วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562

บุคคลแห่งปี 2019


ประวัติ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรี 3 สมัยของไทย ถึงแก่อสัญกรรม สิริอายุ 98 ปี
จากการถึงแก่อสัญกรรมของ  พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ซึ่งจากไปอย่างสงบเมื่อช่วงเช้าวันที่ 26 พฤษภาคม 2562 สิริอายุ 98 ปี นั้น
สำหรับ พล.อ. เปรม เกิดที่ ต.บ่อยาง อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา เป็นบุตรชายคนรองสุดท้อง จากจำนวน 8 คน ของรองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) ต้นตระกูลติณสูลานนท์ กับนางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลานนท์)


การศึกษา และ ราชการทหาร

พล.อ. เปรม สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา สงขลา ในหมายเลขประจำตัว 167 และโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เมื่อปี 2480 จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเทคนิคทหารบก รุ่นที่ 5 สังกัดเหล่าทหารม้า  ภายหลังสงคราม  พล.อ. เปรม รับราชการอยู่ที่ จ.อุตรดิตถ์ และได้รับทุนไปศึกษาต่อที่โรงเรียนยานเกราะของกองทัพบกสหรัฐ ที่ฟอร์ตน็อกซ์ รัฐเคนทักกี้ แล้วกลับมารับตำแหน่งรองผู้บัญชาการโรงเรียนยานเกราะ ต่อมามีการจัดตั้งโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า ที่ จ.สระบุรี

เมื่อจบการศึกษาในปี 2484 พล.อ. เปรม ได้เข้าร่วมรบในสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา จากนั้นเข้าสังกัดกองทัพพายัพ ภายใต้การบังคับบัญชาของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ (จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์) ทำการรบในสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างปี 2485 - 2488 ที่เชียงตุง
พล.อ. เปรม ได้รับพระบรมราชโองการเป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ยศพลตรี เมื่อปี 2511 ในช่วงระยะเวลา 5 ปี  ย้ายไปเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน ในปี 2516 และเลื่อนเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ดูแลพื้นที่ภาคอีสานเมื่อปี 2517 ได้เลื่อนยศเป็นพลเอก ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เมื่อปี 2520 และเลื่อนเป็นผู้บัญชาการทหารบก ในปี 2521

นอกจากยศ พลเอก แล้ว พลเอกเปรม ยังถือว่าเป็นหนึ่งในบุคคล ที่ในปัจจุบันที่มิใช่พระบรมวงศานุวงศ์ ที่ได้รับยศ พลเรือเอก ของกองทัพเรือ และ พลอากาศเอก ของกองทัพอากาศ ด้วย จากการพระราชทานโปรดเกล้าฯ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2529 ในระหว่างที่ พลเอกเปรม ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่
ตำแหน่งทางการเมือง

ในปี 2502 ในสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พล.อ. เปรม ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ และวุฒิสมาชิก ช่วงปี 2511-2516 ในสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร
พล.อ. เปรม รับตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในรัฐบาล พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องในรัฐบาลนั้น ในช่วงปลายรัฐบาล พล.อ. เกรียงศักดิ์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ควบคู่กับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก


พล.อ. เปรม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อจาก พล.อ. เกรียงศักดิ์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2523 เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของไทย ซึ่งตลอดระยะเวลาของพลเอกเปรมในการบริหารประเทศ ได้มีผลงานสำคัญมากมาย เช่น การปรับปรุงประมวลกฎหมายรัษฎากรและกฎหมายสรรพสินค้า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม การสร้างงานตามโครงการสร้างงานในชนบท (กสช.) การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐบาล และเอกชน (กรอ.) เพื่อส่งเสริมบทบาททางการค้าและการลงทุนของภาคเอกชนภายในประเทศ การดำเนินการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยอย่างได้ผล โดยนำนโยบายการใช้ "การเมืองนำการทหาร" ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 เป็นผลให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอ่อนกำลังลงและสลายตัวไปในที่สุด
พล.อ. เปรม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3 สมัย ประกอบด้วยช่วงปี 2523-2526, 2526-2529 และ 2529-2531


หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองคมนตรี ในวันที่ 23 สิงหาคม 2531 จากนั้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2531 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ และในวันที่ 4 สิงหาคม 2541 มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี และในวันที่ 2 ธันวาคม 2559 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี จึงนับว่า พล.อ.เปรม เป็นประธานองคมนตรี 2 รัชกาล

เครดิตข้อมูลและภาพจาก Kapook.com


ในปีนี้ เพจหยิกแกมหยอก ยังขอมอบรางวัล "บุคคลแห่งปี"  ให้กับบุคคลสำคัญอีก 2 ท่าน ที่ทำประโยชน์และคุณงามความดีให้กับสังคมไทย และมีบทบาทมากทางสังคม ได้แก่




คุณไทด์  บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์    จากบทบาทหัวหน้าทีมกู้ภัย ของมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่ลงไปช่วยเหลือเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ภาคอีสาน ในปีนี้ และบทบาทการเป็นฮีโร่ช่วยคนมากมายก่อนหน้านี้ ที่ทำงานช่่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ  (ทางเพจไม่ขอลงประวัติ รายละเอียดผลงาน สำหรับบุคคล 2 ท่านหลัง)




และ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์โรคติดเชื้อ โรคอุบัติใหม่ สภากาชาดไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ในรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา 

อาจารย์มีบทบาทในการเป็นผู้นำสนับสนุนให้มีการนำกัญชามาใช้ในเชิงการแพทย์ และผลักดันให้มีการนำกัญชามาสกัดทำเป็นตัวยา เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาด้วยยาอื่นให้หายขาดได้ อาทิ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง เป็นต้น อีกทั้งอาจารย์ ยังเป็นแกนนำในคณะกรรมการปฏิรูปด้านสาธารณสุข ให้มีการต่อต้าน หรือแบน 3 สารเคมีอันตรายที่ใช้ในเชิงการเกษตร อาทิ สารพาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส จนเคยถูกข่มขู่ เอาชีวิตมาแล้ว แต่อุดมการณ์และความตั้งใจที่ดีของอาจารย์ ก็มีส่วนผลักดันให้กระแสสังคมได้ตื่นตัว ออกมาปกป้องและสร้างการรับรู้ ให้ตระหนักถึงอันตราย และมาตรฐานในการรักษาความปลอดภัยให้แก่เกษตรกร และภาคประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยตรงของผลผลิตจากการเกษตร อีกด้วย

จึงคู่ควรแล้วที่บุคคลทั้ง 3 ท่าน ในปีนี้ จะได้รับรางวัล "บุคคลแห่งปี 2019" ในปีนี้

บทวิเคราะห์และเรียบเรียงโดย หยิกแกมหยอก

วันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2562

เล่าเรื่องจีน (ในโอกาสฉลองวันชาติจีน ครบรอบ 70 ปี) ตอนที่ 3

เล่าเรื่องจีน (ในโอกาสฉลองวันชาติจีน ครบรอบ 70 ปี) ตอนที่ 3

ประวัติของเจียงเคเช็ก จอมพลแห่งจีนแผ่นดินใหญ่
จอมพลเจียง ไคเช็ก เกิดเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ.1887 เจียง ไคเช็ก จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยของประเทศญี่ปุ่น หลายคนคงเคยสงสัยกันว่าทำไมไต้หวันต้องแยกออกไปจากจีน ซึ่งในข้อสงสัยนี้จอมพลเจียง ไคเช็ก ก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน ซึ่งเราจะได้เรียนรู้กันในประวัติของจอมพลเจียง ไคเช็ก ดังต่อไปนี้
จอมพลเจียง ไคเช็ก เป็นหัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง หลังจากที่ดร.ซุน ยัตเซ็นได้เสียชีวิตลงไป ในยุคนั้นเป็นยุคที่จีนถูกบุกรุกจากญี่ปุ่นอย่างรุนแรง ประเทศอยู่ในช่วงที่อ่อนแอ แถมยังมีพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่พยายามจะก่อการปฏิบัติระบอบประชาธิปไตยของจอมพลเจียง ไคเช็กด้วย ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์นั้นนำด้วยหัวหน้าพรรคคือ เหมา เจ๋อตุง ซึ่งเป็นเพื่อนกับเจียง ไคเช็ก แต่ด้วยความเห็นที่ต่างกัน เหมา เจ๋อตุง จึงออกไปก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และด้วยความที่ประเทศอยู่ในช่วงที่อ่อนแอมาก จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์สามารถที่จะปฏิวัติพรรคก๊กมินตั๋งได้สำเร็จ กองทัพของจอมพลเจียง ไคเช็ก พ่ายแพ้ท่านจึงถอยหนีมาตั้งหลักอยู่ที่เขตพื้นที่อิสระทางตอนเหนือ นั่นก็คือ เกาะไต้หวันนั่นเอง โดยคนที่มาพร้อมกับจอมพลเจียง ไคเช็ก ก็จะเป็นคนจีนที่เห็นด้วยกับระบอบประชาธิปไตยและต้องการใช้ชีวิตแบบประชาธิปไตย
จอมพลเจียง ไคเช็ก จึงเริ่มต้นการปูรากฐานทางเศรษฐกิจที่ไต้หวันแบบประชาธิปไตย เขาทำทุกอย่างให้ไต้หวันหลายเป็นประเทศประชาธิปไตย ทำใส่สิ่งที่เขาไม่สามารถทำได้ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ จนกระทั่งเขาสามารถที่จะทำได้สำเร็จ ไต้หวันเป็นประเทศที่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ประเทศมีความเจริญ มีสีสัน มีความสุข นับว่าเป็นความภาคภูมิใจหลังจากที่เขาพ่ายแพ้จากพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาครั้งก่อน การที่ประเทศประสบความสำเร็จเช่นนี้ถือว่าเป็นความน่ายินดี และถือว่าเรื่องน่าอัศจรรย์ใจที่สุดชาติหนึ่งในภูมิภาคเอเชียที่สามารถผ่านพ้นอุปสรรค เรื่องราวเลวร้ายมามากมาย จนกระทั่งสามารถที่จะเอาตัวรอดมาได้จนปัจจุบันนี้
สำหรับนโยบายการบริหารประเทศนโยบายหนึ่งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของไต้หวันมากก็คือ นโยบายที่จอมพลเจียง ไคเช็ก ให้ชาวนาที่ร่ำรวย ยอมที่จะขายที่นาในราคาถูกๆ ให้กับชาวนาที่ยากจน นโยบายดังกล่าวทำให้เกิดชนชั้นขึ้น ในขณะที่ชาวนาที่รวยแล้วก็จะเอาเงินที่ได้จากการขายนาไปประกอบอุตสาหกรรม ส่วนชาวนาที่ยาหกจนซึ่งมีจำนวนมากกว่าก็เริ่มมีที่นาสำหรับทำการเกษตร โดยผลผลิตทางการเกษตรนั่นเองก็ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ไต้หวัน จนกระทั่งประเทศไต้หวันได้ขึ้นมาอยู่อันดับ 26 ของชาติที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดในโลก แต่ในขณะเดียวกันจอมพลเจียง ไคเช็ก ก็ยังคงไม่ปล่อยให้ประชาชนนั้นมีสิทธิเสรีภาพแบบประชาธิปไตยพอสมควรเพื่อยังอยู่ในช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนาท่านจอมพลเจียง ไคเช็ก จึงใช้การปกครองแบบเสร็จการเบ็ดเสร็จไปก่อน แต่ระบอบดังกล่าวที่จอมพลเจียง ไคเช็ก เป็นผู้นำก็ถือว่าเป็นผลดีต่อประเทศที่ช่วยให้ไต้หวันสามารถที่จะตั้งอยู่และอยู่ได้อย่างมีความสุข
ประวัติของเหมาเจ๋อตุง ประธานาธิบดีคนแรกและผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน
เหมา เจ๋อตง หรือ เหมา เจ๋อตุง บุตรชายในตระกูลชาวนาเจ้าของที่ดิน จบการศึกษาจากวิทยาลัยฝึกหัดครู ก่อนจะเข้าร่วมพรรค คอมมิวนิสต์จีน หลังจากถูกปราบปรามโดยนายพลเจียง ไคเชก เหมาฯ ได้ขึ้นมาเป็นประธานของคณะโปลิตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศจีน ภายใต้การปกครองของเหมา เจ๋อตุง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนได้ชนะสงครามกลางเมืองจีน และปกครองจีนแผ่นดินใหญ่ได้ เหมา เจ๋อตุงได้ประกาศตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2492 (ค.ศ. 1949) ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน
เหมาได้นำประเทศเข้าเป็นพันธมิตรกับสหภาพโซเวียต ก่อนจะแยกตัวมาภายหลัง เขายังเป็นผู้นำให้เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมเหมาได้รับการยกย่องให้รวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง หลังจากตกอยู่ใต้อิทธิพลของต่างชาติตั้งแต่สงครามฝิ่น ในประเทศเขาถูกเรียกว่า ประธานเหมา (Chairman Mao) แต่เขาปกครองประเทศจีน และก็มีป้ายปรากฏคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อพรรคคอมมิวนิสต์ เป็นครั้งสุดท้ายที่เหมาจะขอความคิดเห็นกับประชาชนจีน ไม่ช้าหลังจากนั้นเขาก็กำจัดคนที่ออกมาพูดอย่างอำมหิต คนหลายแสนคนถูกระบุว่าเป็น
พลเรือนฝ่ายขวาและถูกไล่ออกจากงานคน หลายหมื่นคนถูกส่งเข้าคุก แต่เหมาไม่สนใจอีกต่อไป เขาแวดล้อมด้วยลูกขุนพลอยพยัก และมีอิสระที่จะดำเนินตามความคิด ซึ่งมีน้อยคนนักที่จะคาดเดาปลายทางได้
ปลายยุค พ.ศ. 2503 มีประชากรมากกว่า 1 ล้านคนถูกฆ่าหรือถูกจำคุกโดยขบวนการเรดการ์ด ขบวนการร้ายกาจถูกปลดหลังจากหลายปีแห่งความวุ่นวายในจีน ตอนนี้เหมาหาวิธีการที่จะเปิดประเทศจีนสู่ประชาคมโลก เป็นการริเริ่มที่สำคัญครั้งสุดท้ายของเขาด้วย ลักษณะนิสัยที่ไม่เกรงกลัวสิ่งใด เขาหันเข้าหาศัตรูคือ สหรัฐอเมริกา โดยปี พ.ศ. 2515 เขาได้เชิญประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันแห่งอเมริกามาที่ปักกิ่ง เพื่อเข้าร่วมการประชุม เป็นการสนทนาครั้งแรกของทั้งสองประเทศในช่วงเวลาเกือบ 3 ทศวรรษ แต่สุขภาพเหมาก็แย่ลง 18 กันยายน พ.ศ. 2519 เขาเสียชีวิตด้วยอายุ 83 ปี แต่เบื้องหลังความนิ่งเงียบของเขาทำให้เรารู้ว่าเขาอยู่เบื้องหลังการประหาร ประชากรร่วมชาติกว่า 10 ล้านคน
(เครดิตข้อมูลโดย นส.นัยต์ปพร ทูคำมี / นส.อภิชญา ไตรทาน / นส.ณัฐชาพร อุณหเลขกะ / นส.นวพรรษ จันทร์กระจ่าง)
เครดิตข้อมูลบทความจากเพจ chinazctv.com,blog oknation นายยั้งคิด

เล่าเรื่องจีน (ในโอกาสฉลองวันชาติจีน ครบรอบ 70 ปี) ตอนที่ 2



เล่าเรื่องจีน (ในโอกาสฉลองวันชาติจีน ครบรอบ 70 ปี) ตอนที่ 2

สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือประเทศจีนที่เรารู้จักกัน 1 ใน 5 รัฐคอมมิวนิสต์สุดท้าย เช่นเดียวกับเวียดนาม เกาหลีเหนือ ลาว และคิวบา ดินแดนที่มีวัฒนธรรม ประวัติที่ยาวนานกว่าพันปี แต่ในทางสากลจีนเพิ่งก่อตั้งประเทศได้เพียง 70 ปีเท่านั้นเอง
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม คศ. 1949 หรือ พศ.2492 เหมาเจ๋อตง ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ได้ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือที่เรียกว่า ‘จีนคอมมิวนิสต์‘ หรือ ‘จีนแดง‘ โดยปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อมองกลับไปตลอด 2 ข้างทางการก้าวขึ้นเป็นท่านประธาน หรือท่านผู้นำเหมา ไม่เคยราบเรียบ ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยขวากนาม คราบน้ำตา การต่อสู้ของผู้ที่มีอุดมการณ์แตกต่าง ไม่เว้นแม้แต่ ‘เพื่อนรัก’
ย้อนกลับไปยัง ‘การปฏิวัติซินไฮ่‘ ซึ่งเป็นการโค่นล้มอำนาจการปกครองของราชวงศ์ชิงในปี พ.ศ. 2454 ก่อนจะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ 2455 โดยการนำของ ดร. ชุน ยัตเซน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง โดยสาเหตุของการโค่นล้มอำนาจมาจากความเสื่อมโทรมของสภาพสังคมจีน ‘จักรพรรดิแมนจู‘ ซึ่งเป็นผู้นำประเทศไม่มีอำนาจกำลังพอที่จะปกครองประเทศได้ มีแต่การแย่งชิงอำนาจในราชวงศ์ ราษฎรส่วนมากยากจน ชาวไร่ชาวนาถูกขูดรีดภาษีอย่างหนัก ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าของที่ดิน ชาวต่างชาติเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ แผ่นดินจีนถูกคุกคามจากต่างชาติ ทำให้คณะปฏิวัติไม่พอใจระบอบการปกครองของราชวงศ์แมนจู และเมื่อล้มล้างการปกครองเสร็จ จีนเปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบอบ ‘ประชาธิปไตย‘ ในที่สุด แต่ในขณะที่น้ำยังไม่หายขุ่น ฝุ่นยังไม่หายจาง จีนก็ตกอยู่ในยุดของสงครามกลางเมือง การสู้รบของพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของ ‘เหมาเจ๋อตุง’ กับพรรคก๊กมินตั๋ง ที่มี เจียงไคเช็ก เป็นผู้นำ และแล้วศึกระหว่าง ‘เพื่อน’ จึงได้ถือบังเกิดขึ้น ในปี พศ.2480-2492 (1937-1949)
เหมาเจ๋อตง กับ เจียงไคเช็กเป็นเพื่อนกัน แต่เจียงไคเช็กเป็นมือขวาสำคัญของ ซุน ยัตเซน และมีความใกล้ชิดกับ ซุน มากจึงมีความคิดคล้ายกันที่ประเทศจีน ต้องปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่เหมาต้องการให้จีนปกครองแบบคอมมิวนิสต์ จึงเหตุให้ทั้งคู่ไม่ถูกกัน และเป็นศัตรูกันจนถึงวันที่ลาลับของทั้งคู่ เหมาเจ๋อตง มีประชาชนสนับสนุนมากโดยเฉพาะ ชาวนา ชาวไร่ และคนจน และมีโซเวียต สนับสนุนอยู่ จึงจัดตั้งกองกำลังเพื่อปฏิวัติจีนให้เป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งเจียงไคเช็ก มีกองทัพอยู่ในมือ สามารถเล่นงานเหมาเจ๋อตงได้ง่าย แต่เหมาเจ๋อตงก็สามารถนำประชาชน ชนะทหารของเจียงได้ ถึง 3 ครั้งใหญ่ๆ และนำทัพประชาชนเข้าคุมอำนาจรัฐบาล
เจียงไคเช็ก จำเป็นต้องลี้ภัยพร้อมกับคนเก่งๆในรัฐบาล ไปที่เกาะแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของ จีน ที่เรียกว่า ‘ไต้หวัน’ เจียงไคเช็ก จึงถือเป็นผู้ก่อตั้ง ไต้หวัน ทำให้ การปกครองระหว่างคอมมิวนิสต์ กับประชาธิปไตย แบ่งเป็น 2 ฝั่ง คือ ‘จีน’ กับ ‘ไต้หวัน’ จนถึงปัจจุบัน
11 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีน
1. การปฏิวัติทางวัฒนธรรมคือการปฏิวัติที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาครองประเทศ อันที่จริง พรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นมาครองประเทศในปี 1949 (ยุคจอมพล ป. สมัยสอง) จากการชนะสงครามกลางเมืองที่พรคก๊กมินตั๋งก่อ การปฏิวัติทางวัฒนธรรมเกิดระหว่างปี 1966-1976 (ยุคถนอม) เป็นแคมเปญของพรรคคอมมิวนิสต์
2. การปฏิวัติทางวัฒนธรรมคือการปฏิวัติที่ทำให้ความคิดแบบหัวก้าวหน้าเฟื่องฟูในประเทศจีน อันที่จริง การปฏิวัติแห่งปีซินไฮ่ซึ่งเกิดปลายปี 1911 (ยุค ร. 6) ต่างหากที่ทำให้ความคิดแบบหัวก้าวหน้าเฟื่องฟูในจีน ซึ่งเกิดก่อนการปฏิวัติทางวัฒนธรรมถึง 55 ปี
3. การก้าวกระโดดครั้งใหญ่หมายถึงการที่เติ้งเสี่ยวผิงทำให้ประเทศจีนรุดหน้าขึ้น อันที่จริง การก้าวกระโดดครั้งใหญ่เป็นชื่อของแคมเปญที่ผิดพลาดของเหมาเจ๋อตุงระหว่างปี 1958-1960 (ยุคสฤษดิ์) ที่ทำให้ประเทศก้าวกระโดดกลับหลังครั้งใหญ่จนเกิดภาวะอดหยากทั่วประเทศอีกครั้ง
4. ถ้าซุนยัดเซ็นไม่ด่วนเสียซะก่อน เขาจะให้เหมาเจ๋อตุงเป็นผู้สืบทอด อันที่จริง เหมาเจ๋อตุงกับซุนยัดเซ็นไม่ได้สนิทกันเลย คนที่ซุนยัดเซ็นน่าจะตั้งเป็นผู้สืบทอดที่สุดคือวังจิงเว่ย
5. พรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้ขับไล่ผู่หยีฮ่องเต้องค์สุดท้ายออกจากวัง อันที่จริง คนที่ทำอย่างนั้นคือเฝิงหยีว์เสียง ซึ่งเป็นขุนพลพันธมิตรของก๊กมินตั๋ง พรรคคอมมิวนิสต์ถึงแม้จะไม่นับถือผู่หยีเป็นฮ่องเต้แต่ปฏิบัติต่อผู่หยีดีในฐานะประชาชนธรรมดาและให้กลับไปอยู่ในวัง ฝ่ายเจียงไคเช็คต่างหากที่อยากจะจับผู่หยีไปยิงเป้า
6. จักรพรรดิองค์สุดท้ายคือหยวนซื่อข่าย อันที่จริง หลังจากที่หยวนตาย ผู่หยีก็กลับมาเป็นจักรพรรดิอีกครั้ง 10 กว่าวัน ถ้าไม่นับที่ถูกญี่ปุ่นเชิดให้เป็นจักรพรรดิแมนจูโกะหลังจากนั้น
7. ทิเบตเป็นประเทศอิสระอยู่แล้วก่อนที่เหมาเจ๋อตุงจะไปยึดมาเป็นของจีน อันที่จริง ทิเบตอยู่ในฐานะ protectorate ของจีน (เหมือนกับที่กวมเป็น protectorate ของสหรัฐฯ) มาตั้งแต่ก่อนที่สหรัฐฯจะแยกตัวจากอังกฤษเสียอีก พอราชวงศ์ชิงล่ม ทิเบตพยายามแยกตัว เจียงไคเช็คก็เข้าไปกระชับอำนาจ ต่อมาพอสงครามกลางเมืองจบ เหมาเจ๋อตุงก็เข้าไปกระชับอำนาจอีกที
8. เจียงไคเช็คเคยรวบอำนาจทั้งหมดในเมืองจีนได้ อันที่จริง ในสมัยเจียง ประเทศจีนยังอยู่ในสภาพถูกปกครองโดยขุนศึกต่างๆอยู่ไม่ต่างจากก่อนหน้านั้น สงครามการยกทัพขึ้นเหนือของเจียงเป็นการต่อสู้ระหว่างขุนศึกฝ่ายเจียง กับขุนศึกฝ่ายต้วนฉีรุ่ย พอเจียงขึ้นมา ขุนศึกฝ่ายเขาก็ยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จในมณฑลของตนเองอยู่
9. เจียงไคเช็คเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เหมาเจ๋อตุงเป็นฝ่ายเผด็จการ อันที่จริง ทั้งคู่เป็นเผด็จการ แต่เหมาเจ๋อตุงมีความเป็นประชาธิปไตยกว่าเจียงไคเช็ค
10. เติ้งเสี่ยวผิงคือผู้นำคอมมิวนิสต์คนแรกที่ริเริ่มการนำระบบตลาดมาใช้ อันที่จริง หลิวเส้าฉีต่างหากที่เป็นคนแรก แต่ทำไม่สำเร็จ โดนเก็บเสียก่อน
11. บรรพบุรุษคนไทยเชื้อสายจีนส่วนใหญ่หนีมาในยุคการปฏิวัติทางวัฒนธรรม อันที่จริง ส่วนใหญ่หนีมาในยุคปลายราชวงศ์ชิงจนถึงยุคก่อนญี่ปุ่นบุกจีน คือเกือบหนึ่งร้อยปีเรื่อยมาจนอย่างน้อยก็ 30 ปีก่อนการปฏิวัติทางวัฒนธรรม
เครดิตข้อมูลบทความจาก news.mthai.com,เพจ ประวัติศาสตร์จีน

เล่าเรื่องจีน (ในโอกาสฉลองวันชาติจีน ครบรอบ 70 ปี) ตอนที่ 1

เล่าเรื่องจีน (ในโอกาสฉลองวันชาติจีน ครบรอบ 70 ปี) ตอนที่ 1

เหตุการณ์ก่อกำเนิดประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ถ้าจะเล่าย้อนไทม์ไลน์ไปก็คงต้องตั้งต้นที่ช่วง "การปฏิวัติสาธารณรัฐ" แต่ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านั้น ได้แก่ ขบวนการอี้เหอกวน (ศึกพันธมิตร 8 ชาติ) , รัฐประหารอู้ซีว์ (戊戌政变) ,ขบวนการเลียนแบบตะวันตก (洋务运动) ,วาระสุดท้าย ซูสีไทเฮา - นานาชาติรุมทึ้ง ตั้งแต่สงครามฝิ่น เรื่อยมาจนถึงหลังแปดชาติพันธมิตรเข้ารุกรานจีน ได้ทำให้สถานภาพของประเทศจีนในขณะนั้นมีสภาพกึ่งเมืองขึ้น รัฐบาลจีนก้าวเข้าสู่สภาพฟอนเฟะและไร้สมรรถภาพ จนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนต่างทุกข์ร้อนไปทั่วทุกหัวระแหง ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ซุนจงซัน (孙中山) หรือซุนยัตเซ็น (孙逸仙) ก็ได้ลุกขึ้นมาแล้วเลือกเส้นทางที่จะผลักดันการปฏิวัติ เพื่อล้มล้างอำนาจของราชวงศ์ชิง
ซุนจงซัน ถือกำเนิดในมณฑลกวางตุ้ง และได้เดินทางติดตามมารดาไปยังฮาวาย ทำให้ได้เห็นความยอดเยี่ยมของเรือกลไฟ และความยิ่งใหญ่ของมหาสมุทร การเดินทางครั้งนั้นทำให้ซุนได้รับการศึกษาสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์อังกฤษ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ภายหลังได้เดินทางไปยังฮ่องกง และได้เข้าศึกษาจนจบวิชาการแพทย์ จากนั้นก็ได้เปิดรักษาคนในมาเก๊า และกวางตุ้ง
ในระยะแรกซุนเองก็ไม่ได้กล่าวถึงการปฏิวัติ กระทั่งในปีค.ศ. 1894 ได้ทดลองส่งหนังสือให้กับหลี่หงจาง ซึ่งในนั้นได้มีการเสนอรูปแบบการปฏิรูปในหลายประการ ทว่าหนังสือดังกล่าวถูกหลี่หงจางปฏิเสธ ด้วยความผิดหวัง ทำให้ซุนได้ไปจัดตั้งสมาคมซิงจงที่ฮ่องกง ผลักดัน “การขับไล่อนารยชน ฟื้นฟูประเทศจีน สร้างรัฐบาลแห่งมหาชนขึ้น”
ในปีค.ศ. 1905 ซึ่งตรงกับรัชกาลของฮ่องเต้กวงซี่ว์ปีที่ 30 มีการจัดประชุมขึ้นที่โตเกียว และในที่ประชุมนั้นซุนได้เสนอให้มีการจัดตั้งสมาพันธ์เพื่อการปฏิวัติขึ้น โพยหลังจากการปรึกษาหารือ ในที่สุดสมาพันธ์ถงเหมิงก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
>นอกจากนั้นซุนยังได้เสนอหลัก 3 ประการแห่งประชาชน หรือที่เราเรียกกันว่า ลัทธิไตรราษฎร์ (三民主义)ซึ่ง มีหลักการสำคัญได้แก่ ประชาชาติ หรือ การล้มล้างอำนาจการปกครองของราชวงศ์แมนจู ให้ทุกชนชาติในจีนมีสิทธิอันเท่าเทียมกัน หลักประชาสิทธิ คือให้ประชาชนมีสิทธิ มีอำนาจตรงในการปกครองตนเอง และหลักประชาชีพ คือให้มีความเสมอภาคในกรรมสิทธิ์ที่ดินและทางสังคม
การถือกำเนิดสมาพันธ์ถงเหมิง ที่ได้จับอาวุธลุกขึ้นต่อสู้กับราชสำนัก ถือเป็นการสั่นคลอนฐานะผู้ปกครองอย่างราชสำนักชิงเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งเดือนเม.ย.ปีค.ศ. 1911ที่มีการลุกฮือขึ้นที่เนินดอกไม้เหลือง (黄花岗)ในกวางเจา มีบุคคลสำคัญและสมาชิกพันธ์ล้มตายเป็นจำนวนมาก มีการเก็บรวบรวมศพ 72 ศพไปฝังรวมไว้ โดยในประวัติศาสตร์ได้เรียกขานเป็น 72 วีรบุรุษ ณ เนินดอกไม้เหลือง อย่างไรก็ตามแม้ว่าการลุกฮือครั้งนี้จะประสบความล้มเหลว แต่เลือดเนื้อและชีวิตของวีรชนเหล่านี้ก็ได้ปลุกกระแสให้มีการล้มล้างราชวงศ์ชิงที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น
<ฮ่องเต้องค์สุดท้าย - อวสานราชวงศ์ชิง
ระหว่างนั้น ในปีค.ศ.1908 ตรงกับรัชกาลฮ่องเต้กวงซี่ว์ปีที่ 34 ฮ่องเต้กวงซี่ว์ได้เปิดประชาวรอย่างหนัก จนในเดือนต.ค.ราชสำนักชิงต้องมีราชโองการแต่งตั้งให้ไจ้เฟิง เป็นผู้สำเร็จราชการ กระทั่งถึงวันที่ 21 เดือนต.ค. ในที่สุดฮ่องเต้กวงซี่ว์ก็เสด็จสวรรคต
พระนางซูสีไทเฮาได้มีราชโองการแต่งตั้งบุตรของไจ้เฟิงนามอ้ายซินเจี๋ยว์หลอ ผู่อี๋ (溥仪) หรือปูยีที่มีพระชนม์พรรษาเพียง 3 ปีขึ้นครองราชย์ มีชื่อรัชการว่าเซวียนถ่ง (宣统) แต่เนื่องจากที่พระองค์เป็นฮ่องเต้คนสุดท้ายในยุคราชวงศ์ของจีน ดังนั้นจึงมักถูกขนานนามว่าฮ่องเต้องค์สุดท้าย หรือจักรพรรดิองค์สุดท้าย ในขณะที่ซูสีไทเฮาเอง ก็ได้สวรรคตในเวลาเพียงไม่กี่วันหลังมีราชโองการแต่งตั้งผู่อี๋
ฮ่องเต้พระองค์สุดท้ายของจีน
ในช่วงเวลาที่ผู่อี๋ได้ครองราชย์ไม่ถึง 3 ปี หลังยุทธการเนินดอกไม้เหลืองแล้ว กลุ่มผู้นำสมาพันธ์ถงเหมิงได้ตัดสินใจย้ายศูนย์กลางการปฏิวัติไปยังเขตลุ่มน้ำแยงซีเกียง ในวันที่ 10 ต.ค. ได้เกิดสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงขึ้นที่อู่ชัง ทำให้กองทัพปฏิวัติที่นั่นจำเป็นต้องลุกขึ้นก่อการก่อนเวลาที่กำหนด บุกเข้ายึดเมืองอู่ชัง จากนั้นในวันถัดมากลุ่มปฏิวัติในฮั่นหยาง และฮั่นโข่วที่ได้ข่าวก็ได้ลุกขึ้นยึดเมืองทั้งสอง จนกระทั่งกลุ่มปฏิวัติสามารถควบคุมเมืองทั้งสามในอู่ฮั่นได้จนหมดสิ้น
การลุกฮือที่ประสบความสำเร็จในอู่ชัง ได้ปลุกกระแสการล้มล้างราชวงศ์ชิงให้ยิ่งขว้างขวางออกไป และส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ของราชสำนักต้าชิงเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งในลำดับต่อมา ได้มีการจัดทั้งรัฐบาลทหารหูเป่ย และปรกาศเอกราชขึ้น หลังจากนั้นหูหนัน ส่านซี ซันซี หยุนหนัน เจียงซี กุ้ยโจว เจียงซู กว่างซี อันฮุย ฝูเจี้ยน กว่างตง ซื่อชวนก็ได้ทยอยกันประกาศเองราช ล้มล้างราชวงศ์ชิง ซึ่งประวัติศาสตร์ได้เรียกการปฏิวัตินี้ว่าการปฏิวัติซินไฮ่ (辛亥革命) ตามปีที่เกิดเหตุการณ์ขึ้น
เมื่อถึงเดือนม.ค. ปีค.ศ. 1912 สมาคมถงเหมิงได้ประชุมหารือกันที่นานกิง และจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้น และตั้งชื่อประเทศเป็น สาธารณรัฐจีน (中华民国) จากนั้นในเดือนถัดมาก็ได้บีบให้ฮ่องเต้ของราชวงศ์ชิงลงจากตำแหน่ง นับว่าเป็นการเปิดศักราชหน้าใหม่ของแผ่นดินมังกร และถือเป็นจุดจบของราชวงศ์ชิงที่มีอายุกว่า 200 ปี และเป็นการปิดฉากการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชกว่า 2,000 ปีของจีนลง
ส่วนผู่อี๋ หรือปูยี หลังจากที่สละราชสมบัติแล้ว ในปีค.ศ. 1917 ภายใต้ความพยายามของจางซวิน (张勋) ที่ผลักดันทำการปฏิวัติและประกาศฟื้นคืนราชวงศ์ชิงขึ้นมาใหม่ โดยยกให้ผู่อี๋กลับมาเป็นฮ่องเต้อีกครั้ง ทว่าเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ถูกการรวมตัวต่อต้านจากทุกฝ่าย ท่ามกลางสถานการณ์และแรงกดดัน ทำให้อีก 12 วันให้หลังก็จำต้องประกาศยอมแพ้ และทำให้ผู่อี๋ต้องหลุดจากราชบัลลังก์อีกครั้ง
เมื่อมาถึงปีค.ศ. 1924 กองทัพของเฝิงอี้ว์เสียง (冯玉祥) ได้ปิดล้อมพระราชวังต้องห้าม พร้อมหันปากกระบอกปืนใหญ่เข้ามาในวัง แล้วบังคับให้ผู่อี๋ลงนามยกเลิกการเรียกเป็นฮ่องเต้ และกำหนดเวลาให้ออกไปภายในเวลา 2 วัน จากนั้นจึงได้อาศัยความสัมพันธ์ที่มีกับชาวญี่ปุ่น ช่วยให้ปลอมตัวเป็นพ่อค้า แล้วหลบไปพักอยู่ที่จางหยวน กับจิ้งหยวน
ปีค.ศ. 1931 หลังจากที่ญี่ปุ่นได้บุกยึดพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ได้ตั้งประเทศแมนจูกั๋ว (满洲国) ขึ้น จากนั้นก็ได้ลอบนำตัวผู่อี๋ไปยังแมนจู โดยผู่อี๋ยอมให้ความร่วมมือ และรับการแต่งตั้งให้เป็นฮ่องเต้ อย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 1934
กระทั่งญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศแมนจูกั๋วก็ถูกล้มล้างไป และในปีค.ศ. 1945 ขณะที่ทาหารญี่ปุ่นได้นำตัวผู่อี๋มายังสนามบินเสิ่นหยางเพื่อเดินทางกลับญี่ปุ่น ก็ถูกทหารของรัสเซียจับตัวไป แต่ก็ได้รับการดูแลจากทางรัสเซียเป็นอย่างดี จนถึงกับเคยเขียนหนังสือแสดงความจำนงต้องการอยู่ในรัสเซียตลอดชีวิตอยู่หลายครั้ง
ปีค.ศ. 1950 ผู่อี๋และนักโทษจากสงครามแมนจูกั๋วถูกส่งตัวกลับมาให้กลับรัฐบาลจีน และถูกกุมขังอยู่ร่วมกับนักโทษอื่นๆในสถานควบคุมที่ฮาร์บิน ใช้ชีวิตในฐานะนักโทษรหัสหมายเลข 981 เป็นเวลาเกือบ 10 ปี กระทั่งได้รับการนิรโทษกรรมในวันที่ 4 ธ.ค. 1959 กลายเป็นหนึ่งในประชาชนธรรมดาคนหนึ่งของจีน จนกระทั่งเสียชีวิตที่ปักกิ่งในปีค.ศ. 1967 ในขณะที่มีอายุรวม 61 ปี จึงถือเป็นอันจบสิ้นของฮ่องเต้องค์สุดท้ายแห่งแผ่นดินมังกร
เครดิตข้อมูลบทความจากคอลัมน์ธารประวัติศาสตร์ ตอน ราชวงศ์ชิงตอนจบ ,MGR online 31 ก.ค. 2551


วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2562

อ่านเรื่อง "งักฮุย" แล้วย้อนดูประเทศของเราบ้าง ตอนที่ 3



สุมไฟแค้น! วาระสุดท้ายของ ‘ฉินฮุ่ย’ ขุนนางกังฉินที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์จีน (ตอนจบ)



จากผลงานการ “ทรยศ” ของฉินฮุ่ยนั้นได้ทำให้ฮ่องเต้ซ่งเกาจงและพระมารดาซาบซึ้งพระทัยเป็นอย่างมากที่ทำให้สงครามจบสิ้นและแม่ลูกได้พบหน้ากัน จึงได้มอบตำแหน่งต่างๆ ให้เพื่อสดุดีไม่ว่าจะเป็นมหาราชครู หรือตำแหน่งเชิดชูอย่าง “ผู้มีคุณต่อแผ่นดิน” และรับสั่งให้สร้างศาลเจ้าประจำตระกูลให้ และยังเลยเถิดไปถึงการให้จิตรกรหลวงวาดภาพไปประดับที่ศาลเจ้าเพื่อให้ผู้คนได้กราบไหว้
ฉินฮุ่ยเมื่อได้รับทั้งตำแหน่งเชิดชูและอำนาจมาแถมยังมีแบ็คเป็นทั้งฮ่องเต้และพระมารดา จึงได้จัดการเขี่ยคนที่เห็นว่าไม่ใช่พวกเดียวกันออกจากราชสำนักออกให้หมด และตั้งญาติพี่น้องรวมไปถึงคนที่ไว้ใจให้มานั่งตำแหน่งที่สำคัญโดยไม่สนว่าจะทำงานเป็นหรือไม่ ส่วนภรรยาของฉินฮุ่ยก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันว่ากันว่ากร่างและเบ่งพอๆ กับผู้เป็นสามี
แน่นอนว่าการกระทำของฉินฮุ่ยในสายตาของประชาชนทั่วไปนั้นมองคนละแบบกับฮ่องเต้ พวกชาวบ้านนั้นเคียดแค้นฉินฮุ่ยมากขึ้นตั้งแต่ครั้งที่เป่าหูฮ่องเต้ให้เรียกตัวงักฮุยกลับมาจนเป็นเหตุให้แม่ทัพคู่แผ่นดินต้องตายอย่างอนาถภายในคุกจนเป็นเหตุให้เสียแผ่นดิน แต่อำนาจที่มากล้นของฉินฮุ่ยทำให้ไม่มีใครกล้าออกมาโวยวาย


SHUTTER STOCK

ฉินฮุ่ยเสวยสุขบนความทุกข์ของคนอื่นอยู่นาน จนกระทั่งในปี ค.ศ.1155 ขณะที่ฉินฮุ่ยกำลังสั่งให้ลูกน้องทรมานศัตรูเพื่อเค้นหาตัวขบวนการต่อต้านเขา ในระหว่างที่กำลังทรมานเพื่อเค้นข้อมูลนั้นจู่ๆ ฉินฮุ่ยก็ล้มลงชักจนหมดสติและเป็นอัมพาตเคลื่อนไหวไม่ได้ ก่อนที่จะหมดลมหายใจไปเฉยๆ ในวันถัดมา การตายของฉินฮุ่ยนั้นสร้างความเสียใจให้กับฮ่องเต้ซ่งเกาจงเป็นอย่างมากจนถึงขนาดแต่งตั้งให้ฉินฮุ่ยเป็น “ท่านอ๋องแห่งเซิน” เพื่อเป็นการเชิดชูให้กับคุณงามความดีของฉินฮุ่ย (ในสายตาฮ่องเต้)
แต่ในเมืองนั้นเหมือนเป็นโลกคู่ขนาน ชาวเมืองที่ได้รับรู้ข่าวการตายของฉินฮุ่ยต่างโห่ร้องด้วยความดีใจที่กังฉินขายชาติได้ตายจากไป จนถึงขนาดมีคนปั้นแป้งเป็นแท่ง 2 แท่งประกบกันเพื่อเป็นตัวแทนของ 2 ผัวเมียลงไปทอดน้ำมันแล้วนำมากัดกินเพื่อให้หายแค้น ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของกินที่มีชื่อว่า “ปาท่องโก๋”


SHUTTER STOCK

การตายของฉินฮุ่ยนั้นแม้ว่าจะได้รับการเชิดชูในช่วงแรกๆ ที่ตายไป แต่เมื่อสิ้นรัชสมัยของฮ่องเต้ซ่งเกาจง ตระกูลฉินก็หมดวาสนาเมื่อฮ่องเต้ซ่งเซี่ยวจงได้ปลดลูกหลานตระกูลจินออกจากราชสำนักทั้งหมดพร้อมกับปลดบรรดาศักดิ์ของฉินข้วย แต่ทว่าในภายหลังอาณาจักรจินได้ยกทัพมาอีกครั้งเพื่อกดดันให้ราชสำนักคืนเกียรติให้กับฉินฮุ่ย ซึ่งในสายตาของกองทัพจินนั้นเห็นว่าฉินฮุ่ยนั้นเป็นเหมือนกับเพื่อนสนิทที่ช่วยให้ดินแดนเป็นรูปร่าง โดยแตกต่างกับเพื่อนร่วมชาติที่มองว่าฉินฮุ่ยนั้นคือขุนนางกังฉินที่ขายแผ่นดินเพื่อความสุขของตนเอง


WIKIPEDIA CC @HELENNAWINDYLEE

ต่อมา 300 ปีให้หลังมีการสร้างรูปปั้นของฉินฮุ่ยและภรรยาไว้ที่หน้าศาลของงักฮุยเพื่อให้คนที่เข้าไปไหว้ได้ออกมาถ่มน้ำลายใส่รูปปั้น โดยในประวัติศาสตร์จีนนั้นไม่มีกังฉินคนใดที่จะถูกชาวจีนเกลียดชังได้เท่านี้มาก่อน
เครดิตข้อมูลและภาพจาก เพจ SpokeDark.TV

อ่านเรื่อง "งักฮุย" แล้วย้อนดูประเทศของเราบ้าง ตอนที่ 2




ขุนนางโฉด! วีรกรรมสุดแสบของ ‘ฉินฮุ่ย’ กังฉินที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์จีน (ตอนที่ 2)


ย้อนกลับมาที่ราชวงศ์ซ่ง คังอ๋องพระโอรสองค์ที่ 9 ของฮ่องเต้ซ่งฮุยจงได้หนีรอดจากการถูกวาดต้อน
ของกองทัพจินไปได้และได้ตั้งตนขึ้นเป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่และยังได้ตั้งราชวงศ์ใหม่เป็นราชวงศ์หนาน
ซ่ง มีการย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองหลินอัน (ปัจจุบันคือหางโจว) ซึ่งข่าวนี้ก็ได้ยินไปถึงฮ่องเต้ซ่งชินจง
และฮองเฮาที่ถูกจับไปเป็นเชลยในอาณาจักรจิน ฮ่องเต้ซ่งชินจงจึงเสนอกับกษัตริย์จินว่าจะกลับไป
เจรจาเพื่อให้ฮ่องเต้ซ่งเกาจงมาสวามิภักดิ์กับอาณาจักรจิน แต่กษัตริย์จินนั้นไม่ยินยอมเพราะเหมือน
ปล่อยเสือเข้าป่า
กษัตริย์จินจึงมาปรึกษากับ “ต้าหลาน” รองแม่ทัพว่าจะทำอย่างไรดี ในที่สุดก็เรียกฉินฮุ่ยเข้ามาพูดคุยพร้อมกับบอกว่าจะปล่อยฉินฮุ่ยและภรรยากลับไปแต่จะแสร้งเป็นว่าฉินฮุ่ยหนีออกไปได้ พร้อมกับกำชับว่า “เจ้ารู้นะว่าต้องทำอย่างไรเมื่อกลับไปถึง” แน่นอนว่าคนสอพลอแบบฉินฮุ่ยนั้นเข้าใจได้ไม่ยาก
หลังจากถูกจับไปเป็นเชลยโดนเด็กโขกสับไม่ต่างจากเป็นของเล่นกว่า 4 ปี การกลับมาครั้งนี้ฉินฮุ่ยจึงตั้งความหวังไว้ว่าจะต้องตักตวงเอาอำนาจทุกอย่างมาให้มากที่สุด ทันทีที่เท้าเหยียบเข้าราชอาณาจักร ฉินฮุ่ยก็เบ่งใส่ทหารก่อนเลยว่าตนคืออดีตราชเลขาธิการที่ถูกจับตัวไปและสั่งให้หาอาหารดีๆ มารับรองก่อนจะนั่งเกี้ยวไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้พระองค์ใหม่เพื่อรายงานความเป็นอยู่ของฮ่องเต้ทั้งสองพระองค์และพระมารดาของฮอ่งเต้ซ่งเกาจงที่ถูกกวาดต้อนไป
ซึ่งฮ่องเต้ซ่งเกาจงนั้นเป็นห่วงพระมารดาเป็นอย่างมาก



SHUTTERSTOCK

ฉินฮุ่ยได้ยินดังนั้นก็จับจุดได้จึงเห็นทางในการประเคนอาณาจักรให้กับพวกจิน เลยทูลฮ่องเต้ไปว่าหนทางที่จะนำพระมารดาของฮ่องเต้กลับมาก็คือการยอมเจรจาสงบศึกและสวามิภักดิ์กับพวกจินซะ เมื่อได้ฟังดังนั้นฮ่องเต้ซ่งเกาจงก็มีทีท่าเห็นด้วยกับฉินฮุ่ย แต่เหล่าขุนนางก็คัดค้านว่าฮ่องเต้ไม่ควรนำเรื่องส่วนพระองค์มาปะปนกับอนาคตของอาณาจักร ข้อเสนอนี้ของฉินฮุ่ยจึงถูกพักไป และเพื่อเป็นการรับขวัญฉินฮุ่ย ฮ่องเต้จึงตั้งให้เป็นขุนนางอีกครั้งหนึ่ง
ฉินฮุ่ยพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เข้าใกล้ฮ่องเต้ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะเข้าทางเพราะฮ่องเต้มักมีรับสั่งให้ฉินฮุ่ยเข้าเฝ้าเพื่อถามไถ่เรื่องราวของพระมารดาอยู่เสมอ ซึ่งฉินฮุ่ยก็อาศัยจังหวะนี้ในการแนะนำการบริหารบ้านเมืองพร้อมกับเลียขาฮ่องเต้ จนในที่สุดฉินฮุ่ยก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครมหาเสนาบดีพร้อมกับได้สิทธิ์ในการดูแลเรื่องการทหาร ซึ่งเมื่อมารับตำแหน่งฉินฮุ่ยก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขันแต่ทว่าแท้จริงนั้นฉินฮุ่ยฝีมือไม่เก่งเท่าฝีปาก ไม่นานนักก็ถูกปลดไปเป็นอาจารย์ในโรงเรียนมหาดเล็ก
ต่อมาในปี ค.ศ.1133 กองทัพจินได้แต่งกองทัพเข้ามารุกรานอีกครั้ง ซึ่งการสู้รบในแต่ละครั้งนั้นก็ทำให้ฮ่องเต้ซ่งเกาจงรู้ว่ากองทัพของตนนั้นอ่อนปวกเปียกไม่สามารถต้านทานกองทัพจินได้เลยและกองทัพจินก็แสดงเจตนาว่าไม่อยากรบให้แตกหัก และได้ส่งทูตเข้ามาเจรจาสงบศึกพร้อมกับข้อเสนอเป็นดินแดนบางส่วน ซึ่งหน้าที่ในการเจรจานั้นแน่นอนว่าต้องเป็นฉินฮุ่ยอย่างแน่นอน
การเจรจาในครั้งนี้ลุล่วงไปได้ด้วยดี กองทัพจินนั้นได้ตามข้อเสนอเพื่อแลกกับการหยุดโจมตี ฮ่องเต้ซ่งเกาจงได้ยอมยกดินแดนบางส่วนให้ไป ในช่วงนี้นั้นฉินฮุ่ยกลับมารับตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีอีกครั้ง และยังลอบส่งจดหมายลับไปให้อาณาจักรจินถึงแผนการครอบครองราชวงศ์ซ่งใต้ซึ่งจะใช้พระมารดาของฮ่องเต้ซ่งเกาจงเป็นข้อแลกเปลี่ยน
การก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีในครั้งนี้ของฉินฮุ่ยนั้น เขาตั้งใจว่าจะจัดการเสี้ยนหนามของตนเองให้หมดโดยมีกองทัพจินเป็นแบ็คให้
ซึ่งในการดำรงตำแหน่งของฉินฮุ่ยนั้นหากฮ่องเต้มีทีท่าว่าจะปลดฉินฮุ่ยออกจากคำแนะนำของขุนนางและแม่ทัพคนอื่นๆ ฉินฮุ่ยก็จะส่งม้าเร็วไปยังกองทัพจินที่ตั้งคุมเชิงอยู่นอกอาณาจักรให้กลับมาฮึ่มๆ ใส่ พร้อมกับย้อนศรกลับไปเป่าหูให้ฮ่องเต้ปลดขุนนางที่มาฟ้องออกไปด้วยการยกข้ออ้างที่ว่า ฉินฮุ่ยเป็นคนเดียวที่จะทำให้ฮ่องเต้ได้พบหน้ามารดาอีกครั้งหนึ่ง



SHUTTERSTOCK




นั่นก็รวมไปถึง “งักฮุย” แม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดในกองทัพของหนานซ่งในตอนนั้น ที่ถูกพิษลิ้นอาบยาพิษของฉินฮุ่ยตวัดจนถูกปลดออก ซึ่งการปลดงักฮุยออกนั้นฮ่องเต้ซ่งเกาจงถึงขนาดต้องใช้ป้ายอาญาสิทธิ์ถึง 12 อันในการเรียกตัวงักฮุยที่กำลังติดพันศึกอยู่แนวหน้ากลับมาเพื่อรับคำสั่งขัง เมื่อถูกขังพร้อมกับขุนศึกฝีมือดีที่ทำการรบด้วยกัน ฉินฮุ่ยก็ส่งมือสังหารไปลอบสังหารงักฮุยและบุตรชายผู้เป็นขุนศึกคู่ใจถึงในคุก คราวนี้ก็เท่ากับว่าทั้งอาณาจักรนั้นตกอยู่ในมือของฉินฮุ่ยไปโดยปริยาย
แน่นอนว่าเมื่อขาดแม่ทัพฝีมือดีที่สุดไปราชวงศ์หนานซ่งก็ไม่ต่างจากกวางที่ถูกกองทัพจินที่ร้ายกาจเหมือนเสือไล่ขย้ำ ซึ่งฉุนฮุ่ยก็รอจังหวะนี้อยู่แล้วจึงเสนอให้ฮ่องเต้ซ่งเกาจงทำการแลกดินแดนกับพระมารดาและสงบศึกซะ ฮ่องเต้ซ่งเกาจงไม่มีทางเลือกและต้องการพบหน้าพระมารดาจึงตกลงตามนั้น ผลก็คือกองทัพจินได้รับดินแดนครึ่งหนึ่งของราชวงศ์หนานซ่งเพื่อแลกกับการสงบศึกและปล่อยตัวพระมารดาของฮ่องเต้ซ่งเกาจง
เครดิตข้อมูลและภาพจาก เพจ SpokeDark.TV

อ่านเรื่อง "งักฮุย" แล้วย้อนดูประเทศของเราบ้าง ตอนที่ 1

ช่วงนี้ขอเว้นบทความ พิภพราชา ภาคขยายความ ตอนที่ 12 เอาไว้ก่อน เพราะยังไม่มีเวลา และสมาธิที่จะเขียนถึง ขอคั่นด้วยการหยิบเอาบทความ เกร็ดประวัติศาสตร์ แม่ทัพ ผู้รักชาติ รักแผ่นดินที่สุดคนหนึ่ง
เรื่องราวของงักฮุย มาลงให้อ่านไปพลางๆ ก่อน




ขุนนางโฉด! เส้นทางสู่อำนาจของ ‘ฉินฮุ่ย’ กังฉินที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์จีน (ตอนที่ 1)




ฉินฮุ่ยเกิดในรัชสมัยของฮ่องเต้ซ่องเจ๋อจงแห่งราชวงศ์ซ่ง ตรงกับปี ค.ศ.1089 โดยเป็นบุตรปลัดอำเภอในเมืองเจียงหนิง (นานกิงในปัจจุบัน) ช่วงยังเป็นเด็กฉินฮุ่ยนั้นมีร่างกายที่เล็กกว่าเด็กวัยเดียวกันจึงทำให้ต้องกลายเป็นลูกไล่ของเพื่อนๆ คอยวิ่งไปซื้อของ หรือทำตามสั่งเพื่อนที่ตัวใหญ่กว่าเสมอ ทั้งหมดที่ฉินฮุ่ยทำไปนั้นก็เพื่อไม่ให้ตนเองตกเป็นเป้าถูกรังแก ซึ่งฉินฮุ่ยก็ทำหน้าที่ได้ดีจนเพื่อนๆ ให้ฉายาว่า “นักวิ่งประจำกลุ่ม”

ฉินฮุ่ยใช้ชีวิตโดยการโอนอ่อนตามสถานการณ์ไปจนอายุได้ 26 ปี ก่อนจะสอบติดได้เป็นข้าราชการ โดยในขณะนั้นราชวงศ์ซ่งถูกกองทัพจินซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวแมนจูรุกรานจนบ้านเมืองระส่ำระส่าย ในการสอบข้อเขียนนั้นฉินฮุ่ยได้เขียนข้อแนะนำในการรับมือกับกองทัพจินว่าราชวงศ์ซ่งนั้นจำเป็นที่จะต้องสรรหาบุคคลมีฝีมือในด้านต่างๆ มาใช้ในการขับไล่กองทัพจินให้ถอยออกไป อีกทั้งยังแนะนำให้ราชสำนักปรับปรุงในเรื่องความเด็ดขาดในการใช้อำนาจ



SHUTTERSTOCK

ข้อเสนอของฉินฮุ่ยในข้อสอบนั้นได้สร้างความประทับใจให้แก่ราชสำนักเป็นอย่างมากจนได้คะแนนระดับสูง แต่ทว่าโอกาสของฉินฮุ่ยนั้นยังไม่เปิด เขาได้ถูกส่งไปรับตำแหน่งบัณฑิตในท้องที่ที่ห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจ ฉินฮุ่ยทำงานอยู่ในชนบทอยู่สักระยะหนึ่งจนมีการสอบเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งคราวนี้ฉินฮุ่ยก็ทำคะแนนได้สูงเช่นเคยจึงถูกย้ายมาให้ประจำการในโรงเรียนมหาดเล็กภายในเมืองหลวงในตำแหน่งอาจารย์นับตั้งแต่นั้นมา



ในปี ค.ศ.1125 ขณะที่ฉินฮุ่ยอายุได้ 36 ปี กองทัพจินได้กรีธาทัพเข้ามายึดหัวเมืองสำคัญในภาคเหนือได้เกือบหมด และส่งทัพเข้ามาเพื่อตีเมืองหลวงทำให้ฮ่องเต้ซ่งฮุยจงต้องทิ้งราชบัลลังก์เพื่อหนีเอาชีวิตรอดลงภาคใต้ ทำให้บัลลังก์นั้นตกเป็นของพระโอรสและขึ้นเป็นฮ่องเต้ที่มีพระนามว่า “ซ่งชินจง” ฉินฮุ่ยได้เขียนหนังสือแนะนำให้ฮ่องเต้ซ่งชินจงเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ซึ่งข้อเสนอของฉินฮุ่ยนั้นได้สร้างความประทับใจให้ฮ่องเต้ซ่งชินจงเป็นอย่างมาก จนถึงขนาดเรียกตัวฉินฮุ่ยเข้ามาพูดคุยเป็นการส่วนพระองค์พร้อมกับเลื่อนตำแหน่งให้ฉินฮุ่ยมาเป็นที่ปรึกษาด้านการทหารส่วนพระองค์
ในข้อเสนอของฉินฮุ่ยที่แนะนำให้ฮ่องเต้ซ่งชินจงนั้น ใจความหลักคือการเจรจาเพื่อยุติศึกโดยเสนอมอบดินแดนบางส่วนให้กับกองทัพจินเพื่อให้เลิกรา ฮ่องเต้ซ่งชินจงจึงแต่งตั้งให้ฉินฮุ่ยเป็นทูตเพื่อไปเจรจาสงบศึก ในการเจรจานั้นฉินฮุ่ยได้แสดงความพินอบพิเทากับแม่ทัพจินอย่างมากจนแม่ทัพจินนั้นมองออกว่าน่าจะใช้ประโยชน์ในตัวฉินฮุ่ยได้ จึงยอมตกลงที่จะรับดินแดนทั้ง 3 ที่ราชวงศ์ซ่งนั้นจะมอบให้เพื่อแลกกับการสงบศึก
การเจรจานั้นมีทีท่าว่าจะไปได้สวยแต่ทว่าในวันพิธีส่งมอบ ฮ่องเต้ซ่งชินจงกลับเปลี่ยนพระทัยไม่ยอมยกเมืองให้ตามข้อตกลง ทำให้แม่ทัพจินนั้นโมโหอย่างมากจึงจับคณะทูตที่มีทั้งเชื้อพระวงศ์ที่เป็นหัวหน้าคณะเจรจา ขุนนาง ไว้เป็นตัวประกันและปล่อยตัวฉินฮุ่ยกลับไปเพื่อนำข้อความไปกราบทูลฮ่องเต้
การที่ฉินฮุ่ยถูกปล่อยตัวกลับไปนั้นก็ยิ่งทำให้ฮ่องเต้ซ่งชินจงมอบความไว้วางใจให้กับฉินฮุ่ยเป็นอย่างมากเพราะมันแสดงถึงความมีไหวพริบในการเจรจาจนให้แม่ทัพจินไว้วางใจจนต้องปล่อยตัวกลับมา คราวนี้ฉินฮุ่ยได้รับการโปรโมทเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญต่างๆ เริ่มจากการนั่งในเก้าอี้รองราชเลขาธิการและต่อมาก็เลื่อยเก้าอี้ราชเลขาธิการคนเก่าด้วยการให้เป่าหูฮ่องเต้และในที่สุดฉินฮุ่ยก็ได้ขึ้นนั่งในตำแหน่งราชเลขาธิการในที่สุด



WIKIPEDIA CC @HELENNAWINDYLEE

ผลของการเปลี่ยนใจไม่ยกดินแดนให้กับกองทัพกิมในคราวนั้นส่งผลให้อีก 1 ปี ให้หลังในปี ค.ศ.1126 กองทัพจินแต่งทัพมาเต็มสูบ ไล่ตีหัวเมืองต่างๆ จนกระทั่งสามารถตีเมืองหลวงแตกได้ภายใน 3 เดือน ฮ่องเต้และเชื้อพระวงศ์นั้นถูกปลดลงไปเป็นสามัญชนและถูกต้อนกลับไปยังอาณาจักรจิน ซึ่งก่อนที่จะไปนั้นแม่ทัพจินได้มีการตั้งให้ “จางปางชาง” อดีตอัครมหาเสนาบดี (เทียบเท่านายกรัฐมนตรี) เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ซึ่งเปรียบเหมือนกับหุ่นเชิดให้กับกองทัพจินคอยดูแลบ้านเมือง
ฉินฮุ่ยได้รับการไหว้วานจากขุนนางที่ยังภักดีต่อราชวงศ์ก่อน ให้ช่วยเจรจาให้กองทัพจินแต่งตั้งคนแซ่จ้าว ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์ซ่งให้มาปกครองแทนเนื่องจากไม่อยากให้อำนาจตกไปอยู่กับคนธรรมดาและชาวเมืองอาจจะเกิดการไม่ยอมรับ ซึ่งฉินฮุ่ยก็เห็นว่ามันน่าจะเป็นประโยชน์กับตนเองถ้าเจรจาสำเร็จจึงได้ร่างหนังสือส่งไปให้กับแม่ทัพจินให้พิจารณา แต่หนังสือที่ส่งไปนั้นทำให้แม่ทัพจินนั้นโหโหเห็นว่าฉินฮุ่ยไม่เคารพในการตัดสินใจจึงสั่งจับฉิินข้วยและต้อนกลับไปยังอาณาจักรจินด้วย
ถึงแม้ว่าจะถูกจับไปเป็นเชลย ชีวิตของฉินฮุ่ยถ้าเทียบกับขุนนางและบรรดาเชื้อพระวงศ์ที่ถูกจับมาด้วยกัน ฉินฮุ่ยนั้นดูเหมือนว่าจะโชคดีกว่าคนอื่นๆ เพราะได้รับการดูแลที่ดีกว่า มีอิสระมากกว่าและที่สำคัญยังได้รับใช้รองแม่ทัพจินนาม “ต้าหลาน” อย่างใกล้ชิดในฐานะอาจารย์ของลูกชายคอยสอนหนังสือ ซึ่งลูกชายของต้าหลานนั้นมักจะสั่งให้ฉินฮุ่ยคลานสี่เท้าพร้อมกับขึ้นไปขี่บนหลังและเอาไม้โบยก้นเหมือนกับขี่ม้า โดยที่ฉินฮุ่ยก็แสร้งทำว่าเป็นสนุกไปด้วย
เครดิตข้อมูลและภาพจากเพจ SpokeDark.TV

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2562

พิภพราชา ภาคขยาย ตอนที่ 11 (พาร์ทที่ 3 ศึกเมืองบริวารทั้ง 5 ครั้งที่ 2 และโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่)

พาร์ท 3 ของภาคที่ 4 เป็นเรื่องราวเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองของมหิทธินาศรังสรรค์นคร กับเมืองบริวารทั้ง 5 (ล้านช้าง,กระเหรี่ยง,มอญ,ทะนาน และสวัลญา) จับเหตุการณ์ช่วงที่ มังกระยอเปี๋ยะ เจ้าเมืองสวัลญาคนใหม่ ซึ่งเป็นน้องชายของมังตูปิยอร์ เจ้าเมืองสวัลญาคนก่อนที่ถูกเจ้าชายฤทธีราสังหาร ตัดศีรษะ เสียบประจานอยู่ตรงประตูเมือง อันเนืองมาจากมังตูปิยอร์ จับกุมตัวเจ้าชายอัศวเทพไปเป็นตัวประกัน ขณะนัดไปเจรจาเพื่อสงบศึก แต่กลับเล่นตุกติก ใส่ยาสลบในน้ำจัณฑ์ ให้เจ้าชายอัศวเทพดื่ม แล้วจับเป็นตัวประกัน เพื่อเอาไว้ต่อรอง โชคดีที่เจ้าชายฤทธีรา ที่แอบสะกดรอยตามไป พอเห็นเหตุการณ์จึงลงมือช่วยเหลือพระเชษฐาของตน แล้วสังหารมังตูปิยอร์  เหมือนเชือดไกให้ลิงดู เป็นการปรามไม่ให้เจ้าเมืองอีก 4 เมืองก่อหวอด คิดแข็งข้ออีก นั่นคือเหตุการณ์ในช่วงศึกเมืองบริวารครั้งที่ 1 ซึ่งอยู่ในภาคที่ 3






พอมาภาคที่ 4 นี้ ตัวละครใหม่ที่โผล่ขึ้นมามีอีกเพียบเลย คนแรกก็คือ มังกระยอเปี๊ยะ เป็นน้องชายแท้ๆ ของมังตูปิยอร์ เจ้าเมืองสวัลญาที่เสียชีวิต มังกระยอเปี๊ยะ เป็นเด็กเกเรและกบฏ และไปเป็นลูกศิษย์ของราชปักษา อดีตเสนาธิการกองทัพเว้ ได้ฝึกปรือวิชาฝีมือจากราชปักษา ภายหลังติดตามราชปักษาเป็นโจรปล้นสะดม กลายเป็น หน.โจรตั้งแต่วัยรุ่น จวบจนราชปักษาเสียชิวต มังกระยอเปียะก็ได้กลายเป็น หน.กองโจร และแอบนิยมชมชอบ สุภาวดี ซึ่งเป็นหลานสาวของเจ้านฤทธิ์นรเดช เจ้าเมืองเว้ ทำให้มังกระยอเปี๊ยะ มีศักดิ์เป็นหลานเขยของเจ้านฤทธิ์นรเดช แต่ในความเป็นจริง เจ้านฤทธิ์นรเดช ไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับหลานสาวตนเองที่ไปนิยมชมชอบโจรเป็นว่าที่สามีหรอก เพียงแต่เห็นถึงความใจกล้าบ้าบิ่นและมีฝึมือของมังกระยอเปี๊ยะเท่านั้น จึงต้องการเก็บเอาไว้เป็นเบี้ยใช้งาน และเมื่อถึงคราวที่ต้องการใช้งานแล้ว แผนการบุกยึดครองมหิทธิเกศถูกวางแผนไว้นานแล้ว เพียงแต่รอจังหวะเหมาะเคราะห์ดีเท่านั้น เพราะในช่วงเวลาที่ภายในมหิทธินาศรังสรรค์ องค์พ่ออยู่หัวโรจนาถราชาออกผนวจเป็นพราหมณ์ไปอยู่ศรีวิชัย แผ่นดินขาดผู้ปกครองที่แท้จริง แม้จะแต่งตั้งเจ้าชายอัศวเทพเป็นผู้สำเร็จราชการแทนก็ตาม แต่ใครก็มองออกว่า เจ้าชายพระองค์นี้ยังไม่มีบารมี และขาดประสบการณ์ ความสามารถที่จะปกครอง อาศัยเพียงขุนพลข้างกายพระบิดาเท่านั้นที่คอยช่วยอุ้มชู ในขณะที่นครรัฐนวเกศเศรษฐี เมืองน้องพี่ ก็กำลังอยู่ในช่วงผลัดแผ่นดิน เกิดกลุ่มก่อรัฐประหารทำการล้มราชบัลลังก์พระราชามนัสกษัตร และปลงพระชนม์ชีพมนัสกษัตร ที่ทำการปิตุฆาตองค์พระเจ้าอยู่หัวปัณณฑัต ทำให้แผ่นดินตกไปอยู่ที่มหาเทพสุกรี องค์ราชบุตรบุญธรรมขึ้นมาปกครองแทน แต่ว่ายังอยู่ในช่วงบูรณะและจัดการปัญหาภายใน ยังไม่มีความพร้อมที่จะออกรบ นี่เป็นช่วงสุญญากาศทางอำนาจของอาณาจักรมหิทธิเกศ ที่ทำให้เจ้านฤทธิ์นรเดชเล็งเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะช่วงชิงการยึดครองแผ่นดินมหิทธิเกศให้ได้




โดยแผนการของเมืองเว้คือไปผูกสัมพันธ์เป็นพันธมิตรกับเจ้าชายอัทธิ์ถิรวารแห่งรัฐจาม และเจ้าชายอภิมันตราแห่งรัฐขอม อีกด้านนึงยืมมือว่าที่หลานเขย โดยส่งมังกระยอเปี๊ยะเจ้าเมืองสวัลญา ทำการเกลี้ยกล่อมเชิงบังคับให้เมืองบริวารอีก 4 ร่วมมือกันทำการก่อหวอด แข็งข้อ และยื่นเงื่อนไข 3 ประการให้มหิทธินาศรังสรรค์ต้องยินยอม มิเช่นนั้น ก็จะต้องก่อสงครามไม่จบสิ้น เงือนไขข้อแรกก็คือขอยกเลิกสถานะเมืองบริวาร งดส่งบรรณาการให้กับทางราชอาณาจักรอีก 2.ขอเชลยศึกที่ถูกจับกุมตัวไปคืน โดยแลกกับผลิตผลทางการเกษตรแทน และ 3.แต่งตั้งองค์ชายฤทธีรา ขึ้นเป็นองค์รัชทายาทอันดับ 1 แทน เพื่อปูทางไปสู่การขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งมหิทธินาศรังสรรค์แทน  ซึ่งเมื่อมีการยื่นเงื่อนไขไปแล้ว ปรากฏว่าข้างฝ่ายของมหิทธิเกศ ไม่มีใครยอมรับเงื่อนไขของฝ่ายเมืองบริวารได้ เจ้าชายอัศวเทพจึงรับสั่งเปิดศึก โดยใช้ยุทธวิธีแบ่งกองกำลังออกเป็น กองกำลังย่อยๆ เพื่อแยกกันเข้าตีเมืองบริวารทั้ง 5 อันประกอบด้วย ล้านช้าง มอญ กระเหรี่ยง ทะนาน และสวัลญา แต่ไม่คาดคิดยูทธวิธีมีจุดอ่อนหลายประการ ทั้งการขาดเอกภาพในการรบ แม้มีผู้นำในแต่ละทัพแยกออกไป แต่ว่าการส่งกำลังบำรุง และการสื่อสารระหว่างทัพย่อยๆ ไม่สามารถติดต่อกันได้โดยสะดวก และรวดเร็ว แม้ว่าจะมีม้าเร็วคอยวิ่งประสานงานกัน และมีทัพหลวงประจำอยู่ที่มหิทธินาศ โดยเจ้าชายฤทธีรา เป็นผู้ดูแลทัพหลวงอยู่ที่พระนคร พอมองเห็นเหตุการณ์ในภาพรวม ก็เริ่มรู้สึกว่ายุทธวิธีการรบเช่นนี้ ก่อให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรเป็นอันมาก และแล้วก็เป็นจริง เมื่อรบกันไปได้ 2 เดือน เกิดศึกยืดเยื้อ กองกำลังในแต่ละทัพสูญเสียไพร่พลเป็นจำนวนมาก เนื่องจากหลงกลกับดักของฝ่ายเมืองบริวาร ที่ใช้กลยุทธ์แบบกองโจร ซึ่งมังกระยอเปี๊ยะ เป็นผู้นำวิธีการนี้มาใช้ เนื่องจากชำนาญการรบแบบกองโจร คือวางกับดักล่อฝ่ายของราชสำนักมาติดกับ จากนั้นก็ลอบโจมตี ซุ่มโจมตีทำร้าย โดยมีทั้งกับดัก และอาวุธที่ทันสมัย และกองทัพม้าเหล็กของมังกระยอเปี๊ยะ ก็เป็นทัพของเด็กหนุ่มที่ถูกฝึกปรือมาเป็นอย่างดี และยังได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธที่ทันสมัยจากเมืองเว้และรัฐจาม,ขอม ทำให้เหมือนเสือติดปีก ยิ่งรบไปนานเข้าฝ่ายราชสำนักก็บาดเจ็บล้มตายลงไปครี่งหนึ่งของกำลังพลที่ส่งไปรบในแต่ละทัพ จากนั้นเจ้าชายอัศวเทพสั่งถอยทัพกลับทั้งหมด เพื่อกลับมาตั้งหลักใหม่ ด้านออกญาเทพฤทธิ์ และแม่ทัพหมื่นพยัคฆ์กล้า หารือกันว่า ยุทธวิธีการรบของเจ้าชายอัศวเทพผิดพลาดทำให้เกิดการปราชัยแก่ข้าศึก และสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก จึงเสนอต่ออำมาตย์ไกรสิทธิเดช ให้เปลี่ยนตัวผู้บังคับบัญชาการรบใหม่เป็นเจ้าชายฤทธีรา แต่ฝ่ายของอำมาตย์ไกรสิทธิเดช ที่มีพระยาอาจนเรศ และพระลิขิตเมธี ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าความปราชัยนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากเจ้าชายอัศวเทพ แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความปราชัยร่วมกัน




ทัพหน้าบริเวณเมืองล้านช้าง ที่ฝ่ายราชสำนักส่งกองกำลังไปรบนั้นมีจำนวนมากที่สุด เกิดเพลี่ยงพล้ำ บรรดากองกำลังตกอยู่ในวงล้อมกับดักของข้าศึก โดยเฉพาะนักรบอภิบาลกระฏุมพี ซึ่งเป็นนักรบฝีมือดี คู่ใจของเจ้าชายฤทธีรา ตกอยู่ในวงล้อม พอเจ้าชายฤทธีราทราบข่าวจึงลอบไปช่วยเหลือจนเหล่านักรบเหล่านั้น หลุดจากวงล้อมมาได้ และเมื่อกลับมาถึง เจ้าชายฤทธีราทรงสังเกตเห็นว่ากองกำลังของฝ่ายเมืองบริวารมีนักรบหน้าตาคุ้นๆ ทรงนึกออกว่าเป็นทหารของเมืองเว้แน่ๆ เนื่องจากเจ้าชายฤทธีรา มีศักดิ์เป็นพระนัดดาของเจ้านฤทธิ์นรเดช ไปมาหาสู่กับเมืองเว้ตั้งแต่เด็กจึงจำได้ จึงให้อินคาไปสืบที่เมืองเว้ ว่า เมืองเว้ให้การสนับสนุน 5 เมืองบริวารจริงๆ หรือไม่ หรือเป็นเพียงทหารรับจ้างของเมืองเว้ที่มาช่วยทำศึกเท่านั้น แต่ปรากฏว่า พออินคาไปแฝงตัวเป็นสายสืบจนรู้เบาะแสแล้วกลับมารายงานต่อเจ้าชายฤทธีรา กลับกลายเป็นว่า งานนี้ไม่ใช่เพียงแต่เมืองเว้ที่ให้การสนับสนุนต่อเมืองบริวาร แต่ยังมีรัฐจาม และรัฐขอมอยู่เบื้องหลังทัพของพวกเมืองบริวารอีกด้วย ทำให้เจ้าชายฤทธีรา นำเรื่องนี้ไปฟ้องต่ออำมาตย์ไกรสิทธิเดช ที่เป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริงอยู่ในเวลานี้ในราชสำนักมหิทธินาศให้รับทราบ

ด้านเจ้าชายอัศวเทพ พอกลับจากทัพหน้าสู้สึกกับพวกล้านช้างแล้ว รู้ว่าตนเองตกเป็นเป้าติฉินนินทาของพวกข้าราชบริพาร ว่าไม่มีน้ำยา เป็นผุ้นำทัพออกรบแล้วปราชัยพ่ายแพ้ สูญเสียกองกำลังทหารไปเป็นจำนวนมาก เกิดจากตนเองอ่อนด้อยประสบการณ์และไม่มีศักยภาพในเชิงการรบที่ดีพอ ทรงเสียพระทัย จึงตัดสินใจที่จะไปเจรจากับเจ้าเมืองบริวารทั้ง 5 ด้วยตนเอง โดยให้ม้าเร็วส่งสาส์นไปนัดแนะก่อน จากนั้น เจ้าเมืองล้านช้างที่อาวุโสสุด เสนอใช้สถานที่ของตนเป็นที่นัดแนะเจรจา เจ้าชายอัศวเทพเสด็จไปพร้อมพระยาอาจนเรศ พัดเศวก องครักษ์สุทิน โดยไม่ได้บอกแก่อำมาตย์ไกรสิทธิเดช โดยหวังว่ากุศโลบายนี้จะได้ผล โดยเจ้าชายอัศวเทพ เสนอเงื่อนไขกลับมาว่า เงื่อนไขข้อแรกไม่อาจตัดสินใจได้ เพราะไม่มีอำนาจเต็มก็คือ การปลดแอกจากเมืองบริวาร แต่เงื่อนไขข้อที่ 2 สามารถสนองได้ทันที ก็คือปล่อยเชลยศึกคืนให้กับเมืองบริวาร โดยไม่ต้องนำผลิตผลทางการเกษตรมาแลก และเงื่อนไขที่ 3 ขึ้นอยู่กับองค์พ่ออยู่หัวโรจนาถ ที่จะแต่งตั้งองค์รัชทายาทคนใหม่เป็นเจ้าชายฤทธีราหรือไม่ เมื่อฟังแล้ว 5 เมืองบริวาร ก็แบ่งรับแบ่งสู้ เนื่องจากได้ตามเงื่อนไขเพียงข้อเดียว อีก 2 ข้อ เจ้าชายอัศวเทพไม่ใช่ผู้ตัดสินใจ จึงแค่เป็นการมาเจรจาต่อรองเพื่อปรับความสัมพันธ์กันเท่านั้น และพักรบชั่วคราว
อำมาตย์ไกรสิทธิเดช พอทราบจากเจ้าชายฤทธีราว่า เมืองเว้กับรัฐจาม,ขอม อยู่เบื้องหลังเมืองบริวารทั้ง 5 คิดแข็งข้อ จึงเดินทางไปกราบทูลต่อองค์พ่ออยู่หัวโรจนาถราชา ให้ทรงเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำกองทัพใหม่เป็นเจ้าชายฤทธีรา เพราะเห็นแล้วว่าเจ้าชายอัศวเทพไม่ทันเล่ห์กลของฝ่ายเมืองบริวาร และยังกลายเป็นเงื่อนไขเสียเอง ซี่งองค์พ่ออยู่หัวก็ทรงลงพระนามในพระราชโองการแต่งตั้งเจ้าชายฤทธีราเป็นผู้สำเร็จราชการแทน และเป็นผู้นำกองทัพของมหิทธินาศแทนเจ้าชายอัศวเทพ พอเดินทางกลับมา นำราชโองการแต่งตั้งเจ้าชายฤทธีราแล้ว ก็ถามหาเจ้าชายอัศวเทพ ว่าอยู่ที่ใด ก็ไม่มีใครพบ เพราะทุกคนไม่มีใครอยู่ใกล้ชิดเจ้าชายอัศวเทพเลยซักคน และหนล่าสุดที่เจอกันก็คือวันที่ทรงเสด็จแอบไปเจรจาต่อรองกับเจ้าเมืองบริวารทั้ง 5 โดยไม่ได้ปรึกษาใคร เมื่ออำมาตย์ไกร กับเจ้าชายฤทธีราทรงทราบก็รู้สึกว่า การที่เจ้าชายอัศวเทพเสด็จไปโดยพลการ ไม่ได้นำกองกำลังไปด้วย เสี่ยงต่อการถูกพวก 5 เมืองบริวารจับกุม จึงร่วมกันออกตามหา

แท้ที่จริงเจ้าชายอัศเทพ ถูกมังกระยอเปี๊ยะชวนไปดื่มน้ำจัณฑ์ต่อที่บริเวณที่พักของตน เพือต้องการซื้อใจเจ้าชายอัศวเทพ ว่ามีความจริงใจหรือไม่ พอเห็นว่าเจ้าชายอัศวเทพเมามายและพูดจาไม่รู้เรื่องแล้ว จึงให้องครักษ์สุทินส่งเสด็จกลับพระราชวังไป แต่ระหว่างทางที่เสด็จกลับ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

มีชายชุดดำกลุ่มหนึ่งราว 7 คน ซุ่มโจมตี และลอบทำร้ายเจ้าชายอัศวเทพ ซึ่งในเวลานั้นเมามายหมดสติ ไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะต่อสู้ขัดขืนได้ จึงทรงถูกปลงพระชนม์ โดนจ้วงแทงจากกลุ่มคนร้าย และตัดพระเศียรไป ท่ามกลางการเห็นเหตุการณ์ของพัดเศวกที่ติดตามมาเจอเข้ากับเหตุการณ์พอดี แต่ไม่อาจจะช่วยไว้ได้ทัน องครักษ์สุทินแบกร่างของเจ้าชายอัศวเทพขึ้นบนหลังม้า แล้วควบกลับมา เมื่อทุกคนพบเห็นเจ้าชายอัศวเทพ เป็นร่างที่ไร้วิญญาณ ต่างเศร้าโศกเสียใจ ท้องฟ้ามหิทธินาศรังสรรค์มืดมิดในบัดดล สมกับคำทำนายของโหรพราหมณ์ปุราณะภิฌาน แห่งศรีวิชัย ที่เคยเสด็จเยือนและได้เชื้อชวนองค์พ่ออยู่หัวโรจนาถราชา ออกผนวชเป็นพราหมณ์ เพื่อจะได้สร้างบุญบารมีต่ออายุมหิทธินาศรังสรรค์ให้ผ่านพ้นภัยให้ได้ แต่แล้ว ก็ไม่อาจหลีกพ้นการสูญเสีย ทันทีที่ทราบข่าวร้ายนี้องค์พ่ออยู่หัวโรจนาถราชา ก็ทรงแต่งตั้งเจ้าชายฤทธีราเป็นองค์รัชทายาท และเสด็จกลับมหิทธินาศรังสรรค์เพื่อมาเข้าร่วมในงานพระราชพิธีถวายการเคารพพระบรมศพของเจ้าชายอัศวเทพโดยทันที  พ่ออยู่หัวโรจนาถราชายังไม่ต้องการลาสิกขาจากสมณพราหมณ์ แต่ก็ไม่อาจว่างเว้นจากงานปกครองราชการงานเมืองได้ จึงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ แล้วแต่งตั้งเจ้าชายฤทธีรา เป็นพระราชาองค์ใหม่ของมหิทธินาศรังสรรค์ พร้อมด้วยอภิเษกสมรสพระมเหสีสร้อยแก้วให้กับพระเจ้าฤทธีราด้วย  




เหตุการณ์นี้ทำให้เจ้าชายฤทธีรา ผูกใจเจ็บ 5 เมืองบริวาร และประกาศกร้าวว่าจะต้องจัดการกับ 5 เมืองบริวารนี้ให้จงได้ โดยเฉพาะมังกระยอเปี๊ยะ เจ้าเมืองสวัลญา เพราะสงสัยว่าจะเป็นคนอยู่เบื้องหลังปลงพระชนม์เจ้าชายอัศวเทพ และให้เร่งสืบหาพระเศียรของพระเชษฐาที่ถูกโจรชุดดำเอาไป เหตุการณ์นี้นำมาซึ่งแผนย้อนศร ของพระเจ้าฤทธีราที่ร่วมกันวางแผนกับพระมหาเทพสุกรี เพื่อเล่นงานเมืองเว้กลับ

เจ้าชายฤทธีราอาศัยนักรบอภิบาลกระฏุมพี ที่มีรูปกายกำยำแฝงตัวเข้าไปเป็นนักฟ้อนรำดาบ และโชว์การร่ายรำพลองไฟ ต่อหน้าพระพักตร์พระมเหสีและพระสนมของเจ้านฤทธิ์นรเดช ในงานวันคล้ายวันเกิดของพระมเหสี โดยอาศัยนักรบรูปงามเหล่านี้ยั่วยวนเสน่ห์จนพระมเหสีและพระสนมตกบ่วงเสน่ห์ เชื้อชวนไปร่ายรำพลองกันในวัง 2 ต่อ 2 เป็น 2 คู่ โดยเป็นตำหนักส่วนตัว โดยที่ไม่มีทหารเข้าไปข้องแวะ ทำให้พอเสร็จกิจ นักรบทั้ง 2 ทำการลักลอบจับกุมพระมเหสีและพระสนมที่ถูกทำให้สลบและนำตัวไปเป็นตัวประกัน ในขณะที่เจ้าชายฤทธีราเสด็จไปยังเมืองเว้ ไปขอเข้าพบพระอัยกา (เจ้านฤทธิ์นรเดช) เพื่อขอเจรจา โดยเสนอเงื่อนไข 3 ข้อแลกกับการปล่อยตัวพระมเหสีกับพระสนมคืนให้กับพระอัยกา ซี่งเงื่อนไขทั้ง 3 ข้อก็คือ 1.ต้องการให้นำตัวมังกระยอเปี๊ยะออกมา มอบให้แก่ตน 2.ให้พระอัยกาวางมือจากการบงการหรืออยู่เบื้องหลังเมืองบริวารทั้ง 5 ไม่ให้การสนับสนุนด้านการทหารอีก และทำสนธิสัญญาสงบศึกต่อกัน 3.ขอให้คืนพระเศียรศีรษะของเจ้าชายอัศวเทพคืนมา เพื่อนำไปทำพิธีถวายพระบรมศพต่อไป โดยมีคำขู่ว่า ตอนนี้ราชอาณาจักรมหิทธินาศ ไม่ได้มีเพียงกองกำลังที่เป็นเอกเทศแต่ยังได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับนวเกศเศรษฐี และราชอาณาจักรลิขิตเทพ(นิมิตรนคร)ด้วย โดยมีกรุงโลกาบรรณพิภพ นพธารานคร และอมรเมฆาธานี ผนึกกำลังเป็นกองกำลังทหารของฝ่ายพันธมิตร 5 นครรัฐ โดยแสร้งนำธงสัญลักษณ์ตราประจำนครรัฐทั้ง 5 มาแสดงให้ดูด้วย เพื่อที่จะข่มขวัญว่ามหิทธินาศก็มีพวก ไม่ใช่เพียงแต่เว้ร่วมมือกับจาม ขอมและเมืองบริวาร ดังนั้น พระอัยกา (เจ้านฤทธ์นรเดช) จะต้องใคร่ครวญตัดสินพระทัยให้ดี แต่ในเมื่อพระมเหสีกับพระสนมตกอยู่ในมือของฤทธีรา ทำให้ทรงยินยอมในเงื่อนไข เพียงแต่กล่าวว่า จะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับมังกระยอเปี๊ยะอีก ไม่ให้การสนับสนุน แต่เรื่องความแค้นส่วนตัว ก็ขอให้เจ้าชายฤทธีราไปล่าตัวเอาเอง ส่วนเรื่องพระเศียรศีรษะของเจ้าชายอัศวเทพ ทรงกล่าวว่าไม่ได้รับรู้และอยู่เบื้องหลังการลอบปลงพระชนม์ จึงไม่ทราบว่าใครนำพระเศียรไป และอยู่ที่ใด อยู่กับใคร แต่แค่นี้ก็ทำไห้เจ้าชายฤทธีราทรงล่วงรู้แล้วว่า เป็นฝีมือของมังกระยอเปี๊ยะฝ่ายเดียว หลังจากนี้ก็จะสามารถไล่ล่าเอาชีวิตมังกระยอเปี๊ยะได้โดยไม่ต้องมีพระอัยกา เข้ามาช่วยเหลือเกี่ยวข้อง และยังเป็นประกาศให้เมืองเว้ และเมืองบริวารได้รับรู้ด้วยว่า อย่ามาแหยมกับมหิทธินาศในเวลานี้ ก็เพราะว่า ถ้ายังแข็งข้อขัดขืน ก็จะเผชิญศึกกับกองทัพใหญ่ ที่ไม่ใช่มีเพียงแต่กองทัพของมหิทธินาศรังสรรค์เท่านั้น คล้อยหลังเจ้าชายฤทธีรากลับไป ในเวลาต่อมา เมื่อเจ้านฤทธิ์นรเดช นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมของฝ่ายเมืองบริวาร และรัฐพันธมิตรอย่างจาม และขอมแล้ว ได้มีมติที่ประชุมเห็นตรงกันว่า จำเป็นต้องเปิดศึกถล่มกรุงโลกาบรรณพิภพก่อน เพราะว่า ถ้ายึดกรุงโลกาสำเร็จ ด่านต่อไป มหิทธิเกศ ก็ไม่ใช่อุปสรรคใหญ่ ย่อมสามารถยึดครองได้โดยง่ายกว่า ส่วนอีกด้านก็ปรึกษาไปยังรัฐกลิงคะ และรัฐศรีวิชัย ว่าเห็นดีเห็นงามจะร่วมทำศึกเป็นพันธมิตรด้วยหรือไม่ ถ้าสนใจที่จะเข้าร่วม ก็ให้เปิดศึกในสมรภูมิที่แยกกัน นั่นก็คือ ให้ไปถล่มนพธารานครแทน เพราะว่าเป็นรัฐในราชอาณาจักรลิขิตเทพหรือนิมิตรนครเช่นกัน 

เหตุการณ์ในพาร์ทที่ 4 พาร์ทต่อไป เป็นการนำเข้าไปสู่การเปิดศึกสมรภูมิรบอย่างแท้จริงใน 2 สมรภูมิ ก็คือสมรภูมิแผ่นดินใหญ่อุษาคเณย์โดยมีกรุงโลกาบรรณพิภพเป็นศูนย์กลางถูกรุมกินโต๊ะ และสมรภูมิบริเวณมหาสมุทรบริเวณแหลมอินโดจีนโดยมีนพธารานครถูกรุมกินโต๊ะ โปรดติดตามในตอนต่อไป