วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Apocalypse Now กองพันปีศาจ จิตวิปลาศของมนุษย์

จากเหตุการณ์สงครามกลางเมืองในซีเรีย การจลาจลต่อสู้กันของประชาชนกับรัฐบาลทหารในอียิปต์ขณะนี้ บ่งบอกได้ว่าที่ใดที่ผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจลุกขึ้นปราบปรามประชาชนซึ่งอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม ที่นั่นย่อมขาดความสงบสุข และสงครามไม่เคยให้อะไร นอกจากความเจ็บปวดรวดร้าวและบาดแผลทางจิตใจ ซึ่งกินเวลายาวนาน กว่าที่ผู้คนจะลืมเลือน บางครั้งก็หลายชั่วอายุคน แม้ว่าบางครั้งสงครามอาจจบสิ้นไปนานแล้วก็ตาม จากเหตุการณ์การสู้รบ และสงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ผู้เขียนอยากจะหยิบยกเอาภาพยนตร์ที่พูดถึงเรื่องราวของสงครามเรื่องนึงมาตีแผ่เนื้อหา เป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงของนักวิจารณ์และเป็นภาพยนตร์ที่ถูกจัดอันดับให้เป็นภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาลเรื่องนึงในอดีต นั่นก็คือ Apocalypse Now


หนังออกฉายปี 1979 เรื่องนี้สร้างขึ้นจากการดัดแปลงวรรณกรรมคลาสสิกของโจเซฟ คอนราด ที่ชื่อว่า Heart of Darkness โดยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามในเวียดนาม เมื่อร้อยโท เบนจามิน วิลลาร์ด นายทหารอเมริกันที่กำลังจะสติแตก จากการต่อสู้และได้รับมอบหมายภารกิจพิเศษให้เดินทางเพื่อไปตามหาและสังหารนายทหารท่านนึง ซึ่งเคยเป็นตำนานในกองทัพ เขาคือผู้พันวอลเตอร์ เคิร์ท เพราะเขาถูกตัดสินว่ากระทำความผิดจากการฆาตกรรมหมู่ชาวเวียดนาม (ที่ทำงานให้สหรัฐ) และหนีออกจากกองทัพ พร้อมทั้งไปจัดตั้งกองกำลังเป็นของตนเองขึ้นมาในกัมพูชา จริงอยู่ว่าการฆ่ากันในสงครามเป็นเรื่องธรรมดา แต่คำสั่งฆ่าในครั้งนี้ วิลลาร์ดต้องไปจัดการพวกเดียวกัน และยิ่งเดินทางไปเรื่อยๆ ผู้กองหนุ่มก็ยิ่งพบกับเหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆ มากมาย ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็ได้ทำให้มีอิทธิพลต่อเขา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองความคิด ชีวิต และจิตวิญญาณของเขาไปตลอดกาล

มาร์ลอน แบรนโด พระเอกตลอดกาลคนหนึ่งของฮอลลีวู้ดมารับบทเป็นผู้พันเคิร์ท ร่วมด้วยโรเบิร์ต ดูวัลที่มาสวมบทบาทเป็นผู้พันบิลล์ คิลโกร์ มาติน ชีน(พระเอกดาวรุ่ง) มารับบทร้อยโท วิลลาร์ด ร่วมด้วย เดนนิส ฮอปเปอร์ แสดงเป็นช่างภาพสงคราม และแฮริสัน ฟอร์ด มาแสดงเป็นผู้พันลูคัส ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปล่า ผลงานขึ้นหิ้งนี้ ใช้เวลาการถ่ายทำยาวนานถึง 3 ปี เนื่องจากเขาต้องการความพิถีพิถันในรายละเอียดต่างๆ ตอนเริ่มถ่ายทำนั้นโลเรนซ์ พิชเบิร์น (ตอนนั้นใช้ชื่อในการแสดงว่า แลรี่ พิชเบิร์น) ยังมีอายุเพียง 14 ปี และเมื่อหนังออกฉาย เขาก็มีอายุ 17 ปีพอดีซึ่งตรงกับคาแรกเตอร์ที่เขาได้รับ ผู้กำกับซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) ได้ใช้ทุนส่วนตัวที่ได้รับมาจากความสำเร็จของ The Godfather ประกอบกับการกู้ยืมเงินมาจากธนาคาร ในการสร้างภาพของสงครามให้ออกมาสมจริงในแผ่นฟิลม์ ซึ่งถ้าหนังไม่ประสบความสำเร็จ เขาก็ต้องเผชิญหน้ากับภาวะล้มละลายอย่างแน่นอน และจากการใช้เวลานานในการถ่ายทำที่ค่อนข้างนาน พร้อมทั้งมีข่าวหลุดลอดออกมาอยุ่เรื่อยๆ ถึงปัญหาในการถ่ายทำ ส่งผลให้นักวิจารณ์บางคนเริ่มเรียกชื่อหนังจาก Apocalypes Now มาเป็น Apocalypse Whenever ซึ่งคอปโปล่าเองก็ออกมากล่าวถึงการถ่ายทำหนังเรื่องนี้ว่า พวกเราใช้เงินไปมาก ใช้เครื่องมือไปก็มหาศาล และก็อีกเล็กน้อยของความวิกลจริต แม้ว่าจะถูกค่อนขอดและเสียดสี แต่เมื่อออกฉาย หนังที่ว่าด้วยด้านมืดของทหารในสงครามเวียดนามเรื่องนี้ก็สามารถทำรายได้ไปกว่า 100 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (ต้องถือว่าเยอะมากในยุคนั้น) และกลายเป็นอีกหนึ่งตำนานของโลกภาพยนตร์ ในปี 2002 นิตยสาร Sight and Sound ได้เลือกให้ Apocalypse Now เป็นหนังที่ดีที่สุดในรอบ 25ปี

ฉากหนึ่งซึ่งเป็นที่จดจำมากที่สุดในหนังคือ ฉากที่กองทัพเฮลิคอปเตอร์เข้าถล่มหมู่บ้านซึ่งมีการเปิดเพลงของ ริชาร์ด แว็กเนอร์ (ใช้ชีวิตในสมัยนาซีเรืองอำนาจและเป็นคนโปรดของอดอร์ฟ ฮิตเลอร์) ไปพร้อมๆ กันเพื่อให้พวกเวียดกงกลัว เพลงที่ใช้เปิดนั่นก็คือ The Ride of Valkyries ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวความกล้าหาญของทหารนาซี ทั้งนี้การให้นักรบอเมริกันเปิดเพลงนี้ก่อนทำการสังหารหมู่ผู้คน ก็เหมือนเป็นการเสียดสีสหรัฐอยู่กลายๆ ว่าทำตัวเหมือนกับพวกนาซีที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว

Apocalypse Now ตีแผ่ด้านมืดในจิตใจของมนุษย์ เมื่อถึงจุดนึงซึ่งความอดทนสิ้นสุด ความกลัว ความกระหายในอำนาจ ศีลธรรมในจิตใจถูกบดบัง มนุษย์จะแสดงออกอย่างไร ตัวหนังเต็มไปด้วยบทพูดหรือไดอะล็อคที่แฝงปรัชญาไว้มากมาย ซึ่งเป็นไปตามบทประพันธ์ส่วนนึง และสิ่งที่ผู้กำกับต้องการนำเสนออีกส่วนหนึ่ง ด้วยต้องการสื่อสารเนื้อหาที่เป็นปรัชญา จิตวิทยา มากเกินไป ทำให้ตัวหนังเดินเรื่องเนิบช้า และไม่ค่อยเร้าอารมณ์คนดู ทำให้ลดทอนเนื้อหาความเข้มข้นลงไป แต่จุดเด่นคงเป็นงานด้านภาพและการแสดงที่ดีของนักแสดงชั้นครูหลายท่านในวัยที่ยังเป็นหนุ่มๆ คือถ้าจะดูเอาเนื้อหาสาระก็ต้องถือว่าเป็นหนังสงครามที่ให้ข้อคิดเชิงบวกมากมาย แต่ถ้าจะดูเป็นหนังสงครามแบบแอ๊คชั่น ก็ต้องถือว่าไม่ใช่หนังสงครามประเภทบู๊สนั่น เลือดสาดอะไร และค่อนไปทางไม่สนุกเสียด้วย หากไม่ใช่คอหนังดราม่า อาจดูหนังเรื่องนี้แล้วไม่สนุก ไม่รู้เรื่องไปได้ อีกทั้งบทสรุปตอนจบช่วงท้ายเรื่องนั้นจบไม่เหมือนหนังสงครามโดยทั่วไป เพราะผู้กำกับเลือกที่จะสื่อสาร สัญลักษณ์ ความหมายบางอย่าง เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดและจิตใจของมนุษย์ เป็นเส้นบางๆ ที่ใกล้เคียงกับคำว่าออกทะเลไปได้เหมือนกัน และนี่คือสาเหตุที่ผู้เขียนเองก็ไม่เคยคิดจะแสวงหาหนังเรื่องนี้มาดู ตั้งแต่สมัยอดีต แต่เพิ่งจะได้มาดูเมื่อไม่นานมานี้ก็ต้องถือว่าเป็นความบังเอิญ ที่เมื่อดูจบแล้วก็ต้องถือว่าเป็นหนังดีทีเดียวที่พลาดชมไปเสียตั้งนาน

 

ประวัติและผลงานผู้กำกับ Francis Ford Coppola He was born in 1939 in Detroit, USA, but he grew up in a New York suburb in a creative, supportive Italian-American family. His father, Carmine Coppola, was a composer and musician. His mother, Italia Coppola, had been an actress. Francis Ford Coppola graduated with a degree in drama from Hofstra University...

Director (34 เรื่อง)

2011 Twixt

2009 Tetro

2007 Youth Without Youth

2000/I Supernova (uncredited)

1997 The Rainmaker

1996 Jack

1992 Dracula

1992 Making 'Bram Stoker's Dracula' (TV documentary)

1992 The Godfather Trilogy: 1901-1980 (video)

1990 The Godfather: Part III

1989 New York Stories (segment "Life without Zoe" / as Francis Coppola)

1988 Tucker: The Man and His Dream

1987 Gardens of Stone (as Francis Coppola)

1987 Faerie Tale Theatre (TV series)

– Rip Van Winkle (1987)

1986 Peggy Sue Got Married (as Francis Coppola)

1986 Captain EO (short)

1984 The Cotton Club (as Francis Coppola)

1983 Rumble Fish

1983 The Outsiders (as Francis Coppola)

1982 One from the Heart (as Francis Coppola)

1979 Apocalypse Now (as Francis Coppola)

1978 Apocalypse Now: The Workprint (video) (uncredited)

1977 The Godfather: A Novel for Television (TV mini-series)

– Episode #1.4 (1977)

– Episode #1.3 (1977)

– Episode #1.2 (1977)

– Episode #1.1 (1977)

1974 The Godfather: Part II

1974 The Conversation

1972 The Godfather

1969 The Rain People

1968 Finian's Rainbow

1966 You're a Big Boy Now

1963 Dementia 13 (as Francis Coppola)

1963 The Terror (uncredited)

1962 Tonight for Sure

1962 The Bellboy and the Playgirls

1959 Battle Beyond the Sun (as Thomas Colchart / re-edited version with new footage)



วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

โลก 360 องศา - (สถานการณ์ในอียิปต์เลวร้ายลง,ไต้ฝุ่นอูตอร์ถล่มฟิลิปปินส์,แผ่นดินไหวที่ฑิเบต,โดรนถล่มอัลกอฮิดะห์,ระเบิดสังหารที่ปากีสถาน)


คณะมนตรีความมั่งคงแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในอียิปต์ ใช้ความอดกลั้น เพื่อยุติสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศ

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติออกแถลงการณ์หลังการประชุมฉุกเฉิน 15 ชาติ เพื่อหารือสถานการณ์ในอียิปต์เมื่อวานนี้ โดยในที่ประชุมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในอียิปต์อดทนอดกลั้นอย่างขีดสุด เพื่อยุติความรุนแรง หลังจากที่รัฐบาลรักษาการอียิปต์ใช้กำลังกวาดล้างการต่อต้านการยึดอำนาจ อดีตประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ในกรุงไคโร เมื่อ 2 วันก่อน จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 638 คน บาดเจ็บอีกหลายพันคน

ขณะที่ปฏิกิริยาจากนานาชาติ โดยสหรัฐฯ ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับอียิปต์ ล่าสุดประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกโรงประณามรัฐบาลรักษาการณ์อียิตป์ ที่ใช้กำลังกวาดล้างผู้ชุมนุมประท้วง และว่าอียิปต์กำลังอยู่บนเส้นทางอันตราย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลอียิปต์หยุดใช้ความรุนแรง และยอมรับกระบวนการสร้างความปรองดอง นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐฯ ยังสั่งยกเลิกการซ้อมรบร่วมกับกองทัพอียิปต์ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนหน้า เพื่อตอบโต้การใช้ความรุนแรงดังกล่าว  ขณะเดียวกัน ทำเนียบประธานาธิบดีอียิปต์ ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้สหรัฐฯ โดยย้ำว่า การกล่าวประณามของประธานาธิบดีโอบามาไม่ได้มาจากพื้นฐานความจริง พร้อมแนะว่า คำพูดของประธานาธิบดีโอบามาจะเป็นการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในการก่อเหตุรุนแรงได้

สำหรับสถานการณ์ล่าสุดในอียิปต์ขณะนี้ ยังน่าเป็นห่วง โดยวันนี้พรรคภราดรภาพมุสลิม เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนหลายล้านคนทั่วประเทศมาร่วมชุมนุมใหญ่ อีกครั้ง โดยไม่สนใจประกาศภาวะฉุกเฉิน ขณะที่ห้างร้าน สำนักงานต่างๆ ยังคงปิดตัว โดยเฉพาะโรงงานต่างชาติ รวมไปถึงตลาดหุ้น , ธนาคารกลางอียิปต์ เพื่อป้องกันความปลอดภัย  ท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่การโค่นอำนาจอดีตประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค นับตั้งแต่ปี 2011 จนถึงกระทบการยึดอำนาจอดีตประธานาธิบดีมอร์ซี ได้ส่งผลกระทบเศรษฐกิจให้เลวร้ายลงไปอีก


พายุไต้ฝุ่น "อูตอร์" ซึ่งเป็นพายุที่มีความรุนแรงที่สุดของปีนี้ พัดขึ้นชายฝั่งด้านตะวันออกในจังหวัดออโรรา ด้วยความเร็ว 175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความรุนแรงของพายุทำให้เสาไฟฟ้าหักโค่น ประชาชนราว 1,000 คน ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิง จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีรายงานว่า ชาวประมง 23 คน ที่ออกทะเลไปหาปลา ยังไม่กลับเข้าฝั่ง จึงถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้สูญหาย แต่อาจเป็นไปได้ว่าอาจหลบพายุอยู่ตามเกาะหรือถ้ำ ขณะเดียวกัน มีประชาชนและนักท่องเที่ยวติดค้างตามเกาะต่างๆ กว่า 8,000 คน เนื่องจากเรือเฟอร์รีหยุดให้บริการ ทั้งนี้ คาดว่าวันนี้พายุไต้ฝุ่นอูตอร์จะพัดผ่านเกาะลูซอน และมุ่งหน้าสู่ทะเลจีนใต้ในวันพรุ่งนี้ และล่าสุด มีรายงานข่าวแจ้งว่าพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2คน ชาวประมงสูญหาย 45 คน พายุไต้ฝุ่นอูตอร์ ยังทำให้เกิดคลื่นสูง 2.5 เมตร และทำให้ชาวประมงสูญหาย โดยมีรายงานว่าที่จังหวัดปังกาซินัน มีชาวประมง 25 คน ของเรือ 3 ลำ ไม่ได้กลับบ้าน และมีชาวประมงอีก 18 คน จากจังหวัดคาตันดัวเนส และคามาริเนส นอร์เต้ ที่ยังไม่กลับเช่นกัน ทางการได้แต่หวังว่าพวกเขาจะหาที่หลบพายุอยู่ตามช่องเขาหรือเกาะใกล้เคียง เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพยากรณ์อากาศ ระบุว่า พายุใต้ฝุ่นอูตอร์ อาจจะทวีความรุนแรงขึ้นในขณะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศจีน พายุลูกนี้นอกจากจะอุ้มฝนจำนวนมากแล้ว และเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็ว และคาดว่าจะขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้งในวันพุธนี้ ประชาชนราว 1 พันคน ในภูมิภาคบิคอล ทางภาคกลางของฟิลิปปินส์ ต้องอาศัยค้างคืนอยู่ตามศูนย์พักพิงชั่วคราว ส่วนที่จังหวัดออโรร่าไฟดับทั้งจังหวัด สถานวิทยุหลายแห่งรายงานเรื่องบ้านถูกลมพัดหลังคาปลิวหายไป // ผู้โดยสารราว 1,100 คน และสินค้าจำนวนหนึ่ง ยังคงติดอยู่ที่ท่าเรือ เนื่้องจากเรือโดยสารเฟอร์รี่ระงับให้บริการ เที่ยวบินในประเทศถูกยกเลิก อูตอร์ แปลว่า แนวพายุฝนฟ้าคะนอง ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองชาวหมู่เกาะมาร์แชลล์ ในมหาสมุทรแปซิฟิก และเกาะกวมของสหรัฐเป็นเจ้าของชื่อนี้สำหรับสถานการณ์ล่าสุด พายุไต้ฝุ่นอูตอร์ ทำให้บ้านเรือนพังราบอย่างน้อย 1,577 หลังคาเรือน และประชาชนมากกว่า 3 หมื่นคน ต้องไปอาศัยตามศูนย์พักพิงชั่วคราว แต่ไม่รวมตัวเลขในพื้นที่ห่างไกลที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังเข้าไม่ถึง



เอเจนซีส์/ASTV ผู้จัดการออนไลน์-สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (ยูเอสจีเอส) รายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวซึ่งสามารถวัดความรุนแรงได้ที่ระดับ 6.1 ตามมาตราแมกนิจูดที่เขตปกครองตนเองทิเบต สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีการปรับลดระดับความรุนแรงเหลือระดับ 5.7 แมกนิจูดในเวลาต่อมา

รายงานของยูเอสจีเอสในวันจันทร์ (12)ระบุว่า ศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งนี้อยู่ลึกลงไปใต้ดินราว 50 กิโลเมตรโดยอยู่ห่างจากเมืองหวังต้าไปทางเหนือราว 40 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากเมือง “Qamdo” เมืองใหญ่อันดับ 3 ของเขตปกครองตนเองทิเบตไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 140 กิโลเมตร

เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหายจากแผ่นดินไหวระดับ 6.1 ซึ่งต่อมา ปรับลดระดับความรุนแรงลงเหลือ 5.7 ตามมาตราแมกนิจูดในครั้งนี้แม้จะมีรายงานที่ไม่มีการยืนยันว่าแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวสามารถรับรู้ได้ไกลถึงเมืองเทซูในประเทศอินเดีย ที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากกว่า 291 กิโลเมตร


เอเจนซีส์ - เมื่อวานนี้(8) สหรัฐฯได้ส่งโดรน อากาศยานไร้คนขับโจมตีถึง 3 ครั้งในวันเดียวกันที่เยเมน สังหารกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ไปอย่างน้อย 14 ราย ในวันพฤหัสบดี(8)ที่ผ่านมาสหรัฐฯได้เปิดปฎิบัติการใช้โดรนโจมตีกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ถึง 3 ครั้ง ภายในวันเดียวกันทำให้มีสมาชิกกลุ่มติดอาวุธเสียชีวิตกว่า 14 คน ทางกรุงวอชิงตันมองกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ใช้เยเมนเป็นฐานว่าเป็นภัยสูงสุดต่อความมั่นคงของชาติตะวันตก ซึ่งในการโจมตีล่าสุดในช่วงเย็นของเมื่อวานนี้(8) เจ้าหน้าที่เยเมนได้เผยกับบีบีซีภาคภาษาอาราบิกว่า โดรนได้มีเป้าหมายเล่นงานกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่น่าสงสัย สังหารไปทั้งหมด 4 ราย ที่วาดี อัล-จาดด์ ในจังหวัดทางใต้ของฮาดราเมาต์ และใน 2 ครั้งแรกก่อนหน้านั้นในวันเดียวกันในมาริบและฮาดราเมาต์ได้สังหารกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ไป 10 ราย โดยโดรนจะพุ่งเป้าโจมตีไปที่ยานพาหนะที่ต้องสงสัยว่าขนกลุ่มกองกำลังติดอาวุธเป็นสำคัญ โดยทุกครั้งหลังโจมตีเป้าหมายจะถูกไฟคลอกตายพร้อมกับยานพาหะนะที่ถูกทำลายอย่างหนัก ซึ่งในวันพุธ(7) โดรนได้สังหารกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ไป 7 คน เป็นที่น่าสังเกตว่าสหรัฐฯได้ออกปฎิบัติการโจมตีกลุ่มอัลกออิดะห์ด้วยโดรน แต่สหรัฐฯไม่เคยให้ความเห็นทางสาธารณะในนโยบายปฎิบัติการหรือการออกจู่โจมแต่ละครั้งหรือจำนวนครั้งที่ออกปฎิบัติการ โดยในเวลาน้อยกว่า 2 สัปดาห์ที่ทางสหรัฐฯทำสงครามโดรนกับกลุ่มอัลกออิดะห์ในเยเมน โดรนสังหารกลุ่มอัลกออิดะห์ไปแล้ว 34 ราย ในต้นสัปดาห์นี้ ทางกองกำลังของเยเมนได้เฝ้าระวังในขั้นสูงสุดท่ามกลางความกลัวที่จะถูกเครือข่ายก่อการร้ายอัลกออิดะห์โจมตี และแผนการโจมตีนี้ที่ทำให้สถานทูตของชาติตะวันตกต้องเตรียมรับมือโดยการปิดตัวลงชั่วคราว ทั้งสหรัฐฯและอังกฤษได้สั่งอพยพเจ้าหน้าสถานทูตของตัวเองออกนอกเยเมน และในวันเดียวกันกับที่โดรนโจมตีถึง 3 ครั้งติด หน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของเยเมนได้ออกกวาดล้างตามจุดที่เข้าใจว่าทางกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ซ่อนตัวอยู่ในทางเหนือของกรุงซานา หลังจากที่ได้ข้อมูลลับว่ากลุ่มอัลกออิดะห์ในคาบสมุทรอาหรับ หรือ AQAPใช้สถานที่พวกนี้เป็นที่ปฎิบัติการ แหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่เยเมนเผยกับบีบีซีภาคภาษาอาราบิก ซึ่งที่ผ่านมาหัวหน้าทั้ง 3 ของกลุ่มอัลกออิดะห์ ที่รวมถึง วาฮิชิ อดีตมือขวาของอุซามะห์ บินลาเดน คาสเซม อัล-ราอิมี ผู้บัญชาการรบ และอิบราฮิม อัล-อัสซิรี ไม่เคยเผยตัวสู่สาธารณะเพราะเหตุกลัวโดรนสังหารพร้อมกัน และนอกจากนี้ แหล่งข่าวจากกระทรวงการต่างประเทศเยเมนเผยกับบีบีซีภาคภาษาอาราบิกว่า สหรัฐฯได้หยุดชั่วคราวกระบวนการในการนำผู้ต้องขังชาวเยเมนในเรือนจำฐานทัพกวนตานาโมที่คิวบากลับคืนสู่เยเมน อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่ายังไม่มีการเปลี่ยนนโยบายและประธานาธิบดีบารัค โอบามาแห่งสหรัฐฯที่ได้ตัดสินใจอนุญาตให้ผู้ต้องขังชาวเยเมนในเรือนจำฐานทัพกวนตานาโมที่คิวบากลับมาสู่เยเมนนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคดีเป็นสำคัญ

“ประธานาธิบดีสหรัฐฯอนุญาตให้ส่งผู้ต้องขังเยเมนกลับประเทศนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละคดีเป็นสำคัญ และการประเมินนั้นต้องยึดหลักความมั่นคง สถานการณ์ทางความมั่นคงเป็นปัจจัยสำคัญเสมอที่จะถูกนำมาพิจารณาร่วมอยู่ด้วย” เผยจากแหล่งข่าวทำเนียบขาว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเควตตา ประเทศปากีสถาน เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ว่า นายโมฮัมหมัด ทาริก นายตำรวจอาวุโสของเมืองเควตตา เปิดเผยว่า คนร้ายมือระเบิดฆ่าตัวตาย ได้ก่อเหตุโจมตีที่กองบัญชาการตำรวจเมืองเควตตา โดยเป้าหมายคือกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งกำลังเข้าร่วมพิธีฝังศพเพื่อนตำรวจคนหนึ่งซึ่งถูกยิงเสียชีวิต ไม่กี่ชั่งโมง ก่อนหน้านี้ ในเมืองเควตตา เมืองเอกของจังหวัดบาลูชิสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศปากีสถาน เมื่อวันที่ 8 ส.ค. แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิต 38 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 50 คน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นตำรวจ ในจำนวนผู้เสียชีวิต มีนายฟายาซ ซุมบอล ผู้ช่วยจเรตำรวจ ซึ่งถือว่าเป็นนายตำรวจสูงสุดที่เสียชีวิตในเหตุการณ์โจมตีครั้งนี้ และยังมีลูกชายของอิหม่ามประจำมัสยิด กองบัญชาการตำรวจเมืองเควตตา รวมอยู่ด้วย นับเป็นเหตุการณ์โจมตีล่าสุดที่เกิดขึ้นในเมืองเควตตา โดยคนร้ายมุ่งหมายที่จะท้าทายอำนาจรัฐในด้านความมั่นคง เพื่อต่อต้านรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งของปากีสถาน โดยที่ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาประกาศอ้างความรับผิดชอบ





วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ถวายพระพร แม่ของแผ่นดิน



พระองค์ทรง เป็นมิ่งขวัญ ปวงประชา
ภาระกิจ ศิลปา ชีพพิเศษ
ทั่วทุกเขต ดำเนินรอย พระทรงสรรค์
ได้ชื่อเสียง หัตถกรรมไทย ระดับโลก

ยามทุกข์โศก พสกนิกร ทรงเสด็จไป
ไม่ว่ายาก ทุรกันดาร ทรงไปเยี่ยม
ให้อาหาร ให้ปัจจัย หาใครเทียม
น้ำพระทัย ที่ใสเอี่ยม เปี่ยมอาทร

ในโอกาส วันของแม่ เวียนบรรจบ
ลูกได้พบ แม่หายป่วย คอยห่วงหา
อยากให้แม่ ได้เป็นสุข ทุกเวลา
มีพลานามัย แข็งแรงดี มีพระสรวล

พรอันใด ที่่ประเสริฐ เลิศมหาศาล
ขอประทาน ให้คุณแม่ ได้สุขขี
ลูกจะเฝ้า คอยปกป้อง เป็นคนดี
ถวายพลี แก่ปวงเจ้า ของชาวไทย

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ  ข้าพระพุทธเจ้า ผู้จัดทำเว็บบล็อกหยิกแกมหยอก




วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

กรณีเหตุน้ำมันรั่วที่อ่าวพร้าว เปลือยองค์กรผีดิบ PTT (ปอเต๊กตึ๊ง) อย่างหมดเปลือก





เริ่มจากประเด็นต่างๆ เหล่านี้ที่เป็นเครื่องหมายคำถามอยู่ในหัวใจของคนไทยทุกดวงโดยเฉพาะคนจังหวัดระยองก็คือ

1 ข้อเท็จจริง ความโปร่งใสของข้อมูล การออกมาให้ข่าวของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ตรงกับความเป็นจริง นับตั้งแต่วันแรกก็คือเช้าวันที่ 27 ก.ค.56 ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุน้ำมันรั่ว มีการปิดข่าวมา 2-3 วัน เรื่องมาแดงเพราะมีการแชร์ข้อมูลกันตามโซเชียลเน็ตเวิร์ก จึงมีการออกมายอมรับว่าเกิดเหตุจริง และให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า รั่วแค่ 50,000 ลิตร (เท่ากับรถบรรทุกน้ำมัน 1 คันเท่านั้น) และ รมว.พลังงานก็ออกมาให้ข่าวว่าจะสามารถเก็บทำความสะอาดคราบน้ำมันบนท้องทะเลได้เสร็จภายใน 3 วัน จากนั้นจึงค่อยๆ แถมาเรื่อยว่า ภายใน 15 วันหรือ 1 เดือนตามลำดับ แต่ข้อเท็จจริงเรื่องปริมาณน้ำมันที่รั่วนั้นถูกตีโต้ด้วยภาพถ่ายดาวเทียมของ jitsda และนักวิชาการหลายท่านที่เชียวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล และด้านพลังงานหลายท่านจากหลายมหาวิทยาลัย มีการให้ข้อมูลว่าได้ใช้สารเคมีบางชนิดเพื่อไปสลายคราบน้ำมัน แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏก็คือไม่สามารถสลายคราบน้ำมันได้ทั้งหมดและเกิดผลข้างเคียงตามมา เนื่องจากสารเคมีที่ใชเป็นชนิดเดียวกับที่ใช้ในเหตุการณ์คราบน้ำมันรั่วที่อ่าวเม็กซิโก ซึงเป็นชนิดร้ายแรงที่จะไปทำลายระบบนิเวศวิทยา เช่น ไปฆ่าแนวปะการังในทะเล แพลงตอน และสัตว์น้ำทะเลชนิดเล็กๆ ตายหมด ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ รวมถึงอาหารสัตว์ทะเลที่ชาวประมงจะอาศัยทำมาหากินทั้งหมด ซึ่งข้อเท็จจริงก็คือ สารเคมีขนิดที่ว่านี้มีฤทธิ์ร้ายแรงถึง 50 เท่าของสารตะกั่วในน้ำมันเสียอีก ซึ่งจะไปทำลายสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล และระบบนิเวศวิทยา แม้เพียงในทะเลลึกอย่างอ่าวเม็กซิโกซึ่งมีความลึกจากผิวน้ำถึงใต้ท้องทะเลประมาณ 3,000 กว่าเมตร แต่บริเวณอ่าวไทยมีความลึกจากผิวน้ำถึงใต้ท้องทะเลเพียง 45 เมตร ความเข้มข้นของสารพิษย่อมจะมีมากกว่า แม้ว่าจะรั่วเพียง 50,000 ลิตร แต่ในความเป็นจริงคาดการณ์กันว่าน่าจะมีน้ำมันรั่วมากกว่านี้หลายเท่าตัว

2.ความจริงใจและการแสดงความรับผิดชอบ ของคณะผู้บริหารบริษัท ปตท.และภาครัฐ ต่อผลความเสียหายใหญ่หลวง และการแสดงท่าทีปิดข่าว ปกปิดข้อมูล การให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นของ รมว.พลังงาน ,รมว.ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ,ตลอดจนนายกรัฐมนตรี นั้น แทบจะเรียกได้ว่าแสดงออกอย่างขอไปที บ่ายเบี่ยงที่จะรับผิดชอบ ไม่แคร์ต่อความรู้สึกของประชาชน แทบจะไม่ได้แสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลังเท่าที่ควรจะเป็น ราวกับว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดที่เมืองไทยบ้านเกิดของตนเสียอีก

เริ่มจากกรณีน้ำมันรั่วตั้งแต่เช้าวันที่ 27 ก.ค. มีการปิดข่าวนี้ และไม่ออกมายอมรับเหตุการณ์จนเหตุการณ์ผ่านไปถึงวันที่ 29 ก.ค.ซึ่งเป็นวันที่ 3 จนคราบน้ำมันแผ่กระจายไปมากแล้ว จนเห็นได้อย่างเด่นชัดทั่วทั้งท้องทะเลไทยแล้ว จึงค่อยมีการสั่งการให้หน่วยงานกองทัพเรือไปเก็บคราบน้ำมัน ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานอะไรของบริษัท ปตท.เลย (ซึ่งควรมีหน่วยงานเก็บกู้คราบน้ำมันเป็นของตนเอง เหมือนบริษัทพลังงานของต่างประเทศ ทำให้คนไทยทั้งประเทศได้รู้ข้อมูลว่าบริษัทใหญ่ยักษ์ขนาดนี้ กลับไม่มีหน่วยงานเก็บกู้หรือรองรับสถานการณ์เป็นของตนเอง และต้องไปพึ่งพาสารเคมีสลายคราบน้ำมันจาก บ.ที่สิงคโปร์ โอ้พระเจ้า! นี่มันบริษัทที่มีทรัพย์สินรายได้เป็นแสนล้านได้อย่างไร และบอกว่าจะไปลงทุนต่างประเทศอีกด้วย)

รมว.พลังงานออกมาให้ข่าว ออกหน้ารับแทนผู้บริหารบริษัท ปตท.ต่อกรณีน้ำมันรั่วเป็นตุเป็นตะ ราวกับเป็นผู้บริหารเสียเอง และไม่ได้ทำหน้าที่ รมว.พลังงานที่จะต้องปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ให้สัมภาษณ์ออกรับแทนประมาณว่าจะเก็บกู้คราบน้ำมันได้เสร็จในเร็ววัน (3วัน,15วัน,1เดือน...) ส่วนผลกระทบบอกว่ากำลังประเมินมูลค่าเสียหายอยู่แต่อยู่ราวๆ 45-1,000 ล้านบาทไม่เกินนี้ เนื่องจากได้ทำประกันความเสียหายไว้ในวงเงินไม่เกิน 1,000 ล้าน นี่กะว่าถ้าเกินจากนี้ ปตท.หรือรัฐบาลคงไม่รับผิดชอบงั้นสิ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลกและในโซเชียลเน็ตเวิร์ก

ใช้หน่วยงานจากกองทัพเรือ แทนที่จะเป็นหน่วยงาน/คนของบริษัท ปตท.หรืออย่างน้อยบริษัทเอ้าท์ซอร์สที่ ปตท.ควรจะจ้างมา แต่ไม่งานนี้มีการแฉข้อมูลมาว่าหน่วยงานจากกองทัพเรือ งบก็เป็นของกระทรวงกลาโหมตกเบิกจ่ายไปก่อน พองานเสร็จจึงจะให้ ปตท.จ่าย งานนี้ทำให้คนไทยได้เห็นความไม่ธรรมดาขององค์กรพิเศษแห่งนี้อย่าง ปตท.ที่เป็นดังไข่ในหินของรัฐบาล จนทำให้คนในรัฐบาลต้องออกมาปกป้อง และใช้ทรัพยากรของภาครัฐมาโอบอุ้มและช่วยเหลือบริษัทแห่งนี้ ราวกับเป็นอีก 1 หน่วยงานของภาครัฐ แต่อ้างตัวว่าเป็นบริษัทมหาชนและมีธรรมาภิบาล

ประชาชนรอการออกมาแถลงข่าวแสดงความรับผิดชอบของผู้บริหาร ปตท. กว่าที่จะได้เห็นภาพนั้นก็ปาเข้าไปวันที่ 6 ของเหตุการณ์ ก็คือวันที่ 1 สิงหาคม แล้ว โดยคุณไพรินทร์ ประธานบริษัท ปตท.ออกมาแถลงข่าวแสดงความเสียใจและชาร์ทอธิบายสาเหตุของเหตุการณ์ ซึ่งถ้าจะต้องลำดับเหตุการณ์ใหม่หมดนั้น เหตุการณ์นี้ควรจะต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก แต่ก็ไม่เป็นไร ประเทศไทยมักมีอะไรแปลกๆ แบบนี้ แบบคาดไม่ถึง เข็มขัดสั้น ราวกับหนังทริลเลอร์หักมุมของฮอลลีวู้ดเสมอ

ช่วงที่เกิดเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรีของไทยอยู่ต่างประเทศ ไปยังประเทศที่คนไทยไม่รู้จัก และไม่ทราบว่าไปทำไม ไปแล้วได้อะไรกลับมา ประชาชนไม่เคยรับทราบภารกิจอันสำคัญของนายกรํฐมนตรีไทยท่านนี้ ที่สุดแสนจะฉลาด เก่งกาจมากมาย เพราะบริหารประเทศมา 2 ปีกว่า เธอยังไม่อยากจะแถลงผลงานอะไรให้ประชาชนรับทราบ เธอกล่าวกับประชาชนว่าได้รับทราบเหตุการณ์อยู่ตลอด และได้โทร.สั่งการให้หน่วยงานที่เกียวข้องดำเนินการแก้ไข เอาใจใส่ ติดตามใกล้ชิดอยู่ตลอด แต่ไฉนการดำเนินการถึงได้เป็นอย่างที่ประชาชนคนไทยก็ได้รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น มิหนำซ้ำพอกลับมาประเทศไทยแล้ว ก็ไม่ยอมที่จะลงไปยังพื้นที่ อ้างว่าได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องลงไปดูแลเอง ซึ่งประชาชนไม่ได้คาดหวังให้เธอลงไปยังทะเล เดินลุยน้ำไปดูคราบน้ำมัน หรือกินปลาโชว์ผู้สื่อข่าวอะไรอย่างที่เธอมักทำอยู่เป็นประจำหรอก แต่ประชาชนอยากจะให้เธอลงไปหาประชาชน ไปรับทราบสารทุกข์ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เช่น ชาวประมงพื้นบ้าน นักธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงคนท้องถิ่นว่าได้รับความเดือดร้อนอย่างไรต่อกรณีนี้ และอยากเอาความทุกข์มาเล่าให้นายกฯของประเทศนี้ได้รับทราบเพื่อนำไปแก้ไขก็เท่านั้น

3.การสร้างภาพของบริษัท ปตท.ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ PTTGC บริษัทต้นตอที่ก่อเรื่องนี้ มักสร้างภาพว่าตนเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาลสูง ส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จนมีการตั้งมูลนิธิลูกโลกสีเขียวนี้ขึ้นมา และแต่งตั้งคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานมูลนิธิ และเคยได้มีการแจกรางวัลแก่คนไทยผู้ที่มีส่วนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแต่ละสาขา ต่อกรณีนี้ทำให้ผู้ที่เคยได้รับรางวัลนี้ต่างทยอยนำรางวัลนี้มาคืนแก่บริษัท ปตท. เป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจและไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์องค์กรแห่งนี้ ที่เป็นเพียงการเสแสร้ง แสร้งทำ โดยเนื้อแท้ของจิตวิญญาณขององค์กรแห่งนี้ เป็นองค์กรแสวงหากำไรสูงสุด และไม่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ต่อกรณีน้ำมันรั่วที่อ่าวพร้าวนั้น ฉาวโฉ่ไปทั่วโลก ซึ่งไมบ่อยนักที่จะมีการคืนรางวัลในลักษณะเช่นนี้ให้เห็นในบ้านเรา และเป็นการตอกหน้า ซึ่งยังผลไปถึงภาพลักษณ์องค์กรแห่งนี้ที่เสียหายป่นปี้ที่สุด หลังจากนี้ประชาชนจะต้องจับตากิจกรรมในลักษณะ CSR ขององค์กรแห่งนี้ว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไรต่อไป และความจริงใจจะมีมากน้อยเพียงใด

4.การเยียวยาและการทบทวนแก้ไข หลังจากนี้จะมีการตั้งหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ คณาจารย์ ผู้เชียวชาญด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ผู้เชียวชาญด้านสารเคมี ที่จะเข้าไปฟื้นฟูระบบนิเวศน์ทางทะเลอ่าวไทย การประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งทางด้านการท่องเที่ยว ด้านประมง ด้านสิ่งมีชีวิตทางทะเล เพื่อเรียกร้อง ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายต่อ PTTGC ซึ่งต้องชดเชยความเสียหายตามที่เป็นจริง อย่างทั่วถึง ทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ อย่างเป็นธรรม สมเหตุสมผล และหน่วยงานที่จะมาประเมินก็ไม่ควรจะเป็น ปตท. ควรจะเป็นหน่วยงานที่ประกอบด้วยผู้เชียวชาญ น่าเชื่อถือ เป็นกลางจริงๆ นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐยังต้องมีการทบทวน มาตรการ การขนถ่ายน้ำมันในท้องทะเล กำหนดบทลงโทษที่รัดกุม รุนแรงต่อผู้ท่ี่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศน์วิทยา ส่วน ปตท.ต้องปรับปรุงอุปกรณ์ วิธีปฏิบัติงาน และบุคลากร ตั้งหน่วยงานเก็บกู้เป็นของตนเอง ถ้าคิดจะ go inter ไม่ใช่ go to hell อย่างที่เป็นอยู่



ขอไว้อาลัยแก่ผู้บริหารบริษัท ปตท.ทุกท่าน

รมว.พลังงาน,รมว.ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม,รมว.อุตสาหกรรม

นายกรัฐมนตรี



ให้กำลังใจแก่ประชาชนชาวเสม็ด อ่าวพร้าว ประชาชนชาวระยองทุกท่าน

ทหารกองทัพเรือ ,หน่วยงานภาครัฐ ,คณาจารย์ นักวิชาการ ผู้เชียวชาญที่ลงไปช่วยเหลือทุกคน

ประชาชนที่มีจิตอาสาทุกท่าน

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ย้อนตำนานยุครุ่งเรืองภาพยนตร์(คาวบอย)อเมริกัน ตอนที่ 1

 

ภาพยนตร์ในแนวโคบาล หรือที่มักจะใช้ทับศัพท์ฝรั่งว่า “แนวคาวบอย” นั้น ต้องนับว่าเป็นภาพยนตร์แนวที่สำคัญแนวหนึ่ง มักจะเรียกกันในทางวิชาการว่า “แนวบุกเบิกตะวันตก” (The Western Film) เป็นแนวที่มักจะมีพระเอกรูปหล่อ ขี่ม้ายิงปืน ใส่ชุดกางเกงหนังขายาว เสื้อแขนยาว (ยุคนั้นมียีนส์หรือเดนิมใส่กันแล้ว) มีเสื้อกั๊กหนังสวมทับอีกชั้น คาดเข็มขัดพร้อมตับกระสุนรอบเอว มีปืนลูกโม่โบราณอย่างน้อย 1 กระบอก หรือบางคนอาจพก 2 เป็นกระบอกคู่เลยก็มี สวมหมวกปีกกว้างแคบบ้าง ในด้านฝีมือยิงปืนนั้นหายห่วง แม่นอย่างกับจับวางเลยทีเดียว ส่วนผู้ร้ายก็มักจะเป็นคนนอกกฎหมายมีทั้งผิวขาวและพวกอินเดียนแดงเผ่าต่าง ๆ เช่น เผ่าชู ,เผ่าอาปาเช่ เป็นต้น บางเรื่องจะสวมเสื้อขนสัตว์มีริ้วตามชายเสื้อบริเวณไหล่ และแนวแขนทั้ง 2 ข้าง สวมหมวกขนสัตว์ที่มีพู่คล้ายหางกระรอกด้านหลัง ที่เราเรียกกันว่าชุดเสือพราน เช่น ชุดของ “เดวี คร็อกเกตต์” เป็นต้น ยิ่งพระเอกขี่ม้าขาวด้วยแล้วยิ่งโก้ที่สุด (วลีที่ว่าพระเอกขี่ม้าขาว จึงมาจากภ.คาวบอยนี่เอง)



เมื่อหวนไปรำลึกถึงภาพยนตร์ในแนวโคบาลที่ว่านี้ หลายคนจะนึกถึง ชื่อของพระเอกหรือตัวนำในเรื่อง เช่น เชน, บัฟฟาโล บิลล์, บิลลีเดอะคิด, เจส ลี เจมส์, แพต กาเรตต์ (ผู้ปราบบิลลีเดอะคิด) ,แบต มาสเตอร์สัน, จอห์น “ด็อค” โฮลิเดย์ และนายอำเภอไวแอตต์ เอิร์ป เป็นต้น หรือไม่หากเป็นนักอ่านสักหน่อยก็จะนึกถึง หลุยส์ ลามูร์ นักเขียนนิยายแนวคาวบอยมากมายหลายเรื่อง บางเรื่องของเขานำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่บางเรื่องเขาก็เขียนขึ้นมาจากบทภาพยนตร์เช่นกัน ตัวเอกที่เอ่ยชื่อมาแล้วนั้น บางคนก็เป็นคนดี บางคนเป็นผู้ร้าย แต่คนดูก็มักจะเข้าใจว่าพวกเขาเป็นพระเอก (คนดี) เสมอ เนื่องจากเป็นตัวเอกและตัวเดินเรื่อง บางคนมีตัวตนจริงๆ แต่บางคนก็มาจากตัวละครในนิยายที่แต่งขึ้นมาให้ดูสนุก ตัวอย่างเช่น “เชน” เป็นชื่อของพระเอกจากนิยายของ แจค แชเฟอร์ (Jack Schaefer) ที่นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ โดยมีผู้แสดงนำ ประกอบด้วย อลัน แลดด์ (เป็น “เชน”) ,แวน เอฟลิน (เป็น “โจ สตาร์เรต” ) ,จีน อาร์เธอร์ (เป็น “มาเรียน สตาร์เรต” – ภรรยาของโจ) และมี แจค พาแลนซ์ (แสดงเป็น มือปืนรับจ้างที่ชื่อว่า “สตาร์ก วิลสัน”) นอกจากนี้ก็มีชื่อตัวเอกในเรื่องที่สร้างจากประวัติของคนจริงๆ ในประวัติศาสตร์ เช่น บัฟฟาโล บิลล์, บิลลีเดอะคิด และ เจสลี เจมส์ เป็นต้น



บัฟฟาโล บิลล์ มีอยู่ด้วยกัน 2 คน คนแรกเป็นคนดี มีชื่อเต็มๆว่า “วิลเลียม ‘บัฟฟาโล บิลล์’ โคดี” (William ‘Buffalo Bill’ Cody) มีชื่อเสียงมาก่อนคนหลัง ส่วนคนที่ 2 นั้นมีชื่อว่า “วิลเลียม บัฟฟาโล บิลล์ บรู้กส์” ได้รับเลือกให้เป็นนายอำเภอแห่งเมืองดอดจ์ซิตี้ รัฐแคนซัส ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย เพราะเชื่อว่าจะสามารถควบคุมพวกโจรได้ ภายหลังชาวเมืองจับได้ว่าเขาทำตัวเป็นจอมบงการชุมโจรปล้นม้าเสียเอง เขาจึงถูกจับแขวนคอเมื่อปี พ.ศ.2417 ส่วนเจสสี เจมส์ มีชื่อเต็มๆว่า “เจสสี วู้ดสัน เจมส์” (Jesse Woodson James) เกิดเมื่อปี ค.ศ.1848 มีพี่ชายชื่อว่า แฟรงก์ เจมส์ เป็นอดีตทหารหน่วยจรยุทธ์ของรัฐฝ่ายใต้คราวที่เกิดสงครามกลางเมือง หรือ “สงครามเลิกทาส” ระหว่างรัฐฝ่ายเหนือกับรัฐฝ่ายใต้ สมัยประธานาธิบดีลินคอล์น (The American Civil War, 1861-1865) ตรงกับปี พ.ศ.2404 -2408 สมัยรัชกาลที่ 4 ของไทยเรา เมื่อสงครามสงบลง เขากับพี่ชายและพี่น้องในตระกูล “ยังเกอร์” คือ บ็อบ ยังเกอร์ กับ โคล ยังเกอร์ (บางตำราก็ว่าตระกูล “ยัง” (Young) ได้ร่วมกันปล้นรถไฟ และธนาคารในรัฐต่างๆ ต่างกรรมต่างวาระกันมากกว่า 26 ครั้ง มีคนที่ต้องตายไปเพราะถูกปล้น และที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ราวๆ 20 คน ทำให้ค่าหัวสินบนนำจับของพวกเขา ขึ้นไปสูงถึงหัวละ 10,000 เหรียญสหรัฐ ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย จนในที่สุด ด้วยแรงจูงใจจากค่าหัวดังกล่าว ทำให้เขาต้องตกเป็นเป้ากระสุนของพี่น้องสกุลฟอร์ด ที่ชื่อว่าโรเบิร์ตกับชาร์ลส์ในไร่ที่เซนต์โยเซฟ รัฐมิสซูรี จากการลอบยิงข้างหลังเมื่อปี ค.ศ. 1882 ทั้งๆ ที่เขาอุตส่าห์หลบหนีมือของกฎหมายและเปลี่ยนชื่อไปเป็น “ทอม โฮเวิร์ด” (Tom Howard) แล้วก็ตาม



บิลลีเดอะคิด มีชื่อจริงว่า วิลเลียม หรือ บิลลี่ บอนนีย์ (William Bonney) ถือกำเนิดมา ณ มหานครนิวยอร์ก เมื่อปี ค.ศ. 1880 ก่อนเจสสี เจมส์ ตาย 2 ปี ต่อมามารดาซึ่งเป็นแม่ม่าย เพราะบิดาสิ้นชีวิตเมื่อเขามีอายุได้เพียง 8 ขวบ ได้พาเขาไปทำมาหากินอยู่ที่เมืองลินคอล์น รัฐเท็กซัส ต้องใช้ชีวิตแบบ “ปากกัดตีนถีบ” จนกระทั่งเขามีอายุได้ 17 ปี ก็เกิดเหตุใหญ่ เพราะมารดาของเขาถูกผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งลวนลามต่อหน้าและในที่สาธารณะ เขาได้ทำร้ายคนผู้นั้นจนถึงตาย ทำให้ต้องหนีกฎหมายไปอยู่กับซ่องโจร ใช้เวลาเพียง 2 ปีให้หลัง เขาก็ได้ยกระดับตัวเองขึ้นเป็น “หัวหน้าซ่องโจร” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ประธานาธิบดี รุตเธอร์ ฟอร์ด เฮย์ส ได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามจากส่วนกลางคือ แพต กาเรตต์ มาปราบบิลลีเดอะคิดโดยเฉพาะ ซึ่งจากการที่มีการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทำให้บิลลีต้องสิ้นชื่อลงด้วยน้ำมือของแพต กาเรตต์ กับลูกน้องของเขา ขณะที่บิลลีมีอายุได้เพียง 21 ปี ว่ากันว่า ในบรรดามือปืนตะวันตกด้วยกันนั้น เจสสี เจมส์ กับบิลลี่ เดอะคิด ชักปืนไวและยิงแม่นที่สุด แต่ในชีวิตจริงพวกเขาไม่มีโอกาสจะได้พบกัน เพราะทั้งคู่มีอายุห่างกันเหมือนลูกกับพ่อ จึงไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าใครจะเหนือใคร



ภาพยนตร์ที่สร้างเกี่ยวกับประวัติของเจสสี เจมส์ นั้น เท่าที่พอจะหามาดูทบทวนได้คือ เรื่อง The Long Riders ตั้งชื่อเป็นภาษาไทยว่า “เจสสี เจมส์ โจรพันธุ์แท้” นำแสดงโดย เดวิด คาร์เรเดียน, เคต คาร์เรเดียน และโรเบิร์ต คาร์เรเดียน .... เป็นภาพยนตร์ที่มีแต่การปล้นแทบจะตลอดเรื่อง ส่วนภาพยนตร์อันเป็นอัตชีวประวัติของ “บิลลีเดอะคิด” นั้นโฮเวิร์ด ฮิวจ์ ผู้เป็นเจ้าของประวัติในภาพยนตร์เรื่อง The Aviator เคยสร้างไว้และนำออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 1943 ตรงกับปี พ.ศ.2486  ตั้งชื่อเรื่องว่า “The Outlaw” (เหนือกฎหมาย) ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แสดงเป็นบิลลีเดอะคิด เพราะไม่ได้ระบุชื่อไว้ ดูจากรูปภาพในใบปิดหนังก็มีความหล่อเหลาอยู่ไม่เบา ส่วนนางเอกก็คือ เจน รัสเซลล์ ซึ่งอวดทรวงอกอันอะร้าอร่ามของเธออย่างเต็มที่ให้สมกับที่มี “เจ้าพ่อเพลย์บอย” เป็นผู้สร้างและสนับสนุน ย้อนกลับไปหาภาพยนตร์เรื่อง “เชน” กันอีกสักเล็กน้อย เนื้อเรื่องของภาพยนตร์เดินตามหลังหนังสือนิยายเรื่อง “เชน” ของ “แจค แชเฟอร์” เกือบทั้งหมด คงมีต่างออกไปเพียงเล็กน้อยในบางตอน เนื้อเรื่องย่อมีอยู่ว่า เชน เป็นสุภาพบุรุษแม่นปืนพเนจรที่ไม่มีใครทราบถึงประวัติความเป็นมาที่แน่นอน บ้างก็เชื่อว่าเขาคือ “แชนนอน” ผู้เป็นทั้งนักเลงปืนคนกล้าชื่อกระฉ่อน และเป็นนักพนันมือฉกาจที่อยู่แถวรัฐอาร์คันซอส์และรัฐเท็กซัส แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่เล่าเรื่องราวของเขาแตกต่างออกไป ในภาพยนตร์เริ่มเรื่องตอนที่เขาขี่ม้าเข้ามาในหุบเขาแห่งหนึ่งในรัฐไวโอมิง ซึ่งเป็นผืนดินของ โจ สตาร์เรต เพื่อพักม้าและขอน้ำดื่ม แต่หลังจากที่ได้มีวิสาสะกันอยู่พักหนึ่ง เขาได้ตกลงใจที่จะพักอยู่กับโจระยะหนึ่งเพื่อช่วยทำงานในไร่เกษตร โดยที่เราไม่ทราบถึงเหตุผลที่ชัดเจน อาจจะเป็นเพราะการที่เขาได้เห็นด้วยสายตาของตนเองว่า โจ สตาร์เรต กำลังได้รับความลำบากเพราะถูกนายทุนอิทธิพลข่มขู่ให้ขายที่ดิน เพื่อที่จะใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์สัมปทาน บวกกับความชอบพอในนิสัยใจคอของโจ,มาเรียน – ภรรยาของโจ และโจอี หรือบ็อบ – ลูกชายผู้กระตือรือร้นและแสดงตัวว่าชื่นชมเชนก็อาจจะเป็นได้ ต่อมาเมื่อเชนได้เข้าไปในเมืองที่ร้านของกราฟตัน ซึ่งเป็นที่รวมของพวกนักเลงลูกน้องของ “ลุค เฟลตเชอร์” ผู้ทรงอิทธิพลและเจ้าของคอกปศุสัตว์รายใหญ่ เขาก็ถูกพวกนั้นด่าว่าเสี่ยดสีและห้ามไม่ให้เข้าไปซื้อสินค้าที่นั่น จนเมื่อเขาได้เข้าไปพร้อมกับโจ ครอบครัวของโจและเพื่อนบ้านอีกหลากคน เขาได้รับรู้การข่มขี่ก เขาจึงได้ชกกับคริสและลูกน้องคนอื่นๆ ของเฟลตเชอร์อย่างชนิดฝากฝีมือ แต่เนื่องจากเป็นการชกแบบถูกรุมจาก “หมาหมู่” ทำให้โจต้องใช้ไม้ท่อนเข้าไปฟาดฟันเพื่อช่วยเชนออกมา ทำให้พวกกวนเมืองต้องขยาดในฝีมือได้ไม่น้อย โจและเพื่อนบ้านถูกข่มขู่จนถึงที่ บางคนถูกเผาบ้าน บางคนถูกยิงตาย เพราะเฟลตเชอร์ไปหามือปืนมหากาฬที่ชื่อว่า “สตาร์ก วิลสัน” มาช่วยและมาพักอยู่ที่โรงแรมของกราฟตันด้วย จนในที่สุดเฟลตเชอร์ได้วางอำนาจถึงกับสั่งให้โจ สตาร์เรต ไปพบ โดยตั้งใจว่า หากโจไม่ยอมขายที่ให้ก็จะหาเรื่องยิงทิ้งโดยอ้างว่าเป็นการดวลปืนกัน ในคืนวันหนึ่ง โจ สตาร์เรต ไม่มีทางหลีกเลี่ยง เขาจำเป็นต้องเดินทางไปพบเฟลตเชอร์ ในขณะที่เชนก็เห็นว่า โจคงจะรับมือกับพวกอันธพาลไม่ไหว เขาจึงจะเข้าไปเสียเอง แต่โจก็ไม่ยอมเพราะไม่ใช่เรื่องของเชน ในที่สุดทั้งคู่ได้ต่อสู้กันด้วยหมัดลุ่นๆ จนเชนเกือบจะเสียท่าอยู่แล้ว เขาจึงต้องใช้เครื่องทุ่นแรงคือ ด้ามปืน ซัดท้ายทอยของโจเข้าไป 1 ที โจสลบเหมือด และเชนมอบโจไว้ให้มาเรียนดูแล เขาให้มาเรียนเก็บปืนของโจไว้ และไล่ม้าของโจออกจากคอกไปพร้อมคำพูดเป็นเชิงปลอบใจโจว่า “เขาจะได้พักผ่อนให้สบาย เวลาฟื้นก็คงจะเพลียนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร บอกเขาด้วยนะครับว่า ไม่มีใครต้องอายหรอกเมื่อพลาดท่าให้เซน” ...แล้วเชนก็ขี่ม้าพร้อมปืนพกเข้าเมืองไป ที่ร้านของกราฟตัน หลังจากต่อปากต่อคำกับสตาร์ก วิลสัน และเฟลตเชอร์อยู่ชั่วครู่เดียว เชนก็ดวลปืนกับวิลสันและเฟลตเชอร์ชนิด 1 ต่อ 2 คู่ต่อสู้ทั้งสองคนดับดิ้นไปเพราะความแม่นและเร็วของเชน แถมเมื่อเขาหันหลังกลับจะออกจากร้าน มีลูกน้องของเฟลตเชอร์อีกคนหนึ่งจะลอบยิงเขาทางด้านหลัง เขาก็ย่อตัวและหันมาสอยเจ้านั่นจนหล่นลงมาจากระเบียงอีกคนหนึ่ง โดยที่ตัวเขาเองไม่เป็นอันตรายหรือบาดเจ็บใดๆ ทั้งสิ้น ในนิยายระบุว่า เชน บาดเจ็บจากกระสุนของวิลสันบริเวณหน้าท้องเหนือเข็มขัด ....แล้วเขาก็ขี่ม้าจากหุบเขาไป





ในหนังสือนิยายเรื่องเชน เขาได้กล่าววาทะต่อทุกคนที่อยู่ในร้านกราฟตัน ภายหลังการดวลปืนไว้ว่า “ผมจะขึ้นม้าไปจากที่นี่แล้ว ห้ามใครตามออกไปโดยเด็ดขาด” วันที่เชนขึ้นหลังม้าออกจากหุบเขาไปนั้น ในนิยายระบุไว้ว่า คือปี ค.ศ. 1889 ตรงกับปี พ.ศ. 2432 แห่งรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทยเรา เชนนับเป็นพระเอกที่น่าประทับใจมาก เขาเป็นคนรูปงาม สง่า สุภาพ แต่งตัวอย่างคนที่มีรสนิยมสูง แต่เขาก็เป็นคนสู้งาน หนักเอาเบาสู้ ในขณะที่ช่วยงานของโจ เขาไม่รังเกียจการใช้กำลังกายแต่อย่างใดทั้งสิ้น ส่วนในภาพยนตร์นั้น ผู้ชมจะจดจำเขาได้ในตอนที่การดวลปืนสิ้นสุดลง เขาควงปืนไปและกลับถึง 2 รอบก่อนจะหย่อนเข้าซองปืนด้วยความนุ่มนวล เป็นภาพที่น่าประทับใจอย่างไม่รู้ลืม นับว่า “อลัน แลตต์” สวมบทบาทของเชนได้ อย่างไม่มีที่ติ สมควรที่ผู้นิยมภาพยนตร์ในแนวโคบาลตะวันตกจะหา “เชน” มาสะสมเอาไว้เสีย ในส่วนของหลุยส์ ลามูร์ (Louis L’ amour) ซึ่งเป็นนักเขียนนิยายแนวตะวันตก (Western Novel) นั้น เขาได้เขียนนิยายขึ้นมาหลายเรื่อง บางเรื่องได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์ เช่น เรื่อง How The West was Won (พิชิตตะวันตก) ซึ่งเป็นเรื่องที่รวมเอาดาราใหญ่ๆ ของฮอลลีวู้ด ไว้มากมาย และผู้ชมจะได้เห็นฉากธรรมชาติที่สวยงามตลอดเรื่องเลยทีเดียว

(ถอดความบางส่วนจาก หนังสือ “ย้อนรอยหนังฝรั่ง” โดย ไพบูลย์ แพงเงิน ,ภาพยนตร์โคบาลตะวันตก,สำนักพิมพ์วลี ครีเอชั่น)

วิวัฒนาการของหนังคาวบอยจากอดีตมาถึงปัจจุบัน



































วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

โลก 360 องศา - (รถไฟตกรางที่สเปน,เจ้าหญิงและดัชเชสออฟเคมบริดจ์คลอดพระโอรส,ดีทรอยด์ล้มละลาย)


เตรียมสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเหตุการณ์รถไฟตกรางที่สเปน

ยอดผู้เสียชีวิตแก้ไขล่าสุดเหตุรถไฟขบวนหนึ่งที่แล่นมาด้วยความเร็วสูงเกิดตกรางทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของสเปนเมื่อวันพุธ(24) ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนในวันพฤหัสบดี(25) คือ 78 ศพ บาดเจ็บ 140 คน ขณะที่ตำรวจเตรียมสอบปากคำพนักงานผู้ทำหน้าที่ควบคุมรถไฟขบวนดังกล่าวตอนเกิดเหตุ

จนถึงตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ยืนยันว่าอะไรคือต้นตอของอุบัติเหตุซึ่งเกิดขึ้นใกล้ๆสถานีซานติอาร์โก เด กอมปอสเตลา แคว้นกาลิเซีย กับขบวนรถไฟที่บรรทุกผู้โดยสาร 218 พนักงาน 4 คน เที่ยวจากกรุงมาดริด มุ่งหน้าสู่เมืองเฟร์รอล แต่รายงานข่าวระบุว่ารถไฟขบวนดังกล่าวแล่นด้วยความเร็วกว่า 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มากกว่าข้อกำหนดจำกัดความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถึง 2 เท่า

ด้านเจ้าหน้าที่ศาลให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่าหนึ่งในเหล่าผู้ควบคุมรถไฟขบวนมรณะ ซึ่งเป็นหายนะทางการเดินรถไฟครั้งเลวร้ายที่สุดของสเปนนับตั้งแต่ปี 1944 จะถูกตำรวจสอบปากคำในวันพฤหัสบดี(25)


จีน แผ่นดินไหวอีก 2 ระลอก ที่มณฑลกานซู

เอเจนซีส์/ASTVผู้จัดการออนไลน์ - แผ่นดินไหวรุนแรง 2 ระลอกในมณฑลกานซูทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน เมื่อเช้าวันนี้(22) ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 47 ราย บาดเจ็บสาหัสราว 300คน ขณะที่อาคารบ้านเรือนพังถล่มอีกนับหมื่นหลัง

เจ้าหน้าที่สำนักงานแผ่นดินไหวประจำมณฑลกานซู เปิดเผยว่า “มีอาคารพังเสียหายกว่า 21,000 แห่ง และอีกกว่า 1,200 แห่งพังถล่ม” หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 และ 5.6 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งยังติดตามมาด้วยอาฟเตอร์ช็อกถึง 371 ครั้ง

แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 7.45 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เขตหมินเซียนและจางเซียน ห่างจากเมืองหลานโจว เมืองหลวงประจำมณฑลกานซู ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 170 กิโลเมตร ตามรายงานจากสำนักข่าวซินหวา

สื่อของทางการจีนรายงานยอดผู้บาดเจ็บสาหัสขณะนี้อยู่ที่ 296 ราย ขณะที่เมืองเล็กๆอีก 8 เมืองในเขตภูเขาห่างไกลก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากน้ำท่วมและโคลนถล่มที่เกิดขึ้นตามมา

13 เมืองในเขตจางเซียนต้องเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับ และไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกได้

ซินหวา รายงานว่า หลังแผ่นดินไหวระลอกแรกผ่านไปราว 90 นาที ได้เกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง วัดความรุนแรงได้สูงสุด 5.6 ริกเตอร์  มณฑลกานซูมีอาณาเขตติดต่อกับมณฑลเสฉวน ซึ่งเคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 6.6 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คร่าชีวิตพลเมืองจีน 164 ราย ขณะที่ยอดผู้บาดเจ็บสูงกว่า 6,700 คน  แผ่นดินไหวดังกล่าวถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 3 ปี และมีศูนย์กลางอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.9 เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2008 ซึ่งครั้งนั้นมีชาวมณฑลเสฉวนล้มตายไปถึง 70,000 คน

เจ้าหญิงแคเทอรีนหรือดัชเชสแห่งเคมบริดจ์มีพระประสูติกาลเป็นพระโอรสแล้ว
เอเอฟพี/บีบีซีนิวส์ - เจ้าหญิงแคเทอรีนหรือดัชเชสแห่งเคมบริดจ์มีพระประสูติกาลพระโอรส ผู้สืบทอดราชบัลลังก์แห่งราชวงศ์อังกฤษในอนาคต เมื่อช่วงเย็นวันจันทร์(22) ตามเวลาท้องถิ่น(ตรงกับเมืองไทยค่ำวันเดียวกัน) ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเสด็จไปยังโรงพยาบาลเซนต์แมรีในเขตแพดดิงตัน ด้านทิศตะวันตกของกรุงลอนดอน พร้อมกับเจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ พระสวามีในวันเดียวกัน

สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่าราชองครักษ์ ได้นำเอกสารแจ้งข่าวพระประสูติกาลอย่างเป็นทางการ ซึ่งมีการลงชื่อรับรองอย่างเป็นทางการโดยดอคเตอร์ มาร์คัส เซตเชล นรีแพย์ประจำพระองค์สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 และเป็นหัวหน้าทีมแพทย์ทำคลอดเจ้าหญิงเคท ไปยังพระราชวังบัคกิงแฮมภายใต้การคุ้มกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจและติดประกาศที่ลานหน้าพระราชวัง

ถ้อยแถลงของสำนักพระราชวังเคนซิงตันระบุว่า "ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ทรงระประสูติกาลพระโอรส อย่างปลอดภัย ณ เวลา 16.24 น.(ตรงกับเมืองไทย 22.24 น.) พระโอรสทรงมีน้ำหนัก 3.8 กิโลกรัม เจ้าหญิงแคเทอรีนและพระโอรสทรงแข็งแรงดีและจะทรงประทับค้างคืนที่โรงพยาบาล"

ขณะที่เจ้าชายวิลเลียม ทรงระบุในถ้อยแแถลงสั้นๆในเวลาต่อมาว่าพระองค์ทรงมีความสุขเป็นอย่างมากที่พระชายาพระประสูติกาลพระโอรส"เราคงไม่มีความสุขไปมากกว่านี้อีกแล้ว" ขณะที่พระองค์ทรงประทับค้างคืนเฝ้าพระราชาและพระโอรสที่โรงพยาบาล

เจ้าชายวิลเลียมทรงอยู่เคียงข้างพระชายาตอนที่พระองค์ทรงมีประสูติกาลที่โรงพยาบาลเซนต์แมรี ขณะที่ราชินี ก็ทรงยินดีเป็นอย่างดีหลังจากทราบข่าวนี้ ถ้อนแถลงของพระราชวังระบุ "สมเด็จพระราชินีดยุคแห่งเอดินเบิร์ก, เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์, ดัชเชสแห่งคอร์นวอลล์, เจ้าชายแฮร์รีและเหล่าสมาชิกพระบรมวงศานุวงศ์ ต่างทราบข่าวแล้วและรู้สึกปิติยินดีอย่างยิ่งต่อข่าวนี้"

มีรายงานว่า สมเด็จพระราชินีนาถ พระองค์ทรงเสด็จจากพระราชวังวินด์เซอร์ รอบนอกกรุงลอนดอน กลับถึงพระราชวังบัคกิงแฮมในช่วงบ่าย แต่พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นๆยังประกอบพระกรณียกิจตามปกติ

ฝูงชนจำนวนมากมารวมตัวกันบริเวณด้านนอกพระราชวัง และต่างส่งเสียงด้วยความยินดี ขณะที่ข่าวคราวการมีพระประสูติกาลที่รอคอยกันมาอย่างยาวนานนี้ถูกแถลงออกมา ณ เวลา 20.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น(ตรงกับเมืองไทย(02.30น.) ด้วยทางเท้าฝั่งตรงข้ามของโรงพยาบาลคับคั่งไปด้วยพิธีกรข่าวที่รายงานข่าวการประสูติกาลออกอากาศสดๆ เช่นเดียวกับช่างภาพและสื่อมวลชนแขนงอื่นๆ

พระโอรสทรงจะมีพระอิสริยยศเป็นเจ้าชายแห่งเคมบริดจ์ (Prince of Cambridge) และพระองค์จะทรงอยู่ในฐานะรัชทายาทลำดับ 3 แห่งราชวงศ์อังกฤษ ต่อจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระอัยกา และเจ้าชายวิลเลียม พระบิดา ทั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผยพระนามของพระองค์ แต่เหล่าบริษัทรับพนันอย่างถูกกฎหมายของอังกฤษยกให้ชื่อ "จอร์จ" และ "เจมส์" อยู่ในตัวเต็งพระนามลำดับต้นๆ

ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ เสด็จโดยรถยนต์จากพระราชวังเคนซิงตัน ไปยังโรงพยาบาลเซนต์แมรีในเขตแพดดิงตัน ด้านทิศตะวันตกของกรุงลอนดอน พร้อมกับเจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ พระสวามี ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนองช่วงฤดูร้อนตอนเวลาประมาณ 6.00 น. เพื่อหลบหลีกผู้สื่อข่าวจากทั่วโลกเฝ้ารอคอยทำข่าวอย่างใจจดใจจ่ออยู่หน้าโรงพยาบาลมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ขณะที่การประสูตรของโอรสพระองค์น้อยๆเมื่อวันจันทร์(22) ถือว่าล่าช้ากว่าที่คาดหมายกันไว้เล็กน้อย

ทั้งนี้พระโอรสองค์นี้ทรงประสูติกาลที่โรงพยาบาลเดียวกับที่เจ้าชายวิลเลียม พระบิดา พระโอรสของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์กับเจ้าหญิงไดอานา ที่ทรงประสูติกาลในปี 1982 ซึ่งคราวนั้นก็ได้รับการสนใจจากสื่อมวลชนจากทั่วโลกไม่แพ้กัน ขณะที่พระโอรสองค์นี้ทรงมีศักดิ์เป็นพระราชปนัดดาองค์ที่ 3 ในสมเด็จพระราชินีนาถ



ช็อค! เมืองอุตสาหกรรมยานยนต์ดีทรอยต์ ฟ้องล้มละลาย
เอเอฟพี - ดีทรอยต์ เมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ในสหรัฐฯ ยื่นขอศาลคุ้มครองการล้มละลายแล้ว หลังเผชิญภาวะซบเซามานานหลายสิบปีจนหนี้สินรุงรัง ประกอบกับการบริหารจัดการที่ผิดพลาดทำให้ระบบเก็บภาษีไร้ประสิทธิภาพ

จากที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ด้านอุตสาหกรรม ดีทรอยต์ในวันนี้กลับกลายเป็นเมืองเสื่อมโทรม ดารดาษไปด้วยตึกระฟ้า, โรงงาน และบ้านเรือนที่ปราศจากผู้คนอยู่อาศัย ฝ่ายบริหารเมืองไม่มีงบประมาณพอแม้แต่จะเปิดไฟส่องสว่างตามท้องถนน ทำให้ถนนหนทางร้อยละ 40 ตกอยู่ในความมืดมิดยามค่ำคืน  ริค สไนเดอร์ ผู้ว่าการรัฐมิชิแกน ออกมายอมรับว่าไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว   “มันเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่ก็เป็นทางเลือกเดียวที่จะแก้ปัญหาซึ่งสะสมมานานถึง 60 ปี” สไนเดอร์ ระบุในถ้อยแถลง

ประชากรเมืองดีทรอยต์ลดลงกว่าครึ่งในรอบ 60 ปี จากสถิติ 1,800,000 คนในปี 1950 เหลือเพียง 700,000 คนในปัจจุบัน  ปมขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติซึ่งถูกโหมกระแสโดยขบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง รวมไปถึงเหตุจลาจลครั้งใหญ่เมื่อปี 1967 ทำให้พลเมืองผิวขาวและชนชั้นกลางอพยพหนีไปอยู่ชานเมืองกันมากขึ้น ติดตามมาด้วยการไหลออกของภาคธุรกิจ ซึ่งทำให้ฐานภาษีของดีทรอยต์ร่อยหรอลงทุกวัน   เมื่อเก็บภาษีได้น้อยลง ฝ่ายบริหารเมืองก็จำเป็นต้องตัดทอนบริการสาธารณะต่างๆ ซึ่งยิ่งกระตุ้นให้คนย้ายออกจากเมืองมากขึ้น   เจ้าของโรงงานที่เผชิญปัญหาสภาพคล่องและถูกคู่แข่งจากเอเชียช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจำต้อง “ลอยแพ” พนักงานเพื่อลดภาระ และหันมาใช้กระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติหรือจ้างแรงงานเอาท์ซอร์สแทน

เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดีทรอยต์ได้หยุดพักชำระหนี้บางส่วนจากมูลค่าหนี้สินที่สูงถึง 18,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ เควิน ออร์ ผู้บริหารเมืองฉุกเฉิน ก็ได้ยื่นเงื่อนไขผ่อนปรนกับบรรดาเจ้าหนี้ โดยจะจ่ายเงินคืนไม่ถึง 10 เซนต์ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปรากฎว่ากองทุนเงินบำนาญ 2 แห่งซึ่งเป็นเจ้าของเงินกู้ราว 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ออกมายื่นฟ้องเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของพนักงานเกษียณ แต่การยื่นขอคุ้มครองล้มละลายของดีทรอยต์ก็ทำให้กระบวนการพิจารณาคดีต้องระงับไว้ชั่วคราว  หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางว่าจะอนุมัติแผนปรับโครงสร้างหรือลดหนี้สินบางส่วนให้แก่ดีทรอยต์ ตามที่ระบุในมาตรา 9 ของกฎหมายล้มละลายสหรัฐฯหรือไม่

ดักลาส เบิร์นสไตน์ ทนายความฝ่ายคดีล้มละลายจากบริษัทกฎหมาย พลังเค็ทท์ คูนีย์ ซึ่งมีฐานในรัฐมิชิแกน ชี้ว่า กรณีของดีทรอยต์อาจไม่ง่ายดายเหมือนคราว เจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) และ ไครส์เลอร์ ซึ่งยื่นขอรับการคุ้มครองล้มละลายเมื่อปี 2009 และดำเนินการปรับโครงสร้างได้ในไม่กี่สัปดาห์ ด้วยแรงสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ  “ปัญหาที่สำคัญก็คือ ที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีเทศบาลเมืองในสหรัฐฯยื่นล้มละลาย จึงไม่มีแบบอย่างให้ปฏิบัติตามได้มากนัก” เบิร์นสไตน์ ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพี  สถิติการฆาตกรรมในเมืองดีทรอยต์พุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี และตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ดีทรอยต์ยังขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งใน “เมืองอันตรายที่สุด” ของสหรัฐฯด้วย  ชาวเมืองดีทรอยต์ที่โทรศัพท์แจ้งเหตุฉุกเฉินต้องอดทนคอยโดยเฉลี่ย 58 นาทีกว่าตำรวจเดินทางไปถึง ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 11 นาที

ปัจจุบันมีอาคารกว่า 78,000 หลังที่ถูกทิ้งร้าง และรถพยาบาลก็ใช้การได้เพียง 1 ใน 3 เนื่องจากขาดงบประมาณซ่อมบำรุงฝ่ายบริหารเมืองดีทรอยต์ใช้วิธีกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายนานกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งเป็นความไร้วิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่นำมาสู่ความเสื่อมของเมืองทุกวันนี้  เงิน 38 เซนต์จากรายรับทุกๆ 1 ดอลลาร์ของดีทรอยต์ จะถูกดึงไปชำระหนี้และใช้จ่ายด้านอื่นๆ เช่น จ่ายบำนาญ เป็นต้น และมีแนวโน้มว่าสัดส่วนดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 65 เซนต์ต่อ 1 ดอลลาร์ ภายในปี 2017

วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

The Persuit of Happyness ความสุขสร้างได้ เพียงคุณสู้และแก้ปัญหาเป็น

วันก่อนได้มีโอกาสได้ชมสกู้ปสรุปตัวเลขรายได้ของหนังซัมเมอร์อเมริกาในปีนี้ เห็นชื่อเรื่อง After Earth ที่แสดงนำโดย วิลล์ สมิธและลูกชายของเขาคือ เจเด้น สมิธ ซึ่งกำกับโดยผู้กำกับชื่อดังคือ เอ็มไนท์ ชยามาลาน แต่พบว่าตัวหนังทำรายได้ต่ำกว่าทุกเรื่องในตารางหนังซัมเมอร์ปีนี้ทุกเรื่องที่เป็นตัวเต็ง และก็ไม่ค่อยทำเงินในตลาดนอกประเทศ รวมถึงคำวิจารณ์ก็ไม่ค่อยดี ทำให้รู้สึกเสียดายทั้งตัวผู้กำกับและตัวสมิธเอง ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นทั้งนักแสดงและโปรดิวเซอร์ด้วย รวมถึงข่าวคราวของเขาที่จะไม่สามารถมารับบทนำในภาคต่อของ ID4 เนื่องจากผู้สร้างและผู้กำกับเกี่ยงงอนเรื่องค่าตัวเขาที่สูงมาก จนทำให้ต้องหันไปใช้บริการนักแสดงท่านอื่น ทั้งๆ ที่เรื่อง ID4 เป็นหนังลายเซ็นและหนังแจ้งเกิดให้กับวิลล์ สมิธ อีกด้วย ถ้าเป็นผมจะขอลดค่าตัว หรือไม่รับเลย ขอเพียงให้ได้มีส่วนในหนังภาคต่อเรื่องนี้ เพราะมันหมายถึงเครดิตส่วนตัวที่เงินก็ซื้อไม่ได้ ทำให้นึกย้อนไปถึงภาพยนตร์เรื่องเล็กๆ เรืองนึงซึ่งแม้ไม่ใช่หนังฟอร์มใหญ่ ไม่ทำรายได้อะไร แต่เป็นหนังที่ถูกกล่าวขวัญถึงอย่างมากในแง่การแสดง บท และเป็นหนังดีเรื่องนึงในปี 2006 เลย เป็นหนังที่พ่อ-ลูก สมิธ เล่นไว้ดีมาก พลังของการแสดงและทรงพลังมาก สะท้อนแง่คิดการดำเนินชีวิต เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก หนังเรื่องนั้นคือ The Persuit of Happyness

หนังเล่าเรื่องราวจากชีวิตจริงของคริส การ์ดเนอร์ ที่ทุกๆ วัน เขาจะต้องแบกเครื่องสแกนกระดูกที่มีราคาแสนแพงไปขายตามคลินิกและโรงพยาบาลต่างๆ แน่นอนว่ามันขายไม่ค่อยจะได้ จึงทำให้ครอบครัวเผชิญกับปัญหาทางการเงิน และเมื่อปัญหามันหนักหนาจนเกินไป สุดท้ายภรรยาจึงทิ้งเขาไป ให้เขาต้องแบกภาระเลี้ยงดูลูกชายวัย 5 ขวบแต่เพียงลำพัง จากนั้นทุกวันเขาต้องหอบหิ้วเครื่องสแกนกระดูกด้วยมือซ้าย จูงลูกด้วยมือขวา เข้าออกโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อขายเครื่องนี้ต่อชีวิตเขาไปในแต่ละเดือน จนเมื่อเขาเดินผ่านบริษัทการเงินที่ที่ผู้คนเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข มีรถสปอร์ตคันหรูจอดเรียงรายตามริมถนน เขาจึงมีความคิดที่จะเปลี่ยนอาชีพใหม่ มุ่งสู่การเป็นโบรกเกอร์ (ที่ปรึกษาด้านการลงทุนหลักทรัพย์) ความเลวร้ายนั้นยังไม่หยุดโหมกระหน่ำ เมื่อรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย จนเจ้าของบ้านเช่าที่เอือมระอาเขา ที่ค้างค่าเช่าอยู่เป็นประจำ จนบางครั้งต้องวิ่งหาค่าเช่ามาจ่ายประทังแบบวันต่อวัน และสุดท้ายก็ต้องโดนอัปเปหิออกจากบ้านเช่านั้นไป ต้องไปนอนตามห้องน้ำ สถานีรถไฟใต้ดิน ชะตากรรมของพ่อลูกตกอับจนถึงต้องไปต่อคิวเพื่อแย่งสิทธิ์เข้าพักสถานพักสำหรับคนไร้ที่อยู่แบบชั่วคราว ซึ่งจำกัดได้วันละไม่กี่ร้อยคน และได้สิทธิ์วันต่อวัน จากนั้นหากต้องการจะพักต่อก็ต้องมาเข้าคิวขอใช้สิทธิ์ใหม่ ต่อหน้าลูกนั้น พ่อต้องทำตัวเป็นฮีโร่ให้ลูกเห็น ไม่แสดงความอ่อนแอออกมา แต่ลับหลังลูกนั้นน้ำตาของลูกผู้ชาย ที่น้อยใจต่อโชคชะตา และเจ็บช้ำน้ำใจต่ออดีตภรรยาที่ทอดทิ้งตนไปแบบไม่มีเยื่อใยต่อกัน เขาต้อง แบ่งเวลาไปฝึกงานที่บริษัทการเงิน ใช้เวลาอีกส่วนหนึ่งเดินออกตามโรงพยาบาลเพื่อขายเครื่องสแกนและใช้เวลาที่เหลือเดินทางไปตามสถานสงเคราะห์ให้มีที่นอนในแต่ละคืน บ่อยครั้งที่เขามีเงินเพียงไม่กี่ดอลล่าร์ติดกระเป๋า แต่เป็นเพราะความรักที่มีต่อลูก การมองโลกในแง่ดีและมีความหวัง จึงทำให้เขากัดฟันต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อให้ทั้งคู่มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ช่วงหนึ่งของเหตุการณ์ที่เขาอาศัยนั่งรถผู้บริหารท่านนึงของบริษัทการเงินเพื่กลับยังที่พัก เขาได้อาศัยติดรถกลับไปด้วยเพื่อประหยัดค่าเดินทางนั้น เขาเห็นผู้บริหารท่านนั้นเล่นรูบิก (ผลึกมิติที่มีรูปลักษณ์สี่เหลี่ยมเท่ากันทุกด้าน แต่ละด้านมีสี่เหลี่ยมย่อยเรียงตัวกัน 9 สี่เหลี่ยมย่อย สามารถหมุนเปลี่ยนได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน วิธีการคือต้องหมุนให้สี่เหลี่ยมทั้ง 9 นั้นเรียงตัวเป็นสีเดียวกันทั้ง 6 ด้าน ซึ่งรูบิกมี 6 ด้านคล้ายลูกเต๋า เครื่องเล่นนี้ผลิตขึ้นจากความรู้ด้านฟิสิกศ์ โดยมีแกนหมุนอยู่ตรงกลางเป็นตัวยึดข้อต่อสี่เหลี่ยมทุกฟันเฟืองเอาไว้) รูบิกก็คือ symbolic ที่ใส่เข้ามาในเรื่อง สิ่งที่คริสกำลังเผชิญอยู่เปรียบเสมือนปัญหาที่เขาต้องพบเจอในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน การงาน ครอบครัว ปัญหาที่คริสกำลังเผชิญอยู่นั้นมีหลากหลายด้าน คล้ายๆ รูบิก ที่เมื่อแก้ไขปัญหาด้านนึงจะมีผลไปถึงปัญหาอีกด้านนึง แต่ทุกปัญหาส่งผลต่อตัวเขา และเขาต้องแก้ไขมันให้ได้ คริสขอผู้บริหารท่านั้นลองหมุนรูบิกดูแต่ก็ไม่สามารถทำได้ในครั้งนั้น สิ่งสำคัญก็คือ เราจะต้องรู้แกนของปัญหาเพื่อที่จะแก้ไขให้ได้ถูกจุด และของเล่นชิ้นนี้นี่เอง ที่มีส่วนช่วยพลิกผันชีวิตของคริส การ์ดเนอร์ ให้ก้าวเดินได้สะดวกมากขึ้น คริสไม่เคยแสดงความเหนื่อยอ่อน หรือมีทีท่าจะยอมแพ้กับชีวิตให้เห็นแม้แต่น้อย เมื่อทางข้างหน้ามีปัญหา เขาก็ไม่เคยคิดที่จะหันไปข้างหลัง สภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่สอนหลายสิ่งหลายอย่างให้แก่เขา คริสไม่ปล่อยเวลาทำงานให้เสียเปล่าไปกับการพักดื่มน้ำในระหว่างการทำงาน และจะได้ไม่ต้องเสียเวลาที่จะเดินไปเข้าห้องน้ำ ทำให้เขามีเวลาทำงานเพิ่มขึ้นวันละหลายนาที

The Persuit of Happyness แม้ว่าจะเป็นหนังที่สร้างจากอัตชีวประวัติของคนๆ นึง แม้ว่าจะไม่ใช่บุคคลสำคัญระดับโลก แต่ชีวิตของเขานั้นให้คุณค่าแก่การเรียนรู้ ทั้งในแง่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การใช้ชีวิต การเผชิญปัญหา และแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจ ให้กำลังใจแก่ทุกชีวิตบนโลกนี้ ที่มีชะตากรรมที่ย่ำแย่และตกต่ำ ในหนังมีประโยควลีคำคมอยู่เป็นจำนวนมาก หลากหลายซีน สามารถนำข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ไปปรับใช้กับตนเองได้ ฉากนึงในเรื่อง ที่คริสเห็นลูกชายยอมแพ้ให้กับความฝันที่จะเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอล คริสจึงบอกกับลูกชายว่า “อย่าปล่อยให้ใครมาบอกนายว่า นายทำอะไรไม่ได้... หากนายมีความฝัน นายต้องปกป้องมัน เมื่อนายปรารถนาสิ่งใด อย่านิ่งเฉย ต้องออกไปไขว่คว้ามันมาให้ได้” คำพูดประโยคนี้อธิบายความเป็นตัวตนของคริส การ์ดเนอร์ ได้เป็นอย่างดี เพราะเราจะไม่เคยเห็น แม้แต่ฉากเดียวที่ คริส ยอมแพ้ให้แก่ปัญหาที่รุมล้อมตัวเขา นานๆ ทีที่เราจะได้เห็นวิลล์ สมิธ มารับบทดราม่าหนักๆ อย่างเรื่องนี้ เพราะโดยส่วนใหญ่เขาจะเล่นแต่หนังแอ็คชั่น ทริลเลอร์ แต่เรื่องนี้วิลล์ สมิธ สามารถรับบทคริส การ์ดเนอร์ เล่นได้เข้าถึงบทบาท ความเป็นคนเข้มแข็ง อดทน มุมานะ เป็นลูกผู้ชายใจสู้ และบทบาทความเป็นพ่อที่เข้าใจทั้งหัวอกคนเป็นพ่อของลูกได้เป็นอย่างดี และในเรื่องนี้เขาก็เล่นลูกชายแท้ๆ ของเขาเองจริงๆ

เจเด้น คริสโตเฟอร์ ไซร์ สมิธ ลูกชายแท้ๆ (วัย 7 ขวบในตอนนั้น) ของวิลล์ สมิธ แต่ในเรื่องเล่นเป็นเด็ก 5 ขวบ ซึ่งในเรื่องบทเด็กซึ่งเป็นลูกชายของคริส การ์ดเนอร์ เป็นเด็กที่ใส บริสุทธิ์ อ่อนต่อโลก ไร้เดียงสา เล่นเป็นธรรมชาติของเด็ก ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงทิ้งพ่อไป และเอ่ยหาแม่อยู่ตลอดเวลาว่า แม่ไปไหน ส่วนบทของแม่นั้น ในเรื่องแสดงโดย แธนตี้ นิวตัน นักแสดงสาวจากเรื่อง Crash ที่มารับบทแม่ได้ดี จนได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ด้วย

ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับชาวอิตาลี ชื่อ กาเบรียล มัคชิโน ซึ่งเคยมีผลงานเป็นภาพยนตร์ภาษาอิตาเลียนมาตลอด เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่เป็นภาษาอังกฤษ เคยมีผลงานที่เป็นที่จดจำคือเรื่อง The Last Kiss (หนังปี 2002) ในบ้านของตนเอง ที่ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์


หนังเรื่องนี้จัดเป็นหนัง 1 ใน 100 เรื่องที่ผู้เขียนชื่นชอบ เคยพาเพื่อนสนิทไปดูที่โรงหนังลิโด้ ดูจบน้ำตาคลอ ซาบซึ้ง ประทับใจ อินกับเนื้อหาและเข้าใจชีวิตมากขึ้น ส่วนเพื่อนที่ไปดูด้วยไม่อินกับหนัง ดูออกมาแล้วเฉย ๆ ทั้งๆที่เขามีลูกชายวัยเดียวกับในหนัง และชีวิตเขามีปัญหาทางด้านการเงินในขณะนั้น ผู้เขียนจะไม่ขอสรุปอะไรเกี่ยวกับประเด็นในหนัง แต่จะขอกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า บางครั้งชีวิตจริงคนเรายิ่งกว่าในหนัง และบางครั้งคนเราก็ยอมจะขมชื่น ไม่อยากเอาชีวิตของตัวเราเองไปเล่าให้ใครฟัง เพราะว่ามันเศร้าเสียยิ่งกว่าในหนังเสียอีก

ประวัติและผลงานผู้กำกับ Gabriele Muccino

Director Writer Producer

Gabriele and Eugenia F. Di Napoli have a son named Silvio Leonardo (b.2000). See more trivia »

Born: May 20, 1967 in Rome, Lazio, Italy

Director (18 titles)

2013 Shanghai, I Love You (in production)
???? Fathers and Daughters (pre-production)
2012 Playing for Keeps
2010 Baciami ancora
2010 Senza tempo (short)
2008 Seven Pounds
2007 Viva Laughlin (TV series)
– Pilot (2007)
2007 Heartango (short)
2006 The Pursuit of Happyness
2006 Chi siete venuti a cercare (TV documentary)
2004 Giovani talenti italiani (video) (segment "14 agosto")
2003 Ricordati di me
2001 L'ultimo bacio
1999 Come te nessuno mai
1999 Gli amici di Sara (TV documentary)
1998 Ecco fatto
1996 Intolerance (segment "Max suona il piano")
1996 Un posto al sole (TV series)

คริสโตเฟอร์ พอล การ์ดเนอร์ เป็นมหาเศรษฐีที่สร้างฐานะขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเขาเอง เป็นนายทุนที่ร่ำรวย มีความสามารถในการพูดจูงใจผู้อื่นและยังใจบุญอีกด้วย เขาเกิดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1954 ที่มิลวอคกี วิสคอนซิน ในช่วงทศวรรษ 1980 นั้น คริสต้องเผชิญกับช่วงที่ยากลำบากของชีวิต เขาต้องต่อสู้ดิ้นรนเนื่องจากไม่มีบ้านอยู่ทั้งๆที่มีภาระต้องเลี้ยงดูลูกชายคนเดียว คริสโตเฟอร์ จูเนียร์ อีกคน หนังสือชีวประวัติของคริสนั้นตีพิมพ์เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2006 โดย Amistad และ HarperCollins

ในปี 2006 นั้น เขาเป็นซีอีโอของบริษัทนายหน้าค้าหุ้นของเขาเองคือ Gardner Rich & Co มีสำนักงานอยู่ที่ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ อันเป็นที่อยู่ของเขาในคราวที่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่นครนิวยอร์ก คริสบอกว่าความสำเร็จและอดทนของเขานั้นได้รับมาจากแม่ Bettye Jean Triplett, née Gardner และกำลังใจที่สำคัญที่สุดในการสู้ชีวิตของเขาคือลูกชายคริส จูเนียร์ (เกิดปี ค.ศ. 1981) และลูกชายจาซิสตา (เกิดปี ค.ศ. 1985) ของเขานั่นเอง คริสต้องเผชิญกับช่วงลำบากของชีวิต เขาสร้างตัวมาจากการเป็นนายหน้าค้าหุ้นในช่วงที่เป็นพ่อหม้ายและคนพเนจรไร้บ้าน จนได้มีการนำชีวประวัติส่วนหนึ่งของเขาไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Pursuit of Happyness นำแสดงโดย วิลล์ สมิธ



กรุงเทพฯ เมืองหนังสือ(แพง) โลก > เมืองของนักอ่านโลก

คนไทยอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยปีละ 8 บรรทัด ประโยคหรือวลีนี้ ผู้เขียนคิดว่าเป็นทั้งคำปรามาสและคำชื่นชมให้เกียรติคนไทยมากเกินไปหรือไม่ เพราะไม่รู้ว่ามีการสำรวจวิจัยอย่างละเอียดแล้วจริงๆ หรือไม่ อีกทั้งเป็นตัววัดถึงมาตรฐานการศึกษาของไทยได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าเป็นเช่นคำพูดนั้นจริงๆ เห็นทีประเทศไทยคงจะต้องจัดเป็นประเทศด้อยพัฒนามากกว่าที่จะถูกจัดอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาเป็นแน่แท้ เพราะโลกสมัยใหม่นี้ ไม่ว่าจะใช้วิสัยทัศน์ หรือพลวัตในปัจจุบันหรืออนาคตเขาแข่งกันในด้านการศึกษาเป็นหลัก และประเทศพัฒนาแล้วใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความก้าวหน้าของมนุษย์ เทคโนโลยี และวิทยาการล้ำยุคหรือไปสู่นอกโลกด้วย ดังนั้น หากคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยเพียงปีละ 8 บรรทัด แต่หาก 8 บรรทัดนั้นบังเอิญเป็นปรัชญา คำสอนของพระพุทธเจ้า ชนิดเป็นแก่นหรือห้วใจแห่งสัจจธรรมแล้วนำไปประพฤติปฏิบัติ ก็ต้องถือว่าเป็นการอ่านอย่างมีคุณภาพ ยังพอเอาตัวรอดได้ในโลกมนุษย์  หรือหาก 8 บรรทัดนั้น เป็นโฉลกที่เป็นหัวๆ ของปรัชญาชั้นสูงแห่งกวีระดับโลก แล้วสามารถถอดความตีความนำไปปรับใช้กับชีวิตตนเองได้ ก็ยังนับว่ามีคุณค่าในการอ่านเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อมองกลับกัน หากคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยปีละ 8 ล้านตัวอักษร แต่เป็นการอ่านกลอนวัยรุ่น คำสบถ คำแสลงวัยรุ่นในไลน์แชต เฟซบุ้ค ทวิตเตอร์ หรือข่าวซุบซิบบันเทิง นวนิยายประโลมโลก เช่นนี้แล้ว ก็ไม่สามารถยกระดับ สร้างคุณภาพ มาตรฐานการเป็นนักอ่านของคนไทยได้ หรือเมื่อเทียบกับ 8 บรรทัดแห่งคุณค่าได้ ก็ป่วยการกับการยินดีที่คนไทยอ่านหนังสือเยอะถึง 8 ล้านตัวอักษร มากที่สุดในโลกเป็นไหนๆ

ปีนี้เป็นปีที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพของงาน เมืองหนังสือโลก แต่ดูเหมือนการประชาสัมพันธ์ หรือกิจกรรมส่งเสริมด้านการอ่านแทบไม่เห็นเลย จัดว่าเงียบกริบมากๆ เข้าใจว่าคนไทยถนัดการจัดงานอีเว้นท์ที่เอาของมาแสดงหรือขาย แบบงานปาปี่ พอจัดเสร็จก็เลิกกันไป ไม่ถนัดการรณรงค์ก่อนจัดงาน และการต่อยอดความสำเร็จภายหลังจากงาน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำมาใช้กับการจัดงานประเภท เมืองหนังสือโลก  มันคงไม่ใช่งานแบบสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ที่คนมาเดินซื้อหนังสือกันนะครับ แต่ต้องมีกิจกรรมทั้งก่อนหน้าอีเว้นท์ และหลังอีเว้นท์ ซึ่งต้องใช้คำว่ารณรงค์ให้คนทั่วไปรู้จักก่อนว่าหนังสือคืออะไร มีกี่ประเภท หนังสือแบบใดเหมาะกับคนกลุ่มไหน วัยใด เนื้อหาเป็นอย่างไร ประโยชน์ของการอ่าน ความสะดวกของการเข้าหา แหล่งของหนังสือที่คนไทยจะสามารถไปใช้บริการได้ฟรี หรือมีค่าใช้จ่ายน้อย ทุกวันนี้คนไทยพึ่งได้เพียงร้านหนังสือใกล้บ้าน ร้านหนังสือแฟรนไชส์ใหญ่ๆ เป็นที่พึ่ง ซึ่งหนังสือเหล่านั้นก็มีราคาแพงเกินกว่าจะซื้อหามาสะสมไว้อ่านได้ ไอ้ครั้นจะไปใช้บริการแหล่งหนังสือของภาครัฐอย่าง ห้องสมุด ก็มีน้อย และกฏระเบียบเยอะ ตามมหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยเปิดกว้างแก่บุคคลภายนอกมากนัก หนังสือน้อยและไม่หลากหลาย ค้นหายาก ไม่ทันสมัย ส่วนห้องสมุดเอกชนก็แสนแพงต้องเป็นสมาชิกที่เสียค่าบริการสูงจึงจะมีออพชั่นยืมหนังสือได้ เช่น ห้องสมุดมารวย ห้องสมุดแห่งการเรียนรู้ TCDC เป็นต้น จะทำอย่างไรที่ภาครัฐจะลงทุนกับห้องสมุดประชาชนให้ทันสมัย กระจายไปยังทุกเขตของ กทม. และเข้าใช้บริการได้สะดวกสบายกว่าที่เป็นอยู่ ติดแอร์ มีหนังสือทีหลากหลายและมากพอ ไม่ชำรุด และล้าสมัย

อยากเห็นภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ คืนกำไรสู่สังคมบ้าง เช่นจัดพิมพ์หนังสือในต้นทุนราคาที่ต่ำ เช่น พ็อกเก็ตบุ้คเล่มเล็กๆ ราคาไม่เกิน 50 บาท (ทำไมหนังสือในร้าน 7-eleven ยังทำได้เลย) เป็นการส่งเสริมการอ่านแก่เยาวชน และคนที่มีรายได้น้อย ได้ซื้อหนังสือดีในราคาถูก โดยที่เป็นหนังสือ 100 หนังสือดีที่คนไทยควรต้องอ่าน อ้างอิงข้อมูลของ อ.วิทยากร เชียงกูล link : http://www.eppo.go.th/tank/100-Best.html

รายชื่อหนังสือดี 100 เล่ม ที่คนไทยควรอ่าน ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ประเภทบันเทิงคดี (FICTION)

ก. กวีนิพนธ์และบทละคร

1. ประชุมโคลงโลกนิติ - สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร

2. เสภาศรีธนญไชยเชียงเมี่ยง

3. นิราศหนองคาย - หลวงพัฒนพงศ์ภักดี

4. สามัคคีเภทคำฉันท์ - ชิต บุรทัต

5. มัทนะพาธา - พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

6. โคลงกลอนของครูเทพ - เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

7. บทละครเรื่องพระลอ - พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์

8. ขอบฟ้าขลิบทอง - อุชเชนี

9. เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า. - นายผี

10. บทกวีของเปลื้อง วรรณศรี

11. บทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ - จิตร ภูมิศักดิ์

12. จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย - ทวีปวร

13. กวีนิพนธ์ - อังคาร กัลยาณพงศ์

14. ขอบกรุง - ราช รังรอง

15. เพียงความเคลื่อนไหว - เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

ข. นิยาย

16. ละครแห่งชีวิต - ม.จ. อากาศดำเกิง รพีพัฒน์

17. กามนิต - เสฐียรโกเศศ, นาคะประทีป

18. ดำรงประเทศ - เวทางค์

19. ผู้ชนะสิบทิศ - ยาขอบ

20. หนึ่งในร้อย - ดอกไม้สด

21. บางระจัน - ไม้ เมืองเดิม

22. หญิงคนชั่ว - ก. สุรางคนางค์

23. พล นิกร กิมหงวน - ป. อินทรปาลิต

24. ปักกิ่ง-นครแห่งความหลัง - สด กูรมะโรหิต

25. เราลิขิต-บทหลุมศพวาสิฏฐี - ร.จันทพิมพะ

26. เมืองนิมิตร - ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์

27. แม่สายสะอื้น - อ. ไชยวรศิลป์

28. พัทยา - ดาวหาง

29. แผ่นดินนี้ของใคร - ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์

30. มหาบัณฑิตแห่งมิถิลานคร - แย้ม ประพัฒน์ทอง

31. ปีศาจ - เสนีย์ เสาวพงศ์

32. สี่แผ่นดิน - ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

33. ทุ่งมหาราช - มาลัย ชูพินิจ

34. แลไปข้างหน้า - ศรีบูรพา

35. เสเพลบอยชาวไร่ - รงค์ วงษ์สวรรค์

36. จดหมายจากเมืองไทย - โบตั๋น

37. เขาชื่อกานต์ - สุวรรณี สุคนธา

38. สร้างชีวิต - หลวงวิจิตรวาทการ

39. ตะวันตกดิน - กฤษณา อโศกสิน

40. สร้อยทอง - นิมิตร ภูมิถาวร

41. พิราบแดง - สุวัฒน์ วรดิลก

42. ลูกอีสาน - คำพูน บุญทวี

ค. เรื่องสั้น

43. นิทานเวตาล - น.ม.ส.

44. จับตาย : รวมเรื่องเอก - มนัส จรรยงค์

45. เรื่องสั้นของป. บูรณปกรณ์ (ชีวิตจากมุมมืด, ดาวเงิน) - ป. บูรณปกรณ์

46. เสาชิงช้า, เอแลนบารอง และเรื่องสั้นอื่นๆ ของ ส. ธรรมยศ

47. พลายมลิวัลลิ์ และเรื่องสั้นบางเรื่อง ของถนอม มหาเปารยะ

48. ผู้ดับดวงอาทิตย์ และเรื่องสั้นอื่นๆ - จันตรี ศิริบุญรอด

49. ยุคทมิฬ และเรื่องสั้นอื่นๆ ของ อิศรา อมันตกุล

50. เรื่องสั้นชุดเหมืองแร่ - อาจินต์ ปัญจพรรค์

51. ฟ้าบ่กั้น - ลาว คำหอม

52. ชุดเพื่อนนักเรียนเก่า "เพื่อนเก่า" - เสนอ อินทรสุขศรี

53. รวมเรื่องสั้นบางเรื่องของฮิวเมอร์ริสต์ - ฮิวเมอร์ริสต์

54. ฉันจึงมาหาความหมาย - วิทยากร เชียงกูล

55. คนบนต้นไม้ - นิคม รายวา

ประเภทสารคดี/บทความ (NON FICTION)

ก. ประวัติศาสตร์

56. ประวัติกฎหมายไทย - ร. แลงกาต์

57. นิทานโบราณคดี - สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

58. โฉมหน้าศักดินาไทย - จิตร ภูมิศักดิ์

59. กบฏ ร.ศ. 130 - เหรียญ ศรีจันทร์, ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์

60. เจ้าชีวิต - พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

61. ศาลไทยในอดีต - ประยุทธ สิทธิพันธ์

62. ประวัติศาสตร์ไทยสมัย 2352-2453 ด้านสังคม - ชัย เรืองศิลป์

63. สังคมไทยในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ 2325 - 2416 - ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์

ข. การเมือง,ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย, เศรษฐศาสตร์

64. ทรัพยศาสตร์ - พระยาสุริยานุวัตร

65. เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475 - กุหลาบ สายประดิษฐ์

66. ความเป็นอนิจจังของสังคม - ปรีดี พนมยงค์

67. ท่านปรีดี รัฐบุรุษอาวุโส ผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก - เดือน บุนนาค

68. โอ้ว่าอาณาประชาราษฎร - สนิท เจริญรัฐ

69. ไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง - ดิเรก ชัยนาม

70. สันติประชาธรรม - ป๋วย อึ๊งภากรณ์

71. ห้าปีปริทัศน์ - ส. ศิวรักษ์

72. "วันมหาปิติ" วารสาร อมธ.ฉบับพิเศษ 14 ตุลาคม 2516 - องค์การบริหารกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ค. ศิลปะ ภาษาและวรรณกรรม วรรณกรรมวิจารณ์

73. วรรณคดี และวรรณคดีวิจารณ์ - วิทย์ ศิวะศิริยานนท์

74. ประติมากรรมไทย - ศิลป พีระศรี

75. วรรณสาส์นสำนึก - สุภา ศิริมานนท์

76. วิทยาวรรณกรรม - พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์

77. ความงามของศิลปไทย - น. ณ ปากน้ำ

78. ภาษากฎหมายไทย - ธานินทร์ กรัยวิเชียร

79. วรรณไวทยากร ชุมนุมบทความทางวิชาการ ฉบับวรรณคดี - เจตนา นาควัชระ และมล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ

80. แสงอรุณ 2 - แสงอรุณ รัตกสิกร

ง. สังคมวิทยา, มานุษยวิทยา, ประวัติศาสตร์สังคม

81. พระราชพิธีสิบสองเดือน - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

82. สาส์นสมเด็จ - สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

83. 30 ชาติในเชียงราย - บุญช่วย ศรีสวัสดิ์

84. เทียนวรรณ - สงบ สุริยินทร์

85. กาเลหม่านไต - บรรจบ พันธุเมธา

86. นิทานชาวไร่ - น.อ.สวัสดิ์ จันทนี

87. ภารตวิทยา - กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย

88. ฟื้นความหลัง - พระยาอนุมานราชธน

89. ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ - จิตร ภูมิศักดิ์

90. อัตชีวประวัติ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร - หม่อมศรีพรหมา กฤดากร

91. 80 ปีในชีวิตข้าพเจ้า - กาญจนาคพันธ์

จ. ศาสนา, ปรัชญา

92. พระประวัติตรัสเล่า - สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

93. พระไตรปิฎก ฉบับสำหรับประชาชน - สุชีพ ปุญญานุภาพ

94. ปัญญาวิวัฒน์ - สมัคร บุราวาศ

95. พุทธธรรม - พระธรรมปิฎก

96. อิทัปปัจจยตา - พุทธทาสภิกขุ

ฉ. ธรรมชาติ, วิทยาศาสตร์

97. หนังสือแสดงกิจจานุกิจ - เจ้าพระยาทิพากรวงษ์

98. แพทยศาสตร์สงเคราะห์ - คณะกรรมการแพทย์หลวงในรัชกาลที่ 5

99. ธรรมชาตินานาสัตว์ - บุญส่ง เลขะกุล

100. ขบวนการแก้จน - ประยูร จรรยาวงษ์

หนังสือ 101 เล่มในดวงใจนักเขียนและนักอ่านชั้นนำที่ควรอ่านก่อนตาย จาก เว็บเด็กดีดอทคอม

1. แฮร์รี่ พอตเตอร์ - เจ เค โรวลิ่ง

2. ความสุขของกะทิ - งามพรรณ เวชชาชีวะ

3. ลูกอีสาน - คำพูน บุญทวี

4. ข้างหลังภาพ - ศรีบูรพา

5. สี่แผ่นดิน - ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

6. เพชรพระอุมา - พนมเทียน

7. เจ้าชายน้อย - อองตวน เดอ แซง-เตกซูเปรี

8. คำพิพากษา - ชาติ กอบจิตติ

9. คู่กรรม - ทมยันตี

10. หัวขโมยแห่งบารามอส - แรบบิท

11. โดราเอมอน - ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ

12. สามก๊ก - หลอ กว้าน จง

13. อยู่กับก๋ง - หยก บูรพา

14. หลายชีวิต - ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

15. พระอภัยมณี - สุนทรภู่

16. น้ำพุ - สุวรรณี สุคนธา

17. ก่อกองทราย - ไพฑูรย์ ธัญญา

18. เข็มทิศชีวิต - ฐิตินาถ ณ พัทลุง

19. ลับแล, แก่งคอย - อุทิศ เหมาะมูล

20. โคนัน ยอดนักสืบ - โกโช อาโอยาม่า

21. บ้านเล็กในป่าใหญ่ - ลอร่า อิงกัลล์ส ไวล์เดอร์

22. แมงมุมเพื่อนรัก - อี.บี.ไวท์

23. เจ้าหงิญ - บินหลา สันกาลาคีรี

24. ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน - วินทร์ เลียววาริณ

25. แก้วจอมแก่น - แว่นแก้ว

26. ใบไม้ที่หายไป - จิระนันท์ พิตรปรีชา

27. ผู้ชนะสิบทิศ - ยาขอบ

28. ฟ้าจรดทราย - โสภาค สุวรรณ

29. พระมหาชนก - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ภูมิพลอดุลยเดช

30. สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน - วินทร์ เลียววาริณ

31. อัจฉริยะสร้างได้ - หนูดี

32. เราหลงลืมอะไรบางอย่าง - วัชระ สัจจะสารสิน

33. วัน พีซ - เออิจิโระ โอดะ

34. ต้นส้มแสนรัก - โจเช่ วาสคอนเวลอส

35. ทวิภพ - ทมยันตี

36. ปุลากง - โสภาค สุวรรณ

37. ขายหัวเราะ - สำนักพิมพ์บันลือสาสน์

38. ตลิ่งสูงซุงหนัก - นิคม รายวา

39. นารุโตะ - มาซาชิ คิชิโมโตะ

40. Shockolate - เดอะดวง

41. เชอร์ล็อก โฮล์มส์ - เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์

42. หนูหิ่น อินเตอร์ - เอ๊าะ ขายหัวเราะ

43. อมตะ - วิมล ไทรนิ่มนวล

44. ความน่าจะเป็น - ปราบดา หยุ่น

45. พันธุ์หมาบ้า - ชาติ กอบจิตติ

46. แวววัน - โบตั๋น

47. เดอะ ไวท์ โรด - ดร. ป๊อป

48. ชินจังจอมแก่น - โยซึโอะ อุสึอิ

49. โต๊ะโตะจัง - เท๊ตสึโกะ

50. พล นิกร กิมหงวน - ป.อินทรปาลิต

51. เวลาในขวดแก้ว - ประภัสสร เสวิกุล

52. เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก - ทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

53. รามเกียรติ์

54. นิทานอีสป - อีสป

55. ผู้ดี - ดอกไม้สด

56. ฟ้าบ่กั้น - ลาวคำหอม

57. รหัสลับดาวินชี - แดน บราวน์

58. ทไวไลท์ - สเตเฟนี เมเยอร์

59. ดั่งดวงหฤทัย - ลักษณวดี

60. บาปบุญคุณธรรม - ศักดา วิมลจันทร์

61. มือนั้นสีขาว - ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ

62. กามนิต วาสิฏฐี - เสฐียร โกเศศ นาคะประทีป

63. ขุนช้างขุนแผน

64. เจ้าจันท์ผมหอม - นิราศพระธาตุอินทร์แขวน มาลา คำจันทร์

65. เซวิน่า มหานครแห่งมนตรา - กัลฐิดา

66. ถั่วงอกกับหัวไฟ - ทรงศีล ทิวสมบุญ

67. เทวากับซาตาน - แดน บราวน์

68. ผู้ใหญ่ลีกับนางมา - กาญจนา นาคนันทน์

69. เวลา - ชาติ กอบจิตติ

70. คู่มือมนุษย์ - พุทธทาสภิกขุ

71. จดหมายจากเมืองไทย - โบตั๋น

72. บันทึกจากลูก(ผู้)ชาย - ชมัยภร แสงกระจ่าง

73. ปีศาจ - เสนีย์ เสาวพงศ์

74. เพื่อนนอน - ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

75. ละครแห่งชีวิต - หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง ระพีพัฒน์

76. ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานไม่ยอมแพ้ชีวิต - ไล่ตงจิ้น

77. สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง - วินทร์ เลียววาริณ

78. สร้อยทอง - นิมิต ภูมิถาวร

79. 5 สหายผจญภัย - Enit Blyton

80. ขวัญสงฆ์ - ชมัยภร แสงกระจ่าง

81. ช่างสำราญ - เดือนวาด พิมวนา

82. ปริศนา - ว.ณ ประมวลมารค

83. ผมจะเป็นคนดี - วิกรม กรมดิษฐ์

84. มังกรหยก - กิมย้ง

85. มาเฟียที่รัก - หนูผักบุ้ง

86. แม่สอนไว้ - พุทธทาสภิกขุ

87. ล่องไพร - น้อย อินทนนท์

88. Black & White : เพราะชีวิตจริง มีทั้งขาวและดำ - เดอะดวง

89. H.A.C.K. - Enigma

90. Nine Lives - ทรงศีล ทิวสมบุญ

91. The top secret - ทันตแพทย์สม สุจิรา

92. จดหมายถึงดวงดาว - ชมัยภร แสงกระจ่าง

93. จนตรอก - ชาติ กอบจิตติ

94. ซอยเดียวกัน - วาณิช จรุงกิจอนันต์

95. เดินสู่อิสรภาพ - ประมวล จันทร์เพ็ง

96. ธรรมะเดลิเวอร์ลี่ - พระมหาสมปอง ตาลปตํโต

97. ไผ่แดง - ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

98. มัทนะพาธา - พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ

99. ม้าก้านกล้วย - ไพวรินทร์ ขาวงาม

100. อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย - เลโมนี สนิคเก็ต

101. ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น - ทันตแพทย์สม สุจิรา

หากโปรเจ็คท์นี้จะทำให้สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ขาดทุน อาจตั้งเป็นกองทุน ลงขันกันของสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ และภาครัฐ เช่น กระทรวงการศึกษาที่มีงบประมาณมากที่สุด ควรลงขันด้วย เข้ามา subsidize  โครงการนี้ยังได้ประโยชน์กว่าไปจัดหาซื้อ tablet มาแจกเด็กนักเรียน ซึ่งล้มเหลวไม่เป็นท่า อีกทั้งลูกหลานก็ไม่ได้มีความรู้อะไรเพิ่มขึ้นเท่าไร นอกจากเอาไว้เล่นเกมส์ ดูหนัง ซึ่งการพิมพ์หนังสือดีที่เป็นพื้นฐานให้คนไทยได้อ่านในราคาถูก อย่างน้อยเป็นการวางรากฐานทางการศึกษาให้คนไทย เยาวชนไทยไปด้วยในตัว อีกทั้งหนังสือจำนวนมากในรายชื่อเหล่านั้น ยังไม่ถูกละทิ้ง สูญหาย มีการจัดพิมพ์ขึ้นมาใหม่ เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาของคนไทยไว้ ให้รุ่นลูกรุ่นหลานสืบทอดต่อไปได้ หากเล่มใดซ้ำกับที่มีอยุู่แล้วในแบบเรียน ก็อาจเปลี่ยนเป็นหนังสือวรรณกรรมดีๆ ของคนไทย หรือความรู้ ปรัชญา หรือแม้กระทั่งการรวบรวม พระราชดำรัสสำคัญๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นหนังสือไว้ให้คนไทยได้อ่าน เป็นคู่มือประจำบ้าน ซึมซับนำไปปฏิบัติตามพระราชดำรัสเพื่อเป็นศิริมงคลของชีวิต,ความรู้เกี่ยวกับโครงการพระราชดำริ หรือพระราชกรณียกิจของพระเจ้าอยู่่หัว,คำสอนของพระเกจิอาจารย์ที่เป็นพระสงฆ์ที่คนไทยรู้จัก ยกย่องนับถือ,ปรัชญาของกวีใหญ่ๆ ดังๆ ระดับโลก,เอ็นไซโคปีเดียที่รวบรวมเกร็ดข้อมูลของไทยและต่างประเทศทำแบบแยกหมวด ซอยเป็นเล่มเล็กๆ ให้เยาวชนซื้อหาเก็บ สะสมเป็นความรู้ ฯลฯ

ข่าวเกี่ยวกับงานเมืองหนังสือโลก

งานกิจกรรมอ่านลอยฟ้า จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 23 เมษายน พ.ศ. 2556 เวลา 10.00 น.- 20.00 น. ณ บริเวณ Sky Walk หอศิลป์กรุงเทพ ไปยัง Sky Walk รถไฟฟ้าสถานีสยาม จนถึง Sky Walk ด้านหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยกำหนดให้พื้นที่บริเวณ sky walk สยามพารากอน ถึงเซ็นทรัลเวิร์ลด์ เป็นพื้นที่ออกบูธจำหน่ายหนังสือซึ่งในงานมีพื้นที่จำหน่ายหนังสือทั้งหมด 48 บูธ ขนาด 2x3 เมตร กิจกรรมดังกล่าวนี้ ทางกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ที่จะร่วมผลักดันให้กิจกรรมประสบผลสำเร็จ อาทิ รถไฟฟ้า บี ที เอส, สยามพารากอน, เซ็นทรัลเวิร์ล, สสส. และมีการออกโฆษณาทางสื่อต่างๆ ทั้งภายนอกและภายในบริเวณการจัดงานอีกด้วย

อนึ่ง เนื่องจากทางกรุงเทพมหานครได้กำหนดให้มีกลุ่มหนังสือพิเศษจัดแสดงในกิจกรรมต่างๆของงานกรุงเทพเมืองหนังสือโลก เช่นกลุ่มหนังสือแนวให้กำลังใจ (Spirituals) กลุ่มหนังสือแนววิทยาศาสตร์ และหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน และเนื่องจากจำนวนพื้นที่ออกงานที่จำนวนจำกัด ดังนั้นสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯจึงใคร่ขอความกรุณาสมาชิกฯที่ผลิตหนังสือแนวดังกล่าวนี้มาร่วมออกบูธเป็นหลัก

วันนี้ (14 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่บริเวณทางเชื่อมระหว่างหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร กับ BTS สนามกีฬาแห่งชาติ กลุ่มนักอ่านจำนวนหนึ่ง ได้มีการจัดกิจกรรม "ยืนอ่านกันให้เงียบเงียบ กรุงเทพเมืองหนังสือโลก" โดยการประท้วงในครั้งนี้เป็นการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ต่อ โครงการ"อ่านกันสนั่นเมือง"กรุงเทพเมืองหนังสือโลก ว่าเป็นโครงการที่ไม่เหมาะสม เพราะ มีการนำเอางบประมาณจำนวนมากไปทุ่มให้กับการประชาสัมพันธ์จนเกินพอดี โดยนายศักดิ์รพี รินสาร หนึ่งในผู้ชุมนุม กล่าวว่า กิจกรรมในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการเห็นตัวอย่างการประท้วงจากประเทศตุรกี ที่มีประชาชนประท้วงอย่างสันติต่อรัฐบาล ด้วยการอ่านหนังสือ โดยกลุ่มฯไม่เห็นด้วยกับโครงการ"อ่านกันสนั่นเมือง"กรุงเทพเมืองหนังสือโลกเพราะเห็นว่าโครงการดังกล่าวใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์มากไปโดยไม่เกิดประโยชน์ควรนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการจัดพิมพ์หนังสือดีๆ หรือนำงบไปสนับสนุนการเข้าถึงการอ่านให้ง่ายขึ้นของประชาชนมากกว่า ดังเช่น โครงการจัดทำตู้หนังสือสาธารณะของมูลนิธิกระจกเงาดำเนินการ เป็นต้น  นอกจากนี้ยังเป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ต่อสังคมว่า การอ่านที่มีคุณภาพแท้จริง ไม่ใช่การอ่านเพื่อเน้นปริมาณ หรือความรวดเร็วเพื่อการประชาสัมพันธ์อย่างที่กรุงเทพมหานคร ทำ แต่การอ่านหนังสือต้องอ่านช้าๆ เงียบๆ

ด้านนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักเรียนโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมกล่าวว่า ตนทราบข่าวจากเฟสบุ๊ค เห็นเนื้อหาว่าเกี่ยวกับการประท้วงโดยสันติวิธีคล้ายกับต่างประเทศ และเห็นว่าโครงการที่ กรุงเทพมหานครจัดขึ้นนั้นเป็นสิ่งไม่มีประโยชน์ เช่นการจัดงาน"อ่านกันสนั่นเมือง"ของกทม.เป็นเรื่องที่ค่อนข้างฟุ่มเฟือย ไม่มีคุณค่า ตนรู้สึกเสียดายที่กรุงเทพมหานครได้รับเลือกเป็นเมืองหนังสือโลก โดยที่มาประท้วงด้วยการยืนอ่านหนังสือเงียบๆก็เพื่อต้องการให้คนเห็นว่าการอ่านต้องอ่านเงียบๆเพื่อเน้นคุณภาพไม่ต้องเน้นพิธีกรรมมาก อยากให้นำเงินไปซื้อหนังสือดีๆกว่าที่มีอยู่บนรถเมล์สาธารณะมากกว่า และต้องการให้ภาครัฐตระหนักถึงเรื่องดังกล่าวจึงมาร่วมชุมนุม  โดยโครงการดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตจากนักเขียนจำนวนหนึ่งว่าเป็นโครงการที่กทม.ใช้เงินกว่า200 ล้านบาท เพื่อให้ได้มาซึ่งการรับเลือกเป็นเมืองหนังสือโลก โดยมีงบประมาณเพื่อดำเนินงานโครงการเมืองหนังสือโลก จนถึงปี 2556 ทั้งสิ้น 1,400 ล้านบาท เฉพาะการสร้างหอสมุดกทม. (หอสมุดกทม.-พิพิธภัณฑ์ประวัติหนังสือไทย-ศูนย์วิจัยหนังสือและการอ่านแห่งประเทศไทย) ใช้เงินร่วม 640 ล้านบาทแล้ว และล่าสุดคือการจัดงาน"อ่านกันสนั่นเมือง"ช่วงวันที่21-23 เม.ย. ที่ผ่านมา ใช้เงินไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท และเฉพาะนิทรรศการ 35 ปีซีไรต์ ใช้งบไปถึง 12 ล้านบาท ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่