วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โลกมายาฮอลลีวู้ด ตอนที่ 8 สิบอันดับผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้าของยุคนี้ (6)


โลกมายาฮอลลีวู้ด  ตอนที่  8  สิบอันดับผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้าของยุคนี้ (6)

1.Steven Spielberg  
2.James Cameron
3.Ridley Scott
4.Christopher Nolan
5.Peter Jackson
6.Michael Bay
7.J J Abrams
8 Anthony & Joe Russo , Zack Snyder, Brian Singer
9.Guillermo del Toro
10.2 พี่น้อง Wachowski คือ Lana & Lilly Wachowski 


6. Michael Bay ผู้เขียนขอข้ามอันดับ 6 จะไม่ลงลึกในรายละเอียด เนื่องจากไม่ใช่ผู้กำกับสไตล์ที่ชอบ ถ้าเปรียบแล้ว Michael Bay  ก็คืออาหลอง (ฉลอง ภักดีวิจิตร) ของฮอลลีวู้ด คืองานของผู้กำกับท่านนี้ จะเป็นหนังแอ็คชั่น แบบใช้สเปเชียลเอ็ฟเฟ็คท์ แบบบู๊ล้างผลาญ (ระเบิดเมือง เผารถ,เผาตึกเป็นว่าเล่น)  แต่ใช่ว่า ไม่มีงานของผกก.ท่านนี้ที่ชอบเลย ยังพอมีอยู่เหมือนกัน ในบางเรื่อง ของ Michael Bay ชอบงานในยุคแรกๆ ของเขาก็คือเรื่อง Bad Boys (1995) ,The Rock (1996)  ,Amageddon (1998) , Pearl Harbor (2001) ,The Island (2005) ส่วนงานที่สร้างรายได้และสร้างชื่อให้เขามากที่สุดอย่าง Transformers ผู้เขียนไม่ชอบและไม่ดูเลยซักภาค รู้สึกเป็นหนังที่แทบไม่มีบทหรือเส้นเรื่องให้จับต้องได้เลย เป็นต้น








7. J.J. Abrams  
เกิดวันที่ 27 Jun 1966 อายุ 52 ปี เกิดที่นิวยอร์ก อเมริกา  มีการระบุอาชีพของเขาไว้มากมาย อาทิ ผู้กำกกับภาพยนตร์,โปรดิวเซอร์,มือเขียนบท,นักแสดง,ผู้ควบคุมวง  เขาสมรสแล้วกับเคธี แม็คกราธ มีบุตรด้วยกัน3 คน  




เขาเริ่มมีเครดิตชื่อเสียงจากการเข้ามากำกับซีรีส์/เขียนบทเรื่อง Felicity,Alias และ Lost จนโด่งดัง เป็นมือเขียนบท ภ.ชื่อดังหลายเรื่อง อาทิ 
 Forever Young(1992),Amageddon(1998),Joy Ride (2001),Mission Impossible 3(2006) จนเขาได้รับความไว้วางใจจากสตูดิโอพาราเม้าท์ พิคเจอร์ ให้มากำกับภาพยนตร์ชุดแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Star Trek ให้กลับมาทันสมัยและเข้ากับยุคสมัย ตามรอยของ Nolan ที่เข้ามาชุบชีวิตภาพยนตร์ชุด Bat Man ของค่ายวอร์เนอร์ จนประสบความสำเร็จมาแล้ว โจทย์ยากของ J.J.Abrams จึงต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ ภ.ชุด Star Trek กลับมายิ่งใหญ่เทียบเคียง Star Wars ให้ได้ แม้ว่าเขาจะเป็นสาวกของ ภ.ชุด Star Wars แต่กลับต้องมารับผิดชอบโปรเจ็คท์คู่แข่งอย่าง Star Trek เขาจึงต้องเริ่มต้นกระบวนการความคิดใหม่ ตีความใหม่ และรีเฟรชภาพลักษณ์ Star Trek ให้ทันสมัยเข้ากับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ยานอวกาศอันเชื่องช้า  เปลี่ยนความคลาสสิคัล ไซไฟอันเก่าโบราณคร่ำครึให้เป็น นีโอไซไฟแบบคัลท์ไซไฟ ให้เข้าไปอยู่ในหัวใจของเด็กรุ่นใหม่ให้ได้ โปรเจ็คท์ Star Trek ฉบับรีบู๊ตจึงเริ่มขึ้นในปี 2009 เป็นปฐมบทฉบับรีบู๊ตที่ไม่มีชื่อตอน และเขาไม่ได้เขียนบทเอง รับหน้าที่กำกับอย่างเดียว ต้องถือว่าเขาประสบความสำเร็จมากทีเดียว ด้วยทุนสร้าง 150 ล้านเหรียญ แต่ ภ.Star Trek เวอร์ชั่นนี้สามารถทำรายได้ไปจบที่ 385.7 ล้านเหรียญ และเป็นการกลับมาของ Star Trek ที่พอจะสู้กับ Star Wars ยุคใหม่ได้ ไม่อายสาวกคู่แข่ง 




และยิ่งเป็นการสร้างชื่อให้กับ J.J.Abrams ขึ้นไปอีก ตอกย้ำความสำเร็จมากขึ้นไปอีกกับ Star Trek : Into Darkness (2013) กลายเป็นว่าค่ายคู่แข่งอย่าง Disney รีบดึงตัวเขาไปกำกับ Star Wars : The Force Awakens ซึ่งเป็นภาคที่ 7 ของสตาร์วอร์ส แล้วเขาก็ไม่ทำให้สตูดิโอ Disney ผิดหวัง เมื่อ Star Wars ภาคนี้ประสบความสำเร็จถล่มทลาย ด้วยทุนสร้างจริง 258.6 บวกค่าการตลาดรวมแล้ว 306 ล้านเหรียญ แต่ทำรายได้ไปจบ 2.068 พันล้านเหรียญสหรัฐ กลายเป็นติดอันดับภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดของปี และสูงสุดตลอดกาล อันดับ 3 ของโลก เป็นรองแค่ Avatar กับ Titanic และพอเขารับงานของสตูดิโอคู่แข่งไปแล้ว เขาก็ไม่มีโอกาสกลับไปกำกับ ภ.ชุด Star Trek อีกเลย โปรเจ็คท์ Star Trek ที่เขาได้ปูพื้น สร้างรากฐานเอาไว้ก็ต้องให้ผกก.คนอื่นมาสานงานต่อ ,ภ.Star Trek : Beyond เขายังนั่งเป็นโปรดิวเซอร์ให้ แต่เปลียนผู้กำกับเป็น Justin Lin ทุนสร้าง 185 ล้านเหรียญ ทำรายได้ไปจบที่ 343.5 ล้านเหรียญ และภาพยนตร์ชุดนี้ ยังไม่มีข่าวคราวออกมาเลยว่า จะมีภาคต่อในอนาคตอีกหรือไม่ โปรเจ็คท์ถูกพับเงียบไป เนื่องจาก J.J.Abrams หนีไปทำงานให้สตูดิโอดิสนีย์แทน  




จุดเด่นของงานของ Abrams คือ เขาหาสมดุลของโปรดักชั่นกับบทภาพยนตร์ได้อย่างลงตัว ไปด้วยกัน ไม่มีส่วนไหนเด่นกลบอีกด้านนึงจนกลายเป็นจุดอ่อน และเขากล้าที่จะคิดออกนอกกรอบเดิมๆ อะไรที่เป็นขนบเก่าๆ แต่ใช้ไม่ได้ผล หรือไม่เวิร์คแล้วในปัจจุบัน เขากล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และไม่ใช่แค่เปลี่ยนเพื่อให้ดูรู้สึกแค่แปลกใหม่ แต่เขาคิดไปได้ไกลกว่านั้น ต้องเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดที่สามารถสร้างรากฐานและจุดยืนใหม่ๆขึ้นมา ทำให้ตัวหนังหรือซีรีส์มันมีเส้นเรื่องต่อยอดไปได้ไกลมากกว่านั้น ยกตัวอย่าง ซีรีส์ Lost , ภ.เรื่อง Star Trek (ฉบับรีบู๊ต)  และ Star Wars (Episode 7,9)  และข่าวดีสำหรับแฟนคลับของ J.J. Abrams เขาได้รับความไว้วางใจจากสตูดิโอดิสนีย์ให้กลับมานั่งแท่นผู้กำกับและเขียนบทด้วย ในโปรเจ็คท์ Star Wars Episode 9 ซึ่งยังไม่มีชื่อตอน คาดว่าจะกลับมายิ่งใหญ่ (อยู่ระหว่างเตรียมงาน) ภายหลัง Episode 8 The Last Jedi เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในโปรเจ็คท์นี้



ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ J.J. Abrams แยกตามรายปี ที่ออกฉาย มีดังนี้

2006   Mission Impossible 3
2009   Star Trek
2011   Super 8
2013   Star Trek : Into Darkness
2015   Star Wars : The Force Awakens
2019   Star Wars  Episode 9 (Next Project)




ผลงานการกำกับภาพยนตร์ซีรีส์ชุดทางทีวี  แยกตามรายปี ที่ออกฉาย มีดังนี้
1998-2002  Felicity
2001-2006  Alias
2004-2010  Lost
2006          Jimmy Kimmel  Live!
2007          The Office
2009          Anatomy of Hope
2010          Undercovers     

ในบรรดาหนังของ J.J. Abrams มีเรื่องใดได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆ บ้าง ดังนี้

ปี 2005,2006 เวที ASCAP film & television ได้รับรางวัล Top TV Series ,เวที Directors Guild of America ได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม และเวที Emmy Award ได้รางวัล ผกก,ภาพยนตร์ซีรีส์ยอดเยี่ยม,เขียนบทยอดเยี่ยม จากเรื่องเดี่ยวกันทั้งหมดคือ Lost   ปี 2009,2010 เวที Scream Awards,SFX Awards ได้รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเรื่อง Star Trek, ปี 2011 เวที Scream Awards ,Bam Award ได้รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเรื่อง Super 8, ปี 2014,2016 เวที Saturn Award,Empire Awards,Jupiter Award ได้รางวัลบท,กำกับ,หนังไซไฟยอดเยี่ยม,หนังต่างประเทศยอดเยี่ยม จากเรื่อง Star Wars : The Force Awakens เป็นต้น

เว็บไซต์ Ranker.com ได้จัดอันดับทีวีซีรีส์ของ J.J.Abrams ไว้ ว่าเรื่องใดคือที่สุดของเขาบ้าง  10 อันดับ ดังนี้

1.    Fringe
2.    Lost
3.    Person of Interest
4.    Alias
5.    Revolution
6.    Westworld
7.    11.22.63
8.    Almost Human
9.    Alcatraz
10.  Felicity  

  


7. David Fincher

เกิดวันที่ 28 Aug.1962  อายุ 56 ปี  เขาเกิดที่เดนเวอร์ โคโรลาโด สหรัฐอเมริกา นอกจากอาชีพผุ้กำกับ โปรดิวเซอร์ เขายังเคยเป็นผู้กำกับมิวสิควีดีโออีกด้วย จัดเป็นผู้กำกับที่ทำงานละเอียดเนี๊ยบอีกคนหนึ่ง และเป็นผู้กำกับที่มีฝีมือ ชื่อชั้นและมีสไตล์เป็นของตนเอง ซึ่งเป็น ผกก.อีกคนหนึ่งที่ผู้เขียนชื่อชอบ แต่ที่ตอนแรกไม่ได้นำชื่อแกมาติดอันดับด้วย เพราะผลงานภาพยนตร์ของแกห่างหายไปในช่วง 3-4 ปีมานี้ ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่แกกำกับก็คือเรื่อง Gone Girl (2014) ทำให้ตอนแรกต้องตัดชื่อแกออกไปจากลิสต์ 10 อันดับก่อน แต่พอไปดูโปรเจ็คทหนังที่เขาเตรียมจะทำต่อไปแล้ว ก็เลยต้องเอาชื่อเขากลับเข้ามาอยู่ในลิสต์ 10 อันดับเหมือนเดิม โดยให้อยู่ในอันดับ 7 ร่วมกับ J.J. Abrams


ถามว่าจุดเด่นงานหนังของ Fincher คืออะไร ขอบอกว่าคนนี้มาทางเดียวกับ Christopher Nolan และ Ridley Scott เลย เล่นกับด้านมืดในจิตใจมนุษย์เหมือนๆ กัน แต่งานของ David Fincher จะแตกต่างจาก Ridley Scott และ Nolan ก็คือ จุดเด่นตรง จะเน้นแนวทริลเลอร์ อาชญากรรมที่ตัวละครหลักมักเป็นโรคจิต มีการหักมุมจบ ที่คาดไม่ถึงนี่แหละ หรือจะเรียกอีกอย่างก็ได้ว่า หนังมันเล่าเรื่อง ปูเรื่อง เส้นเรื่องมาถึงจุดนึง คนดูก็จะคิดว่าจะพาเราไปทางนี้ แต่สุดท้ายตอบจบ มันพาเราไปอีกทาง ซึ่งจะเรียกว่าหักมุม หรือทำให้คนดูงง หรือช็อคก็ว่าได้ นี่คือทางถนัดของ Fincher แล้วเขาก็นำวิธีการแบบนี้ไปใช้กับการกำกับทีวีซี่รีส์ด้วย จึงทำให้งานหนังของเขามันสนุก ดึงดูดความสนใจ และทำให้บรรดาแฟนนานุแฟน หลงรักในงานหนังของ Fincher แบบโงหัวไม่ขึ้น ผู้เขียนก็เป็น 1 ในจำนวนนั้น

ผลงานของภาพยนตร์ Fincher โดยแยกตามรายปี ที่หนังออกฉาย มีดังนี้

1992   Alien 3
1995   Seven
1997   The Game
1999   Fight Club
2002   Panic Room
2007   Zodiac
2008   The Curious Case of Benjamin Button  
2010   The Social Network
2011   The Girl with the Dragon Tattoo
2014   Gone Girl

ส่วนผลงานการกำกับทีวีซีรีส์ แยกตามรายปี ที่ซีรีส์ออกฉาย มีดังนี้

2013-ปัจจุบัน    House of Cards  (กำกับ 2 episodes)


2017-ปัจจุบัน    Mindhunter    (กำกับ 4 episodes)



ถ้าจะว่าถึงความสำเร็จด้านรางวัลก็นับว่ามีมากพอสมควร แยกตามผลงานหนัง ดังนี้

-The Curious Case of Benjamin Button  ได้รางวัลจากเวที London Film Critics,และเวที National Board of Review, Vancouver Film Critics, และเวที Saturn Award
-The Social Network ได้รางวัลจากเวที Boston Society of Film Critics, Cesar Award, Chicago Film Critics Association, Dallas-Fort Worth Film Critics ,Florida Film Critics, Las Vegas Flim Critics,London Film Critics, Los Angeles Flim Critics,National Board of Review,National Society of Film Critics ,San Francisco Film Critics, Toronto Film Critics, Vancouver Flim Critics, Critics’s Choice Movie , Golden Globe Award ,Sattlelite Award ,BAFTA Award เรียกได้ว่า ภ.เรื่องนี้ เป็นหนังที่ทำให้ Fincher ได้รับรางวัล และประสบความสำเร็จมากที่สุด
-Gone Girl และ The Girl with the Dragon Tattoo ได้รางวัลจากเวที Saturn Award
-ทีวีซีรี่ส์ House of Cards ได้รับรางวัลจาก Peabody Award ,เวที Primetime Emmy Award




และเว็บไซต์ Tasteofcinema.com  ได้จัดอันดับ 10 หนังยอดเยี่ยมที่สุดของ David Fincher มีดังนี้

1.    Se7en  (1995)
2.    Fight Club (1999)
3.    Zodiac (2007)
4.    The Girl with the Dragon Tattoo (2011)
5.    The Social Network (2010)
6.    Gone Girl (2014)
7.    The Curious Case of Benjamin Button (2008)
8.    The Game (1997)
9.    Panic Room (2002)
10.  Alien 3 (1992)



ความคืบหน้าล่าสุดของ David Fincher ก็คือเขาจะมารับผิดชอบกับโปรเจ็คท์หนังซอมบี้ เรื่อง World War Z ภาค 2 โดยจะร่วมงานกับ Brad Pitt นักแสดงคู่บุญของเขา ในฐานะที่โปรเจ็คท์หนังเรื่องนี้ มี Brad Pitt เป็น 1 ในทีมโปรดิวเซอร์ของหนังด้วย และเขาก็สนิทกับ David Fincher

-Fincher ร่วมตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์สำหรับเกม ร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Tencent
-ควมสำเร็จของทีวีซีรีส์ทั้ง 2 เรื่อง (House of Cards,Mindhunter)  ทำให้เขากำลังจะมีโปรเจ็คท์หนังชุดใหม่ที่สร้างให้กับ Netflix ตามมาอีกหลายเรื่อง และเป็นแนวถนัดของเขา ตอนนี้ยังไม่ประกาศออกมาว่าเป็นเรื่องอะไรบ้าง

อ่านบทสัมภาษณ์และบทความ “เจาะลึกผู้กำกับเจ้าของผลงาน Fight Club,Gone Girl และ The Social Network ว่าทำไมหนังของเขามันข่างแปลกเสียนี่กระไร!  บนหน้าเพจของนิตยสาร PlayBoy ตามลิ้งค์นี้ http://playboy.co.th/magazine/view/davidfincher







บทความโดย บล็อกหยิกแกมหยอก




วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โลกมายาฮอลลีวู้ด ตอนที่ 7 สิบอันดับผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้าของยุคนี้ (5)


โลกมายาฮอลลีวู้ด  ตอนที่  7  สิบอันดับผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้าของยุคนี้ (5)
1.Steven Spielberg  
2.James Cameron
3.Ridley Scott
4.Christopher Nolan
5.Peter Jackson
6.Michael Bay
7.J J Abrams
8 Anthony & Joe Russo , Zack Snyder, Brian Singer
9.Guillermo del Toro
10.2 พี่น้อง Wachowski คือ Lana & Lilly Wachowski 




5. Peter Jackson

เกิดวันที่ 31 Oct.1961 อายุ 57 ปี  เขาเกิดที่เวลลิงตัน นิวซีแลนด์ เขามีอาชีพนักสร้างหนัง เป็นทั้งผู้กำกับภาพยนตร์ เขียนบทภาพยนตร์ และเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์  งานในยุคแรกๆ ของ Peter Jackson เขาเน้นที่จะถ่ายทอดอารมณ์ของหนังแบบดิบๆ และลงลึกในด้านบทภาพยนตร์และไม่เน้นงานทางด้านโปรดักชั่น เนื่องจากยุคนั้น เทคโนโลยีด้านซีจี ยังไม่ก้าวหน้า แต่ความเป็นฟิล์มนัวร์ในหนังของเขาเด่นชัด

จุดเด่นของงานของ Peter Jackson ในงานยุคหลังๆ ก็คือ Production Design หรือการออกแบบงานสร้างที่วิจิตร ตระการตา และอลังการงานสร้าง Peter Jackson จะมาทางเดียวกับ James Cameron คือเน้นงานกำกับภาพให้ออกมาดี งานตัดต่อ และงานถ่ายภาพ กำกับศิลป์ แต่ในส่วนของเนื้อเรื่องหรือบทภาพยนตร์ยังคงเป็นจุดอ่อนในงานของเขาทั้งคู่ เพียงแต่งานด้านโปรดักชั่นมันเด่นจนกลบเนื้อเรื่อง แต่อย่างไรก็ตามงานของ Peter Jackson ก็ต้องถือว่าเป็นผู้กำกับที่สร้างหนังออกมาได้เนี๊ยบ และดีคนหนึ่งของวงการ พิสูจน์ได้จาก The Lord of the Rings ทั้ง 3 ภาค และ Hobbit ทั้ง 3 ภาค ที่ได้รับกระแสชื่นชม รางวัล และรายได้จากทั่วโลก


ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ แยกตามรายปี ที่ออกฉาย มีดังนี้

1976  The Valley
1987  Bad Taste
1989  Meet the Feebles
1992  Braindead
1994  Heavenly Creatures
1995  Forgotten  Silver
1996  The Fighteners
2001  The Lord of the Rings : The Fellowship of the Ring
2002  The Lord of the Rings : The Two Towers
         The Lord of the Rings :  The Return of the King
2005  King Kong
2008  Closing the Line
         Over The Front : The Great War in The Air
2009  The Lovely Bones
2012  The Hobbit : An Unexpected Journey
2013  The Hobbit : The Desolation of Smaug
2014  The Hobbit : The Battle of the Five Amies
2018  Untitled WWI Documentary
       *Mortal Engines  (เรื่องนี้ Peter Jackson นั่งแท่นเขียนบทและเป็นโปรดิวเซอร์ แต่ไม่ได้กำกับ)  




ปีเตอร์ แจ็คสัน เผยคอนเซ็ปต์อาร์ต Mortal Engines หนังแฟนตาซีฟอร์มยักษ์ เตรียมฉาย ธันวาคม 2018

หลังจากฝากผลงานสุดยิ่งใหญ่ไว้ใน The Hobbit เมื่อปี 2014 ผู้กำกับมือทอง ปีเตอร์ แจ็คสัน (Peter Jackson) ก็เตรียมจะกลับมาอีกครั้งพร้อมผลงานสุดอลังการเรื่องใหม่ Mortal Engines หนังไซไฟ-แฟนตาซี ที่สร้างจากนิยายชื่อดังชื่อเดียวกันของ ฟิลิป รีฟ (Philip Reeve) ตีพิมพ์เมื่อปี 2001 ซึ่งล่าสุดก็ได้เผยภาพคอนเซ็ปต์อาร์ตแรกให้แฟน ๆ ได้เห็นกันผ่านเฟซบุ๊ก Peter Jackson จากภาพเราจะได้เห็นตัวละครหลักอย่าง เฮสเทอร์ ชอว์ ที่รับบทโดย เฮรา ฮิลมาร์ (Hera Hilmar) ทั้งนี้ Mortal Engines คือหนังเรื่องแรกจากนิยายชุดของ ฟิลิป รีฟ ซึ่งประกอบไปด้วย Mortal Engines, Predator's Gold, Infernal Devices และ A Darkling Plain ขณะนี้ยังไม่มีการพูดถึงว่าเล่มที่เหลือจะถูกสร้างเป็นหนังด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม Mortal Engines จะเปิดกล้องในประเทศนิวซีแลนด์ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ 2017



โดย Mortal Engines หรือ สมรภูมิล่าเมือง มีเรื่องราวเกี่ยวกับโลกในยุคอนาคตอันล่มสลาย เมืองต่าง ๆ แปรสภาพกลายเป็นเมืองติดล้อ ที่สามารถเหาะบนอากาศ และออกล่าทรัพยากรจากเมืองที่อ่อนแอกว่า โดยตัวละครหลักของเรื่องอย่าง ทอม แนตส์เวิร์ทธี ต้องออกเดินทางพร้อมกับเด็กสาวลึกลับจากเมืองเอาท์แลนด์ ที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาและโลกใบนี้ไปตลอดกาล 



นอกจาก เฮรา ฮิลมาร์ แลัวหนังยังได้ ร็อบบี้ ชีแฮน (Robbie Sheehan), โรแนน ราฟเตอรี (Ronan Raftery), สตีเฟ่น แลง (Stephen Lang) จาก Avatar,  นักร้อง-นักแสดงสาวจากเกาหลีใต้ จีเฮ, เลลา จอร์จ (Leila George), โคลิน แซลมอน (Colin Salmon) จาก Limitless, แพทริก มาลาฮิด์ (Patrick Malahide) และ Rege-Jean Page ร่วมแสดง



โดย ปีเตอร์ แจ็คสัน จะนั่งแท่นโปรดิวเซอร์และเขียนบทร่วมกับ ฟราน วอลช์ (Fran Walsh) และฟิลลิปป้า โบเยนส์ (Philippa Boyens) จากเรื่อง Lord of the Rings และ The Hobbit ส่วนคนที่จะนั่งแท่นกำกับ ได้แก่ คริสเตียน ริเวอร์ส (Christian Rivers) ผู้ดูแลด้านพิเศษจากเรื่อง The Lord of the Rings และ King Kong เบื้องต้น Universal Pictures และ Media Rights Capital วางกำหนดเข้าฉายของ Mortal Engines ไว้ 14 ธันวาคม 2018

ในบรรดาหนังของ มีเรื่องใดได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆ บ้าง ดังนี้

-เวทีรางวัล Academy Award หรือ Oscar เขาได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม,ผู้กำกับยอดยเยี่ยมและบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมจาก The Lord of the Rings : The Return of the King ซึ่งก่อนหน้านั้น ในภาคแรก,ภาค 2 หนังได้เข้าชิงทุกปีจากหลายสาขารางวัล แต่มาได้จริงในภาคสุดท้าย ในรางวัลหลักๆ นับเป็นที่ประสบความสำเร็จของภาพยนตร์ไตรภาคชุดนี้ นอกจากนี้เขายังได้รับรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจาก ภ.เรื่องนี้จากเวที Critics Choice Award เวที Directors Guild of America Award เวที Australian Film Institute Awards เวที British Academy Film Awards และเวที Golden Globe Award ได้รับรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์จากเรื่อง King Kong  ส่วนเวทีบ้านเกิดของเขา  New Zealand Film and TV Awards เขาได้รับรางวัลผุ้กำกับและบท จากเรื่อง Braindead และรางวัลผู้กำกับ จากเรื่อง Heavenly Creatures ,เวที Producers Guild of America Awards จากเรื่อง The Lord of the Rings : The Return of the King, เวที Saturn Awards ได้รางวัลผู้กำกับและเขียนบทจากเรื่อง The Lord of the Rings : The Return of the King และรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์จากเรื่อง King Kong







28 เรืองจริงฮาๆ เกร็ดความรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง The Lord of the Rings ที่แฟนๆ อาจไม่เคยทราบ?!!!  รายละเอียดตามลิ้งค์นี้   http://www.catdumb.com/the-lord-of-the-rings-facts-333/

เว็บไซต์ Rotten Tomatoes  ได้จัดอันดับหนังของ Peter Jackson ไว้ ว่าเรื่องใดคือที่สุดของเขาบ้าง  10 อันดับ ดังนี้



1.    Forgotten  Silver (1996)
2.    The Lord of the Rings : The Two Towers (2002)
3.    The Lord of the Rings : The Return of the King (2003)
4.    Heavenly Creatures (1994)
5.    The Lord of the Rings : The Fellowship of the Rings (2001)
6.    Dead Alive (1992)
7.    King Kong (2005)
8.    The Hobbit : The Desolation of Smaug (2013)
9.    Meet  The Feebles (1989)
10.  Bad Taste (1987)
 


โปรดติดตามรายละเอียดของผู้กำกับท่านอื่นๆ ในตอนถัดไป




วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2561

โลกมายาฮอลลีวู้ด ตอนที่ 6 สิบอันดับผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้าของยุคนี้ (4)


โลกมายาฮอลลีวู้ด  ตอนที่  6  สิบอันดับผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้าของยุคนี้ (4)

1.Steven Spielberg  
2.James Cameron
3.Ridley Scott
4.Christopher Nolan
5.Peter Jackson
6.Michael Bay
7.J J Abrams
8 Anthony & Joe Russo , Zack Snyder, Brian Singer
9.Guillermo del Toro
10.2 พี่น้อง Wachowski คือ Lana & Lilly Wachowski 


4. Christopher Nolan

เกิด 30 Jul 1970  อายุตอนนี้ 48 ปี เป็นชาวอังกฤษ ถือ 2 สัญชาติคืออังกฤษและอเมริกัน เขาเกิดที่เวสต์มินเตอร์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ อาชีพที่ระบุไว้ของเขาก็คือ ผู้กำกับภาพยนตร์ คนเขียนบท และโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ เขาสมรสกับภรรยาทีชื่อ เอ็มม่า โธมัส มีบุตรด้วยกัน 4 คน มีน้องชายที่เป็นผู้กำกับ/มือเขียนบทชื่อดังเหมือนกับเขาที่ชื่อ โจนาธาน โนแลน เป็น 1 ในผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีรายได้สูงสุดคนหนึ่งของวงการในหน้าประวัติศาสตร์ฮอลลีวู้ด อันเนื่องมาจากเขาถูกยกย่องให้เป็นนักสร้างหนังผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในศตวรรษที่ 21 (อันนี้แล้วแต่ใครจะยอมรับหรือเห็นแย้งก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละบุคคล แต่ในวงการคนทำหนังในฮอลลีวู้ดเขายอมรับกันในวงกว้าง)  เขาจัดเป็นผู้กำกับในดวงใจอันดับ 1 ของผุ้เขียนด้วยร่วมๆ กับ หว่องกาไว โดย Nolan ที่ 1 ฝั่งตะวันตก และหว่องกาไว เป็นที่ 1 ในใจฝั่งตะวันออก อันนี้ไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมายกยอปอปั้นเขาว่าเป็น 1 ในผู้กำกับยอดเยี่ยมในลิสต์นี้ด้วย เพราะต้องตัดเอาความชอบส่วนตัวออกไป แล้วเอาผลงานมาวิเคราะห์วิจารณ์กันแบบตรงไปตรงมาจึงจะสมเหตุสมผลกว่า



จุดเด่นของงานของ Nolan ในสายตาผู้เขียนก็คือ เขามีบางอย่างที่มีวิธีคิดคล้ายงานของ Ridley Scott คือค้นหา ลงลึกในด้านมืดของจิตใจมนุษย์เหมือนๆ กัน แต่ต่างกันตรงวิธีเล่า หรือนำเสนอ งานของ Ridley Scott เลือกที่จะนำเสนอ หรือเล่าแบบปูพื้นความเป็นมา แบบเรียงลำดับไป 1-2-3-4 ให้เข้าใจง่าย แต่งานของอีตา Nolan เลือกที่จะเล่าแบบตามใจฉัน อารมณ์อินดี้ เลือกที่จะยืนก้มหัวลงเล่า หรือนอนตะแคงตัวเล่า และไม่เรียงลำดับ เช่น 3-4-2-1-5  โดยไม่สนว่าคนดูจะรู้เรื่องหรือไม่ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของกู หน้าที่ของกูคือ เล่าในแบบของฉันนี่แหละ แต่บทสรุปสุดท้ายตอนจบ แกจะร้องอ๋อเอง เข้าใจมั๊ย  หรือบางคนดูจนจบกูก็ยังงงอยู่เหมือนเดิม หรืออาจจะงงมากขึ้นไปอีก เลยต้องดูหลายรอบหน่อย (แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี) เชื่อขนมกินได้เลยว่า คนที่ดูงานของ Nolan มาบ้าง หรือผ่านตามาบ้าง จะไม่มีใครดูแล้วเข้าใจในรอบแรกเลยแบบทะลุปรุโปร่ง เพราะมันต้องดูซ้ำเพื่อเก็บรายละเอียดที่เขาซ่อนปม หรือสัญลักษณ์เอาไว้ นี่แหละจุดเด่น ที่หนังของผู้กำกับท่านนี้เป็น โดยที่คนอื่นไม่มี หรือมีไม่เท่า และกลายเป็นเอกลักษณ์หรือเสน่ห์ของเขาไปโดยปริยาย ยังมีผู้กำกับอีกหลายคนที่มีทางคล้ายกับ Nolan ยกตัวอย่างมาซัก 1 คน คือ Quentin Tarantino คนนี้ก็มีลักษณะการเล่าเรื่องที่ไม่เรียงลำดับ 1-2-3-4 แต่ผลลัพธ์บทสรุปตอนจบ คนดูจะเข้าใจโดยง่ายมาก เพราะลีลาของ Tarantino จะคงสไตล์แบบผุ้กำกับรุ่นเก่า คือคงเอกลัษณ์คาวบอยสไตล์ ที่ตอนจบจะรู้ว่าใครคือพระเอก ใครคือผู้ร้ายชัดเจน แม้จะหักมุมพลิกแพลงอย่างไรก็แล้วแต่ แต่งานของ Nolan จะเป็นเทาๆ เพราะตอนจบผู้ร้ายอาจกลายเป็นพระเอก หรือพระเอกกลายเป็นผู้ร้ายก็เป็นได้ และแฝงหลักจิตวิทยาเข้าไปแทรกในตัวบททุกเรื่อง ให้มันยากขึ้นไปอีก ลำพังไม่เรียงลำดับการเล่า คนดูก็ว่างงแล้ว นี่ยังเอาทฤษฏีจิตวิทยาเข้ามาแทรกในบทภาพยนตร์ ให้คนดูงงหนักเข้าไปอีก นี่แหละคือสาเหตุที่งานของ Nolan จะดูยาก แต่ถ้าเราเริ่มคุ้นกับสไตล์ของเขาแล้ว ก็จะพอคลำทาง ดูจนเข้าใจได้ มันเป็นเสน่ห์ที่หาตัวจับยากจริงๆ แบบบอกไม่ถูก
งานของ Nolan จึงไม่ตอบโจทย์กลุ่ม Mass งานในยุคแรกๆ ของเขา แทบไม่มีใครรู้จักหรือยอมรับ และไม่ทำเงิน จนเขาต้องเบนเข็มมากำกับหนังในกลุ่ม Mass บ้าง เพื่อให้กลุ่มนายทุนผู้สร้างพอจะมีกำไร และเก็บกำไรเหล่านั้นเป็นเครดิต เพื่อให้ทุนเขาต่อยอดสร้างงานในฝัน หรืองานที่เขาอยากทำ ซึ่งไม่รับประกันว่าจะทำเงินให้กับสตูดิโอหรือไม่ แต่นับว่าเป็นโชคดีของเขา ที่งานในกลุ่ม Mass ที่เขายอมที่จะมานั่งแท่นกำกับ กลับเป็นงานที่ทำเงินถล่มทลาย จนนายทุนเจ้าของสตูดิโอพึงพอใจ และสร้างเครดิตให้กับเขาอย่างมากมาย



ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ Nolan แยกตามรายปี ที่ออกฉาย และต้นทุน/รายได้ของหนัง มีดังนี้
1998   Following                ต้นทุนสร้าง 6.0  พันเหรียญ    รายได้ในบ็อกออฟฟิซ  240.4  พันเหรียญ
2000   Memento                ต้นทุนสร้าง 9.0 ล้านเหรียญ    รายได้ในบ็อกออฟฟิซ    39.7 ล้านเหรียญ
2002   Insomnia               ต้นทุนสร้าง 46.0 ล้านเหรียญ    รายได้ในบ็อกออฟฟิซ  113.7 ล้านเหรียญ
2005   Batman Begins     ต้นทุนสร้าง  150.0 ล้านเหรียญ   รายได้ในบ็อกออฟฟิซ  374.2 ล้านเหรียญ
2006   The Prestige        ต้นทุนสร้าง    40.0 ล้านเหรียญ   รายได้ในบ็อกออฟฟิซ  109.7 ล้านเหรียญ
2008 * The Dark Knight  ต้นทุนสร้าง   185.0 ล้านเหรียญ  รายได้ในบ็อกออฟฟิซ 1.005 พันล้านเหรียญ
2010   Inception            ต้นทุนสร้าง  160.0  ล้านเหรียญ  รายได้ในบ็อกออฟฟิซ   828.3 ล้านเหรียญ 
2012 * The Dark Knight Rises  ต้นทุน 250.0 ล้านเหรียญ  รายได้ในบ็อกออฟฟิซ 1.085 พันล้านเหรียญ
2014   Interstella           ต้นทุนสร้าง  165.0 ล้านเหรียญ   รายได้ในบ็อกออฟฟิซ   677.5 ล้านเหรียญ
2017   Dunkirk             ต้นทุนสร้าง   100.0 ล้านเหรียญ   รายได้ในบ็อกออฟฟิซ   527.3 ล้านเหรียญ

จะเห็นว่าหนังทุกเรื่องของ Nolan ทำกำไรให้กับนายทุนผู้สร้างมหาศาล แล้วอย่างนี้ บรรดาสตูดิโอผู้สร้างทั้งหลาย จะไม่รักหรือให้เครดิตเขาได้อย่างไร โดยเฉพาะ ภาพยนตร์เรื่อง *Bat Man ฉบับรีบู๊ตทั้ง 2 ภาคสร้างรายได้กำไรให้กับสตูดิโอ Warner Brother Picture มหาศาล



มีข่าวว่า โปรเจ็คท์หนังเรื่องต่อไปถัดจาก Dunkirk  เขาอาจมานั่งแท่นกำกับหนังแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ 007 James Bond ตอนต่อไป ซึ่งยังไม่มีกำหนดว่าจะออกฉายเมื่อไหร่ และชื่อตอนอะไร  หนังเจมส์บอนด์ จะพลิกโฉมหน้าตาไปขนาดไหน ถ้าหากว่า Nolan คือผุ้ที่จะมากำกับหนังชุดนี้เป็นคนต่อไป



ถามว่าแล้วงานทีวีซี่รีส์ เขาไม่ได้สนใจจะมาชิมลางบ้างเหรอ คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ Jonathan Nolan น้องชายของเขาเป็นผู้ดูแลงานทีวีซีรีส์ เพราะเขากับน้องชายลงขันกันตั้งบริษัท syncopy เพื่อผลิตซีรีส์ป้อนให้กับช่อง HBO อยู่ก่อนแล้ว

ในบรรดาหนังของ Nolan มีเรื่องใดได้รับรางวัลจากเวทีต่างๆ บ้าง ดังนี้

แม้ว่าในเวทีใหญ่ๆ อย่าง Academy Award, Golden Globe Award เขาจะยังไม่เคยได้รับรางวัลใดๆ แต่สำหรับเวทีประเภทสถาบันทางภาพยนตร์จำนวนมาก เคยให้รางวัลเขามาแล้วจากผลงานดังนี้
Guild Award ด้านตัดต่อ,กำกับภาพ และผู้กำกับยอดเยี่ยม,Visual Effect Society, รางวัลบทดั้งเดิมยอดเยี่ยมจากเรื่อง Inception จากเวที Writers Guild of America, รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเรื่อง The Dark Knight จากเวที African-American Film Critics Association, ผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเรื่อง Inception จากเวทีเดียวกัน ,รางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเรื่อง Dunkirk จากเวที Atlanta Film Critics Circle ,รางวัลบทภาพยนตร์จากเรื่อง Memento จากเวที Boston Society of Film Critics และเวที Broadcast Film Critics Ascociation , รางวัลภาพยนตร์แอ็คชั่นยอดเยี่ยมจากเรื่อง The Dark Knight และเรื่อง Inception  จากเวทีเดียวกัน , และเรื่อง Inception กวาดทั้งรางวัลบท,ผกก,และภ.ยอดเยี่ยม จากเวที Centrai Ohio Film Critics Association ,ภ.เรื่อง Memento Inception คว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ,ส่วนเรื่อง Dunkirk คว้ารางวัลผกก.ยอดเยี่ยม จากเวที Chicago Film Critics Association ,Inception,Dunkirk ยังได้รางวัลจากเวที Denver Film Critics Society, ภ.ทั้ง 3 เรื่องนี้คือ Memento Inception และ Dunkirk ยังได้รางวัลจากเวที Florida Film Critics Circle และเวทีอื่นๆ อีกนับสิบเวที จัดเป็น หนัง 3 เรื่องของ Nolan ที่ได้รางวัลมากที่สุดของเขา ส่วน The Dark Knight จะได้รางวัลจากเวทีประเภทเน้นผลสำเร็จด้านรายได้เป็นหลัก เป็นต้น




10 เรื่องที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ 'คริสโตเฟอร์ โนแลน' ผู้กำกับหนังฝีมือเทพแห่งยุค
 (อ้างอิงข้อมูล จากเว็บไซต Mangozero.com  , บทความของคุณ Sam Ponson)

1. โนแลน รู้จักการถ่ายวิดีโอตั้งแต่ 7 ขวบ

สำหรับคนอื่นตอน 7 ขวบเรากำลังทำอะไรอยู่ไม่แน่ใจแต่สำหรับโนแลน เขาสนใจการทำหนังตั้งแต่ 7 ขวบหลังจากได้กล้องถ่ายวิดีโอแฮนดี้แคมรุ่น ‘Super 8mm’ ของโกดัค ซึ่งเป็นกล้องถ่ายวิดีโอด้วยฟิล์ม ของพ่อเขา และโนแลน เริ่มเอากล้องถ่ายวิดีโอ นั้นมาถ่ายของเล่นเขาซึ่งในจินตนาการของเด็กก็คงกำลังเล่นสนุกโดยทำให้ของเล่นมีชีวิตในจินตนาการของเขานั่นเอง โดยที่พ่อของเขาก็ไม่ได้ห้ามอะไร แต่นั่นถือเป็นการจุดประกายให้โนแลน หลงรักการเล่าเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหว



2. โนแลน ตัดวิดีโอตอน 8 ขวบจากฟุตเทจ Apollo

ตอนที่โนแลนอายุ 8 ขวบ ลุงเขาของซึ่งทำงานอยู่นาซ่า นำฟุตเทจบางส่วนเกี่ยวกับการสร้างจรวดอพอลโล มาให้โนแลน ซึ่งเขานำฟุตเทจนั้นมาตัดอีกทีเพื่อทำเป็นหนังสต็อปโมชั่น เรื่อง Space War เพราะได้แรงบันดาลใจจาก Star Wars  โนแลน บอกว่าตอนนั้นเขาได้ลองตัดหนังของเองครั้งแรก หลังจากนั้นเขาเริ่มมีความฝันลางๆ ว่าอยากจะเป็นอะไรกระทั่งอายุ 11 โนแลนให้สัมภาษณ์ว่าหลังจากนั้นเขาบอกกับตัวเองว่าอยากจะเป็นผู้กำกับ

3. โนแลน เลือกเรียนต่อที่ UCL เพราะมีอุปกรณ์ทำหนังครบ

โนแลน เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ด้านวรรรกรรมอังกฤษ โดยสาเหตุที่เขาเลือกเรียนที่ UCL ก็เพราะว่าที่นี่มีอุปกรณ์ในการทำภาพยนตร์ครบและเพียงพอต่อความสนใจของเขาทั้งห้องตัดต่อ และกล้องถ่ายวิดีโอฟิล์ม 16mm แถมเขายังเป็นประธานชมรมภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยด้วย ระหว่างเรียนเขามีโอกาสทำหนังสั้นสองเรื่องคือ Tarantella (1989) ซึ่งได้ทุนจากค่ายหนังอินดี้ Image Union ส่วนเรื่องที่สองคือ Larceny (1995) ได้ฉายในงาน Cambridge Film Festival และเข้าชิงรางวัลสาขาหนังสั้นยอดเยี่ยมด้วย อีกทั้งระหว่างที่เรียนอยู่นั้นเขาก็ได้พบกับเพื่อนสนิทที่ต่อมากลายเป็นภรรยาและโปรดิวเซอร์ส่วนตัว ‘เอ็มมา โทมัส’

4. หนังยาวเรื่องแรกของโนแลน คือ Following 

โนแลน ทำหนังยาวของตัวเองเรื่องแรกโดยชักชวนเพื่อน และคนรู้จักมาช่วยทำหนัง ซึ่งเขาได้ทุนก้อนเล็กๆ สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์โปรดัคชั่นเล็กแบบเล็กมากๆ เพราะมีทุนแค่ 1.3 แสนบาท หนังที่เขาทำเกี่ยวกับชีวิตนักเขียนตกงานที่ไปพบเจอคนแปลกหน้า ก่อนจะนำไปสู่เหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งตอนจบนั้นมีการหักมุม และต่อมาแนวทางการทำหนังของโนแลน ก็เริ่มชัดเจนขึ้นทั้งการตัดฉากสลับ และเล่าโดยพูดถึงเหตุการณ์ที่สลับลำดับเวลา แต่มีความเชื่อมโยงถึงกัน หนังเรื่องนี้ได้รับคำชมมหาศาล ก่อนที่ชื่อของโนแลน จะเริ่มเป็นที่สนใจจนได้มากำกับและเขียนบทให้กับหนังสเกลใหญ่กว่าเดิมที่เนื้อเรื่องและการเล่าเรื่องสร้างสรรค์ระดับขีดสุด Memento



5. Memento ของโนแลน ถูกสถาบันทำหนังต่างๆ เอาไปสอนเรื่องการลำดับภาพ
โนแลน ยังคงสร้างความน่าสนใจให้กับวงการภาพยนตร์ได้ต่อเนื่องโดยเฉพาะภาพยนตร์ลำดับที่สองของเขา Memento โนแลน ได้ทุนทำหนังมา 151 ล้านบาท (น้อยมากๆ เมื่อต้องสร้างหนังระดับฉายฮอลลีวูดส์) โดยเขาดัดแปลงมาจากเรื่องสั้น ‘Memento Mori’ (เขียนโดยโจนาธาน โนแลน น้องชายเขา) ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือโนแลน พัฒนาวิธีการเล่าเรื่องแบบไม่ลำดับเวลามาตั้งแต่ใน Following  พอมาเป็น Memento โนแลน เลยเลือกวิธีการเล่าเรื่องแบบท้ายเรื่อง ไปต้นเรื่องซะเลยด้วยภาพสี และเล่าเรื่องแบบปกติด้วยฟิล์มขาวดำคู่ขนานกันไป แล้วค่อยไปรวมเป็นเรื่องเดียวกันต้องท้าย ซึ่งแนวคิดการนำเสนอแบบนี้ถือว่าใหม่มาก และมีความคมกริบมีชั้นเชิง ก่อนที่เวลาต่อมาหนังเรื่องนี้จะกลายเป็นกรณีศึกษาของการลำดับภาพที่สถาบันสอนทำหนังหลายแห่งนำไปเป็นกรณีศึกษา

6. โนแลน ได้รับความไว้ใจจากวอร์เนอร์ฯ ให้ปลุกชีพ Batman 

โนแลน จัดว่าเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยทำหนังสเกลใหญ่แบบแอคชั่นถล่มทลายเลย กระทั่งวอร์เนอร์ บราเธอส์ มองหาผู้กำกับสักคนที่จะมาคืนชีพให้แบทแมน หลังจากที่ Batman & Robin ซึ่งฉายในปี 1997 พังไม่เป็นท่า และหวยก็มาออกที่โนแลน ซึ่งโนแลน ก็ได้เขียนบทเอง ร่วมกับ ‘ดาวิด เอส กอยเยอร์’ แน่นอนว่าโนแลน แบกความกดดันในการทำแบทแมน ฉบับใหม่เพราะหนังสเกลใหญ่มาก  นักแสดงแต่ละคนก็เบอร์ใหญ่ทั้งคริสเตียน เบล, เลียม นีสัน, มอร์แกน ฟรีแมน และแคธี่ โฮล์มส์ แต่กลายเป็นว่าแบทแมน ในการให้กำเนิดของโนแลนด์ นั้นดีอย่างเยี่ยมยอดทั้งการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของหนังที่ไม่ใช่แค่เป็นหนังฮีโร่ ไล่ตีกับเหล่าร้าย แต่เขาทำให้แบทแมน มีความเป็นมนุษย์อย่างทีไ่ม่เคยเหน เนื้อเรื่องมีมิติซ้อนในแบบโนแลน โทนหนังดูมืดมน และน่าตื่นเต้นในทุกภาค จนแบทแมน ทั้งสามภาค กลายเป็นหนังฮีโร่ในความทรงจำของคนที่ชอบแบทแมน



7. วอร์เนอร์ บราเธอส์ ต่อสัญญาโนแลน ตัวเลข 7 หลักเพื่อให้ทำ Inception

หลังแบทแมน จบครบไตรภาค โนแลน กลายเป็นผู้กำกับที่ไม่ต้องพิสูจน์ฝีมืออะไรอีกแล้ว เพราะเขาทำหนังอะไรก็สำเร็จเสียหมดนับตั้งแต่ following จนมาถึง Batman Begin ต้นสังกัดเลยต่อสัญญาเขาด้วยตัวเลขกว่า 7 หลักเพื่อให้เขากำกับ ‘Inception’  ซึ่งก็เป็นอีกหนังระดับมหากาพย์ที่สร้างชื่อให้โนแลนอีกเช่นกัน ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่า ทั้งเนื้อเรื่อง การถ่ายทำ และการนำเสนอนั้นดีแค่ไหน



8. The Dark Knight Rises คือหนังที่โนแลน ใช้ทุนสูงสุด

อาจจะคิดว่า Interstellar คือหนังที่ลงทุนสูงที่สุดของโนแลน แต่จริงๆ แล้ว The Dark Knight Rises ต่างหากที่เป็นหนังลงทุนสูงสุดของโนแลน โดยแบทแมน ภาคสุดท้ายนั้นลงทุนไปถึง  250 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 8.4 พันล้านบาท ขณะที่ Interstellar ใช้ทุนสร้างเพียง 165 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 5.5 พันล้านบาท ส่วนหนังที่โนแลน กำกับและใช้ทุนน้อยที่สุดคือ Following ซึ่งใช้ทุนแค่ 6,000 ดอลลาร์ หรือ 2 แสนบาทเท่านั้น  และตั้งแต่ทำหนังมาแล้วเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ หนังของโนแลนไม่เคยเจ๊ง และทำรายได้ดีตลอดมาโดยหนังที่เขาสร้างแล้วทำรายได้ดีที่สุดคือ The Dark Knight Rises โดยกวาดไปทั่วโลก 1.085 พันล้านบาทเหรียญสหรัฐฯ หรือ 3.6 หมื่นล้านบาท จากทุนสร้าง 8.4 พันล้านบาท หรือได้กำไร 4 เท่าจากทุนสร้างนั้นเอง (โห้ววว) ขณะที่หนังเรื่องอื่นๆ ของเขาตั้งแต่ Following ยัน Interstellar ก็ไม่มีเรื่องไหนเจ๊งเลย

9. เบื้องหลังความสำเร็จโนแลน มีน้องชายช่วยเขียนบท 

ในความสำเร็จของโนแลน นั้นมีน้องชาย ‘โจนาธาน โนแลน’ อยู่เบื้องหลังด้วยในฐานะคนเขียนบทภาพยนตร์ โจนาธาน ช่วยเขาเขียนบทมาหลายเรื่องซึ่งก็ดังทุกเรื่องทั้ง Memento, The Dark Knigt, The Dark Night Rise, The Prestige และ Interstellar ในเวลาต่อมาน้องชายของเขาก็ไปกำกับซีรีส์สุดยอดแห่งยุคสมัยที่จะมาทดแทน Game of Thrones อย่าง ‘Westworld’  ส่วนโนแลน เริ่มเขียนบทโดยที่ไม่มีน้องชายช่วยอย่างเต็มตัวก็คือหนังเรื่องล่าสุด ‘Dunkirk’

10. โนแลน เป็นผู้กำกับที่ได้ค่าจ้างมากที่สุดในโลก

โนแลน เป็นผู้กำกับหนังที่มีค่าตัวมากที่สุดในฮอลลีวูดส์ จนทำให้เขาถึงแท่นเป็นผู้กำกับที่มีค่าตัวมากที่สุดในโลก (แต่ไม่ใช่ผู้กำกับที่รวยที่สุด) เรื่องล่าสุด Dunkirk นั้น Hollywood Reporter รายงานว่า โนแลน ได้ค่าตัวในการกำกับถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 674 ล้านบาท  เป็นรายได้ที่มากที่สุดตั้งแต่เคยมีมา ซึ่งผู้กำกับที่เคยได้ค่ากำกับขนาดนี้ก็มีแค่ปีเตอร์ แจ็คสัน ที่เคยกำกับ ‘King Kong’ เท่านั้น แต่โนแลน ยังได้โบนัส จากยอดฉายอีก 20% ต่างหากอีกด้วย

เว็บไซต์ Variety ได้จัดอันดับหนังของ Nolan ไว้ ว่าเรื่องใดคือที่สุดของเขาบ้าง เราเลือกมาแค่ 10 อันดับแรกล่ะกัน ดังนี้



1.   The Dark Knight (2008)
2.   Memento (2000)
3.   Dunkirk (2017)
4.   The Prestige (2006)
5.   Batman Begins (2005)
6.   Inception (2010)
7.   Insomnia (2002)
8.   The Dark Knight Rises (2012)
9.   Interstella (2014)
10. The Following (1998)





โปรดติดตามรายละเอียดของผู้กำกับท่านอื่นๆ ในตอนถัดไป