วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ทั่วโลกกล่าวสดุดีและไว้อาลัยแด่สตีฟ จ็อบส์

Birth   February 24, 1955





Died   October 5, 2011





เป็นอะไรไม่รู้ เมื่อเช้านี้พอผมได้รับทราบข่าวการเสียชีวิตของสตีฟ จ๊อบส์ ก็รู้สึกตกใจและใจหายเหมือนกัน ต่อการจากไปก่อนวัยอันควรของเขา แม้จะรู้ว่าเขามีโรคภัยรุมเร้าที่รักษาตัวมานาน แต่ก็ยังคิดว่าเขาน่าจะยังมีชีวิตอยู่ได้อีกนาน แต่พอทราบว่าเขาเสียชีวิตแน่ๆ แล้ว และสื่อทีวีหลายช่องก็มีการนำเสนออัตชีวประวัติ และผลงานของเขาหลายช่อง ตลอดทั้งวัน มันก็ทำให้ผมน้ำตาไหลออกมา ในความรู้สึกเสียใจและเสียดายบุคคลที่มีคุณค่าต่อวงการไอทีระดับโลกท่านนี้ คล้ายๆ ตอนที่ไมเคิล แจ็คสันเสียชีวิตเลย อารมณ์ประมาณเดียวกัน เพราะเป็นบุคคลที่ผู้เขียนชื่นชอบ เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนทำบล็อกนี้ขึ้นมาด้วย จะเห็นได้จากบทความเก่าๆ ในบล็อกจะพูดถึงสตีฟ จ๊อบส์ในหลายๆ กรณี และพูดถึงสินค้าของเขาด้วย หากจะกล่าวคำสดุดี คำอาลัยที่ควรค่าแก่บุคคลท่านนี้แล้วหล่ะก็ มันคงมากล้นเกินบรรยาย ไม่รู้จะสดุดีอย่างไรให้ประทับใจ ขอส่งมอบบทเพลงเพื่อเป็นการไว้อาลัยต่อการจากไป อย่างไม่มีวันกลับ แด่ สตีฟ จ๊อบส์ ก็แล้วกัน 

R.I.P   Steve Jobs








วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สัญญาณ(ลาง) บอกเหตุ ทุนนิยมโลกกำลังจะล่มสลาย

สัญญาณ(ลาง) บอกเหตุ ทุนนิยมโลกกำลังจะล่มสลาย





เมื่อตอนต้นปี ผู้เขียนได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับกระแสการต่อต้านผู้ปกครองหรือรัฐบาลของชาติมุสลิมหลายชาติ ที่เรียกกว่า อาหรับสปริง โดยจุดเริ่มต้นมาจากชาติตูนีเซียก่อน และลามมายังอียิปต์ และลิเบีย ภายหลังจากนั้นก็ตามมาด้วย เยเมน ซีเรีย บาห์เรน หรือแม้แต่กระทั่งประเทศมุสลิมใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบียก็มีปรากฏการณ์เช่นนี้ด้วยเช่นกัน กรณีของตูนีเซียนั้นเกิดจากเด็กหนุ่มคนหนึ่งทำการเผาตัวเองตายเพื่อประชดหรือต่อต้านการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเทศกิจที่มาบังคับขับไล่ เด็กหนุ่มคนนี้ที่นั่งขายผักอยู่บนทางเท้า ทำให้เกิดความไม่พอใจ เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จุดขึ้นจากคนๆ เดียวแต่ลุกลามกลายเป็นการลุกฮือต่อต้านของประชาชนจำนวนมากที่ไม่พอใจการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อประชาชนตาดำๆ คนหนึ่ง ที่ไม่มีทางเลือก ตกงาน หางานทำไม่ได้ ต้องมานั่งขายผัก แต่ก็โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจรังแก อันนี้คือชนวนของความไม่พอใจของประชาชนที่มีเชื้ออยู่ก่อนแล้วจากการบริหารงานของรัฐที่ไม่สนใจดูแล ปากท้องของประชาชนให้อยู่ดีกินดี ข้าวยากหมากแพง ในกรณีของอียิปต์ก็เป็นการลุกฮือขึ้นประท้วงของประชาชน ที่ไม่พอใจการบริหารงานของรัฐที่ปล่อยให้ข้าวยากหมากแพง โดยเฉพาะขนมปัง ซื้อเป็นอาหารหลักของคนอียิปต์ และกรณีของลิเบียเป็นการลุกขึ้นประท้วงของชนเผ่าบางชนเผ่า หรือผู้นำชนเผ่าบางกลุ่มที่ต้องการล้มล้างอำนาจของโมอัมมาร์ กัดดาฟี่ เพราะปกครองประเทศมาอย่างยาวนาน มีอำนาจล้นฟ้า กดขี่ และจัดสรรผลประโยชน์ให้กับบางชนเผ่าได้ไม่เพียงพอ ซึ่งประเทศนี้เกิดจากการรวมตัวของชนเผ่าจำนวนมาก หลากหลายสายพันธุ์ ทำให้มีคลื่นใต้น้ำอยู่โดยธรรมชาติ อีกทั้งยังได้แรงหนุน(ยุยง,เสี้ยมสอน)จากมหาอำนาจตะวันตกอย่างฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ คอยหนุนหลังผู้นำกลุ่มกบฏ ให้ลุกขึ้นสู้ ขับไล่ล้มล้างอำนาจของผู้นำเผด็จการอย่างกัดดาฟี่เสีย เพียงเพราะชาติตะวันตกเหล่านั้น ต้องการทรัพยากรอันมีค่ามากมายของลิเบียนั่นก็คือน้ำมันนั่นเอง ส่วนในกรณีของซีเรียนั้น ผู้นำประเทศนั้นกุมอำนาจทางทหารไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ยากที่จะมีกลุ่มกบฏหรือต่อต้านใดๆ ที่จะมาโค่นล้มได้โดยง่าย อีกทั้งชาติมหาอำนาจก็ไม่อยากจะเข้าไปแทรกแซง เนื่องจากไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวกับน้ำมัน เรื่องอะไรจะเปลืองตัวเข้าไปแทรกแซง โดยดูตัวอย่างจากอเมริกาที่เข้าไปในอิรัก จนติดหล่ม เสียทั้งงบประมาณมหาศาล แต่สุดท้ายผลประโยชน์ด้านพลังงานหรือน้ำมันกลับตกอยู่กับบริษัทของของอดีตผู้นำรัฐบาล แต่ประชาชนคนอเมริกันไม่ได้ผลประโยชน์อะไรด้วย หนำซ้ำยังต้องมาเดือดร้อนจากการเป็นหนี้ภาครัฐท่วมหัว (หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น) แล้วประชาชนที่เป็นผู้จ่ายภาษีนั้น ต้องมาเดือดร้อนจากภาวะวิกฤติตอนช่วงแฮมเบอร์เกอร์ จนป่านนี้ยังโงหัวไม่ขึ้น

ผู้เขียนไม่คิดว่าจะได้เห็นภาพการประท้วงเดินขบวนต่อต้านผู้นำรัฐบาล แบบที่เกิดในบ้านเราหรือเกิดขึ้นในชาติมุสลิม แบบที่เป็นอาหรับสปริง จะไปเกิดกับชาติที่เรียกได้ว่าเป็นประเทศที่เจริญแล้ว พัฒนาแล้วอยางตะวันตกหรือยุโรป หรือเกิดกับชาติที่เป็นหัวหอกของทุนนิยมโลกอย่างอเมริกาหรืออังกฤษ ก็ได้เห็นในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกัน จ่ะว่าเป็นกระแสที่ลอกเลียนกันก็ไม่น่าจะใช่ เพราะถึงแม้รูปแบบจะคล้ายกันแต่บริบททางสังคม ปัญหาของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะกับชาติตะวันตกก็ไม่น่าจะเหมือนกับประเทศโลกที่สามอย่างประเทศทางเอเชีย ประเทศมุสลิม แต่เมื่อวิเคราะห์หาสาเหตุให้ลึกลงไปแล้วปรากฏว่ามูลเหตุจูงใจหรือต้นตอของปัญหามันคือปัญหาอันเดียวกัน เหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นชาติที่พัฒนาแล้วหรือชาติที่ยากจน นั่นก็คือ การประท้วงคนรวย (ซึ่งมีอยู่เพียง 1 % ของประเทศ แต่กลับได้รับการจัดสรรผลประโยชน์หรือครอบครองผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประเทศ) ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่วาจะเป็นคนชั้นกลางหรือคนชั้นล่างส่วนใหญ่ คือประมาณ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ต้องเป็นผู้รับกรรมเสมอ เวลาที่ประเทศเกิดวิกฤติ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการต้องเสียภาษีมากกว่าคนรวย(ที่เลี่ยงภาษีอยู่เป็นนิจ) เวลาประสบปัญหาทางการเงินก็จะถูกสถาบันการเงินตามทวงหนี้ ฟ้องล้มละลาย ยึดทรัพย์ หมดเนื้อหมดตัว, เวลาที่บริษัทหรือองค์กรที่ตนเองทำงานประสบปัญหาสภาพคล่องก็จะเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่จะต้องถูกลอยแพ เลิกจ้าง หรือไล่ออกจากงาน โดยที่บางประเทศไม่มีรัฐสวัสดิการให้ หรือถ้ามีก็จะถูกจำกัด ตัดทอน ลดเบี้ยเลี้ยงลง อันสืบเนื่องมาจากรัฐถังแตก เผชิญวิกฤติการเงิน รัฐประสบปัญหาหนี้สาธารณะเยอะเกินตัว จึงจำต้องตัดลดงบประมาณลง นี่แหละคือสาเหตุที่ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนในโลกที่อยู่ในระบบทุนนิยมก็จะอยู่ในสภาพที่คล้ายๆ กัน รายได้ไม่เพียงพอกับค่าครองชีพที่นับวันจะสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อถีบตัว ข้าวของแพง รัฐบาลไม่สามารถจะแก้ไข ควบคุมดูแลปัญหาข้าวยากหมากแพงได้ ในบางประเทศประชาชนต้องอดอยากเพราะไม่มีข้าวกิน หรือต้องจ่ายซื้ออาหารในราคาแพง เพราะประเทศของตนไม่ใช่ประเทศเกษตรกรรมหรืออู่ข้าวอู่น้ำ หรือมีทรัพยากร ผลิตผลด้านอาหารที่เพียงพอ ต้องนำเข้ามา และบางประเทศต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติทำร้ายทำลายซ้ำซาก ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ทำให้ไม่สามารถนำผลผลิตที่ลงทุนลงแรงไปเปลี่ยนเป็นเงินขึ้นมาได้ ประชาชนจึงต้องสิ้นเนื้อประดาตัว รอคอยให้รัฐมาช่วยแก้ไข เยียวยา ชุบชีวิต และเผชิญชะตากรรมนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางคนต้องเปลี่ยนสถานะจากคนมีอันจะกิน คนรวย กลายเป็นคนจนเพียงชั่วข้ามคืนจากภัยพิบัติธรรมชาติ และภัยร้ายทางเศรษฐกิจการเงิน ที่ใครก็ไม่อ่าจจะรู้ซึ้งได้ ถ้าไม่เคยประสบหรือเกิดกับตัวเอง ก็จะไม่เข้าใจหัวอกของคนที่ต้องเผชิญโชคชะตาที่เลวร้ายเล่นงาน
ในรอบ 1 ปีที่ผานมานี้ ผู้เขียนก็ได้รับทราบข่าวและติดตามข่าวที่เกี่ยวกับวิกฤติการเงินของทางฟากฝั่งอเมริกาและยุโรป ควบคู่ไปกับเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดกับหลายๆประเทศ เช่น ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ เป็นต้น หรือแม้กระทั่งในบ้านเราเอง กับภัยน้ำท่วม ในบทความนี้จะขอโฟกัสไปยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ส่วนในประเทศเอาไว้จะได้กล่าวถึงในโอกาสข้างหน้าต่อไปเป็นการเฉพาะ สำหรับวิกฤติการเงิน หรือหนี้สาธารณะในยุโรป เริ่มก่อตัวมาได้ซัก 2-3 ปีมาแล้ว ภายหลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์หรือวิกฤติซับไพร์มของอเมริกา และเป็นผลพวงที่เกี่ยวเนื่องสืบทอดต่อกันมา เพียงแต่ในกรณีของสหรัฐอเมริกาใช้วิธีอัดฉีดเงินผ่าน QE 1,2 ลงไปช่วยยังต้นตอก็คือสถาบันการเงินหรือบรรษัทนั้นได้โดยตรงเลย และอย่างรวดเร็วด้วย ทำให้วิกฤติซับไพร์มเริ่มคลี่คลายลง และเบาบางลงได้ไม่ลุกลามต่อเนื่องเหมือนกรณีของยุโรป สำหรับกรณีของ EU หรือสหภาพยุโรปนั้น พอเกิดวิกฤติหนี้สินในกลุ่ม Pigs (โปรตุเกส,ไอร์แลนด์,กรีซ,สเปน) ดำเนินการแก้ไขล่าช้า เนื่องจากขาดเอกภาพในการตัดสินใจ เพราะ EU ประกอบขึ้นจากชาติสมาชิกตั้ง 17 ประเทศ จากประเทศทั้งหมด 27 ประเทศในยูโรโซน ซึ่งมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ขนบระเบียบที่แตกต่างกัน ทำให้ความเป็นเอกภาพมีน้อย และเมื่อกรีซต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF เป็นชาติที่ 3 ต่อจากไอร์แลนด์ โปรตุเกส และที่อยู่นอกเหนือยูโรโซนอีกอย่างฮังการี กลายเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงสุด ทำให้การที่จะดำเนินการแก้ไขก็ยาก และมาตรการที่จะบังคับให้กรีซต้องปฏิบัติตามก็เข้มงวดเกินกว่าจะปฏิบัติได้ ประชาชนต้องรัดเข็มขัดตัวกิ่ว จนเกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรีซ และก็หลายประเทศในยุโรป อาทิ สเปน อิตาลี อังกฤษ และโลกก็กำลังจับตาการประชุมของผู้นำประเทศในชาติยุโรโซน ว่าจะจัดการช่วยเหลือกรีซอย่างไรให้รอดพ้นเส้นตายการชำระหนี้ ซึ่งจะมีขึ้นหลายระลอก และการนำเงินมาช่วยกรีซของชาติผู้นำยุโรปอย่างเยอรมันและฝรั่งเศส กำลังเผชิญการต่อต้านจากคนของชาติตนเองที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรการของรัฐ ทีจะนำเงินภาษีของชาติไปช่วยคนของชาติอื่น ซึ่งไมมีวินัยทางการเงินเลย ในช่วงที่ผ่านมา และถึงแม้ประสบวิกฤติแล้วก็ยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย ยังคงใช้จ่ายเกินตัวและเสวยสุขบนความหายนะของเพื่อนร่วมทวีป

การลุกขึ้นมาประท้วงของบรรดานักศึกษาที่เพิ่งจบออกมาแต่หางานการทำไม่ได้ ต้องกลายเป็นผู้ว่างงานอย่างยาวนาน พากันไปประท้วงหน้าตลาดหุ้นวอลล์สตรีท โดยเรียกตนเองว่า Occupy WallStreet โดยแรกเริ่มเดิมทีก็เป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ 100-200 คน จนผ่านไป 2 อาทิตย์ก็มีผู้คนมาเข้าร่วมประท้วงมากขึ้นส่วนใหญ่เป็น NGO กลุ่มต่างๆ หรือคนชั้นกลางพวก white collar ,คนที่ตกงานจากช่วงวิกฤติการเงินแฮมเบอร์เกอร์ หรือเลห์แมนบราเธ่อร์ล้ม มารวมตัวกันมากขึ้น และเดินไปบนสะพานบู้คลิน แนวร่วมก็มากขึ้นๆ จนถูกสลายการชุมนุมและถูกจับตัวไป 700 กว่าราย ตามข่าว และกระแสนี้ได้จุดประกายและลัทธิเอาอย่าง เนื่องจากเกิดการชุมนุมในลักษณะนี้กระจายไปยังหัวเมืองใหญ่ๆ หลายแห่งทั่วสหรัฐ อาทิ ที่ลอส แอลเจลิส, ซานฟรานซิสโก, ชิคาโก และบอสตัน และกระแสคงไม่หยุดอยู่แค่นี้คงลุกลามไปทั่วสหรัฐ ซึ่งคนกลุ่มนี้เขาอ้างว่าเขามาประท้วงคนรวยที่โลภกระหาย ไม่เคยเพียงพอ และคนกลุ่มนี้เองที่คุมกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้ หรือคุมแม้กระทั่งนโยบายรัฐบาล คนกลุ่มนี้เมื่อเวลาประสบปัญหาวิกฤติการเงิน รัฐบาลก็จะเอาเงินภาษีของประชาชนเข้าไปอุ้ม ไปช่วยให้ฟื้น และเสวยสุขไปกับเงินเดือนสูงๆ มีโบนัสงามๆ ปลายปี มีเรือยอร์ช มีเครื่องบิน เฮลิค็อปเตอร์ส่วนตัว ในขณะที่คนจนยังต้องไปเข้าคิวขอคูปอง แสตมป์อาหารแจกจากทางราชการ หรือต้องไปขอเข้าคิวแย่งกันใช้สิทธิ์ค้างแรมในสถานที่ค้างแรมชั่วคราวของรัฐจัดไว้ให้สำหรับคนที่ไร้ที่อยู่ (บ้านโดนแบงค์ยึดไปแล้ว) จึงเป็นสิ่งที่ผู้มาประท้วงต้องการตะโกนบอกให้ภาครัฐลงมาดูแล สนใจ และช่วยเหลือ ให้มากกว่าที่เป็นอยุ่ และนับวันสังคมอเมริกันจะประกอบไปด้วยคนไร้ที่พัก คนจนจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนนับ 100 ปี จริงๆ แล้วภาวะซบเซาของเศรษฐกิจอเมริกาเป็นมาแล้วกว่า 10 ปี ก่อนเหตุการณ์เลห์แมนบราเธอร์หรือวิกฤติซับไพร์มเสียอีก มันเริ่มมีวี่แววของลางบอกเหตุมานานแล้วก่อนหน้านี้ ภาวะฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในอเมริกามีมาแล้วหลายปี คนอเมริกันชอบใช้จ่ายเกินตัว มีบัตรเครดิตใช้กันทุกคนแม้กระทั่งนักศึกษาที่ยังไม่มีรายได้ การกู้ยืมเป็นไปอย่างง่ายดาย คนอเมริกันเกี่ยงงาน ไม่ทำงานที่มีรายได้ต่ำ ปล่อยให้คนผิวดำ คนเอเชียทำงานระดับล่างแทน ค่านิยมบริโภคนิยม ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยมีมานานแล้ว ในขณะที่คนอเมริกันมีศักยภาพในการแข่งขันต่ำ มี productivity ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับคนญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน อินเดีย เกาหลี ความขยันขันแข็งสู้คนเอเชียไม่ได้ ความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนค่าแรงงานของคนเอเซียหรือประเทศเกิดใหม่ (อุตสาหกรรมใหม่) ทำให้สินค้าอเมริกันแข่งสู้สินค้าจากเอเชียไม่ได้ โดยเฉพาะจีน ทำให้อเมริกันเป็นประเทศขาดดุลการค้าสูงมาก โดยเฉพาะขาดดุลให้กับจีนในขณะที่จีนก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาจนสามารถผลิตหรือมีเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าขั้นสูงได้ เพื่อส่งกลับไปขายให้กับอเมริกัน และยุโรป จนจีนร่ำรวยมหาศาล มีทุนสำรองมากที่สุดในเอเซีย

กระแสการชุมนุมเรียกร้องของผู้ประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วทั้งยุโรป อเมริกา และหลายชาติที่เป็นมุสลิมกำลังจะบอกคนทั่วโลกว่า ทุนนิยมมันไปไม่รอด กำลังจะล่มสลาย เหตุก็เพราะว่าทุนนิยมส่งเสริมคนโลภให้รวยขึ้น และทำลายคนที่บริโภคเป็นอย่างเดียวให้เป็นเหยื่อ และรอวันหายนะลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่ความเหลื่อมล้ำหรือช่องว่างทางการเงิน หรือฐานะ สถานภาพทางสังคม ห่างขึ้นๆ มากขึ้นทุกที ไม่เว้นทั้งในประเทศที่ร่ำรวยหรือประเทศที่ยากจน อยู่ในข่ายนี้หมด ตราบใดที่ยังอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมประชาธิปไตยแบบนี้อยู่

ผู้เขียนคาดหวังว่ากระแสการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานี้ จะไปจุดประกายความคิดให้กับผู้ที่คุมกลไกเศรษฐกิจทั้งในระดับโลก ระดับประเทศ หรือระดับองค์กรใดๆ ได้ตระหนัก และคิดปฏิรูปกลไก กฎระเบียบ ให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย การจัดสมดุลของทรัพยากรให้เท่าเทียมและเพียงพอ ไม่ทำให้เกิดความคิดถึงความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมากจนเกินไป ก็จะทำให้ระบบทุนนิยมโลกยังคงดำรงอยู่ต่อไปได้ ไม่ถูกต่อต้าน และถึงเวลาที่มนุษย์โลกจะต้องคิดหาวิธีที่มนุษย์จะอยู่ด้วยกันแบบไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน หาระบบที่ดีกว่าระบบทุนนิยมมาเป็น platform ใหม่ที่จะเดินตาม ปิดช่องโหว่ที่ทำให้มนุษย์ขาดความเท่าเทียมและไร้ประสิทธิภาพลง

ข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วง

เอเอฟพี/เอเจนซี - ผู้ประท้วงวอลล์สตรีทราว 700 คนถูกจับกุม วานนี้ (1) หลังเคลื่อนขบวนบุกยึดสะพานบรูกลินในนครนิวยอร์ก จนต้องปิดการจราจรนานหลายชั่วโมง ตำรวจเผย

ผู้ประท้วงวอลล์สตรีทหันมาใช้สะพานบรูกลินเป็นสถานที่ชุมนุม หลังจากยึดสวนสาธารณะเล็กๆ ย่านแมนฮัตตันเป็นฐานที่มั่นเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน เพื่อประท้วงที่รัฐบาลจ่ายเงินโอบอุ้มบริษัทที่ขาดทุน และปล่อยให้บริษัทเอกชนเข้าไปมีอิทธิพลต่อการเมือง

โฆษกตำรวจนิวยอร์กเปิดเผยว่า มีผู้ถูกจับประมาณ 700 คน โดยขณะนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบจำนวนที่แน่ชัด ผู้ประท้วงบางคนถูกกักตัวไว้ไม่กี่ชั่วโมง ในขณะที่อีกหลายคนอาจถูกขังอยู่เป็นวันๆ ก่อนจะได้รับอิสรภาพ ก่อนหน้านี้ โฆษกสำนักงานตำรวจนิวยอร์กอีกนายหนึ่งระบุว่า มี “ผู้ประท้วงหลายร้อยคนตัดสินใจลงมาเดินบนท้องถนนและปิดกั้นการจราจร บางคนก็ฟังคำเตือน บางคนก็ยอมถอยกลับไป หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จึงเข้าจับกุม” กลุ่ม “ยึดวอลล์สตรีท” (Occupy Wall Street) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในอียิปต์ เปิดเผยว่า มีผู้ประท้วงถูกจับกุมแล้วอย่างน้อย 50 คนพวกเขาบอกว่า การออกมาเคลื่อนไหวในย่านดาวน์ทาวน์ครั้งนี้ก็เพื่อ “แสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ว่าพวกเราไม่พอใจสภาพเศรษฐกิจ และบรรยากาศทางการเมืองในปัจจุบัน” ผู้ประท้วงเหล่านี้ยังตำหนิการกระทำที่รุนแรงของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง หลังมีตำรวจอาวุโสนายหนึ่งใช้สเปรย์พริกไทยฉีดใส่ผู้ประท้วง 4 ราย และนำพวกเขาไปขังคุกเมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน

ทางกลุ่มประกาศจะเดินขบวนครั้งใหม่ในบ่ายวันพุธนี้ (3 ต.ค.)ตามเวลาท้องถิ่นโดยจะเดินจากศาลาว่าการนครนิวยอร์กไปจนถึงย่านการเงิน เนื่องจากการที่ตำรวจจับกุมสมาชิกกลุ่มไปมากกว่า 700 คน ข้อหาชุมนุมขัดขวางการจราจรบนสะพานบรู๊คลินในนครนิวยอร์กวานนี้ ก่อนปล่อยตัวไป กลายเป็นชนวน ทำให้เกิดการประท้วงทำนองเดียวกัน ต่อเนื่องในหลายจุดในสหรัฐอเมริกา

การชุมนุมของชาวอเมริกันที่ต่อต้านกลุ่มธุรกิจในวอลล์สตรีทประกาศล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ต่อเนื่องกันแล้ว เป็นการรวมตัวกันอย่างหลวมๆของกลุ่ม "ยึดครองวอลล์สตรีท" (Occupy Wall Street) ที่มีเป้าหมายประท้วงรัฐบาล ที่ให้ความช่วยเหลือธนาคารและประท้วงภาคธุรกิจที่มีอิทธิพลแทรกแซงการเมือง

ล่าสุด จอร์จ โซรอส พ่อมดการเงิน ได้ออกโรงสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงเหล่านี้ โดยชี้ว่าความโกรธกริ้วของประชาชนมีต้นตอมาจากการจ่ายโบนัสที่เลยเถิดของธนาคารต่างๆท่ามกลางปัญหาทางเศรษฐกิจ

ล่าสุดได้มีการตั้งกลุ่มในรูปแบบเดียวกับ "กลุ่มยึดครองวอลล์สตรีท" แล้วทั่วประเทศ ถึง 21 เมืองทั่วประเทศ อาทิ ลอส แอลเจลิส, ซานฟรานซิสโก, ชิคาโก โคลัมบัส และบอสตัน บริเวณหน้าสำนักงานธนาคารกลางของแต่ละเมือง

นักเคลื่อนไหว “ออคคิวพาย วอลล์สตรีท” ชุมนุมใหญ่บริเวณไทม์สสแควร์ ย่านแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก วันที่ 15 ตุลาคม พร้อมกับการประท้วงที่เกิดขึ้นในเมืองสำคัญทั่วโลก ซึ่งเว็บไซต์ 15october.net อ้างว่า มีการชุมนุมเกิดขึ้นมากถึง 951 เมือง ใน 82 ประเทศ


เอเจนซี / เอเอฟพี - กระแสการประท้วงมุ่งต่อต้านความละโมบตะกละตะกลามของพวกชนชั้นนายทุนและภาคธนาคาร ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการประท้วงวอลล์สตรีทในนิวยอร์ก เริ่มลุกลามบานปลายไปสู่เมืองสำคัญทั่วโลกเมื่อวันเสาร์ (15) ไม่ว่าจะเป็นวอชิงตัน, ไมอามี, โรม, มาดริด, ลิสบอน, อัมสเตอร์ดัม, ปารีส, เบอร์ลิน, ซูริค, เอเธนส์, บรัสเซลส์, โตเกียว, ฮ่องกง หรือซิดนีย์ โดยเฉพาะที่เมืองหลวงของอิตาลีได้เกิดเหตุจลาจลรุนแรงถึงขั้นจุดไฟเผารถยนต์และจู่โจมธนาคาร ขณะที่ในแดนต้นตออย่างนิวยอร์ก ผู้ประท้วงหลายพันคนได้เดินขบวนครั้งใหญ่สู่ย่านจัตุรัสไทม์สแควร์ และเกิดการปะทะกับตำรวจตลอดจนเกิดเหตุโกลาหลจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ

การประท้วงซึ่งจุดชนวนโดยกลุ่มนักเคลื่อนไหว “ออคคิวพาย วอลล์สตรีท” หรือขบวนการยึดครองวอลล์สตรีท ศูนย์กลางทางการเงินของโลกและเป็นแหล่งผลประโยชน์ของบริษัทและธนาคารยักษใหญ่ในสหรัฐฯนั้น เริ่มแพร่เชื้อลามไปสู่ยุโรป, นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย, ตลอดจนบางส่วนของภูมิภาคเอเชีย โดยรายงานข่าวระบุว่า กระแสประท้วงในสหรัฐฯ และ “ความโกรธแค้น” ของชาวสเปนที่มีต่อนโยบายตัดงบรายจ่ายของรัฐบาลกำลังแผ่ลามไปถึง 951 เมืองจาก 82 ประเทศทั่วโลก

ที่มหานครนิวยอร์ก ที่ซึ่งการประท้วงความเอารัดเอาเปรียบของพวกทุนนิยมเริ่มเปิดฉากขึ้นจากการที่กลุ่มออคคิวพาย วอลล์สตรีทปักหลักกางเต็นท์ในสวนสาธารณะทางใต้ของแมนฮัตตัน ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ปรากฏว่า ในวันนัดหมายร่วมประท้วงแบบพร้อมเพรียงกันทั่วโลกเมื่อวันเสาร์ (15) กลุ่มแกนนำในนิวยอร์ก ระบุว่า มีผู้ประท้วงอย่างน้อย 5,000 คนมาร่วมเดินขบวนไปยังจัตุรัสไทม์สแควร์ ใจกลางเกาะแมนฮัตตัน

ในระหว่างเคลื่อนขบวน ผู้ประท้วงซึ่งประกอบด้วยนักศึกษา, สหภาพแรงงาน กระทั่งครอบครัวที่มีลูกเล็กๆ ต่างร้องตะโกนว่า “เราคือพลเมือง 99 เปอร์เซ็นต์”, “เราคือประชาชน” และ “คุณโอบามา เราต้องการความช่วยเหลือ” ขณะที่ตำรวจนิวยอร์กพยายามนำเครื่องกีดขวางมากั้นไว้

เหตุการณ์เริ่มบานปลายจนนำไปสู่การปะทะกันระหว่างผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์ก ที่บริเวณหัวถนนหมายเลข 46 และอเวนิวหมายเลข 7 หลังจากตำรวจพยายามขี่ม้าไล่ต้อนผู้ประท้วงให้ถอยออกจากไทม์สแควร์ ส่งผลให้ผู้ประท้วงซึ่งตื่นตกใจวิ่งหนีกันอลหม่าน และเกิดความชุลมุนวุ่นวาย จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยหนึ่งในนั้นเป็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งถูกผลักล้มลงจนบาดเจ็บที่ใบหน้า

เอเอฟพีระบุว่า จากเหตุความวุ่นวายในนิวยอร์กเมื่อวันเสาร์ ทำให้ผู้ถูกจับกุมทั้งสิ้น 88 คน

ขณะที่ในกรุงวอชิงตัน ประชาชนราว 2,000-3,000 คนได้ออกมาแสดงพลังมวลชนกันที่สวนสาธารณะเนชันแนลมอลล์ ก่อนที่จะมีการเริ่มต้นพิธีเปิดอนุสรณ์สถานของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ นักต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองชาวผิวดำซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพและสิ้นชีวิตเพราะถูกลอบสังหาร ส่วนที่ไมอามี ชาวเมืองอย่างน้อย 1,000 คน ได้เดินขบวนในย่านดาวน์ทาวน์ เพื่อต่อต้านพวกบริษัท, ธนาคาร และสงครามในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ อเมริกันชนจำนวนมากต่างโกรธแค้นกรณีที่ธนาคารและสถาบันการเงินในสหรัฐฯ กอบโกยผลกำไรมหาศาลหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าโอบอุ้มพยุงฐานะเพื่อไม่ให้ล้มละลายในปี 2008 ขณะที่พวกเขารู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมที่ต้องตกระกำลำบากจากภาวะเศรษฐกิจอันย่ำแย่โดยที่มีตัวเลขคนตกงานสูงถึงกว่า 9 เปอร์เซ็นต์

ส่วนที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ผู้ประท้วงรวมหลายหมื่นคน ซึ่งสนับสนุนโดยสหภาพแรงงานใหญ่ที่สุดและนักศึกษา ได้เดินขบวนไปตามท้องถนนในเมืองหลวง แต่แล้วเหตุการณ์ก็ตึงเครียดและบานปลาย เมื่อผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งได้จุดไฟเผารถยนต์, ทุบทำลายกระจกหน้าต่างของธนาคาร รวมถึงเผาหน่วยงานของกองทัพอิตาลี พร้อมกับขว้างปาก้อนหิน, ขวดน้ำ และพลุไฟใส่ตำรวจ ขณะที่ตำรวจก็ตอบโต้ด้วยการระดมยิงแก๊สน้ำตาและฉีดน้ำใส่เพื่อสลายกลุ่มผู้ประท้วงอันธพาลเหล่านี้


เหตุการณ์โกลาหลที่ดินแดนมักกะโรนีนับเป็นการก่อจลาจลรุนแรงที่สุดในบรรดาการประท้วงต่อต้านความโลภของนายทุนและคัดค้านนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาลที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก นอกจากนี้จำนวนคนที่มาร่วมประท้วงในเมืองหลวงของอิตาลีครั้งนี้ ก็ยังนับเป็นการรวมตัวแสดงความไม่พอใจครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรป นับตั้งแต่เริ่มมีการประท้วงขึ้นที่จตุรัส ปูเอร์ตา เดล ซอล ในกรุงมาดริด ของสเปน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมเป็นต้นมา

ส่วนที่กรุงมาดริด และ กรุงลิสบอน ก็มีรายงานว่า ประชาชนจำนวนหลายหมื่นคนได้ออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลเมื่อวันเสาร์เช่นเดียวกัน โดยรอยเตอร์ระบุว่า เฉพาะที่เมืองหลวงของโปรตุเกสนั้น มีประชาชนมากกว่า 20,000 คน ออกมาเดินขบวนประท้วง ขณะที่ในเมืองปอร์โต เมืองใหญ่อันดับสองของแดนฝอยทอง ก็มีผู้ประท้วงจำนวนที่มากพอๆ กัน ทั้งนี้การประท้วงที่โปรตุเกสเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากที่รัฐบาลเพิ่งประกาศบังคับใช้มาตรการรัดเข็มขัดชุดใหม่

ข้ามไปที่กรุงเอเธนส์ ชาวกรีกราว 4,000 คน รวมตัวกันเดินขบวนไปยังจัตุรัสซินตักมา เพื่อต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาล พร้อมกับถือแผ่นป้ายข้อความว่า “กรีซไม่ได้มีไว้ขาย”

นอกจากนี้ ที่กรุงลอนดอนก็เกิดเหตุวุ่นวายไม่แพ้กัน เมื่อผู้ประท้วงราว 800 คน มาปักหลักชุมนุมที่ย่านการค้าใกล้กับโบสถ์เซนต์ปอล พร้อมกับชูป้าย “สู้มัน!”, “ไม่ตัดงบ” และ “โกลด์แมน แซกส์ เป็นกิจการของซาตาน” ขณะที่มีรายงานด้วยว่า จูเลียน แอสซานจ์ ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ เว็บไซต์จอมแฉ ก็ออกมาร่วมชุมนุมในเมืองหลวงของอังกฤษครั้งนี้ด้วย

ด้านกองบัญชาการตำรวจนครบาลลอนดอน หรือ สกอตแลนด์ยาร์ด ระบุว่า มีผู้ถูกจับกุมฐานทำร้ายเจ้าพนักงาน 3 ราย และอีก 2 รายถูกจับฐานก่อกวนความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ที่กรุงปารีส ซึ่งกำลังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม จี-20 ระดับรัฐมนตรีคลังและผู้ว่าdkiแบงก์ชาติ เพื่อหารือแนวทางแก้ไขวิกฤตหนี้และการขาดดุลงบประมาณบานเบอะในหลายประเทศ ก็ปรากฏว่าผู้ประท้วงราว 1,000 คน เดินขบวนกันที่ด้านหน้าศาลาเทศบาล

ที่เยอรมนี มีผู้ประท้วงหลายพันคนรวมตัวกันที่เบอร์ลิน, ฮัมบูร์ก และบริเวณด้านนอกที่ทำการของธนาคารกลางแห่งยุโรปในนครแฟรงก์เฟิร์ต

ข้ามฟากไปที่ฮ่องกง ที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียของวาณิชธนกิจระดับบิ๊กๆ หลายราย อาทิ โกลด์แมน แซคส์ ก็ไม่รอดพ้นตกเป็นเป้าหมายของผู้ประท้วงเช่นกัน โดยประชาชนรวมกว่า 100 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและผู้เกษียณอายุ ได้ชุมนุมกันที่เอ็กซ์เชนจ์ สแควร์ พร้อมกับถือป้ายตราหน้าพวกแบงก์ว่าเป็น “เซลล์มะเร็งร้าย”

ขณะที่ในกรุงโตเกียว ชาวญี่ปุ่นราว 100 คน ได้เดินขบวนแสดงความไม่พอใจรัฐบาลจากกรณีอุบัติเหตุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จังหวัดฟูกูชิมะ

ในกรุงไทเป มีชาวไต้หวันกว่า 100 คน นัดชุมนุมกันที่บริเวณด้านนอกของที่ทำการตลาดหลักทรัพย์ไทเป โดยที่พวกเขาเรียกตนเองว่าเป็น “คน 99 เปอร์เซ็นต์ของไต้หวัน” พร้อมกับแสดงความไม่พอใจว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจนำมาซึ่งผลประโยชน์ของคนส่วนน้อยเฉพาะแค่บรรดาบริษัทเท่านั้น ขณะที่เงินเดือนของชนชั้นกลางก็น้อยนิดเพียงแค่พอเลี้ยงชีพเท่านั้น

ที่นครซิดนีย์ ชาวออสซีราว 2,000 คน ซึ่งรวมผู้แทนจากชนกลุ่มน้อยชาวอะบอริจิน, พวกคอมมิวนิสต์ ตลอดจนสหภาพแรงงาน ได้รวมตัวกันประท้วงรัฐบาลที่ด้านนอกธนาคารกลางของออสเตรเลีย

นอกเหนือจากเมืองต่างๆ ที่กล่าวมา ในทวีปอเมริกา ทั้งเม็กซิโก, เปรู และชิลี ก็มีประชาชนรวมหลายพันคน ออกมาแสดงความไม่พอใจรัฐบาลต่อกรณีระบบการเงินอันไม่เป็นธรรมและปัญหาว่างงาน

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เซี่ยงไฮ้นครของคนบาป

เซี่ยงไฮ้นครของคนบาป


นารีพิศวาส ฆาตกรรม และสิ่งผิดกฎหมาย

อำนาจมืด มาเฟีย มิตรภาพและการหักหลัง ล้างแค้น ไม่มีที่สิ้นสุด

ผู้ใดมีอำนาจ ผู้นั้นได้ครอบครอง


ซ่างไห่ หรือ เซี่ยงไฮ้ (จีน: 上海, พินอิน: Shànghǎi) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำแยงซีเกียง เป็นเขตการปกครองระดับเขตการปกครองพิเศษแบบเทศบาลนคร ซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากับมณฑล พื้นที่อยู่ในมณฑลเจ้อเจียงแต่ไม่ได้ขึ้นกับมณฑล การปกครองขึ้นตรงกับรัฐบาลกลาง มีท่าเรือที่มีจำนวนเรือคับคั่งที่สุดในโลก ตามมาด้วยสิงคโปร์ และร็อตเตอร์ดัม เซี่ยงไฮ้ในอดีตเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมง แต่ในปัจจุบันเซี่ยงไฮ้กลายเป็นเมืองที่มีคนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมากที่สุดในจีน เต็มไปด้วยร้านค้า สิ่งก่อสร้าง ถนนเต็มไปด้วยรถ จักรยาน และผู้คน สิ่งที่พบเห็นได้มากในเมืองนี้ จนอาจถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ คือต้นเมเปิลที่มีอายุเกือบร้อยปี ซึ่งปลูกโดยในสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองเซี่ยงไฮ้
ซ่างไห่มีพื้นที่ของท่าเทียบเรือกว่า 13.6 ตร.กม. นับตั้งแต่ปีทศวรรษที่ 80 ท่าเรือขนส่งซ่างไห่เป็นท่าเรือ ขนาดใหญ่ติดอันดับโลก ที่มีสินค้าเข้าออกสูงกว่า 100 ล้านตัน ปลายปี พ.ศ. 2546 มหานครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) ได้รับการขนานนามว่าเป็น "นครปารีสแห่งตะวันออก" ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มมหานครไฮโซอันดับ 5 ของโลก รองจาก กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นิวยอร์ก ลอนดอน และ ปารีส รูปแบบการปกครองของมหานครซ่างไห่จัดอยู่ในกลุ่มเมืองที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง ซึ่งไม่ขึ้นต่อมณฑลใด ๆ ทั้งสิ้น และปัจจุบันประเทศจีนมีเมืองที่มีรูปแบบการปกครองลักษณะนี้ทั้ง สิ้น 4 เมืองด้วยกัน ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เทียนจินและฉงชิ่ง มหานครซ่างไห่ ปัจจุบันนับเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก และมีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศจีน เป็นเมืองศูนย์กลางความเจริญในด้านต่างๆ ของภูมิภาค ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การเงิน การลงทุน รวมถึง ด้านแฟชั่น และการท่องเที่ยว โดยการผลักดันของรัฐบาลซึ่งให้นครเซี่ยงไฮ้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำ และเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย เซี่ยงไฮ้จึงนับเป็นความภูมิใจของชาวจีน โดยเฉพาะชาวเมืองซึ่งถือกันว่าเมืองของตนเป็นสัญลักษณ์ของจีนยุคใหม่ ในด้านความก้าวหน้า และทันสมัย เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่มีการผสมผสานทางด้านวัฒนธรรม ทั้งของจีนและตะวันตกได้อย่างกลมกลืน โดยจะเห็นได้จากอาคารสถาปัตยกรรมในยุคอาณานิคมตามเขตเช่าเดิมของชาวตะวันตก ซึ่งในปัจจุบันกลายมาเป็น สัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของเมือง ในเขตเมืองเก่าบริเวณสวน Yuyuan ที่ถูกสร้างในสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งยังคงไว้ด้านรูปแบบอาคารสถาปัตยกรรมแบบจีน ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ขายของที่ระลึกและศิลปะต่างๆ นอกจากนั้นสถานที่ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเยีอนเซียงไฮ้จะพลาดไม่ได้คือ ถนนหนานจิง อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญอันหนึ่งของซ่างไห่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและ เป็นถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยแหล่งร้านค้าสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มาจับจ่ายซื้อสินค้ามากมาย หนึ่งในย่านนั้นมีอาคารจินเหมาทาวเวอร์และ อาคารเซี่ยงไฮ้เวิร์ดไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศจีน นอกจากนั้นเซี่ยงไฮ้ยังเป็นเมืองทันสมัยอันดับที่ 25 ของโลกจาก 53 เมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น ปักกิ่ง มอสโก นิวยอร์ก โตเกียว ลอนดอน และปารีส
ประชากรในเขตเซี่ยงไฮ้มีประมาณ 19,213,200 คน โดยอายุ 0-14 คิดเป็น 12.2% อายุระหว่าง 15-64 คิดเป็น 76.3% อายุ 65 ปีขึ้นไป คิดเป็น 11.5%

ที่มา :เว็บไซต์วิถีพีเดีย,สารานุกรมออนไลน์
หมายเหตุ เป็นมุมมองภาพลักษณ์ที่มักเกิดขึ้นในภาพยนตร์ มิใช่มุมมองภาพลักษณ์จริง ซึ่งถือเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวที่สุดของจีนเมืองนึงและของโลก


เพิ่งจะผ่านวันชาติจีนแผ่นดินใหญ่ ไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ถ้าจะพูดถึงเมือง 1 เมืองของจีน ที่พอจะใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรือง มั่งคั่งได้ดีที่สุด ก็น่าจะหมายถึง เซี่ยงไฮ้ ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความเป็นเมืองท่า อุตสาหกรรม การค้าพาณิชย์ ที่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ ทำให้เซี่ยงไฮ้ ถูกใช้เป็นฉากหลังของภาพยนตร์จำนวนมากหลายๆ เรื่อง 1 ในนั้น ได้แก่ ภ.เรื่อง The Lady From Shanghai ,Flowers of Shanghai และ ภ.ซี่รี่ย์สุดฮิตในยุค 80’s ก็คือ The Bunds หรือชื่อไทย “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้” ผู้เขียนจึงขอนำเกร็ดเกี่ยวกับหนังทั้ง 3 เรื่องที่มีฉากหลังเป็นนครเซี่ยงไฮ้ มาเล่าสู่กันฟัง ถือเป็นการหวนรำลึกวันชาติจีน และเสี้ยวหนึ่งหรือมุมหนึ่ง ด้านมืด ของนครแห่งนี้ ครับ

The Lady From Shanghai ผู้ชายบินเข้ากองไฟ

ปี 1947

กำกับโดย ออร์สัน เวลส์ ผู้กำกับคนเดียวกับที่กำกับ ภ.เรื่อง Citizen Kane หนังที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดตลอดกาลเรื่องนึงในประวัติศาสตร์ของวงการฮอลลีวู้ด เรื่อง The Lady From Shanghai เป็นภ.แนว Film-Noir (ฟิมล์นัวร์) ที่ดีที่สุดเรื่องนึงในยุคปี 40’s มุ่งตีแผ่ด้านมืดในจิตใจของมนุษย์ ซึ่งตัวละครมักเป็น 1 หญิง 2 ชาย หรือไม่ก็ 2 หญิง 1 ชาย ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กัน และนำพาไปสู่จุดจบแบบคาดไม่ถึง ซึ่งภาพยนตร์แนวนี้จะมีตัวละครในแบบ Femme Fatale คือเป็นผู้หญิงร้ายลึกที่ใช้เครื่องเพศมาเป็นตัวหลอกล่อให้ชายหนุ่มมาตกเป็นเหยื่อของเธอ

เนื้อเรื่องว่าด้วย เรื่องราวของ ไมเคิล โอ ฮาร่า ที่ในค่ำคืนหนึ่ง เขาได้ไปช่วยเหลือผู้หญิงที่ชื่อ เอลซ่า ผู้หญิงแสนสวย ที่เขาหลงใหลในเสน่ห์ทั้งที่เพิ่งพบเจอเป็นครั้งแรก ให้รอดพ้นจากการถูกปล้น ทั้งนี้เธอเพิ่งจะเดินทางกลับมาจากเซี่ยงไฮ้ พร้อมกับสามี อาเธอร์ แบนนิสเตอร์ ที่มีอาชีพเป็นทนายความ คู่สามีภรรยากำลังจะเดินทางไปยังซานฟรานซิสโกโดยทางเรือและเพื่อเป็นการตอบแทนที่โอฮาร่าช่วยแฟนสาวของตัวไว้ เบนนิสเตอร์ ก็ว่าจ้างให้โอฮาร่าทำงานบนเรือยอชท์สุดหรูของเขา และระหว่างนั้นเองที่ชายหนุ่มได้รู้จักกับ จอร์จ กริสบี้ เพื่อนทนายของแบนนิสเตอร์ ทั้งนี้กริสบี้ว่าจ้างให้โอฮาร่าทำทีเป็นว่ามีส่วนรู้เห็นในการแกล้งตายของตัวเขา เพื่อหวังได้เงินประกัน โอฮาร่าตัดสินใจรับข้อเสนอดังกล่าวเพราะว่าเขาต้องการเงินจากการว่าจ้างเพื่อพาเอลซ่าหนี แต่เหตุการณ์กลับตาลปัตร เมื่อปรากฏว่ากริสบี้เสียชีวิตลงจริงๆ จากการถูกยิง ซึ่งนั่นก็ทำให้ไมเคิล โอฮาร่า

หนังได้ตัวออร์สัน เวลส์(ผู้กำกับ) มาแสดงนำคู่กับริต้า เฮย์วอร์ท นักแสดงสาวสวยที่เป็นภรรยาของเขาในช่วงเวลานั้น ซึ่งหลังจากที่ภาพยนตร์ออกฉายได้ไม่นานทั้งคู่ก็เลิกรากัน ฉากจบของหนังเรื่องนี้กลายเป็นสิ่งที่มีการพูดถึงกันมากที่สุด ออร์สัน เวลส์ใช้กรรมวิธีแบบเกินจริง มาเล่าเรื่องราวเพื่อแทนค่าอารมณ์ ความรู้สึกของตัวละคร ทั้งนี้ให้ไมเคิล โอฮาร่าถูกจับไปซ่อนไว้ที่บ้านอลเวงภายในสวนสนุก แต่ละฉากก็แสดงความสับสน กดดันของพระเอก แต่ถ้าใครได้ดู ภ.เรื่องนี้ ซีนหนึ่งที่จะจดจำได้ติดตาก็คือ ฉากในห้องกระจก (ซึ่งถูกนำมาลอกเลียนแบบใน ภ.ยุคหลังหลายต่อหลายเรื่อง อาทิ Chicago ในปี 2002, Black Swan ในปี 2010 เป็นต้น) แนะนำ เนื่องจากเป็น 1 ใน 1001 movies you must see before you die ด้วยครับ

Flowers of Shanghai นาฏกรรมของนางโลม

ปี 1998

กำกับโดย หัวเสี้ยวเสียน ปรมาจารย์ภาพยนตร์แห่งไต้หวัน

ภ.เรื่องนี้เป็นแนว period ย้อนยุค โดดเด่นด้านการกำกับภาพ การวางคอนเซ็ปต์ของหนัง สไตล์การเล่าเรื่อง โทนสีของภาพ การตัดต่อลำดับภาพ (ใช้วิธีการ fade in fade out) ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะเป็นต้นตอของแรงบันดาลใจ ที่ทำให้ หว่องกาไว ได้รับอิทธิพล ไปกำกับ ภ.เรื่อง In the Mood for Love หนังปี 1998 เพราะมีสไตล์ที่คล้ายกันมาก เรื่องนี้เล่าเรื่องเกี่ยวกับชายหนุ่ม ที่ชื่อเฮียหวังที่รับบทโดย เหลียงเฉาเหว่ย กับหญิงคณิกา ในหอนางโลม เป็นความเสน่หาส่วนตัว คุณชายหวังจึงเสนอตัวที่จะปลดหนี้ให้กับนางคณิการูปงามคนหนึ่ง แต่แล้วเขาก็มีใจให้กับหญิงคณิกาอีกคน หญิงคณิกาคนที่ถูกช่วยเหลือจึงชอกช้ำด้วยหัวใจที่หลงรักคุณชายหวังไปเสียแล้ว พล็อตเรื่องนั้น เล่นตัวอย่างเอียงอายด้วยการให้ตัวละครหลัก(คุณชายหวัง) ค่อยๆ รู้ความในใจของนางเอก ความสัมพันธ์ของเขาและเธอเดินหน้าอย่างเชื่องช้าและมั่นคง ราวกับผู้กำกับต้องการจะบอกให้คนดูค่อยๆ ดูชะตากรรมบางอย่างที่จะตามมาในท้ายเรื่อง

สิ่งที่ผู้กำกับ หัวเสี้ยวเสียน ตั้งใจนำเสนอมากกว่าก็คืออารมณ์ลุ่มหลงในบรรยากาศหนึ่งซึ่งเป็นทั้งเรื่องรัก และเรื่องใคร่ และที่สำคัญ เขาไม่ทำให้เรื่องของนางโลมอันแสนงามคนหนึ่งนั้น กลายเป็น epic ด้วยการทำให้เธอเป็นอะไรที่น่าสงสาร ไม่ว่าจะเป็นหรือตายก็ตาม การไม่ผูกติดอยู่กับเงื่อนปม และข้อจำกัดใดๆ ทางศิลปะ ผู้กำกับระดับขึ้นหิ้งของไต้หวันยังเล่นชั้นเชิงกับคนดูอีกระดับนึง ในตอนต้นเรื่องที่ฉากต่างๆ อยู่ในห้องนั้น ตัวรองของหนังเอ่ยถึงกัญชา หรือยาสูบ (ประเภทฝิ่น) อันมีนัยถึงของมึนเมา หลังจากนั้นหนังก็โชว์เหนือด้วยการสอดรับ ไปตลอดทางกับธีมที่เรื่องต้องการจะพาไป เราจะเห็นว่าแม้แต่การใช้ฉากเข้าออก หรือการตัดต่อ ไวยากรณ์ของหนังเป็นไปอย่างนุ่มนวล ราวกับอารมณ์ที่ตกอยู่ในห้วงของการเสพของมึนเมา เป็นการเปรียบเปรยว่า เมื่อคนเราตกอยู่ในอารมณ์รักใคร่ จนยากจะถอนตัวไม่ขึ้น จนยากจะลืมตา ที่แท้เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ถูกเหวี่ยงไปมา สับสนและมึนงง จนไม่ต่างอะไรกับการตั้งวงเสพของมึนเมา ซึ่งอยู่ในอาการเดียวกันกับที่ตัวละครเป็น โลกของ flowers of shanghai จึงไม่ใช่โลกที่เกียวกับนางคณิกาแต่เพียงเท่านั้น ในความหมายนี้มันแยกตัวเองออกไปจากสังคม และคาแรกเตอร์ต่างๆ ของตัวละครเป็นหนึ่งเสมือนตัวแทนของเงื่อนไขทางสังคมที่แสดงออกมา

บทพูด ไดอะล็อก และเครื่องแต่งกายที่เรียงรายออกมา ไม่ได้แค่โชว์ความงดงาม อลังการของเสื้อผ้าเท่านั้น แต่มีนัยทางอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครแฝงอยู่ด้วย อาทิ เช่น สีแดงที่แทนค่าอารมณ์ความปรารถนารุ่นแรง (passion) สีเทาอมเหลือง แทนค่า อาการกลืนไม่เข้า คายไม่ออก หรือหวานอมขมกล้ำกลืน การไม่ชี้ชัดไปในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือการไม่เสนอทางออกชัดเจนออกมา ทำให้คนดูมีทางเลือกที่จะคิดอะไรมากกว่า 1 อย่าง และมันไม่จำเป็นว่า เราต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่หนังคิดและต้องการบอกออกมาจริงๆ ผู้เขียนคิดว่า หว่อง กาไว คงได้รับอิทธิพลจากหนังเรื่องนี้มาเต็มๆ ไม่มากก็น้อย ที่เขานำมาใช้ในงาน In the Mood for Love ของเขา อย่างน้อยก็สไตล์ของหนัง ซึ่งบางครั้ง การที่ตัวละครไม่พูดอะไรก็ดีกว่าพูด และบางครั้งการที่ตัวละครไม่เคลื่อนไหว แต่เหมือนไม่เคยหยุดนิ่ง ให้ภาษาของภาพเป็นตัวถ่ายทอดความรู้สึกเอาเอง นี่แหละงานของผู้กำกับที่เรียกว่าชั้นครู ของจริง

(ที่มา : ถอดความบางส่วนจากคอลัมน์ cinema,section entertrend bizweek ตุลาคม 2550,พรทิพย์ แย้มงามเหลือ และคุณเรนนี เดย์)

The Bund เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้

ปี 1980

กำกับโดย(ทีมผู้กำกับทั้ง 3 ภาค)   Chiu Chun-keung, Fok Yiu-leung, Tam Jui-ming, Lee Yiu-ming, Lau Si-yu

พระเอกในเรื่องคือสี่เหวินเฉียง เป็นคนมีอดีตที่สูญเสียและเจ็บช้ำ ซึ่งเขาอยากจะลืมให้หมด  เขาเคยเป็นนักศึกษาผลการเรียนระดับเกียรติยมของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง  แต่ด้วยอุดมการณ์รักชาติบ้านเมือง และความร้อนแรงของอารมณ์ในวัยหนุ่ม จึงได้เข้าร่วมกลุ่มเป็นผู้นำในการประท้วงความไม่เป็นประชาธิปไตย ต่อต้านคอรัปชั่น และเรียกร้องให้ขับไล่บรรดาประเทศจักรวรรดินิยมต่างชาติ นักล่าเมืองขึ้นทั้งหลายที่กำลังรุมกินโต๊ะประเทศจีนอยู่ในขณะนั้นออกไปพ้นแผ่นดินจีนให้หมด  ผลที่ได้รับคือนักศึกษาถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายจนบาดเจ็บลัมตายและถูกจับกุมคุมขังเป็นจำนวนมาก นักศึกษาสาวเพื่อนสนิทซึ่งเป็นคนรักของเขาถูกทหารรัฐบาลตีจนตายในที่ประท้วงนั้นเอง ตัวเขาก็ถูกจับเข้าคุก 3 ปี  เมื่อสี่เหวินเฉียงออกมาจากคุกเขาพยายามลืมความหลังที่เจ็บปวดทั้งหมด เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาได้ทำมานั้นล้วนไร้สาระ เขาได้เสียสละให้กับอุดมการณ์ความรักชาติมากเกินไป เขาจะไม่ทำเช่นนั้นอีก และมุ่งหน้าไปแสวงหาชีวิตใหม่ที่เซี่ยงไฮ้ นครใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดทางเศรษฐกิจของจีนซึ่งขณะนั้นอยู่ในสภาพเป็นเขตปกครองของบรรดาประเทศนักล่าอาณานิคมชาติต่างๆ เขาตั้งใจว่าที่นี่เขาจะทำเพื่อตัวเองเท่านั้นจะไม่คิดถึงคุณธรรมความดีและชาติบ้านเมืองอีกต่อไป

ในวันที่เขามาถึงวันแรกก็ได้พบกับติงลี่คนหนุ่มหาบสาลี่ขายจากสลัมในย่านชานเมืองเซี่ยงไฮ้ เขาได้ขอไปพักในบ้านสลัมของติงลี่ก่อนเพื่อติดตามหาฟางเยี่ยนเหวินเพื่อนเก่าของเขาที่มาอยู่ในเซี่ยงไฮ้ก่อนหน้านี้ ติงลี่ให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดี เขาพบว่าติงลี่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นอย่างฝงจิ้งเหยา ซึ่งเป็นผู้ทีมีอิทธิพลมากที่สุดในเซี่ยงไฮ้ส่วนที่เป็นเขตเช่าของฝรั่งเศสในขณะนั้น  ฟางเยี่ยนเหวินดีใจมากที่ได้พบสี่เหวินเฉียงผู้ชายที่เธอรักมาตลอดชีวิต เธอรู้สึกแปลกใจที่สี่เหวินเฉียงเปลี่ยนแปลงไปมากจากคนที่เอ่ยปากแต่ละคำก็มีแต่คำว่าเสียสละ อดทน ทำเพื่อชาติบ้านเมือง  กลายมาเป็นคนที่มุ่งหน้าแต่จะหาความก้าวหน้าในชีวิตที่เซี่ยงไฮ้  สี่เหวินเฉียงเพียงบอกเธอว่า  “ทุกอย่างที่ฉันเคยทำมันไร้สาระ ฉันเสียสละให้มันมากเกินไป อย่าไปพูดถึงมันอีกเลย ฉันอยากเริ่มต้นใหม่ในเซี่ยงไฮ้” ขณะนั้นฟางเยี่ยนเหวินมีอาชีพเป็นหญิงโสเภณีชั้นสูงที่โด่งดังในนครเซี่ยงไฮ้แล้ว เธอมีลูกค้าขาประจำที่เป็นบุคคลมั่งคั่งร่ำรวยและมีอิทธิพลเป็นจำนวนมาก สี่เหวินเฉียงขอพักอาศัยอยู่กับเธอที่บ้านของเธอก่อน ซึ่งเธอตกลงและยังช่วยหางานให้สี่เหวินเฉียงทำอีกด้วย โดยสี่เหวินเฉียงได้ไปทำงานเป็นผู้จัดการโรงหนังเหม่ยหัวให้กับเถ้าแก่หลี่ซึ่งเป็นลูกค้าคนหนึ่งของฟางเยี่ยนเหวิน

สี่เหวินเฉียงสามารถสร้างผลงานดีเด่นเป็นที่พอใจของเถ้าแก่หลี่มาก เช่นเขาสามารถแก้ปัญหาการถูกนักเลงโรงหนังข้างเคียงข่มขู่คุกขามได้อย่างเรียบร้อย สามารถนำฟีล์มหนังที่ถูกบุกแย่งคืนไปได้จากหัวหน้าแก็งค์ที่ขโมยไปได้ด้วยตัวเขาคนเดียวโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อใดๆ ผลงานครั้งนี้ทำให้สี่เหวินเฉียงมีชื่อเสียงขึ้นมาในวงการนักเลงในเซี่ยงไฮ้ว่าเป็นคนหนุ่มที่เฉลียวฉลาด และมีความกล้าหาญเป็นเยี่ยม

จากความสามารถของสี่เหวินเฉียงทำให้อาปิ่งลูกน้องเก่ามือขวาของเถ้าแก่หลี่ไม่พอใจและจ้างมือปีนคนนอกมาดักสังหารสี่เหวินเฉียง คนที่ถูกจ้างมาเผอิญเป็นติงลี่ซึ่งเมื่อพบว่าเป้าหมายเป็นสี่เหวินเฉียงเขาจึงชะงักการลงมือและทำงานไม่สำเร็จ เขาถูกอาปิ่งตามฆ่าปิดปากจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่สี่เหวินเฉียงก็ตามไปช่วยมาได้ จากนั้นสี่เหวินเฉียงก็ชวนติงลี่มาพักอาศัยทำงานเป็นผู้ช่วยเขา ติงลี่บอกว่าเขาไม่ได้เรียนหนังสือทำอะไรก็ไม่เป็นจะช่วยอะไรสี่เหวินเฉียงได้ สี่เหวินเฉียงบอกว่าไม่เป็นไร ติงลี่เป็นคนฉลาดเขาจะสอนติงลี่เอง ต่อไปพวกเขาสองคนจะยิ่งใหญ่เหมือนฝงจิ้งเหยา

สี่เหวินเฉียงดำเนินแผนการต่อด้วยเล่ห์เหลี่ยมเชิงชั้นที่แยบยล จนสามารถทำให้อาปิ่งลงมือสังหารเถ้าแก่หลี่ได้ จากนั้นสี่เหวินเฉียงก็สังหารอาปิ่ง เมื่อโรงหนังเหม่ยหัวขาดผู้นำ บรรดานักเลงในแก็งค์จึงพากันยกให้สี่เหวินเฉียงเป็นผู้บริหารโรงหนังเหม่ยหัวคนต่อไป ถึงจุดนี้สี่เหวินเฉียงและติงลี่ก็สามารถสร้างอาณาจักรเล็กๆของตนเองขึ้นมาได้แล้ว

จากการที่ทั้งสองคนเข้าครอบครองเป็นผู้บริหารโรงหนังเหม่ยหัวทำให้ได้มีโอกาสรู้จักกับฝงจิ้งเหยาซึ่งเป็นผู้มีอิทธิเก็บค่าคุ้มครองโรงหนังเหม่ยหัวอยู่ ฝงจิ้งเหยาได้ฟังเรื่องราวของสี่เหวินเฉียงมาว่าเป็นคนหนุ่มมีการศึกษาดี เฉลียวฉลาด เก่งกล้าสามารถจึงให้ความสนใจและแวะไปที่โรงหนังด้วยตนเองแต่ไม่พบ จึงได้เชิญทั้งสองคนไปร่วมงานปาร์ตี้ที่เขาจัดขึ้น ในงานปาร์ตี้เมื่อเฝิงจิ้งเหยาได้พบกับสี่เหวินเฉียงและติงลี่ เขาก็รู้สึกถูกชะตาชอบใจคนหนุ่มทั้งสองคนนี้ และก็พอดีมีเรื่องเกิดขึ้นกับแขกที่มาในงานซึ่งเป็นเพื่อนของฝงจิ้งเหยาซึ่งถูกตำรวจสอบสวนกลางของทางการจีนที่อยู่นอกเขตเซี่ยงไฮ้ติดตามจับกุมอยู่ในข้อหา “ขายชาติ” แม้จะเข้ามาในบ้านของฝงจิ้งเหยาไม่ได้แต่ก็ล้อมบ้านไว้เพื่อรอจับกุม สี่เหวินเฉียงจึงอาสาจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่ล้อมนอกบ้านทั้งหมดให้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฝงจิ้งเหยาดีมากขึ้นอีก ฝงจิ้งเหยาออกปากชวนให้ทั้งสองคนมาทำงานกับเขา แต่สี่เหวินเฉียงบอกว่าเขาอยากจะค่อยๆเรียนรู้งาน และไต่เต้าสร้างฐานะของเขาขึ้นมาเอง ซึ่งฝงจิ้งเหยาก็ไม่ว่าอะไรและคอยให้การสนับสนุนกิจการของสี่เหวินเฉียงอยู่ห่างๆ

ในระหว่างช่วงเวลานี้เอง   เจ้าหน้าที่กงสุลฝรั่งเศสต้องการกว้านซื้อที่ดินผืนใหญ่ในเขตเช่าฝรั่งเศสแต่ติดปัญหาที่มีเจ้าของโรงงานแห่งหนึ่งไม่ยอมขายไม่ว่าจะเสนอราคาเท่าใดก็ตาม ทำให้โครงการอสังหาริมทรัพย์ของคนฝรั่งเศสเดินหน้าไม่ได้  เขาจึงขอให้ฝงจิ้งเหยาช่วยเจรจาซึ่งก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน  ฝงจิ้งเหยาจึงใช้วิธีการจ้างมือปืนรับจ้างอาชีพภายนอกไปดักฆ่าเจ้าของโรงงานแห่งนี้   ซึ่งก็พอดีที่ลูกชายของเจ้าของโรงงานคือเฉินฮั่นหลิน   ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับฉิงฉิง  ลูกสาวของฝงจิ้งเหยาและเรียนโรงเรียนเดียวกันด้วย    ทั้งสองคนเดินทางกลับจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปลายพร้อมกัน  ฝงจิ้งเหยาชวนสี่เหวินเฉียงที่เผอิญไปหาฝงจิ้งเหยาที่บ้านมาด้วยกัน  ที่สถานีรถไฟสี่เหวินเฉียงสังเหตุเห็นมือปืนซ่อนปืนไว้ในมือเดินเข้ามาทางกลุ่มผู้ที่มารอรับจึงได้เข้าขัดขวางทำให้มือปืนทำงานไม่สำเร็จ มือปีนจึงจับฉิงฉิงที่เดินอยู่ใกล้ตัวไว้เป็นตัวประกัน  สี่เหวินเฉียงได้อาสาเป็นผู้เจราจาต่อรองกับมือปืนอย่างสุขุมรอบคอบ  และชาญฉลาด จนสามารถช่วยฉิงฉิงออกมาได้

ฉิงฉิงประทับใจในตัวสี่เหวินเฉียงมาก จากนั้นสองหนุ่มสาวก็มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นแม้ว่าสี่เหวินเฉียงจะพยายามควบคุมตัวเองและปฏิเสธความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดไม่ให้เกิดขึ้นแต่ในที่สุดเขาก็ไม่สามารถห้ามหัวใจตนเองได้จนกลายเป็นความรักที่ซาบซึ้งผูกพันระหว่างกันขึ้นในที่สุด

ในระหว่างนั้นติงลี่เกิดไปหลงรักผู้หญิงที่เป็นเมียเก็บของนักเลงเจ้าถิ่นใกล้เคียงเข้าและเกิดปัญหาถึงขนาดไปฆ่านักเลงคนนั้นตาย ทำให้กลุ่มแก็งค์ต่างๆพากันใช้เป็นข้ออ้างร่วมมือกันกวาดล้างแก็งค์ของสี่เหวินเฉียงและติงลี่ โดยฝงจิ้งเหยาไม่สามารถยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือได้ เนื่องจากเป็นประเพณีปฏิบัติในวงการนักเลงเมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น และสี่เหวินเฉียงก็ไม่ใช่คนของเขาอีกด้วย เขาได้แต่ปรามว่าขอให้พวกแก็งค์ต่างๆพยามเว้นชีวิตคนแซ่สี่ไว้เท่านั้น

พวกแก็งค์ต่างๆลงมือรวดเร็วมากในการกวาดล้างแก็งค์ของสี่เหวินเฉียง เหตุการณ์ในตอนนี้แสดงให้เห็นถึงคุณธรรมน้ำมิตรที่เป็นข้อยึดเหนี่ยวสำคัญของโลกตะวันออก และแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนมีคุณธรรมของสี่เหวินเฉียง ในภาวะอับจนดังกล่าวสี่เหวินเฉียงตัดใจได้และบอกกับติงลี่ว่า “ไม่เป็นไร ไหนไหนเรื่องมันก็เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราสองคนจะรับมันด้วยกัน” ทั้งสองต้องหลบซ่อนด้วยความยากลำบาก จนในที่สุดฝงจิ้งเหยาก็ออกหน้าช่วยเหลือคนทั้งสองโดยรับเข้ามาทำงานให้กับเขา ทำให้แก็งค์ต่างๆต้องเลิกความพยายามในการติดตามสังหารคนทั้งสอง

ในการเข้ามาทำงานกับฝงจิ้งเหยาครั้งนี้ คนหนุ่มทั้งสองได้แสดงความสามารถและผลงานที่ยอดเยี่ยมในการทำงานให้สำเร็จได้ ทำให้ฝงจิ้งเหยาพอใจและไว้วางใจพวกเขามาก สี่เหวินเฉียงสามารถเจรจากับฝรั่งต่างชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และการจัดการกับนักเลงกลุ่มอื่นๆที่แข็งข้อได้อย่างดีโดยมีติงลี่เป็นกำลังสำคัญในการทำงาน ในระหว่างนั้นฝงจิ้งเหยาต้องการเข้าไปรับสัมปทานกิจการสาธารณูปโภคน้ำประปา แต่ก็ถูกฝรั่งอังกฤษหักหลังทำให้มีเรื่องขัดแย้งกัน แต่สี่เหวินเฉียงสามารถจัดการให้พวกอังกฤษต้องยอมทำตามสัญญาที่ให้ไว้ด้วยการมอบสัมปทานกิจการน้ำประปาให้ฝงจิ้งเหยา

ในระหว่างนี้ก็มีเรื่องต่างๆเข้ามาทำให้สี่เหวินเฉียงไม่สบายใจและมีปัญหาคุกรุ่นภายในกับฝงจิ้งเหยามากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องแรกก็คือหลูเชาเผิง เพื่อนเก่าของสี่เหวินเฉียงคนหนึ่งที่เคยต่อสู้ร่วมอุดมการณ์รักชาติมาด้วยกันสมัยเป็นนักศึกษา เขามาทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์ในเซี่ยงไฮ้ หลูเชาเผิงเป็นคนตรงที่ไม่ยอมก้มหัวให้อิทธิพลและอำนาจเงิน เขาเกาะติดและเขียนบทความโจมตีพฤติกรรมที่เลวร้ายของเฝิงจิ้งเหยา แม้สี่เหวินเฉียงจะพยายามเตือนให้เขาหยุดก็ตาม เรื่องสุดท้ายที่ทำให้ฝงจิ้งเหยาโกรธมากก็คือ เขาเขียนบทความโจมตีสี่เหวินเฉียงและฝงจิ้งเหยาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการล้มบอลที่ทำให้ทีมฟุตบอลญี่ปุ่นชนะทีมฟุตบอลจากอังกฤษได้ ทำให้ฝงจิ้งเหยาส่งคนไปสังหารหลูเชาเผยเสียชีวิต

ปัญหาต่อมาก็คือสหรัฐอเมริกาไม่ชอบใจประวัติที่อื้อฉาวของฝงจิ้งเหยา จึงขัดขวางไม่ให้ฝงจิ้งเหยาได้รับเลือกเป็นประธานคนจีนในเขตเช่ารวม ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ฝงจิ้งเหยาต้องการมาก ฝงจิ้งเหยาจึงต้องสานสัมพันธ์กับฝ่ายญี่ปุ่นซึ่งกำลังต้องการเข้ามามีอิทธิพลในเซี่ยงไฮ้มากขึ้น และมีเป้าหมายไกลไปถึงขนาดต้องการยึดครองประเทศจีนทั้งประเทศ

ฝงจิ้งเหยาสร้างความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นทั้งทางการค้า และการประสานอิทธิพลเข้าด้วยกันโดยมีข้อแลกเปลี่ยนสำคัญคือให้ญี่ปุ่นช่วยสนับสนุนตนให้ได้ตำแหน่งประธานคนจีนในเขตเช่ารวม ซึ่งสหรัฐอเมริกาขัดขวางเขาอยู่ ประเด็นขัดใจครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อสายลับญี่ปุ่นที่มาเจรจางานกับสี่เหวินเฉียงถูกชาวจีนผู้รักชาติจากสำนักจิงอู่บุกสังหารแต่พลาดท่า ทำให้ญี่ปุ่นชักปืนจะยิงคนจีนผู้รักชาติคนนั้น สี่เหวินเฉียงจึงต้องลงมือช่วยคนจีนคนนั้นทำให้พวกญี่ปุ่นโกรธมาก เมื่อฝงจิ้งเหยาถามว่าทำไมถึงทำโง่ๆแบบนั้น เขาตอบว่า “ผมทนเห็นญี่ปุ่นฆ่าคนจีนตายต่อหน้าต่อตาไม่ได้”

เรื่องสำคัญที่สุดที่ทำให้สี่เหวินเฉียงทนไม่ได้อีกต่อไป ทั้งที่กำลังใกล้ถึงวันแต่งงานระหว่างเขากับฉิงฉิงแล้วก็ตาม คือการที่ฝงจิ้งเหยาสบคมกับญี่ปุ่นลักลอบนำอาวุธสงครามเข้ามาในประเทศจีน สี่เหวินเฉียงรู้ดีว่าอาวุธสงครามเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ฆ่าชาวจีนผู้รักชาติในพื้นที่ต่างๆที่ญี่ปุ่นกำลังขยายอิทธิพลรุกรานจีนอยู่ และที่สำคัญก็คืออาวุธล็อตแรกที่นำเข้ามานี้จะถูกนำไปใช้ฆ่าผู้คนในสำนักมวยจิงอู่ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้รักชาติที่ทำการต่อสู้กับอิทธิพลของญี่ปุ่นที่แทรกซึมเข้ามาในเซี่ยงไฮ้มาโดยตลอด สี่เหวินเฉียงแอบประสานงานกับเฉินฮั่นหลินซึงเป็นตำรวจสันติบาลในขณะนั้นให้หาทางจัดการกับอาวุธสงครามเหล่านั้นเสีย ซึ่งเฉินฮั่นหลินได้แอบเข้าไปเก็บอาวุธเหล่านั้นไปหมดแล้ว แต่เนื่องจากเขายังต้องการกวาดล้างแก็งค์มังกรฟ้า (องค์กรลับของญี่ปุ่น) ไปด้วยพร้อมกัน จึงบอกให้สำนักจิงอู่นำคนเข้ามาล้อมทำร้ายพวกญี่ปุ่นโดยไม่ทราบว่าสี่เหวินเฉียงก็อยู่ที่นั่นด้วย ผลการปะทะคือพวกญี่ปุ่นเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคุณนายทากาดามิหรือ (ซากายูริ ผู้นำคนสำคัญคนหนึ่งของแก็งค์มังกรฟ้าและยอดมือสังหารของญี่ปุ่นซึ่งได้ฆ่าคนจีนผู้รักชาติไปแล้วเป็นจำนวนมาก) เรื่องนี้ทำให้ฝงจิ้งเหยาและญี่ปุ่นโกรธมาก ฝงจิ้งเหยาสั่งการให้ฆ่าสี่เหวินเฉียงทันที

สี่เหวินเฉียงได้รับบาดเจ็บและหนีไปซ่อนตัวที่สลัมบ้านเดิมของติงลี่ ติงลี่ตามไปแต่ไม่ฆ่าสี่เหวินเฉียงเขาเพียงตัดนิ้วก้อยไปให้ฝงจิ้งเหยา และยังให้เงินติดกระเป๋าและตั๋วรถไฟหนีออกจากเซี่ยงให้สี่เหวินเฉียงด้วย ฝงจิ้งเหยาโกรธติงลี่มากแต่ก็ไม่ฆ่าเขาเพราะยังเห็นความจำเป็นและประโยชน์ของติงลี่อยู่
ที่ฮ่องกงสี่เหวินเฉียงได้พบกับอาตี้และครอบครัว สี่เหวินเฉียงมองไม่เห็นอนาคตที่จะได้กลับไปเซี่ยงไฮ้อีก และพร้อมกันนั้นก็ตัดสินใจและต้องการจะใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบสมถะที่ฮ่องกง เขาจึงแต่งงานกับอาตี้ผู้หญิงพื้นบ้านที่น่ารักและมีอุปนิสัยดีงามที่พบที่นั่น ฉิงฉิง ไม่เชื่อว่าสี่เหวินเฉียงเสียชีวิตแล้วจนกระทั่งเดินทางไปฮ่องกงและพบว่าสี่เหวินเฉียงยังไม่ตายและได้แต่งงานแล้ว เธอพยายามตัดใจจากเขา แต่ก็ยังไม่สามารถรับรักจากติงลี่ที่แอบหลงรักเธอมานานแล้วได้อยู่ดี

อย่างไรก็ตามฝงจิ้งเหยายังคงอาฆาตสี่หวินเฉียงอยู่ และส่งมือปืนรับจ้างบุกไปฆ่าสี่เหวินเฉียงซึ่งเผอิญไม่อยู่บ้าน พวกมือปีนฆ่าอาตี้ น้องชายและ พ่อของอาตี้ตายอย่างทารุณ ทำให้สี่เหวินเฉียงเสียใจมากอีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆที่เขาต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแล้วแต่ฝงจิ้งเหยาก็ยังตามมาทำร้ายเขาอีก เขาตั้งปฏิญาณว่า เขาจะต้องล้างแค้นฝงจิ้งเหยาให้ได้

ในช่วงเวลานั้นมีผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งจากปักกิ่งคือ เนี๊ยเหยินหวัง ต้องการเข้ามายึดครองพื้นที่ในเซี่ยงไฮ้แข่งกับฝงจิ้งเหยา คนคนนี้มีกองทัพจีนหนุนหลังและอ้างอุดมการณ์รักชาติบังหน้า แต่จิตใจจริงแท้ก็ไม่ได้ต่างจากฝงจิ้งเหยา สี่เหวินเฉียงจึงได้โอกาสกลับมาเซี่ยงไฮ้อีกครั้งโดยมาทำงานให้กับเนี๊ยเหยินหวัง ด้วยความที่สี่เหวินเฉียงรู้จุดอ่อนในกิจการของฝงจิ้งเหยาและกลไกการทำงานของฝงจิ้งเหยาเป็นอย่างดี เขาจึงสามารถช่วยเนี๊ยเหยินหวังค่อยๆทำลายกิจการค้า และอิทธิพลของฝงจิ้งเหยาให้ลดน้อยถอยลงเรื่อยๆได้

ติงลี่พยายามสร้างความสัมพันธ์กับฉิงฉิง เอาอกเอาใจดูแลนางอย่างดีที่สุด แล้วโอกาสของเขาก็มาถึงเมื่อพวกของเนี๊ยเหยินหวังวางแผนสังหารฝงจิ้งเหยา แต่กลับเป็นติงลี่และฉิงฉิงอยู่ในรถ ติงลี่ต่อสู้ปกป้องฉิงฉิงจนตัวเองได้รับบาดเจ็บเกือบเอาชีวิตไม่รอด ก่อนเขาจะเข้าสู่ห้องผ่าตัดนั้นเขาขอฉิงฉิงว่าถ้าเขาไม่ตายขอให้ฉิงฉิงยอมแต่งงานกับเขา ซึ่งฉิงฉิงรับปากเขาด้วยความสงสาร

แม้ว่าฉิงฉิงจะแต่งงานกับติงลี่แล้ว  แต่ในใจลึกๆนางก็ยังลืมสี่เหวินเฉียงไม่ได้ ในขณะเดียวกันติงลี่เองก็ไม่พอใจที่ได้พบความจริงข้อนี้  แต่แทนที่เขาจะใจเย็นๆค่อยๆปรับความเข้าใจกันเขากลับแสดงอาการหึงหวงและพูดจารุนแรงแสดงอาการไม่สุภาพกับฉิงฉิงอยู่บ่อยๆ  ดังนั้นขณะที่ฉิงฉิงเองพยายามทำใจและพยายามปฏิบัติต่อติงลี่ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อพบกับพฤติกรรมหึงหวงก้าวร้าวเกินเหตุเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงทำให้เธอเลิกคิดที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์ในชีวิตสมรสกับสามี   ในที่สุดทั้งสองคนก็แยกกันอยู่และไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศต่อกันเลย เพียงเป็นสามีภรรยาในนามเท่านั้น

ด้วยอำนาจอิทธิพลที่เนี๊ยเหยินหวังมีอยู่ร่วมกับแผนการต่างๆของสี่เหวินเฉียงซึ่งรู้ข้อมูลภายในทางธุรกิจของฝงจิ้งเหยาเป็นอย่างดี พวกเขาสามารถสลายอิทธิพลบารมีของฝงจิ้งเหยาลงได้เรื่อยๆ   ทางด้านการเมืองและภาพพจน์พวกเขาก็สามารถปลุกปั่นบรรดานิสิตนักศึกษา  และสหภาพแรงงานต่างๆให้ออกมาเดินขบวนต่อต้านและประจานว่าฝงจิ้งเหยาเป็นคนขายชาติ เป็นสุนัขรับใช้ญี่ปุ่นเข่นฆ่าคนจีน   ออกข่าวและบทความทางหนังสือพิมพ์เปิดโปงพฤติกรรมมาเฟียผิดกฎหมายต่างๆของฝงจิ้งเหยา  ด้านการเงินก็ปล่อยข่าวทำลายความเชื่อถือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ของฝงจิ้งเหยาและประสานกับธนาคารต่างๆ      ไม่ให้ปล่อยสินเชื่อให้ฝงจิ้งเหยา  ที่สำคัญคือพยายามบีบคั้นให้ฝงจิ้งเหยาลงมือใช้กำลังบุกสังหารเนี๊ยเหยินหวัง  ซึ่งติงลี่คัดค้านไม่เห็นด้วย แต่ฝงจิ้งเหยาก็ยังคงดำเนินการ  ซึ่งแน่นอนมีการวางแผนตั้งรับไว้แล้วเป็นอย่างดี  การลอบสังหารครั้งนี้เป็นการบุกสังหารในงานเลี้ยงระดับนานาชาติซึ่งทำไม่สำเร็จและมีพยานหลักฐานโยงไปถึงฝงจิ้งเหยา   ทำให้ฝรั่งเศสเนรเทศฝงจิ้งเหยาออกจากเขตเช่าฝรั่งเศสและเป็นการสิ้นสุดความรุ่งโรจน์ในชีวิตของฝงจิ้งเหยา

ในสภาพการหมดสิ้นอำนาจและอิทธิพลของฝงจิ้งเหยานั้น ติงลี่ก็แสดงตัวตนจริงๆของเขาที่ซ่อนอยู่โดยไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเหนือชั้นกว่าที่ทุกๆคนคิดไว้มากนัก แม่เขา สี่เหวินเฉียง ฝงจิ้งเหยา ผู้คนรอบกายเขา ล้วนมีความเห็นว่าเขาเป็นคนบุ่มบ่ามทำอะไรไม่ค่อยยั้งคิด มักชอบใช่แต่กำลัง ไม่ฉลาดนัก คนที่รักเขาโดยเฉพาะแม่เขาและสี่เหวินเฉียงถึงกับกังวลว่าเขาจะดูแลชีวิตตัวเองต่อไปให้ดีได้อย่างไร? แต่เมื่อถึงเวลาที่ฝงจิ้งเหยาหมดสภาพลงและเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมแล้ว ติงลี่ก็แสดงตัวตนที่แท้จริงของเขาออกมา เขาลอบยักยอกเงินทองทรัพย์สมบัติ โฉนดที่ดินต่างๆของฝงจิ้งเหยาเอาไว้เป็นของเขาเองจำนวนมาก รวมทั้งสร้างเครือข่ายขุมกำลังของตัวเองเอาไว้ด้วย แต่ฝงจิ้งเหยาก็ไม่ทำอะไรติงลี่เพราะไม่อยากให้ลูกสาวเขาเป็นหม้าย นอกจากนี้เขายังขอให้ฝงจิ้งเหยาเซ็นมอบอำนาจการบริหารกิจการทั้งหมดให้เขาด้วยซึ่งฝงจิ้งเหยาไม่ยอมเพราะต้องการให้ติงลี่ถอนตัวออกจากวงการนักเลงเพื่อให้สามารถดูแลลูกสาวของเขาให้มีความสุข

นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่เมื่อสี่เหวินเฉียงมาขอให้เขาเปิดโอกาสให้สี่เหวินเฉียงเข้าถึงตัวฝงจิ้งเหยาได้ เขาจึงเปิดโอกาสด้วยการวางแผนให้สี่เหวินเฉียงมีโอกาสเข้าถึงตัวฝงจิ้งเหยาได้ โดยเขาให้โอกาสทั้งสองคนดวลปืนกันด้วยเกมรัสเซี่ยนรูเล็ต ซึ่งทำให้สี่เหวินเฉียงสามารถสังหารฝงจิ้งเหยาล้างแค้นให้ครอบครัวของเขาได้  หลังจากที่สี่เหวินเฉียงฆ่าฝงจิ้งเหยาล้างแค้นได้สำเร็จแล้ว เขากลับควบคุมจิตใจตัวเองไม่ได้และกลับไปตามง้อฉิงฉิงอีก ซึงแน่นอนฉิงฉิงไม่ยอมกลับมาคืนดีกับเขาอีกและตัดสินใจเดินทางไปฝรั่งเศส อย่างไรก็ตามฉิงฉิงยังคงให้เขาไปส่งเธอที่สโมสรละครและยังคงเก็บหนังสือที่มีรูปถ่ายคู่ของทั้งสองคนไว้นำติดตัวไปฝรั่งเศส ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ในเวลาต่อมาให้สี่เหวินเฉียงตัดสินใจตามฉิงฉิงไปฝรั่งเศสก่อนที่เขาจะถูกยิงเสียชีวิตในที่สุด

เมื่อกำจัดฝงจิ้งเหยาแล้วเนี๊ยเหยินหวังก็ไม่เห็นประโยชน์ของ สหภาพแรงงานต่างๆ และพรรคจิงอู่ อีกต่อไป เขาตระบัดคำมั่นสัญญาต่างๆที่เคยให้ไว้กับคนเหล่านี้จนหมดสิ้น ทำการกวาดล้างเข่นฆ่าผู้นำสหภาพแรงงานต่างๆ พรรคจิงอู่ และจะกำจัดสี่เหวินเฉียงเป็นคนต่อไปหลังจากที่ใช้สี่เหวินเฉียงกำจัดติงลี่ลงได้แล้ว ในขณะนั้นเป็นช่วงที่เกิดสุญญากาศขึ้นในเซี่ยงไฮ้จากการล่มสลายของฝงจิ้งเหยาซึ่งเนี๊ยเหยินหวังกำลังก้าวขึ้นมาแทนที่ สี่เหวินเฉียงกับติงลี่จึงได้ตกลงร่วมมือกันสู้กับเนี๊ยเหยินหวังและสามารถสังหารเนี๊ยเหยินหวังได้แต่ก็เป็นสาเหตุให้ฟางเยี่ยนเหวินเสียชีวิต

ภายหลังจากการเสียชีวิตของฝงจิ้งเหยา ฉิงฉิงก็เดินทางไปฝรั่งเศส สี่เหวินเฉียงร่วมกับติงลี่เข้าครองอำนาจในเซี่ยงไฮ้แทนฝงจิ้งเหยาทั้งหมด ติงลี่ได้เป็นประธานคนจีนในเขตเช่ารวมแทนฝงจิ้งเหยา สถานการณ์ในเซี่ยงไฮ้สงบเงียบมาก สี่เหวินเฉียงไม่ต้องการอยู่เซี่ยงไฮ้ต่อไปเพราะเขาคิดจะตามไปง้อฉิงฉิงที่ฝรั่งเศสและเขาคิดว่าถ้าอยู่เซี่ยงไฮ้ต่อไปนานๆอาจเกิดปัญหากับติงลี่ก็ได้เพราะว่าเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ วันสุดท้ายก่อนไปจากเซี่ยงไฮ้เขาไปกินมื้อค่ำฉลองกับติงลี่และบอกติงลี่ว่าเขากำลังจะไปจากเซี่ยงไฮ้แต่ไม่บอกว่าจะไปไหน เมื่อเขาเดินพ้นประตูไนท์คลับออกมา ก็ถูกกลุ่มคนร้ายบนรถเก๋งที่จอดรออยู่วิ่งผ่านมาใกล้และรัวยิงด้วยอาวุธสงครามใส่สี่เหวินเฉียงจนล้มลงและสิ้นใจในวงแขนของติงลี่ที่ตามออกมา ก่อนตายเขาจึงค่อยบอกติงลี่ว่าเขากำลังจะไปฝรั่งเศส

เรื่องเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ ปี 1980 นี้ สร้างโดย TVB ฮ่องกง นำแสดงโดย โจวเหวินฟะ,หลี่เหลียงเหว่ย,เจ้าหย่าจือ,โอวหยางเพ่ยซัน  เรื่องนี้เป็นซีรี่ย์มหากาพย์ 3 ภาค เฉพาะภาคแรกถูกนำกลับมาสร้างใหม่หลายเวอร์ชั่น อาทิเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้หักเหลี่ยมมังกร ปี 2007  พล็อตเรื่องได้รับแรงบันดาลใจจาก ภ.เรื่อง The God Father  แต่เนื้อหาไม่เหมือนกันซะทีเดียว มีการปรับแต่งให้เหมาะสมกับสภาพสังคมเซี่ยงไฮ้และชาวจีน แต่เนื้อหาเข้มข้น หักเหลี่ยม เฉือนคม และมีหักมุม ชิงรักหักสวาท ถือว่าครบรส ผู้เขียนยอมรับว่าเป็นซีรี่ย์ที่ดีที่สุดของฮ่องกงเรื่องนึงเลยทีเดียว มีความสมบูรณ์ทุกด้าน ทั้งการแสดง บท ประเด็นข้อคิดที่ได้จากเรื่อง จนทุกวันนี้หนังแนวเจ้าพ่อนี้ ยังหาเรื่องใดเทียบเคียงเรื่องนี้ยังไม่ได้เลย ยกให้เป็นซีรี่ย์ในดวงใจเรืองนึง ในโอกาสนี้ช่อง ACT Channel ทางเคเบิลทีวี ได้นำกลับมาฉายใหม่ จึงน่าติดตามมากๆ และถ้าเป็นในรูปแบบ DVD ลิขสิทธิ์ เห็นมีวางขายในร้าน J-Bics , Shibuya ด้วย ผู้อ่านสามารถหาซื้อมาดูหรือ Loadbit ก็ได้ ในยูทูปก็น่าจะมี ขอจบด้วยเพลงนำประกอบ ภ.ซีรี่ย์เรื่องนี้ที่โด่งดัง


 


วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของรัฐบาลปู ยิ่งลักษณ์(รัฐบาลซานต้า) ต่อวิกฤติการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทันทีที่รัฐบาลคุณปู ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรแถลงนโนบายต่อรัฐสภาเสร็จก็ไม่มีเวลาได้หายใจหายคอ หรือมีช่วงเวลาสำหรับการฮันนีมูนใดๆ เหมือนรัฐบาลอื่นๆ ต้องทำงานแก้ปัญหาให้กับประชาชนทันที ซึ่งก็ไม่เป็นสิ่งที่เกินจากความคาดหมายเอาไว้ เพราะรัฐบาลนี้ได้หาเสียงหรือไปสัญญากับประชาชนไว้จำนวนมาก โดยเฉพาะกับฐานเสียงคนรากหญ้าหรือคนชนบทเอาไว้เยอะ และพอเมื่อได้เข้ามาเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลและมีการฟอร์มทีมพรรคร่วมรัฐบาล แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ตลอดจนแถลงนโยบายเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงต้องรีบเร่งทำงานทันที ทั้งนโยบายที่เคยหาเสียงเอาไว้ก่อนหน้าเลือกตั้ง หรือที่ไม่เคยหาเสียงเอาไว้ก็ถูกนำมาร่างเป็นนโยบาย ทั้งที่เป็นนโยบายเร่งด่วนต้องทำทันที และนโยบายประเภทค่อยศึกษาและค่อยทำกันไปก็มี หรือนโยบายที่ทำให้เสร็จในช่วงรัฐบาล 4 ปี แต่มี schedule หรือกรอบระยะเวลาชัดเจนที่จะทำตามแผนงานที่วางเอาไว้

แรกเริ่มเดิมทีนั้น ในช่วง 1 เดือนแรกของการเริ่มปฏิบัติงานหรือหลังจากแถลงนโนบายต่อรัฐสภาผ่านพ้นไปนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ทั้งที่เป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยและที่ไม่ใช่ฐานเสียงหรือบรรดาคนที่ไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทย ต่างก็ให้กำลังใจรัฐบาลของคุณปู ยิ่งลักษณ์ ในการทำงาน เพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้นปฏิบัติงาน ยังไม่เข้าที่เข้าทางและมีรัฐมนตรีส่วนใหญ่ยังใหม่ต่อการเข้ามาทำงานการเมืองมากในตำแหน่งรัฐมนตรี โดยเฉพาะสำหรับคุณปู ยิ่งลักษณ์ เป็น ส.ส.สมัยแรก และเป็นนายกที่อายุน้อยที่สุด เป็นนายกหญิงคนแรกของประเทศ อีกทั้งยังเป็นนักการเมืองที่มีอายุการทำงานน้อยที่สุด คือเข้าสู่แวดวงการเมืองในช่วง 40 กว่าวันในช่วงหาเสียงเลือกตั้งและก็ก้าวเข้าสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีเลย ซึ่งต้องถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกชนิดนึงเลยทีเดียว ยิ่งกว่ากินเนสส์ บุ้คเวิล์ดเรคคอร์ด ยิ่งกว่าไทยแลนด์ก็อตทาเล้นท์ ซึ่งก็ทำให้คุณปู ยิ่งลักษณ์หน้าบานมากเวลาให้สัมภาษณ์ออกสื่อทีวีในช่วงแรกๆ พอต่อมาเมื่อรัฐบาลมีการล้อนช์มาตรการ นโยบายเร่งด่วนบ้าง ไม่เร่งด่วนบ้าง ออกมา เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บ้าง คัดค้านบ้าง จากสื่อมวลชน นักวิชาการ นักธุรกิจต่างๆ ทำให้ความเครียดเริ่มมาเยือนคุณปู ยิ่งลักษณ์ ถึงกับทำให้คุณปู ยิ่งลักษณ์ หน้าถอดสีไปบ้าง เมื่อเจอกับคำถามรุกไล่ ของบรรดาสื่อมวลชนต่างๆ ที่คอยตามเกาะติดการทำงานของท่าน โดยเฉพาะนักข่าวสายทำเนียบ และสายการเมืองจากสำนักข่าวต่างๆ จนทำให้กุนซือของคุณปู ยิ่งลักษณ์ต้องกำหนดระเบียบ กฎเกณฑ์การให้สัมภาษณ์ชองคุณปู ยิ่งลักษณ์เสียใหม่ และเมื่อใดถ้าคำถามที่ทำให้คุณปูไม่สามารถตอบได้ก็จะเลี่ยงไปให้รัฐมนตรีผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นๆ มาตอบแทน หรือคำถามใดที่ทำให้คุณปู ยิ่งลักษณ์ถึงขนาดให้ความเห็นได้หรือไปไม่เป็นแล้วหล่ะก็ จะใช้วิธียิ้ม นิ่งเงียบและเดินหนีไปอย่างหน้าตาเฉย นี่คือวิธีเอาตัวรอดของนายกหญิงผู้น่ารักของไทย

นโยบายที่ถูกโยนออกมาในช่วงแรกนั้น ล้วนเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ใช้หาเสียงไว้ตอนช่วงเลือกตั้ง อาทิ ปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ,ปรับฐานเงินเดือนเป็น 15,000 บาทต่อเดือน ,โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ,ลดเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมัน บัตรเครดิตชาวนา แจกแท็บเล็ตพีซี ตลอดมาจนถึงล่าสุดก็คือโครงการลดหย่อนภาษีบ้านหลังแรก และลดหย่อนภาษีรถยนต์คันแรก ฯลฯ ยังคงมีตามมาอีกเพียบ แต่นโยบายที่ไม่เคยหาเสียงเอาไว้ก็มี แต่ถูกโยนออกมาหยั่งกระแส อาทิ กองทุนความมั่งคั่ง เพื่อลงทุนด้านพลังงาน การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 2550 ใหม่หมด และนำส่วนที่ดีของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 กลับมาใช้ โดยอาจใช้วิธีตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำหน้าที่ยกร่างแทนหรือ สสร.3 โดยใช้วิธีแก้ไขมาตรา 291 และรวมไปถึงดำเนินการควบคู่กันไปในส่วนของการเข้าชื่อเพื่อขอประทานอภัยโทษให้กับคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี/นักโทษหนีคดี ต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมไปถึงความต้องการของฝ่ายการเมืองที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในมาตรา 8 ในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้พระราชอำนาจ ซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการก้าวล่วงพระราชอำนาจและอาจต้องเผชิญแรงต้านจากประชาชนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอีกมาก

แรกเริ่มเดิมที คุณปู ยิ่งลักษณ์เคยกล่าวไว้ว่า “รัฐบาลนี้จะเข้ามาแก้ไข ไม่ใช่แก้แค้น” คือจะเข้ามาทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน และต้องการให้เกิดกระบวนการปรองดองเกิดขึ้นอย่างจริงจัง ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ และองค์กรอิสระอยาง กกต. กรมดีเอสไอ ต่างก็ช่วยกันให้มีการประกันตัวแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงให้ออกมาหาเสียง และลงเลือกตั้งได้ และอาจใช้คณะกรรมการที่ตั้งโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งมีอาจารย์ ศ.ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการค้นหาความจริงและสมานฉันท์ปรองดอง โดยเป็นบุคคลที่ทุกฝ่ายและเสื้อแดงพอจะยอมรับได้ มาช่วยประสานงานเป็นกาวใจ เดินสายปรองดองกับทุกฝาย

แต่ยังไม่ทันที่กระบวนการปรองดองจะเดินหน้าคืบหน้าไปได้ไกลแค่ไหน เค้าลางของการขัดแย้งก็เริ่มก่อตัวขึ้น เริ่มจากการโยกย้ายข้าราชการต่างๆ ในกระทรวงหลักๆ ที่ไม่ใช่คนของรัฐบาลชุดนี้ หรือไม่ตอบสนองต่อการทำงานของพรรคเพื่อไทย หรือเป็นคนที่ถูกแต่งตั้งโยกย้ายมาในช่วงรัฐบาล(อภิสิทธิ์)ชุดที่แล้ว ที่สำคัญก็อย่างตำแหน่งอย่าง ผบ.สนง.ตำรวจแห่งชาติ ซึ่งฝ่ายการเมืองต้องการดัน พตอ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ มานั่งเป็น ผบ.สนง.ตำรวจแห่งชาติ เพราะความอาวุโสสูงสุดและเคยเป็นแคนดิเดทมาตลอด แต่ถูกเด้งออกจากวงโคจร ในทุกรัฐบาลที่ไม่ใช่เพื่อไทย มาครั้งนี้จึงเป็นวาระแห่งชาติของพรรคเพื่อไทยที่จะต้องผลักดันให้ได้ ซึ่ง พตอ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.แห่งชาติคนปัจจุบันก็ไม่ขัดข้อง ขอถอยตัวเองไปนั่งเป็นเลขา สมช.แทน แต่ก็ติดที่ตรงเลขา.สมช.คนปัจจุบันคือคุณถวิล เปลี่ยนศรี แกไม่ยอม และก็ถึงขึ้นไปฟ้องศาลปกครอง ถึงความไม่เป็นธรรมที่ถูกกลั่นแกล้งโยกย้าย ซึ่งก็ทำให้กระแสการต่อต้านการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมนี้สั่นคลอนภาพลักษณ์รัฐบาลคุณปู ยิงลักษณ์อยู่ช่วงนึง ไม่แค่นั้นการขัดแย้งได้ลุกลามไปถึงองค์กรอื่นๆ อาทิ สื่อมวลชนด้วย โดยเฉพาะกรณีการถูกคุกคามสิทธิ เสรีภาพของสื่อมวลชนหญิง สังกัดช่อง 7 ถึงขนาดกลุ่มคนเสื้อแดงจะบุกไปถึงช่อง 7 เพื่อกดดันให้ไล่นักข่าวช่อง 7 นั้นออกจากงาน ซึ่งเป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนและใช้หลักกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ยังไม่รวมกรณีผลสอบของสภาการนักหนังสือพิมพ์และวิทยุโทรทัศน์ที่มีต่อกรณีของสื่อค่ายมติชน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับสินบนจากนักการเมือง (วิม รุ่งวัฒนจินดา ซึ่งปัจจุบันมาเป็นทีมงานโฆษกรัฐบาลและดูแลสื่อประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเข้าข่ายการขัดกันของผลประโยชน์หรือ conflict of interest ด้วย) อีกทั้งการที่รัฐบาลโดยรัฐมนตรีผู้ดูแลสื่อของรัฐ สั่งให้มีการถอดถอนรายการวิเคราะห์ข่าว ที่ไม่ฝักใฝ่รัฐบาล ให้ออกจากผังรายการของทางช่อง 11 NBT เช่น รายการคลายปม ของ ดร.เจิมศักดิ์ รายการข่าวเด่นประเด็นร้อน ของคุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม หรือสำนักข่าว T-news ซึ่งก็นำสัญญาเช่าและเรื่องไปฟ้องศาล จนได้รับการคุ้มครองรายการ ยังไม่ถูกถอดออกจากผังช่อง 11) กรณีการโยกย้าย โผทหารและโดยเฉพาะ ผอ.กอ.รมน.และผู้ที่จะมาเป็นที่ปรึกษา รมต.กลาโหม ดูแลงานด้านความมั่นคงโดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งแต่งตั้งท่าน พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี มานั่งดูแล 3 จว.ภาคใต้ ซึ่งทำให้เกิดคำถามตัวโตๆ ถึงความเหมาะสมด้วย ซึ่งบาดแผลและภาพลักษณ์ของท่านมีส่วนที่จะทำให้สถานการณ์ภาคใต้คลี่คลายขึ้นได้หรือไม่

เค้าลางความขัดแย้งประการต่อมา ในกรณีการตั้งกองทุนความมั่งคั่งของท่าน รมต.พลังงาน คุณพิชัย นริพทะพันธุ์ ริ่เริ่มอยากจะตั้งกองทุนความมั่งคั่งขึ้นมาเพื่อนำไปลงทุนในด้านพลังงานโดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทย ซึ่งยังเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา กรณีการลากเส้น 4.6 ตร.กม.จากประสาทเขาพระวิหารยังไม่ได้ข้อสรุป ซึ่งกล่มคนไทยหัวใจรักชาติ กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เคยออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นนี้มาแล้ว แต่การจะนำเงินจากทุนสำรองในส่วนที่กันไว้ในแบ็งค์ชาติมาเพื่อนำไปลงทุนนั้นได้ทำให้บรรดาสานุศิษย์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ดาหน้ากันออกมาคัดค้าน โดยเฉพาะกลุ่มศิษย์ใกล้ชิดของหลวงตา มีความเป็นห่วงถึงวัตถุประสงค์ในการนำเงินส่วนนี้ไปลงทุน และจะได้ไม่คุ้มเสีย หากเกิดมีความเสียงเสียหายขึ้นมา ซึ่งเงินส่วนนี้ได้รับมาจากการบริจาคของประชาชนจำนวนมาก ตอนช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40  ทำให้สานุศิษย์ได้พากันไปสอบถามผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯแบ็งค์ชาติ ว่าจะเห็นสมควรด้วยหรือไม่ ซึ่งก็ทำให้ท่าทีของทั้ง รมต.คลัง คุณธีระชัย ภูวนารถนรานุบาลกับ รมต.พลังงาน คุณพิชัย นริพทะพันธุ์ ต้องออกมาชี้แจงอยู่หลายครา และสุดท้ายเริ่มเปลี่ยนท่าทีหรือแนวคิดเสียใหม่ เมื่อรู้ว่ากลุ่มต่อต้านมีอยู่อักโข โดยเฉพาะนอกจากกลุ่มลูกศิษย์หลวงตาแล้วยังมีกลุ่มพันธมิตรอีกด้วย

เรื่องการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำนั้นถูกต่อต้านจากฝ่ายนายจ้างแทบจะทุกวงการ โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรม และนักวิชาการ นักธุรกิจ sme ขนาดกลางและเล็ก รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้แรงงาน ถึงสภาพความไม่พร้อมและควรจะให้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และให้เป็นบางพื้นที่ ไม่ใช่ทั่วประเทศพร้อมกัน อีกทั้งควรมีการพัฒนาในส่วนทักษะผีมือควบคู่กันไป หรือผ่านเกณฑ์การทดสอบฝีมือก่อน และบางอุตสาหกรรมก็ร้องโอดครวญหากต้องมีการบังคับให้ปรับทันที เพราะเป็นต้นทุนหลัก อาทิ ในอุตสาหกรรมเซรามิก เป็นต้น

เรื่องการปรับลดเงินอุดหนุนกองทุนน้ำมัน ถูกคัดค้านโดยบริษัท ปตท. นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากจะทำให้เป็นภาระกองทุนที่จะต้องแบกรับภาระหนี้สิน เพราะทุกวันนี้กองทุนถูกนำไปอุ้มต้นทุนแก๊สหุงต้มอยู่ ซึ่งก็กระทบภาระต้นทุนของบริษัท ปตท.และอาจทำให้ต้องมีการปรับราคาลอยตัวแก๊สหุงต้ม และ LPG ขึ้นไปในอีกไม่ช้า

เรื่องโครงการรับจำนำข้าว ถูกต่อต้านโดยสมาคมโรงสีข้าว นักเศรษฐศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการ ตลอดจนบริษัทผู้ส่งออกข้าว เพราะการใช้กลไกแทรกแซงราคาผ่านการรับจำนำข้าวนั้น รังแต่จะทำให้เป็นภาระการเงินการคลังของรัฐบาลในระยะยาว การไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งในตลาดโลกได้ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ทำให้เกิดการพัฒนา สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวต่อเกษตรกรชาวนา และเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ AEC ในอีก 3 ปีข้างหน้า ข้าวไทยอาจสู้เวียดนาม พม่าไมได้ และคอยเป็นภาระให้รัฐบาลไทยตามแก้ตลอดทุกชาติไป เป็นนโยบายตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอีกโครงการนึงของรัฐบาล

เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถูกต่อต้านโดยพรรคประชาธิปัตย์ สว.สายสรรหากลุ่ม 40 สว. กลุ่มพันธมิตร อดีต สสร.ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 นักวิชาการสายรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์จากหลายสถาบัน นักกฎหมาย กลุ่มเคลื่อนไหวอื่นๆ เช่น เสื้อหลากสี เพราะที่มาที่ไปของการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้น เป็นเพราะไปขัดผลประโยชน์นักการเมืองซีกรัฐบาลปัจจุบัน หรือมีวาระแอบแฝงที่ต้องการจะฟอกความผิดให้กับนักการเมืองบางคน การออกมาพูดว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ การจะจัดตั้ง สสร. การลงชื่อเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษต่อผู้ต้องหาทางการเมืองในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา การออกแถลงการณ์โดยกลุ่มคณาจารย์ธรรมศาสตร์ที่เรียกตัวเองว่า “นิติราษฏร์” เพื่อเรียกร้องให้มีการลบล้างผลการกระทำที่เกิดจากการรัฐประหารในปี 2549 การแต่งตั้ง ศ.ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน มาเป็นประธานสภาที่ปรึกษาดูแลด้านหลักนิติธรรม และกระบวนการยุติธรรมของไทย ทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้ล้วนถูกกำหนดขึ้นเป็นกระบวนการที่จะทำให้เกิดการตั้งสภา สสร.และนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ในหลายๆ มาตรา หรืออาจจะทั้งฉบับ ซึ่งจะต้องติดตามต่อไป ในส่วนของนิติราษฏร์ นั้นผู้เขียนคิดเห็นว่าท่านมาในจังหวะที่ไม่เนียน การกล่าวอ้างว่าต่อต้านการปฏิวัติ รัฐประหาร และเผด็จการทหารนั้น ถ้าท่านเป็นนักวิชาการที่บริสุทธิ์ จริงใจต่อประเทศจริงๆ ท่านต้องแถลงท่าทีนี้ตั้งแต่สมัยการรัฐประหารใหม่ๆ ในช่วงแรกแล้ว ไม่ใช่มารอจนเปลี่ยนผ่านรัฐบาลมาถึง 4-5 รัฐบาลแล้วค่อยมาพูด หรือ คมช.หมดอำนาจไปแล้วจึงมาพูด อีกทั้งการต่อต้านการรัฐประหารก็ควรจะเป็นทุกรัฐประหาร ไม่ใช่แค่ปี 2549 แล้วเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2534 ยุค รสช.ทำไมไม่พูดถึง อีกทั้งเหตุการณ์ก่อนหน้ารัฐประหารปี 2549 ประเทศไทยก็อยู่ในยุคเผด็จการรัฐสภา โดยการบริหารประเทศของคุณทักษิณ ชินวัตร ได้มีการควบรวมพรรคต่างๆ เข้ามาอยู่ในพรรคไทยรักไทย ทำการแทรกแซงองค์กรอิสระมากมาย อาทิ ประธานสว.มาจากคนของตนอย่าง สุชน ชาลีเครือ การซื้อตัว 5 เสือ กกต.มาเป็นพวกที่เรียกว่า 3 หนา 5 ห่วง การซื้อตัวหรือจ่ายสินบนศาลในยุคทักษิณก็มีมาแล้ว ในกรุณีคดีซุกหุ้นภาค 1  หรือการแทรกแซงสื่อ อย่างการสั่งปลดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ทางช่อง 9 อย่างไม่มีเหตุผล การตอบกระทู้ในรัฐสภา ทักษิณไม่เคยมาตอบกระทู้หรือเข้าประชุมรับฟังการอภิปรายในรัฐสภาเลย เหล่านี้รวมๆ เรียกว่าเผด็จการรัฐสภาและเมื่อมีการโจมตีจากสื่อในข้อหาการคอรัปชั่น การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การบริหารงานไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อนในหลายๆ เรื่อง คุณทักษิณก็ไม่เคยชี้แจงต่อสื่อ จนเป็นที่มาของการยุบสภาหนีปัญหา และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตอนต้นปี 2549 และมีการบอยคอตจากทุกพรรคการเมือง ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง จนเป็นที่มาของการตัดสินให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ การเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับกลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลือง จนทหารต้องออกมารัฐประหาร นี่คือที่มาของการรัฐประหาร ซึ่งข้ออ้างก็ฟังขึ้น ไม่งั้นช่วงแรกประชาชนจะตอบรับหรือ มีการนำดอกไม้ไปยื่นให้ทหารที่ขับรถถังเข้ามาหน้ารัฐสภา และทำเนียบรัฐบาล ดังนั้น กลุ่มนิติราษฏร์ หากคุณจะเกลียดเผด็จการทหารที่ทำรัฐประหารแล้ว คุณไม่เกลียดเผด็จการรัฐสภา และไม่กล่าวถึงความชั่วช้าของระบอบทักษิณ ได้อย่างไร ไม่กล่าวถึงเลย ทั้งๆที่การบริหารงานของคุณทักษิณนั่นแหละเป็นตัวสร้างปัญหาให้กับประเทศตลอดมา ไม่วาจะเป็นการลุแก่อำนาจ การไม่มีธรรมาภิบาล การชอบแทรกแซงทั้งสื่อและองค์กรอิสระ ใช้ทุนของตัวเองเข้าไปเทคโอเวอร์นักการเมือง พรรคการเมือง ความโลภโมโทสันต์อยากจะได้ธุรกิจพลังงาน พลอยทำให้ฉ้อฉลในกิจการพลังงาน ผ่านการนำ ปตท.ไปแปรรูปเป็นบริษัทมหาชน แล้วนำคนของตัวเองเข้าไปบริหาร และเข้าไปถือหุ้นของกิจการผ่านนอมินี (ซึ่งในกรณีนี้ทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ทำเรื่องฟ้องต่อศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อทวงคืน ปตท.กลับมาเป็นของประชาชน) การทุจริตมากมายในโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ การขายหุ้นสัมปทานในเครือของตนเองชินคอร์ป ออกไปให้เทมาเส็ก (ซึ่งก็เป็นนิติกรรมอำพรางด้วย) โดยไม่ยอมจ่ายเสียภาษี เอาแค่เบาะๆ แค่นี้ก็มากมายพอที่จะบอกว่า รัฐบาลอย่างทักษิณเลวกว่ารัฐบาลทหารที่รัฐประหารมาเสียอีก เพราะสร้างความชิบหาย ทำลายประเทศต่างกันมากมาย นักวิชาการนิติราษฏร์กลุ่มนี้คงไม่อินโนเซ้นท์หรอก แต่อย่ามามือถือสากปากถือศีล สร้างภาพว่าเป็นนักประชาธิปไตย แต่กลับบูชาเผด็จการรัฐสภา และทุนนิยมสามานย์เช่นนี้ ฟังไม่ขึ้นและไม่เนียน จะอ้วกเอา ทีหลังอย่ามาใช้ฉากหลังคือสถาบันอันเป็นที่รักของผู้เขียนอย่างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาเป็นแบ็คในการออกมาเป็นทัพหน้าให้กับคุณทักษิณเลย ดูยังไงก็ไม่มีเครดิตทางวิชาการหลงเหลืออยู่แล้ว ไม่ทราบว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปล่อยคนกลุ่มนี้เอาไว้ได้อย่างไร น่าเศร้าใจมากๆ ช่อง voice tv ใช้คำว่าเป็นหน่วยกล้าตายทางวิชาการ ผู้เขียนอยากจะบอกว่าเป็นหน่วยน่าอายทางวิชาการมากกว่า เป็นกลุ่มอาจารย์ที่มีอคติและใจแคบทางวิชาการมากๆ ผู้เขียนเคยคิดว่าการเรียนกฎหมายสามารถช่วยแก้ปัญหาให้ผู้คนและแก้ปัญหาให้กับประเทศมิใช่หรือ แล้วทำไมนักวิชาการกลุ่มนี้ดูมีเจตนาจะทำร้ายทำลายประเทศมากกว่า เพราะจ้องทำลายสถาบันทหารซึ่งก็คือสถาบันหลักที่ค้ำจุนประเทศเอาไว้ เป็นข้ารับใช้พระมหากษัตริย์ทุกยุคสมัยมิใช่หรือ ใครก็ยังคิดได้ แม้แต่หลานผมซึ่งเรียนชั้น ม.4 ยังรู้อะไรถูกผิด รู้กาลเทศะ และรู้เจตนาที่ดีต่อบ้านเมืองเลย การรัฐประหารเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงการปกครองรูปแบบนึงเท่านั้น โดยมากรัฐบาลไหนในโลกนี้ถ้าเข้าไปยึดกุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จและมีการคอรัปชั่น โกงกิน ไม่มีความโปร่งใส แทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระ ไม่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบหรือฝ่ายค้านอ่อนแอไม่สามารถจะตรวจสอบได้แล้ว ประชาชนจะหวังพึ่งใครได้ ถ้าไม่ใช่กองทัพ และวิธีการที่จะล้มอำนาจรัฐของรัฐบาลฉ้อฉลนั้นได้ก็มีเพียงวิธีเดียวคือการทำรัฐประหาร ที่ไหนประเทศไหนในโลกเขาก็ทำกัน ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป ต้องดูที่เจตนาของผู้นำที่ทำการรัฐประหารว่าหวังดีต่อประเทศชาติหรือไม่ และเมื่อทำรัฐประหารแล้ว เขาเหล่านั้นไม่ได้มาสืบทอดอำนาจต่อ สะสางปัญหาได้ และจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นมาใหม่และคืนอำนาจไปสู่ประชาชนได้ ก็ย่อมเป็นการรัฐประหารที่ดีและทำเพื่อประเทศชาติ อย่างในกรณีของรัฐประหารปี 2549 นั้นก็อยู่ในข่ายนี้คือผู้ทำการรัฐประหารมีเจตนาที่ดีต่อประเทศชาติ และถ้ามันจะมีความชั่วช้าอยู่บ้างก็ตรงรัฐบาลที่เขาแต่งตั้งมารักษาการนั้น ไม่ได้เข้ามาเพื่อสะสางปัญหาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เลี้ยงไข้เอาไว้ ทำท่าว่าจะมาเสวยสุข และไม่จัดการกับระบอบอำนาจชั่วร้ายของรัฐบาลที่ตนเองรัฐประหารมากับมือ จนวันนี้มันเติบใหญ่และกลับมามีอำนาจอีกครั้งนึง จึงถูกย้อนศรกลับมาเล่นงานในวันนี้นี่ไง

ถ้าจะจัดลำดับความสำคัญของนโยบายก่อนหลังของรัฐบาลชุดนี้ สิ่งที่ต้องทำก่อนก็คือการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ซึ่งเป็นวิกฤติอยู่ในขณะนี้ และควรจะแก้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ควรสร้างฝาย บ่อพักน้ำให้มีทุกตำบล ทุกอำเภอ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามหน้าแล้งได้อีกด้วย ส่วนระยะยาว น่าจะคิดถึงการสร้างบ้านบนเรือนแพ เพราะมีการคาดการณ์กันว่าในอนาคต ที่ดินบริเวณประเทศไทยเกือบทั้งหมดจะจมหายไปกับทะเล ดังนั้นเราจึงควรปรับวิถีชีวิต ชินกับการอยู่อาศัยในน้ำเอาไว้ให้ได้ อาจไปศึกษาดูงานที่เนเธอร์แลนด์ก็ได้ เพราะประเทศไทยคงไม่เก่งพอที่จะถมทะเลทำเป็นเกาะเหมือนอย่างบางประเทศหรอก ต้องใช้งบประมาณมหาศาล อีกทั้งต้องเผื่องบกินตามน้ำไปอีกตั้งเท่าไหร่ แม้จะถมเทาไหร่ก็คงไม่พอเป็นแน่

นโยบายประชานิยมที่รัฐบาลคุณปู ยิ่งลักษณ์นำมาใช้ไม่ต่างจากคุณทักษิณ เพราะเป็นรัฐบาลโคลนนิ่งคุณทักษิณมา ใน พ.ศ.นี้อาจทำแล้วไม่เวิร์คก็เป็นได้ เพราะเศรษฐกิจตอนนี้ของประเทศกับตอนปี 2544 ต่างกันมากนัก ตอนปี 2544 ประเทศอยู่ในภาวะเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวภายหลังติดลบซบเซาหลายปีจากวิกฤติต้มยำกุ้ง และก็เป็นช่วงที่ได้รัฐบาลที่บริหารชาติไปเป็นทาสไอเอ็มเอฟ พอเมื่อคุณทักษิณมาเล่นการเมือง ตั้งพรรคใหม่ นโยบายใหม่ จึงทำให้คนคาดหวัง อยากลองของใหม่ และก็ภาพลักษณ์ดูเป็นมืออาชีพ ก็เลยเลือก นโยบายประชานิยมมาตอนนั้น กลายเป็นสินค้าใหม่ที่น่าลอง และก็ได้ผลเพราะช่วงนั้นเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวพอดี อีกอย่างก็คือมันเป็นตัวเร่ง GDP ที่ดีด้วย เพราะต้องใช้จ่ายเงินภาครัฐเยอะ แล้วไอ้เจ้าตัว GDP เนี่ยนะ เป็นตัววัดที่สำคัญของประเทศที่อยู่ในระบบทุนนิยมโลกที่ยากจะปฏิเสธ เพราะเขาใช้ตัวนี้วัดผลงานของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย คล้ายๆ KPI’s รัฐบาลไหนบริหารประเทศแล้ว GDP ลดลงทุกปี หรือไม่โตขึ้น ก็เตรียมตัวพับเสื้อผ้า จัดกระเป๋ากลับบ้านไปได้เลย ก็คงไม่เป็นที่สบอารมณ์ของนักลงทุน นักวิชาการ นักธุรกิจ ตลอดจนประชาชนได้หรอก นี่คือที่มาว่าทำไมเขาถึงเอาประชานิยมมาใช้กัน

รัฐบาลปู ยิ่งลักษณ์นี้ใช้กลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอยู่ 2 ตัวคือการบริโภคภายในประเทศ โดยการเร่งอุปสงค์ภายในผ่านโครงการประชานิยมต่างๆ เช่น ปรับค่าแรง กระตุ้นให้ซื้อรถคันแรก,บ้านหลังแรก ลดอุดหนุนกองทุนน้ำมัน บัตรเครดิตชาวนา จำนำข้าว ลดภาษีนิติบุคคล บ.จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นต้น อีกตัวก็คือการลงทุนใช้จ่ายภาครัฐ ผ่านโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ๋ เช่น รถไฟฟ้า โครงการจะถมทะเลบริเวณสมุทรปราการ เพื่อสร้าง City Complex แห่งใหม่ ฯลฯ เพราะเศรษฐกิจโลกปีนี้คงย่ำแย่ ทั้งสหรัฐและยุโรป ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศ และการ่ส่งออกกับการท่องเที่ยวคงลดลงไปมาก และเมื่อเจอกับภัยธรรมชาติใหญ่ๆ ในปีนี้ เช่น น้ำท่วม ทำให้ต้องมีงบฟื้นฟู ซ่อมแซม สร้างโครงสร้างสาธาณูปโภค กลับมาใหม่ ให้สามารถใช้งานได้ ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล จะหาแหล่งเงินมาจากไหน ในเมื่อเรามีนโยบายลดภาษี ลดรายได้ของภาครัฐตั้งมากมาย คงต้องกู้ยืมมามากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มสูงขึ้นตาม แต่ไม่รู้ว่าชั่วโมงนี้ที่เศรษฐกิจโลกกำลังดิ่งเหว อยู่นี้ นโยบายเศรษฐกิจที่เร่งการสร้างอุปสงค์ภายในประเทศ ให้เกิดการใช้จ่ายมากๆ ในตอนนี้ จะสอดคล้องกับภาวการณ์เศรษฐกิจโลกหรือไม่ และจะทำให้ประเทศชาติรอดพ้นจากภัยเศรษฐกิจนี้ได้หรือไม่ เพราะความเชื่อมั่น ความกลัว ของนักลงทุน,นักธุรกิจทั่วโลก สนองตอบผ่านการผันผวนในแทบจะทุก sector ทั้งการลงทุนในสินทรัพย์ทั้งเสี่ยงและไม่เสี่ยง ทำให้เกิดความหวาดกลัวที่จะชะลอการลงทุน การใช้จ่าย ในตลาดต่างประเทศ ชั่วโมงนี้ผู้เขียนจึงห่วงว่าทั้งปัจจัยภายในประเทศ ปัญหาเรื่องน้ำท่วม ข้าวยากหมากแพง ค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อ ปัญหาการเมือง ภัยธรรมชาติอื่นๆ ปัญหา 3 จว.ชายแดนใต้ มาผสมโรงกับปัจจัยภายนอกประเทศ คือ ปัญหาการว่างงานทั่วโลก วิกฤติหนี้สินในยุโรป หนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกา จะทำให้รัฐบาลคุณปู ยิ่งลักษณ์ เผชิญความท้าทายหลายด้าน และการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา การแก้ไขปัญหาเร่งด่วน อะไรที่ไม่ใช่นโยบายแต่อยากทำ จะเผชิญแรงต้านมากน้อยขนาดไหน ดูๆ แล้วก็อยากเอาใจช่วย ให้ไปรอดถึงตลอดรอดฝั่ง อยู่จนครบเทอม และนำพาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ ประเทศไม่กลับมาวิกฤติเหมือนครั้งปี 40 อีก

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

Brand Supremacy - Case Study Louis Vuitton

กรณีศึกษา กลยุทธ์สร้างความสำเร็จของแบรนด์ หลุยส์ วิตตอง

The Magic Touch of Louis Vuitton

สูตรสำเร็จอย่างง่ายๆที่ Arnault บอกเอาไว้คือ “การบ่งบอกคุณลักษณะและเอกลักษณ์ที่เฉพาะตัวของแบรนด์ หรือ DNA ด้วยการเจาะลึกลงไปถึงเรื่องราวประสบการณ์ของแบรนด์ ให้ผู้บริโภครู้สึกถึงคุณค่าของความเป็นแบรนด์นั้นๆ”

Bernard Arnault ซีอีโอวัย 62 ปี เริ่มต้นเส้นทางการวางรากฐานแบรนด์หรูเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้ว Arnault รวบรวมแบรนด์เครือ Dior ให้อยู่ภายใต้ชายธงของหลุยส์ วิตตอง ก่อนจะควบรวมกิจการกับ Moet Hennessy กลายเป็นกลุ่มเครือ LVMH ในปี 1987 เขาเริ่มขยายอาณาจักรแบรนด์ให้กว้างขวางออกไปพร้อมๆ กับจัดจ้างบุคลากรเข้ามานั่งบริหารงาน และเร่งเครื่องเต็มกำลังในช่วงทศวรรษที่ 90 ให้กลุ่มกลายเป็นตัวแทนของแบรนด์เกรดหรูระดับโลก


กระเป๋าหลุยส์ วิตตอง ได้ชื่อว่าเป็นสินค้าคู่กับการเดินทางเรือในสมัยก่อนตั้งแต่ปี ค.ศ.1854 แต่พอถึงยุคหนึ่งจากความยาวนานของแบรนด์หลุยส์ วิตตอง ก็เคยกลายเป็นกระเป๋าเชยๆ สำหรับคนรุ่นแม่ไปในช่วงปี ค.ศ.1980 จากความเก่าแก่ของแบรนด์ กระทั่งในปี 1990 Arnault ได้ชักนำให้ Yves Carcelle มานั่งแท่นแบรนด์เมเนเจอร์ของหลุยส์ วิตตอง และอีกไม่กี่ปีถัดมา Arnault ได้จ้าง Marc Jacobs ดีไซเนอร์ไฟแรงจากนิวยอร์ก มาเป็นหัวหน้าฝ่ายครีเอทีฟของแบรนด์

Marc Jacobs ศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของแบรนด์หลุยส์ วิตตอง แล้วจัดแจงดีไซน์รูปแบบกระเป๋าออกมาเป็นซีรี่ส์ต่างๆ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างถล่มทลาย จากคนมีอันจะกินทั่วโลก “Marc นำเอาความร่วมสมัยมาใส่ในสินค้าที่มีอายุราวศตวรรษอย่างหลุยส์ วิตตอง แล้วดูคลาสสิกมากที่สุด” Arnault กล่าว ซึ่งเขาย้ำว่า ดีไซน์เพียงอย่างเดียวก็ไม่ใช่คำตอบ หากแต่กระเป๋าทุกใบของ หลุยส์ วิตตอง จะต้องมีคุณภาพไดมาตรฐานด้วยเช่นกัน

ทางด้าน Yves Carcelle แบรนด์เมเนเจอร์ เองก็สำทับกลยุทธ์สินค้าเกรดหรูด้วยนโยบายทางการตลาดด้วยการสร้างกระแสปากต่อปากให้แบรนด์ฮิตติดลมบน ใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นตัวกระตุ้นการใช้สินค้าของหลุยส์ วิตตอง กลยุทธ์ปากต่อปากของหลุยส์ วิตตอง อยู่ที่การวางตำแหน่งแบรนด์ให้หรูหราราคาแพง และการผลิตสินค้ารุ่นลิมิเตด อิดิชั่น ออกมาขายเป็นฤดูกาล เช่น กระเป๋ารุ่น Theda Bag ราคากว่า 5,500 ดอลล่าร์สหรัฐ มีวางจำหน่ายเฉพาะที่ร้านบนถนน Fifth Avenue เท่านั้น

อีกส่วนหนึ่งของห้องทดลอง มีกระเป๋าหนังที่ถูกทดสอบโดยการผ่านรังสีอัลตราไวโอเลต เพื่อดูความคงทนของสี อีกส่วนงานหนึ่งกำลังทดสอบการเปิดและปิดซิป ซึ่งจะทำต่อเนื่องกันถึง 5,000 ครั้ง นอกจากนี้ ห่วงที่ยึดติดกับกระเป๋ายังถูกเหวี่ยงขึ้นลง เพื่อดูความคงทนของการติดห่วงดังกล่าวอีกด้วย แสดงให้เห็นถึงส่วนหนึ่งของปัจจัยที่นำมาสู่ความสำเร็จของแบรนด์หรูระดับโลกอย่างหลุยส์ วิตตอง

หากจะเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของแบรนด์หรูดังระดับโลกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกุชชี่ ปราด้า แอร์เมส และหลุยส์ วิตตองเองนั้น ปรากฏว่า ผลการดำเนินงานของหลุยส์นั้นมีความน่าประทับใจมากกว่าคู่แข่งมากทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของยอดขายและการทำกำไร ที่แสดงให้เห็นว่ามีศักยภาพในการเติบโตสูงอยู่มาก แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะได้รับการวิจารณ์จากนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ของ มอร์แกนสแตนเล่ย์ ที่บอกว่าธุรกิจของวิตตองนั้น เริ่มที่จะเข้าสู่ยุคอิ่มตัว แต่จากผลประกอบการที่แสดงออกมานั้น นับว่าตรงกันข้ามกับบทวิจารณ์โดยสิ้นเชิง และสามารถลบล้างคำวิจารณ์ได้ชะงัดทีเดียว

จากการวิเคราะห์ พบว่าสิ่งที่เป็นความแข็งแกร่งอย่างมากของวิตตอง คือภาพลักษณ์และความจงรักภักดีอย่างยิ่งยวดในแบรนด์หลุยส์ วิตตอง ที่เรียกว่าจับใจลูกค้าระดับสูงได้อยู่หมัด ขนาดที่ว่าภาพที่เคยเห็นคือลูกค้าจากชาติต่างๆ ต้องเข้าคิวยาวเหยียดรอหน้าร้านหลุยส์วิตตอง บนถนนบอนด์สตรีทที่กรุงลอนดอน ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บจับใจ เพื่อที่จะรอเรียกให้เข้าไปในร้าน เนื่องจากทางร้านมีนโยบายว่าต้องมีการบริการแบบหนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้น (คือท่านต้องมีบริกรหรือพนักงานขายหนึ่งคน ที่ว่างมาดูแลท่าน หากเต็มก็ต้องรอจนลูกค้ารายเก่าออกมาก่อนครับ)

ปัจจัยความสำเร็จของแบรนด์ หลุยส์ วิตตอง

ประการแรกมาจากการควบคุมคุณภาพอย่างยิ่งยวด เพื่อให้สินค้าออกมามีรูปแบบและการใช้งานที่เป็นเอกลักษณ์ นับตั้งแต่กระบวนการผลิตที่มีการใช้แรงงานที่มีคุณภาพและทักษะสูง เท่านั้น โดยหลุยส์วิตตอง ยอมที่จะตั้งโรงงานเกือบทั้งหมดอยู่ในฝรั่งเศส ที่ซึ่งแรงงานมีราคาแพงมาก แถมกฏหมายด้านแรงงานยังเคร่งครัดมากอีกต่างหาก แต่ก็จำเป็น เนื่องจากต้องการดำรงไว้ซึ่งภาพลักษณ์ความเป็นสินค้าจากแดนดีไซน์เลื่องชื่อและมีคุณภาพที่ควบคุมได้เองอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามหลุยส์ วิตตอง ก็ยังเน้นการควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ด้วยการใช้ระบบหุ่นยนต์สมองกลเข้ามาผสมผสานกับการใช้แรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดสัดส่วนของค่าแรงในการผลิตได้อย่างมาก

การควบคุมต้นทุน เมื่อเปรียบเทียบกับแอร์เมสที่แม้มีราคาที่สูงกว่า แต่การผลิตนั้นยังพึ่งพิงแรงงานคนเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้มีส่วนต่างกำไรน้อยกว่ามาก อีกทั้งระบบการผลิตและดำเนินงาน ยังได้นำเทคนิคทีมเวิร์ค และการมีส่วนร่วมของพนักงานเข้ามาผสมผสานด้วย โดยจะมีการจัดแบ่งพนักงานเป็นทีมๆ ละ 20-30 คน แต่ละทีมดูแลสินค้าหนึ่งชนิด และพนักงานจะได้รับการอบรมเกี่ยวกับข้อมูลของสินค้าชนิดนั้นอย่างละเอียด

ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการตลาด การกระจายสินค้า รวมถึงฟีดแบ็คจากลูกค้า เพื่อให้เข้าใจในสินค้าดีขึ้นและดำเนินการผลิตได้ดีขึ้น มีทักษะดีขึ้น และยังสามารถให้ความคิดเห็นต่างๆ ในการปรับปรุงทั้งการผลิตดีไซน์และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้อีกด้วย ซึ่งช่วยทั้งทางด้านการเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้วย


การดีไซน์นับเป็นหัวใจที่ลืมไม่ได้ สไตล์ของหลุยส์ วิตตอง ที่เด่นชัดนั้นจะเป็นการผสมผสานระหว่างความคลาสสิคซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของหลุยส์กับความทันสมัยรุ่นใหม่ที่สร้างความตื่นตา ในอดีตจะมุ่งเน้นที่ความคลาสสิก และขรึมมากจนกระทั่งความสดใสในแบรนด์ลดลง และลูกค้าก็เป็นกลุ่มที่มีอายุแล้วด้วย แต่ในปัจจุบันนี้มีการเพิ่มเติมความแปลกใหม่ ผสมผสานเข้าไป มีการใช้สีสันสดใสผสมกับดีไซน์เดิมที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูง ทำให้ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาเป็นลูกค้ามากขึ้น และกลุ่มนี้จะกลายเป็นสาวกชั้นดีของการซื้อสินค้าในไลน์อื่นๆ ที่เพิ่มเติมมากขึ้น เพื่อเป็นการขยายตลาดต่อไปได้

รวมถึงการที่หลุยส์นั้น มุ่งเน้นที่ภาพลักษณ์อย่างมาก จะเห็นว่าจะไม่มีการใช้การลดราคา ไม่ว่าจะเป็นในซีซั่นหรือวาระโอกาสใดทั้งสิ้น ไม่เหมือนกับสินค้าแบรนด์ดังยี่ห้ออื่น ไม่ว่าจะเป็นวินเทอร์ ซัมเมอร์ ก็ไม่มีการลดราคากระหน่ำทั้งสิ้น เนื่องจากต้องการปลูกฝังแบรนด์นี้ให้กลายเป็นลักษณะของ “สัญลักษณ์ของสถานะทางสังคม” การทุ่มเทเรื่องงบโฆษณาในแต่ละปี การใช้พรีเซ็นเตอร์จะต้องเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับโลกเท่านั้น เพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของความเป็นผู้นำให้เด่นชัดขึ้น นอกจากนียังมีการให้การการันตีการซ่อมฟรีตลอดชีพกับสินค้าทุกชิ้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าอีกด้วย

แต่สิ่งที่หลุยส์ วิตตอง กำลังเผชิญกับความท้าทายอยู่ทุกวันนี้ก็คือ สินค้าถูกลอกเลียนอย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในตลาดใหญ่อย่างจีน ประเทศในแถบอาเซี่ยน เป็นต้น ประการต่อมาก็คือ ดีไซเนอร์ มือดีอย่าง Marc Jacobs ผู้ซึ่งเป็นคีย์แมน หัวเรือใหญ่ในการปลุกปั้นแบรนด์ ได้ลาออกจากกิจการไป

(ถอดความบางส่วนจาก LVMH : The Magic Touch นิตยสาร Fortune sep 2004 แปลโดยดวงกมล วงศ์วรจรรย์ ,คอลัมน์จับเข่าชนคนกลยุทธ์ โดย ผศ.ดร.ธีรยุศ วัฒนาศุภโชค,Bizweek)

ปัจจุบัน LVMH ครอบครองแบรนด์เกรดหรูกว่า 50 แบรนด์ สร้างรายได้ราว 20.32 พันล้านเหรียญยูโร เมื่อปีที่ผ่านมา (2010) กลุ่มของ LVMH ผู้สร้างแบรนด์หรูอย่างหลุยส์ วิตตอง,รายงานเมื่อวันศูกร์ที่ผ่านมาว่า กำไรของทั้งปีเติบโตขึ้น โดยไตรมาสที่ 3 มีปริมาณความต้องการสำหรับผลิตภัณฑ์กระเป๋าหนังสูงขึ้นมาก

ในงบการเงินนั้น, ประธานบริหารของกลุ่ม LVMH และซีอีโอคุณเบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ กล่าวว่า บริษัทมีกำไรเพิ่มขึ้นทั้งปี ถึง 73 % ในปี 2010 โดยกำไรของปีนี้ 4.13 พันล้านยูโร เมื่อเทียบกับกำไร 3.03 พันล้านยูโรในปี 2009 และรายรับรวมเพิ่มขึ้น 19 % ในปี 2010 เช่นกัน คือราว 20.32 พันล้านยูโร ในปีนี้ 2010 เมื่อเทียบกับรายรับรวม 17.05 พันล้านยูโรในปี 2009

(ที่มาของข้อมูลตัวเลขจาก http://www.startupbizhub.com/luxury-brand-lvmh-group-hits-record-profit-sales-in-2010.htm)

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

คำตอบของแบรนด์ที่สำเร็จ และจุดจบของแบรนด์ที่ล้มเหลว

นวัตกรรมคือคำตอบแห่งความสำเร็จของธุรกิจในยุคนี้หรือไม่


ก่อนอื่นอยากให้ทราบสมการนี้กันก่อนก็คือ นวัตกรรม + ความคิดสร้างสรรค์ = สุดยอดแบรนด์

เราคงกล่าวโดยไม่ยกตัวอย่างสินค้าที่อยู่ในสูตรสมการนี้ไม่ได้ อันได้แก่ แบรนด์อย่าง Apple Google Microsoft Dell IKEA Samsung Virgin Airline Disney Pixar Hermes Luise Vitton Harley Davidson Ferrari BMW Mini Cooper Rolex Tag Heuer Roll Royce เป็นต้น

แม้ว่าในโลกนี้ไม่มีสูตรสำเร็จใดจะเป็นสูตรสำเร็จอย่างถาวรหรือเป็นคัมภีร์ให้แบรนด์ทุกแบรนด์สามารถเดินตามกันได้ แต่เราสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ ความคิด ตลอดจนรวบรวมเอาเอกลักษณ์ ลักษณะเฉพาะที่พิเศษของแต่ละแบรนด์มาเพื่อศึกษาเรียนรู้และทำตามกันได้ อันนี้เป็นรูปแบบของแบรนด์สมัยก่อนที่กว่าจะสร้างคุณค่า ความเป็นตัวตน และการยอมรับศรัทธามาได้ ต้องใช้เวลากว่าชั่วชีวิต ครึ่งค่อนชีวิต หรือร่วมศตวรรษ แต่สำหรับแบรนด์สมัยใหม่ เมื่อเปิดตัวเข้าสู่ตลาดแล้ว สามารถแจ้งเกิดได้เพียงชั่วข้ามคืนก็มี แต่ปัจจัยที่ทำให้แบรนด์ยุคนี้แจ้งเกิดได้เร็ว ก็คือ การตกผลึกความคิดมาเป็นอย่างดีแล้ว ทั้งในแง่คุณค่าของตัวผลิตภัณฑ์ ประสบการณ์ของผู้บริโภคที่จะได้รับ (ผ่านการศึกษาวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคหรือทำ Focus Group จนได้ผลสรุปมาเป็นอย่างดีแล้ว) การสร้างการรับรู้โดยใช้การตลาดแบบบูรณาการครบทุกสื่อทุกช่องทาง และสามารถสื่อสารโดยตรงกับผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้ตรงตัวและชัดเจน ทั้งในแง่ message และสิ่งเร้า สิ่งเหล่านี้เป็นการลดขั้นตอนการเข้าสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว สร้างการรับรู้ความสนใจอย่างรวดเร็ว ผ่านโฆษณาแบบจู่โจมและแรง เพื่อสร้างกระแสการพูดแบบปากต่อปาก ใช้พรีเซ็นเตอร์หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่เป็นไอค่อนของกลุ่มเป้าหมาย สอดแทรกเข้าไปผ่านกิจกรรม CSR หรืองาน Event ใหญ่ๆ ที่ผู้คนสนใจ ตลอดจนการทำ test ทดสอบผลิตภัณฑ์ก่อนออกสู่ตลาด การสร้างสตอรี่ให้กับตัวสินค้าเป็นเหมือนสารคดีเปิดตัวสินค้า ฯลฯ ทั้งหลายทั่งปวงอยู่บนพื้นฐานของการสร้างแบรนด์ ซึ่งองค์ประกอบของมันอยู่ที่นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ซึ่งจะกำหนด นำเสนอ ผลักดัน ต่อยอด และรักษาไว้ได้อย่างไร นั่นคือโจทย์ของธุรกิจในยุคนี้

ในอดีตนั้นโกดัก เคยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถือกำเนิดจากนวัตกรรมมาก่อน ซึ่งก่อตั้งและดำเนินการมากว่า 100 ปี ในธุรกิจผลิตฟิมล์ถ่ายรูป กระบวนการจัดการต่างๆที่เกี่ยวกับฟิมล์ รวมถึงการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับการถ่ายภาพในระดับ mass market แต่เมื่อพอมาวันนึงเทคโนโลยีก้าวหน้าไปอีกขั้น การถ่ายภาพไม่จำเป็นต้องใช้ฟิมล์อีกต่อไป เข้าสู่ยุคกล้องถ่ายรูปดิจิตอล ทำให้โฉมหน้าของอุตสาหกรรมนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้โกดักต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปจากการทำ consumer product ไปสู่ business product แทน จึงจะสามารถมีที่ยืนและอยู่รอดได้ แต่นับว่ายังโชคดีที่โกดักยังสามารถค้นหาอาณาเขตใหม่ของตนเองจนเจอ มิให้ต้องเป็นแบรนด์ที่ถูกลบชื่อไป เสมือนบริษัท IBM เมื่อครั้งที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ใหม่ การถือกำเนิดของบริษัท Hardware อย่าง Compaq Dell Apple บริษัทด้าน Software อย่าง Sun Microsoft Oracle หรือบริษัทชิ้นส่วนอะไหล่อย่าง Intel ทำให้ IBM ต้องหาที่ยืนให้กับธุรกิจของตนเอง และจำต้องปรับองค์กรขนานใหญ่ และ position ตัวเองใหม่ (จากหนังสือ ใครว่าช้างเต้นระบำไม่ได้)



บริษัทโนเกีย ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่เดิมเมื่อเริ่มก่อตั้งบริษัทใหม่ๆ นั้นดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเยื่อไม้มาก่อน ได้มีการพัฒนาต่อเนื่อง จากการผันตัวเองเข้าสู่ธุรกิจการผลิตกระดาษ พัฒนาเข้าสู่ยุคสำนักงานไร้กระดาษ “Paperless Office.” ในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ จนปัจจุบันนี้โนเกียเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่รายสำคัญของโลก โนเกียถือกำเนิดจากการสร้างนวัตกรรมบวกรวมกับความคิดสร้างสรรค์จนก้าวขึ้นไปสู่บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ที่สุดในโลก ในช่วงยุคดิจิตตอล (ส่วนในยุคอนาล็อคเป็นโมโตโรล่ากับโซนี่อิริคสันครองตลาดอยู่) และครองส่วนแบ่งตลาดความเป็นผู้นำอยู่หลายปี จนเมื่อไม่นานมานี้ โลกก้าวเข้าสู่ยุค 3G ผลิตภัณฑ์ด้านโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือมือถือได้ถูกพัฒนาปรับปรุงไปเป็น smart phone ซึ่งผู้ที่ริเริ่มพัฒนาจนออกสู่ตลาดเป็นรายแรกๆ ก็คือ blackberry และก็ I-phone ของค่าย Apple ทำให้กลายเป็นคู่แข่งขันทางธุรกิจสำหรับตลาดมือถือในยุคปัจจุบัน และมีผู้เล่นเข้าสู่ตลาดรายใหม่ๆ อีกมาก อาทิ Samsung HTC etc. ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคนั้นรวดเร็วจนแม้แต่ Nokia เองก็ปรับตัวไม่ทัน และยังไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ทัน นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้โนเกีย ไม่สามารถขึ้นขบวนรถไฟของเทคโนโลยีมือถือในยุค 3G ได้ทัน กลายเป็นตกขบวนรถไฟอีกทั้งยังหลุดจากวงโคจรของผู้นำด้านเทคโนโลยีสื่อสารไปเสียแล้ว ซึ่งคงต้องรอดูว่า Nokia จะสามารถปรับทิศทาง พัฒนาความก้าวหน้าด้านนวัตกรรม และแย่งชิงฐานที่มั่นทางด้านการตลาดกลับมาสู่ตำแหน่งเดิมได้หรือไม่ ในขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค 4G กันแล้ว

กรณีศึกษาของแบรนด์ที่ผิดพลาดล้มเหลวยังมีอีกมาก อาทิ รถยนต์ Ford Edsel (ในอเมริกา),รถยนต์ Toyota Avanza (ในเมืองไทย) ,กล้องยี่ห้อ Polaroid กรณีการแตกแบรนด์ซึ่งข้ามไลน์การผลิต อาทิ Harley Davidson Perfume , Wine Cooler , ปากกา Big , เครื่องดื่มโคล่าของยี่ห้อ Virgin Cola กรณีศึกษาของไทยอาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อ TANIN , เครื่องดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อ ซาสี่, กาแฟคอฟฟิโอ้ ,น้ำผลไม้เซกิ , บะหมี่สำเร็จรูปโฟร์มี , ผงซักฟอกแฟ้บ ,เคเบิลทีวีไทยสกายทีวี , เป็นต้น

อ.สรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล นักการตลาดชื่อดังและผู้บริหารบริษัท AIS ได้เคยกล่าวไว้เกี่ยวกับประเด็นความล้มเหลวของธุรกิจหรือแบรนด์ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

สิ่งที่ต้องนำมาวิเคราะห์ก่อนส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดก็คือ สถานะและคุณสมบัติของสินค้านั้นเมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าที่มีอยู่เดิมในตลาด ระดับราคาเชิงเปรียบเทียบ ความยากง่ายในการใช้สอย และช่องทางการเข้าถึงของผู้บริโภค ทั้งหมดเป็นปัจจัยเบื้องต้นที่ขาดไม่ได้ หากยังเหมือนและขาดความแตกต่าง กับตัวสินค้าที่มีวางขายอยู่เดิมในตลาด โอกาสที่จะเดินไปสู่ความล้มเหลวก็อาจเกิดขึ้นได้ ประการต่อมา เมื่อส่งสินค้าลงสู่ตลาดเรียบร้อยแล้ว อาการที่เกิดขึ้นบ่งชี้ได้หลายสถานะ ดังนี้

กรณีแรก สินค้านั้น “เกิดขึ้น” และตายอย่างรวดเร็ว อาทิ โทรศัพท์อิริเดียม ที่ใช้ดาวเทียมเป็นหัวใจในการสื่อสาร ปัจจัยแวดล้อมมีผลต่อประสิทธิภาพการใช้งานค่อนข้างสูง และความต้องการใช้โทรศัพท์ผ่านดาวเทียมมีอยู่จำกัด กรณีของเครื่องเล่นวอล์คแมน และมินิดิสก์ ก็อยู่ในข่ายนี้ เช่นกัน

กรณี 2 “ตายช้า” ใช้เวลาระยะหนี่งก่อนจะถอนตัวเองออกไปจากตลาด เช่น ธุรกิจเทปคาสเซ็ทท์ ,วีดีโอคาสเซ็ทท์ ,โทรทัศน์จอตู้ , วิทยุติดตามตัว เพจเจอร์ ฯลฯ

กรณี 3 “โคม่า” สินค้านั้นยังคงวางขายในตลาด แต่อยู่ในสภาพโคม่า ไม่สามารถดันยอดขายให้เติบโตได้อีก อาทิ เครื่องเล่นวีซ๊ดี/ดีวีดี , เครื่องคอมพิวเตอร์พีซีตั้งโต๊ะ , คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้ค/แล็ปท็อป ,เครื่องรับโทรทัศน์พลาสม่า จอแบน ฯลฯ

กรณี 4 “สร้างกำไรแต่ไม่เติบโต” กรณีนี้เกิดขึ้นจำนวนมากในปัจจุบัน สินค้านั้นทำกำไรได้บ้าง แต่ไม่เติบโตทางธุรกิจ เช่น หนังสือพ็อคเก็ตบุ้คต่างๆ เกมส์พีซี แม็กกาซีน หนังสือพิมพ์ แผ่นหนัง DVD,VCD.MP3 ฯลฯ


กรณี 5 “ทำกำไร และคุ้มค่าการลงทุน” และโตเร็วมาก แต่มีบิสสิเนสโมเดลที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงโตเร็วมาก เพื่อมาฆ่าตัวเองในที่สุด” เนื่องจากขาดการควบคุมคุณภาพที่ถูกต้อง สุดท้าย ”โตเร็ว ปัญหาน้อย และกำไรดีมาก” อาทิ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตพีซี แก็ดเก็ตต่างๆ จานดาวเทียม กล่องรับสัญญาณเคเบิลทีวี วิทยุชุมชน เป็นต้น

สาเหตุหลักๆ 8 ประการ ที่ทำให้แบรนด์ล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จ บางครั้งก็คือสูญหายไปจากตลาดเลย ได้แก่

1 ล้มเหลว เพราะสินค้าไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ (Classic Failures) หรือเกิดจากการใช้กลยุทธ์ที่ผิดพลาด อาทิ รถยนต์โตโยต้า อแวนซ่า

2 เกิดจาก product concept ไม่ชัดเจน ผู้บริโภครู้สึกยอมรับการใช้งานของสินค้านั้นไม่ได้ ( Ideas Failures)

3 เอาแบรนด์ที่สำเร็จทางการตลาดนึงไปใช้กับสินค้าชนิดอื่น (Brand Extension) เช่น กรณีของสินค้าของกลุ่ม Harley Davidson , Virgin Group 

4 ความผิดพลาดที่เกิดจากการประชาสัมพันธ์ (PR Failures) มีผลต่อภาพลักษณ์องค์กร และการตลาดของแบรนด์นั้น

5 สินค้าที่ไม่ตรงตามวัฒนธรรมของตลาด (Culture Failures) ทำให้สินค้านั้นยากต่อการเข้าถึงผู้บริโภค

6 แบรนด์ที่ล้มเหลวจากตัวบุคคล (People Failures) ซึ่งเป็นเจ้าของ หรือผู้บริหารสูงสุด อาทิ เอนรอน การบริหารของคนมีผลต่อภาพลักษณ์องค์กร

7 การใช้เทคโนโลยีที่ผิดพลาด (Technology Failures)

8 แบรนด์ที่หยุดจากกระแส (Trend & Outstand Brand Failures)

ต้นตอความล้มเหลวของแบรนด์ที่กล่าวมานั้น อ.สรรค์ชัย กล่าวว่า เป็นเพียงกรณีศึกษาตามที่ตนเองค้นพบ แต่ที่วัดได้ในเชิงสถิติแล้ว พบว่า 5% ของแบรนด์เกิดใหม่จะมีอายุได้ราว 5 ปี และ 67% ของความล้มเหลว มาจากความพยายามของการสร้างตลาดใหม่ จุดจบของแบรนด์ต่างๆ เป็นเพียงปลายทางของปัญหาที่ยังไม่เกิด แต่หากถูกค้นพบและสกัดกั้น ตั้งแต่เริ่มจะช่วยให้แบรนด์นั้นคงสถานะอยู่ได้ในตลาด หากมีวิธีจัดการอย่างมีชั้นเชิง