วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561

บุคคลแห่งปี 2018 (ตอนที่ 2)


สาขาบุคคลดีเด่นแห่งชาติ  7 ท่านได้แก่


1.คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานและผู้ก่อตั้งเครือบริษัทคิงพาวเวอร์ และสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ คุณวิชัยได้เสียชีวิตลง(พร้อมผู้ติดตาม) จากอุบัติภัยร้ายแรงกรณีเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวของท่านตก ที่ข้างสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2561 ขณะกำลังจะเดินทางกลับออกจากสนาม ภายหลังไปชมการแข่งขันฟุตบอลนัดที่เลสเตอร์ซิตี้เป็นทีมเหย้าเจอกับเวสต์แฮมยูไนเต็ด ได้จบลง  การสูญเสียคุณวิชัยในครั้งนี้กลายเป็นการสุญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการกีฬา โดยเฉพาะวงการฟุตบอลทั้งในไทยและอังกฤษ รวมถึงการสูญเสียปูชนียบุคคล ผู้เสียสละทำความดีต่อสังคม และเป็นนักธุรกิจผู้ที่ให้แก่สังคมมากมายหลายวงการ ความดีของท่านจะเป็นที่จดจำของแฟนบอลทั่วโลก และคนไทยตลอดไป


2.ท่านณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร  อดีตผู้ว่าราชการจว.เชียงราย  (ปัจจุบัน ผจว.น่าน) จากวีรกรรมที่ท่านเป็นผู้นำในปฏิการค้นหาและช่วยเหลือ 13 ทีมหมูป่าติดถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ที่จว.เชียงราย โดยขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการ จว.เชียงราย และทำหน้าที่เป็นผู้นำในปฏิบัติการค้นหา ประชุม วางแผน แก้ปัญหา คอยประสานงาน และอำนวยความสะดวกให้แก่หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ และหน่วยงานจากต่างประเทศ จิตอาสา ตลอดจนสื่อมวลชนจากทุกแขนงทั่วโลก ที่เข้ามาติดตามทำข่าว จนประสบความสำเร็จ สามารถนำพา 13 ชีวิตรอดปลอดภัยออกมาได้จนหมด แม้ว่าจะสูญเสียบุคคลอยู่ 1 ท่าน (ก็คือจ่าแซม) ด้วยเหตุสุดวิสัยก็ตาม แต่จากผลงาน วุฒิภาวะการเป็นผู้นำของท่านในปฏิบัติการถ้ำหลวงที่กินเวลา 1 เดือนกว่า สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับทั้งตัวจังหวัด ประเทศไทย จนได้รับคำชื่นชม และยอมรับจากทั้งสื่อ มวลชน และคนทั่วโลก


3.นายวิเชียร ชิณวงษ์  หน.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก บุคคลผู้ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเต็มกำลัง ความสามารถ เที่ยงตรงและยึดมั่นในอุดมการณ์ ที่จะพิทักษ์ ป้องกัน และป้องปราม การกระทำที่ถือเป็นภัยคุกคามสัตว์ทุกชนิดในพื้นป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งจัดเป็นสัตว์หายาก และใกล้สูญพันธุ์ ตามตัวบทกฎหมาย อย่างที่ไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพล อำนาจบาตรใหญ่  นำเจ้าหน้าที่เข้าไปทำการจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูตกับพวกที่เข้าไปล่าเสือดำ ได้เป็นบทพิสูจน์ต่อสังคมทั้งสังคมไทยและสังคมโลกแล้วว่า ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมและถูกต้องแล้ว แม้ว่าในทางคดี จะยังไม่มีบทสรุปที่แน่ชัดออกมาว่า ผู้กระทำความผิดจะได้รับบทลงโทษให้สาสมกับความผิดหรือไม่ แต่ในทางสังคม ต้องถือว่าผู้กระทำความผิด ได้ถูกประณามจากคนทั่วโลกและคนในสังคมไทยไปหมดแล้ว และนี่คือตัวอย่างของคนดีในยุคปี 2018 ที่ควรค่าแก่การเทิดทูนยกย่อง อย่างไม่ต้องสงสัย


4.นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของบุคคลที่ออกหน้าเป็นหัวหอก ในการนำเหยื่อผู้ถูกกระทำในคดีอาชญากรรมหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความอยุติธรรมในสังคม โดยถ้านับเฉพาะผลงานในปีนี้ที่เด่นๆ ก็มีหลายเรื่อง อาทิ ออกมาเปิดโปงการช่วยเหลือวิ่งเต้นคดียาเสพติดของดารานักแสดงท่านนึง ที่มีทนายคนหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องในการรับเงินเพื่อวิ่งเต้นคดีให้ดารานักแสดงผู้นี้พ้นผิด หรือได้รับความผิดเพียงเล็กน้อยจนหลุดคดี โดยมีจนท.ตำรวจและอัยการ สมรู้ร่วมคิดอยู่ในขบวนการนี้ด้วย ซึ่งการออกมาเปิดโปงในครั้งนี้ทำให้ทั้งตัวทนายคนดังและ จนท.ตำรวจคนที่ถูกกล่าวหา ต้องติดร่างแหถูกสอบ และดำเนินคดีอยู่ในเวลานี้ , การเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในคดีมหากาพย์หวยอลเวง 30 ล้าน , และที่โด่งดังและถือเป็นข่าวใหญ่โตอยู่เกือบ 2 สัปดาห์ ก็คือคดีผู้เสียหาย สตรีท่านนึง จากเหตุการณ์ถูกทำร้ายด้วยน้ำกรดจากสามีของตนเอง และเดินทางไปยัง รพ.พระราม 2 แต่เกิดกรณีพิพาทกันระหว่างสตรีผู้เคราะห์ร้ายกับโรงพยาบาล เนื่องจากทาง รพ.พระราม2 ไม่มีแพทย์เวรอยู่ประจำ รพ.ณ ขณะเกิดเหตุ (ตี 3) จนเป็นเหตุให้การรักษาล่าช้า จนทำให้สตรีผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิต และคุณอัจฉริยะ ได้เข้ามาอาสาในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม จนเป็นที่มาของการเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลของ รพ.พระราม 2 ทั้งข้อหาด้านจริยธรรมในวิชาชีพ การไม่รับรักษาคนไข้เมื่ออยู่ในภาวะฉุกเฉินอย่างทันท่วงที โดยต้องการโอนไปยังสถานพยาบาลที่มีสิทธิรักษา ตามมาด้วยการถูกขุดคุ้ยไปถึง วิธีการปฏิบัติต่อคนไข้ฉุกเฉิน การไม่มีแพทย์ประจำในห้องฉุกเฉิน การวินิจวิเคราะห์อาการของคนไข้ไม่ละเอียดหรือถูกต้อง ตลอดจนไปถึงการสร้างอาคารผู้ป่วยนอก ฉุกเฉินผิดแบบ ยังไม่ได้การอนุญาตจากเขต เพราะต่อเติมอาคารที่จอดรถเป็นห้องฉุกเฉินอย่างพลการ ฯลฯ  แม้ว่าทาง รพ.จะไม่ถูกสั่งปิดแบบถาวร แต่ก็ได้รับบทลงโทษอยู่หลายกรณีตามข่าว ที่ได้ติดตาม

5.ทนายรณรงค์ แก้วเพ็ชร์  ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เป็นทนายขวัญใจคนยาก ที่อาสาช่วยเหลือในหลายคดี โดยเฉพาะคดีเมจิกสกิน ที่ทนายรณรงค์ ได้เข้าไปมีส่วนรวบรวมหลักฐานและผู้เสียหาย ยื่นฟ้องเอาผิดเจ้าของโปรดักท์ ที่เข้าข่ายหลอกลวง และฟอกเงิน ทำกันเป็นขบวนการใหญ่โต มีมูลค่าเสียหายนับหลักร้อยล้าน และมีผู้เกี่ยวข้องที่เป็นผู้สูญเสีย หรือเป็นเหยื่อร่วมๆ พันคน ยังมีอีกหลายคดี ที่ทนายรณรงค์ได้เข้าไปให้การช่วยเหลือลูกความจำนวนมากให้สามารถสู้คดี ทวงความยุติธรรมจนพ้นผิด หรือชนะคดี โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน





6.น.ส.ปนิดา ยศปัญญา นศ.ฝึกงาน  คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ข่าวนี้ “นศ.ฝึกงานแฉ! ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งฯ สั่งปลอมเอกสาร เบิกเงิน6.9ล้าน – ไทยรัฐ”  ได้ทำให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ได้กลายเป็นที่พูดถึงและโด่งดังในชั่วข้ามคืน และกลายเป็นผู้จุดประกายให้สื่อมวลชนตามต่อ ตีแผ่ ความไม่ชอบมาของขบวนการทุจริตในกระทรวงพัฒนาสังคมและความยั่งยืนของมนุษย์ ว่ามีข้าราชการตั้งแต่ระดับล่างจนถึงระดับสูง มีส่วนเกี่ยวข้องและรู้เห็นการทุจริตงบในรูปแบบต่างๆ นาๆ และทำกันมานานแล้ว จนเป็นที่มาที่ทำให้ท่านนายกลุงตู่ ออกคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบงบในกระทรวงทุกรูปแบบ และเอาผิดข้าราชการทุกระดับชั้น ไม่ว่าตำแหน่งใด จนเป็นที่มาของการสืบสวนจนรู้ว่า ต้นตอสูงสุดเป็นถึงปลัดกระทรวง และในที่สุดท่านได้ทำอัติวินิบาตกรรมเพื่อหนีคดีและความผิดไป อานิสงส์ความดีของ น.ส.ปนิดา ทำให้เธอได้รับการยกย่องชื่นชมจากหลายหน่วยงาน ได้รับโล่เกียรติคุณ ยกย่องความดี และได้เข้าทำงานในที่ที่เธอต้องการไปเรียบร้อยแล้ว  



7.โปรเม เอรียา จุฑานุกาล นักกีฬากอล์ฟอาชีพหญิง มืออันดับ 1 ของโลกชาวไทย  ไม่บ่อยครั้งที่ประเทศไทยจะมีนักกีฬาในระดับโลก หรือนักกีฬาที่ไปสร้างชื่อเสียงในระดับโลก และยิ่งภายในรอบปี สามารถสร้างเกียรติประวัติเป็นสถิติโลกอีกด้วย แต่ปีที่ผ่านมา กลายเป็นปีทองของ เอรียา จุฑานุกาล หรือที่เรียกว่าโปรเม โปรเม นับเป็นนักกอล์ฟคนแรกในประวัติศาสตร์ที่กวาดทุกรางวัลใหญ่ของ LPGA Tour ในรอบปีเดียวกันขณะที่ครองมือ 1 ของโลก โดยก่อนหน้านี้ โปรเมการันตีรางวัลใหญ่ ๆ อื่น ๆ ไปแล้ว ได้แก่ นักกอล์ฟยอดเยี่ยมแห่งปี Rolex Player of the Year, รางวัลผลงานดีที่สุดในรายการระดับเมเจอร์ Rolex Annika Major Award, ตำแหน่งนักกอล์ฟทำเงินรางวัลสูงสุด และโบนัส 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะนักกอล์ฟที่จบอันดับท็อป 10 มากที่สุดตลอดปี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2561 มีรายงานว่า โปรเม เอรียา จุฑานุกาล นักกอล์ฟสาวมือ 1 ของโลก กวาดรางวัลใหญ่ของ LPGA Tour ครบทุกรางวัลในรอบปี 2018 หลังจากคว้าอีก 2 รางวัลใหญ่ คือ โบนัส 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากคะแนนสะสม Race to CME Globe รวมทั้งรางวัลสกอร์เฉลี่ยยอดเยี่ยม ถ้วยแวร์ โทรฟี่ ไปครอง หลังจบรอบสุดท้าย ศึก CME Group Tour Championship ที่รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน โดยทำผลงาน 12 อันเดอร์พาร์ 276 คว้าอันดับ 5 ร่วม ส่วน โปรโม โมรียา จุฑานุกาล ปิดฉากการแข่งขันในอันดับ 58 ร่วม สกอร์ 5 โอเวอร์พาร์ 293 ผลงานของโปรเมในรายการนี้ยังการันตีอีกรางวัลใหญ่ อย่างถ้วย "แวร์ โทรฟี่" สำหรับนักกอล์ฟที่ทำสกอร์เฉลี่ยต่ำที่สุดของฤดูกาลอีกด้วย โดยโปรเม มีสถิติ 69.415 ตามด้วย มินจี ลี โปรชาวออสเตรเลีย ซึ่งคว้าอันดับ 37 ร่วม ตีเกิน 1 โอเวอร์พาร์ 289 โดยลีมีสกอร์เฉลี่ยมากกว่าโปรเม 0.332  คนไทยทั้งประเทศจึงไม่อาจจะไม่ยินดีกับความสำเร็จของเธอ ที่ได้สร้างชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทย นอกเหนือจากผลงานการเป็นนักกีฬาอาชีพแล้ว ประวัติการดำเนินชีวิตของเธอ และหลักคิด แนวคิดของโปรเม ก็น่าสนใจ และคู่ควรแก่การนำเอาไปเป็นแบบอย่างของเยาวชนหรือคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี
หยิกแกมหยอกจึงขอปรบและสดุดี ยกย่องบุคคลเหล่านี้ ไว้ในทำเนียบบุคคลแห่งปี 2
บทความโดย บล็อกหยิกแกมหยอก

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561

บุคคลแห่งปี 2018 (ตอนที่ 1)



ปีนี้บล็อกหยิกแกมหยอก มองไม่เห็นความโดดเด่นของบรรดาผู้นำประเทศระดับโลกเลย ที่จะมีบทบาทสำคัญในการนำพาโลกไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การศึกษา หรือด้านใดก็ตาม แทบมองไม่เห็นเลยว่า ผู้นำท่านใดจะโดดเด่นขึ้นมาในปีที่ผ่านมาก จึงไปมองหาบรรดานักธุรกิจ หรือผู้นำจิตวิญญาณ หรือผู้นำทางสังคม หรือเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ท่านใดที่พอจะมีผลงานโดดเด่นขึ้นมาบ้าง แต่ก็ปรากฏว่า ยังไม่สามารถเฟ้นหาว่า ผู้ใดจะเหมาะสมกับตำแหน่ง บุคคลแห่งปีในปีนี้ แต่ว่า ก็มีบุคคลท่านนึง ซึ่งจริงๆ แล้วบทบาทหรือสิ่งที่ท่านทำ ไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นมาในปีนี้ แต่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว เพียงแต่ว่ามันมาผลิดอกออกผลให้เห็นเด่นชัดในปีนี้ เราจึงได้ค้นพบแล้วว่า บุคคลที่คู่ควรกับตำแหน่งนี้ในปีนี้ คือใคร
1.สาขาบุคคลดีเด่นต่างประเทศ ประจำปีนี้ได้แก่
นายบิล เกตต์  มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน เจ้าของและผู้ก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์

บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน เจ้าของและผู้ก่อตั้งบริษัท ไมโครซอฟท์ รวมถึงมูลนิธิบิลและเมลินดาเกตส์

ประวัติและภูมิหลังชีวิตของบิลล์ เกตส์

บิลล์ เกตส์ เกิดที่เมืองซีแอทเทิล มลรัฐวอชิงตัน วันที่ 28 ตุลาคม ..1955 บิดาชื่อวิลเลียม เอ็ช เกตส์ จูเนียร์ มีอาชีพนักกฎหมายของบริษัท มารดาชื่อแมรี แมกซ์เวล เกตส์ เป็นสมาชิกคณะกรรมการของ Berkshire Hathaway, First Interstate Bank, Pacific Northwest Bell และคณะกรรมการแห่งชาติของ United Way ชื่อเต็มคือ วิลเลียม เฮนรี เกตส์ที่สาม ปู่ของเขาคือ วิลเลียม เฮนรี เกตส์ ซีเนียร์ บิลล์ เกตส์ โชคดีมากเนื่องจากเขาเพียบพร้อมด้วยกรรมพันธุ์ชั้นดีและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อ อำนวย พ่อ แม่มีการศึกษาดีและมีอันจะกิน ส่วนตายายเป็นเจ้าของธนาคาร หลังเขาเกิดแม่ก็ลาออก จากงานมาเลี้ยงดูเขากับพี่สาวและน้องสาว ผู้เกิดตามมาพร้อมกับสละเวลาบางส่วน ให้กับองค์กรการกุศล บิลล์ เกตส์ จึง เห็นตัวอย่างของการแทนคุณแก่สังคม ตั้งแต่ครั้งเขายังหัวเท่ากำปั้น ยายสนับสนุนให้เขาอ่านหนังสืออย่างต่อ เนื่องพร้อมกับมีรางวัลให้แทบไม่อั้น รวมทั้งกองทุนเป็นเงินถึง 1 ล้านดอลลาร์

บิลล์ เกตส์ พกมันสมองของอัจฉริยะติดมาด้วย เขาสนใจอ่านสารพัดอย่าง เมื่ออ่านแล้วก็จำได้ปานถ่ายรูปแปะไว้ในสมอง เขาสามารถท่องคัมภีร์ซึ่งมีเนื้อหายาวเท่าๆ กับปาติโมกข์ได้ภายใน 3 ชั่วโมงเมื่อตอนอยู่ชั้น ประถม เขามีความสามารถพิเศษในการนำชิ้นส่วนต่างๆ มาประกอบเป็นกลไกสำหรับใช้เป็นเครื่องเล่น บุคลิกเด่นๆ ของ เขา ได้แก่ การเป็นเด็กดื้อ ซน อดทน ชนดะ ต้องเอาชนะให้ได้ และไม่ยอมเสียเวลากระทั่งเสื้อผ้า เมื่อถอดตรง ไหนก็โยนไว้ตรงนั้น ในระหว่างเรียนชั้นประถมเขาเรียนออกหน้าเพื่อนร่วมชั้นทั้งด้านภาษาและด้าน คำนวณ หลัง จากเข้าใจเนื้อหาแล้วก็มักก่อกวนเพื่อนร่วมชั้นและสร้างความรำคาญให้แก่ครู

ขณะที่เขาเรียนอยู่ในชั้นมัธยม บิลล์ เกตส์เข้าศึกษาที่โรงเรียนเลคไซด์ อันเป็นโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดในเมืองซีแอทเทิลซึ่งรับเฉพาะเด็กหัวกะทิ จากครอบครัวมั่งคั่ง ดังเช่นครอบครัวของเขาเท่านั้น การมีการศึกษาดีทำให้พ่อแม่ตระหนักอย่างรวดเร็วว่า การ สร้างความรำคาญในชั้นเรียนของลูกชายเป็นการแสดงออกของความเบื่อหน่าย หลังจากเขาเข้าใจเนื้อหาของวิชาที่ ครูสอน ก่อนคนอื่น โดย เฉพาะโรงเรียนมีอุปกรณ์ช่วยการเรียนการสอนมากมายและให้อิสระ แก่นักเรียนที่จะทำอะไรๆ ตามความสนใจได้มากกว่าปกติ สถานีใช้คอมพิวเตอร์ (Computer terminal) ซึ่ง ต่อสายไปยังคอมพิวเตอร์ ขนาดใหญ่ของบริษัทที่ให้เช่า และนั่นเป็นสิ่งที่บิลล์ เกตส์ ติดงอมแงมทันทีเมื่อโรงเรียนนำมาติดตั้งหลัง เขาเข้าเรียนได้ไม่นาน มันทำให้เขาได้เพื่อนรุ่นพี่ชื่อ พอล อัลเลน ซึ่งติดเล่นกับสถานีใช้คอมพิวเตอร์แบบงอมแงม เช่นกัน เพื่อนสนิทคนนี้ต่อมามีบทบาทสำคัญในการร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ โรงเรียนสามารถเรี่ยไรเงิน จากพ่อแม่ของนักเรียนได้แทบไม่อั้น เมื่อต้องการนำไปซื้อเวลาคอมพิวเตอร์เพิ่มให้แก่พวกเขา
หลังจากเรียนใช้คอมพิวเตอร์ได้ไม่นาน บิลล์ เกตส์ ก็ได้นำเวลาของบริษัทมาใช้ ยัง ผลให้เขาถูกห้ามใช้ คอมพิวเตอร์อยู่ระยะหนึ่ง หลังจากหมดโทษเขากลับทำผิดร้ายแรงขึ้นไปอีก โดยการเขียนโปรแกรมจำพวก สร้างปัญหา ส่งไปตามสายจนทำให้คอมพิวเตอร์ของบริษัทขัดข้อง คราวนี้แทนที่จะถูกทำโทษเขาได้รับเชิญให้ไป ใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัทในตอนกลางคืนแทน เมื่อคน อื่นกลับบ้านหมดแล้ว เพื่อค้นหาความบกพร่องการทำงานของ คอมพิวเตอร์ ชื่อเสียงของเขาค่อยๆ โด่งดัง และมีบริษัทว่าจ้างให้เขาไปทำงาน ด้านค้นหาความบกพร่องของโปรแกรมตั้งแต่ตอนก่อนเขาเรียนจบชั้นมัธยม โรงเรียนอนุญาตเขาให้หยุดเรียนชั่วคราวได้เพื่อไปทำงานนั้น ในขณะเดียวกันเขากับเพื่อนสนิทก็เริ่มมีธุรกิจ รับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้องค์กรต่างๆ

ความสามารถในการสอบข้อสอบมาตรฐาน ด้าน คณิตศาสตร์ ได้คะแนนเต็มเป็นกุญแจชั้นดีที่เปิดประตูมหาวิทยาลัยได้ทุกแห่ง เขาเลือกบินข้ามประเทศไปเรียนที่ฮาร์วาร์ด ทั้งที่เพื่อนสนิทพอล อัลเลน ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยใกล้บ้านเกิดของเขาแล้ว ตอนเข้าเรียนใหม่ๆ เขายัง ไม่แน่ใจ ว่าจะเลือกอะไรเป็นวิชาเอกนอกจากคิดว่าเมื่อถึงเวลาก็จะเลือกวิชาคณิตศาสตร์ แต่เขาเปลี่ยนใจเมื่อได้ พบกับนักศึกษาที่จะเลือกเอกวิชานั้น เพราะเขารู้ทันทีว่ายังมีคนเก่งกว่าเขาอีกมาก การ ไม่รู้จะเรียนเอกอะไรทำให้เขารู้สึกเคว้งคว้างและใช้เวลาว่างส่วนใหญ่เล่น ไพ่และอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์ นอกจากนั้นเขาไปลงทะเบียนเรียนวิชาในระดับปริญญาโท-เอกหลายวิชา ปรากฏว่าเขาสอบได้ที่ 1 ในวิชาเศรษฐศาสตร์ทั้งที่ไม่เคยเข้าเรียนในชั้นเรียนเลย เพียงแค่อ่านตำรา 1 สัปดาห์ก่อนสอบกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งสอบได้ที่ 2 เพื่อนคนนั้นต่อมาได้กลายเป็นมือขวาของเขา และในขณะนี้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้บริหารของไมโครซอฟท์

ฮาร์วาร์ดสร้างจุดพลิกผันสำคัญ เพิ่มขึ้นให้แก่บิลล์ เกตส์ ในจำนวนจุดพลิกผันที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ ได้แก่ ใน ระหว่างที่พอล อัลเลน เดินทางข้ามประเทศไปเยี่ยมเขาที่นั่น ทั้งสองออกไปเดินเล่นกันแล้วเหลือบไปเห็น นิตยสารด้านอิเล็กทรอนิกส์ ที่ขึ้นปกด้วยรูปของคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ มันมีมนต์ขลังถึงขนาดบันดาลให้บิลล์ เกตส์ เลิกเล่นไพ่และพอล อัลเลน ลาออกจากงานเพื่อร่วมกันทุ่มเทเวลาหาทางเขียนซอฟต์แวร์สำหรับ คอมพิวเตอร์แบบนั้น ซึ่งทั้งสองยังไม่เคยเห็นตัวจริงเสียด้วยซ้ำว่าเป็นอย่างไร หลังจากอดตาหลับขับตานอนอยู่ 2 เดือน พอล อัลเลน ก็นำโปรแกรมที่ทั้งสองช่วยกันพัฒนา ไปเสนอแก่บริษัทเจ้าของคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่รัฐนิวเม็กซิโก ปรากฏ ว่าโปรแกรมนั้นทำงานได้สร้างความอัศจรรย์ใจ ให้ผู้รู้เห็นทุกคน บริษัทนั้นจ้างพอล อัลเลน ทันที อีกไม่นานต่อมาบิลล์ เกตส์ ก็ลาออกจากฮาร์วาร์ด เพื่อเดินทางไปตั้งหุ้นส่วนเขียนซอฟต์แวร์กับเพื่อนสนิทของเขาที่ นิวเม็กซิโก หุ้นส่วนนั้นคือเมล็ดพันธุ์ที่พัฒนามาเป็นบริษัทไมโครซอฟท์

เมื่อเรียนอยู่ชั้นปี 3 เขา ก็ตัดสินใจหันหลังให้กับใบปริญญา ลาออกจากฮาร์วาร์ด แล้วร่วมกับพอล อัลเลน เพื่อนสมัยเด็ก ทุ่มเทพลังงานทั้งหมดสร้างบริษัทไมโครซอฟต์ได้สำเร็จภายใน 2 ปี ด้วยความเชื่อว่าในอนาคตคอมพิวเตอร์จะต้องกลาย เป็นเครื่องมือส่วนบุคคล และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกๆโต๊ะทำงาน และทุกๆบ้าน การคาดการณ์ล่วงหน้าที่แม่นยำและวิสัยทัศน์ ที่กว้างไกลในเรื่องนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของไมโครซอฟต์ในเวลาต่อมา

ไมโครซอฟต์ใช้เงินลงทุนมากกว่า 4 พัน ล้านดอลล่าร์ในการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ให้ทันสมัย และคิดกลยุทธ์พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลา แม้ว่าในช่วงหลัง อัตราการเติบโตของบริษัทจะลดลง แต่เกตส์ก็ยังคงครองตำแหน่งเจ้าพ่อด้านซอฟต์แวร์ของโลกเหมือนเดิม ด้วยรายได้กว่า28,000ล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทสาขาใน 74 ประเทศและมีพนักงานกว่า 50,000 คน  นอกจากหลงใหลคอมพิวเตอร์และ ซอฟต์แวร์แล้ว เกตส์ยังสนใจเทคโนโลยีชีวภาพด้วย เขาร่วมลงทุนและอยู่ในคณะกรรมการ ของบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านนี้หลายแห่ง ทั้งยังก่อตั้งหน่วยงานที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก สำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสาร งานศิลปะ และภาพถ่ายให้เป็นเอกสารระบบดิจิตอลที่สามารถใช้ได้ทั่วโลก และลงทุนในธุรกิจอื่นๆ เช่น โทรศัพท์ ดาวเทียม ฯลฯ เพื่อเตรียม พร้อมสำหรับการให้บริการด้านการสื่อสารแบบสองทางในอนาคต  หนังสือเรื่อง Business @ the Speed of Thought ที่เขาเขียนขึ้นในปี ค.ศ.1999 เสนอแนวทางใหม่ในการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ แก้ไขปัญหาธุรกิจขั้นพื้นฐาน และได้รับการตีพิมพ์ถึง 25 ภาษา จำหน่ายใน 60 ประเทศ และขึ้นอันดับเป็นหนังสือขายดีในหลายๆ ชาร์ต เช่นเดียวกับเล่มก่อนหน้านี้ที่ชื่อ The Road Ahead ก็ขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ตของ New York Times นานถึง 7 สัปดาห์ ซึ่งรายได้ จากการขายหนังสือ เขาได้บริจาคให้กับองค์กรไม่แสวงหากำไรที่สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการ ศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพ
ด้านครอบครัว เกตส์สมรสกับ เมลินดา เฟร้นช์ เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1994 ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 3 คนคือ เจนนิเฟอร์ แคทารีน เกตส์(เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1996) โรรี จอห์น เกตส์ (เกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1999) และ ฟีบี อาเดล เกตส์ (เกิดเมื่อวันที่ 14กันยายน ค.ศ. 2002)

ในขณะที่เขาเป็นบุคคลสาธารณะที่สุดในโลกคนหนึ่ง เกตส์กลับชอบเก็บตัว เขาหลงใหลการอ่าน และสนุกกับการเล่นกอล์ฟและไพ่บริดจ์ ในวันหยุดเขามักจะพาครอบครัวคือเมลินดา เฟรนช์ เกตส์ ภรรยาและลูก ๆ อีก 3 คนไปอยู่กับพ่อของเขา
กว่า 32 ปีอันเป็นช่วงเวลาที่บิลล์ เกตส์ เริ่มก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ถึงวันที่เขาเกษียณตัวเอง เขา มีร่างกายพิเศษที่แม้จะไม่ได้หลับได้นอนเป็นเวลานานๆ แต่ร่างกายของ เขาทนทานต่อการหักโหมได้ไม่เฉพาะในระหว่างอยู่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่เขา หักโหมร่างกายโดยการเล่นไพ่และอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์ตลอดวันตลอดคืน ในระหว่างการสร้างบริษัทไมโครซอฟท์ก็เช่นกัน บ่อยครั้งพนักงาน ที่เข้ามาทำงานในตอนเช้าจะพบเขานอนหลับอยู่กับพื้นห้องเพราะเขาทำงานจนดึก ดื่นทุกคืน และบางครั้งไม่ยอม เสียเวลาเดินทางกลับบ้าน เมื่อง่วงจัดจนทนไม่ไหวจริงๆ เขาก็ลงนอนหลับกลิ้งอยู่บนพื้นห้องทำงาน

อาจดูเหมือนบุคลิกของเขาจะเป็นคนรุกกร้าวไม่มีคำว่าแพ้ แต่ บิลล์ เกตส์ เป็นผู้รู้จักฟังโดยเฉพาะ จาก พนักงานของบริษัท ไมโครซอฟท์ พนักงานทุกคนสามารถส่งข้อเสนอโดยตรงไปถึงเขาได้ และเขามักใช้เวลาตอนดึกๆ ตอบอีเมล์ของ พนักงาน นอกจากนั้นเขายังมักพาพนักงานออกไปใช้เวลานอกสำนักงานเพื่อช่วยกันระดมสมอง เขาจะไม่ถือสาถ้า พนักงานไม่เห็นด้วยกับมุมมองของเขาและยินดีจะเปลี่ยนใจและนำข้อเสนอของ พนักงานไปใช้ ถ้าข้อเสนอนั้น เหนือชั้นกว่าของเขา ความใจกว้างนี้มีผลให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในไมโครซอฟท์เสมอมา
แม้เขาจะทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำตลอด ทั้งปี แต่เขาจะมีเวลาเป็นของตัวเองปีละ 2 ครั้ง ครั้งละหนึ่ง สัปดาห์ ในช่วงหนึ่งสัปดาห์นี้เขาจะหนีไปเก็บตัวอยู่ในสถานที่ห่างไกลที่ไม่มีอะไร รบกวน เขาจะใช้เวลาอ่านหนังสือใหม่ๆ ที่เขาไม่มีโอกาสอ่านพร้อมกับศึกษาเหตุการณ์ต่างๆ รวมทั้งในด้านธุรกิจ การใช้เวลาคิดอย่างลึกซึ้ง ถึงทุกสิ่งรอบด้านนี้ มีผลดีต่อทั้งการวางแผนระยะยาวของไมโครซอฟท์และกลยุทธ์ที่จะใช้ต่อไปในช่วง เวลาสั้นๆ นอกจากนั้นเขายังได้แนวคิดใหม่ๆ ซึ่งนำไปสู่การเขียนหนังสือ 2 เล่ม ได้แก่ The Road Ahead ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2538 และ Business @ the Speed of Thought ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2542 เล่มหลังนี้พูดถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพของการทำธุรกิจ

แม้ว่า บิลล์ เกตส์ จะเป็นอภิมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของโลกตั้งแต่ อายุ 39 ปี แต่เขาเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวเรื่องการใช้เงินเมื่อเทียบกับมหาเศรษฐีอื่นๆ นอกจากบ้านราคาเป็นหลักสิบ ล้านดอลลาร์และรถยนต์ราคาเรือนแสนดอลลาร์แล้ว เขาไม่นิยมสะสมตุ๊กตาราคาแพงเช่นมหาเศรษฐีส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเรือยอชต์ เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ สนามกอล์ฟ บ้านตากอากาศ หรืองานศิลปะ เงินของเขาส่วน ใหญ่ถูกนำไปใช้ในการลงทุนและเพื่อการกุศล ในด้านการลงทุนนานๆ จึงจะมีข่าวรั่วไหลออกมาว่าเขาไปลงทุนที่ นั่นที่นี่ ฉะนั้นจึงไม่มีใครรู้แนวคิดและการปฏิบัติของเขาแบบเต็มร้อย ส่วนในด้านการกุศล เขาและภรรยาได้ตั้ง มูลนิธิขึ้นมาเพื่อดำเนินงาน ฉะนั้นด้านนี้มีข้อมูลละเอียด หลังการเกษียณตัวเองเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2008 ที่ผ่านมา บิลล์ เกตส์ เริ่มใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับงานการกุศลของมูลนิธิชื่อว่า Bill & Melinda Gates Foundation

บิลล์ เกตส์ และภรรยา ก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาเมื่อปี 2543 ในช่วงเวลา 8 ปีเขาทั้งสองได้สละทรัพย์สินส่วนตัวให้มูลนิธิ แล้ว 34000 ล้านดอลลาร์ อภิมหาเศรษฐีวอร์เรน บัฟเฟตต์ เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของเขาได้บริจาคสมทบอีก 3,360 ล้านดอลลาร์ และจะบริจาคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกราว 30000 ล้านดอลลาร์ ทรัพย์สินกองนี้เป็นเสมือนต้นทุนที่มูลนิธิ จะนำมาหมุนหาดอกผลเพื่อนำไปใช้ในโครงการการกุศลทั่วโลก ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิใช้ดอกผลไปใน โครงการการกุศลต่างๆ แล้ว 16,500 ล้านดอลลาร์ ทั้งโครงการในสหรัฐอเมริกาและในอีกกว่า 100 ประเทศ

โครงการแบ่งออกเป็น 3 ด้านด้วยกันคือ

1. ด้านการพัฒนา **ตัวอย่างของโครงการด้านการพัฒนา ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาเพื่อแสวงหาพันธุ์พืชอาหารที่ทนทานต่อความแห้ง แล้งในทวีปแอฟริกา โครงการนี้มูลนิธิของเขาบริจาคไป 264.5 ล้านดอลลาร์

2. ด้านสุขภาพ **ตัวอย่างของโครงการด้านสุขภาพ ได้แก่ การพัฒนาวัคซีนเพื่อต่อสู้กับเชื้อมาลาเรียดื้อยาเป็นเงิน 287 ล้านดอลลาร์

3. ด้านที่เกี่ยวกับสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะ **ตัวอย่างของโครงการในสหรัฐ อเมริกา ได้แก่ การให้ทุนการศึกษาแก่มหาวิทยาลัยซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำจำนวน 1, 370 ล้านดอลลาร์

การมองโลกของบิลล์ เกตส์ นอกจากจะมองว่าโลกทั้งหมดคือฐานของการสร้างความ ร่ำรวยที่เขาจะต้องตอบแทนคุณแล้ว เขามองว่าในขณะนี้โลกมีศัตรูคู่อาฆาตในรูปของปัญหาหนักหนาสาหัสทาง ด้านการแพร่กระจายของเชื้อโรค ด้านการขาดการศึกษาและด้านความด้อยพัฒนาซึ่งแสดงออกมาในรูปของความ ยากจน การต่อสู้กับศัตรูครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งซึ่งชาวโลกจะต้องร่วมมือกัน มิฉะนั้นโอกาสจะชนะมีน้อย เนื่องจาก กองทัพต้องมีทั้งกำลังทรัพย์และขุนศึก ชาวโลกจะต้องสละทั้งทรัพย์และขันอาสาออกมาสู้ศึกตามความสามารถ ของตน บิลล์ เกตส์ ไม่เพียงแต่พูด หากต้องการทำให้ชาวโลกเห็นเป็นตัวอย่างด้วย

ในวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 2005 สำนักวิเทศสัมพันธ์ของสหราชอาณาจักรได้ประกาศว่า บิลล์ เกตส์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการอัศวินแห่งจักรวรรดิบริเตน อันเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตอบแทนที่ต่อสิ่งเขาได้อุทิศให้กับบริษัทในสหราชอาณาจักร และความพยายามของเขาในการลดปัญหาความยากจนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกแต่เนื่องจากเขาไม่ได้เป็นบุคคลสัญชาติในกลุ่มประเทศเครือจักรภพ เขาจึงไม่สามารถใช้คำนำหน้าว่า เซอร์ ได้ แต่เราต้องใส่อักษร“KBE” (Knight Commander of The British Empire)ตามหลังชื่อของเขา

การที่ทรัพย์สินสุทธิของเกตส์ มีมูลค่าลดลงตั้งแต่ปี .. 2000 เป็น ต้นมา มีสาเหตุมาจากการที่หุ้นของไมโครซอฟท์มีราคาลดลง รวมถึงการที่เขาได้บริจาคเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้องค์กรการกุศลของเขา และแม้เขาจะมีรายได้ลดลง ตามรายงานของนิตยสารฟอร์บในปี ..2004 เกตส์ยังได้บริจาคเงินรวมกว่า 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับองค์กรการกุศลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

เดือนกรกฎาคม 2006 บิลล์ เกตส์ ประกาศอำลาตำแหน่งสถาปนิกซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ เพื่อจะได้มีเวลาอุทิศตนเพื่องานการกุศลของมูลนิธิบิลล์และเมลินดา เกตส์มากขึ้น โดยขอเวลาสองปีเพื่อถ่ายโอนงานให้เรียบร้อย กระทั่งในที่สุดเมื่อวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน ค.ศ.2008 บิลล์ เกตส์ เกษียณตัวเองจากงานเต็มเวลาในบริษัทไมโครซอฟท์ด้วยอายุ 52 ปี กับ 8 เดือน จากวันนี้ไปเขาจะทำงานให้ไมโครซอฟท์เพียงสัปดาห์ละ 1 วัน ส่วนเวลาที่เหลือเขาจะอุทิศตนเพื่องานการกุศลของมูลนิธิ บิลล์และเมลินดา เกตส์เพิ่มมากขึ้น

โลกของเราใบนี้จะดีขึ้นกว่า ปัจจุบันมาก หากชนชั้นเศรษฐีจะมีจิตสำนึกเช่นบิลล์ เกตส์ นั่นคือการตระหนักในความโชคดีของตนเองและรู้จักพอเพียงแล้วอุทิศกำลังกาย กำลังสมองและกำลังทรัพย์ส่วนหนึ่ง เพื่อช่วยกันขจัดปัญหาใหญ่ๆ ในชุมชนซึ่งตนอาศัยอยู่ ชุมชนนั้นอาจเป็นหมู่บ้านเล็กๆ หรือชุมชนขนาดใหญ่ในระดับประเทศและระดับโลกก็ได้


เกียรติประวัติ บิลล์ เกตส์
· ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยวาเซดะ .. 2005
· รางวัลเกียรติยศผู้บัญชาการอัศวินแห่งจักรวรรดิบริเตน จากสหราชอาณาจักร ตามประกาศเมื่อปี ค.. 2005
· ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันเทคโนโลยีหลวง (Royal Institute of Technology) กรุงสต็อกโฮล์มประเทศสวีเดน .. 2002
· ติดหนึ่งใน 100 อันดับบุคคลสำคัญผู้มีอิทธิพลต่อประชาชนในสื่อต่าง ๆ จากการจัดอันดับของ หนังสือพิมพ์ เดอะ การ์เดียนค.. 2001
· ติดอันดับบุคคลผู้มีอำนาจนิตยสารซันเดย์ ไทม .. 1999
· อันดับ 2 ในการจัดอันดับ 100 ดาวรุ่งนิตยสารอัพไซด์ .. 1999
· อันดับ 1 ในการจัดอันดับ 50 ดาวรุ่งในโลกไซเบอร์นิตยสารไทม .. 1998
· อันดับที่ 28 ใน 100 อันดับบุคคลสำคัญผู้มีอิทธิพลในวงการกีฬานิตยสารสปอร์ตติง นิวส์ .. 1997
· ผู้บริหารระดับสูงแห่งปีนิตยสารชีฟ เอกเซกคูทีฟ ออฟฟิซเซอร์ .. 1994
· นักกีฏวิทยา ได้ตั้งชื่อแมลงวันตอมดอกไม้พันธุ์หนึ่งว่า Eristalis gatesi ตามชื่อของบิลล์ เกตส์ เพื่อเป็นเกียรติ์แก่เขา

ประเด็นด้านการช่วยเหลือทางสังคม

การมองโลกของบิลล์ เกตส์ นอกจากจะมองว่าโลกทั้งหมดคือฐานของการสร้างความ ร่ำรวยที่เขาจะต้องตอบแทนคุณแล้ว เขามองว่าในขณะนี้โลกมีศัตรูคู่อาฆาตในรูปของปัญหาหนักหนาสาหัสทาง ด้านการแพร่กระจายของเชื้อโรค ด้านการขาดการศึกษาและด้านความด้อยพัฒนาซึ่งแสดงออกมาในรูปของความ ยากจน การต่อสู้กับศัตรูครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งซึ่งชาวโลกจะต้องร่วมมือกัน มิฉะนั้นโอกาสจะชนะมีน้อย เนื่องจากกองทัพต้องมีทั้งกำลังทรัพย์และขุนศึก ชาวโลกจะต้องสละทั้งทรัพย์และขันอาสาออกมาสู้ศึกตามความสามารถ ของตน บิลล์ เกตส์ ไม่เพียงแต่พูด หากต้องการทำให้ชาวโลกเห็นเป็นตัวอย่างด้วย  การที่เค้าร่ำรวยมหาศาล ครองอันดับ 1 ของโลก 13 ปีติดต่อกัน ด้วยทรัพย์สินกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 2 ล้าน ล้านบาท และด้วยทรัพย์สินกองใหญ่ขนาดนั้นย่อมทำให้บิลล์ เกตส์ หมดความจำเป็นที่จะต้องตรากตรำไปทำงานเพื่อการยังชีพ แต่คนที่มีพลังผลักดันภายในสูงยิ่งเช่น บิลล์ เกตส์ ย่อมอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ฉะนั้นเขาจะไม่หยุดทำงานหลังจากสละตำแหน่งใหญ่ๆ ในไมโครซอฟท์แล้ว หากจะทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ให้กับมูลนิธิเพื่อการกุศลที่เขาและภรรยาตั้งขึ้น ชื่อว่า Bill & Melinda Gates Foundationมูลนิธินี้มีคำขวัญว่าBringing innovations in health and learning to the global community ซึ่งมีความหมายว่า “เพื่อนำนวัตกรรมด้านสุขภาพและด้านการเรียนรู้ไปสู่ชุมชนโลก“ คำ ขวัญนี้สะท้อนความตั้งใจของบิลล์ เกตส์ และภรรยาที่ต้องการจะใช้สมบัติกองใหญ่และความรู้ความสามารถของตนช่วยขจัดโรค ร้ายและอวิชชาให้หมดไปจากโลก  ณ วันนี้ Bill & Melinda Gates Foundation เป็นมูลนิธิที่มีทรัพย์สินมากที่สุดในโลก เพราะได้รับบริจาค จากสองสามีภรรยาแล้วกว่า 29,000 ล้าน ดอลลาร์ และจะได้รับเพิ่มอีก เนื่องจาก ทั้งสองได้ประกาศไว้นานแล้วว่า จะกันทรัพย์สินเพียงส่วนน้อยเท่านั้นไว้ให้แก่ลูกๆ ส่วนที่เหลือจะยกให้แก่มูลนิธิ คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าในสหรัฐ ผู้บริจาคทรัพย์ให้แก่มูลนิธิเพื่อการกุศลได้รับการลดหย่อนภาษีจากรัฐบาลโดย เฉพาะภาษีมรดก ฉะนั้นมูลนิธิจำนวนมากจึงถูกตั้งขึ้นหรือได้รับบริจาคทรัพย์จากมหาเศรษฐี  การเกษียณตัวเอง จากไมโครซอฟท์และทิ้งรายได้ประจำเป็นจำนวนมากของบิลล์ เกตส์ อาจเป็นที่แปลกใจของหลายวงการ แต่สำหรับผู้ที่ติดตามความคิดความอ่าน และการดำเนินชีวิตของเขามาเป็นเวลานานคงไม่แปลกใจเลย(ในปัจจุบันมีหนังสือเกี่ยวกับบิลล์ เกตส์ ในตลาดจำนวนมาก รวมทั้งหนังสือที่เขาเขียนเอง เช่น The Road Ahead และ Business @ the Speed of Thought
นอกจากจะมีมันสมองระดับอัจฉริยะ และมีพลังผลักดันภายในไม่ต่ำกว่าใครในโลกแล้ว บิลล์ เกตส์ มีจิตสำนึกสูงยิ่ง โดยเฉพาะในความโชคดีของตนเอง การตระหนักในความโชคดีนั้นทำให้เขาต้องการตั้งมูลนิธิขึ้น เพื่อตอบแทนคุณแก่สังคม เนื่องจากบริษัทของเขาร่ำรวยด้วยการขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั่วโลก “สังคม“ ของเขา จึงเป็นชุมชนโลกทั้งหมด

นับตั้งแต่วันก่อตั้งมูลนิธิ Bill & Melinda Gates ได้ให้เงินสนับสนุนแก่โครงการต่างๆ แล้วราว 10,500 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนั้นราว 30% บริจาคให้แก่โครงการในสหรัฐ เพื่อประโยชน์ของชาวอเมริกัน ส่วนอีก 70% บริจาคให้โครงการในประเทศต่างๆ กว่า 100ประเทศ โดยเฉพาะแก่โครงการเพื่อขจัดโรคร้าย เช่น เอดส์ มาลาเรียและวัณโรค และเพื่อปลูกฝีและฉีดยาให้เด็กเกิดใหม่ในประเทศด้อยพัฒนา

ประเด็นด้านการเป็นผู้นำทางธุรกิจที่แตกต่าง

การที่ธุรกิจเต็มไปด้วยการแข่งขันจากทุกมุมโลก ทั้งคู่แข่งที่ยังไม่เกิดหรือเกิดขึ้นแล้วโดยที่คุณไม่รู้ตัวด้วยรูปแบบ ธุรกิจของเขาเหล่านั้นอาจจะทำให้ธุรกิจที่มีอยู่แล้วตกยุคไปทันที ด้วยการแข่งขันที่ไม่ได้เน้นกันที่ตัวสินค้าหรือบริการอีกต่อไปแต่เป็นการ แข่งขันกันที่รูปแบบทางธุรกิจว่าใครเหนือกว่า

บิลล์ เกตส์ ชายที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจากธุรกิจซอฟต์แวร์ ก็ เชื่อมั่นในแนวคิดดังกล่าวเขาเห็นว่า แม้รูปแบบทางธุรกิจใหม่ๆ เหล่านี้อาจยังไม่ชัดเจนในแง่ประสิทธิภาพ และเต็มไปด้วยความเสี่ยงก็ตามแต่เราก็ไม่อาจปฎิเสธสิ่งนี้ได้ และรูปแบบทางธุรกิจที่ร้อนแรงและน่ากลัวที่กำลังกล่าวนี้คือ รูปแบบการดำเนินธุรกิจบนเว็บไซต์นั่นเอง

ด้วยการจัดการทางธุรกิจในยุคใหม่ ที่อาศัยศาสตร์ทางเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการดำเนินงานขององค์กร เราจึงขอเรียก รูปแบบการดำเนินงานขององค์กร เราจึงขอเรียกรูปแบบการดำเนินธุรกิจในลักษณะนี้ว่า “E-Corporation” ซึ่ง มิได้เพียงเพื่อตอบสนอง การใช้ตัวอิเล็คทรอนิคส์มาเป็นสื่อทางการตลาดเพียงเพื่อตอบสนองลูกค้าเท่า นั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการผนวกการใช้คอมพิวเตอร์ การใช้โปรแกรมเว็บ เทคโนโลยีและโปรแกรมที่สลับซับซ้อนที่เรียกกันว่า enterprise software มา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธุรกิจอย่างเบ็ดเสร็จ ที่ส่งผลต่อภาวการณ์แข่งขันอันรุนแรงในหลากหลายแห่งพร้อม ๆกับเป็นวิกฤตสำหรับธุรกิจบางแห่งเช่นกัน

บางครั้งเราอาจพบว่ามีความคลั่งไคล้ อินเตอร์เน็ตจนเกินงามแต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าอินเตอร์เน็ตนั่นกำลัง เปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคและผู้ผลิตอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่จะ จิตนาการได้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตไม่เป็นเพียงแต่ แค่เป็นช่องทางใหม่ของการทำตลาด ช่องการทำโฆษณา หรือเป็นตัวเร่งของการทำธุรกรรมให้เร็วขึ้นเท่านั้นแต่อินเทอร์เน็ต นั้นเป็นฐานสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมในรูปโฉมใหม่แล้ว

ธุรกิจได้มีการปรับเปลี่ยนและ พัฒนารูปแบบอยู่อย่างต่อเนื่อง และทุกครั้งที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบทางธุรกิจเราจะมีผู้นำธุรกิจ เกิดขึ้นมาใหม่เสมอ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือธุรกิจการค้าปลีก ครั้งหนึ่งบริษัท Woolsworth ไม่เคยว่าบริษัทอย่าง Sears จะ มาปรากฎตัวกลาย เป็นผู้นำแทนบริษัทเขาได้ และครั้งแล้วครั้งเล่าที่บริษัทเหล่านี้มองข้ามความสำคัญของรูปแบบทางธุรกิจ ใหม่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้น จนสูญเสียความ เป็นผู้นำทางธุรกิจ การเกิดขึ้นของบริษัท Wal-Mart ในปี 1962 จนกลายเป็นเจ้าแห่ง Supply-chain ก็ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด ดังนั้นเราจะ ต้องทำความเข้าใจถึงศักยภาพของอินเทอร์เน็ตและสร้างความมั่นใจให้ได้ว่า ธุรกิจของเรามีความพร้อมที่จะรองรับกระแสการปฏิวัติจากอินเทอร์เน็ต ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้

แน่นอนว่าธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ต ไม่อาจทดแทนการซื้อขายทำธุรกิจในรูปแบบเดิม ๆ ได้อย่างสิ้นเชิง แต่ก็ไม่มี รูปแบบทางธุรกิจใดที่สร้างรายได้จากทั่วทุกมุมโลกภายในเวลาสั้น ๆ ชั่วการวิ่งของอิเล็คตรอน ปัจจัยสำคัญจึงมิได้อยู่ เพียงแค่การเติบโตแบบบททวีของผู้ใช้งานเครือข่าย อินเทอร์เน็ต หากแต่อยู่ที่ความคาดหวังของผู้บริโภคจะได้รับต่างหาก ด้วยความเร็วและระบบที่เปิดกว้างของเครือข่ายผู้บริโภคย่อมคาดหวังในสิ่งที่ ตนจะได้รับทั้งในแง่ของ ความสะดวกสบาย ความเร็ว ราคา การให้บริการ ตลอดจนข้อมูลในการเปรียบเทียบซึ่งความคาดหวังเหล่านี้ได้สร้างมิติใหม่ที่ สร้างความสั่นสะเทือน ให้กับระบบเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบให้กับแนวทางหรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมภาคต่าง ๆ ในขณะนี้

ประเด็นความคิดนอกกรอบสู่การเปลี่ยนแปลงแห่งรูปแบบการศึกษา (E-Learning)
ความคิดของบิลล์ เกตส์ นับ เป็นนวัตกรรมใหม่ด้านการศึกษา ด้วยการนำระบบคอมพิวเตอร์สมัยใหม่และทางด่วนข้อมูล ที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ทั่วโลกเข้ามาเป็นตัวกระตุ้นการปฏิวัติระบบการ เรียนการสอนที่มีอยู่เดิม ถึงแม้ว่าเขาจะย้ำว่าห้องเรียนยังคงมีอยู่เหมือนเดิม เพื่อลดการต่อต้านด้านเทคโนโลยี แต่จากรายละเอียดที่เขานำเสนอ จะพบว่าการเรียนการสอนในอนาคตจะต้องมีแนวโน้ม เปลี่ยนไปมาก

เขาให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยตระหนักถึงการนำระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้กับการศึกษา เขาวาดฝันไว้ว่า โรงเรียนทุกแห่งจะปฏิวัติระบบการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โดยได้เสนอความเห็นในเรื่องการศึกษา ดังนี้
1. การเรียนมิได้มีเฉพาะในห้องเรียน บิลล์ เกตส์กล่าวว่าการเรียนไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในห้องเรียนและอยู่ภายใต้ การควบคุมกำกับของครูเท่านั้น ในโลกยุคปัจจุบันคนสามารถที่จะเรียนได้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะทางด่วนข้อมูล (Information Superhighway) ซึ่งกำลังจะมีบทบาทและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษาของมนุษย์

2. ผู้เรียนมีความแตกต่างระหว่าง บุคคล เขาได้อ้างทฤษฎีอาจารย์วิชาการศึกษาที่ว่า เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน จึงจำเป็นจะต้องจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะเด็กแต่ละคนมีความรู้ ความเข้าใจ ประสบการณ์ และการมองโลกแตกต่างกันออกไป

3. การเรียนที่ตอบสนองความต้องการรายคน เขามีความเห็นว่าการจัดการศึกษาที่สอนเด็กจำนวนมาก (Mass Production Education) โดย รูปแบบที่จัดเป็นรายชั้นเรียนในปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการของเด็กเป็นรายคนได้ แต่ด้วยพลังอำนาจและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การเรียนตามความต้องการของแต่ละคน (Tailor-made Education) ซึ่งเป็นความฝันของนักการศึกษามานานแล้วนั้น สามารถจะเป็นจริงได้ โดยมีครูคอยให้การดูแลช่วยเหลือและแนะนำ

4. การเรียนโดยใช้สื่อประสม บิลล์ เกตส์ฝันว่าในอนาคตห้องเรียนทุกห้องจะมีสื่อประสม (Multimedia) จาก เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เด็กสามารถเลือกเรียนเรื่องต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ ซึ่งในปัจจุบันได้มีบริษัทธุรกิจต่างๆ ผลิตสื่อประสมไว้มากมายหลายรูปแบบ และสอดคล้องกับเนื้อหาที่จะเรียน สื่อประสมจะเข้ามาในรูปของซีดีรอม (CD-Rom) บนทางด่วนข้อมูลโดยต่อเชื่อมโยงเข้ากับ Internet ที่เป็นระบบ World Wide Web ช่วยให้เด็กสามารถเห็นภาพ ฟังเสียง ดูการเคลื่อนไหว ฯลฯ และมีสถานการณ์สมมุติต่าง ๆ ที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยตนเองได้

5. บทบาทของทางด่วนข้อมูลกับการสอน ของครู ปัจจุบันครูต้องทำงานหนักเพื่อเตรียมการสอนตลอดเวลา แต่ด้วยระบบเครือข่ายทางด่วนข้อมูลจะทำให้ได้ครูที่สอนเก่งจากที่ต่าง ๆ มากมายมาเป็นต้นแบบ และสิ่งที่ครูสอนนั้นแทนที่จะใช้กับเด็กเพียงกลุ่มเดียวก็สามารถสร้าง Web Site ของตนหรือของโรงเรียนขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ออกไปให้โรงเรียนอื่นได้ใช้ด้วย ทางด่วนข้อมูลที่ทำให้สื่อสารระหว่างกันได้ (interactive network) จะช่วยปฏิวัติเรื่องการเรียนการสอนได้มาก

6. บทบาทของครูที่เปลี่ยนไป เขากล่าวว่า ครูจะมีหลายบทบาทหน้าที่คือ บทบาทที่ 1 ทำหน้าที่เหมือนกับผู้ฝึก(Coach) ของนักศึกษา คอยช่วยเหลือให้คำแนะนำ บทบาทที่ 2 เป็นเพื่อน (Partner) ของผู้เรียน บทบาทที่ 3 เป็นทางออกที่สร้างสรรค์ (Creative Outlet)ให้กับเด็ก และบทบาทที่ 4 เป็น สะพานการสื่อสารที่เชื่อมโยงระหว่างเด็กกับโลก ซึ่งอันนี้ก็คือบทบาทที่ยิ่งใหญ่ของครู ถ้าครูทำบทบาทอย่างนี้ได้ การเรียนการสอนจะมีความสนุกสนานขึ้นอย่างมาก

7. ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ระบบทางด่วนข้อมูลคอมพิวเตอร์นี้จะช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างนัก เรียน ครู และผู้ปกครอง เช่น การส่ง E-mail จากครู ไปถึงผู้ปกครอง เพื่อรายงานผลการเรียนของนักเรียน ซึ่งแต่เดิมเป็นเรื่องที่ยาก จะต้องส่งเป็นจดหมายหรือต้องพบกัน แต่ในระบบใหม่จะสามารถส่ง E-mail ถึงกันได้ ทำให้สามารถคุยหรือสื่อสารกันได้ทั้ง 3 ฝ่าย คือ ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ด้วยความสามารถของคอมพิวเตอร์จะช่วยให้การจัดการศึกษาของเด็กง่าย และสะดวก และมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น

บทบาทที่บิลล์ เกตส์ ทำการส่งเสริมต่อระบบการศึกษา รวมถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยโดย การให้ความร่วมมือในการส่งเสริมความได้เปรียบในการแข่งขันให้แก่ประเทศไทย จากแนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคต โดยไมโครซอฟท์ได้มีการลงทุนในด้านงบประมาณ บุคลากรและทรัพยากรต่าง ๆ คิดเป็นมูลค่ากว่า 140 ล้าน บาท ทั้งการจัดหาซอฟท์แวร์คุณภาพในราคาประหยัดให้สำหรับใช้กับคอมพิวเตอร์ใน โรงเรียนทั่วประเทศไทย ทั้งนี้เป็นสืบเนื่องจากการเยือนประเทศไทย วันที่ 30 มิถุนายน พ.. 2548 จะเห็นว่าคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทต่อระบบการศึกษาของประเทศเราเป็นอย่างมาก โดย เฉพาะระบบไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีคุณภาพได้มาตรฐานมากขึ้น แต่ราคาต่ำพอที่โรงเรียนต่างๆ จะจัดหามาใช้ได้ โดยความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในงานด้านต่างๆนั้น เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า คอมพิวเตอร์ได้เข้ามาสู่ระบบการศึกษาและการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบมากขึ้น สถานศึกษาจำนวนไม่น้อยที่จัดหาคอมพิวเตอร์มาใช้งานในสถานศึกษา ทั้งในด้านการบริหารงานและในกิจกรรมการเรียนการสอนกันมากขึ้น โดยจัดร่วมกับระบบการสื่อสารในรูปแบบและลักษณะต่างๆ ที่เรียกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งประโยชน์ที่ผู้เรียนได้เรียนได้รับอย่างชัดเจนคือได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และในขณะที่ผู้สอนก็ได้ใช้ทรัพยากรนี้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนการ สอนอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นการช่วยเหลือและสนับสนุนทางด้านการศึกษา
บิลล์ เกตส์ บริจาคทุนการศึกษาแก่สถาบันการศึกษาทั่วโลกที่ขาดแคลนเงิน และมีการให้ทุนวิจัยเพื่อป้องกันและรักษาโรคเอดส์ โดยในระยะเวลาเพียงแค่ 6 ปีมูลนิธิของเกตส์และภรรยามียอดบริจาคเงินช่วยเหลือคนทั่วโลกไปแล้วกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ1ล้านล้านบาท

ประเด็นด้านการตระหนักถึงสุขภาพที่ดีของเพื่อนร่วมโลกโดยการต่อต้านการสูบบุหรี่
บิลล์ เกตส์และไมเคิล บลูมเบิร์ก ร่วมลงทุนกว่า 500 ล้าน ดอลลาร์เพื่อต่อต้านการสูบบุหรี่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนานาประเทศใช้มาตรการอย่างเป็นรูปธรรมในการลดการสูบ บุหรี่เพื่อรักษาชีวิตของผู้คนทั่วโลก โดยการช่วยให้รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาสามารถกำหนดนโยบายและเพิ่มงบประมาณ ในการควบคุมการสูบบุหรี่ในประเทศของตนได้ จากการศึกษาพบว่าหากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ผู้คน 1 พันล้านคนหรือกว่า 2 ใน 3 ของ ประชากรในประเทศกำลังพัฒนา อาจเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ได้ ทั้งนี้ พอลล่า จอห์นส์ กรรมการบริหารพันธมิตรเพื่อการควบคุมการสูบบุหรี่แห่งบราซิล และ ชาร์ลี โรส ผู้สื่อข่าวชื่อดัง ต่างก็มีส่วนร่วมกับบลูมเบิร์ก และ เกตส์ ในการประกาศปณิธานดังกล่าวเช่นกัน  ขณะเดียวกันมูลนิธิ บิลล์ แอนด์ เมลินดา เกตส์ (The Bill and Melinda Gates Foundation) ก็ ประกาศลงทุนมูลค่า 125 ล้านดอลลาร์ในโครงการต่อต้านการสูบบุหรี่เป็นระยะเวลา 5 ปี พร้อมบริจาคเงิน 24 ล้านดอลลาร์ให้กับโครงการบลูมเบิร์ก นอกจากนั้นมูลนิธิเกตส์ยังสนับสนุนความพยายามในการลดอัตราการสูบบุหรี่ใน ประเทศจีนและอินเดีย รวมถึงช่วยป้องกันมิให้การสูบบุหรี่แพร่หลายในแอฟริกาด้วย

โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากการสูบบุหรี่ถือเป็นหนึ่งในโรคร้ายที่สุดสำหรับประเทศกำลังพัฒนา” บิลล์ เกตส์ ประธานร่วมของมูลนิธิเกตส์ กล่าว “แต่ อย่างน้อยเราก็มีวิธีป้องกันมิให้โรคร้ายดังกล่าวคร่าชีวิตผู้คนหลายล้านคน และปัจจุบันก็มีหลายฝ่ายที่กำลังพยายามอย่างหนักในการแก้ปัญหาดังกล่าวเรา รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้การสนับสนุนนายกเทศมนตรีบลูมเบิร์ก ผู้ที่ต่อสู้กับการสูบบุหรี่ในมหานครนิวยอร์กและทั่วโลกมาโดยตลอด บลูม เบิร์ก และ เกตส์ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลและผู้นำทางธุรกิจร่วมกันต่อต้านการสูบบุหรี่ด้วยการ ช่วยเพิ่มช่องทางในการควบคุมการสูบบุหรี่และสนับสนุนนโยบายเพื่อลดการสูบ บุหรี่ ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า ประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางซึ่งมีประชากรร่วม 3.9 พันล้านคน มีค่าใช้จ่ายในการควบคุมการสูบบุหรี่รวมกันไม่ถึง 20 ล้านดอลลาร์ต่อปี ทั้งที่มีการเก็บภาษีบุหรี่ได้กว่า 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์

มหานครนิวยอร์กประกาศตัวเป็นเมืองปลอดบุหรี่เมื่อปี พ.ศ.2545 ซึ่ง ในขณะนั้นมีเพียงรัฐเดียวในสหรัฐอเมริกาที่ปลอดบุหรี่ และไม่มีประเทศใดในโลกเลยที่ปลอดบุหรี่ แต่ในปัจจุบันหลายรัฐในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศเริ่มประกาศตัวเป็นพื้นที่ ปลอดบุหรี่ ในขณะเดียวกันความสำเร็จในการต่อต้านการสูบบุหรี่ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก

'บิล เกตส์' บริจาคเงินให้โครงการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์
มหาเศรษฐี บิล เกตส์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทคอมพิวเตอร์ ไมโครซอฟต์ (Microsoft) ประกาศมอบเงินบริจาคมูลค่า 12 ล้านดอลลาร์ ให้กับโครงการพัฒนาวัคซีนที่สามารถใช้กับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์
บิล เกตส์ ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ในการประชุมประจำปีด้านการแพทย์ที่นครบอสตัน ว่าเงินทุนส่วนนี้สนับสนุนโดยมูลนิธิ Bill and Melinda Gates และจากครอบครัวของผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Google นายแลร์รี เพจ โดยนักวิจัยที่กำลังทำงานเพื่อพัฒนาวัคซีนดังกล่าว สามารถสมัครขอรับเงินทุนเพื่อการวิจัยนี้ได้ทันที

แต่ละปี เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มักมีการปรับตัวหรือกลายพันธุ์อยู่เสมอ ทำให้วัคซีนที่ใช้อยู่นั้นไม่สามารถให้ผลป้องกันเชื้อไวรัสได้ 100% แต่จะมีประสิทธิผลแตกต่างกันไปในแต่ละปี

ลักษณะนิสัยและวิธีการทำงานของบิลล์ เกตส์ที่ส่งเสริมให้เขาประสบความสำเร็จ  ความรักครอบครัว

สิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยส่งเสริมเขาให้สามารถมายืนถึงจุดนี้ได้นั้นก็คือครอบครัว” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือวันหนึ่งขณะที่ บิลล์ เกตส์ได้จัดงานวันเกิดให้กับลูกสาวอายุ 5 ขวบ เขาถามลูกว่า ลูกอยากได้อะไร บอกพ่อมา หุ่นยนต์คอมพิวเตอร์ พ่อจะสั่งลูกน้องสร้างให้ลูกเป็นพิเศษ หรือ ลูกสุนัขตัวสวยงามหรือจะไปเที่ยวรอบโลก พ่อก็จะพาไป แต่ลูกสาวตอบว่า ไม่ต้องการอะไรเลย นอกจากตัวของคุณพ่อ อยากให้พ่อกลับบ้านเร็วๆมาสอนหนูทำการบ้าน มาเล่นกับหนู และ เล่านิทานให้หนูฟังก่อนนอน หนูก็พอใจแล้ว  เมื่อ บิลล์ เกตส์ ได้ฟังดังนั้นเขาน้ำตาคลอเบ้า กอดลูกไว้แน่น จากนั้นเขาได้ออกระเบียบให้พนักงานบริษัทไมโครซอฟท์ที่มีลูกทุกคนเลิกงาน ก่อนหกโมงเย็นเพื่อกลับบ้านไปใช้เวลากับลูก ส่วนตัวเขาเองต้องกลับบ้านก่อน 6 โมง เย็นทุกวัน ใช้เวลากับลูกสาวที่เขารักมากที่สุด หลายครั้งเรามักคิดว่า งานสำคัญกว่าลูก เราทำงานจนไม่มีเวลาสำหรับครอบครัว สำหรับลูก ลูกคือของขวัญและรางวัลจากพระเจ้า

การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
บิลล์ เกตส์ได้เดินตามวิสัยทัศน์ของเขาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของไมโครซอฟท์ ด้วยความคิดว่า… “คอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานทุกแห่งและในบ้านทุกหลัง

การใช้ชีวิตด้วยความอดทนไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก
นอกจาก บิลล์ เกตส์ จะมีมันสมองของ อัจฉริยะแล้วเค้ายังมีร่างกายพิเศษที่ได้มาจากพ่อแม่ คือแม้จะไม่ได้หลับได้นอนเป็นเวลานานๆ แต่ร่างกายของ เขาทนทานต่อการหักโหมได้ ไม่เฉพาะในระหว่างอยู่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้นที่เขาหักโหมร่างกายโดยการเล่น ไพ่ และอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์ตลอดวันตลอดคืน ซึ่งในระหว่างการสร้างบริษัทไมโครซอฟท์ก็เช่นกัน บ่อยครั้งพนักงาน ที่เข้ามาทำงานในตอนเช้าจะพบเขานอนหลับอยู่กับพื้นห้องเพราะเขาทำงานจนดึก ดื่นทุกคืน และบางครั้งไม่ยอม เสียเวลาเดินทางกลับบ้าน เมื่อง่วงจัดจนทนไม่ไหวจริงๆ เขาก็ลงนอนหลับกลิ้งอยู่บนพื้นห้องทำงาน  ทุกการทำ งานของบิลล์ เกตส์ ถึงแม้ว่าจะพบเจอกับอุปสรรคนานัปการ แต่เขาก็ไม่เคยย่อท้อ ต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เขาจะตั้งสติแล้วค่อยหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป ซึ่งความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าต่อการแก้ไขปัญหาของเขาเป็นแรงผลักดันให้เขา แก้ไขปัญหาได้สำเร็จ

การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน

บิลล์ เกตส์ และภรรยา ก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาเมื่อปี 2543 ในช่วงเวลา 8 ปีเขาทั้งสองได้สละทรัพย์สินส่วนตัวให้มูลนิธิ แล้ว 34, 000 ล้านดอลลาร์ อภิมหาเศรษฐีวอร์เรน บัฟเฟตต์ เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งของเขาได้บริจาคสมทบอีก 3,360 ล้านดอลลาร์ และจะบริจาคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกราว 30,000 ล้านดอลลาร์ ทรัพย์สินกองนี้เป็นเสมือนต้นทุนที่มูลนิธิ จะนำมาหมุนหาดอกผลเพื่อนำไปใช้ในโครงการการกุศลทั่วโลก ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิใช้ดอกผลไปใน โครงการการกุศลต่างๆ แล้ว 16,500 ล้านดอลลาร์ ทั้งโครงการในสหรัฐอเมริกาและในอีกกว่า 100 ประเทศ  อย่างไรก็ตาม ความเป็นสุดยอดของบิลล์ เกตส์ที่โลกทั้งโลกต้องยกย่องและคารวะให้อย่างหมดใจนั้น มิได้อยู่ที่ตัวเลขความร่ำรวย หรือความเป็นนักธุรกิจที่เก่งฉกาจ แต่อยู่ตรงที่ความเป็นคนที่มีมนุษยธรรม มีหัวใจแห่งความเมตตา และมีปรัชญาการดำรงชีวิตที่ดีงาม นอกจากเค้าจะตระหนักในความโชคดีของตนเองและรู้จักพอเพียงแล้วเค้ายังอุทิศ กำลังกาย กำลังสมองและกำลังทรัพย์ส่วนหนึ่ง เพื่อ ช่วยกันขจัดปัญหาใหญ่ๆ ในชุมชนซึ่งตนอาศัยอยู่ ชุมชนนั้นอาจเป็นหมู่บ้านเล็กๆ หรือชุมชนขนาดใหญ่ในระดับประเทศและระดับโลกซึ่งสิ่งเหล่านี้เค้าถือว่าเป็น การตอบแทนสังคม อันเป็นการแสดงถึงความมีคุณธรรมและจริยธรรมของมหาเศรษฐีของโลกคนนี้ ซึ่ง สมควรเป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคลทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง เค้าแสดงให้เห็นว่าความร่ำรวยไม่ใช่ที่สุดในชีวิต แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือสังคมโดยไม่มีการแบ่งสีผิว หรือชนชั้นใดๆ ทั้งสิ้น โลกใบนี้จะไม่มีใครลืมเค้า “อภิมหาเศรษฐีที่รู้จักคำว่าพอเพียง



(เครดิตข้อมูลจากบทความของคุณ Phatrsamon Rattanangkun จากเพจ http://phatrasamon.blogspot.com)


วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2561

รวมงานเขียน จัดทำในรูปพ็อคเก็ตบุ้ค ของนิติชัช (แอดมินบล็อก)



1. นวนิยาย "พิภพราชา"   แนวแอ็คชั่นแฟนตาซี ,พีเรียดแฟนตาซี

                                        ฉบับพิมพ์ใหม่ ปกใหม่    4 ภาค  (4 เล่ม) จบ   ชุดละ 1,400  บาท

                                        ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปกเก่า  4 ภาค (4 เล่ม) จบ ชุดละ 1,000  บาท

                                        ค่าจัดส่ง  80  บาท


2.  นวนิยาย  "รหัสสังหาร"   แนวไซไฟทริลเลอร์,ทริลเลอร์ย้อนเวลา

                                                                        2 ภาค  (2 เล่ม)  จบ  ชุดละ  700  บาท

                                                                        ค่าจัดส่ง   40  บาท




3. นวนิยาย  "ผู้สืบชะตาแผ่นดิน"  แนวพีเรียด,โรแมนติกดราม่า 

                                                                                        2  ภาค  (2 เล่ม)  จบ  ชุดละ  700  บาท
                                                         
                                                                                        ค่าจัดส่ง  40  บาท 



4.  รวมเรื่องสั้น "มนุษย์เมืองกรุง"

เรื่องสั้น 11  ตอน     เล่มละ   200  บาท   ค่าจัดส่ง  15 บาท




5.  นวนิยาย   "Friendship รักของนักฟุตบอล"   แนว Yaoi

เล่มเดียวจบ   เล่มละ  300  บาท  ค่าจัดส่ง 15 บาท


โอนเงินเข้าบัญชี ธ.ไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 062-2-00789-4  ชื่อบัญชี ยศณัฏฐ์  หัตถการุณย์

ตามจำนวนเงินค่าหนังสือ +  ค่าจัดส่ง   หรือเข้าไปสอบถาม ระบุชื่อหนังสือที่ต้องการสั่งซื้อ ให้ชื่อที่อยู่ ที่ต้องการให้จัดส่งหนังสือ  โดยเข้าไปที่ INBOX ของเพจ ชั้นวางหนังสือของนิติชัช  หรือ www.facebook.com/Nitishut

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561

วันคล้ายวันพระราชสมภพ ในหลวง ร.9



เนื่องในวาระดิถีอันเป็นวันมหามงคล วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ในหลวง ร.9) และยังเป็นวันพ่อแห่งชาติ

เพจหยิกแกมหยอก และในฐานะลูกของพ่อทุกคน ขอน้อมนำพระราชดำริ ที่เคยทรงได้พระราชทานให้แก่คนไทยทุกคน น้อมนำไปปฏิบัติ และเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตสืบไป

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า เพจหยิกแกมหยอก

เครดิตภาพจาก MGR online