วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

พระบุญบารมีคุ้มครองแผ่นดิน








ดั่งหยาดฝน   ชโลมรด   กลางดวงจิต

เป็นน้ำทิพย์   ชโลมใจ   ให้คลายหมอง

เป็นที่พึ่ง   พิงสุดท้าย   ชนเฝ้ามอง

ร่วมเฉลิมฉลอง  พระชนม์พรรษา 5 ธันวา
 

อีกพระบุญ  บารมีคุ้ม  ครองแผ่นดิน

พวกหยามหมิ่น  กังฉิน  ทรราชย์

จ้องบังอาจ  ถ่มน้ำลาย  เรี่ยรายทาง

ทรงเสด็จ  เกลี่ยถากทาง  กลบพรวนดิน 


ปลูกต้นไม้   ลงใจกลาง  หัวใจมัน

ไม่ทรงหวั่น  น้ำพระทัย  ให้ทรงเสีย

ให้ราษฏร์ตื่น  เพลียมัวเมา  เผาตัวเอง

มาบรรเลง   เพลงสรรเสริญ  ให้พ่อฟัง


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ผู้จัดทำเว็บบล็อก หยิกแกมหยอก














 

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

นับจากปลายปี 2013 นี้ไป ฮอลลีวู้ดส่งหนังอภิมหาแอ็คชั่น -ไซไฟ -ฮีโร่ -แอ๊ดเวนเจอร์ ถล่มโลก


เริ่มด้วยกองทัพของเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ในค่ายของ Marvel Comics ก่อน ซึ่งในปีนี้ (2013) ได้ทยอยปล่อยกระบวนการเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ออกมาโลดแล่นบนแผ่นฟิมล์แล้วทั้ง Iron Man 3, The Wolverine ,Agents of S.H.I.E.L.D, Thor : The Dark World, และที่กำลังจะตามมาเร็วๆ นี้ได้แก่ The Amazing Spider Man 2 (2014) , X-Men : Days of Future Past (2014) ,Captain America : The Winter Soldier (2014) , Guardians of the Galaxy (2014) , The Avengers : Age of Ultron (2015) ,Untitled Fantastic Four reboot (2015), Ant-Man (2015) , Unrevealed Marvel Studios Film เป็นต้น


ส่วนทางด้านเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่ในตระกูล D.C. Comics เรื่องแรกของปีนี้ที่ผ่านไปแล้วคือ Man of Steel ที่ได้แรงบันดาลใจจากการ์ตูนของ D.C อีกเรื่องนึงก็คือ RED (2010) ,RED 2 (2013) ,ที่กลายเป็นหนัง Animation ในปีนี้ได้แก่ The Dark Knight Returns part 2, Superman : Unbound , Justice Leaque : The Flashpoint Paradox , Justice Leaque : War (2014) , Son of  Batman (2014) , Batman : Assault on Arkham (2014)  และ Untitled Batman versus Superman (2015) อภิมหาอลังการภาพยนตร์ และที่ยังไม่ได้มีแผนวางโปรเจ็คท์ที่กำลังจะตามมาอีก อาทิ Wonder Woman ,Green Lantern 2 เป็นต้น

หนังในตระกูลของอภิมหาแอ็คชั่น-ไซไฟ-ฮีโร่ แอ๊ดเวนเจอร์ กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของฮอลลีวู้ด หนังจะเดินตามสูตรของพล็อตผสมหลายๆ แบบรวมอยู่ในเรื่องเดียวกัน ซึ่งบางทีก็ไม่รู้จะจัดให้ไปอยู่ในหมวดอะไรกันแน่ ระหว่างซุปเปอร์ฮีโร่ หรือแอ็คชั่น หรือไซไฟ หรือทริลเลอร์ บางครั้งมีส่วนของดราม่า และคอมเมดี้ผสมอยู่ด้วย และบางครั้งเป็นหนังในแนวเสียดสีล้อเลียนการเมือง บุคคลสำคัญ หรือบางทีเป็นแนวหายนะทำลายโลก หรือเป็นอีพิคแบบย้อนยุคก็มี เราจึงขอเรียกรวมๆ สำหรับหนังแนวๆ นี้ว่าเป็น แนวแอ็คชั่น-ไซไฟ-ฮีโร่ -แอ๊ดเวนเจอร์ก็แล้วกัน หรือหนังแนว ASHA อาช่า (ผู้เขียนบัญญัติขึ้นเอง) ซึ่งเราจะมาลองไล่เรียงกันดูว่านับตั้งแต่ปลายปี 2013 นี้ไปจนถึง 2-3 ปีข้างหน้า เราจะได้ดูเรื่องอะไรกันบ้าง (ไม่นับเรื่องที่โปรยไว้แล้วใน 2 กลุ่มข้างต้น) ดังนี้

The Hobbit : The Desolation of Smaug ( 2013)  หรือก็คือภาคต่อที่ 2 ของ Hobbit
47 Ronin (2013)  การกลับมาของคีอานู รีฟ และฉากแอ็คชั่นสุดอลังการ
Old Boy (2013) หนังรีเมคจากต้นฉบับของเกาหลีที่ทุกคนรู้จักกันดี
Ender's Game (2013)  หนังไซไฟทริลเลอร์ที่สร้างจากวรรณกรรมคลาสสิคเมื่อปี 1985
Lone Survivor (2013) หนังว่าด้วยปฏิบัติการเอาชีวิตรอดของหน่วยซีลที่โดนกลุ่มกบฏตาลีบันไล่ล่า
The Hunger Games : Catching Fire (2013) ภาคต่อของภาพยนตร์แฟรนไชส์อีพิควัยรุ่นยอดนิยม
Snowpiercer (2013)  เรื่องของอนาคตที่อยู่ในยุคน้ำแข็ง ที่คนต้องอาศัยอยู่บนรถไฟขบวนเดียว การต่อสู้ของหลายชนชั้นในรถไฟ
Europa Report (2013)  หนังหายนะมหันตภัยโลกอีกเรื่องนึงที่น่าดู
Captain Phillips (2013)  หนังว่าด้วยการเอาชีวิตรอดของเรือสินค้าจากโจรสลัดโซมาเลีย หนังสร้างจากชีวิตจริง เป็นหนังของทอม แฮ้งค์ที่น่าดูที่สุดของปีนี้

The Hobbit : There and Back Again (2014)  ภาคจบของไตรภาค Hobbit ฉบับขยายจาก Lord of the Rings
Edge of Tomorrow (2014)  ว่าด้วยการต่อสู้ระหว่างนักรบพันธุ์ใหม่กับเอเลี่ยนส์บุกโลก
Robocob (2014)  เป็นฉบับรีเมค ที่มีการตีความใหม่ เปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยและเข้ากับยุคปัจจุบัน
Divergent (2014) ว่าด้วยเรื่องราวแบบดิสโทเปีย อนาคตของโลกมนุษย์ที่แบ่งแยกเป็น 5 กลุ่มนิสัย
Tranformers : Age of  Extinction (2014)  ภาคต่อของแฟรนไชส์ทรานฟอร์มเมอร์ สงครามหุ่นยนต์แปรสภาพ
Fury (2014)  เรื่องราวของทหารอเมริกันไปรบในสมรภูมินาซี ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
Sin City : A Dame to Kill For  (2014)  ภาคต่อของซิน ซิตี้ หนังที่สร้างจากการ์ตูนนัวร์ กลิ่นอายของอาชญากรรมและมาเฟีย ผู้หญิง
Godzilla (2014)  ฉบับรีเมค และตีความใหม่ เปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยและข้ากับยุคปัจจุบันมากขึ้น
Jack Ryan : Shadow Recruit (2014)  เรื่องราวของสายลับแจ็คไรอัน อดีตนาวิกโยธินสหรัฐที่ถูกส่งไปรัสเซีย
Seventh Son (2014) 
I,Frankenstein (2014)   หนังว่าด้วยต้นกำเนิดแฟร้งเค่นสไตน์
Down of The Planet of the Apss (2014) ภาคต่อแฟรนไชส์พิภพวานร
Pompeii (2014) หนังว่าด้วยทาสกลาดิเอเตอร์ กับอาณาจักรโรมันที่ใกล้ล่มสลาย ได้สุดหล่อจาก Game of Thrones มาเล่น
300 : Rise of an Empire (2014)  ภาคต่อของแฟรนไชส์นักรบ 300 ภาคนี้จะเป็นการย้อนเหตุการณ์กลับไป
Hercules : The Thracian Wars (2014) ฉบับรีเมค และตีความใหม่ เปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยและเข้ากับยุคปัจจุบัน
The Maze Runner (2014)  ว่าด้วยวัยรุ่นหนุ่มสาวผจญภัยในเขาวงกต
How to Train Your Dragon 2   ภาคต่อแอนิเมชั่นสุดเก๋ ที่สร้างโลกจินตนาการของมังกรไฟได้อย่างน่าทึ่ง
Noah (2014)   ว่าด้วยเรือโนอาห์ที่พาคนกลุ่มสุดท้ายหนีจากภัยพิบัติ วันสิ้นโลก
Teenage Mutant Ninja Turtles (2014) นินจาเต่า หนนี้มาในฉบับใช้คนแสดงและเป็นวัยรุ่น
The Crow (2014)  ฉบับรีเมค และตีความใหม่ เปลี่ยนแปลงให้ทันสมัยและเข้ากับยุคปัจจุบัน
Fantastic Beast and Where to Find Them
The Expendables 3 (2014)  ภาคต่อแฟรนส์ไชส์แอ็คชั่นที่รวมเอาดาราแอ็คชั่นระดับตัวพ่อไว้ทุกภาค
Fast & Furious 7  (2014)   ภาคต่อแฟรนส์ไชส์แอ็คชั่นซิ่งนรก
The Man from U.N.C.L.E (2014) 
The Hunger Games : Mockingjay - Part 1 (2014)

Indiana Jones 5 (2015)
Jurassic World (2015)  ต้นกำเนิดหรือภาคต่อจูราสสิคปาร์ค ที่ได้สตีเว่น สปีลเบิร์ก กลับมากุมบังเหียนสร้างใหม่
Star Wars : Episode VII   การกลับมาของมหากาพย์สตาร์วอร์ส ตอนที่ 7  ได้ เจ.เจ.อับรามส์ มากำกับ
Peanuts (2015) 
Bond 24 (2015)
The Hunger Games : Mockingjay- Part 2 (2015)
Assassin's Creed  (2015)
Jumanji (2015) 
Untitles Dr.Seuss Project (2015)
Zoolander 2 (2015)
Bizarro Superman (2015)
Get Smart 2 (2015)
Cleopatra (2015)
Salt 2 (2015)
Arrow (2015)
Rush Hour 4 (2015)
Terminator (2015)
Alice in Wonderland 2 (2015)

Pacific Rim 2 (2016)
Prometheus 2 (2016)
OZ the Great and the Powerful 2 (2016)
Star Trek 3 (2016)
Top Gun 2 (2016)
Houdini (2016)
The Flash (2016)
Thr Chronicles of Narnia : The Megician 's Nephew (2016)
Pirates of the Caribbean : Dead Men Tell No Tales (2016)
Hell Boy 3 (2016)

 
สื่อเมืองนอกยกย่องให้ 2 มหากาพย์ไตรภาคนี้ คือ สตาร์วอร์ส และอวตาร์ เป็นหนังที่ทุกคนรอคอยอยากจะดูมากที่สุด





หนังในแนวอภิมหาแอ็คชั่น - ไซไฟ - ฮีโร่- แอ๊ดเวนเจอร์จะมีสักกี่เรื่องที่ขึ้นชั้นคลาสสิก ผู้เขียนคิดว่าหนังที่จะขึ้นชั้นคลาสสิกต้องไม่ได้สร้างมาจากการ์ตูน อาจอนุโลมประเภทซุปเปอร์ฮีโร่บางตัว เพราะมีต้นแบบให้ลอกเลียนอยู่แล้ว หรือจำกัดจินตนาการของผู้สร้างจนเกินไป แต่น่าจะเป็นหนังที่สร้างจากบทประพันธ์ที่เขียนขึ้นมาเฉพาะสำหรับภาพยนตร์หรือเป็นบทประพันธ์ใหม่ อีกทั้งมีแก่นสาระหรือประเด็นของเรื่องที่น่าสนใจ พูดง่ายๆ ก็คือบทภาพยนตร์ต้องแข็งแรงด้วยตัวของมัน มีแนวทางเป็นของตนเอง ไม่ซ้ำเรื่องอื่นๆ มีคาแรกเตอร์ของตัวละครที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีองค์ประกอบของงานสร้างที่สมบูรณ์ ถ้าอย่างนั้นเราพอจะลิสต์ชื่อเรื่องที่อยู่ในข่ายนี้ออกมาอย่างน้อยได้สัก 20 เรื่อง ดังนี้

1. Star Wars
2.Jurassic Park
3. Indiana Jones
4.The Hunger Game
5.The Matrix
6.Avatar
7.Spider-Man
8.Batman
9.Superman
10.X-Men
11.Iron Man
12.Harry Potter
13.Lord of the Ring
14.Blade
15.Thor
16. Watch Men
                                                                          17. E.T.
18.2001 : A Space Odyssey
19.Aliens
20.Terminator
21.Pirate of the Caribbean
22.Transformer
23.Men in Black 

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

โลก 360 องศา - (ศาลโลกตัดสินคดีเขาพระวิหาร,ไห่เยี่ยนเคลื่อนตัวเข้าเวียดนามแล้ว,จีนประชุมลับเศรษฐกิจ,อเมริกาเจรจาอิหร่านเรื่องนิวเคลียร์)


เมื่อเวลา 16.00 น. ศาลโลกอ่านคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร จากกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ว่า กัมพูชาได้ยื่นคำร้อง และร้องขอให้ศาลตีความปราสาทพระวิหาร และหลังจากยื่นคำร้องแล้ว กัมพูชาได้อ้างถึงคำร้องธรรมนูญศาล และร้องขอให้มีมาตการชั่วคราว เพราะมีการล่วงล้ำของประเทศไทยเข้าสู่ดินแดนกัมพูชา โดยเมื่อวันที่ 18 ก.ค. ศาลก็มีมาตรการชั่วคราวให้แก่ทั้งสองฝ่ายในปี 2011 โดยจะขอเริ่มต้นอ่านคำพิพาษาในวรรคที่ 14 ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในเทือกเขาดงรัก ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นพรมแดนสองประเทศคือ กัมพูชาตอนใต้ และไทยตอนเหนือ ในเดือน ก.พ.1904 กัมพูชาอยู่ใต้อารักขาของรัฐฝรั่งเศส ที่เทือกเขาดงรักเป็นไปตามสันปันน้ำ ซึ่งเป็นไปตามการประกาศของคณะกรรมการ เรื่องงานที่เสร็จสิ้่นคือ การเตรียมการและตีพิมพ์เผยแพร่แผนที่ที่ได้รับ ซึ่งภารกิจนั้นมอบให้เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส 4 นาย ต่อมาในปี 1907 ทีมก็ได้เตรียมแผนที่ 17 ระหว่าง อินโดจีนกับไทย และมีแผนที่ขึ้นมา มีคณะกรรมการปักปันระหว่างอินโดจีนกับสยาม ทำให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา ปี 1953 ประเทศไทยได้ยึดครองปราสาทในปี 1954 แต่การเจราจาไม่เป็นผล ปี 1959 กัมพูชาร้องต่อศาล และไทยก็คัดค้านตามมา และศาลปฏิเสธการรับฟังของไทย และมีคำพิพาทเกิดขึ้นจริง ซึ่งเทือกเขาดงรักที่เรียกว่า แผนที่ภาคผนวก 1 นั้น อยู่ในกัมพูชา โดยมีผลบังคับระหว่างรัฐประเทศตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง แต่ในแง่การมีผลผูกพันเหตุการณ์ระหว่างสองประเทศต้องยืนยันตามสันปันน้ำ ศาลพูดถึงข้อปฏิบัติการในคำพิพากษา ตัดสินว่า พระวิหารอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา และไทยมีผลผูกพัน หรือในบริเวณข้างเคียง และมีพันธะกรณีที่ต้องนำวัตถุทั้งหลายที่ได้นำออกไปให้นำส่งคืน หลังจากมีคำพิพากษา 1962 ไทยก็ได้ถอนกำลังออกจากพระวิหาร และมีการทำรั้วลวดหนาม หลังจากที่เป็นไปตามมติครม.ของไทยในวันที่ 11 ก.ค.1962 แต่ไม่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งนี้ ศาลระบุว่า กัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาหลังจากที่คำพิพกษา เป็นต้นมา ในมุมมองของไทยคือ ได้ออกจากบริเวณปราสาทและไทยได้กำหนดฝ่ายเดียวว่า เขตพระวิหารอยู่ที่ใดซึ่งตามคำพิพากษาในปี 1962 ได้กำหนดตำแหน่งเขตปราสาท ที่ไทยต้องถอนและได้จัดทำรั้ว ลวดหนาม ปราสาทไม่ได้เกินไปกว่าเส้นกำหนดตาม กัมพูชาประท้วงว่า ไทยถอนกำลังออกไปนั้นก็ได้ยอมรับว่า ปราสาทเป็นของกัมพูชาจริง แต่กัมพูชาได้ร้องว่า ไทยสร้างรั้วรุกไปในดินแดนกัมพูชาซึ่งไม่เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลและในมุมมองของกัมพูชาต้องการเสนอยูเนสโก แสดงให้เห็นว่า ทั้งสองมีข้อพิพาทในความหมายและขอบเขตในคำพิพากษาปี 1962 จริง ศาลได้ดูสาระข้อพิพาทเพื่อให้แน่ใจว่า เป็นไปตามขอบเขตอำนาจศาล ม.60 ตามธรรมนูญศาลหรือไม่และเห็นว่าสองฝ่ายขัดแย้งกัน ซึ่งในข้อพิพาท 1962 ที่บอกว่า คำพิพากษามีผลบังคับใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนสองประเทศ การพิจารณาครั้งนี้ศาลพิจารณาในจุดยืนของฝ่ายที่แสดงออกมาคือ ตามคำขอของกัมพูชา คือ มีสถานที่และได้ต่อสู้เพื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลกก็มีมุมมองต่างกันของขอบเขตและบริเวณ ดินแดน โดย


ข้อที่ 1 ปราสาทอยู่ในดินแดนกัมพูชา ท้ายที่สุดศาลก็ได้ดูเรื่องปัญหาที่สองฝ่ายเห็นต่างคือ พันธกรณีการถอนกำลังออกจากปราสาท ในดินแดนของกัมพูชา และให้ข้อพิพากษาเรื่องการสื่อสารการเข้าใจของสองประเทศในการนำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลกและการปะทะแสดงว่า มีความเข้าใจที่แตกต่างกันจริง คำพิพากษามีความสำคัญ 3 แง่ คือ คำพิพากษาไม่ได้ตัดสินว่า มีข้อผูกพันเป็นเขตแดนระหว่างสองประเทศหรือไม่ 2.มีความสัมพันธ์กรณีความหมายและขอบเขตของวลีที่ว่า บริเวณใดเป็นของกัมพูชา และ 3.มีข้อพิพาทในกรณีให้ไทยถอนกำลัง คือ เป็นเป็นไปตามข้อปฏิบัติข้อที่สอง
เมื่อกัมพูชาได้ร้องขอ ศาลจึงรับคำร้องขอของกัมพูชา ศาลเห็นว่ามีข้อพิพาทของทั้งสองฝ่าย ตามข้อ 60 ของธรรมนูญศาล ด้วยเหตุนี้ศาลจึงมีอำนาจรับไว้พิจารณา ศาลจึงคำนึงถึงข้อ 60 ทำให้ขอบเขตมีความชัดเจนขึ้น ด้วยเหตุนี้ศาลจึงต้องดูอยู่ภายใต้ขอบเขตเคร่งครัด ไม่สามารถหยิบเรื่องที่ได้ข้อยุติไปแล้ว ดังนั้น การพิจารณาขอบเขตและความหมายจึงยึดถือข้อปฏิบัติที่ผ่านมา ซึ่งประเทศไทยได้ต่อสู้ว่า หลักการกฎหมายห้ามไม่ให้ศาลตีความเกินการตีความในปี 1962 และได้ถูกกล่าวย้ำในข้อต่อสู้ของคู่ความ อย่างไรก็ตาม ศาลไม่สามารถตีความที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาในปี 1962 ได้ และกัมพูชาเห็นว่า ข้อสรุปในปี 1962 ทำให้เห็นว่า ศาลได้วินิจฉัยประเด็นต่างๆ ตามข้อวินิจฉัยในปี 1962 และขณะนั้นได้ใช้ข้อ 74 เป็นข้อบังคับในขณะนั้น ซึ่งไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา และบทสรุปเป็นเพียงบทสรุปของคำวินิจฉัย ไม่ถือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อหลักปฏิบัติ ประเทศไทยยังได้กล่าวอ้างถึงพฤติกรรมของปี 1962 และเดือน ธ.ค. 2008 ที่มีเหตุการณ์ปะทุขึ้นมา คำพิพากษาไม่ถือว่า เป็นสนธิสัญญา หรือตราสารที่ผูกพันคู่ความ การตีความที่อาจจะมีผลกระทบกับพฤติกรรมต่อๆ ไป ดูได้จากสนธิสัญญา ณ กรุงเวียนนา การตีความ จะดูว่าศาลได้พิพากษาอะไร ขอบเขตและความหมายไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงไปของพฤติกรรมของคู่ความ และการตีความศาลจะไม่พิจารณาในประเด็นนั้น มีลักษณะ 3 ประการในคำพิพากษา 1962
1.พิจารณาว่า เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของปราสาทพระวิหาร และศาลไม่มีหน้าที่ปักปันเขตแดน ศาลจึงกลับไปดูคำพิพากษา 1962 โดยดูในคำคัดค้าน ว่า เป็นเขตอำนาจอธิปไตยมากกว่าเขตแดน ดังนั้น ข้อเรียกร้อง 1-2 ของกัมพูชาในภาคผนวก 1 ศาลจะรับเท่าที่เป็นเหตุ โดยไม่มีการกล่าวถึงภาคผนวก 1 หรือสถานที่ของเขตแดน ไม่มีการแนบแผนที่ในคำพิพากษา ประเด็นต่างๆ ที่คู่ความได้กล่าวอ้างก็มีความสำคัญในการกำหนดเขตแดน
2.แผนที่ภาคผนวก 1 ประเด็นที่แท้จริงคือ คู่ความได้รับรองแผนที่ภาคผนวก 1 และเส้นแบ่งเขตแดน ที่เป็นผลจากคณะกรรมการปักปันเขตแดน และมีผลผูกพันหรือไม่ ศาลได้ดูพฤติกรรมของคู่ความในการเสด็จของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงนุภาพ ไปเยี่ยมชมปราสาทพระวิหารก็เหมือนการยอมรับโดยอ้อมของสยามในอธิปไตย ถือเป็นการยืนยันของประเทศไทยในเส้นแบ่งแดนภาคผนวก 1 ในปี 1908 และ 1909 ยอมรับในแผนที่ และยอมรับว่า เส้นแบ่งเขตแดนเป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่นำไปสู่การยอมรับว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในกัมพูชา ทำให้แผนที่ภาคผนวกอยู่ในสนธิสัญญา จึงเห็นว่าการตีความสนธิสัญญาจึงต้องชี้ขาดว่า เขตแบ่งตามแผนที่ 1
3.ศาลมีความชัดเจนว่า ศาลดูเฉพาะบริเวณปราสาทฯ เท่านั้น ซึ่งเป็นบริเวณที่เล็กมาก และในปี 1962 กัมพูชากล่าวว่า ขอบเขตพิพาทนั้นเล็กมาก และถ้อยแถลงอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรขัดแยังกันในปี 1962 และทันทีหลังจากมีคำพิพากษา ศาลได้อธิบายว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ทางตะวันออกของเทือกเขาดงรัก ในทางทั่วไปถือว่า เป็นเขตแดนของทั้งสองประเทศ ศาลเห็นว่า ปราสาทอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา แต่ต้องกลับมาในบทปฏิบัติการ 2 และ 3 ที่เห็นว่า ผลของคำพิพากษาที่ 1 ตำรวจที่ปฏิบัติการในปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียงไม่มีการพูดถึงการถอนกำลัง และไม่มีการกล่าวถึงว่า หากถอนกำลังต้องถอนไปที่ใด พูดเพียงปราสาทและบริเวณใกล้เคียง ไม่มีการกำหนดว่า เจ้าหน้าที่ใดของไทยต้องถอน พูดเพียงว่าเจ้าหน้าที่ที่เฝ้ารักษาการหรือดูแล ศาลจึงเห็นว่า จะต้องเริ่มจากดูหลักฐานที่อยู่ต่อหน้าศาล และพยานหลักฐานเดียวคือ พยานหลักฐานที่ฝ่ายไทยได้นำเสนอ ซึ่งได้มีการเยือนไปยังปราสาทในปี 1961 แต่ในการซักค้านของฝ่ายกัมพูชา พยานเชี่ยวชาญของไทยบอกว่า มีแค่ผู้เฝ้ายาม 1 คน และตำรวจ มีการตั้งแคมป์ และไม่ไกลมีบ้านพักอยู่ และทนายฝ่ายไทย กล่าวว่า สถานีตำรวจอยู่ทางใต้ของแผนที่ภาคผนวก 1
ต่อมาปี 1962 กัมพูชาได้เสนอข้อต่อสู้ว่า จะต้องใช้เส้นสันปันน้ำในการปักปันเขตแดน แต่ศาลเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องใช้สันปันน้ำ ซึ่งฝ่ายไทยเห็นว่า สำคัญ เพราะการแบ่งเส้นต่างๆ มีความใกล้เคียงกันสันปันน้ำ การที่สถานีตำรวจตั้งใกล้สันปันน้ำ เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อศาลสั่งให้ไทยถอนกำลัง ก็น่าจะมีความประสงค์ให้เจ้าหน้าที่ต่างๆ ตามคำเบิกความของไทย เนื่องจากไม่มีหลักฐานว่า มีเจ้าหน้าที่อื่นใด จึงเห็นว่าควรยาวไปถึงสถานที่ตั้งมั่นของสถานีตำรวจ เส้นแบ่งเขตแดนตามมติ ครม. จึงไม่ถือว่า เป็นเส้นแบ่งเขตแดน ศาลจึงเห็นว่า ชัดเจนมากตามภูมิศาสตร์ ที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้มีหน้าผาที่ชัน และตะวันตกเฉียงเหนือก็เป็นที่ที่อยู่ในเทือกเขาดงรัก หุบเขาทั้งสองนี้เป็นช่องทางที่กัมพูชาสามารถเข้าถึงปราสาท ดังนั้น การทำความเข้าใจใกล้เคียงพระวิหาร ศาลจึงเห็นว่า เขตแดนกัมพูชาทางเหนือไม่เกินเส้นแบ่งเขตแดนตามภาคผนวก 1 และไม่ได้ระบุระยะที่ชัดเจน

หลังจากศาลโลกอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ปรากฎว่านักวิชาการและัสื่อมวลชนไทย ตีความกันออกเป็นหลายแนวทางไม่ตรงกัีน บ้างก็ว่า

-ศาลให้ไทย-กัมพูชา หารือกันเอง มียูเนสโก้เป็นผู้ดูแล กัมพูชายังมีอธิปไตยตามพื้นที่คำตัดสินปี 1962 ส่วนพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร ศาลโลกไม่มีการพูดถึง นี้ต้องไปคุยกันเอง
- สรุปศาลไม่ได้ตีความเกินขอบเขตคำพิพากษาเดิม 2505/ พิพากษาเฉพาะตัวปราสาทไม่แตะพื้นที่ 4.6ตร.กม
-ไม่เสีย 4.6 แต่เสียประมาณ หนึ่งถึงสองตร.กม.รอบปราสาท ไม่เสีย พนมทรัพ หรือภูมะเขือ
- ศาลยึดข้อเท็จจริงเดิมตามคำพิพากษา1962ไม่เอาข้อเท็จจริงใหม่ปน แต่เสียเปรียบที่ครั้งนี้ศาลฟันธงดินแดนที่ปราสาทอยู่เป็นของกัมพูชา

รอคำชี้แจงชัดๆ จากนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ในฐานะตัวแทนสู้คดีฝ่ายไทย ที่เตรียมให้สัมภาษณ์สด
"ทูตวีรชัย"ชี้คำพิพากษาศาลโลกไม่ได้เอื้อตามคำขอของ"เขมร"

เมื่อเวลา 17.34 น. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วย นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะต่อสู้คดีปราสาทเขาพระวิหาร แถลงภายหลังศาลโลกได้มีคำพิพากษาในดคีปราสาทเขาพระวิหาร โดย นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ผลคำพิพากษาของศาลโลกในวันนี้ ถือว่าเป็นที่น่าพอใจของฝ่ายเราในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หน้าที่ในการชี้แจงผลการพิพากษา ตนจะมอบให้ทูตวีระชัย เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด

ด้านทูตวีรชัย กล่าวว่า คำพิพากษาในวันนี้ ที่ออกมาศาลได้ชี้เป็นประเด็นต่างๆ เริ่มจาก ศาลมีอำนาจในการวินิฉัย ในคำร้องของกัมพูชาในครั้งนี้หรือไม่ ต่อมาศาลได้วินิจฉัย พื้นที่ใกล้เคียงกับตัวปราสาท ที่ศาลใช้คำเรียกว่า ตัวปราสาท นั้น จะมีตัวเขตจำกัดอย่างไร แต่ไม่ได้มีแผนที่แนบ  เบื้องต้นขอเรียนว่า ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้รับในพื้นที่ , 4.5, 4.6 , 4.7 ตารางกิโลเมตร หรืออะไรก็ตาม ทางกัมพูชาไม่ได้สิ่งที่ได้เรียกร้อง พื้นที่ภูมะเขือฝ่ายกัมพูชา ก็ไม่ได้ ศาลก็ไม่ได้ ชี้ในเรื่องของเขตแดน ศาลไม่ได้ตัดสินในเรื่องของเขตแดน เว้นแต่ พื้นที่แคบมากๆ ศาลได้พยายามเน้นพื้นที่เล็กอย่างมาก ดังนั้น พื้นที่นี้ยังคำนวณอยู่ และศาลไม่ได้ระบุว่า แผนที่ 1.200,000 เป็นส่วนหนึ่งของคำตัดสินเมื่อปี พ.ศ.2505 ตรงนี้ ตนถือว่า เป็นจุดที่มีความสำคัญอย่างมาก นอกจากนี้ศาลยังแนะนำให้ ทั้งสองฝ่าย มารือร่วมกัน ในการที่จะดูแลตัวปราสาทในฐานะเป็นมรดกโลก ซึ่งศาลแนะนำให้ร่วมมือกัน

พายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยน ที่ได้ชื่อว่า เป็นซุปเปอร์ไต้ฝุ่น ด้วยความเร็วลม 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเทียบเท่ากับความแรงของเฮอริเคนในระดับ 5 ความแรงของพายุส่งผลให้อาคารหลายแห่งได้รับความเสียหาย และเกิดดินถล่มในหลายๆพื้นที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 คน และได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก แม้ว่าทางการจะสั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยแล้วล่วงหน้า ซึ่งอาจป้องกันความสูญเสียได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีประชาชนอีกไม่ต่ำกว่า 12 ล้านคน ที่ยังต้องหาที่หลบภัย เจ้าหน้าที่ของฟิลิปปินส์คาดว่า อิทธิพลของพายุลูกนี้ จะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างและอาจสร้างความสูญเสียแก่ชีวิตประชาชนมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ พายุไห่เยี่ยน หรือที่ชาวฟิลิปปินส์เรียกกันว่า พายุโยลันดา ได้ทำให้ บางพื้นที่ของฟิลิปปินส์ ไฟฟ้าและระบบการติดต่อสื่อสารเกือบถูกตัดขาด ทางการต้องสั่งปิดโดรงเรียนและหน่วยงานราชการ ขณะที่เรือข้ามฟากและเที่ยวบินต่าง ๆ ต้องถูกระงับ ด้านเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลทุกแห่ง รวมทั้งทหารได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาในฟิลิปปินส์เตือนว่า ไห่เยี่ยนอาจสร้างความเสียหายมากพอๆ กับไต้ฝุ่นโบพาเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 พันคน (ล่าสุดมีตัวเลขรายงานแล้วว่าเสียชีวิตกว่า 3,600 คน)  พายุไห่เยี่ยนจะเคลื่อนตัวไปยังเวียดนามและทะเลจีนใต้ในวันนี้ (10 พ.ย.) คาดว่า จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับพื้นที่ตามแนวชายฝั่งของมณฑลกวางตุ้ง ทางใต้ของจีน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเตือนให้เรือรีบกลับฝั่ง และระวังคลื่นลมแรง ด้านสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตรของไทย เตือนให้ระวังฝนตกหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจากอิทธิพลพายุไห่เยี่ยน โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมในขณะนี้ ทั้งศรีสะเกษและร้อยเอ็ด โดยไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนจะเคลื่อนตัวผ่านฟิลิปปินส์และเพิ่มความรุนแรง ก่อนเข้าเวียดนามและทางเหนือของไทย

เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์คาดการณ์ว่าอาจมีผู้เสียชีวิตจากซูเปอร์ไต้ฝุ่น "ไห่เยี่ยน" เกิน 1 หมื่นราย ซึ่งจะนับว่าเป็นหายนะทางธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ เจ้าหน้าที่ของฟิลิปปินส์คาดการณ์ว่าจะมีผู้เสียชีวิตกว่า 1 หมื่นรายในเมืองเลย์เต ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดจากพายุลูกนี้ ซึ่งซูเปอร์ไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนนี้ ได้พัดเข้าถล่มเมืองเลย์เต และเมืองใกล้เคียงด้วยความเร็วลมสูงสูดถึง 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทำให้เกิดคลื่นสูงกว่า 3 เมตร โดยเชื่อว่าความเสียหายจะกินบริเวณกว่า 600 กิโลเมตรจากเกาะไปถึงตอนกลางของฟิลิปปินส์เลยทีเดียว เจ้าหน้าที่กล่าวว่า บ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างในเมืองเลย์เตถูกพัดเสียหายไปแล้วกว่าร้อยละ 80 รถยนต์ถูกพัดกองรวมกันเกลื่อนกลาด ถนนหลายเส้นถูกตัดขาด รวมถึงไฟฟ้าและระบบการสื่อสารต่าง ๆ ก็ถูกตัดขาดด้วยเช่นเดียวกัน โดยนายเซบาสเตียน โรดส์ สแตมพา หัวหน้าทีมประสานงานรวบรวมความช่วยเหลือของสหประชาชาติกล่าวว่า ภาพความเสียหายระดับนี้ในทาโคลแบน ทำให้นึกถึงหลังเหตุการณ์สึนามิทในคาบสมุทรอินเดียเมื่อปี 2547 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2 แสน 2 หมื่นราย ขณะเดียวกัน ผู้บังคับบัญชาหน่วยรักษาการณ์ชายฝั่งของฟิลิปปินส์กล่าวว่า ในตอนนี้ยังไม่สามารถติดต่อกับพื้นที่ทางตะวันตกของทาโคลแบนได้ เนื่องจากไฟฟ้าและการติดต่อสื่อสารในบริเวณถูกตัดขาด อย่างไรก็ตาม จะมีการประสานความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ต่อไป ขณะที่ทางการสหรัฐฯได้เตรียมส่งเครื่องบินและกำลังทหารเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว และจะอยู่ช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยในฟิลิปปินส์ต่อไปด้วย ล่าสุด มีรายงานว่าพายุซูเปอร์ไต้ฝุ่น "ไห่เยี่ยน" ลูกนี้ จะพัดขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามในเย็นวันนี้ และรัฐบาลเวียดนามได้ประกาศเตรียมตัวรับมืออย่างเต็มที่ โดยได้เตรียมแผนการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย และการเสริมความแข็งแรงของเขื่อนต่างๆ


ผู้นำทางการเมืองในพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนเปิดประชุมลับ 4 วันโดยเริ่มวันนี้เป็นวันแรก เพื่อกำหนดวาระการปฏิรูปประเทศสำหรับอีก 10 ปีข้างหน้า เนื่องจากรัฐบาลจีนพยายามที่จะผลักดันการเติบโตให้ยั่งยืนมากขึ้น หลังจากที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วและอันตรายมาเป็นเวลา 30 ปี ท่ามกลางข้อถกเถียงว่ารัฐบาลจีนจะดำเนินการปฏิรูประเทศด้วยวิธีใด ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง จะต้องผลักดันมาตรการขับเคลื่อนการเติบโตรูปแบบใหม่ เนื่องจากจีนซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลกเริ่มอ่อนกำลังลง จากปัญหาการผลิตภาคอุตสาหกรรมล้นตลาด หนี้รัฐบาลก้อนโต และราคาบ้านที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว การประชุมดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นภายใต้การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดที่โรงแรมแห่งหนึ่งทางตะวันตกของกรุงปักกิ่ง จะเป็นการพิสูจน์ถึงความจริงจังในการปฏิรูปประเทศของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาซึ่งเป็นกลุ่มคลังสมองของรัฐบาลจีนได้ออกมาแนะเมื่อเดือนก่อนว่ามี 8 เรื่องสำคัญที่ควรปฏิรูป ได้แก่ การเงิน ภาษี ที่ดิน สินทรัพย์ของรัฐ สวัสดิการสังคม นวัตกรรม การลงทุนจากต่างชาติ และธรรมาภิบาล แหล่งข่าวหลายรายระบุว่า บรรดากลุ่มผลประโยชน์ที่ทรงอิทธิพล รวมไปถึงฝ่ายเอียงซ้ายหรืออนุรักษ์นิยม รัฐบาลท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และธนาคารของรัฐ ไม่เห็นด้วยกับแผนปฏิรูปในบางเรื่อง เช่น การปล่อยอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกลไกตลาด การอนุญาตให้เปิดธนาคารเอกชน และการยกระดับเมืองเซี่ยงไฮ้เป็นเขตการค้าเสรี ทั้งนี้ การปฏิรูปเศรษฐกิจจะเป็นหัวข้อหลักในการประชุม 205 สมาชิกคณะกรรมการกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มีสำนักข่าวเพียงไม่กี่แห่งที่ได้รายงานข่าวระหว่างมีการประชุม แต่โดยปกติแล้ว สำนักข่าวทางการซินหัวจะรายงานข่าวด่วนในวันสุดท้ายของการประชุม


นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ พร้อมด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และสหภาพยุโรป เตรียมเปิดการเจรจากับนายโมฮัมเหม็ด จาวัต ซารีฟ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ถึงขนาดและผลิตผลที่ได้จากโครงการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของอิหร่าน ซึ่งสามารถจะนำไปใช้กับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า หรืออาจไปใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ก็ได้ ทั้งนี้ อิหร่านได้ประกาศเจตนารมณ์มาโดยตลอดว่า ไม่เคยคิดจะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ และเจตนารมณ์ของโครงการนิวเคลียร์อิหร่านนั้นนอกจากจะผลิตกระแสไฟฟ้าให้ประชาชนแล้ว ก็ยังไปใช้ในด้านการแพทย์และการวิจัยเท่านั้น แต่ด้านสหรัฐและมหาอำนาจในทวีปยุโรปทั้งหลายไม่ไว้วางใจ เพราะอิหร่านสามารถหันไปผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ในทันทีที่ต้องการ ก่อนหน้านี้ ประเทศตะวันตกสงสัยว่า อิหร่านสกัดแร่ยูเรเนียมเพื่อผลิตอาวุธนิวเคลียร์ แต่อิหร่านยืนกรานเอาไปไช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่เคยอนุญาตให้ยูเอ็นตรวจสอบแบบล้วงลึก โดยสหรัฐยื่นข้อเสนอต่ออิหร่านว่า จะยอมผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน เพื่อแลกกับการที่อิหร่านยอมให้คณะตรวจสอบของยูเอ็นเข้าไปตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้อย่างทะลุทะลวง โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา เคยกล่าวว่า มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านโดยรวมจะยังคงอยู่ แต่จะผ่อนคลายบางส่วน หากอิหร่านยอมทำตามเงื่อนไขนี้

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

วาระประเทศไทย ต้องก้าวข้าม การคัดค้าน พรบ.นิรโทษกรรม ไปสู่การปฏิรูปประเทศในที่สุด

เวลานี้วาระของประเทศไทยกำลังจะก้าวพ้นจากการร่วมกันคัดค้าน ต่อต้าน พรบ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่งสุดซอย ไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยกันเสียที ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดของสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย และแนวคิดของกลุ่มนักวิชาการสยามประชาภิวัฒน์ ที่มีแนวคิดว่าประเทศไทยมันถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปประเทศไทยกันเสียใหม่ซักที เพราะความเสื่อมถอย ทรุดโทรมในทุกองคาพยพของประเทศในทุกภาคส่วนนั้น ต้นตอปัญหามันเกิดจากโครงสร้างทั้งหลายแหล่ที่มันผุกร่อน ไม่เคยได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยเฉพาะโครงสร้างระบบการเมืองของไทย บวกกับคุณภาพของนักการเมืองไทยที่นาทีนี้ต้องถือว่าเป็นนักการเมืองที่มีมาตรฐานต่ำที่สุดในโลกก็ว่าได้แล้ว คือ เป็นกลุ่มคนที่เข้ามาผลาญและทำลายชาติ ไม่ได้เข้ามาเพื่อเสียสละทำเพื่อชาติ ไม่พัฒนาประเทศใดๆ ไม่ใช่ตัวแทนของปวงชนอย่างแท้จริง เป็นเพียงลูกจ้างของพรรคการเมือง ที่เป็นระบบธุรกิจเต็มรูปแบบ ภายใต้ระบบทุนนิยมผูกขาดสามานย์ของนายทุนระดับประเทศ จุดที่ทำให้คนไทยเหลืออดและทนกันต่อไปไม่ได้แล้วก็คือ อำนาจเบ็ดเสร็จแบบเผด็จการ เข้ามากินรวบประเทศแบบไม่ใยดีต่อประชาชนส่วนอื่นซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ หาผลประโยชน์เข้าพวกพ้องตัวเอง ถึงขั้นยอมขายชาติ ขายประเทศก็ยังทำ  กรณี การต่อต้านคัดค้าน พรบ.นิรโทษกรรมฉบับเหมาเข่งสุดซอย ,กรณีศาลโลกจะตัดสินคดีข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา เรื่องเขตแดนเขาพระวิหาร ,กรณีการผ่านร่างงบประมาณที่รัฐต้องการจะกู้เงิน 2.2 ล้านๆ บาท, กรณีโครงรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ,กรณีการตั้งเงินงบประมาณ 3.5 แสนล้าน เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ,กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงบางส่วน หรือในหลายมาตรา เพิ่มหรือตัดทอน เปลี่ยนแปลงถ้อยคำในมาตรา หมวดต่างๆ ของกฏหมายรัฐธรรมนูญ ฯลฯ  ทั้งหลายเหล่านี้เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง หรือฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ประชาชนทั้งประเทศเหลืออดและลุกฮือขึ้นกลายเป็นการต่อต้าน คัดค้าน และไปจนถึงกระทั่งขับไล่รัฐบาลนั้น เป็นสิ่งที่ไม่เกินจากความคาดหมายของผู้เขียนเลย นับตั้งแต่รัฐบาลนี้(คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายก,พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ) เข้ามาบริหารประเทศ ก็ได้สร้างผลงานอันโด่งดังไปทั่วโลกมากมาย ตั้งแต่ เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 54 ซึ่งทำความเสียหายและกระทบต่อภาคประชาชนและภาคธุรกิจในวงกว้าง,การจะยกเลิกกองทุนน้ำมัน (สุดท้ายไม่ได้ยกเลิกแถมเก็บเพิ่มด้วยการขึ้นราคาน้ำมันเป็นระยะๆ),การขึ้นค่าแรง 300 บาท เงินเดือน 15,000 บาท,โครงการรับจำนำข้าว,โครงการยกเว้นภาษีรถยนต์คันแรก,บ้านหลังแรก,โครงการแจกแท็บเล็ตเด็กนักเรียน, โครงการสมาร์ทเลดี้,โครงการร้านถูกใจและร้านโชว์สวย ,การปล่อยลอยตัวค่าแก๊ซและเชื้อเพลิงพลังงาน รวมถึงค่าไฟ, การไม่สามารถควบคุมระดับราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นในทุกหมวดทุกประเภทแต่ในขณะที่ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำโดยเฉพาะพืชเกษตรตัวสำคัญๆ เช่น ข้าว,ยาง,ข้าวโพด ,โครงการจัดซื้อจัดจ้างสิ่งต่างๆที่ไม่จำเป็นและแพงเกินเหตุ เช่น ของใช้บางอย่างในรัฐสภา (ซึ่งแพงเกินจริง) ,การยกเลิกเงินชดเชยเหมาจ่ายของแพทย์และพยาบาล และเปลี่ยนเป็นจ่ายในระบบ P4P แทน หรือแม้กระทั่ง ตัวนายกรัฐมนตรีเองและคณะยังมีผลงานในการเป็นรัฐบาลเพียง 2 ปี แต่เดินทางไปรอบโลกแล้วเกือบ 50 ประเทศ ด้วยเครื่องบินแบบเหมาลำ ฯลฯ ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนตอกย้ำถึงศักยภาพของรัฐบาลในการผลาญเงินภาษีของประเทศไปอย่างมากมายและรวดเร็ว ในขณะที่ไปดูในด้านรายรับนั้นกลับไม่พบตัวเลขในส่วนของการหารายได้เข้าประเทศในระดับที่น่าพอใจเลย ทั้งตัวเลขการส่งออกที่ลดลง ตัวเลขจีดีพีลดลง ตัวเลขของผู้ประกอบกิจการเอสเอ็มอี โรงงานที่จดทะเบียนเลิกหรือปิดกิจการกันอย่างมากมาย ตัวเลขดุลการค้า ดุลการชำระเงินล้วนติดลบถ้วนทั่ว จึงเป็นที่มาของการขึ้นภาษีบาป (เหล้า,บุหรี่,ชา) มีแนวคิดจะคุมกำเนิดรถยนต์เก่าเกิน 7 ปี แนวคิดในการจะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากเดิม 7% เป็น 10%  ทั้งหลายเหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของผลงานรัฐบาลที่ทำให้ประชาชนทั้งประเทศถึงกับ อึ้ง ทึ่ง เสียว มาตลอดระยะเวลาบริหารประเทศมา ยังไม่นับประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับเงินงบประมาณโดยตรงแต่ไปมีผลกระทบด้านความรู้สึก จิตวิญญาณ และโครงสร้างทางสังคม เช่น จะยุบโรงเรียนทั่วประเทศที่มีจำนวนครูหรือเด็กนักเรียนไม่ถึงตามเกณฑ์ ,จะยกเลิกบางวิชา เช่น นาฏศิลป์ ที่ใช้เรียนในหมวดวิชาเลือกหรือบังคับ ในหลักสูตรการเรียนการสอนของเด็กมัธยม, การยกเลิกหรือเปลี่ยนมาตรฐานสุขภัณฑ์ ให้เลิกส้วมหลุมสำหรับห้องน้ำของหน่วยงานราชการทั่วประเทศ เป็นต้น

การปฏิรูปประเทศที่อยากเห็น ในลำดับต้นๆ ก็คือ
1.การเปลี่ยนโครงสร้างของระบบรัฐสภาไทย ให้มีตัวแทนจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ใช่มีแต่นักการเมืองที่เป็นนักเลือกตั้งเข้ามาเต็มสภา แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นปากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง
2.การกระจายอำนาจที่เป็นธรรมลงสู่องค์กรส่วนท้องถิ่น ภูมิภาค และกระจายงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นบริหารกันเอง เช่น จังหวัด เทศบาล อบต. หมู่บ้าน ชุมชน เป็นต้น
3.การเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระ ให้มีการตรวจสอบถ่วงดุล ตรวจทานซึ่งกันและกัน รวมถึงองค์กรที่เป็นภาคประชาชนร่วมด้วย อีกทั้งองค์กรอิสระเหล่านั้นจักต้องได้รับการตรวจประเมินผลงานจากสภาประชาชนด้วย เพื่อป้องกันการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจเกินขอบเขตกลั่นแกล้งด้วย
4.การเพิ่มบทบาทของภาคประชาชน ให้มีการจัดตั้งประชาคมที่มีความหลากหลาย และเป็นการทำงานของประชาชนอย่างแท้จริง ปราศจากนักการเมืองหนุนหลัง และต้องมีงบจากรัฐบาลให้ เพื่อจะมีเงินในการบริหารจัดการ หรือทำงาน และแสดงที่มาของแหล่งรายได้ต่อ ปปช.เสมือนหนึ่งนักการเมือง องค์กรอิสระด้วย โดยป้องกันไม่ให้องค์กรเอ็นจีโอเหล่านี้ ไปรับเงินจากองค์กรเอกชนจากต่างประเทศ ซึ่งบางครั้งมีวาระซ่อนเร้นที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศ
5.การปฏิรูปกระทรวงศึกษาธิการและโครงสร้าง วิสัยทัศน์ หลักสูตร ,ปฏิรูปการสาธารณสุข,ปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ,ปฏิรูปสำนักงานอัยการ,DSI. ,ปฏิรูปปตท.และกระทรวงพลังงาน,ปฏิรูปหรือยุบสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล
6.ตรากฏหมายที่กำหนดให้ผู้ที่ถูกตรวจสอบและศาลตัดสินจนถึงที่สุดในคดีทุจริตคอร์รัปชั่น ให้กำหนดว่าคดีไม่มีอายุความ และสามารถตรวจสอบยึดทรัพย์ย้อนหลังได้ทั้งในและนอกราชอาณาจักร รวมถึงเครือญาติ คู่สมรส และบุคคลที่ 3 หากตรวจพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ได้รับผลประโยชน์จากคดีทุจริตคอร์รัปชั่น ให้กำหนดโทษสำหรับคดีทุจริตคอร์รัปชั่น มีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต

แต่ก่อนที่จะทำการปฏิรูปโครงสร้างทั้งหลายเหล่านี้ได้ ต้องมีการตราบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญก่อนว่าให้นักการเมืองในยุคปัจจุบันหรือยุคก่อนการปฏิรูปชุดนี้ทั้งหมดควรเสียสละด้วยการเว้นวรรคทางการเมืองไปก่อน เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 5-10ปี เพื่อเปิดโอกาสให้นำนักบริหารที่เก่งๆ จากภาคเอกชนหรือองค์กรชั้นนำระดับประเทศเข้ามาบริหารประเทศแทนเป็นการชั่วคราว เพื่อให้มีการบูรณะซ่อมแซม และวางโครงสร้างของประเทศกันใหม่ ที่เรียกว่าว่า format หรือ restructure แล้ว run หรือ implement หรือ boot เครื่องที่ชื่อว่าประเทศไทยกันใหม่ แต่การจะทำเช่นนี้ได้ ให้ประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น สำคัญที่สุดก็คือ คนไทยทุกคนต้องยอมเสียสละ เลิกบ่นว่าประเทศชาติจะเสียหาย เดี๋ยวจะตามชาติอื่นไม่ทัน หรือทำอยางนี้จะทำให้ต่างชาติเลิกคบ หุ้นจะตก ต่างชาติจะถอนการลงทุน เพราะว่าการหยุดประเทศชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อรีเซ็ตประเทศกันใหม่เช่นนี้ ในระยะยาว ประเทศไทยจะกลับมาเป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุดและกลับมาผงาดได้ ถ้าทุกคนช่วยกัน  เพราะถึงเวลานั้น โครงสร้างที่เคยเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ และฉุดรั้งขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศเราจะลดลงไปมากทีเดียว แม้จะไม่ทั้งหมด แต่ก็ช่วยให้ทุกองคาพยพกลับมาอยู่ในสภาพที่แข็งแรง แข็งขัน ไม่เป็นเป็ดง่อย มะเร็งร้าย หรือฝี ที่รอวันแตก อย่างที่ผ่านมา แล้วใครๆ ก็จะเข้ามารุมจีบ มะรุมมะตุ้มสาวงามที่ชื่อว่าประเทศไทย เองแหละ ไม่ต้องห่วง
                                                                                                                                              

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ประชาชนทุกหมู่เหล่า ถนนทุกสาย ร่วมชุมนุมต้าน พรบ.นิรโทษกรรมสุดซอย เตรียมยกระดับเป็นขับไล่รัฐบาล




'ม็อบอุรุพงษ์'จ่อยกระดับชุมนุม7พ.ย.นี้

ม็อบอุรุพงษ์ ประกาศยกระดับการชุมนุม 7 พ.ย.นี้ 10 โมงเช้า จะเคลื่อนขบวน ด้าน'อดุลย์'สั่งคุมเข้มดูม็อบ หวั่นมือที่สามป่วน  เมื่อวันที่ 5 พ.ย.56 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ขึ้นกล่าวบนเวทีกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ที่สี่แยกอุรุพงษ์เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า จากการนำประสบการณ์จากนายทหาร ประสบการณ์จากการชุมนุมของพันธมิตรฯ มาพิจารณาด้วยความรอบคอบและสุขุมอย่างยิ่ง โดยใช้เวลาคุยกันถึง 4 ชั่วโมงจะมีปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นใน 1-2 วันนี้ เช่น ที่สีลมจะเคลื่อนไหววันไหน ตนเองยังไม่บอก

จากนั้น พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ เสนาธิการร่วม กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ หรือ กปท. กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกำลังผู้รักชาติสูงสุด ในวันที่ 7 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น.เพื่อจะปลดปล่อยชาติของเรา ออกจากระบอบทักษิณ
ขณะที่นายนิติธร ล้ำเหลือ ที่ปรึกษา คปท. กล่าวว่า วันที่ 7 พ.ย. เวลา 10.00 น. จะมีการยกระดับการชุมนุม โดยตนเองจะเป็นคนนำกลุ่มมวลชนในการเคลื่อนขบวนเพื่อปลดปล่อยชาติออกจากระบอบทักษิณ แต่ยังไม่เปิดเผยว่าจะไปในจุดใด (ล่าสุดได้ยกระดับการชุมนุม เป็นการเคลื่อนย้ายมวลชนจากเวทีจากอุรุพงษ์ไปตั้งเวทีอยู่ที่แยกมัฆวานแล้ว)

ม็อบปชป.โต้รุ่ง-บชน.ยันไม่ผิดกม. (ไอเอ็นเอ็น)
ม็อบต้านนิรโทษกรรม ปักหลักค้างคืน ถ.ราชดำเนิน ตำรวจเปิดจราจร 2 ช่อง ด้านตำรวจเผย ยังไม่พบผิด กม. เชื่อม็อบยืดเยื้อ  วันที่ (5 พฤศจิกายน 2556) บรรยากาศการชุมนุมคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่ถนนราชดำเนินกลาง คึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า กลุ่มผู้ชุมนุมออกมาร่วมกิจกรรมกันแล้ว ขณะที่บริเวณเวทีปราศรัย ยังไม่มีกิจกรรมใด ๆ เพราะบริเวณด้านหน้าเวทีมีการถ่ายทอดสด รายการของช่องบลูสกายทีวี ที่ประมวลภาพรวมการชุมนุมตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดการจราจร ถนนราชดำเนินกลาง จากแยกสะพานผ่านฟ้าลีลาศ มุ่งหน้าแยกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จำนวน 2 ช่องจราจร ตามที่ได้ตกลงกับแกนนำไว้เมื่อวานที่ผ่านมา ส่วนฝั่งกลับกัน จากสนามหลวง มุ่งหน้า มาถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ตำรวจปัดรถเลี้ยวซ้ายเข้าถนนดินสอ ส่วนโรงเรียนสตรีวิทยา วันนี้ ยังคงเปิดเรียนตามปกติ ด้าน พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูต รอง ผบช.น. ดูแลงานความมั่นคง เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ชุมนุมต้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่นำโดย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ มาปักหลักชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งแต่วานนี้นั้น ทางตำรวจ บช.น. ประเมินสถานการณ์ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมคงจะชุมนุมยืดเยื้อไปอีกนานพอสมควรจนกว่าจะได้รับคำตอบหรือทางออก ซึ่งทางตำรวจได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ประกาศใน 3 เขต ตั้งจุดสกัดการนำเอาอาวุธเข้ามาในพื้นที่ชุมนุมอย่างเด็ดขาด และกำลังตำรวจที่ระดมมาเพื่อดูแลความเรียบร้อยในการชุมนุม ถือว่ายังเพียงพอต่อการดูแลอยู่  นอกจากนี้ รอง ผบช.น. กล่าวอีกว่า การชุมนุมบริเวณดังกล่าวถือว่าละเมิด พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ประกาศอยู่หรือไม่นั้น ณ ขณะนี้ถือว่ายังไม่ผิด พ.ร.บ.ความมั่นคง เพราะตามกฎหมายถือว่าเป็นสิทธิสามารถชุมนุมได้ โดยได้ปราศจากอาวุธและกลุ่มผู้ชุมนุมก็ไม่ได้เข้าไปใน 14 เส้นทาง ที่ ศอ.รส.ประกาศห้ามเข้า

ม็อบอุรุพงษ์ จับมือม็อบสีลม นัดรวมตัวค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่บีทีเอสศาลาแดง วันนี้ เวลา 11.00 น. ก่อนร่วมกันเป่านกหวีด เวลา 12.34 น. นาน 1 นาที ล่าสุด ประชาชนทยอยเดินทางกลับ ด้านเจ้าหน้าที่เปิดถนนสีลมแล้ว  เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2556 นายสมเกียรติ หอมลออ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยนายอุทัย ยอดมณี, นายนิติธร ล้ำเหลือ แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) แถลงข่าวเกี่ยวกับการคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่า เนื่องจากรัฐบาลผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อล้างความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นการล้มอำนาจตุลาการ ดังนั้นจึงขอเชิญชวนประชาชนให้เข้าร่วมกิจกรรม สีลม สีเขียว ต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษ คนโกงชาติ วันนี้ (4 พฤศจิกายน) เวลา 11.00 น. ที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสศาลาแดง ก่อนที่ในเวลา 12.34 น. จะมีการร่วมกันเป่านกหวีด 1 นาที เพื่อส่งสัญญาณว่าไม่เอา พ.ร.บ. นี้ นอกจากนี้ ชมรมจะจัดกิจกรรมทุกวันจันทร์ จนกว่า พ.ร.บ.ดังกล่าว จะถูกยกเลิก ทั้งนี้ เมื่อเวลา 12.34 น. ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุมสีลม สีเขียว ร่วมกันแสดงพลังเป่านกหวีด คัดค้าน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เสียงดังยาวนานกว่า 1 นาที

คนบันเทิงแสดงจุดยืนค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเพียบ ด้าน “หมอก้อง” โพสต์ข้อความเผยตนเองและผู้กำกับละครสุดฮิต “ทองเนื้อเก้า” อย่าง “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” พร้อม “แดง ธัญญา” เตรียมร่วมชุมนุมคืนนี้สองทุ่มที่ราชดำเนิน พร้อมเชิญผู้สนใจไปรวมตัวกันได้  เดินหน้ากันแบบสุดตัวกันเลยทีเดียวสำหรับรัฐบาลในการที่จะออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย ท่ามกลางเสียงคัดค้านของคนส่วนใหญ่ที่ต่างก็ออกมาแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกันมากมายหลายต่อหลายกลุ่ม รวมไปถึงในแวดวงบันเทิงที่ดูเหมือนว่าคราวนี้หลายต่อหลายคนต่างก็แสดงออกอย่างชัดเจนในจุดยืนของตนเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
โดยล่าสุดในอินสตาแกรมของ “หมอก้อง สรวิชญ์” เจ้าตัวก็ได้โพสต์ข้อความว่าในช่วงเวลา 20.00 น.ของวันนี้ ตนเองและทางนักแสดงรุ่นใหญ่ “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” ผู้กำกับละครเรื่อง “ทองเนื้อเก้า” ที่หลายคนติดกันงอมแงมในตอนนี้ พร้อมด้วยภรรยา “แดง ธัญญา” รวมถึงนักแสดงอีกหลายคนก็จะไปร่วมต้าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ที่ราชดำเนิน พร้อมกับเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจไปรวมตัวกันได้  นอกจากนี้ในส่วนของคนบันเทิงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บอย ถกลเกียรติ, แทค ภรัณยู, นก ฉัตรชัย, นก สินจัย, หน่อย บุษกร, พิมพ์ พิมมาดา, พจน์ อานนท์, เป็ด อภิชาติ, ปั้นจั่น กวิน, ริว จิตสัมผัส, โอ อนุชิต, หนุ่ม อรรถพร, เหมี่ยว ปวันรัตน์, จิ๊ อัจฉราพรรณ, ชุดาภา จันทเขตต์, ผอูน จันทรศิริ, ป้าแจ๋ว ยุทธนา, ดี้ ชนานา, แพท สุธาสินี, อุ้ย เกรียงไกร ฯ ต่างก็พากันขึ้นข้อความแสดงความไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ ขณะที่จำนวนอีกไม่น้อยทีเดียวที่ได้ไปร่วมชุมนุมมาแล้วก็ได้โชว์ภาพผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กให้ได้ชมกันด้วย


รวมพลจุฬาฯกว่า5,000คว่ำ'นิรโทษ'
'นายกฯสภา'ผนึกกำลัง'อธิการบดี-ประชาคมชาวจุฬาฯ'กว่า5,000 ชีวิต เคลื่อนพลคัดค้านคนโกง คว่ำ'นิรโทษกรรม' 'อ.จุฬาฯ'ยันชุมนุมไม่เกี่ยวการเมืองแต่ทำเพื่อความถูกต้อง เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 บริเวณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน คณาจารย์ และบุคลากร ชาวจุฬาลงกรณ์ ในแต่ละคณะ อาทิ คณะอักษรศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะครุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น ได้ทยอยรวมพลในแต่ละคณะของตัวเองพร้อมร่างรายชื่อสนับสนุน แถลงการณ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉบับที่ 1 เรื่องข้อขัดแย้งร่างกฎหมายนิรโทษกรรม หลังจากนั้นเวลา 16.00 น. ในแต่ละคณะได้เดินขบวนมายังบริเวณสนามหญ้าหน้าลานพระบรมรูป 2 รัชกาล รวมตัวกับคณะผู้บริหารจุฬาฯ มีผู้บริหารนำโดย ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาฯ และคุณหญิงสุชาดา กีระนันนท์ นายกสภาจุฬาฯ เพื่อแสดงพลังค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยมีการร่วมแสดงพลังประมาณ 5,000 คน ต่อมา ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าวนำสักการะพระบรมรูป 2 รัชกาลและขอให้คุ้มครองชาวจุฬาฯทุกคนที่ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ พร้อมร่วมกันร้องเพลงมหาจุฬาลงกรณ์   ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าวว่า การมารวมตัวของชาวจุฬาฯ ในครั้งนี้ เพราะเป็นห่วงร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ผ่านวาระ 3 อย่างเร่งรีบผิดปกติ และมีการขยายระยะเวลา ซึ่งการนิรโทษกรรมดังกล่าวครอบคลุมไปถึงการทุจริตคอรัปชั่น ในฐานะที่เป็นสถานบันการศึกษา ที่สั่งสอนคนให้เป็นคนเก่ง คนดี แต่ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว สุ่มเสี่ยงต่อคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งหากพ.ร.บ.ผ่านวุฒิสภาแล้ว ต่อไปจะสอนเด็กได้อย่างไร  อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวต่อว่า โดยส่วนตัว อยากเสนอทางออกให้คว่ำร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้กลับมาแก้ไขให้ถูกด้วยเหตุและผล ทั้งนี้ แม้ขณะนี้ประธานวุฒิสภา ออกมาบอกว่าจะคว่ำ แต่ขอดูก่อนว่าจะมีปัจจัยอื่นที่จะส่งผลให้พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านการพิจารณาหรือไม่ ทั้งนี้ ทางจุฬาฯได้มีการตั้งกรรมการทำงาน ประกอบด้วย อาจารย์จากคณะต่างๆ อาทิ คณะรัฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ เป็นต้น มารวมพลังกันเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ในแต่ละวันที่จะเกิด เพื่อนำมาสู่การพิจารณาหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อได้ และมีแผนระยะยาวจะให้ความรู้แก่ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และประชาชนเกี่ยวกับกฎหมาย  "ทางจุฬาฯได้ให้อิสระอย่างเต็มที่แก่นิสิต อาจารย์ และบุคลากรที่ต้องการไปร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มอื่นๆ ซึ่งถือเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล และเป็นการแสดงพลังเพื่อเรียกร้องสิ่งที่ถูกต้อง แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทางการเมืองนั้น มีอาจารย์ด้านกฎหมายที่คอยดูแลให้ความเข้าใจแก่นิสิตอยู่แล้ว"ศ.นพ.ภิรมย์ กล่าว   ผศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า กำหนดการเดินขบวนในวันนี้ จะเริ่มพิธีขึ้นในเวลา 16.30 น. โดย ศ.นพ.ภิรมย์ เป็นผู้กล่าวแถลงการณ์ จากนั้นเวลา 17.00 น.จะเดินขบวนออกจากมหาวิทยาลัยผ่านบริเวณด้านหน้าประตูใหญ่ฝั่งถนนพญาไทไปจนถึงสี่แยกปทุมวันและสิ้นสุดขบวนที่เวทีด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในเวลา 18.00 น. เพื่อร่วมร้องเพลงชาติไทยและเพลงมหาจุฬาลงกรณ์เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการ  ทั้งนี้ ทางจุฬาฯ ได้ประสานสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันไว้แล้วว่าจะมีการเดินขบวนในช่วงเวลาดังกล่าว โดยขบวนของจุฬาฯ จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ซึ่งเคลื่อนขบวนพร้อมกัน ได้แก่ กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มนิสิตปัจจุบันจะเดินออกจากมหาวิทยาลัยมุ่งไปทางสี่แยกปทุมวันแล้วเลี้ยวขวาเข้าสยามแสควร์เพื่อแจกเอกสารแถลงการณ์รณรงค์ กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มนิสิตปัจจุบันและศิษย์เก่าที่มีความรู้ภาษาอังกฤษจะเดินแจกเอกสารแถลงการณ์และประชาสัมพันธ์กิจกรรมเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่บริเวณห้างสรรพสินค้ามาบุญครองได้รับทราบ และกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มนิสิตเก่าสูงวัยจะค่อยๆ เดินมุ่งตรงไปยังเวทีด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

เครือข่ายจุฬาฯ เชิดชูคุณธรรม ประกาศจุดยืน 5 ข้อ ดังนี้
1.ขอคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ฉบับเหมาเข่งสุดซอย อย่างถึงที่สุด โดยจะร่วมมือสนับสนุนการเคลื่อนไหวการต่อต้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมโดยสันติวิธี
2.ขอเรียกร้องให้วุฒิสภา ได้พิจารณากลั่นกรองร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ด้วยความรอบคอบและเป็นอิสระอย่างถึงที่สุด ไม่ให้ร่างกฎหมาย ซึ่งมีที่มาที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญและขัดแย้งต่อหลักการปกครอง แบบประชาธิปไตยผ่านมือไปได้
3.ขอเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย และรัฐบาลภายใต้การนำของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หยุดการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ทันที
4.ขอเรียกร้องและสนับสนุนให้ประชาชนคนไทยทุกคนและทุกกลุ่มองค์กรวิชาชีพต่างๆ แสดงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตนเองเกี่ยวกับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ให้บรรดา ส.ส. ส.ว. และพรรคการเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนทางการเมืองของท่านได้อย่างเปิดเผย อีกทั้ง ตรวจสอบการลงมติของ ส.ส.ของท่านอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่า ส.ส. ส.ว. ลงมติผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ ตรงตามเจตนารมณ์ของระชาชนอย่างแท้จริง
5.ขอคัดค้านการใช้กฎหมายความมั่งคง ใช้อำนาจรัฐและอิทธิพลทางการเมืองจำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของประชาชนและขอต่อต้านการใช้ความรุนแรง ในการเข้าควบคุม สลายมวลชนที่ชุมนุมคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรม โดยสันติวิธี

ทั้งนี้ เวลา 16.45 น. กลุ่มผู้ชุนนุมชาวจุฬาฯ ได้เริ่มออกเดินเท้าจากบริเวณด้านหน้าสนามหญ้าหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ 2 รัชกาล ทั้งศิษย์ปัจจุบัน และศิษย์เก่า อาทิ ศิษย์เก่าจุฬาฯ ซึ่งมีผู้มีชื่อเสียงในแวดวงการเมืองหลายคน อาทิ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือครูหยุย, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร, ดร.พิจิตต รัตตกุล, นายเกียรติ สิทธีอมร, นายประสาร มฤคพิทักษ์ ขณะที่ดารานักแสดง อาทิ ญาณี จงวิสุทธ์ และซูโม่โค้ก ได้เดินถือป้าย เป่านกหวีด พร้อมตะโกนว่า "ไม่เอาคนโกง" นอกจากนั้น จะรณรงค์ให้คนไทยทั้งประเทศ และชาวจุฬาฯ ช่วยเขียนจดหมาย และไปรษณีย์บัตร ถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ และสมาชิกวุฒิสภา ให้รู้ว่าเราต้านกฎหมายฉบับนี้แทนประชาชนทุกคน และจะเอาตู้ไปรณียบัตรยักษ์ ให้บริการชาวจุฬาฯ และประชาชน  ขณะที่ ศิษย์เก่าคณะอักษรศาสตร์ รุ่น 06 และศิษย์เก่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่วันนี้จุฬาฯออกมาเคลื่อนไหว เพราะจากการติดตามข่าวสารมาตั้งแต่วันแรกที่ประชาชนออกมาเคลื่อนไหว หรือกลุ่มนิสิตนักศึกษากลุ่มอื่นออกมาเคลื่อนไหว ก็ยังไม่เห็นจุฬาฯจะออกมาดำเนินการอะไร ซึ่งเข้าใจว่าคณะผู้บริหารจุฬาฯ คงต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบก่อนจะทำอะไร วันนี้ พอทราบว่าจุฬาฯ ออกมาแสดงจุดยืน จึงได้ชวนกันออกมา เพื่อต้านคนโกง เพราะถ้า พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านออกไป จะนำมาสู่ความเสียหายมากมาย โดยเฉพาะความเสียหายต่อสังคม ทำให้เห็นได้ว่าต่อไปคนโกง คนคอรัปชั่นก็ไม่ผิด ซึ่งขัดต่อคุณธรรมจริยธรรม

กลุ่มแพทย์และ ม.มหิดล เตรียมนัดรวมพลแสดงจุดยืนต้าน พรบ.นิรโทษกรรม
ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล(มม.)กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมของมม.ในการแสดงพลังคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั้น ในวันนี้(6พ.ย.)เริ่มเวลา 8.30 น. ทางผู้บริหาร คณบดี ผู้อำนวยการ คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาของมม. จะพร้อมกันที่ศูนย์การเรียนรู้มม.ศาลายา โดยอธิการบดี จะเดินนำขบวนผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาไปยังประตู 6 ผ่านตลาดศาลายา และเข้าทางประตู 3 เดินทางไปยังศูนย์การเรียนรู้มม. จากนั้นอธิการบดีจะกล่าวแถลงการณ์คัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม พร้อมยืนแสดงเจตนารมณ์ 1 นาที และจากนั้นผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาจะร่วมกันร้องเพลงเทิดพระนามมหิดลโดยพร้อมเพรียงกัน  รศ.นพ.ปรีชา สุนทรานันท์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มม. กล่าวว่า ในส่วน มม.วิทยาเขตบางกอกน้อย หรือโรงพยาบาลศิริราช มี 3 คณะที่จะมาร่วมคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ได้แก่ คณะเทคนิคการแพทย์ คณะพยาบาลศาสตร์ และคณะแพทยศาสตร์ บุคลากร นักศึกษา คณาจารย์ และผู้บริหารจะร่วมกันแต่งกายไว้ทุกข์ชุดขาวหรือดำ พร้อมสัญลักษณ์สีน้ำเงิน รวมตัวกันที่ลานพระรูปสมเด็จพระบรมราชชนก เพื่ออ่านแถลงการณ์คัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม พร้อมร่วมร้องเพลงชาติไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรักชาติและต้องการเห็นประเทศไทยเป็นสังคมคุณธรรมที่ปราศจากการคดโกง อย่างไรก็ตาม ส่วนจะไปร่วมชุมนุมที่ถนนราชดำเนินเป็นทางการหรือไม่ ยังไม่ได้มีการหารือ  นพ.พิทยา จารุพูนผล คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มม. กล่าวว่า วันที่ 6 พฤศจิกายน เวลา 17.00 น. บุคลากร นักศึกษา ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ของคณะสาธารณสุขศาสตร์ วิทยาเขตพญาไท จะมารวมตัวกันเพื่อแสดงพลังเพื่อคัดค้านร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว และยื่นหนังสือให้กับวุฒิสภา จากนั้นจะเดินขบวนไปร่วมชุมนุมที่อุรุพงษ์  สำหรับกิจกรรมของมม.ในการแสดงพลังคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมนั้น ทางผู้บริหาร คณบดี ผู้อำนวยการ คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาของมม. จะพร้อมกันที่ศูนย์การเรียนรู้มม.ศาลายา โดยอธิการบดีจะเดินนำขบวนผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาไปยังประตู 6 ผ่านตลาดศาลายา และเข้าทางประตู 3 เดินทางไปยังศูนย์การเรียนรู้มม. จากนั้นอธิการบดีจะกล่าวแถลงการณ์คัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม พร้อมยืนแสดงเจตนารมณ์ 1 นาที และจากนั้นผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาจะร่วมกันร้องเพลงเทิดพระนามมหิดลโดยพร้อมเพรียงกัน

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2556 เวลา 09.00 น. นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เป็นประธานแถลงข่าวแสดงจุดยืนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม โดยมีผู้บริหาร มธ. ประธานสภาอาจารย์ นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) และประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้าร่วมด้วย นายสมคิด กล่าวว่า มธ. ได้รวบรวมรายชื่อ คณาจารย์ 636 คน และบุคลากร 47 คน เพื่อคัดค้านการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติผ่านวาระที่ 3 เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา เนื่องจากพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ชุมนุมทางการเมือง แต่ยังรวมไปถึงบุคคลที่ทุจริตคอร์รัปชั่น และมีระยะครอบคลุมตั้งแต่ปี 2547 - 2556 ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวางไม่สามารถระบุคน และเหตุการณ์ได้ นอกจากนี้ยังครอบคลุมบุคคลหลายประเภท ที่ทุกคนเห็นตรงกันว่า ไม่ควรได้รับการนิรโทษกรรม โดยครั้งนี้ เป็นการรวมรายชื่อครั้งใหญ่สุดใน มธ. โดยใช้เวลาเพียง 1 - 2 วัน อย่างไรก็ตามในทางนิติรัฐ นิติธรรม การนิรโทษกรรมจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเป็นทางเลือกให้เกิดความสงบสุขของบ้านเมือง แต่การนิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เพราะพ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้นิรโทษกรรมคนที่คอร์รัปชั่นเข้าไปด้วย ในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษา ขอยันหยัดในหลักนิติธรรม โดยแสดงจุดยืนคัดค้านพ.ร.บ.ฉบับนี้ และอยากเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองดำเนินการให้กฎหมายฉบับนี้ตกไป เพื่อให้สังคมสงบอีกครั้ง

วันที่ (6 พ.ย.) เมื่อเวลา 19.00 น. นายคมสัน ทองศิริ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้นำสมาชิกสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ขึ้นเวทีเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ที่อุรุพงษ์ แถลงจุดยืนการเข้าร่วมชุมนุมกับเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อเคลื่อนไหวต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในวันพรุ่งนี้ (7 พ.ย.) เวลา 10.00 น. จากนั้น เวลา 20.30 น. นายสมยศ เจียวก๊ก รองประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) ได้ขึ้นอ่านแถลงการณ์ในนามพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ว่า ได้แสดงพลังหยุด พ.ร.บ.นิรโทษกรรมร่วมกับพี่น้องทั่วประเทศ โดยมีการเป่านกหวีดพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย. จนถึงวันนี้ และพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ 12.00 น. ถึงบ่ายโมง จะมีการรวมตัวที่การไฟฟ้าฝ่ายการผลิตทุกวัน พร้อมต่อสู้เคียงข้างพี่น้องประชานที่ไม่เห็นด้วยกับนักการเมืองที่มุ่งทำลายประเทศ ในนามสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขอชื่นชมพนักงานการไฟฟ้าทั่วประเทศที่ได้ออกมาต่อสู้เพื่อความถูกต้อง จนเป็นที่ประจักษ์ของสังคม วันนี้ความผิดของรัฐบาลสำเร็จแล้ว พี่น้องชาวการไฟฟ้าต้องร่วมมือกันมาช่วยกันกู้วิกฤตบ้านเมือง  วันนี้คนการไฟฟ้าใช้ปรากฏการณ์เป่านกหวีด อย่าให้การต่อสู้ครั้งนี้สูญเปล่า ต้องทำเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย หยุดนโยบายประชานิยม และหยุดการทำลายความเข้มแข็งของประเทศไทย เราจำเป็นต้องล้มรัฐบาลทักษิณ เพราะรัฐบาลชุดนี้ทำลายสถาบัน ทำลายประเทศชาติ จนทำให้ลูกหลานของคนไทยเสียเกียรติภูมิต่อประเทศไทยอย่างร้ายแรง

สหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขอแจ้งให้พนักงานทั่วประเทศ พร้อมแสดงพลังลางานเพื่อชาติ แล้วมาเจอพี่น้องประชาชนที่อุรุพงษ์ วันที่ 7 พ.ย. เวลา 10.00 น จากนั้น นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) กล่าวว่า วันนี้เราก้าวข้ามการคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมไปเรียบร้อยแล้ว เรากำลังพูดถึงการปฏิรูปสังคมไทย ไม่มีกลุ่มใดที่พูดถึงการปฏิรูปนอกจากพวกเราที่อุรุพงษ์ และที่อยู่ทางบ้าน  ทุกคนคงจำ คุณปรีชา ตรีจรูญ พันธมิตรฯ 7 ต.ค. ที่ขับรถชนตำรวจได้ ขณะนี้ถูกจองจำที่เรือนจำลาดยาวเกือบ 1 ปีแล้ว ภรรยาได้โทร.มาบอกว่า แม้คุณปรีชา จะได้รับการนิรโทษกรรมไปด้วยจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่คุณปรีชา ยังยืนยันว่าไม่ขอรับกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้



วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย ความหมายและคุณค่าของคนดี ที่สังคมไทยต้องการ

ละครสุภาพบุรุษลูกผู้ชาย
บทประพันธ์ : ศรัณยู วงษ์กระจ่าง
บทโทรทัศน์ : ศรัณยู วงษ์กระจ่าง
กำกับการแสดง : ศรัณยู วงษ์กระจ่าง
ค่ายผลิต : สามัญ การละคร
แนวละคร : ดราม่า
วันเวลาออกอากาศ : ทุกวันจันทร์ - อังคาร เวลา 20.30 น. ทางช่อง 7 สี

รายชื่อนักแสดง
พอร์ช ศรัณย์ ศิริลักษณ์ รับบท หรั่ง นาคำ
ธัญญะสุภางค์ จิรปรีชานนท์ รับบท แพรวา มหาโชคตั้งศิริ
ตฤณ เศรษฐโชติ รับบท เผ่าลาภ มหาโชคตั้งศิริ หรือเฮียตง

ศรุต วิจิตรานนท์ รับบท บารมี มหาโชคตั้งศิริ (อาหั่ง)
แนท ณัชชา นวลแจ่ม รับบท ก้อย
อาภาศิริ นิติพน รับบท รำไพ มหาโชคตั้งศิริ
แมน ศุภกิจ รับบท ชาติชาย หรือกู๋เหลียง
พิมพรรณ ชลายคุปต์ รับบท กันทิมา มหาโชคตั้งศิริ
ขวัญฤดี กลมกล่อม รับบท ลินจง
วิทยา เจตภัย (ถนอม สามโทน) รับบท น้าเบิ้ม
แวร์ โซ รับบท อรทัย พิพัฒน์สกุล (โกวฮุ้ง)
อั๋น ศราวุธ นวแสงอรุณ รับบท กัมปนาท มหาโชคตั้งศิริ
ปิยพันธ์ ขำกฤษ รับบท โบ้
แอนดรู กรเศก โคร์นิน รับบท ตะวันฉาย
พิพัฒนพล โกมารทัต รับบท สุริยะ พัวพงศ์ไพศาล
พลรัตน์ รอดรักษา รับบท แสงเทพ

เพลงดาวประดับฟ้า ของแมว จิรศักดิ์ ปานพุ่ม (โปรยหัวเรื่อง)...แค่รออยู่ตรงนั้น จะปีนขึ้นไปหา ไม่ต้องลอยลงมา…อยู่บนฟ้า นั่นแหละดี เป็นดาวประดับฟ้า...รอคนรักจริง คนนี้ ต้องมีซักวัน จะไปให้ถึง ที่ตรงนั้น ไปอยู่เคียงข้างเธอ สองมือของฉันจะสร้างฝัน หัวใจของฉันจะทุ่มเท เพื่อ เธอคนเดียว…

เพลงประกอบละครหลัก  หัวใจระฟ้า และของนอกกาย ร้องโดยวงลาบานูน มิวสิคบั๊กส์

เรื่องย่อ....เล่าเรื่องราวของ หรั่ง เด็กหนุ่มลูกกำพร้า สิ่งเดียวที่ติดตัวเขามาก็คือล็อคเก็ตรูปไวโอลินที่เขาเก็บรักษาไว้เป็น อย่างดี มันเป็นเพียงสมบัติชิ้นเดียวที่เขามี หรั่งรับจ้างทำงานสารพัดเพื่อส่งเสียตัวเองเรียนและเพื่อหาเงิน มาเป็นค่าผ่าตัดตาให้ ก้อย หญิงสาวตาบอดที่หรั่งรับมาดูแลอย่างน้องสาว ถึงชีวิตจะไม่ร่ำรวยแต่หรั่งก็มีความสุขที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหลังเล็กๆ ในชุมชนแออัดกับก้อยและมีเพื่อนร่วมชุมชนอย่าง โบ้ เท่ห์ เช็ง   ความสุขของหรั่งอีกอย่างก็คือ การได้เฝ้ามองดู แพรวา สาวสวยไฮโซ หรั่งรู้ตัวดีว่าเขากับแพรวาแตกต่างกันมากและ แพรวามีคู่รัก คือ ตะวันฉาย อยู่แล้ว หรั่งได้แต่มองแพรวาแบบหมาวัดหมายปองดอกฟ้าอย่างไรอย่างนั้นแต่แล้วหรั่งก็มีโอกาสได้เจอกับแพรวาในหลายๆ วาระโอกาส ทั้งที่เป็นการจงใจหรือบังเอิญ เช่น หรั่งในฐานะพนักงานขับรถส่งเอกสารรับอาสาแพรวาไปส่งให้ทันนัดหมายของตะวันฉายที่โรงแรม ,ในวัด ซึ่งหรั่งไปแสดงเป็นคณะกระตั้ว แล้วแพรวาตั้งใจไปพบ หรืองานประจำปีที่กาญจนบุรี ที่หรั่งไปควบคุมดูแลการติดตั้งชิงช้าสวรรค์ ซึ่งเพื่อนๆของหรั่งก็จัดแจงให้แพรวาได้พบกับหรั่งในกระเช้าชิงช้าสวรรค์ แล้วกันตะวันฉายออกไป หรือตอนที่ตะวันฉายทะเลาะกับแพรวาแล้วทิ้งแพรวาบนทางด่วน แล้วหรั่งขับผ่านมาเจอเข้า  แพรวาก็เริ่มประทับใจในความมีน้ำใจของหรั่ง เมื่อเธอต้องเข้าไปทำงานในบริษัทของครอบครัว เธอจึงได้ขอให้หรั่งเข้าไปทำหน้าที่ผู้ช่วยให้เธอ การได้เข้ามาใกล้ชิดกับแพรวาในฐานะผู้ช่วยทำให้หรั่งได้รู้ว่าแพรวาไม่ต้องการจะเข้ามาทำงานที่บริษัท ซึ่งตรงข้ามกับความตั้งใจของ เผ่าลาภ ที่อยากผลักดันให้แพรวาขึ้นมาสืบทอดตำแหน่ง เพื่อที่เขาจะได้ไปลงเล่นการเมืองได้เต็มตัว เผ่าลาภหวังว่าการลงไปเล่นการเมืองในพรรคของสุริยะ พ่อของตะวันฉาย จะเป็นใบเบิกทางไปสู่สัมปทานบัตรเหมืองพลอยแห่งใหม่ แต่การขอสัมปทานก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะกลับมีคู่แข่งอย่าง แสงเทพ เข้ามาขอสัมปทานให้กับบริษัท เทพทอแสง ด้วยการใช้สุริยะเป็นทางลัดเหมือนกัน   การที่เผ่าลาภดันแพรวา ขึ้นมาแทนที่ สร้างความไม่พอใจให้กับบารมี และอรทัย น้องๆ ของเผ่าลาภ เผ่าลาภรู้ดีว่าคนสองคนนี้ห่วงแต่ประโยชน์ส่วนตัว เขาจึงพยายามกันตำแหน่งไว้ให้แพรวา แต่ปัญหาก็คือ แพรวาไม่มีความสามารถพอ เผ่าลาภจึงได้มอบภาระให้หรั่งทำทุกวิถีทางให้แพรวากลายเป็นผู้บริหารที่ดี ได้  

เส้นเรื่องที่ 2 หรือพล็อตรองก็คือ การต่อสู้ฟาดฟันกันทางธุรกิจของเหล่าพี่น้องในตระกูลมหาโชคตั้งศิริ หรือ M.S. Jewelry เริ่มจากการที่เผ่าลาภต้องมานั่งเป็นประธานของกิจการของกงสีหรือในเครือ M.S Group เนื่องจากพี่ชายคนรองซึ่งเก่งกว่าได้เสียชีวิตไป อีกทั้งเขารู้ว่าในบรรดาน้องๆ ที่ดูแลกิจการงานในแต่ละด้านของบริษัทนั้นมีนอกมีใน มีการแบ่งกลุ่ม ขัดแย้งกันเอง โดยแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ 2 กลุ่มคือกลุ่มของอรทัยกับสามีและลูก กับบารมี(อาหั่ง)น้องชาย กับกลุ่มของเฮียตงเอง ซึ่งมีอาเหลียง กัมปนาท และลินจง ซึ่งคานอำนาจกันอยู่ ตั้งแต่หรั่งเข้ามาเป็นผู้ช่วยของแพรวาก็ทำการจับผิดทุจริตในฝ่ายขายที่มีอรทัยดูแลอยู่ได้ ทำให้เผ่าลาภเริ่มเชื่อมั่นต่อหรั่งมากขึ้น  เผ่าลาภเริ่มมีอาการปวดหัวเนื่องจากโรคความดันบ่อยๆ เขาเริ่มกลัวว่าตัวเองจะอยูได้อีกไม่นาน ดังนั้นเขาจึงเร่งรัดให้หรั่งช่วยสอนให้แพรวาเป็นนักบริหารที่ดีโดยเร็ว หรั่งให้สัญญา เผ่าลาภบอกกับหรั่งว่าเขาถูกชะตากับหรั่งอย่างบอกไม่ถูก หรั่งถือโอกาสสารภาพกับเผ่าลาภว่าเขาเคยเจอกับเผ่าลาภมาก่อนแล้ว ตอนที่เขาตามคณะคนงานก่อสร้างไปสร้างบ้านริมทะเลแห่งหนึ่ง ที่นั่นเขาได้พบกับแพรวาเป็นครั้งแรก แต่แพรวายังเด็กมากจึงจำเขาคนที่เคยช่วยเธอจากการถูกกลุ่มเด็กอื่นรังแกไม่ได้ เมื่อเผ่าลาภรู้ว่าหรั่งคือเด็กชายคนที่ห้อยสร้อยล็อคเก็ตไวโอลินเส้นนั้นก็ตกใจมาก  บารมีร่วมกับอรทัยยักยอกพลอยในสต็อกของบริษัทไปขาย ทำให้บริษัทซึ่งกำลังต้องการขายพลอยก้อนเพื่อเอาเงินมาหมุนต้องเดือดร้อน เผ่าลาภไล่บารมีและอรทัยออก เผ่าลาภเองเครียดจัดจนถึงกับเส้นเลือดในสมองแตกกลายเป็นอัมพาต ทำให้แพรวาต้องขึ้นรักษาการตำแหน่ง M.D แทน ในขณะที่กำลังวุ่นวายกับปัญหาการเงินของบริษัท ตะวันฉายก็มาขอเลิกกับแพรวา แพรวาเสียใจอย่างมากแต่โชคดีที่มีหรั่งคอยอยู่เคียงข้าง ทำให้เธอทำใจได้เร็วกว่าที่คิด หรั่งถือโอกาสบอกความจริงกับแพรวาเรื่องที่เขาและเธอเคยเจอกันมาก่อนเมื่อ ตอนเด็ก เมื่อแพรวารู้ว่าหรั่งคือเด็กชายตัวโตคนนั้นก็รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก ความผูกพันจากวัยเด็กทำให้คนทั้งคู่ยิ่งรู้สึกดีต่อกัน แพรวายอมรับความรู้สึกตัวเองแล้วว่าเธอมีใจเริ่มรักหรั่งเข้าแล้ว  แต่แล้วขณะที่ทุกอย่างเริ่มจะดีขึ้น เผ่าลาภก็มาด่วนจากไปอย่างกะทันหันในเหตุการณ์ลิฟต์ระเบิด ตำรวจพบว่าการตายของเผ่าลาภนั้นเป็นการฆาตกรรม ด้วยพยานหลักฐานที่มัดตัวทำให้หรั่งกลายเป็นผู้ต้องสงสัย ญาติ ๆ ทุกคนคิดว่าหรั่งตั้งใจฆ่าเผ่าลาภแล้วใช้ความไว้วางใจที่แพรวามีให้เข้ามา ยึดอำนาจในบริษัท แพรวานึกไม่ถึงว่าหรั่งจะมีแผนไม่ซื่อกับเธอ หรั่งหมดอิสระภาพ เขาถูกจับเข้าคุกทันที แพรวารู้สึกผิดหวังในตัวหรั่งอย่างมาก
คืนหนึ่งลูกน้องของเผ่าลาภพาแพรวามาที่บ้านหลังหนึ่ง ที่นั่นแพรวาได้เจอกับเผ่าลาภและหรั่ง เธอจึงได้รู้ความจริงว่าเผ่าลาภแกล้งตายแล้วให้หรั่งเป็นแพะรับบาปในคดี เพื่อจะหาหลักฐานมาดัดหลังคนที่วางแผนฆาตกรรมตัวจริง แพรวาได้รู้ว่าคนบงการฆ่าตัวจริงคือ แสงเทพและตะวันฉายที่ต้องการจะฆ่าเผ่าลาภเพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายได้สัมปทาน แล้วเอาที่ดินนั้นไปใช้เป็นโกดังเก็บของเถื่อนโดยใช้การทำเหมืองพลอยบังหน้า แต่แผนของแสงเทพก็ถูกเปิดเผยด้วยโน้ตลับจากบารมีที่เริ่มสำนึกได้แล้วเขียนมาเตือนเผ่าลาภให้ไหวตัวก่อน   แพรวาร่วมมือกับหรั่งที่ยังแสร้งติดคุกอยู่หาหลักฐานมาเปิดโปงเทพทอแสงทำให้แสงเทพถูกจับและสัมปทานก็ตกมาเป็นของบริษัท แพรวาอยากลาออกแล้วคืนตำแหน่งให้เผ่าลาภ แต่เผ่าลาภปฏิเสธ เขาต้องการให้ทุกคนเข้าใจว่าเขาตายไปแล้วเพื่อที่เขาจะไปใช้ชีวิตเงียบสงบใน บั้นปลาย ก่อนจะไปเผ่าลาภบอกความจริงกับหรั่งว่าที่จริงนั้นหรั่งเป็นลูกชายของเผด็จศึก พี่ชายของเขาที่ตายไป หรั่งไม่เข้าใจ เผ่าลาภบอกว่า ถ้าหรั่งคือเด็กผู้ชายคนที่ห้อยสร้อยคอล็อกเก็ตไวโอลินคนนั้น หรั่งก็คือลูกของเผด็จศึกแน่ ๆ เพราะก่อนเผด็จศึกจะตายเคยบอกกับเผ่าลาภไว้ว่าเขามีลูกชายหนึ่งคนที่มีล็อกเก็ตไวโอลินเป็นสัญลักษณ์  หรั่งทนรับความจริงไม่ได้เมื่อรู้ว่าเขา กับแพรวาเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหรั่งจึงหนีหน้าไป ทิ้งให้แพรวาดำเนินงานไปคนเดียว น้าเบิ้ม พ่อของโบ้มาบอกความจริงแก่หรั่งว่าที่จริงล็อกเก็ตนั้นไม่ได้เป็นของหรั่ง แต่เป็นของที่ติดตัวโบ้มาตั้งแต่เด็ก น้าเบิ้มเป็นเพียงคนที่เก็บโบ้มาเลี้ยงแล้วก็เป็นคนถอดสร้อยนั้นใส่ให้หรั่งเองโดยไม่คิดอะไร หรั่งจึงรู้ความจริงว่าโบ้ต่างหากที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับแพรวา หรั่งรีบไปหาแพรวาที่บริษัทขณะกำลังแถลงข่าวของบริษัทอยู่ หรั่งไปในเวลาที่มือปืนลึกลับกำลังเล็งปืนขึ้นยิงบารมีพอดี บารมีถูกยิงล้มลง หรั่งปราดเข้าไปถึงตัวมือปืนทำให้ลูกกระสุนพลาดไปถูกแพรวาหนึ่งนัด หรั่งวิ่งเข้าไปหาแพรวาแล้วบอกความจริงกับแพรวาว่าทั้งคู่ไม่ได้เป็นพี่น้องกัน แพรวาหมดสติไปในอ้อมแขนหรั่ง  เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้บารมีเสียชีวิต ตำรวจสืบสวนจนรู้ว่าตะวันฉายเป็นคนสั่งฆ่าบารมีปิดปากเพราะบารมีรู้ว่าเขา เป็นคนบงการฆ่าเผ่าลาภ ตะวันฉายถูกจับดำเนินคดี ส่วนหรั่งนั้นเขาไปใช้ชีวิตอยู่ที่เก่าแห่งหนึ่งเพื่ออยู่ดูแลแพรวาที่อยู่ ในระหว่างมาพักรักษาตัว หรั่งบอกแพรวาว่าเขาจะขอปกป้องดูแลแพรวาอย่างที่เขาเคยทำมาตั้งแต่เด็กและจะทำเช่นนี้ตลอดไป

ผู้เขียนต้องออกตัวก่อนว่ามีโอกาสดูละครเรื่องนี้โดยบังเอิญ เนื่องจากก่อนหน้านี้ติดตามละครเรื่องฟ้าจรดทรายที่เป็นละครฟอร์มยักษ์ของช่อง 7 พอจบก็ไม่รู้จะดูอะไรต่อ กอร์ปกับละครสาปพระเพ็งที่ฉายทางช่อง 3 ไม่ได้ดูมาแต่ต้น เพราะดันไปตามแต่เรื่องฟ้าจรดทราย เลยไม่ต่อเนื่อง พอจบฟ้าจรดทรายก็มีละครสุภาพบุรุษลูกผู้ชายมาต่อ แล้วเป็นงานกำกับของพี่ตั้วด้วย ก็เลยลองดูต่อ โดยที่ไม่รู้มาก่อนด้วยว่าเป็นละครรีเมค เพราะตอนฉบับเวอร์ชั่นเก่าก็ไม่เคยดู และไม่เคยได้ยินชื่อเสียงมาก่อน แต่พอดูตอนแรกผ่านไปแล้วเท่านั้นแหละ ติดงอมแงมเลย เป็นละครที่มีวิธีการเล่าเรื่องและนำเสนอที่ต่างออกไปจากละครอื่นโดยทั่วไป และยิ่งเปรียบกับละครอื่นในช่องเดียวกันด้วย ต้องถือว่าเหมือนดูซีรี่ย์ต่างประเทศหรือภาพยนตร์ฮ่องกงเรื่องนึงเลย มันมีกลิ่นของผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ หรือเทพบุตรชาวดิน อย่างไรบอกไม่ถูกเหมือนกัน และยิ่งภาพหรือบรรยากาศของเรื่อง บวกกับไดอะล็อกซ์บทพูดของตัวละครหลักอย่างหรั่ง นาคำ มันชวนเศร้า หม่น แบบมีดราม่าแน่ๆ เลย แต่ไม่ได้มีการเร้าอารมณ์หรือเค้น แบบละครอื่นๆ ทั่วไปที่เรามักเห็นกันอยู่ดาดๆ ยิ่งดูไป ยิ่งสนุก ชวนติดตาม มีคติสอนใจทุกตอน แทรกข้อคิดการทำความดีที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคและค่านิยมของสังคมไทยของหรั่ง นาคำ ยิ่งดูก็ยิ่งรักตัวละครตัวนี้เข้าไปทุกที อีกทั้งตัวละครที่ชื่อน้องแนท ที่เล่นเป็นก้อย แสดงได้ดี ทำให้เรารู้สึกรักและสงสารเธอ ชอบบทละครเรื่องนี้จัง พี่ตั้วทั้งเขียนและกำกับเอง ต้องถือว่าไม่ธรรมดา หากไม่ใช่เป็นเพราะพี่ตั้วผ่านงานแสดงมาทั้งเป็นนักแสดงนำ นักแสดงประกอบมามากมายทั้งละครและภาพยนตร์ อีกทั้งยังเคยเป็นผู้กำกับทั้งละคร ภาพยนตร์และละครเวที เคยเป็นพิธีกรอีกต่างหาก ประสบการณ์หลากหลายเหล่านี้แหละกลายเป็นชั่วโมงบินที่กลั่นออกมาเป็นบทประพันธ์ บทละครที่ยอดเยี่ยมนี้ออกมาได้ วิธีการวางพล็อตเรื่อง การเล่าเรื่อง การนำเสนอตัวละครที่มีมิติหลากหลาย สัมพันธ์กัน รายละเอียดเล็กน้อยทั้งการแคสติ้งตัวแสดงมารับบทสำคัญๆ  มุมกล้องสวยๆ การแสดงอารมณ์ของตัวละคร แบ็คกราวน์ของตัวละครหลักๆ รวมถึงบทพูดเก๋ๆ โดนใจ จังหวะจะโคนของการค่อยๆ เล่า ช่วงที่ต้องขยี้อารมณ์ ขยี้ปมปัญหา หรือเทิร์นนิ่งพ้อยท์ ไม่ใช่การเค้นอารมณ์ตัวแสดงแบบที่เรามักเห็นกันจนชินตาจากละครอื่นๆทั่วไป บรรยากาศของละครพาให้อินและเศร้าไปกับอารมณ์ของตัวละครได้ง่าย ถึงขั้นน้ำตาไหลในหลายๆ ตอน โดยที่ซีนนั้นมันไม่ได้เค้นหรือเร้าอารมณ์อะไรเลย ตรงจุดนี้ต้องถือว่าพี่ตั้วมีฝีมือเข้าขั้นสากลเลยทีเดียว ซึ่งอารมณ์แบบนี้ ผู้เขียนมักเสร็จกับซีรี่ย์ญี่ปุน ฮ่องกง เกาหลี หรืออเมริกาเสียมากกว่า นานๆ ครั้งจึงเจออารมณ์ที่ถึงได้ในบทละครของคนไทย จะไม่ขอชื่นชมใครเป็นพิเศษ เพราะถือว่าตัวแสดงเกือบทุกตัวในละครเรื่องนี้แสดงได้ถึงบทบาท ทำให้เราเชื่อได้ ต้องกล่าวโดยรวมและยกเครดิตนี้ให้กับพี่ตั้วคนเดียวจริงๆ เพราะละครเรื่องนี้เป็นละครสุดประทับใจของผู้เขียนในปีนี้ได้ องค์ประกอบมันคงไม่ใช่แค่บท การแสดง พล็อต แต่มันต้องหมายถึงฝีมือของผู้กำกับที่แบกและพาเราไปได้ตลอดทั้งเรื่อง ไม่มีส่วนสะดุดหรือติดขัด ถ่ายทอดมุมมองและเล่าเรื่องได้ดีแค่ไหนด้วย กล่าวอย่างไม่เสแสร้ง ไม่อวย ไม่ยกยอ หรือมีอคติ หรือมีความนิยมชมชอบผู้กำกับเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด เพราะก็ไม่เคยได้ติดตามงานของพี่เขาอะไรมาก่อนเป็นพิเศษ นอกจากงานเพลงเท่านั้น อ้อ ลืมไปเพลงประกอบเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่าวิเศษสุด เพราะจับใจ ฟินสุด ๆ เช่นกัน กล่าวโดยรวม โชคดีที่มีโอกาสได้ชมละครเรื่องนี้ เพราะตั้งใจดูฆ่าเวลา รอทองเนื้อเก้า แต่ท้ายที่สุด ติดเรื่องนี้ ไม่ได้เปลี่ยนไปดูทองเนื้อเก้าเลย จะเสียดายที่สุดถ้าพลาดละครเรื่องนี้ไป


ฉากที่ประทับใจในละครเรื่องนี้  ช่วงที่หรั่งสะสมรูปภาพของแพรวาและทำการตัดเก็บรูปภาพเล็กๆ หลากหลายอริยาบถของคนที่ตัวเองแอบรักนำมาปะติดบนสรอรี่บอร์ดส่วนตัว แล้วจะคอยมาดูชื่นชม เป็นสมบัติสุดหวงเพียงไม่กี่ชิ้นของหรั่ง แม้วันที่ไฟไหม้บ้าน หรั่งก็พยายามเข้าไปรื้อค้นและพยายามเอาออกมาให้ได้ ไม่ให้โดยไฟไหม้, ช่วงที่หรั่งขี่มอเตอร์ไซด์พาก้อยไปในที่ต่างๆ ความสัมพันธ์ของหรั่งกับก้อย แม้นต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าเป็นแค่พี่น้อง แต่บางครั้งคนดูจะแอบเอาใจช่วยให้ทั้งคู่เป็นแฟนกันมากกว่า, ฉากที่หรั่งกับแพรวานั่งอยู่บนกระเช้าชิงช้าสวรรค์แล้วสนทนากัน,ฉากการเต้นรำบนดวงจันทร์ซึ่งเป็นซิมโบลิคของเรื่อง, ฉากที่เผ่าลาภเรียกหรั่งขึ้นไปบนหลังคาของตัวอาคารบริษัท M.S.Group มีการพูดคุยกันด้วยไดอะล็อค คล้ายๆหนังฮ่องกงบางเรื่อง, ฉากที่ก้อยนั่งเล่นไวโอลิน โดยมีหรั่งนั่งดูและแอบปลื้ม, ซีนอารมณ์ตอนที่เผ่าลาภล้มหมดสติต้องเข้าโรงพยาบาลและพบว่ามีอาการทางสมอง ตัวละครทุกตัวเล่นได้ดีหมด, ฉากตอนที่ผู้จัดการธนาคารกล่าวชื่นชมหรั่งที่สามารถจับผิดพนักงานธนาคารที่ยักยอกเงินลูกค้า ทำให้ผู้จัดการชื่นชมในตัวหรั่งและรับเข้าทำงาน ฯลฯ

ประวัติชีวิตและผลงานผู้กำกับการแสดง

ศรัณยู วงษ์กระจ่าง (ชื่อเล่น: ตั้ว) มีชื่อจริงว่า นรัณยู วงษ์กระจ่าง (เปลี่ยนมาเป็น ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) เกิดวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2503 ที่ตำบลกระดังงา อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม  ศรัณยูเป็นเป็นนักแสดง พิธีกร ผู้กำกับการแสดงละครและภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในวงการบันเทิงของไทย ก่อนจะเข้ามาในวงการบันเทิง ประกอบอาชีพเป็นสถาปนิกมาก่อน แต่เนื่องจากอาชีพสถาปนิกในเวลานั้น ยังไม่เป็นที่นิยมอย่างในปัจจุบัน ซึ่งศรัณยูได้ร่วมกิจการการแสดงโดยแสดงละครของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 เมื่อยังเป็นนิสิตอยู่แล้ว (ซึ่งบทบาทการแสดงละครเวทีที่เป็นที่จดจำมากที่สุด คือ สู่ฝันอันสูงสุด) เมื่อจบออกมามีผลงานชิ้นแรกทางโทรทัศน์ โดยแสดงเป็นตัวประกอบในรายการเพชฌฆาตความเครียด ทางช่อง 9 ในปี พ.ศ. 2527 โดยแสดงร่วมกับนักแสดงรุ่นพี่ที่เป็นศิษย์เก่าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เช่นเดียวกัน เช่น ปัญญา นิรันดร์กุล, เกียรติ กิจเจริญ, วัชระ ปานเอี่ยม เป็นต้น

ศรัณยู มีผลงานทางด้านการแสดง พิธีกร ผู้กำกับละคร ผู้กำกับภาพยนตร์ เป็นผู้กำกับละครทางทีวีเรื่อง "เทพนิยายนายเสนาะ" (2541), ละครพีเรียดเรื่อง "น้ำพุ" (2545), ละครสั้นสองตอนจบเรื่อง "ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด" (2545), ละครเรื่อง "สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย" (2546), ละครเรื่อง "หลังคาแดง" (2547), ละครเรื่อง "ตราบสิ้นดินฟ้า" (2551) และการกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก "อำมหิตพิศวาส" (2550)

ชีวิตส่วนตัว เป็นน้องชายแท้ๆ ของ ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ แต่ว่าใช้คนละนามสกุลกัน เนื่องจากในวัยเด็ก ธเนศได้ถูกป้าขอไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมจึงใช้นามสกุลของป้า สมรสกับ หัทยา เกตุสังข์ นักแสดงและดีเจชื่อดัง มีลูกฝาแฝดชื่อ ลูกหนุน กับ ลูกหนัง ปัจจุบันเป็นเจ้าของกิจการ : ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต้นขนุนลูกหนัง เป็นบริษัทการแสดงละคร ดนตรี และศิลปะอื่น ๆ ย่านเขตภาษีเจริญ

ผลงานการแสดงภาพยนตร์

2530 อย่าบอกว่าเธอบาป
2532 โกย
2532 หัวใจ 4 สี (วัชระ)
2532 ขอชื่อสุธีสามสี่ชาติ (สุธี)
2533 เล่นกับไฟ (ปราย)
2536 ท่านขุนน้อยน้อย แห่งสยาม
2537 กาเหว่าที่บางเพลง
2538 บินแหลก (ยิ่งศักดิ์ / โย)
2538 มหัศจรรย์แห่งรัก (พัฒน์)
2539 เรือนมยุรา (พระนาย)
2543 สตางค์ (โรจน์)
2544 สุริโยไท (พระเฑียรราชา / สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ)
2545 เกิร์ลเฟรนด์ 14 ใสกำลังเหมาะ
2548 ซุ้มมือปืน (อิฐ อัมพวา)
2549 อำมหิตพิศวาส (ชัย)
2549 13 เกมสยอง (สุรชัย)
2550 ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๑ องค์ประกันหงสา (สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ)
2551 สลัดตาเดียวกับเด็ก 200 ตา (กัปตันฤทธิ์)
2551 องค์บาก 2 (พระยาราชเสนา)
2552 สวยซามูไร (วายิบ)
2553 องค์บาก 3 (พระยาราชเสนา)

ผลงานละครโทรทัศน์

ช่อง 3
2526 เลือดขัตติยา (อโณทัย - ไม่ได้ออกอากาศ)
2527 เก้าอี้ขาวในห้องแดง (บูรพา)
2529 กามนิต-วาสิฏฐี (กามนิต)
2530 อวสานของเซลส์แมน
2531 เจ้าสาวของอานนท์ (อานนท์)
2531 เกมกามเทพ
2531 อาศรมสาง
2531 ทายาท
2532 ดอกฟ้าและโดมผู้จองหอง (โดม)
2532 รัตติกาลยอดรัก (ดร.จักรกฤษณ์ อิสราลักษณ์)
2533 วนาลี (ผู้กองสยาม)
2533 โหด เลว อ้วน
2533 เทพธิดาบาร์ 21
2533 สมหวัง มนุษย์ทดลอง (สมหวัง)
2533-34 รอยมาร (อุปมา / มาร์ค)
2534 วนิดา (พันตรีประจักษ์ มหศักดิ์)
2535 ไฟโชนแสง (ชาติชาย) คู่กับ มาช่า วัฒนพานิช
2536 อยู่กับก๋ง (เพ้ง) คู่กับ เพชรี พรหมช่วย
2540 ทานตะวัน (สาริศ)
2540 ตะวันยอแสง (อาเล็ก)
2541 ดวงยิหวา (อาแมน)
2541 เทพนิยายนายเสนาะ

ช่อง 5
2533 เธอคือดวงดาว (สันติภาพ - ชื่อละครเปลี่ยนจาก "คนขายคน" ถ่ายทำเมื่อ พ.ศ. 2531 ไม่ผ่าน กบว.)
2535 เมียนอกกฎหมาย (นเรนทร์)
2538 เรือนแพ (เจน)
2540 เขมรินทร์ อินทิรา (เขมรินทร์)
2549 ลอดลายมังกร (เหลียง)

ช่อง 7
2527 บ้านสอยดาว (เอื้อตะวัน)
2528 ระนาดเอก (เอก)
2528 มัสยา (ร้อยโทลักษณ์ รัตนมหาศาล)
2529 จิตรกร
2530 บ้านทรายทอง (ม.ร.ว.ภราดาพัฒน์ระพี / ชายกลาง)
2530 พจมาน สว่างวงศ์ (ม.ร.ว.ภราดาพัฒน์ระพี / ชายกลาง)
2531 บริษัทจัดคู่
2536 น้ำเซาะทราย (ภีม)
2537 ทวิภพ (คุณหลวงอัครเทพวรากร - ได้รับรางวัลเมขลาผู้แสดงนำชายดีเด่นปี 2537)
2537 ปลายฝนต้นหนาว (ลายคราม)
2538 ปราสาทสีขาว (ตรีพิมาย)
2538 มนต์รักลูกทุ่ง (คล้าว)
2539 ด้วยแรงอธิษฐาน (กฤตย์) คู่กับ สุวนันท์ คงยิ่ง
2541 พ่อม่ายทีเด็ด คู่กับ สินิทธา บุญยศักดิ์
2541 พลังรัก (อธิวัฒน์)
2542 โดมทอง (อดิศวร์ ศิโรดม)
2542 คุณปู่ซู่ซ่า คุณย่าเซ็กซี่
2543 ดั่งสายน้ำไหล
2544 นายฮ้อยทมิฬ (นายฮ้อยเคน)
2546 มหาเฮง (เฮง)
2547 หลังคาแดง (ผู้อำนวยการโรงพยาบาลผู้ป่วยโรคจิต – ไม่ระบุชื่อตัวละคร)
2548 มิตร ชัยบัญชา มายาชีวิต

ผลงานพิธีกร

คืนวันอาทิตย์ ช่อง 3
เจาะโลกมหัศจรรย์
เกมลวงบันลือโลก(ปี43)
แชมเปี้ยนเกม (7 ตุลาคม 2543 - มีนาคม 2547)
เรื่องจริงผ่านจอ(มกราคม 2542 - 31 มกราคม 2552)
บิ๊ก บราเธอร์ (2 เมษายน 2548 - 2549 รวม 2 ซีซั่น)
จอเหลือง,ชีวาสยาม (10 มกราคม 2552 - ปัจจุบัน )
The Audition(ปี52)

ผลงานเพลง

"ครั้งหนึ่ง" ศรัณยู วงษ์กระจ่าง
"หัวใจลูกทุ่ง ชุด 1"
193วัน รำลึก
7 ตุลา รำลึก (เก็บไว้ในความทรงจำ)
ของขวัญ (คำมั่นสัญญาของคน Astv)

ผลงานละครเวที

พันท้ายนรสิงห์ ณ ศาลาเฉลิมไทย (พ.ศ. 2532)
สัญญาณเลือดสัญญารัก
อภินิหาร แม่มดแฝด
ไร่แสนสุข 2530
ซินเดอเรลล่า ณ โรงละครแห่งชาติ (โรงใหญ่) วันที่ 22-24 พฤศจิกายน 2534
ทึนทึก ณ โรงละคร A.U.A. 27-28 มีนาคม 2535 และ 8-10 พฤษภาคม 2535
ตะลุยเมืองตุ๊กตา ณ โรงละครแห่งชาติ (โรงใหญ่) 3-12 กรกฎาคม 2535
จิ้งจอกลอกลาย ณ โรงละคร A.U.A. 18-30 กันยายน 2535*
ทู้ตซี่ ณ โรงละคร A.U.A. 7-16 พฤษภาคม 2536
อมาดิอุส ณ โรงละครกรุงเทพ 13-29 กันยายน 2539
ART ณ โรงละครกรุงเทพ 2-11 มิถุนายน 2543
เรื่องลับๆ…ตอนดับไฟ รับบท ว่าที่พ่อตาจอมโหด 23 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2547
ทึนทึก 40 ปีผ่าน..คานเพิ่งขยับ 2551
ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล รับบท กษัตริย์อาเหม็ด
หลังคาแดง (เรื่องนี้พี่ตั้วไม่ได้ร่วมแสดงแต่กำกับเอง)

ผลงานการกำกับภาพยนตร์

"เทพนิยายนายเสนาะ" (2541)
ละครพีเรียดเรื่อง "น้ำพุ" (2545)
ละครสั้นสองตอนจบเรื่อง "ลูกบ้าเที่ยวล่าสุด" (2545)
ละครโทรทัศน์เรื่อง "สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย" (2546)
ละครโทรทัศน์เรื่อง "หลังคาแดง" (2547)
ละครโทรทัศน์เรื่อง "ร.ศ. 112 คนไทยรักแผ่นดิน" (2548)
ภาพยนตร์เรื่องแรก "อำมหิตพิศวาส" (The Passion) (2550)
ละครเรื่อง "ตราบสิ้นดินฟ้า" (2551)
ภาพยนตร์เรื่อง "คนโขน" (2554)
ละครรีเมคเรื่อง "สุภาพบุรุษลูกผู้ชาย" (2556)

(อ้างอิงข้อมูล : วิถีพีเดีย สารานุกรมออนไลน์)