้เป็น “ผู้อยู่รอด” ในสมรภูมิดิจิตอลทีวีเฟสแรก เพราะไหนจะต้องแบกต้นทุนค่าใบอนุญาตแสนแพง (ช่องในกลุ่มเด็กประมูลกันหลัก 600 ล้าน,ช่องกลุ่มข่าว ประมูลกันหลัก 1,000 ล้าน,ช่องในกลุ่มวาไรตี้ SD ประมูลกันหลัก 2,000 ล้าน และช่องในกลุ่มวาไรตี้ HD ประมูลกันหลัก 3,000 ล้าน) ไหนยังต้องมีค่าบริการโครงขาย (MUX) เพื่อส่งสัญญาณไปต่างจังหวัด และค่าเช่าสัญญาณดาวเทียมไทยคมเพื่อให้เป็นไปตามกฎ Must Carry ของ กสทช. ไหนจะต้องเจอคู่แข่งฟรีทีวีในระบบดิจิตอล 24 ช่อง บวกกับฟรีทีวีระบบอะนาล็อก 6 ช่อง และยังมีช่องดาวเทียมอีกนับไม่ถ้วน ขณะที่คาดการณ์กันว่าเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อทีวีอาจไม่โตขึ้น ภายหลังจัดเรียงแนวรบทีวีดิจิตอลครบทั้ง 24 ช่อง สิ่งที่ “เจ้าของช่อง” ต้องรีบดำเนินการต่อไปคือ การเตรียม “คอนเทนต์” เพื่อสามารถออกอากาศให้ได้ภายในเมษายนที่จะถึงนี้ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะหยิบรายการอะไรมายำใส่ในผังรายการได้เหมือนก่อน เพราะในสงครามดิจิตอลทีวี ผู้ชมมีทางเลือกเพิ่มขึ้นมากมาย นี่เป็นชนวนให้เกิด “ศึก” แย่งชิงตัวผู้ผลิตคอนเทนต์/รายการแถวหน้าขึ้นเล็กๆ


“การเปิดช่องทีวีดิจิตอลประเภทธุรกิจ 24 ช่อง หมายถึงต้องผลิตรายการ 2 แสนรายการต่อปี ฉะนั้นการแข่งขันมันจะรุนแรง แต่ไม่ใช่แบบฟรีทีวียุคก่อนที่ผู้ผลิตคอนเทนต์ต้องวิ่งเข้าหาสถานีเพื่อขาย “ของ” แต่ยุคทีวีดิจิตอล เจ้าของช่องต้องมาตามตัวผู้ผลิตคอนเทนต์ให้ไปทำ เพราะรายการน้อยกว่าช่อง” จาฤก กัลย์จาฤก ประธานกรรมการบริหาร บมจ. กันตนา กรุ๊ป กล่าว ด้วยประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 30 ปีในการผลิตรายการโทรทัศน์หลากหลายรูปแบบป้อนฟรีทีวีไทยมาแล้วแทบทุกช่อง รวมถึงการมีส่วนร่วมประมูลสถานีไอทีวีเมื่อ 15 ปีก่อน บวกกับการเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์ในเวียดนามและกัมพูชามากว่า 20 ปี อีกทั้งมีความพร้อมทั้งด้านขุมพลังคอนเทนต์ เทคโนโลยีและบุคลากร รวมถึงเม็ดเงินลงทุน ตลอดจนศักดิ์ศรีของหนึ่งในโปรดักชั่นส์เฮ้าส์ใหญ่ของเมืองไทย ทำให้หลายคนคาดว่า กันตนาจะเข้าร่วมชิงชัยในสงครามทีวีดิจิตอลครั้งนี้ “ขณะที่ทุกคนประกาศตัวว่าจะประมูล กันตนาประกาศว่าเราจะไม่ประมูล เพราะเหตุว่าการลงทุนสูงมาก บวกกับกฎระเบียบของ กสทช. ที่ระบุว่า ทุกช่องต้องมีคนนอกเข้ามาผลิตรายการร่วม 50% จึงไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเข้าไปแข่งประมูล เราใช้โอกาสนี้เป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ป้อนให้กับทุกช่องที่ต้องการดีกว่า ซึ่งเราก็เป็นมาตั้งแต่อดีต เรารู้ตัวว่าเราทำหน้าที่นี้ดีกว่า เหมาะสมกับเรามากกว่า” อย่างไรก็ดี เพื่อปรับตัวไปสู่การเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ หรือ Content Provider ที่จะรองรับยุคของดิจิตอลทีวีอย่างเต็มรูปแบบ กันตนาได้ปรับรูปแบบธุรกิจครั้งใหญ่ โดยเฉพาะใน “สายงานโทรทัศน์” ซึ่งปัจจุบันมีคอนเทนต์อยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ คอนเทนต์ในช่องทีวีดาวเทียม ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 5 ช่อง คอนเทนต์ที่กันตนาผลิตเองเพื่อป้อนช่องฟรีทีวี (Local Content) ซึ่งนอกจากจะมีกลุ่มละครซึ่งออกอากาศทางช่อง 7 ยังมีรายการหลากหลายประเภทซึ่งออกทั้งทางช่อง 5, 7 และโมเดิร์นไนน์ แต่ที่พิเศษสุดสำหรับปีนี้คือ คอนเทนต์จากต่างประเทศ (International Content) ซึ่งจาฤกยอมรับว่าปีนี้ถือเป็นยุคใหม่ของกันตนา เพราะบริษัทได้ทุ่มงบไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ในการซื้อฟอร์แมตคอนเทนต์จากต่างประเทศเข้ามาเพื่อจุดพลุให้กับ “กันตนา” ในฐานะ Content Provider บนสมรภูมิดิจิตอลทีวีที่ดุเดือด

“การเกิดของดิจิตอลทีวี 24 ช่อง นอกจากเผชิญการแข่งขันกันเอง ยังต้องสู้กับฟรีทีวีช่องเดิมที่มีฐานผู้ชมเหนียวแน่น ดังนั้นการแข่งขันเพื่อแจ้งเกิดช่องใหม่ จึงจำเป็นต้องมีคอนเทนต์แตกต่าง ปีที่ผ่านมา เราจึงบินไปซื้อรายการลิขสิทธิ์ต่างประเทศทั้งซีรีส์และฟอร์แมทเรียลลิตี้ไว้กว่า 40 รายการ เพื่อเตรียมพร้อมด้านการผลิตคอนเทนต์ป้อนช่องทีวีดิจิตอลในเมืองไทย” ศศิกร ฉันท์เศรษฐ์ ประธานบริหารสายธุรกิจรายการโทรทัศน์ บมจ. กันตนา กรุ๊ป เล่า ล่าสุด กันตนาได้ซื้อลิขสิทธิ์รูปแบบรายการและซีรีส์ชื่อดังระดับโลกมาหลากหลายรายการ อย่างที่คนไทยรู้จักดีก็เช่น Gossip Girl, Ugly Betty, The Face และ American Idol โดยกันตนามีแผนจะนำคอนเทนต์ฟอร์แมตเหล่านี้มาผลิตในเวอร์ชั่นไทย โดยศศิกรเผยว่า ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการเฟ้นหาตัวนักแสดง ทั้งนี้ การลงทุนสร้างฉากสำหรับคอนเทนต์ฟอร์แมตต่างประเทศเพื่อการผลิตในเวอร์ชั่นไทย กันตนาทุ่มเม็ดเงินอีกกว่า 200 ล้านบาทเพื่อสร้างสตูดิโอขึ้นมาใหม่ โดยจาฤกหวังผลว่าสตูดิโอแห่งนี้จะสามารถให้บริการประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนที่จะเข้ามาใช้บริการถ่ายทำรายการที่เป็นลิขสิทธิ์ฟอร์แมทเดียวกันได้ด้วย ซึ่งถือเป็นอีกบริการที่นอกจากจะทำให้ได้รายได้ ยังทำให้เป้าหมายของกันตนาในการเป็น “ฮับผลิตรายการ” ของภูมิภาคนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น

การนำคอนเทนต์ฟอร์แมตที่เป็นที่นิยมจากต่างประเทศเข้ามา ไม่เพียงเพื่อจุดพลุชื่อเสียงให้กับกันตนา สิ่งที่กันตนาต้องการจริงๆ ก็คือ เม็ดเงินการโฆษณา ซึ่งนอกจากรายได้โฆษณาจะเป็นไปตามเรตติ้งที่เกิดขึ้นจริง จาฤกยังเชื่อว่า คอนเทนต์จากต่างประเทศยังสร้างโอกาสที่จะได้ “โกลบอลสปอนเซอร์” หรือการที่ผู้สนับสนุนรายการในต่างประเทศที่พร้อมจะสนับสนุนรายการเดียวกันที่ผลิตในเวอร์ชั่นไทยมาด้วย นอกจากนี้ ด้วยชื่อเสียงความดังในระดับสากลยังช่วยให้สปอนเซอร์ในไทยเกิดความมั่นใจได้ว่า รายการน่าจะเป็นที่นิยมเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ระหว่างที่ยังไม่ทราบผลการประมูล และท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง กันตนาเดินหน้านำเสนอคอนเทนต์จากต่างประเทศให้กับบริษัทผู้เข้าร่วมประมูลไว้ล่วงหน้า โดยหลายสถานีที่ประมูลได้ซึ่งกันตนาได้เข้าไปนำเสนอคอนเทนต์ล้วนให้การตอบรับอย่างดี อาทิ ช่อง 3 5 7 โมเดิร์นไนน์ และช่องใหม่อย่าง “ไทยรัฐทีวี” ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ “ผมว่าคอนเทนต์รายการต่างประเทศช่วงนี้จะเข้ามาเยอะ เพราะผู้ผลิตคอนเทนต์เดิมคิดไม่ทัน ผลิตไม่ทัน อย่างเรา แค่ละครยังไม่ต้องนับการผลิตรายการรูปแบบต่างๆ เราต้องผลิตกันประมาณ 20 เรื่องต่อปี ถ้าเราจะผลิตเพิ่มขึ้นให้ได้ 40 เรื่องต่อปี เพื่อรองรับทีวีดิจิตอลที่เพิ่มขึ้น ถามว่าใครจะมาเขียนบทให้ทัน มีวิธีเดียวคือซื้อบทประพันธ์หรือซื้อฟอร์แมตที่พิสูจน์แล้วว่าฮิตแน่นอนในระดับโลก อันนี้จะทำให้เราผลิตคอนเทนต์ได้เยอะขึ้น” จาฤกกล่าว ศศิกรยอมรับว่า แม้จะเตรียมเรื่องบุคลากรมาสักระยะ และมีสร้างบุคลากรผ่าน “สถาบันกันตนา” แต่ยังมีปัญหาในด้านความคิดสร้างสรรค์ที่ผลิตไม่ทันความต้องการใช้ ด้วยเหตุนี้ กันตนาจึงหาทางออกด้วยการร่วมทุนกับบริษัทผู้ผลิตคอนเทนต์ขนาดกลางและรายย่อย เพื่อเป็นการระดมความชำนาญและความคิดสร้างสรรค์เข้ามา (Idea Pool) ล่าสุด กันตนาร่วมกับบริษัท “ลักษ์ 666” ของวิลลี่ แมคอินทอช และเสนาหอย จัดตั้งบริษัท “กันตลักษ์” เพื่อผลิตทำรายการโทเร่ ซึ่งเป็นฟอร์แมตรายการนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เริ่มออกอากาศเมื่อวันที่ 3 มกราคม ที่ผ่านมา ทางช่องโมเดิร์นไนน์ โดยศศิกรมองว่าจะใช้กันตลักษณ์ เป็นหัวหอกในการผลิตรายการวาไรตี้แนวสนุกสนาน ซึ่งกันตนาไม่ถนัด ด้าน “ลักษณ์ 666” เอง ก็มีเจ้าของช่องทีวีดิจิตอลรายใหม่เข้ามาติดต่อหลายราย เช่น ไทยรัฐทีวี และเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ซึ่งจ้างผลิตรายการช่องละ 3 รายการ อีกทั้งยังต้องผลิตรายการป้อนให้ช่อง 3 โดยที่ยังมีอีกหลายช่องที่เข้ามาเจรจาแต่ยังไม่ได้ข้อตกลง นอกจากการเป็น Content Provider สำหรับช่องทีวีในประเทศไทย กันตนายังมีแผนที่จะเป็น Content Provider สำหรับภูมิภาคอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก ซึ่งนอกจากจะเข้าไปดำเนินช่องสถานีโทรทัศน์ในเวียดนามและกัมพูชาแล้ว โดยปีนี้ยังมีแผนที่จะขยายตลาดเพิ่มไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า และสิงคโปร์ “ขณะที่เม็ดเงินโฆษณา 7 หมื่นล้านบาท ไม่ได้เพิ่มขึ้น หรืออาจจะเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่รายการเพิ่มขึ้น ผมว่าสักร้อยเท่า ฉะนั้นต้องจินตนาการว่าช่องรายการจะอยู่ยังไง เพราะอย่างช่อง 3 และช่อง 7 เขาก็ยังแข็งแรงอยู่เหมือนเดิม ช่องใหม่ก็ต้องคิดให้ดีว่าเงินจะถ่ายเทมายังไง ในสมรภูมิรบ เป็นธรรมดาต้องมีผู้ชนะ-ผู้แพ้ รายการโทรทัศน์ก็ต้องมีรายการเรตติ้งอันดับหนึ่งและอันดับบ๊วย ถ้าเป็นตัวจริงเสียงจริงไม่ต้องกลัว เพราะถ้ารายการอันดับบ๊วยเขาก็ต้องหาคนใหม่มาทำแทน ฉะนั้นไม่ต้องกลัวมีงานให้ทำเยอะแยะไปหมด” จาฤกทิ้งท้ายว่า ในช่วง 5 ปีนับจากนี้ หากยังอยู่ภายใต้ยุคบริหารของเขา เขาคงไม่รู้สึกอยากเป็นเจ้าของช่องอีกแล้ว เพราะไม่อยากเหนื่อย และทิ้งภาระให้ลูกหลาน ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เห็น กันตนาในโหมด “Play safe” อันหมายถึง “ปลอดภัย” และ “ประหยัด” แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสให้ไขว่คว้า บนความพร้อมและความชำนาญที่สั่งสมมากว่า 60 ปีจนกว่าที่เฟสสองของสมรภูมิรบจะเปิดฉากใหม่ และ/หรือ ผู้นำทัพชิงชัยทีวีดิจตอลคนใหม่ของกันตนาจะไม่ใช่ผู้อาวุโสวัย 61 ปีคนนี้ เวลานั้นอาจได้เห็นกันตนาในโหมดอื่น


ทีวีพูล เปิดฉากประกาศสู้ศึกทีวีดิจิตอล จับมือโพสต์พับบลิชชิ่ง ผลิตข่าวให้ช่อง THV วันละ 6 ชม. ทำสัญญาแบบเอ็กคลูซีพ ติ๋มทีวีพูลมั่นใจขึ้นแท่นเป็นเบอร์ 1 ในอีก 5 ปี…

แกรมมี่จับมือซีทีเอชจับตลาดพรีเมียมแมส คาดปีนี้ปิดรายได้ 1.5-2 พันล้าน “อาร์เอส” ดันช่อง 8 ลงสมรภูมิทีวีดิจิตอล ลั่นปีแรกกำไรแน่นอน มั่นใจปีนี้ปิดรายได้รวม 5,000 ล้านบาท เติบโต 43%

นายเดียว วรตั้งตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มงานแพลตฟอร์ม แอนด์ สปอนเซอร์ชิพ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท เทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ทางบริษัทและพันธมิตรทางธุรกิจได้ทำการเปิดแพ็กเกจ CTHZ Premier League+HD (แพ็กเกจซีทีเอชแซท พรีเมียร์ลีก พลัส เอชดี) ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคได้ชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล ‘บาร์เคลย์ส พรีเมียร์ลีก’ พร้อมด้วยการแข่งขันฟุตบอลระดับโลกไม่ต่ำกว่า 1,000 แมตช์ตลอดปี อาทิ บุนเดสลีกาเยอรมัน, ลีกเอิงฝรั่งเศส ด้านนายฟ้าใหม่ ดำรงชัยธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มงานแพลตฟอร์ม บริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับซีทีเอชแซท พรีเมียร์ลีก พลัส เอชดี แพ็กเกจจะมีให้บริการในกล่องจีเอ็มเอ็ม แซท เอชดีทุกรุ่น และในตอนนี้จีเอ็มเอ็ม แซท ได้มีการเปิดตัวกล่องเอชดีรุ่นใหม่คือ รุ่นจีเอ็มเอ็ม แซท เอชดี ไลต์ (HD LITE) มูลค่า 1,590 บาท ซึ่งจะสามารถรองรับดิจิตอลได้ครบทั้ง 48 ช่อง รวมทั้งคอนเทนต์ต่างๆ ที่เป็นเอชดีอีกด้วย สำหรับเป้าหมายรายได้ในปีนี้จะอยู่ที่ 1,500-2,000 ล้านบาท เติบโตเท่าตัวหากเทียบกับปีที่แล้ว โดยคาดการณ์ว่าหากมีคูปองจาก กสทช.เข้ามาจะช่วยผลักดันตลาดให้เติบโตได้อีก ซึ่งขณะเดียวกันก็จะส่งผลให้ทางบริษัทอาจมียอดขายกล่องอยู่ที่ 1-5 ล้านกล่องในปีนี้ นายกฤษณัน งามผาติพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีทีเอช เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้ทำการร่วมมือกับทางจีเอ็มเอ็ม แซท และมั่นใจว่าจะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้มากยิ่งขึ้น

นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อาร์เอส เปิดเผยว่า ในปีนี้นับได้ว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของวงการโทรทัศน์ของประเทศไทย เนื่องจากมีการส่งสัญญาณให้มีการรับชมฟรีทีวีในระบบดิจิตอล ซึ่งทางอาร์เอสก็ได้นำช่อง 8 ก้าวสู่ไลเซนของระบบทีวีดิจิตอลด้วยเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้ในปีนี้อยู่ที่ 850 ล้านบาท เติบโต 70% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมั่นใจว่าในปีแรกจะสามารถทำกำไรได้ทันที ซึ่งจะมีคอนเทนต์ใหม่ทางช่อง 8 ประมาณ 16 ชั่วโมง จาก 24 ชั่วโมง

“รายได้ปีนี้ตั้งเป้าอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 12% ขณะที่รายได้เติบโตประมาณ 43% โดยรายได้กว่า 73% เป็นของธุรกิจมีเดีย และแนวโน้มคาดว่าอีก 2-3 ปี จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 90% ขณะที่ธุรกิจเพลง 13% คิดเป็น 650 ล้านบาท โดยธุรกิจเพลงจะมีแนวโน้มของรายได้ที่ลดลงตามตลาด” นายสุรชัยกล่าว

กลยุทธ์ที่จะถูกนำมาใช้ในสงครามการต่อสู้ของทีวีดิจิตอลในยุคฝุ่นตลบนี้ก็คือ

1.ดึงเอา content ที่ขายได้ดีอยู่เดิม,เรตติ้งสูง,มีแฟนคลับประจำ,ใช้บุคลากรที่เป็นที่รู้จัก-ยอมรับ หรือว่านิยมชมชอบ มานำเสนอเหมือนเดิม กลยุทธ์นี้ ผู้เขียนขอใช้คำเรียกว่า ขายของเก่า เล่าเรื่องเดิม เติมความเน่า เข้าไปอีก ถ้าเป็นช่องข่าว คุณก็จะได้เห็นนักเล่าข่าวคนเดิม นักจ้อข่าวคนดังๆ คนเดิมๆ ที่คุ้นหน้าคุ้นตา เล่าข่าวในสไตล์เดิมๆ ดราม่าข่าวแบบเดิมๆ ที่ขายได้อยู่แล้ว ถ้าเป็นละครก็จะได้ชมละครประเภทรีเมคแล้ว รีเมคอีก ดาราเจ้าบทบาทคนเดิมๆ พล็อตเรื่องแซ่บๆ เดิมๆ ที่พอเดินผ่านหน้าทีวีไปเมื่อไหร่ก็จะพบว่ายุงชุมมาก แม่ผัว ลูกสะใภ้ ตบตีแย่งสามีชาวบ้าน ไดอะล็อกจิกด่าแรงๆ มีผี กระเทย ตลกเป็นเครื่องชูโรงไม่ให้เฝือ ถ้าเรตติ้งดี เนื้องเรื่องจะยืดเป็นชาติเลยกว่าจะจบ ถ้าเป็นเกมส์โชว์อันนี้พอมีความหวังอยู่บ้าง เพราะคงต้องแข่งกันเรื่องไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ ความสนุก ความฮาครบรส และที่ลืมไม่ได้บรรดารายการเรียลลิตี้โชว์ต่างๆทั้งหลาย ทีนี้จะงัดมาสู้กันหลากหลายแนวมากขึ้น สร้างประเด็น ดราม่าแข่งกัน เพื่อแลกกับกระแส และผลโหวต

2.ซื้อดะ ขอให้เป็น content ที่ดี มีรางวัลการันตี หรือมีเรตติ้งสูงในต่างประเทศ อาจซื้อมาฉายเป็นแบบออริจินัลเลยก็ได้ แล้วแปลซับหรือพากย์ให้คนไทยได้ดู เช่น ซีรี่ย์ดังๆ จากต่างประเทศ,รายการสารคดีดีๆ,รายการเกมส์โชว์,เรียลลิตี้โชว์,ทอลค์โชว์,คอนเสิร์ต,กีฬา หรือซื้อแฟรนส์ไชส์ของ content นั้นแล้วมาดัดแปลงผลิตเป็นแบบโปรดักชั่นไทย เช่น เกมส์โชว์,เรียลลิตี้โชว์,รายการสอนทำอาหาร,รายการควิซโชว์ ตอบคำถาม,รายการประกวดต่างๆ ฯลฯ

3.นำ content เก่าๆ ที่เคยได้รับความนิยมมาแล้วกลับมาฉายใหม่หรือฉายรีรัน เพื่อฆ่าเวลาบางส่วนที่ไม่สามารถหารายการที่ผลิตใหม่มาลงฉายได้ครบทุกช่วงเวลา เช่น ละคร ซีรี่ย์ คอนเสิร์ต ภาพยนตร์ กีฬา เรียลลิตี้โชว์ เกมส์โชว์ สารคดี ฯลฯ

ยังจำได้ในยุคก่อตั้งทีวีสี ที่เปลี่ยนมาจากยุคทีวีขาวดำ ช่อง 3 กับช่อง 7 ก็เคยซื้อซีรี่ย์หนังจีนแข่งกันมาฉายในช่วงเวลากลางวัน เย็น จวบจนกระทั่งกลางคืนให้คนไทยดู ในยุคนั้นยังผลิตละครไม่ค่อยเยอะ จะมีละครใหม่ก็เพียงช่วงหัวค่ำหรือกลางคืนตอนไพร์มไทม์เท่านั้น นอกนั้นเป็นซีรี่ย์จีนกับซีรี่ย์ฝรั่งล้วน

เราคงยังไม่คาดหวังกับ content ใหม่ ๆ ดี ๆ สด ๆ ในช่วงแรกมากนัก แต่อาจมีบ้าง คงไม่ถึงกับไม่มีเสียเลย แต่เป็นรายการที่ต้องลงทุนสูง และใช้บุคลากรที่มีความรู้ ความเชียวชาญ กึ๋นเป็นอย่างสูง อย่างเช่นที่ แกรมมี่กับจีทีเอช ร่วมกันทำ ซีรี่ย์ฮอร์โมนส์ เมื่อปีที่แล้วจนโด่งดังไปทั่วเอเชีย แบบนั้น เรายังหวังจะมีสิ่งใหม่ๆ แบบนี้มาให้คนไทยได้ชมเยอะๆ ในช่วงเปลียนผ่านเข้าสู่ยุคทีวีดิจิตอลอย่างแท้จริง เหมือนที่ในประเทศที่เจริญแล้วเขาทำกัน

วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2557

โลก 360 องศา - (เครื่องบินสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์สูญหายลึกลับ,ก่อการร้ายในคุนหมิง,สถานการณ์ที่ไครเมียส่อเค้าบานปลาย)

เอเจนซีส์ –หน่วยงานข่าวกรองของหลายประเทศ ร่วมมือกันในวันอาทิตย์ (9 มี.ค.) เพื่อสืบสวนสอบสวนความเป็นมาของผู้โดยสาร 2 คนซึ่งขึ้นเครื่องบินโดยสารโบอิ้ง 777 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ (เอ็มเอเอส)ที่สูญหายตั้งแต่วันเสาร์ (8) โดยใช้หนังสือเดินทางที่ขโมยมา ขณะที่พวกเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของแดนเสือเหลืองแถลงว่า ภาพจากจอเรดาร์แสดงให้เห็นว่าเครื่องบินลำนี้อาจจะหันหัวเลี้ยวกลับก่อนจะหายลับไป สำหรับความคืบหน้าของการค้นหา ล่าสุดเจ้าหน้าที่เวียดนามระบุว่าเครื่องบินที่บินระยะต่ำพบเห็นวัตถุต้องสงสัย แม้ยังไม่สามารถยืนยันชัดเจนได้ว่าเป็นชิ้นส่วนของโบอิ้งลำนี้


เวลาผ่านไป 1 วันครึ่งแล้วหลังจากเที่ยวบิน MH370 ของมาเลเซียแอร์ไลน์สูญหายไป แต่จนกระทั่งถึงคืนวันอาทิตย์ ก็ยังไม่มีการยืนยันแน่นอนว่าได้มีการค้นพบซากใดๆ ของเครื่องบินลำนี้ รวมทั้งช่วงนาทีท้ายๆ ก่อนที่มันจะหายลับ ก็ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีคำตอบ ทั้งนี้เครื่องบินลำนี้ซึ่งกำลังบรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือรวม 239 คน ได้ขาดการติดต่อกับทางหอบังคับการบินภาคพื้นดินไปเฉยๆ ขณะบินอยู่กลางทะเลระหว่างมาเลเซียกับเวียดนาม หลังจากที่บินขึ้นจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ในตอนเช้ามืดวันเสาร์ สู่จุดหมายปลายทางที่กรุงปักกิ่ง ปฏิบัติการการค้นหาขนาดใหญ่ ซึ่งมีรายงานว่ามีประเทศต่างๆ ส่งเครื่องบินมาช่วยเหลือ 22 ลำ และเรือชนิดต่างๆ อีก 40 ลำ ครอบคลุมน่านน้ำระหว่างมาเลเซียไปจนจรดฟิลิปปินส์ ยังคงไม่พบร่องรอยชัดเจนของเครื่องบินไอพ่นลำนี้ ถึงแม้พวกเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของเวียดนามกล่าวกับสำนักข่าวเอพีในคืนวันอาทิตย์ว่า เครื่องบินที่บินในระยะต่ำลำหนึ่งได้พบเห็นวัตถุรูปสี่เหลี่ยมในน้ำ บริเวณห่างจากเกาะโถจู ไปทางใต้ราว 90 กิโลเมตร ซึ่งก็เป็นพื้นที่เดียวกับที่พบเห็นรอยคราบน้ำมันเป็นแนวกว้างในวันเสาร์นั่นเอง พวกสื่อของทางการเวียดนามพากันคาดเดาว่าวัตถุดังกล่าวนี้อาจจะมาจากเครื่องบินที่กำลังค้นหากันอยู่ก็ได้ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารการบินพลเรือน ฝ่าม เวียต ดุง แถลงว่า เวียดนามได้แจ้งให้ทีมค้นหาต่างๆ ทั้งของเวียดนามและประเทศอื่นๆ ให้ส่งเรือไปยังบริเวณดังกล่าวเพื่อตรวจสอบแล้ว ก่อนหน้านี้พวกเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของเวียดนามได้เคยระบุว่า พบเห็นวัตถุสีส้มในพื้นที่ตรงนั้น แต่เมื่อมีการตรวจสอบก็ปรากฏว่าไม่ใช่สิ่งที่มาจากเครื่องบินที่หาย ส่วนทางด้านสำนักข่าวเอเอฟพีก็อ้างเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่เปิดเผยนามผู้หนึ่งจากคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการค้นหาและกู้ภัยของเวียดนาม ให้ข้อมูลคล้ายๆ กันว่า เครื่องบินของเวียดนามลำหนึ่งพบวัตถุที่อยู่ในสภาพแตกหัก 2 ชิ้นที่ดูเหมือนจะมาจากเครื่องบิน ในบริเวณห่างจากเกาะโถจูไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 80 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าวว่า เนื่องจากเป็นเวลากลางคืน ผู้อยู่บนเครื่องบินจึงไม่สามารถนำเอาวัตถุต้องสงสัยขึ้นมาจากน้ำเพื่อตรวจสอบให้ชัดเจน โดยทำได้เพียงระบุตำแหน่งของบริเวณดังกล่าวจากนั้นก็บินกลับมาที่สนามบิน ทั้งนี้จะมีการส่งเครื่องบินและเรือไปตรวจสอบใหม่ในวันจันทร์ (10) สำหรับโบอิ้ง 777 ที่กำลังค้นหากันอยู่นี้ ดูเหมือนจะตกลงมาจากท้องฟ้าในระดับความสูงที่ใช้ในการบินตามปกติ ท่ามกลางอากาศที่แจ่มใส และนักบินดูเหมือนไม่สามารถหรือไม่มีเวลาเลยที่จะส่งสัญญาณให้ทราบว่าเกิดปัญหาขึ้น อันนับเป็นสภาวการณ์ที่ผิดปกติสำหรับเครื่องบินโดยสารไอพ่นสมัยใหม่ที่บริหารโดยสายการบินมืออาชีพเช่นนี้ พล.อ.อ.ร็อดซาลี ดาวุด ผู้บัญชาการกองทัพอากาศมาเลเซีย แถลงข่าวในวันอาทิตย์ว่า ข้อมูลจากเรดาร์ของฝ่ายทหารบ่งชี้ให้เห็นว่า เครื่องบินลำนี้อาจจะได้หันหัวเลี้ยวกลับ แต่เขาก็ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่าเครื่องบินเลี้ยวไปทางไหน หรือบินออกนอกเส้นทางมากน้อยเพียงใด

ขณะที่ อาหมัด เยาหะรี ยาหยา ซีอีโอของมาเลเซียแอร์ไลน์ กล่าวว่า ถ้าหากเครื่องบินหันหัวเลี้ยวกลับแล้ว นักบินควรต้องแจ้งให้สายการบินและเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศรับทราบ “แต่จากที่เรารู้มา ไม่มีสัญญาณแสดงความยากลำบาก หรือการติดต่อเพื่อบอกให้ทราบถึงความยากลำบากอะไรเลย ดังนั้น เราจึงรู้สึกงุนงงพอๆ กับคนอื่นๆ” ในคืนวันเดียวกัน ทางด้าน ฮิชามมุดดิน ฮุสเซน รัฐมนตรีคมนาคมขนส่งมาเลเซียระบุว่า หน่วยข่าวกรองและหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของประเทศ กำลังตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับผู้โดยสารต้องสงสัย 2 คน หลังจากพบว่า ผู้โดยสาร 2 คนบนเที่ยวบินที่หายไปใช้หนังสือเดินทางที่ขโมยมา “ผมสามารถยืนยันได้ว่า เรามีภาพของบุคคลทั้ง 2 นี้ที่ได้จากระบบโทรทัศน์วงจรปิดแล้ว” เขากล่าวและบอกว่ากำลังตรวจสอบภาพเหล่านี้อยู่ “เรามีพวกหน่วยข่าวกรอง ทั้งของมาเลเซียเองและของนานาชาติ เข้ามาร่วมมือด้วย” รัฐมนตรีผู้นี้เผย แต่ไม่ยอมให้รายละเอียดมากกว่านี้ โดยบอกว่าอาจเป็นผลเสียต่อการสืบสวน ทางด้านตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) ยืนยันว่า มีผู้โดยสารบนเครื่องบินที่หายไปลำนี้อย่างน้อย 2 คน ใช้หนังสือเดินทางที่ถูกขโมย พร้อมระบุว่าก่อนเกิดเหตุไม่ได้มีใครตรวจสอบฐานข้อมูลของตำรวจสากลในเรื่องนี้ แต่อันที่จริงแล้ว สายการบินส่วนใหญ่และประเทศส่วนใหญ่ปกติก็มักไม่ได้ทำการตรวจสอบเรื่องหนังสือเดินทางที่ถูกขโมยสำหรับหนังสือเดินทางที่ถูกขโมยมาดังกล่าว ทางการผู้รับผิดชอบทางยุโรปยืนยันว่า เป็นของคริสเตียน โคเซล ชาวออสเตรีย และลุยจิ มารัลดี ชาวอิตาลี ซึ่งถูกขโมยในประเทศไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โอเปอเรเตอร์บริการสายด่วนของสายการบินเคแอลเอ็มในจีนยืนยันเมื่อวันอาทิตย์ว่า มีผู้จองตั๋วจากปักกิ่งไปอัมสเตอร์ดัมในวันที่ 8 โดยใช้ชื่อ “มารัลดี” และ “โคเซล” ทั้งนี้ผู้ที่ใช้ชื่อมารัลดี ยังจองตั๋วบินต่อจากอัมสเตอร์ดัมไปยังโคเปนเฮเกนโดยเครื่องของเคแอลเอ็มในวันเดียวกัน ส่วนโคเซลก็ต่อไปที่แฟรงเฟิร์ต ทั้งคู่สำรองตั๋วผ่านสายการบินไชน่า เซาเทิร์น ทั้งนี้ จากการจองตั๋วเดินทางจากปักกิ่งต่อไปยังยุโรปเช่นนั้น ทำให้คนทั้งคู่ซึ่งถือหนังสือเดินทางยุโรป ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าเข้าจีน ด้านไชน่า เซาเทิร์น ซึ่งมีข้อตกลงรหัสการบินร่วมกับเอ็มเอเอส ระบุว่า ในเที่ยวบินที่สูญหายมีผู้โดยสารอิตาลี 1 คนและออสเตรีย 1 คน ขณะที่ในรายชื่อผู้โดยสารของเอ็มเอเอส ไม่ปรากฏผู้โดยสาร 2 สัญชาตินี้คนอื่นอีก ขณะเดียวกัน สื่อของทางการจีนเผยว่า ชาวจีนคนหนึ่งที่หมายเลขหนังสือเดินทางไปปรากฏบนรายชื่อผู้โดยสารเที่ยวบินดังกล่าวยังคงอยู่ในจีน และไม่เคยแจ้งว่า หนังสือเดินทางถูกขโมยไปแต่อย่างใด ที่วอชิงตัน เจ้าหน้าที่คนหนึ่งในคณะรัฐบาลสหรัฐฯเผยว่า อเมริการับรู้เรื่องหนังสือเดินทางที่ถูกขโมยแล้ว แต่ไม่ได้นำประเด็นนี้ไปเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายในทันที ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ลอสแองเจลีส ไทมส์ว่า ผู้ถือหนังสือเดินทางที่ถูกขโมยอาจขโมยหรือซื้อหนังสือเดินทางดังกล่าวมาจากตลาดมืด หนังสือเดินทางที่ถูกขโมยและการหายไปอย่างปัจจุบันทันด่วนของเครื่องบิน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มีความเกี่ยวโยงกับความเป็นไปได้ที่จะมีระเบิดซุกซ่อนอยู่บนเครื่อง ตอกย้ำความกังวลว่าการก่อการร้ายอาจเป็นสาเหตุของเหตุการณ์นี้ และกลุ่มอัลกออิดะห์เคยใช้วิธีนี้เพื่อปกปิดตัวตนของนักปฏิบัติการของตน ทางด้าน พอล เฮเยส ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาด้านการบิน ไฟลต์โกลบัล แอสเซนด์ ชี้ว่า การที่เครื่องบินหายไปกะทันหันบ่งชี้ว่า มีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกระทั่งนักบินไม่มีโอกาสแจ้งเตือน หรือลูกเรือกำลังวุ่นวายกับการรับมือสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีสาเหตุที่เป็นไปได้อื่นๆ เช่น เครื่องยนต์บกพร่องรุนแรง ความผิดพลาดหรือกระทั่งการฆ่าตัวตายของนักบิน ทั้งนี้ทั้งนั้น การระบุสาเหตุที่แท้จริงต้องใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์บันทึกการบินและการตรวจสอบซากเครื่องบินอย่างละเอียด ซึ่งต้องใช้เวลานานเป็นเดือนหรือเป็นปี เที่ยวบินที่สูญหายนี้มีผู้โดยสาร 227 คน และลูกเรือ 12 คน ผู้โดยสารที่เป็นคนจีนมี 153 คน เครื่องโบอิ้ง 777 นั้นมีประวัติความปลอดภัยที่ดี โดยเหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งที่ 2 ในรอบระยะเวลาเกือบ 20 ปีของเครื่องบินรุ่นนี้ ครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วที่เครื่องของสายการบินเอเชียนา แอร์ไลน์ของเกาหลีใต้ ไถลออกนอกรันเวย์หลังจากกระแทกกับแนวรั้วริมทะเลในซานฟรานซิสโก ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน


เอเจนซีส์ – จีนประกาศใช้ทรัพยากรทั้งหมดและทุกวิถีทางเพื่อไล่ล่าและลงโทษ “ผู้ก่อการร้าย” ในคุนหมิง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 29 คน ไม่รวม “คนชุดดำ” ที่ก่อเหตุใช้มีดไล่ฟันคนในสถานีรถไฟที่โดนวิสามัญอีก 4 ราย และมีผู้บาดเจ็บ 143 คน ผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นการโจมตีรูปแบบใหม่ของมุสลิมอุยกูร์ที่ขยายขอบเขตเป้าหมายออกนอกฐานที่ตั้งในเมืองซินเจียง สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (2) ว่า ตำรวจจีนได้ยิงผู้โจมตี 4 คนเสียชีวิต จับได้ 1 คนและกำลังตามล่าอีก 5 คนที่ร่วมกันโจมตีผู้โดยสารในสถานีรถไฟคุนหมิง มณฑลยูนนาน เมื่อคืนวันเสาร์ (1) ขณะที่สถานีซีซีทีวีของทางการจีนรายงานว่า ผู้โจมตี 2 คนเป็นผู้หญิง คนหนึ่งถูกตำรวจยิงตาย อีกคนถูกจับได้และนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ผู้ก่อเหตุแต่งชุดดำจู่โจมเข้าสู่สถานีรถไฟ และใช้มีดขนาดใหญ่และมีดสปาร์ตาไล่ฟันแทงผู้คนไม่เลือก สำนักข่าวซินหัวรายงานโดยอ้างแถลงการณ์ของรัฐบาลท้องถิ่นว่า ไม่สามารถระบุตัวตนของผู้โจมตีได้ แต่จากหลักฐานบ่งชี้ว่า นี่เป็นการก่อการร้ายที่ดำเนินการโดยกองกำลังแบ่งแยกดินแดนในซินเจียง ซินหัวยังเผยว่า นอกจากผู้โจมตี 4 คนแล้ว ยังมีประชาชนเสียชีวิตอีก 29 คน และบาดเจ็บ 143 คน ทั้งนี้ ซินเจียงที่อยู่ทางตะวันตกของจีนเป็นที่ตั้งของกลุ่มมุสลิมอุยกูร์ที่ต่อต้านการปกครองของจีน และปักกิ่งตอบโต้ด้วยการบังคับกดขี่ การโจมตีที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนอุยกูร์ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุนั้นส่วนใหญ่เกิดขึ้นในซินเจียง ที่มีการปะทะบ่อยครั้งระหว่างชนกลุ่มน้อยอุยกูร์กับชาวจีนเชื้อสายฮั่นซึ่งเป็นคนหมู่มาก ทว่า เหตุการณ์เมื่อวันเสาร์เกิดขึ้นห่างจากซินเจียงถึงกว่า 1,000 กิโลเมตร นอกจากนั้นยังไม่เคยมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในยูนนานมาก่อน กระนั้น การโจมตีโดยใช้รถบรรทุกระเบิดพลีชีพที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คนรวมถึงผู้ก่อเหตุคือชาวอุยกูร์ 3 คนนั้น ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยว่า กลุ่มนักรบอาจเปลี่ยนยุทธวิธีและมุ่งโจมตีเป้าหมายที่ไม่มีการป้องกันในพื้นที่อื่นๆ ในจีน ฌอน โรเบิร์ตส์ นักมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตันในสหรัฐฯ ที่ศึกษาชนเผ่าอุยกูร์และจีนมาถึง 2 ทศวรรษ ชี้ว่า ความรุนแรงในคุนหมิงอาจบ่งชี้การโจมตีรูปแบบใหม่ของมุสลิมอุยกูร์ นั่นคือการโจมตีที่มีการวางแผนล่วงหน้าที่เกิดขึ้นนอกซินเจียง นอกจากนี้ การที่ผู้ก่อเหตุยังคงใช้อาวุธธรรมดาทั่วไป ไม่มีระเบิดหรือเทคนิคซับซ้อน จึงบ่งชี้ว่า ไม่มีเครือข่ายก่อการร้ายระดับโลกมาเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปักกิ่งถือว่า นี่เป็นเหตุการณ์รุนแรงอย่างมาก เห็นได้จากการส่งเมิ่ง เจี้ยนจู้ รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงและสมาชิกคณะกรมการเมือง ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลและไปดูสถานที่เกิดเหตุเมื่อวันอาทิตย์ ความรุนแรงในคุนหมิงยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาอ่อนไหว เนื่องจากบรรดาผู้นำการเมืองเตรียมเปิดประชุมสภาประจำปีที่ปักกิ่งในวันพุธ (4) ซึ่งรัฐบาลของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีกำหนดแถลงผลงานการบริหารประเทศขวบปีแรก สีเรียกร้องให้ใช้ทรัพยากรและวิธีการทั้งหมดที่มีเพื่อนำคนผิดมาลงโทษ และในแถลงการณ์ สำนักงานบริหารจัดการความมั่นคงภายใต้กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ยังระบุว่า ตำรวจจะปราบปรามผู้ก่ออาชญากรรมตามกฎหมายโดยไม่มีการละเว้นใดๆ อย่างไรก็ดี ปักกิ่งปฏิเสธเสียงวิจารณ์จากผู้ถูกเนรเทศและกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่ว่า ความไม่สงบที่เกิดขึ้นเป็นผลจากความไม่พอใจต่อนโยบายของรัฐบาลมากกว่าการคุกคามจากกลุ่มหัวรุนแรงที่ต้องการตั้งรัฐเอกราชเตอร์กิสถานตะวันออก พลเรือตรีหยิน จิว แห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน ถึงขั้นฟันธงว่า การโจมตีที่มีการวางแผนมาอย่างดีครั้งนี้เป็นปัญหาการก่อการร้ายที่เชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายภายนอกประเทศเหตุการณ์นี้ถือเป็นการโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดที่เชื่อว่าเกิดจากความขัดแย้งระหว่างมุสลิมอุยกูร์กับชาวฮั่น นับจากเหตุจลาจลในเมืองอูรุมชี เมืองหลวงของซินเจียง ในปี 2009 ที่ชาวอุยกูร์โจมตีชาวฮั่นไม่เลือกหน้าบนท้องถนน และทำให้ผู้หญิงและเด็กเสียชีวิต และไม่กี่วันต่อมา ชาวฮั่นกลุ่มหนึ่งรวมตัวแก้แค้นโจมตีชาวอุยกูร์ในเมืองเดียวกัน รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตเกือบ 200 คน

'บิทคอยน์' สกุลเงินแห่งอนาคต อวสานแล้วจริงหรือ เมื่อโลกออนไลน์เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ การซื้อขายของบนอินเทอร์เน็ตก็มีความคึกคักมากขึ้น สกุลเงินดิจิตอล หรือ "บิทคอยน์" จึงถูกมองว่า จะเป็นเงินที่นำมาใช้แทนเงินจริงได้ในอนาคต แต่หลังจากเว็บไซต์แลกเปลี่ยนเงินดิจิตอลอย่าง "เมานท์กอกซ์" ปิดตัวลงไปล่าสุด อนาคตของ "บิทคอยน์" จึงเริ่มไม่น่าไว้ใจ "บิทคอยน์" เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่มีการคิดค้นขึ้นในปี 2552 โดยชายนิรนามผู้หนึ่ง และได้รับความนิยมมากขึ้นในระยะหลังมานี้ ถึงขนาดมีตู้เอทีเอ็มสำหรับ "บิทคอยน์" ให้บริการในหลายประเทศแล้ว หลายคนมองว่า ในอนาคตอันใกล้ เราอาจหันมาใช้สกุลเงินนี้เป็นสกุลเงินหลักแทนเงินจริง และไม่ต้องดำเนินการผ่านธนาคารแต่อย่างใด ทำให้สะดวกกว่าการเดินทางไปทำธุรกรรมการเงินที่ธนาคาร และมีการรับรองความปลอดภัย ปัจจุบัน ถ้าใครต้องการครอบครอง "บิทคอยน์" สามารถแลกเงินจริงเป็นเงินดิจิตอล ไว้ใช้จ่ายออนไลน์ได้ หรือถ้าไม่ต้องการเสียเงินจริง ก็สามารถติดตั้งโปรแกรมขุดเหมือง "บิทคอยน์" ให้โปรแกรมดังกล่าวเป็นตัวค้นหาเงินที่ซ่อนอยู่ในเหมืองออนไลน์ ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียง 21 ล้าน "บิทคอยน์" เท่านั้น ทั้งยังไม่มีใครสามารถเพิ่มจำนวนให้มากไปกว่านี้อีกแล้ว "บิทคอยน์" จึงแตกต่างจากสกุลเงินจริงที่จะมีธนาคารกลางของแต่ละประเทศคอยให้การสนับสนุนอยู่ ความแตกต่างนี้ทำให้บางคนมองว่าเป็นเรื่องดีที่รัฐไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดซื้อขาย "บิทคอยน์" ได้ แต่ในทางกลับกัน การไม่มีธนาคารกลางสนับสนุน ทำให้ไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่า สกุลเงินนี้จะมีความมั่นคงมากแค่ไหน ทั้งนี้ ยังไม่รวมความเสี่ยงจากเหล่าแฮกเกอร์ที่อาจป่วนเว็บไซต์บัญชีออนไลน์ และสร้างสถานการณ์ให้คนเทขาย "บิทคอยน์" เพื่อที่ตัวเองจะได้ช้อนซื้อได้ในราคาถูกอีกด้วย ล่าสุด เว็บไซต์ "เมานท์กอกซ์" เพิ่งปิดตัวลงกะทันหัน โดยให้เหตุผลว่าเว็บไซต์ถูกแฮ็กเกอร์ขโมยข้อมูลของผู้ใช้ทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถให้บริการ และอาจไม่สามารถคืนเงินในบัญชีได้ เว็บไซต์ดังกล่าวนับเป็นเว็บสำหรับแลกเปลี่ยน "บิทคอยน์" เป็นเงินจริงที่ใหญ่ที่สุดในโลก คนจำนวนมากที่มีบัญชีอยู่ในเว็บไซต์นี้จึงตื่นตระหนก และอาจนำไปสู่การฟ้องล้มละลายเว็บไซต์ดังกล่าวอีกด้วย ส่วนวุฒิสภาสหรัฐฯ จึงเสนอให้มีการพิจารณาว่าควรแบน "บิทคอยน์" ตามอย่างประเทศไทย และจีนหรือไม่ สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ประกาศให้สกุลเงินดิจิตอลเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ทั้งการแลกเปลี่ยนและการใช้ "บิทคอยน์" ซื้อขายออนไลน์ โดยให้เหตุผลว่าเงินนี้อาจส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท ขณะที่จีนยังอนุญาตให้ใช้ซื้อขายออนไลน์ แต่ห้ามแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราของจริง

รอยเตอร์/เอเจนซีส์/ASTV เกิดเหตุกลุ่มติดอาวุธที่มีจุดยืนสนับสนุนรัสเซีย บุกเข้ายึดสนามบินทหารอีกแห่งหนึ่งในสาธารณรัฐปกครองตนเองไครเมียของยูเครนในวันอาทิตย์ (9) ขณะที่นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิลแห่งเยอรมนีเตือนรัสเซียจะโดนคว่ำบาตรหนัก หากคิดแบ่งแยกไครเมียออกจากยูเครน  รายงานข่าวซึ่งอ้าง วลาดิสลาฟ เซเลซน์ยอฟ โฆษกกระทรวงกลาโหมของไครเมีย ระบุว่า กลุ่มติดอาวุธที่แต่งกายในชุดเครื่องแบบทหารจำนวนประมาณ 80 คน พร้อมด้วยพลเรือนจำนวนหนึ่งได้ปิดกั้นทางเข้าสนามบินทหารแห่งหนึ่ง ที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านซากิ ก่อนที่จะบุกเข้าไปภายในและมีการจัดตั้งแท่นยิงปืนกลตลอดความยาวของทางวิ่งภายในสนามบินดังกล่าว ก่อนหน้านี้ กำลังทหารของรัสเซียได้เข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์หลายแห่งทั่วสาธารณรัฐไครเมีย รวมถึง สนามบินทหาร “เบลเบ็ค” และสนามบินพลเรือนหลักในเมืองซิมเฟโรโพล โดยปราศจากการต่อต้านจากประชาชนในไครเมีย ที่ส่วนใหญ่ต้องการแยกตัวออกจากยูเครนและไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย หลังเกิดการปฏิวัติทางรัฐสภาในกรุงเคียฟของยูเครนซึ่งมีผลทำให้ประธานาธิบดีวิคตอร์ ยานูโควิช ผู้นำที่มีจุดยืนโปรรัสเซียต้องถูกถอดออกจากอำนาจ และมีการสถาปนารัฐบาลใหม่ของยูเครนที่โปรตะวันตกเข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันมีรายงานในวันอาทิตย์ (9)ว่า ทหารรัสเซียจำนวนหนึ่งได้เข้าควบคุมพื้นที่จุดตรวจแห่งหนึ่ง บริเวณชายแดนด้านตะวันตกของไครเมียที่ติดต่อกับยูเครนแล้ว โดยจุดตรวจดังกล่าวถือเป็นจุดตรวจแห่งที่ 11 แล้ว บริเวณชายแดนไครเมีย-ยูเครน ที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารรัสเซีย ทั้งนี้ มีรายงานว่า ก่อนการบุกยึดจุดตรวจดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเยฟปาโทริยา กองกำลังของรัสเซียได้ยื่นคำขาดให้ทหารของยูเครนยอมจำนน หรือต้องเผชิญกับการบุกเข้ายึดของทหารรัสเซีย แต่ไม่มีรายงานการปะทะกันระหว่างทหารทั้งสองฝ่ายในเวลาต่อมา ในอีกด้านหนึ่ง นายกรัฐมนตรีหญิงอังเกลา แมร์เคิลแห่งเยอรมนี ออกโรงเตือนประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียโดยระบุว่า การจัดลงประชามติเพื่อแยกตัวจากยูเครนของไครเมีย ที่มีรัฐบาลมอสโกหนุนหลังนั้น ถือเป็นเรื่องที่มิชอบด้วยกฏหมาย และเข้าข่ายละเมิดรัฐธรรมนูญของยูเครนอย่างชัดเจน นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมนียังเตือนว่า รัสเซียอาจต้องเผชิญมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากโลกตะวันตก หากยังดึงดันเดินหน้าแผนผนวกไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแดนหมีขาว แม้ประชาชนส่วนใหญ่ในไครเมียจะมีเชื้อสายรัสเซีย และผูกพันกับรัสเซียก็ตาม เอเจนซีส์ - ในคืนวันศุกร์ (7) พบกลุ่มทหารรับจ้างอเมริกัน “แบล็กวอเตอร์” ลาดตระเวนในเมืองโดเนตสค์ (Donetsk) หลังมีคลิปโชว์กลุ่มติดอาวุธอยู่ในเมืองทางภาคตะวันออกของยูเครน ซึ่งตรงกับคำอ้างของรัสเซียที่เปิดเผยว่า มีทหารรับจ้างราว 300 นายได้เดินทางเข้ามายังกรุงเคียฟในสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน เรือพิฆาต USS Truxtun ของสหรัฐฯได้แล่นผ่านตุรกีเข้ามายังทะเลดำ ที่ไครเมียกำลังจะจัดให้มีการลงประชามติเพื่อตัดสินอนาคต และล่าสุดเอพีพบกองรถบรรทุกรัสเซียกว่า 60 คันเมื่อวานนี้ (8) เพื่อเร่งเสริมกำลังในไครเมีย มีวิดีโอคลิปอย่างน้อย 2 ชิ้นที่ถูกเปิดเผยผ่านยูทิวบ์ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ และมีคำบรรยายเป็นภาษารัสเซียแสดงถึง กลุ่มทหารที่ติดอาวุธหนักที่ไม่ติดสัญลักษณ์ใดๆในเมืองทางภาคตะวันออกของยูเครนที่ให้การสนับสนุนรัสเซีย และหนึ่งในคลิป จะได้ยินเสียงตะโกน “แบล็กวอเตอร์! แบล็กวอเตอร์!” ในขณะที่กลุ่มทหารรับจ้างกำลังวิ่งจ็อกกิงอยู่ในเมือง ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมืองโดเนตสค์ (Donetsk) มีภาพความไม่สงบที่ชาวเมืองที่หนุนรัสเซียได้เข้ายึดตึกที่ทำการของเมือง และตึกหน่วยงานรัฐต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในเมืองโดเนตสค์ และในวันศุกร์ (7) มีภาพชาวเมืองหลายพันคนโบกธงชาติรัสเซีย เรียกร้องการลงประชามติตัดสินอนาคตของภูมิภาคตะวันออกยูเครนนี้ ด้านนักการทูตรัสเซียได้เปิดเผยต่อสำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์ในวันพุธ (5) ว่า มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทเอกชนสหรัฐฯ 300 นาย ได้เดินทางเข้ามายังยูเครน “มีกลุ่มทหารรับจ้างเข้ามา ซึ่งเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ทำงานสังกัดบริษัทเอกชนที่ออกปฏิบัติการในอิรัก อัฟกานิสถาน และประเทศอื่นๆ” แหล่งข่าวกล่าว และอินเตอร์แฟกซ์ได้รายงานต่อว่า นักการทูตรัสเซียผู้นี้ไม่ได้เปิดเผยสัญชาติของเหล่านักรบทหารรับจ้างแต่กล่าวเพียงว่า “ทหารรับจ้างพวกนี้เดินทางมาจากสหรัฐฯ” และถามว่าเหล่าทหารที่พบเห็นในคลิปนี้มาจาก “อคาเดมี” ซึ่งชื่อปัจจุบันของกลุ่มแบล็กวอเตอร์ ดอกเตอร์ นาฟีซ อาห์เหม็ด ผู้เชี่ยวชาญทางความมั่นคงแห่งสถาบันสำหรับวิจัยนโยบายและการพัฒนา หรือ IPRD ของอังกฤษ กล่าวยอมรับว่า ยากที่จะคาดแต่ยังคงมีความเป็นไปได้ที่ว่ากลุ่มทหารรับจ้างจากสหรัฐฯจะถูกส่งมาปฏิบัติการในยูเครน เพราะกลุ่มแบล็กวอเตอร์ถูกใช้ในทุกสนามรบ และเสริมว่าชุดเครื่องแบบที่สวมใส่ตรงกับชุดของทหารรับแบล็กวอเตอร์มากกว่าชุดเครื่องแบบของทหารรับจ้างจากรัสเซีย แต่ยังตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมจึงให้วิ่งอยู่ในจุดที่สนใจ และอาจเป็นไปได้ว่านี่เป็นหนึ่งในการจัดฉากของรัสเซีย “แบล็กวอเตอร์” ถูกก่อตั้งในปี 1997 โดยอีริค พรินซ์ อดีตทหารหน่วยซีลสหรัฐฯ และเป็นหนึ่งบริษัทความปลอดภัยไม่กี่บริษัทที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯเลือกใช้ในปฏิบัติการปกป้องประชาธิปไตยในต่างแดน และในปี 2003 ที่อิรัก แบล็กวอเตอร์ได้เข้าร่วมในปฎิบัติการทางทหารและกิจการของบริษัทมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก แต่เป็นเพราะเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของบริษัท เป็นผลให้แบล็กวอเตอร์ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น “XI” และภายหลังเป็น “อคาเดมี” ในปัจจุบันนี้ นอกจากทำงานให้สหรัฐฯในฐานะบริษัทคอนแทร็กแล้ว “แบล็กวอเตอร์” ยังถูกมองว่าเป็นกองทัพของเอกชนที่ปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯโดยไม่ต้องใช้กองทัพสหรัฐฯยุ่งเกี่ยว และจริงอยู่ที่ใครก็ได้สามารถจ้างแบล็กวอเตอร์ให้ทำงานให้ได้ แต่คนนั่งในบอร์ดบริหารของบริษัทนั้นรวมไปถึง จอห์น แอชครอฟท์ อดีตอัยการสหรัฐฯ และบ็อบบี้ เรย์ อินแมน อดีตผู้อำนวยการหน่วยงาน NSA  นอกจากนี้ยังพบว่า เรือพิฆาต USS Truxtun ของสหรัฐฯได้แล่นผ่านตุรกีเข้ามายังทะเลดำในขณะที่ไครเมียกำลังจะจัดให้มีการลงประชามติเพื่อตัดสินอนาคตของไครเมียในเร็วๆนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้เพนตากอนได้เปิดเผยกับเอเอฟพีว่า เรือพิฆาต USS Truxtun ได้มุ่งหน้าไปตามกำหนดแผนเดิมเพื่อทำการฝึกกับกองทัพเรือบัลแกเรีย และโรมาเนีย ในขณะเดียวกัน ฟ็อกซ์นิวสได้รายงานว่า กองกำลังนาโตได้ปรากฏตัวขึ้นแถบทะเลดำเป็นมาตรการป้องกันความก้าวร้าวทางทหารของรัสเซียในไครเมีย และล่าสุดในวันเสาร์ (8) เอพีรายงานว่า รัสเซียได้เสริมทหารเข้าไครเมีย พบว่ามีรถคอนวอยของกองทัพรัสเซียที่ไม่ติดแผ่นป้ายจำนวนมากกว่า 60 คันได้มุ่งหน้าอยู่บนถนนเส้นจากฟีโอโดเซีย ที่อยู่ทางตะวันออกของของยูเครนไปยังซิมเฟโรโปลในไครเมีย ในขณะที่กระทรวงต่างประเทศรัสเซียปฎิเสธที่จะเจรจากับรัฐบาลยูเครนรักษาการ โดยอ้างว่าเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดของชาติตะวันตก ซึ่งเอพีสามารถพบขบวนรถทหารของรัสเซียแล่นอยู่บนถนนในบ่ายวันเสาร์ (8) ทางใต้ 40 กม.จากฟีโอโดเซีย เพื่อไปยังสนามบินทางทหารในGvardeiskoe ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของซิมเฟโรโปล นั้นประดับธงชาติรัสเซียเต็มไปหมด โดยนักข่าวเอพีรายงานต่อว่า รถลำเลียงทหารสีเขียวบางคันติดแผ่นป้ายรัสเซียที่ชี้ว่ามาจากแถบมอสโก และบางคันพ่วงครัวเคลื่อนที่ และอุปกรณ์การแพทย์


วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

พิภพราชา ภาค2 (ตอน25-26)


                                                      

พิภพราชา ภาค2 (ตอน23-24)











 
 

 
 

พิภพราชา ภาค2 (ตอน21-22)





พิภพราชา ภาค2 (ตอน19-20)


พิภพราชา ภาค2 (ตอน17-18)




 

วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โลก 360 องศา - (สถานการณ์ในยูเครน, สถานการณ์ในเวเนซูเอล่า, ตึกถล่มที่เกาหลี)


เอเจนซีส์ - กลุ่มติดอาวุธจำนวนหลายสิบคน เมื่อวันพฤหัสบดี (27 ก.พ.) บุกเข้ายึดและชักธงชาติรัสเซียขึ้นเหนืออาคารที่ทำการรัฐบาลและรัฐสภาของเขตปกครองตนเองไครเมีย อันเป็นภูมิภาคของยูเครนซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้พูดภาษารัสเซีย ขณะที่สำนักข่าวของแดนหมีขาวก็รายงานคำแถลงของ วิกตอร์ ยานูโควิช ผู้ถูกฝ่ายค้านในกรุงเคียฟปลดออกจากตำแหน่งประธานาธิบดียูเครน โดยเขาประกาศลั่นว่ายังคงเป็นประมุขประเทศที่มีความชอบธรรม ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับกระแสแบ่งแยกดินแดน และทำให้รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯออกมาเรียกร้องให้รัสเซียต้องแสดงความโปร่งใสในการฝึกซ้อมความพร้อมรบทางทหารตามแนวชายแดนติดต่อยูเครน อย่าใช้จังหวะก้าวที่อาจทำให้เกิดการตีความผิด หรือ “นำไปสู่การคำนวณอย่างผิดพลาดในช่วงเวลาอันละเอียดอ่อน” สำนักข่าวหลายแห่งของรัสเซีย เมื่อวันพฤหัสบดีต่างรายงานคำแถลงของยานูโควิช ที่ยืนยันความถูกต้องชอบธรรมในตำแหน่งประธานาธิบดียูเครนของตน “ขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ประชาชนทางตะวันออกเฉียงใต้และในไครเมียไม่ยอมรับสุญญากาศอำนาจและรัฐบาลเถื่อนในเคียฟที่ได้รับแต่งตั้งจากม็อบ” คำแถลงนี้ระบุ


ยานูโควิช ยังอ้างว่า ตนและผู้ช่วยใกล้ชิดได้รับการคุกคามจากกลุ่มหัวรุนแรง และร้องขอทางการรัสเซียให้ความคุ้มครอง โดยที่สำนักข่าวอินเทอร์แฟ็กซ์ของรัสเซียอ้างแหล่งข่าวในเครมลินที่เผยว่า มอสโกจะรับประกันความปลอดภัยของยานูโควิชในดินแดนของรัสเซีย เวลานี้ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า นี่เป็นคำแถลงของยานูโควิชจริงหรือไม่ และเจ้าตัวหลบซ่อนอยู่ที่ใด แม้สื่อบางสำนักระบุว่า เวลานี้เขากบดานอยู่ในมอสโกก็ตาม ขณะที่โฆษกของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ระบุว่า ไม่สามารถแสดงความเห็นเกี่ยวกับคำแถลงดังกล่าวได้เนื่องจากยังไม่มีข้อมูล กระนั้น การกล่าวอ้างในคำแถลงเกี่ยวกับการแข็งข้อในบางพื้นที่ดูเหมือนเป็นความจริงชัดเจนขึ้น หลังจากมีกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนรัสเซียหลายสิบคนบุกยึดรัฐสภาและอาคารที่ทำการรัฐบาลหลายแห่งในไครเมียเอาไว้ โดยที่ไม่มีการสู้รบใดๆ ที่อาคารรัฐสภาและตึกที่ทำการรัฐบาลในเมืองซิมเฟโรโพล เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองแห่งนี้ ปรากฏธงชาติรัสเซียปลิวไสวตั้งแต่เช้าวันพฤหัสบดี และนายกรัฐมนตรีอนาโตลี โมฮิลยอฟ ของไครเมีย ยืนยันว่า มีกลุ่มติดอาวุธราว 50 คนยึดอาคารรัฐบาลไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปทำงาน โดยปฏิเสธไม่ยอมเจรจากับเจ้าหน้าที่ ขณะที่สำนักข่าวอินเตอร์แฟกซ์อ้างปากคำของผู้เห็นเหตุการณ์รายหนึ่งซึ่งเล่าว่า มีคนประมาณ 60 คนพร้อมอาวุธจำนวนมากอยู่ภายในอาคารเหล่านี้ คนเหล่านี้ซึ่งพูดภาษารัสเซีย เข้ามายึดตึกเอาไว้ตั้งแต่เช้ามืด ต่อมาในตอนสาย มีตำรวจราว 100 คนรวมตัวอยู่ที่ด้านหน้าอาคารรัฐสภา และต่อมามีผู้คนจำนวนใกล้เคียงกันพากันถือธงชาติรัสเซีย เดินขบวนไปยังอาคารดังกล่าวพร้อมกับตะโกนว่า “รัสเซีย, รัสเซีย”

ทางด้าน อาร์เซน อาวาคอฟ รักษาการรัฐมนตรีมหาดไทยยูเครนแถลงว่า กองกำลังของกระทรวง รวมทั้งกำลังตำรวจทั้งหมดได้ยกระดับการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือสถานการณ์ในไครเมีย นอกจากนั้น ยังมีการตรึงกำลังล้อมรัฐสภาของไครเมีย เพื่อนำประชาชนออกจากบริเวณโดยรอบของอาคารที่ถูกยึด

อวาคอฟเสริมว่า กองกำลังความมั่นคงในภูมิภาคดังกล่าวได้ดำเนินมาตรการอื่นๆ เพื่อป้องกันการดำเนินการของกลุ่มหัวรุนแรง และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าในใจกลางเมือง ส่วน อเล็กซานเดอร์ ตูชิร์นอฟ รักษาการประธานาธิบดียูเครน แถลงเรียกร้องต่อคณะผู้นำทางทหารของกองทัพเรือภาคทะเลดำของรัสเซีย ซึ่งมีกองบัญชาการใหญ่อยู่ที่ไครเมียว่า หากฝ่ายรัสเซียมีความเคลื่อนไหวทางทหารใดๆ นอกเขตฐานทัพของแดนหมีขาวแล้ว ยูเครนจะถือว่าเป็นการแสดงความก้าวร้าวรุกรานด้วยกำลังทหาร

สำหรับ รัฐมนตรีกลาโหม ชัค เฮเกล ของสหรฐฯ ได้ออกคำแถลงในวันพฤหัสบดีจากกรุงบรัสเซลส์, เบลเยียม ซึ่งเขากำลังไปร่วมการประชุมขององค์การนาโต ระบุว่า สหรัฐฯคาดหมายให้ประเทศอื่นๆ เคารพอธิปไตยของยูเครน และหลีกเลี่ยงการกระทำลักษณะยั่วยุ ดังนั้นสหรัฐฯจึงเฝ้าติดตามการฝึกซ้อมทางทหารของรัสเซียตามบริเวณชายแดนติดต่อกับยูเครน “ผมคาดหมายว่ารัสเซียจะมีความโปร่งใสเกี่ยวกับกิจกรรมเหล่านี้ และผมขอเร่งเร้าให้พวกเขาอย่าได้ใช้จังหวะก้าวใดๆ ที่อาจถูกตีความผิด หรือ นำไปสู่การคำนวณอย่างผิดพลาดในช่วงเวลาอันละเอียดอ่อน” ทั้งนี้ เมื่อวันพุธ ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย เพิ่งออกคำสั่งให้ทหาร 150,000 คน พร้อมเครื่องบินรบ 90 ลำ รถถัง 880 คัน และเรือรบ 80 ลำ ฝึกซ้อมแสดงความพร้อมสู้รบในพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศ รวมทั้งตามแนวชายแดนติดกับยูเครน ตลอดจนให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยศูนย์บัญชาการกองทัพเรือภาคทะเลดำ หลังจากรัสเซียออกข่าวคำสั่งของปูติน ทางด้าน จอห์น เคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ออกคำแถลงเตือนทันควันว่า หากรัสเซียเข้าแทรกแซงทางทหารต่อยูเครน อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์รุนแรง ทว่ามอสโกปฏิเสธทันทีเช่นกันว่า การซ้อมรบดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในยูเครน กระนั้น ดูเหมือนว่า การแสดงแสนยานุภาพครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้ทั้งรัฐบาลใหม่ของยูเครนและตะวันตกตระหนักว่า เครมลินพร้อมดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ในส่วนความเคลื่อนไหวภายในยูเครนนั้น ในวันพฤหัสบดี รัฐสภายูเครนลงมติแต่งตั้งอาร์เซนีย์ ยัตเซนยุค อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศซึ่งเป็น 1 ในแกนนำฝ่ายค้านที่เข้าร่วมการชุมนุมต่อต้านยานูโควิชในกรุงเคียฟช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ โดยมีภารกิจสำคัญคือ การรับมือกระแสแบ่งแยกดินแดนจากภูมิภาคที่สนับสนุนรัสเซีย และการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ เวลานี้เคียฟต้องการเงินอัดฉีดราว 35,000 ล้านดอลลาร์เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ที่ถึงกำหนดในปีนี้ และเรียกร้องให้ตะวันตกยื่นมือช่วยเหลือ เกี่ยวกับเรื่องนี้ เคร์รีแถลงเมื่อวันพุธ (26) ว่า วอชิงตันกำลังเตรียมการอัดฉีดเบื้องต้น 1,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อียูกำลังวางแผนค้ำประกันเงินกู้มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์แก่ยูเครน

ยูเครน 26 ก.พ. - สถานการณ์ในยูเครนยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงจะเกิดการแตกแยกครั้งใหญ่ในประเทศ เมื่อชนกลุ่มน้อยชาวรัสเซียในหลายเมืองที่มีพรมแดนติดกับประเทศรัสเซีย ลุกฮือประท้วงต่อต้านการโค่นอำนาจประธานาธิบดีวิกเตอร์ ยานูโควิช ขณะที่มหาอำนาจตะวันตก ทั้งสหรัฐและอังกฤษ ต่างยืนกรานจะร่วมมือกับรัสเซียในการนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ยูเครน ตามวิถีทางที่ชาวยูเครนต้องการ

ก่อนหน้านั้น นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ได้หารือกับนายวิลเลียม เฮก รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ โดยเห็นพ้องว่า ชาวยูเครนควรตัดสินอนาคตของตัวเองตามวิถีทางประชาธิปไตยประเทศตะวันตก และประเทศตะวันออกจะไม่แข่งขันกันช่วงชิงยูเครน เสมือนการทำสงครามเย็นในอดีต

ขณะเดียวกัน รัฐสภายูเครนซึ่งเวลานี้เต็มไปด้วยกลุ่มฝ่ายค้าน ได้ลงมติให้มีการนำตัวนายยานูโควิช พร้อมสมุนไปขึ้นศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ ในข้อหาสั่งการให้มือปืนสไนเปอร์ยิงผู้ประท้วงที่ชุมนุมอย่างสงบ จนมีผู้เสียชีวิตนับร้อย โดยจนถึงขณะนี้ นายยานูโควิช ซึ่งถูกออกหมายจับ ยังคงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนอียูกำลังเร่งหาทางปล่อยเงินกู้ก้อนใหญ่ให้ยูเครนนำไปกอบกู้เศรษฐกิจที่กำลังจะล้มละลาย และเตือนว่า รัฐบาลเอกภาพชุดใหม่ของยูเครนที่จะจัดตั้งขึ้น ควรประกอบด้วยกลุ่มคนที่หลากหลาย รวมถึงกลุ่มที่สนับสนุนนายยานูโควิช และชนกลุ่มน้อยชาวรัสเซียด้วย ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ยูเครนต้องแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ.

ในวันพุธ (29 ม.ค.) หรือหนึ่งวันหลังจากที่รัฐสภายูเครนลงมติยกเลิกกฎหมายห้ามการประท้วงทั้งที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา บรรดาสมาชิกของสภาแห่งนี้ก็เปิดประชุมฉุกเฉินต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยมุ่งพิจารณาเรื่องการนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมประท้วง ลีโอนิด คราฟชุค ประธานาธิบดีคนแรกนับจากยูเครนได้รับเอกราชและขึ้นบริหารประเทศระหว่างปี 1991-1994 แถลงต่อรัฐสภาว่า ทั่วโลกและยูเครนเองต่างรับรู้ว่า ประเทศกำลังอยู่บนขอบเหวของสงครามกลางเมือง “ขณะนี้ได้เกิดรัฐบาลคู่ขนานและการปฏิวัติโดยพฤตินัยขึ้น” คราฟชุคพาดพิงถึงผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ขับไล่เจ้าหน้าที่และเข้ายึดอาคารสถานที่ราชการหลายแห่งทั่วประเทศ “นี่คือการปฏิวัติ และเป็นสถานการณ์รุนแรงที่ต้องดำเนินการด้วยความรับผิดชอบสูงสุด เราต้องลดบรรยากาศการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายต่างๆ และตกลงแผนการเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง โดยต้องดำเนินการทีละขั้นตอน” อดีตประธานาธิบดีแถลงต่อสมาชิกรัฐสภาตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา คราฟชุคได้เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมเพื่อคลี่คลายวิกฤต นอกจากนั้น ในการประชุมรัฐสภาฉุกเฉินคราวนี้ยังมีอดีตประธานาธิบดีอีก 2 คนเข้าร่วมด้วย ได้แก่ ลีโอนิด คุชมา (ครองอำนาจระหว่างปี 1994-2005) และวิกเตอร์ ยุชเชนโก (2005-2010) ตอกย้ำความสำคัญของการอภิปรายนัดนี้ที่มีประเด็นหลักคือ การนิรโทษกรรมผู้ประท้วง คณะรัฐบาลของยานูโควิชนั้น เสนอนิรโทษกรรมผู้ประท้วงทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมที่ไม่รุนแรง โดยมีเงื่อนไขว่าผู้ประท้วงจะต้องออกจากอาคารและถนนทุกสายที่ยึดครองอยู่ในกรุงเคียฟ ทว่า ฝ่ายค้านยืนกรานว่า รัฐบาลต้องนิรโทษกรรมโดยไม่มีเงื่อนไข และเดินหน้าเรียกร้องให้ยานูโควิชลาออก ตามหลังนายกรัฐมนตรีมืย์โคลา อาซารอฟ และคณะรัฐมนตรี โดยที่การออกจากตำแหน่งของอาซารอฟและรัฐบาลของเขา ถือเป็นการอ่อนข้อครั้งใหญ่ที่สุดของฝ่ายยานูโควิช นับตั้งแต่ที่ประชาชนเริ่มออกมาประท้วงเมื่อสองเดือนที่แล้ว เนื่องจากไม่พอใจที่รัฐบาลยกเลิกการลงนามข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (อียู) ภายใต้การกดดันจากรัสเซีย และต่อมาก็พัฒนาเป็นการต่อสู้มุ่งโค่นล้มยานูโควิช อาร์เซนีย์ ยัตเซนยุค หัวหน้าพรรคฟาเธอร์แลนด์และ 1 ในผู้นำฝ่ายค้านประกาศว่า การลาออกของอาซารอฟเมื่อวันอังคาร (28) แม้ถือเป็นก้าวย่างสำคัญ แต่ก็เกิดขึ้นสายเกินไปเสียแล้ว ดังนั้นจึงยังไม่เพียงพอ ขณะที่ วิตาลี คลิตช์โก อดีตแชมป์มวยโลกรุ่นเฮฟวีเวตและหัวหน้าพรรคยูดาร์ขานรับว่า อาซารอฟควรลาออกไปตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว และขั้นตอนที่เหมาะสมต่อจากนี้ไปคือ การลาออกของยานูโควิช ทางด้าน ยูเลีย ทิโมเชนโก อดีตนายกรัฐมนตรีที่เวลานี้ถูกจำคุก ซึ่งฝ่ายค้านมองว่า เป็นการแก้แค้นทางการเมืองโดยยานูโควิช ได้ออกคำแถลงกล่าวว่า การยอมจำนนของรัฐบาลเป็นผลลัพธ์อันดับแรกจากการต่อสู้ของประชาชน “แต่เท่านี้ยังไม่พอ เราต้องต่อสู้ต่อไป!” เธอระบุในคำแถลง

สื่อยูเครนยังรายงานว่า สมาชิกพรรครีเจียนส์ ปาร์ตี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เผยว่า รัฐสภายังอาจจะอภิปรายญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อลดทอนอำนาจของประธานาธิบดี และหวนกลับไปใช้ระบบที่ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีตามเดิม อินนา โบกอสลอฟสกา อดีต ส.ส.พรรครีเจียนส์ที่แปรพักตร์มาอยู่กับผู้ประท้วง สำทับว่า ฝ่ายรัฐบาลนั้นไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องการประกาศภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากถูกขัดขวางจากมหาเศรษฐีที่สนับสนุนรัฐบาลคือ ไรนาต แอ็กเมตอฟ และเซียร์เกย์ ติกิปโก ทางด้านนานาชาติ เมื่อวันอังคาร ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวสนับสนุนการประท้วงอย่างสันติในยูเครนระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีของเขา ส่วนรองประธานาธิบดี โจ ไบเดน ได้โทรศัพท์คุยกับยานูโควิช แสดงความยินดีต่อความคืบหน้าที่เกิดขึ้น พร้อมสนับสนุนให้ผู้นำยูเครนร่วมกับฝ่ายค้านเพื่อหาทางแก้ไขความขัดแย้งอย่างสันติต่อไป วันเดียวกันนั้น บรรยากาศการประชุมสุดยอดอียู-รัสเซีย ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงบรัสเซลส์ ถูกครอบงำด้วยสถานการณ์ในยูเครน โดยประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน เตือนเจ้าภาพให้ยุติการแทรกแซงยูเครน อย่างไรก็ดี แคทเธอลีน แอชตัน ประธานฝ่ายนโยบายการต่างประเทศอียู ที่เดินทางถึงเคียฟตั้งแต่วันอังคาร ยังคงเดินหน้าหารือกับฝ่ายต่างๆ เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งโดยไม่ฟังเสียงวิพากษ์จากผู้นำเครมลิน นอกจากนั้น ในวันพุธ แอนเดอร์ส ฟ็อกห์ ราสมูสเซน เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ยังวิจารณ์มอสโกที่กดดันกระทั่งเคียฟยกเลิกทำสัญญาการค้ากับอียูอันนำไปสู่การประท้วงรุนแรงจนถึงขณะนี้ ราสมูสเซนยังประณามการใช้ความรุนแรงของตำรวจยูเครนต่อผู้ประท้วง และเรียกร้องให้ผู้นำยูเครนปฏิเสธแรงกดดันและหันมากระชับสัมพันธ์กับนาโตและอียู เช่นเดียวกัน แคนาดาประกาศเมื่อวันอังคารว่า จะไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ยูเครนที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามผู้ชุมนุมเข้าประเทศ สถานการณ์การเมืองยูเครนยังส่งผลต่อเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเหตุผลที่สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ส อธิบายในการประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ของยูเครนลง 1 ขั้น จาก B- มาอยู่ที่ CCC+

สถานการณ์จลาจลในเวเนซุเอลา ขยายตัวไปยังหมู่เกาะแคริบเบียนแล้ว นายเฮซุส อารีอาส ฟูเอนเมเยอร์ กงสุลใหญ่เวเนซุเอลาประจำเกาะอารูบาในทะเลแคริบเบียน กล่าวว่า ชาวเวเนซุเอลาคนหนึ่งขับรถพุ่งชนประตูสถานกงสุล โดยเจตนาที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย แม้จะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บก็ตาม ซึ่งส่งผลให้นายเอเลียส จาอัว รัฐมนตรีต่างประเทศ ต้องสั่งปลดเจ้าหน้าที่ทูตประจำเกาะอารูบา เกาะโบแนร์ และเกาะคูราเซา ในทันที เพื่อความปลอดภัย สำหรับเกาะดังกล่าวเป็นดินแดนในอาณัติของเนเธอร์แลนด์ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงการากัส ประเทศเวเนซุเอลา เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ว่าประธานาธิบดีนิโคลาส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตสื่อมวลชนของผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น 7 คน พร้อมกับเนรเทศกลุ่มผู้สื่อข่าวเหล่านี้ออกนอกประเทศ ฐานเจตนารายงานข่าวบิดเบือนความจริง ด้วยการนำเสนอภาพและข้อมูลที่สื่อว่า เวเนซุเอลากำลังตกอยู่ในภาวะ "สงครามกลางเมือง" ทั้งที่ในความเป็นจริงควรนำเสนอรายงานเกี่ยวกับวิถีชีวิตของประชาชน ที่ต่างทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อพัฒนาประเทศมากกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้นำเวเนซุเอลายังคงอนุญาตให้รายการข่าวของซีเอ็นเอ็นทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษและภาษาสเปนออกอากาศในประเทศได้ ขณะที่ตัวแทนของสถานีซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองแอตแลนตา ในรัฐจอร์เจีย ออกมาแสดงความหวังว่า มาดูโรจะทบทวนการตัดสินใจ แต่ยืนยันจะยังคงเกาะติดสถานการณ์ในเวเนซุเอลาต่อไป ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลเวเนซุเอลาในการเนรเทศทีมข่าวซีเอ็นเอ็นออกนอกประเทศ เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ชุมนุมต่อต้านนโยบายควบคุมราคาสินค้าจำเป็นและมาตรการคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ผลจากการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ


หลังคารีสอร์ทถล่มนักศึกษาดับ 9 คน เกิดอุบัติเหตุหลังคารีสอร์ทที่เกาหลีใต้พังถล่มขณะที่มีงานปฐมนิเทศนักศึกษา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน นักศึกษา 80 คนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย หลังจากหอประชุมรีสอร์ทที่เมืองคยองจู ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาหลีใต้พังถล่มลงมา เจ้าหน้าที่หน่วยงานจัดการเหตุฉุกเฉินแห่งชาติยืนยันมีผู้เสียชีวิตแล้ว 9 คน อีก 17 คนได้รับบาดเจ็บอาการหนัก และคาดว่ามีอีกประมาณ 10 คนที่ยังคงติดอยู่ใต้ซากตึก แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกู้ภัย ด้านสำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้เผยภาพปฏิบัติการกู้ภัยเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำร่างผู้บาดเจ็บออกจากใต้อาคารที่พังถล่ม รวมถึงภาพหญิงสาวคนหนึ่งที่ยังติดอยู่ใต้ซากอาคาร สื่อท้องถิ่นรายงานว่า สาเหตุอาจเกิดจากหิมะทับถมหลังคาจนแบกรับน้ำหนักไม่ไหวและพังลงมา แต่ทางการยังคงสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงอยู่ หลังคาได้พังลงมาขณะที่นักศึกษาประมาณ 1,000 คน จากมหาวิทยาลัยปูซานร่วมงานปฐมนิเทศ โดยในช่วงที่เกิดเหตุมีนักศึกษา 560 คนอยู่ในหอประชุม แต่นักศึกษาหลายคนสามารถออกมาได้ด้วยตนเอง

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เจาะลึกหนังตัวเต็งรางวัล "ออสการ์" ครั้งที่ 86


เวลาผ่านไปไวราวกับนั่งเครื่องไทม์แมชชีนย้อนเวลา จำได้ว่าเพิ่งจะได้ดูหนังที่ได้ชิงรางวัลยอดเยี่ยมของปีที่แล้วยังไม่ครบ 9 เรื่องเลย แต่เผลอแป๊บเดียวออสการ์ครั้งที่ 86 กำลังมาแล้ว พร้อมกับหนังเยี่ยมอีก 9 เรื่องใหม่ บอกตรงๆ เพิ่งจะได้ดูไปไม่กี่เรื่องเอง แนวทางของปีนี้ก็ดูจะซ้ำรอยคล้ายๆ กับครั้งที่แล้ว คือจะมีหนังที่พูดถึงการปลดแอกความเป็นทาสอยู่ 1เรื่องคล้ายๆ กัน( 12 Years a Slave กับ Les Miserables) มีหนังที่จิ้ชิงตัวประกันเกี่ยวเนื่องกับการเมืองเหมือนๆ กัน( Captain Phillips กับ Argo) มีหนังที่โชว์การกำกับภาพสวยๆโชว์วิชวลเอ็ฟเฟ็คท์เหมือนๆ กัน(Gravity กับ Life of Pi) มีหนังที่ให้คุณค่าของความรักความเป็นมนุษย์เหมือนๆ กัน(Her กับ Amour) มีหนังที่ตีแผ่ เสียดสี และจิกกัดสังคมอเมริกันเหมือนๆ กัน(American Hustle กับ Django Unchained) มีหนังที่เล่าเรื่องวิถีชีวิตของคนป่วยในสังคมเหมือนๆ กัน(Dasllas Buyers Club กับ Silver Linings Playbook) และมีหนังที่ว่าด้วยอัตชีวประวัติของบุคคลจริงที่มีชื่อเสียงในอดีตเหมือนๆ กัน(The Wolf of Wall Street (จริงๆ มีหลายเรื่องเช่น 12 กับ Captain แต่ยกมาเรื่องเดียว กับ Lincoln) เป็นต้น จะเห็นว่าเป็นปีที่ใกล้เคียงและเกือบจะลอกสูตรกันมาเลยกับปีที่แล้ว หาความแตกต่างหรือโดดเด่นแทบไม่มี ดังนั้น ผลรางวัลหรือการตัดสิน ผู้เขียนยังคิดว่าน่าจะออกมาในอีหรอบเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน ในหลายๆ สาขา แต่เพื่อให้มันแตกต่างหรือไม่ซ้ำรอยทางเดียวกันนัก กรรมการออสการ์หรือมวลมหาประชาชนของทางออสการ์ อาจจะมีการพลิกโผในบางสาขาให้แตกต่างจากแนวทางของปีที่แล้วอย่างแน่นอน เพื่อไม่ให้เดาทางหรือจับทางได้ทั้งหมด ไม่งั้นหมดสนุก และจะเป็นปีที่ออสการ์จืดชืดที่สุดก็เป็นได้ เกริ่นนำมาเพื่อจะเข้าสู่หมวดรางวัลสำคัญดังนี้

Best Picture : Nominations 9 Choice

1."12 Years a Slave"

2."The Wolf of Wall Street"

3."Captain Phillips"

4."Her"

5."American Hustle"

6."Gravity"

7."Dallas Buyers Club"

8."Nebraska"

9."Philomena”


Best Director : Nominations 5 Choice

1.Steve McQueen -- "12 Years a Slave"

2.David O. Russell -- "American Hustle"

3.Alfonso Cuaron -- "Gravity"

4.Alexander Payne -- "Nebraska"

5.Martin Scorsese -- "The Wolf of Wall Street"


Best Original Screenplay : Nominations 5 Choice

1."American Hustle" -- David O. Russell and Eric Warren Singer

2."Blue Jasmine" -- Woody Allen

3."Her" -- Spike Jonze

4."Nebraska" -- Bob Nelson

5."Dallas Buyers Club" -- Craig Borten and Melisa Wallack


Best Adapted Screenplay : Nominations 5 Choice

1."12 Years a Slave" -- John Ridley

2."Before Midnight" -- Julie Delpy, Ethan Hawke and Richard Linklater

3."The Wolf of Wall Street" -- Terence Winter

4."Captain Phillips" -- Billy Ray

5."Philomena" -- Steve Coogan and Jeff Pope

หนังที่ผู้เขียนให้เป็นตัวเต็งในการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งนี้มีเพียง 5เรื่อง คือ 12 Years a Slave,Captain Phillips, Her,American Hustle และ Nebraska และในจำนวนนี้มีถึง 2 เรื่องที่ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนั้นไม่เข้ารอบในการถูกเสนอชื่อเข้าชิงในตัวเลือกสุดท้าย ได้แก่ Paul Greengrass จาก Captain Phillips , Spike Jonze จาก Her , โดยเฉพาะ2 เรื่องคู่ชิงตัวเต็งอย่าง 12 Years a Slave VS American Hustle นั้นได้เข้าชิงในสาขาบทภาพยนตร์และนักแสดงนำด้วย จึงเป็น 2 เรื่องที่โดดเด่น ที่อาจจะคว้ารางวัลในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปีนี้ไปครอง ถ้าเทียบฟอร์ม 2 เรื่องนี้ว่าเป็นอย่างไรนั้น



12 Years a Slave (12 ปีกับการเป็นทาสในระบอบทักษิณ...เอ๊ยไม่ใช่ ปลดแอก คนย่ำคน กูต้องการเป็นเสรีชน) ผู้กำกับ สตีฟ แม็คควีน,นักแสดงนำ ชีวีเทล เอจิโอฟอร์,ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์,เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ ผู้อำนวยการสร้าง แบรด พิตต์)

ตัวหนังเล่าเรื่อง เหตุการณ์ปี 1841 หนุ่มผิวสีจากแซราโทกราสบริงก์ นิวยอร์ก นามว่าโซโลมอน นอร์ธัพ ผู้มีชีวิตเป็นเสรีชน เขาถูกลักพาตัวไปขายเป็นทาสให้นายจ้างจอมโหดทางใต้ของอเมริกา ถูกกดขี่ให้ทำงานในไร่ฝ้ายอยู่ถึง 12 ปี กว่าจะสามารถติดต่อกับครอบครัวจนได้รับอิสรภาพกลับคืนมา และเขาได้นำอัตชีวประวัติของเขาออกตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อเดียวกับเรื่องคือ Twelve Years a Slave ถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างที่เขาถูกลิดรอนเสรีภาพ ออกมาขายเมื่อปี 1853 และใช้เวลากว่า 160 ปี กว่าบทบันทึกของเรื่องราวนี้จะถึงมือของผู้กำกับที่ชื่อ สตีฟ แม็คควีน (ผู้กำกับ Shame) ที่กำลังหาพล็อตว่าด้วยคนถูกยัดเยียดสถานะความเป็นทาส แบบเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นจริงกับโซโลมอน นอร์ธัพ “ผมอยากเล่าเรื่องของทาส เลยคิดถึงพล็อตที่ให้ชายผู้เป็นอิสระเสรีชน ถูกลักพาตัวไปเป็นทาส เพราะผมอยากให้คนดู ตามติดเขาเข้าสู่เรื่องราวและกลายเป็นคนๆ นั้นจริงๆ” ผู้กำกับจากแดนผู้ดีเผย “ผมวางบทกับจอห์น ริดลีย์ มันออกมาดีมากแต่ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร ภรรยาผมเลยเสนอว่า ทำไมไม่มองหาเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงหล่ะ” เธอเป็นนักประวัติศาสตร์ เราก็เลยลองค้นคว้าหาข้อมูลกัน จนเธอไปได้หนังสือชื่อ Twelve Years a Slave มาให้ ผมมือสั่นเลย หนังสือทุกๆ หน้ามันเผยความจริงออกมาทั้งหมด” จากเรื่องราวสุดสะเทือนใจที่พบว่าไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันนัก แม็คควีนยิ่งเหมือนมีแรงฮึดให้เดินหน้าถ่ายทำหนังท่ามกลางไอร้อนแผดเผา ที่หลุยส์เซียน่า โดยให้ ชีวิเทล เอจิโอฟอร์(แสดงใน American Gangster) มารับบทนอร์ธัพ ที่ทุ่มเทกรำงานหนักจนถึงขั้นได้รับบาดเจ็บระหว่างถ่ายทำในฉากในไร่ ร่วมด้วยไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ ในบทนายทาสใจโหด แบรด พิตต์รับบทสมทบเล็กๆ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ รับบทนักบวชแบบติสท์ และพอล เกียแมตติ ในบทพ่อค้าทาส “ตัวหนังค่อนข้างน่ากลัวนะ มันสยดสยองในตัวของมันเอง มีฉากทรมานจิตใจในตลาดค้าทาส ที่เผยรายละเอียดให้เห็นวิธีที่พ่อค้าจัดการกับเขา” เกียแมตติพูดถึงฉากหลังในศตวรรษที่ 19 ที่สะท้อนถึงความทุกข์ทรมานจากความแตกต่างของสีผิวอย่างสมจริงสมจัง ขณะที่ชิวีเทล นักแสดงอังกฤษเชื้อสายไนจีเรีย ก็เผยว่านับถือในความทุกข์ยากของนอร์ธัพไม่น้อย “ก่อนมาถ่ายทำเรื่องนี้ ผมเพิ่งเสร็จจากการถ่าย Half of a Yellow Sun ทางตอนใต้ของไนจีเรีย ช่วงวันท้ายๆ เราอยู่กันแถวๆ ปราสาททาสในคาลาบาร์ ซึ่งเป็นที่ที่เรือออกจากท่า พาคนแอฟริกันไปเป็นทาสที่หลุยส์เซียน่า อีก 2 วันต่อมา ผมก็ต้องนั่งเครื่องบินผ่านจุดนั้นอีก มันทำให้ผมติดใจว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นประสบการณ์ของคนผิวสี และโซโลมอนก็เป็นส่วนหนึ่งของเผ่าพันธุ์ของผมด้วยเช่นกัน

รางวัลที่ได้รับมาแล้วของหนังเรื่องนี้คือ

-ผู้กำกับ,บทดัดแปลง,ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม,ภ.ยอดเยี่ยมแห่งปี ของสมาคมนักวิจารณ์ภ.แอฟริกันอเมริกัน

-ติด 1 ใน10ภ.ยอดเยี่ยมแห่งปี ของสถาบันภ.อเมริกัน

-นักแสดงนำชาย,นักแสดงสมทบหญิง,บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม จากสมาคมนักวิจารณ์ภ.ออสติน

-ภ.ยอดเยี่ยม,ผู้กำกับ,บท,นักแสดงนำชาย,นักแสดงสมทบหญิง,ทีมนักแสดง จากวัฏจักรนักวิจารณ์ภาพยนตร์ของคนผิวสี

-นักแสดงยอดเยี่ยม,นักแสดงสมทบหญิง,บทภ.ดัดแปลง จากสมาคมนักวิจารณ์ภ.โทรทัศน์อเมริกัน

-10 หนังเยี่ยม,ภาพยนตร์,ผู้กำกับ,นักแสดงนำชาย,นักแสดงสมทบหญิง,เพลงประกอบ,การตัดต่อ,ทีมนักแสดงยอดเยี่ยม จากสมาคมนักวิจารณ์ภ.บอสตันออนไลน์,และนักวิจารณ์สังคมบอสตัน

-ภาพยนตร์,ผู้กำกับ,นักแสดงนำชาย,นักแสดงสมทบหญิง,นักแสดงสมทบชาย,บทดัดแปลง จากวัฏจักรนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่งฟลอริด้า

Etc.



American Hustle (อเมริกันสรรเลว เอ๊ย....ไม่ใช่ โกงกระฉ่อนโลก)

บทหนังเรื่องนี้เคยชื่อ American Bullshit ของเอริก วอร์เรน ซิงเกอร์ (ผู้เขียน International,2009) เคยติดอยู่ในอันดับที่ 8 ในบัญชีดำ ของรายชื่อบทภาพยนตร์ที่ดีที่สุดที่ยังไม่ถูกสร้างเป็นหนัง เค้าโครงดัดแปลงมาจากเรื่องจริง กรณีปฏิบัติการลับ Abscam สุดอื้อฉาวของเอฟบีไอในช่วงปลายทศวรรษที่70 จนถึงต้นทศวรรษที่ 80 ในหนังคริสเตียน เบล รับบทเป็นเออร์วิง โรเซนเฟลด์ มิจฉาชีพตัวพ่อ (ที่ว่ากันว่าเป็นตัวละครที่มีพื้นฐานมาจาก เมลวิน เวน์เบิร์ก นักต้มตุ๋นตัวจริง ผู้เป็นหัวหอกในปฏิบัติการ Abscam) มาพร้อมกับ ซิดนีย์ พรอสเซอร์ (เอมี อดัมส์) คู่หูและชู้รักสาวสุดเซ็กซี่สะท้านอารมณ์ของเขา เขาทั้งคู่ถูกบังคับจากเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่ชื่อริชชี่ ดิมาโช (แบรดลีย์ คูเปอร์) ให้มาช่วยวางแผนจัดฉากตลบหลังมาเฟียและนักการเมืองฉ้อฉล โดยในไม่ช้าพวกเขาก็เริ่มดำดิ่งสู่วงการคอร์รัปชั่นที่ทั้งมีเสน่ห์ยั่วยวน แต่ขณะเดียวกันกลับลวงล่อให้พวกเขาต้องเสี่ยงต่อการติดกับเสียเอง โดยหนังยังมีเจเรมี เรนเนอร์ ในบทคาร์ไมน์ โพลิโท นักการเมืองผู้ทะเยอทะยานและคาดเดายากที่ตกเป็นเหยื่อของแผนลวงดังกล่าว รวมทังเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ในบท โรชาลีน ภรรยาของเออร์วิง ทีสุดจะหุนหันพลันแล่นและสามารถทำให้แผนทั้งมวลพังทลายลงได้โดยง่าย แรกเริ่มเดิมที เบน เอ็ฟเฟล็ค ถูกคาดหมายให้มากำกับเรื่องนี้ ทว่าเมื่อโปรเจ็คท์ตกมาอยู่ในความรับผิดชอบของเดวิด โอ รัสเซลล์ ซึ่งกำลังมือขึ้น เขาก็ไม่รอช้า สั่งรื้อบทใหม่เสียเลย! “ผมคิดว่าเอริกเขียนบทไว้ดี แต่ผมมันผู้กำกับยอดนักเขียน จึงต้องทำอะไรตามแบบของตัวเอง เล่าเรื่องด้วยวิธีของตัวเอง ผมก็เลยลื้อเขียนใหม่ ตั้งแต่หน้าแรกโดยเปลียนวิธีเข้าหาเนื้อเรื่องใหม่ซะ เพราะผมไม่อยากทำหนังที่เน้นเล่า “เหตุการณ์” ผมสนใจจะมองเข้าไปในตัวบุคคลที่มาพร้อมกับอารมณ์ ชีวิต เซ็กซ์ เรื่องรักโรแมนติก เสื้อผ้าอาภรณ์ ชีวิตสังคม มากกว่า แล้วค่อยผูกโยงเหตุการณ์ทั้งหลายเข้ามา กระตุ้นให้ตัวละครขยับเขยื้อนเรื่องราวไปเพื่อแสดงให้เห็นการปะทุพลุ่งพล่านทางอารมณ์และการปฏิสัมพันธ์กันของพวกเขา” (หรือสรุปง่ายๆดังที่รัสเซลล์ พูดเองว่า บทหนังเดิมของซิงเกอร์เป็นประเภทที่ขับเคลื่อนด้วยเหตุการณ์ แต่ตัวของเขาอยากทำหนังที่ ขับเคลื่อนด้วยตัวละครจริงๆ)

“งานของผมคือทำให้คนดูรักตัวละครเหล่านี้ให้ได้ แม้พวกเขาจะชั่วช้าด่างพร้อย แต่เมื่อคุณเข้าใกล้ก็จะมองเห็นได้ถึงแง่มุมที่เป็นมนุษย์และไม่ยากที่จะหลงรักตัวละครเหล่านั้น” รัสเซลล์กล่าว ความสามารถในการสร้างตัวละครและการกำกับนักแสดงของเขาอาจารันตีได้จากการที่ The Fighter และ Silver Linings Playbook เข้าชิงออสการ์สาขาการแสดงรวมถึง 7ตัว และคว้ามาได้ 3ตัว (คริสเตียน เบล, เมลิสซา ลีโอ จากThe Fighter และเจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ จาก Silver Linings Playbook)

ABSCAM มาจากการย่อคำ 2 คำเข้าด้วยกัน นั่นคือ Abdul และ Scam ซึ่งแปลความได้ง่ายๆว่าแผนของอับดุล มีที่มาจาก Abdul Enterprises,Ltd. ชื่อบริษัทปลอมๆ ที่สำนักงานสืบสวนกลางสหรัฐ หรือ FBI ใช้เป็นฉากบังหน้าใน “ปฏิบัติการล่อลวง” (Sting Operation –ปฏิบัติการที่ออกแบบหรือสร้างสถานการณ์สมมติขึ้นเพื่อล่อให้ผู้กระทำผิดติดกับและเข้าจับกุมด้วยหลักฐานขณะกำลังประกอบอาชญากรรม) เดิมทีใช้เป็นเป้าหมายเพื่อจับพวกลักลอลค้าของโจร ก่อนจะขยายไปสู่การคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมืองในเวลาต่อมา

ตัวหนังเล่าเรื่อง ในปี 1978 เมื่อ FBI ดึงตัวเมลวิน เวนเบิร์ก นักต้มตุ๋นมือเก๋ามืออาชีพซึ่งถูกจำคุกอยู่ให้มาช่วยงานในปฏิบัติการที่มีชื่อรหัสว่า abscam นี้ แผนก็คือให้เจ้าหน้าที่ FBI คนหนึ่งปลอมตัวเป็นคาริม อับดุล ราห์มาน ท่านชีคเก๊ๆ จากตะวันออกกลาง พร้อมจัดฉากการพบปะ(ล่อซื้อ)ระหว่างท่านชีคกำมะลอกับ เป้าหมาย ซึ่งก็คือบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีพฤติกรรมขี้ฉ้อที่ยินดีรับสินบนจากท่านชีคกระเป๋าหนักแลกกับการอำนวยความสะดวกด้านกฏหมายต่างๆ เช่น การลี้ภัยทางการเมือง,ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามประเทศ โดยบันทึกเทปการพบปะแต่ละครั้งเอาไว้เป็นหลักฐาน เมื่อเจอหลักฐาน คาหนังคาเขาเช่นนี้ บรรดาโจรใส่สูทปากแข็งทั้งหลายจึงดิ้นไม่หลุด นำไปสู่การจับกุมนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐยุคนั้นได้หลายคน เช่น วุฒิสมาชิก แฮร์ริสัน เอ.วิลเลี่ยมส์ (เดโมแครต – นิวเจอร์ซีส์) ,สมาชิกสภาผู้แทนฯ จอห์น เจนเรทท์ (เดโมแครต –เซาส์แคโรไลน่า เขต 6) ,ริชาร์ด เคลลี่ (ริพับลิกัน-ฟลอริด้า เขต 5) ,เรย์มอนด์ เลเดอเรอ (เดโมแครต –เพนน์ซิลเวเนีย เขต 3) ,ไมเคิล ออสซี่ ไมเออร์ส (เดโมแคนต-เพนน์ซิลเวเนีย เขต 1) ,แฟรงค์ ธอมป์สัน (เดโมแครต-นิวเจอร์ซีส์ เขต 4) และ จอห์น เอ็ม เมอร์ฟี่ (เดโมแครต-นิวยอร์ก เขต 17) ยังไม่นับรวมนักการเมืองท้องถิ่นในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ฟิลาเดลเฟียและเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆอีกหลายคน เป็นต้น

รางวัลที่ได้รับมาแล้วของหนังเรื่องนี้คือ

-บทดั้งเดิมและนักแสดงสมทบหญิงจากสถาบัน AACTA Inter Award

-สาขาการดัดแปลงบทภ.ตลกและมิวสิคัลยอดเยี่ยมจากสมาคมนักเขียนอเมริกัน

-ติด1ใน10ภ.ยอดเยี่ยมแห่งปี ของอเมริกันจากสถาบันภ.อเมริกัน

-ทีมนักแสดง,ภ.ตลก,นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมและแต่งหน้ายอดเยี่ยมจากสภาการนักวิจารณ์ภ.โทรทัศน์อเมริกัน

-นักแสดงสมทบหญิงและบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์ภ.แห่งเดนเวอร์

-ทีมนักแสดงยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิจารณ์ภ.แห่งดีทรอยต์

-นักแสดงนำหญิง,สมทบหญิงยอดเยี่ยม,ภ.เพลงและตลกยอดเยี่ยม รางวัลลูกโลกทองคำ

Etc.

ไม่ว่าเรื่องใดใน 2 เรื่องนี้ได้รับรางวัลในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมก็ถือว่าสมศักดิ์ศรีด้วยกันทั้งคู่ หรือจะเป็นเรื่องอื่นๆ ใน 5 เรื่องที่เก็งกันไว้ หรือใน 9 เรื่องที่เข้าชิง ต้องถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ดี ที่น่าดูทั้งสิ้น เนื้อหาสามารถสอนบทเรียนชีวิต สะท้อนคุณค่าความเป็นมนุษย์ และสะท้อนภาพจริงของสังคมมนุษย์โลกทั้งในอดีตและปัจจุบันรวมถึงอนาคตได้ด้วย ทุกๆปีผู้เขียนจึงไม่ค่อยพลาดที่จะติดตามผลรางวัลออสการ์ที่ยังคงมีมนต์ขลังและสะท้อนมุมมองหลักของคนทำหนังในโลกภาพยนตร์และคนดูได้เป็นอย่างดี

พิภพราชา ภาค2 (ตอน15-16)

                                                            







 
 

 

 

พิภพราชา ภาค2 (ตอน13-14)


             

พิภพราชา ภาค2 (ตอน11-12)