วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561

บันทึกการเดินทางของชีวิต (2) และอิสรภาพ ชุดที่ 2 เข็มทิศ และหางเสือ (Compass & Helm)





มีคำถามประมาณว่า เคยตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้อย่างไรบ้างมั๊ย หรือตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าอยากเป็นอะไรมั๊ย สำหรับผู้เขียนแล้ว คำถามนี้ ไม่เคยมีใครถาม แต่มีอยู่ในความคิดของเราเอง อยู่ตลอดเวลา นับตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน และตลอดทาง ระหว่างการทำงาน เสมอมา

ผู้เขียนจะคอยคิดทบทวนตัวเอง อยู่ตลอดเวลา ว่าเรายังสนุกกับการทำงานนั้นๆ อยู่หรือไม่ และเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงานเป็นอย่างไร ซึ่งจะว่าไปคนในยุคของผู้เขียน ไม่ค่อยคิดอะไรในเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ เราไม่มีค่านิยม หรือวัฒนธรรม แบบพวกครอบครัวคนมีฐานะที่เขาจะวางแผนการดำเนินชีวิตกันมาตั้งแต่เรียนอนุบาล ประถมอะไรเลย

ผู้เขียนเติบโตมาในครอบครัวลูกคนจีนที่มีฐานะค่อนข้างยากจน ที่บ้านมีข้าวให้กินครบ 3 มื้อ มีตังค์ให้ไปโรงเรียน และที่สำคัญ มีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือเหมือนลูกคนอื่นเขา ก็นับว่าบุญโขแล้ว เพราะในครอบครัวของผู้เขียน พี่ชายกับพี่สาวคนโตของผู้เขียนได้เรียนหนังสือแค่จบ ป.4 แล้วก็ต้องออกไปช่วยพ่อแม่ทำมาหากินแล้ว ส่วนพี่ๆ ที่เหลือมีโอกาสเรียนได้ถึงแค่ มศ.3 (สมัยก่อนเรียก มศ.จริง ยังอยู่ในระบบเก่าอยู่) ผู้เขียนเป็นคนสุดท้อง ได้เรียนมากที่สุดในครอบครัวแล้ว แต่ก็แค่จบ.ปวส. (อาชีวะ) ก็ต้องออกมาหางานทำแล้ว เพราะรู้สึกว่าสงสารพ่อแม่ที่ต้องหาเลี้ยงเรา และท่านอายุมากแล้ว ผู้เขียนเลือกที่จะไม่ไปร่ำเรียนในระบบมหาวิทยาลัย ที่ต้องใช้เวลาเรียนอีก 4 ปี ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะสามารถเอ็นทรานซ์ติดมหาลัยรัฐหรือไม่ (สมัยผู้เขียนยังใช้ระบบเอ็นทรานซ์) จึงเบนเข็มไปเรียนอาชีวะดีกว่า เพื่อจบมาจะได้หางานได้เร็วและง่ายกว่า ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะทันทีที่ผู้เขียนยังไม่ทันเรียนจบเทอมสุดท้ายในช่วง ปวส.ก็มีสถาบันการเงินชั้นนำมาจองตัว และเชิญให้ไปสมัครทำงานแล้ว ทำให้ผู้เขียนได้ทำงานเร็ว คือเรียนจบก็ได้งานทำเลย ไม่มีช่วงว่างของการไปเดินสมัครหางาน เดินเตะฝุ่น เหมือนเพื่อนๆ คนอื่นเขา

และเพราะสถานที่ทำงานแรกนี้เอง ที่ได้ฟูมฟัก หล่อหลอม สร้างชีวิตให้ผู้เขียนได้มีรายได้ มีทักษะการทำงาน ได้รับความรู้ ประสบการณ์ การมีระเบียยวินัยในตนเอง การประพฤติตนเป็นผู้ใหญ่ การใช้ชีวิตอยู่ร่วมในสังคมเป็นกับเขาเหมือนกัน ที่สำคัญผู้เขียนได้มิตรภาพที่ดีในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานดี มีน้ำใจ หลายคนยังคบเป็นเพื่อนสนิทมาจนถึงปัจจุบัน การมีหัวหน้า เจ้านายที่ดี และมีลูกค้าที่เอ็นดู และคอยอุปถัมภ์ค้ำจุนเป็นอย่างดี  นี่เป็นสาเหตุทีทำให้ผู้เขียนมีช่วงชีวิตในการทำงานประจำ หรือเป็นมนุษย์เงินเดือนในที่ทำงานแห่งนี้อย่างยาวนานถึง 13 ปี กลายเป็นหนูติดจั่น มีชีวิตการทำงานโดยภาพรวมถือว่าค่อนข้างมีความสุข โดยไม่เคยคิดว่ามันคือหลุมพรางของความเคยชิน ด้านชา ขาดความกระตือรือร้น ที่จะทะเยอทะยาน หรือคิดนอกกรอบ ออกจากคอมฟอร์ตโซน อันใหญ่โตและอบอุ่นนี้ไป เสมือนหนูถีบจั่น มีอาหารให้กินทุกมื้อ แต่ต้องแลกด้วยการทำงานอย่างหนักและยากขึ้นทุกปี เพื่อแลกกับเงินเดือนที่นายจ้างมอบให้ ถ้าวันใดหรือช่วงเวลาใด หนูตัวนี้ขี้เกียจ ก็จะถูกลดอาหาร หรือไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนไม่ขึ้น และถูกโยกย้ายไปในตำแหน่งงานที่ตนเองไม่คุ้นชิน และทำงานยาก เต็มไปด้วยปัญหาท้าทายมากมาย แต่ครั้นต้องการที่จะออกจากสภาพปัญหา ความกดดันของนายจ้างก็ไม่ทันเสียแล้ว เปรียบเปรยแล้วเหมือนหนูติดจั่น นั่นเอง

ผู้เขียนตระหนักถึงปัญหาของตนเอง นับตั้งแต่ตอนที่ตนเองมีอายุการทำงานเข้าสู่ปีที่ 11 แล้ว พยายาม หาทางออกของชีวิตอยู่หลายรูปแบบ เช่น ต้องการเปลี่ยนงาน แอบไปสมัครงานทิ้งไว้ ไปสัมภาษณ์งานในที่ทำงานแห่งใหม่ที่ตนเองไปสมัครทิ้งไว้ ระหว่างทางของการทำงานก็ไปศึกษาต่อปริญญาตรีภาคพิเศษเพื่อให้ตนเองมีวุฒิปริญญาตรี และในเวลาต่อมาที่จบปริญญาตรีมาแล้วซักพัก ก็ไปเข้าคอร์สเรียนกวดวิชาเพื่อสอบต่อปริญญาโท จากนั้นจึงไปสอบเรียนต่อปริญญาโทหลายครั้ง ใน 2-3 สถาบัน สุดท้ายก็สามารถสอบติดในสถาบันแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นเป็นจังหวะเวลาที่พอดิบพอดีกับช่วงรอยต่อ จุดหักเหสำคัญ ที่ผู้เขียนต้องการเปลียนงานพอดิบพอดี และเริ่มอิ่มตัว และไม่ค่อยพอใจกับการทำงานในที่ทำงานแห่งเดิมนี้แล้ว (อย่าลืมว่าผู้เขียนเรียนจบและทำงานอยู่ที่ทำงานแห่งนี้แห่งเดียว ไม่เคยเปลี่ยนงานเลยเป็นเวลายาวนานกว่า 13 ปี)

ผู้เขียนจะไม่ขอเล่าว่า ตนเองประสบปัญหาอะไรในที่ทำงานแห่งนี้ และอะไรเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ผู้เขียนตัดสินใจลาออกจากที่ทำงานเดิม (เดี๋ยวเล่าไปจะรู้เอง) และเว้นระยะเวลาไป 1 ปีเต็มๆ ที่ไปเรียนหนังสือ (ปริญญาโท) เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำงานประจำ แล้วจึงกลับมาทำงานในที่ทำงานแห่งใหม่ เมื่อเข้าสู่การเรียนปริญญาโทในช่วงขึ้นปีที่ 2 แล้ว ซึ่งมันส่งผลดีต่อผู้เขียน เพราะว่าการเรียนโทของผู้เขียน ในปีแรกถือว่าหนัก เพราะว่าผู้เขียนต้องต่อสู้กับการเดินทางไปเรียนให้ทันในช่วงเย็น ในขณะที่ยังทำงานประจำอยู่ แล้วงานยังไม่เสร็จ เต็มไปด้วยปัญหาที่ต้องเคลียร์งานกับหัวหน้างาน กับเพื่อนร่วมงานที่เทงานมาให้เรารับผิดชอบเพียงคนเดียว และสำทับด้วยปัญหาของลูกค้าที่รอการแก้ปัญหาจากเราเพียงคนเดียว พอกว่าจะเคลียร์งานเสร็จ กว่าจะฝ่าการจราจรรถติดของกรุงเทพไปหาเพื่อนๆ ที่นัดแนะกันทำรายงานกลุ่ม กลายเป็นว่าเราไปไม่ทัน หรือบางครั้งไปถึง เขาประชุมกันเสร็จแล้ว เรากลายเป็นตัวถ่วงของเพื่อนในกลุ่มไป นี่คือปัญหาที่ทำให้ผู้เขียนเกิดความล้มเหลว ทั้งในด้านการงานและการเรียน เพราะเราไม่สามารถทำ 2 สิ่งนี้ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีไปพร้อมกันในระยะเวลาเดียวกัน

การที่ผู้เขียนได้ไปเรียนต่อโท เหมือนกับการได้ไปเปิดโลกทรรศน์ใหม่ให้กับตนเอง ได้ไปเจอเพื่อนๆ จากหลากหลายสาขาอาชีพ หลากหลายนิสัยใจคอ หลากหลายฐานะชนชั้น เปรียบเสมือนย่อสังคมของคนมีฝันเล็กๆ เอามาไว้อยู่ร่วมกัน ยังไม่นับรวมวิชาความรู้ ที่ได้จากการมาศึกษาต่อ แม้นว่าปลายทางแล้ว ผู้เขียนเพิ่งมาตกผลึกทีหลังว่า รู้สึกว่าเงินทุนที่ใช้ในการมาศึกษาต่อปริญญาโทนั้น ไม่คุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่ได้เท่าไหร่ หากว่าเป็นในสมัยนี้ ผู้เขียนอาจเลือกที่จะเอาเงินก้อนนี้ไปทำประโยชน์อย่างอื่นแทนจะดีกว่า เพราะมันมีช่องทางที่จะเราจะศึกษาหาความรู้แบบที่ได้จากการเรียนโท ได้จากสื่ออินเตอร์เน็ต โซเชียล ได้หมดแล้ว และความรู้ที่ได้จากการเรียนมา ในขณะนี้ หากเราไม่ update มันกลายเป็นความรู้ที่ตกยุค ตกสมัยไปหมดแล้ว ใช้การไม่ได้ ในโลกยุคปัจจุบัน เหมือนความรู้ที่เรียนมาบางอย่างต้องเอาไปโยนทิ้งเสีย แต่สิ่งที่ได้จริงๆ ก็คือมิตรภาพที่แท้จริงๆ จากเพื่อนๆ สังคมเพื่อนฝูงที่เรียนโทด้วยกันมา ส่วนเรื่องคอนเนคชั่นนั้น พูดยาก มันขึ้นอยู่กับ เราได้ไปคลุกคลีตีโมงกับใคร คนไหน ไอ้คำว่าคอนเนคชั่น เป็นเพียงมายาคติ ที่จับต้องไม่ได้ และมันก็ไม่ยั่งยืนเสมอไป ฟังดูโดยรวมแล้วเป็นนามธรรมมากๆ สำหรับผู้เขียน

ผู้เขียนไม่ได้มีความคิดต่อต้านการเรียนโทนะ แต่ว่า ใครมีตังค์ อยากเรียนก็เรียนไป แต่ถ้าผู้เขียนย้อนเวลากลับไปได้ จะไม่ยอมเสียเงินไปเรียนโทอย่างเด็ดขาด ผู้เขียนยอมรับว่าตนเองหลงไปกับค่านิยมว่า การเรียนโทจะทำให้นำมาปรับวุฒิ อัพสถานะที่ทำงานได้ หรือเรียนโทแล้วจะทำให้เรามีคอนเนคชั่นที่ดี ไว้ติดต่องาน มีเครือข่าย พันธมิตรมาเอื้อกับธุรกิจ กิจการของเราได้  ผู้เขียนบอกเลย ถ้าคุณคิดจะตัดสินใจว่าอยากเรียนโท ขอให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า คุณอยากได้ความรู้จริงๆ ของการเป็นเจ้าของกิจการ ส่วนถ้าไปเรียนโทเพียงเพื่ออยากได้คอนเนคชั่น ไปหาเอาจากการเข้าชมรม สมาคม หรือคอร์สเรียนอะไรอย่างอื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินเป็นหลักหลายๆ แสน เพื่อแลกกับการได้คอนเนคชั่นลมๆ แล้งๆ อะไรจากการเรียนโทเลย เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันได้แค่มิตรภาพดีๆ กับใครไม่กี่คนเท่านั้นเอง จริงๆ

เข้าสู่หัวข้อเสียที สาธยายเรื่องประสบการณ์ทำงานกับการเรียนโท เสียยืดยาว ไม่เกี่ยวอะไรกับหัวข้อก็คือ “เข็มทิศ และหางเสือ”  เลย






เข็มทิศ ก็คือเครื่องมือที่ทำให้เรารู้ว่าทิศไหนอยู่ตรงไหน เหมือนเรามีแผนที่ หากเราต้องการเดินทางไปในทิศไหน แล้วมีเจ้าเข็มทิศนี้ เราก็จะเดินทางไปได้ถูกทิศถูกทาง เปรียบเสมือน เรารู้ว่าเรามีเป้าหมายอยู่ตรงนี้ เรารู้ว่าถ้าเราจะไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้ ต้องเดินไปในทิศทางนี้นะ จะออกนอกลู่นอกทางไปทิศอื่น ก็จะไม่สามารถไปสู่เป้าหมายได้ หรือท้ายสุด คุณต้องเสียเวลาเดินย้อนกลับมาที่ทิศทางที่ถูกต้องอยู่ดี จึงจะถึงเป้าหมาย

ส่วนหางเสือ ก็คือเครื่องมือที่คอยบังคับทิศทางให้เรือไปในทิศทางที่กำหนด หางเสือจึงเป็นเครื่องช่วยบังคับทิศทางเฉยๆ ไม่ให้ล่องลอยไปอย่างสะเปะสะปะ เหมือนเอาเรือแจวไปลอยล่องอยู่ในทะเลมหาสมุทร คุณคิดว่าอีกกี่ชาติ กว่าคุณจะพายเรือไปถึงเป้าหมาย หากไม่มีเรือที่มีเครื่องยนต์ เป็นพาหนะขับเคลื่อนไป และเรือเครื่องยนต์ทุกชนิดจะต้องมีพวงมาลัยไว้บังคับหางเสือเรือ ซึ่งเป็นตัวบังคับทิศทางให้เรือเคลื่อนไป หากเป็นเรือหางยาว จะใช้ท่อปลายยาวของเครื่องยนต์ที่มีปลายท่อเป็นใบพัด นั่นแหละใช้แทนหางเสือเรือไปในตัว   

มีเข็มทิศ ก็เสมือนมีแผนที่ หรือมีความรู้ คัมภีร์หลักคิด ที่บอกคุณว่า ถ้าเราตั้งเป้าว่าต้องการเป็นอะไร เช่น ต้องการเป็นเถ้าแก่ มีกิจการเป็นของตนเอง ,ต้องการเรียนจบปริญญาโท ,ต้องการมีครอบครัว ,ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง ที่ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง เป็นต้น เราต้องเดินไปในแนวทางนี้นะ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ทำงานหาเงินอย่างไรให้ได้มากพอ ไปในทิศทางใด จึงจะถึงเป้าหมาย แต่การมีหางเสือเรือ ก็เสมือนเราจะต้องมีวินัย มีทักษะอะไรบางอย่างที่สำคัญและจำเป็นใช้หาเลี้ยงชีพตน ที่จะบังคับอะไร (ก็บังคับตัวเรานั่นแหละ) ให้เดินไปในทิศทางที่ถูกที่ควร ไปในทิศทางที่ตรงกับเป้าหมายนั้น ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง ไม่เช่นนั้นก็จะไปไม่ถึงดวงดาว หรือเป้าหมายที่ตั้งไว้

ผู้เขียนคิดว่า คนเราจำเป็นต้องมีทั้งเข็มทิศและหางเสือ จึงจะประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ เพราะว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของกรอบความคิดที่ว่า ปัจจัยภายนอกกับปัจจัยภายใน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ

เข็มทิศคือตัวบอกทาง แต่บอกทางแล้วไง ถ้าคุณไม่ผลักดันขับเคลื่อนด้วยตัวคุณเอง นั่นคือมีหางเสือเรือ เป็นตัวขับเคลื่อน บังคับทิศทาง หรือตัวคุณ ให้ก้าวเดินไป


เอกสารอ้างอิงประกอบบทความ
หนังสือพ่อรวยสอนลูก http://textbookfree55.blogspot.com/2017/03/1-download-free-pdf-e-book.html

บทความการตั้งเป้าหมายในชีวิต เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคไปสู่จุดหมาย http://besterlife.com/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95/

วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

บันทึกการเดินทางของชีวิต (1) และอิสรภาพ ชุดที่ 1 หลักคิด (Mindset)



Mindset ส่งผลต่อชีวิตผู้เขียนอย่างไร

คำๆ นี้ แปลว่าอะไรกันแน่ ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจ แต่เข้าใจเอาเองว่า น่าจะหมายถึง จิตเป็นตัวกำหนด หรือ ความคิดเป็นตัวกำหนด  ถามว่ากำหนดอะไร ก็กำหนดพฤติกรรม หรือการแสดงออกของเรานั่นแหละ
ผู้เขียนเพิ่งมารู้จักคำๆ นี้เมื่อไม่นานมานี้เอง เพราะได้ยินเอาจากบรรดานักวิชาการ กูรู ผู้รอบรู้ทางด้านธุรกิจ หรือ การดำเนินชีวิต มักจะกล่าวถึงคำๆ นี้ให้ได้ยินบ่อยๆ ผ่านสื่อต่างๆ ในระยะหลัง
ในวัยเด็ก ต้องบอกว่า ผู้เขียนใช้ชีวิตแบบเล่นสนุกไปวันๆ ไม่มีกรอบความคิด หรือการวางแผนชีวิตอะไรใดๆ ทั้งสิ้น 

ความคิด ทัศนคติ จิตใจ พฤติกรรม การแสดงออก ล้วนเป็นสิ่งที่สั่งสมมาจากการเรียนรู้ ประสบการณ์ในชีวิตของตนเอง สิ่งใดที่เคยทำผิดพลาดพลั้งไป เราก็จะจำ หมั่นคิดทบทวน หรือพยายามศึกษา หาคำตอบ มาเป็นบทเรียนให้แก่ตนเอง ไม่ให้ทำผิดพลาดในเรื่องนั้นซ้ำอีก แต่หากเป็นเรื่องดี เราก็จะนำมาคิดทบทวน และคิดต่อยอด หรือนำมาเป็นแรงบันดาลใจ กำลังใจ ให้ก้าวเดินต่อไปในทางที่ถูกต้อง และหมั่นทำสิ่งนั้นสม่ำเสมอ เพื่อพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก

ผู้เขียนมีชีวิตในวัยเด็กอยู่ในช่วงยุค 70’s วัยร่ำเรียนหนังสืออยู่ในยุค 80’s  และเริ่มชีวิตการทำงานในยุค 90’s ซึ่งมันเป็นช่วงชีวิตที่ผู้เขียนรู้สึกว่า มีความสนุกสนาน มีความสุขกับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขขั้นสุด ราวกับวิ่งอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ จนมีคนค่อนขอดว่ายุค 80’s-90’s เป็นยุคโลกสวย ที่ทุกสิ่งในโลกเต็มไปด้วยสีสัน ไม่ว่าจะวงการอะไร มนุษย์ผู้คนยังไม่มีการแข่งขันกันมากมาย เอาเป็นเอาตายเหมือนยุคดิจิตอลในยุคนี้  สิ่งประดิษฐ์ ของสะสม เรื่องราวไร้สาระแต่มีสาระสำหรับคนยุคนนั้น ล้วนเกิดในช่วงยุคนั้นทั้งสิ้น อาทิ  เกมบอย เพจเจอร์ รถทามิยา ทามาก็อตจิ ของเล่นตุ๊กตุ่นตุ๊กตา โมเดลหุ่นยนต์ ซุปเปอร์ฮีโร่ แฟชั่นแต่งกายกางเกงขาบาน รองเท้าส้นตึก เสื้อสายเดี่ยว เกราะอก ของสะสมพวกการ์ด เหรียญ แสตมป์ หรืออะไรก็แล้วแต่ แม้กระทั่งตู้ถ่ายรูปสติ๊กเกอร์ ก็เกิดในยุคนั้น  ฯลฯ

คิดดูว่ามนุษย์แบบผู้เขียนหรือคนที่มีชีวิตในยุคเดียวกัน จะมีความสุข กลายเป็นมนุษย์สุขนิยมขนาดไหน เพราะถูกหล่อหลอมมาด้วยเรื่องราวที่อยู่ในยุคโลกสวย






แต่พอผ่านชีวิตมาจนถึงยุคปัจจุบัน ทุกสิ่งเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้มา ฆ่าทำลาย สิ่งต่างๆ ที่เคยมีอยู่ในยุคโลกสวย (ขอใช้คำนี้แทนคำว่ายุคอนาล็อกแทน) จนเกือบหมดสิ้น แม้ว่าผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านสิ่งที่มาใหม่ แต่ก็รู้สึกใจหาย และก็รู้สึกว่าตนเองต้องปรับตัวเป็นอันมาก เพื่อให้สามารถอยู่บนโลกที่มีการเปลียนแปลงอยู่ตลอดเวลาในยุคนี้ให้ได้

บางครั้งคนที่เกิดมาในยุคดิจิตอล ก็มีข้อดี ข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าคนยุคก่อนเป็นอันมาก เช่น เรียนรู้เทคโนโลยีได้ไวกว่า เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เกมคอมพิวเตอร์ ไลฟ์สไตล์ที่เป็นปัจเจกและแปลกแยก แตกต่างจากคนยุคก่อน แต่ก็มีบางอย่างที่คนยุคก่อนได้เปรียบและเคยผ่านประสบการณ์ชีวิตในยุคโลกสวยมาก่อน ซึ่งไม่อาจหาซื้อได้ด้วยเงิน หรือย้อนเวลากลับไปได้  

ช่วงชีวิตนึง ผู้เขียนรู้สึกว่าตนเองเคยตัดสินใจผิดพลาด ทั้งๆ ที่ตนเองมีโอกาสที่จะได้เรียนสายวิทย์-คณิต และได้เข้าเรียนต่อ ม.4 ได้เลย (เนื่องจากอยู่ห้องคิง เพราะเรียนดี,ความประพฤติดี) ในสถาบันการศึกษาเดิม แต่กลับเลือกที่จะไปสอบเรียนต่อสายศิลป์ (อาชีวะ) ตามเพื่อน ในอีกสถาบันนึง นี่เป็นจุดหักเหแรก ที่ผิดพลาดของผู้เขียน ซึ่งผุ้เขียนคิดว่า ถ้าตอนนั้นเลือกที่จะเรียนต่อสายวิทย์-คณิต ตามที่อาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์แนะแนว ได้แนะนำไว้ ชีวิตการทำงานของผู้เขียนในปัจจุบันก็น่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (นี่คือความคิดที่เคยกล่าวโทษตนเองในอดีตที่ผ่านมา) ส่วนอีกจุดผิดพลาดนึง ซึ่งเป็นจุดหักเหในครั้งที่ 2 (ซึ่งผู้เขียนถือว่าเป็นจุดผิดพลาดมหันต์ครั้งใหญ่ของตนเอง) ก็คือนำเงินเก็บส่วนนึงไปลงทุนเล่นหุ้น แบบเก็งกำไร โดยไม่มีการประมาณตนหรือระมัดระวังเพียงพอ ทำให้เกิดความเสียหายจนหมดตัวและเป็นหนี้ตามมาอีกมาก จุดผิดพลาดในครั้งที่ 3 ก็คือ เลือกที่จะเอาเงินเก็บก้อนนึงของตนเอง (ที่สะสมมาจากการทำงานได้ระยะหนึ่ง) ไปเรียนต่อปริญญาโท แทนที่จะเอาไปลงทุนทำธุรกิจกับเพื่อนที่มีโอกาสทำกำไร และได้มีโอกาสเริ่มในการทำธุรกิจส่วนตัว มีประสบการณ์ทำธุรกิจด้วยตนเอง จุดผิดพลาดครั้งที่ 4 คือถูกเพื่อนที่ทำงานหลอกให้เข้าสู่ธุรกิจ MLM โดยอ้างว่าเป็นธุรกิจที่สามารถทำที่บ้านได้ โดยอาศัยอินเตอร์เน็ต แต่พอเข้าไปอบรมสัมมนาก็ถูกโน้มน้าวให้สมัครเป็นสมาชิก โดยช่วงแรกเขาจะพูดแต่ด้านดีของผลิตภัณฑ์ และผลประโยชน์ที่จะได้รับ แต่พอสมัครเข้าไปทำซักพัก เขาก็จะโน้มน้าวให้เราซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อทำยอดให้ได้ระดับ supervisor แล้วจะได้ส่วนลดในการสั่งซื้อจำนวนมากในฐานะ supervisor ก็เลยหลวมตัวทำตามไป มารู้ทีหลังว่ามันเป็นธุรกิจที่หาคนมาเป็นฐานต่อจากเราไปเรื่อยๆ จึงจะเติบโต สุดท้ายก็ต้องยอมถอนตัว คืนสินค้าไป แต่ก็ได้รับเงินกลับมาไม่ครบ กลายเป็นความสูญเสียครั้งที่ 4 แบบชนิดซื้อความรู้ด้วยความโง่และเสียเงินเป็นค่าสังเวยความโง่ไปอีก

ทั้งหลายเหล่านี้คือการตัดสินใจที่ผิดพลาดในชีวิตของผู้เขียน ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตตามมา หรือทำให้ชีวิตพลิกผันไปในทางเลวร้าย ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนเกิดจากการที่ไม่มีหลักคิด หรือกรอบแนวคิดที่ถูกต้องมากำกับ หรือไม่มีข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ ไม่ได้มีข้อมูลที่ดีพอ หรือมากพอ ให้เห็นภาพผลดี ผลร้าย หรือโทษมหันต์ หากว่าตัดสินใจไปในแนวทางใด แนวทางหนึ่ง อย่างไม่รอบคอบ ซึ่งก็คือไมมี Mindset ที่ดี นี่คือสิ่งที่ผู้เขียนได้ผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมาแล้ว จึงนำเรื่องนี้มาบอกเล่าเป็นอุทธาหรณ์ให้ผู้อ่านได้เห็นถึงผลที่จะติดตามมา ผู้เขียนขอไม่เล่าไปถึงว่า ผู้เขียนต้องเผชิญอะไรบ้าง จากการตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องราวที่ผ่านมาอย่างละเอียด แต่ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า มันส่งผลแน่ๆ ต่อชีวิตเรา หลังจากนั้น หากว่าการตัดสินใจนั้น ไม่ใช่เป็นการตัดสินใจเลือกทางที่ดีที่สุดให้กับชีวิตของเรา

กลับมาที่คำว่า Mindset อีกที  ถามว่าคนเราจำเป็นต้องมี Mindset เป็นกรอบการดำเนินชีวิตหรือไม่
ผู้เขียนขอตอบแบบคนโง่ๆ ที่ไม่ได้มีภูมิความรู้อะไรว่า เคยคิดนะครับว่า มันไม่จำเป็น สำหรับคนในยุคก่อนนะ แต่ถ้าเป็นคนที่เกิดมาในยุคดิจิตอลแล้ว จำเป็นจะต้องมีครับ เพราะว่าโลกทุกวันนี้ มันสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก แบบไม่รู้กี่เท่า สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรามันพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปไม่หยุดนิ่ง พลวัตต่างๆ กระแสโลกาภิวัฒน์ ข่าวสาร และเทคโนโลยีมันหมุนเร็วมาก ถ้าเรามีกรอบหรือระบบความคิดที่ดี มันจะสามารถทำให้เรามีหลักชัย ที่จะคิด ตัดสินใจ หรือก้าวเดิน ไปในทางที่ถูกต้อง เหมาะสม และไม่พลั้งพลาดได้ง่าย หรือบางคนอาจจะมีที่ปรึกษาไว้คอยช่วยเหลือปรึกษาก็ได้ เป็นตัวช่วยเรื่อง Mindset ก็ได้เหมือนกัน แต่หากเรามี Mindset เป็นของตนเองจะดีกว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ที่ปรึกษาของเรา หรือคนไหน ที่มันเก่งจริง และคอยเป็นที่ปรึกษาให้เราได้ทุกเรื่อง ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม (และยิ่งบางคนไปพึ่งพาหมอดู หมอเดาอะไรพวกนี้ ผู้เขียนไม่แนะนำครับ เพราะเกรงว่าจะถูกหลอกเอาเงินเสียมากกว่า)

คนเราสามารถเปลี่ยนแปลง Mindset หรือกรอบความคิดของเราได้ทุกเมื่อ หากเรามี Mindset ที่ดี ที่ถุูกต้องแล้ว เราจะอยู่ได้ในโลกที่วุ่นวาย สับสน ในยุคนี้ได้ครับ แบบที่ว่าสามารถปรับตัว รับกับสถานการณ์ความเลวร้ายได้ทุกเรื่อง อย่างมีสติ ไม่พลุ่งพล่านไปกับกระแส หรือคนรอบข้างอย่างแน่นอน



อ้างอิงบทความใกล้เคียงจากลิ้งค์นี้  https://kindlestartup.com/mindset%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/




วันพุธที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2561

โผรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล “เปลือกทุเรียน” อวอร์ด ประจำปี 2560




มาแล้ว !  โผรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล เปลือกทุเรียนอวอร์ด ประจำปี 2560 ในแต่ละสาขา มีดังนี้

ปีนี้คณะกรรมการผู้ทรงเกลียด ได้มีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การพิจารณารางวัลใหม่ โดยจะมีการสกรีน ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเป็นผู้เข้าชิง ให้เหลือช้อยท์ หรือตัวเลือกให้น้อยลง โดยแต่ละสาขา ไม่ให้เกิน 8 ตัวเลือกเป็นอย่างมาก เพื่อให้มีการเจาะลึก คัดกรอง ผู้ที่จะได้รับรางวัลได้อย่างเหมาะสม สามารถสะท้อนถึงผลรางวัล ให้ตรงตามชื่อของรางวัลที่แท้จริงคือ เปลือกทุเรียนอวอร์ด และมีมติตัดรางวัล ในสาขา เพลงประกอบละคร ยัดเยียด กรอกหูแห่งปี ออกไป แล้วเพิ่มรางวัล ละครหวานน้ำตาลขึ้นตา ส่งเสริมการเป็นโรคเบาหวานแห่งปี (ลูกกวาด,ขายคู่จิ้น)  เพิ่มเข้ามาแทน เพื่อความเหมาะสมในปีนี้ 


1.ละครส่งเสริมการทะเลาะเบาะแว้ง และตบตีกันในครอบครัวดีเด่น (บ้านแตก ชีวิตรันทด)
เกิดเป็นกา,ลูกหลง,พริ้งคนเริงเมือง,เมียหลวง,เพลิงบุญ,เหยื่อพยาบาท,ชิงรักริษยา,ป่ากามเทพ



2.ละครส่งเสริมการยกพวกตีกัน ดีเด่น (ยิงกันหูดับ ผู้ร้ายตายหมด พระเอกเดินชิลล์ๆ อย่างเท่)
นายฮ้อยทมิฬ,หงส์เหนือมังกร,มือเหนือเมฆ,นักบุญทรงกลด,นักรบตาปีศาจ,หักลิ้นช้าง,มหาหิน,ชีวิตเพื่อฆ่าหัวใจเพื่อเธอ


3. ละครส่งเสริมการใช้ภาษาไทยสมัยพ่อขุนรามคำแหงดีเด่น (ด่ากันทั้งเรื่อง)
-เพลิงพระนาง,พริ้งคนเริงเมือง,คลื่นชีวิต,ระเริงไฟ, เมียหลวง, เพลิงบุญ,หลงไฟ,ละครคน


                                                  
4. ละครส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ ,เบี่ยงเบนทางเพศ ดีเด่น (เบลอภาพ)
เสน่หาไดอารี่ตอน บ่วงเสน่หา, เดือนเกี้ยวเดือน 2moons the series, Sotus S The Series ,Club Friday The Series 9 ตอนรักครั้งหนึ่ง ที่ไม่ถึงตาย ตอนรักต้องแลก, ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะซีรีส์2, Water Boyy The Series, Together with Me อกหักมารักกับผม , My Bromance The Series พี่ชาย เดอะซีรีส์


5. ละครส่งเสริมการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ สินค้าดีเด่น  (โฆษณาแฝง)

ซีรีส์ชุด Project “S,ไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ เดอะซีรี่ส์ 2 ,ซิทคอมบางรักซอย 9/1,ซิทคอมเป็นต่อ, ซีรีส์ Secret 7 เธอคนเหงากับเขาทั้ง 7 ,ซิทคอมพ่อบ้านใจกล้าสตอรี่, ซิทคอมขวัญใจไทยแลนด์ ,Love Complex คอนโดวุ่น จุ้นรัก ,หมู่บ้านสำราญดี


6. สถานีโทรทัศน์ดีเด่น ด้านการส่งเสริมการนัดชุมนุมของยุง ดีเด่น (ช่องละครน้ำเน่า)

ช่อง 3HD,Original , ช่อง 7HD  ,ช่อง GMM25 , ช่อง ONE HD ,ช่อง 3SD (28), ช่อง 8







7. ละครยอดเยี่ยมสาขา ยืดย้วย มาราธอนแห่งปี (ฉายนาน ยืดตอน)
เทพสามฤดู, ละครชุด ภารกิจรัก, ละครชุดThe Cupids บริษัทรักอุตลุด, ละครชุดเสน่หาไดอารี่ ,
Club Friday The Series, BangkokRakStories, Love Songs Love Stories, Project “S” The Series ,Memory ความทรงจำที่ไม่อาจลืม


8.ละครยอดเยี่ยมสาขา เดจาวู ซ้ำซาก หลอกหลอนแห่งปี (รีเมกบ่อย)
พริ้งคนเริงเมือง,ละอองดาว,น้ำเซาะทราย,อุทัยเทวี,ตะวันยอแสง,เมียหลวง,พ่อครัวหัวป่าก์



9.ละครยอดเยี่ยมสาขา คอสตูม,แคสนักแสดงป่วย แห่งปี  (แคสผิดฝาผิดตัว,แต่งหน้าจัดเต็ม)

-หงส์เหนือมังกร, เพลิงพระนาง, บ่วงบรรจถรณ์, ตะวันยอแสง, เมียหลวง, Slam Dance ทุ่มฝันสนั่นฟลอร์ , ละครคน , Princess Hours Thailand รักวุ่นๆ เจ้าหญิงจอมจุ้น


10. ละครหวานน้ำตาลขึ้นตา ส่งเสริมการเป็นโรคเบาหวานแห่งปี (ลูกกวาด,ขายคู่จิ้น)   

-มัสยา, ละอองดาว, เหมือนคนละฟากฟ้า, The Cupids บริษัทรักอุตลุด ตอนลูบคมกามเทพ, ตอนซ่อนรักกามเทพ, ตอนกามเทพซ้อนกล, เธอคือพรหมลิขิต, ดอกแก้วกาหลง , Princess Hours Thailand รักวุ่นๆ เจ้าหญิงจอมจุ้น


11.ละครยอดเยี่ยมสาขา ตัดต่อ/ลำดับภาพ/เทคนิคด้านภาพ แห่งปี (ซีจีอลังการงานสร้าง)

-เพลิงพระนาง,นายฮ้อยทมิฬ,หักลิ้นช้าง,นักรบตาปีศาจ,อุท้ยเทวี,เทพสามฤดู,อาคม,ล่า


12. ละครยอดเยี่ยมสาขาส่งเสริมการหย่าร้าง คบชู้ แห่งปี  (ตบตีแย่งสามี ภรรยาชาวบ้าน)

-พริ้งคนเริงเมือง, ระเริงไฟ, เมียหลวง, เพลิงบุญ, ชิงรักริษยา,ป่ากามเทพ ,หลงไฟ ,ทรายย้อมสี






13. ไดอะล็อกสุดจี๊ด ประโยคจำแห่งปี (วลีฮิตติดเทรนด์)

     “กราบเสลี่ยงกู!!!”  ,   “ไม่กราบแต่ไหว้ละกัน”  ,  “เห็นใครๆก็อยากตบข้า ข้าทำผิดอะไร งง?”จากเพลิงพระนาง
       
     “อีสานบ้านเรามันแห้งแล้งพอแล้ว ใจคนอย่าให้มันแห้งแล้วตามเลย”   จากนายฮ้อยทมิฬ

     “บางครั้งความยุติธรรมก็อยู่ที่บทลงโทษตามความพอใจของเรา”  จากน้ำเซาะทราย

     “ที่เล่นละครสร้างเรื่อง แกล้งทำตัวเป็นเพื่อนที่แสนดี แล้วคอยแทงข้างหลังตลอดเวลาแบบนี้ ทำมานานแล้วหรือยัง เพิ่งทำตอนหมดตัวหรือเป็นมาตั้งแต่เด็ก”  “อย่าใช้คำว่าส่วนตัวกับโลกออนไลน์”   ,   “เริงเชื่อนะว่าพิมที่โง่ได้ตายไปแล้ว เพราะพิมที่ฉลาดกำลังขนเสื้อผ้าไปอยู่กับพ่อแม่ ดีแล้วล่ะพิม พี่ฤกษ์เค้าจะได้ไม่ต้องลำบากใจ”    จากเพลิงบุญ

      “คราวหน้าฉันจะไม่ได้เหยียบแค่ขา ฉันจะเหยียบที่ปากแกเลย!, “คนอย่างคุณควรดื่มนม ถึงมันจะไม่ช่วยให้คุณสูงขึ้น แต่อย่างน้อยก็อาจจะ เพิ่มรอยหยักในสมองได้”  ,  “จีขอโทษ เมื่อกี้จีไม่มีสติ คำพูดมันผ่านจากกระดูกสันหลัง มันยังไม่ได้ผ่านสมอง”  ,  “เอาจริงๆ คุณก็ไม่ได้สนใจความถูกต้อง มากไปกว่า ความถูกใจหรอก!!!      จากคลื่นชีวิต
   
    “ถึงเวลาเอาแหวนกับผัวกูคืนมา...”  ,  “พี่ภีมจะเอาคำตอบในฐานะเพื่อนหรือเมีย”  ,  “อีแจ็ค ออกไป!.....”   “ยอมรับความจริงซะเถิดน่า ว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครสามารถใช้ความดีและความรักเปลี่ยนเกย์ให้เป็นผู้ชายได้หรอก”    “ตื่นค่ะ! ฉันคือคนที่คุณภีมเลือกให้เป็นแม่ของลูก”  จากเสน่หาไดอารี่ ตอนบ่วงเสน่หา    “ถ้าว่าง...ก็แวะมาเอา (เสื้อ) ได้นะคะ”  จากเสน่หาไดอารี่ ตอนกับดักเสน่หา

    “Capuchino แก้วใหญ่ หวานน้อย ที่นี่”  จากชายไม่จริงหญิงแท้

    “ความพยาบาทเป็นของหวาน”   จากล่า

    “อันไหนไม่ได้เงิน ไม่ทำหรอกค่ะ”, “ความรู้สึกที่เสียไป ตีค่าเป็นเงินเท่าไร ก็ไม่พอนะคะ”   จากหลงไฟ
             

14. นักแสดงนำหน้าช้ำ ฝ่ายชายดีเด่น  (คีพคาแร็กเตอร์เดียว เล่นวนหลายเรื่อง)

-มิกค์ ทองระย้า จากละคร มัสยา,นักบุญทรงกลด,ภารกิจรัก : ยึดฟ้าหาพิกัดรัก ,เหนี่ยวหัวใจสุดไกปืน ,มือปราบเจ้าหัวใจ ,ราชนาวีที่รัก

-บอส โตนนท์ วงศ์บุญ จากละคร เกิดเป็นกา,ภูติสาวสื่อรัก,พริ้งคนเริงเมือง,เพลิงพระนาง

-ไนกี้ นิธิดล ป้อมสุวรรณ จากละคร ราชินีหมอลำ,ป่ากามเทพ,Club Friday The Series 9 รักครั้งหนึ่งที่ไม่ถึงตาย ตอนรักต้องแลก,เพลิงรักไฟมาร,เปิดสวิตซ์ให้ติดรัก

-วิลลี่ แม็คอินทอช จากละคร The Single Mom คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวหัวใจฟรุ๊งฟริ๊ง,ชีวิตเพื่อฆ่าหัวใจเพื่อเธอ,ป่ากามเทพ, Yes,I Do คอร์สลัดพิสูจน์เลิฟ, Club Friday Celeb’s Stories ตอน การกลับมา


-มาร์ช จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล  จากละคร  U-Prince Series ตอนเซอร์เวย์,ไบรอัน , Slam Dance ทุ่มฝันสนั่นฟลอร์ , Club Friday The Series 8 ตอน รักแท้หรือแค่...รักเก่า , หลงไฟ

-พุฒิ พุฒิชัย เกษตรสิน จากละครเกมมายา,แหวนดอกไม้,Little Big Dream Project ,คุณแม่วัยใสเดอะซีรีส์, My Dear Loser รักไม่เอาถ่าน 

-เก้า จิรายุ ละอองมณี จากละครคน,Club Friday Celeb’s Stories ตอน การกลับมา,The Single Mom คุณแม่เลี้ยงเดี่ยว หัวใจฟรุ๊งฟริ๊ง, Love Books Love Series ตอน The Seven Year Itch 7 ปี รักโดนใจ ,ความรักครั้งสุดท้าย

-บอย พิษณุ นิ่มสกุล จากละคร  The Cupids บริษัทรักอุตลุด : กามเทพออกศึก,ราชินีหมอลำ,Club Friday The Series9 รักครั้งหนึ่งที่ไม่ถึงตาย ตอนรักต้องแลก ,หลงไฟ, ความรักครั้งสุดท้าย

15. นักแสดงนำหน้าช้ำ ฝ่ายหญิงดีเด่น  (คีพคาแร็กเตอร์เดียว เล่นวนหลายเรื่อง)

-เบนซ์ ปุณยาพร พูลพิพัฒน์ จากละคร บาปบริสุทธ์ (Live),นักบุญทรงกลด,ละอองดาว,วังนางโหง,ละครเทิดพระเกียรติชุด "ใต้ร่มพระบารมี" เรื่อง "จากฟากฟ้าสุราลัย"

-พีค ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ จากละคร ชะนีผีผลัก,ไดอารี่ตุ๊ดซีส์ เดอะซีรีส์ 2, A Love to Kill รักซ่อนแค้น,โซ่เสน่หา,ภารกิจรัก : เหนี่ยวไวใจสุดไกปืน,ยึดฟ้าหาพิกัดรัก

-เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ  จากละคร คลื่นชีวิต,บัลลังก์ดอกไม้,The Cupids บริษัทรักอุตลุด : กามเทพหรรษา

-มิว นิษฐา จิรยั่งยืน จากละคร บ่วงหงส์,รากนครา,เพชรกลางไฟ,พ่อยุ่งลุงไม่ว่าง

-ไอซ์ ปรีชญา พงษ์ธนานิกร จากละคร เล่ห์ลับสลับร่าง, 30 กำลังแจ๋ว เดอะซีรีส์,รักกันพัลวัน
 
-วิว วรรณรท สนธิไชย จากละคร แต่ปางก่อน,A Love to Kill รักซ่อนแค้น,ภารกิจลิขิตหัวใจ,ซิทคอมสูตรรักชุลมุน

-แป้ง อรจิรา แหลมวิไล จากละคร ชิงรักริษยา,ลืมรักไม่ลืมเธอ,โสดสตรอรี่ 2,เงาอาถรรพ์

-ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ จากละคร Club Friday The Series8 : รักแท้หรือแค่สงสาร, Slam Dance ทุ่มฝันสนั่นฟลอร์,หลงไฟ


16. นักแสดงสมน้ำหน้าดีเด่น   (จอมขโมยซีนแห่งปี) 
   
    อั้ม พัชราภา กับบท พระนางอนัญทิพย์ จากเพลิงพระนาง
    บี น้ำทิพย์ กับบท ท่านหญิงวิไลเลขา (หญิงแต้)  จากแต่ปางก่อน
    น้ำฝน พัชรินทร์ กับบท เจ้านางหลวงปัทมสุดา จากรากนครา
    เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ กับบท ใจเริง จากเพลิงบุญ
    อัค อัครัฐ กับบท อีแจ็ค  จากเสน่หาไดอารี่ ตอนบ่วงเสน่หา
    ใบเฟิร์น อัญชสา กับบท น้องมายด์ จากเสน่หาไดอารี่ ตอนกับดักเสน่หา
    รัดเกล้า กับบท เซนเซยูกิ จากล่า
    ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก กับบท ก้านแก้ว จากหลงไฟ
    ต่อธนภพ กับบท พี่ยิม จาก Project "S" The Series ตอน Side by Side พี่น้องลูกขนไก่    


17. นักแสดงคู่โปรโมตดีเด่น   (ฟินแต่ในละคร)


- แอนดริว-แม็ท จากเหมือนคนละฟากฟ้า, ณเดชณ์-ญาญ่า จากเล่ห์ลับสลับร่าง, มาริโอ้-เต้ย จาก บัลลังก์ดอกไม้ ,เต้ย-เชียร์ จาก The Cupids บริษัทรักอุตลุด ตอนซ่อนรักกามเทพ, โตโน่-ณิชา จาก The Cupids บริษัทรักอุตลุด ตอนกามเทพซ้อนกล , โป๊ป-มิว จากพ่อยุ่งลุงไม่ว่าง ,บอม-พรีม  จากเดือนประดับดาว ของช่อง 3

-เวียร์-มิน จาก คู่รักรสแซ่บ, มิกค์-มุก จากมัสยา ,อ๋อม-นาว จากละอองดาว ,หลุยส์-เซฟฟานี จากหักลิ้นช้าง  ,จิณณ์-ตูน จากมหาหิน ของช่อง 7

-สน-วิว จากแต่ปางก่อน, บี้-เอสเธอร์ จากเธอคือพรหมลิขิต, เจษ-โม จากชีวิตเพื่อฆ่าหัวใจเพื่อเธอ,รักแท้แม่ไม่ปลื้ม, เต๋อ-ใหม่ จากชายไม่จริงหญิงแท้ , ไบร์ท-เพลงขวัญ จากดอกแก้วกาหลง ของช่อง ONE
-กร-น็อค จาก Together with Me อกหักมารักกับผม ของช่อง PPTV
-นิว-เอิร์ธ  จาก Water Boyy The Series, เจมส์-เบลล์ จาก Love Songs Love Series To Be Continued ตอน พรหมลิขิต ,เก้า-พรอยมน  จาก Love Books Love Series 7 ปีรักโดนใจ , พุฒิ-ยิปโซ จากแหวนดอกไม้ ,เจษ-กิ๊บซี่ จาก BangkokRakStories ตอน คนมีเสน่ห์ ,ทอย-แอ็ปเปิ้ล,น้ำตาล จาก Love Songs Love Stories2 ตอนอ้าว ,ลี-มุก จาก My Dear Loser รักไม่เอาถ่าน ของช่อง GMM25


18. ละครยอดเยี่ยม ขวัญใจแม่ค้าทุเรียน ยุงชุม ณ คลองแสนแสบ แห่งปี  (น้ำเน่าแห่งปี)


- คลื่นชีวิต, ระเริงไฟ, เมียหลวง, เพลิงบุญ ของช่อง 3,
- พริ้งคนเริงเมือง, ละอองดาว, น้ำเซาะทราย, มัสยา  ของช่อง 7
- ราชินีหมอลำ, ชิงรักริษยา, เกมมายา, ดอกแก้วกาหลง ของช่อง ONE
- ป่ากามเทพ, หลงไฟ ,ความรักครั้งสุดท้าย ของช่อง GMM25
- ทรายย้อมสี ของช่อง 8



และสาขารางวัลพิเศษ Lifetime Achivement Award ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษ ที่ถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกิติมศักดิ์อาวุโส โดยไม่ผ่านการเสนอชื่อโดยสมาชิก หรือการโหวดจากสมาชิก แต่ได้รับการเห็นชอบร่วมกันเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมผู้ทรงคุณวุฒิกิติมศักดิ์อาวุโส จำนวน 11 ท่าน เพื่อมอบรางวัลให้แก่บุคคล หรือองค์กร หน่วยงานที่มีส่วนในการส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีเด่นให้กับวงการละครไทย และสอดคล้องกับแนวคิดของชมรมคนรักคลองแสนแสบ สมาพันธุ์แม่ค้าทุเรียนตลาดแตก สมาพันธุ์ผู้เพาะพันธุ์ยุงแห่งประเทศไทย โดยจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผุ้ได้รางวัลนี้ ในวันประกาศผลมอบรางวัล “เปลือกทุเรียนอวอร์ด” พร้อมๆ กับรางวัลสาขาอื่นๆ  ใครจะได้รางวัลอะไร ?  ประกาศผลรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลทั้ง 19 สาขาในช่วงปลายเดือนหน้า ก.พ. 2561 นี้ โปรดติดตาม