วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทีมประสิทธิภาพแห่งปี 2017 (2) - ตอนทีมประสิทธิภาพและทีมด้อยประสิทธิภาพแห่งปี


มาเข้าสู่โหมดของการเชิดชูทีมประสิทธิภาพแห่งปี
 2017 ตามธรรมเนียมของบล็อกเรา ก็จะจัดหมวดและประกาศ โดยจำแนกออกเป็น 5 หมวดใหญ่ๆ คือ 1.ทีมประสิทธิภาพสาขากีฬา ,2.ทีมประสิทธิภาพสาขาสื่อสารมวลชน 3.ทีมประสิทธิภาพสาขาหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานสาธารณะบริการประชาชน และ 4.ทีมประสิทธิภาพสาขาหน่วยงานภาคเอกชนหรือหน่วยธุรกิจให้บริการประชาชน รวมสายบันเทิงไว้ในหมวดนี้ด้วย  5.ทีมด้อยประสิทธิภาพแห่งปี  เพื่อประกาศเกียรติคุณให้กับหน่วยงานเหล่านั้น ที่ได้สร้างผลงานอันน่าประทับใจเอาไว้ในปีนี้ ซึ่งเราได้รวบรวมไว้แล้ว




1.ทีมประสิทธิภาพแห่งปี สาขาด้านกีฬา ได้แก่
สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ , ทีมฟุตบอลชายไทยชุดช้างศึกและทีมฟุตบอลหญิงไทยชุดชบาแก้ว (ทีมชาติไทยชุดใหญ่)  , สมาคมและทีมฟุตซอลทีมชาติไทย ,ทีมฟุตบอลสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด , ทีมฟุตบอลสโมสรเชียงราย (กว่างโซ้ว) ,สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ,ทีมวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติไทย, ทีมฟุตบอลสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ ,ทีมฟุตบอลสโมสรบาร์เซโลน่า,ทีมฟุตบอลสโมสรเปเอสเช (ปารีสแซงค์แชร์กแมง), ทีมสมาคมกีฬายกน้ำหนักแห่งประเทศไทย, ทีมสมาคมเทควันโด้ประเทศไทย, สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย-สมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย ,สมาคมกีฬาสนุกเกอร์แห่งประเทศไทย ,นักกีฬาทีมเซปัคตระกร้อชาย-หญิงทีมชาติ ,สมาคมกีฬาเจ็ทสกีแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ฯ ,สมาคมอีสปอร์ต





2.ทีมประสิทธิภาพแห่งปี สาขาสื่อสารมวลชน จำแนกเป็นสื่อกระแสหลัก (ฟรีทีวี,นสพ.วิทยุ,เว็บไซต์) กับสื่อกระแสรอง (ทีวีดาวเทียม,สำนักข่าวเอกชน,สื่ออิสระ,เอ็นจีโอ,โซเชียลมีเดีย)


สื่อกระแสหลัก (เน้นการแพร่ข่าวสาร,บทวิเคราะห์เจาะลึกที่น่าเชื่อถือ,ทันสถานการณ์,นำเสนอตรงไปตรงมาไม่บิดประเด็น,ไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง,ไม่จำเป็นต้องเร็วมาก,มีแหล่งข่าวที่ดี,ไม่ชี้นำสังคม,แยกแยะผิดถูกชั่วดี,กล้านำเสนอความจริง) ได้แก่ 7HD, TPBS, ไทยรัฐทีวี,Nation ทีวี, Now 26 ,SpringNews, TNN24, ช่อง 8, One HD, Amarin TV ,Mono 29, PPTV, 3HD,3SD ,นสพ.ไทยโพสต์, นสพ.โพสต์ทูเดย์-บางกอกโพสต์ ,นสพ.ผู้จัดการ-MGR online ,นสพ.กรุงเทพธุรกิจ-เนชั่น-คมชัดลึก นสพ.มติชน-ข่าวสด-ประชาชาติธุรกิจ, วิทยุคลื่น 90.5 คลื่นเนชั่น, 96.5 modernradio 105 LiveTalk ,101-RR1 









สื่อกระแสรอง (เน้นการแพร่ข่าวสาร,บทวิเคราะห์เจาะลึกที่น่าเชื่อถือ,ทันสถานการณ์,นำเสนอตรงไปตรงมาไม่บิดประเด็น,ไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง,ไม่จำเป็นต้องเร็วมาก,มีแหล่งข่าวที่ดี,ไม่ชี้นำสังคม,แยกแยะผิดถูกชั่วดี,กล้านำเสนอความจริง) ได้แก่ ทีวี News 1,วิทยุ สวพ. 91 ,จส.100,เฟซบุ้คคุณทนง ขันทอง, เว็บไซต์แบงคอคบิสนิวส์, เว็บไซต์ไทยพับลิก้า, เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์, สำนักข่าวอิศรา ,เว็บไซต์ MGR online ,เพจอีจัน,เพจแหม่มโพธิ์ดำ, เพจจ่านิว, เพจ Drama-Addict ,ช่อง You Like Clip เด็ด V.4 , เพจ the standard co ,เพจ CSI LA ,หมอแล็ปแพนด้า


3.ทีมประสิทธิภาพแห่งปี สาขาหน่วยงานภาครัฐ,หน่วยงานบริการสาธารณะชน,องค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ ได้แก่



คณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศและบูรณะปฏิสังขรณ์ราชร ถและพระยานมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  บรมนาถบพิตร, คณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบรมนาถบพิตร , สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ,สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน, สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน, กรมศุลกากร ,กระทรวงวัฒนธรรม , การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรุงเทพมหานคร , มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค, มูลนิธิทูบีนัมเบอร์วัน, ศูนย์ประชาบดี 1300 ,ศูนย์เอราวัณ 1646 ,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ,มูลนิธิชัยพัฒนา ,มูลนิธิพระดาบส ,มูลนิธิสายใจไทย ,มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ,คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล  ,รพ.รามาธิบดี ,เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย, เครือข่ายปกป้องกระบี่จากถ่านหิน ,เครือข่ายคนเทพาคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินและเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน, ,สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ,เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ,จิตอาสาทุกคนบริเวณรอบสนามหลวง ,มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ,สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย, มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก , มูลนิธิเด็ก ,มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง , มูลนิธิร่วมกตัญญู , อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ,ทีมงานโครงการ “ก้าวคนละก้าว จากเบตง-แม่สาย เพื่อหาเงินช่วยเหลือ 11 รพ.โดยทีมงานของนายตูน อาทิวราห์ คงมาลัย 



4.ทีมประสิทธิภาพแห่งปี  สาขาหน่วยงานภาคเอกชน หรือหน่วยธุรกิจให้บริการประชาชน และสาขาบันเทิง  ได้แก่

ค่ายเพลงแกรมมี่โกลด์ , ค่ายเพลงจีนี่เรคคอร์ด ,  ค่ายเพลงสมอลล์รูม , ค่ายเพลงวอทเดอะดักส์ ,ค่ายเพลงบีอีซี-เทโร มิวสิค  , ค่ายเพลงดักส์บาร์  , ค่ายเพลง แชนเดอร์เลียร์ , ค่ายเพลงสไปซี่ดิสค์ , ค่ายเพลงอาร์สยาม , ค่ายเพลงเอ็มบีโอ , ค่ายเพลงไวท์มิวสิค ,ไหทองคำเรคคอร์ด

บริษัทเอไทม์โชว์บิซ ,บริษัทเฟรชแอร์ เฟสติวัล, บริษัทอินเด็กซ์ครีเอทีฟวิลเลจ ,บริษัทเซ้นส์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ,บริษัทมีมิติ ,แร็บบิทสตูดิโอ ,บริษัททริปเปิ้ลทู ,บริษัทใจอั้น , บริษัทเวิร์คพ้อยท์และโต๊ะกลมโทรทัศน์ , บริษัทกันตนากรุ๊ป , บริษัททีวีธันเดอร์ , บริษัททีวีบูรพา , บริษัทแฮปอะกู้ดดรีม  ,บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย



 
บริษัทละครไท , บริษัทถนัดละคร , บริษัทนาดาวบางกอก , บริษัทเมตตาและมหานิยม  , บริษัทคนทีวี (ไทยแลนด์) ,บริษัทบรอดคาสท์ไทยเทเลวิชั่น , บริษัทดี วัน ทีวี,  บริษัทแอค-อาร์ต เจเนอเรชั่น ,บริษัทซีนาริโอ ,บริษัทจีเอ็มเอ็มทีวี ,บริษัทกันตนามูฟวี่ทาวน์ (2002) ,บริษัทเจเอสแอลโกลบอลมีเดีย , บริษัทพอดีคำเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ , , บริษัทดีด้าวีดีโอโปรดักชั่น , บริษัทโคลีเซียมอินเตอร์กรุ๊ป ,บริษัทอินทรีย์ออดิโอวิชั่น ,บริษัทสุขสันต์หรรษา 52 , บริษัทดาราวีดีโอ , บริษัทสามเศียร , ,บริษัทมงคลการละคร ,บริษัทปรากฏการณ์ดี  , บริษัทป้าสั่งย่าสอน, บริษัทมุมใหม่  ,บริษัท, บริษัทเมกเกอร์วาย  ,บริษัททีวีซีนแอนด์พิคเจอร์, บริษัทมายน์แอทเวิร์คส์ , บริษัทโพลีพลัส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ,บริษัท ฟิลกู๊ด เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ,บริษัท 9 บีเวอร์ฟิล์ม ,บริษัทเมกเกอร์ เจ กรุ๊ป ,บริษัทเดอะวันเอ็นเตอร์ไพร์ซ , บริษัทเมกเกอร์กรุ๊ป ,บริษัท, บริษัทเมจิกอีฟเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ,บริษัทอู่ข้าวอู่น้ำภาพยนตร์ ,บริษัท ๙ แสนสตูดิโอ  , คณะทำงานและทีมจัดการแสดงมหรสพสมโภช ในงานพระราชพิธีพระราชทานพระเพลิง พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร บริเวณปรัมพิธี ท้องสนามหลวง ในชื่อชุด โขนหน้าจอ และโขนชักรอก จำนวน 9 ชุดแสดง ,คณะทำงานการแสดงมหรสพสมโภช ในงานพระราชพิธีฯ การแสดงละคร (เรื่องพระมหาชนก อิเหนา และมโนห์รา) หุ่นหลวง หุ่นกระบอก ,คณะทำงานการแสดงมหรสพสมโภช ในงานพระราชพิธีฯ การบรรเลงดนตรีสากล และการแสดงบัลเล่ต์ "ธ คือ ดวงใจไทยทั่วหล้า” (หรือบัลเล่ต์มโนราห์) ,ทีมงานและกองประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2017 (ทีมมารีญา)






บริษัทจีดีเอช559 , บริษัทเอ็ม 39 ,บริษัทสหมงคลฟิล์ม ,บริษัทกันตนาโมชั่นพิคเจอร์ส ,บริษัท ,บริษัทโมโนพิคเจอร์ , บริษัท CJ Major , บริษัท M Picture , บริษัทนอร์ทสตาร์โปรดักชั่น

5.ทีมด้อยประสิทธิภาพแห่งปี รางวัลนี้ต้องถวายพาน ปูพรมแดงยกให้กับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปเลย ด้วยผลงานชิ้นโบแดงในยุคนี้ ที่มีกรณีตัดตอนกระบวนการยุติธรรมที่จะเอาผิดผู้กระทำความผิด โดยใช้กลไกองค์กรอิสระที่ผู้มีอำนาจตั้งคนของตัวเองเข้าไปนั่งเป็นหัวในองค์กร เพื่อจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ต่างจากกรณีขบวนการล้มบอลในวงการฟุตบอลไทย ที่มีการล็อกผลได้ โดยผู้เกี่ยวข้องหรือตัวละครมีทุกระดับทำแบบครบวงจร ในกรณีนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นขบวนการล้มผลการตัดสินหรือล้มกระบวนการยุติธรรม เทียบเคียงได้เหมือนกัน  ยกตัวอย่างซัก 2 กรณีก็แล้วกัน 1 กรณีที่ ป.ป.ช.ทำสำนวนคดีฟ้องเอาผิด 4 ผู้ต้องหาสำคัญในคดีสลายการชุมนุมเมื่อ 7 ตุลา 2551 แบบอ่อนหล่ะหลวม เหมือนไม่เต็มใจจะสู้ หรือเตรียมจะไปแพ้ในศาล (ไม่ได้ให้ทนายฝ่ายโจทก์เข้าไปร่วมฟังการพิจารณาคดี อีกทั้งยังไม่ยอมใช้พยานหลักฐานประกอบอื่นๆ ที่ ป.ป.ช. ชุดเก่า (ชุดที่มีอ.อ.ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็น ปธ.) เคยทำสำนวนไว้อย่างดิบดีและแน่นหนาแล้ว จนถึงขั้นที่ศาลชั้นต้นเคยตัดสินตามสำนวน ป.ป.ช. ชุดเก่าแล้วให้ จำเลยในคดีสลายการชุมนุม 7 ตุลาคม 2551 มีความผิดทั้ง 4 คน ต้องติดคุก แต่แล้ว พอเปลี่ยน ป.ป.ช.มาเป็นชุดใหม่-ชุดปัจจุบัน (ที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ หรือบิ๊กกุ่ย อดีตหน้าห้องของบิ๊กป้อม มานั่งเป็น ปธ. โดยบิ๊กป้อมแต่งตั้งมากับมือโดยตรง นี่มันไม่รู้จะเรียกว่า conflict of interest ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอย่างไรแล้ว)
-http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9580000138920

 งานแรก ก็ออกมารับใบสั่งเลย แสดงท่าทีที่แปลกๆ ด้วยการไม่คิดอุทธรณ์คดีสลายการชุมนุม 7 ตุลา จนญาติวีรชน 7 ตุลา ที่เสียชีวิต ต้องเคลื่อนไหวกดดัน และนักวิชาการ ภาคสังคม สื่อมวลชนร่วมกันกดดัน จึงยอมเปลี่ยนแปลงท่าที มาตั้งรับว่าจะดำเนินการให้ตามขั้นตอนโดยทันที นี่แค่เพิ่งก้าวแรกของการมารับตำแหน่ง ปธ.ป.ป.ช.ของ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ นะ ดูต่อ  

-คดีสลายการชุมนุม พธม. ป.ป.ช. สู้ป้อแป้ แพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง?  https://www.manager.co.th/Weekend/ViewNews.aspx?NewsID=9600000079164

เหมือนกลับจงใจที่จะให้คดีนี้เอาผิดพัชรวาทไม่ได้ (เป็นถึงน้องชายบิ๊กป้อมนะโว๊ย น้องกูใครอย่าแตะ) เป็นมวยล้ม ต้มคนดู คือทำสำนวนอ่อน หลักฐานพยานอ่อน เพื่อที่จะไปแพ้คดีในศาล และก็เป็นไปตามนั้น เมื่อมีการตัดสินของศาลฏีกาออกมาว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่มีความผิด ศาลมีมติยกฟ้อง  (เหตุใดจึงต้องยกฟ้องสมชาย แล้วพัชรวาทมีเอี่ยวมั๊ย ก็ถ้าสมชายไม่หลุด-หรือผิด พัชรวาทจะรอดเหรอ เพราะเป็นผู้รับคำสั่งโดยตรง)

-เปิดคำพิพากษาคดี 7 ตุลา 51 ศาลยกฟ้อง “สมชาย” ชี้พันธมิตรไม่ได้ชุมนุมสันติhttps://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_460150

https://www.thairath.co.th/content/1025336

จากนั้นเมื่อแกนนำกลุ่มพันธมิตรมีการนัดหารือว่าจะมีการอุทธรณ์ผลการตัดสิน โดยสามารถทำได้ โดยยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติม นำไปให้ ป.ป.ช. เพื่อยื่นต่อศาล เป็นการอุทธรณ์ แต่ ป.ป.ช. บางคนกลับออกมานั่งตั้งโต๊ะแถลง ตัดสินเสียเองเลยว่า จะยื่นอุทธรณ์ผล และฟ้องเพียงแค่ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว เพียงคนเดียว คือแพะรับบาป เพียงคนเดียวในคดีนี้ โทษฐานเป็นขี้ข้าเพียงคนเดียว ที่ไม่มีแบ็ก เอ๊ยไม่ใช่ เป็นแพะรับบาป แทนคนอื่น เนื่องจากที่เหลืออีก 3 คน เป็นบิ๊กเนม (นี่หล่ะหนอ ที่คนเขาว่า คุกมีไว้ขังแค่คนจน เพราะใน 4 คนนี้ สุชาติ เหมือนแก้ว แกกระจอกที่สุด)

-ป.ป.ช.ตั้งโต๊ะเคลียร์ปมอุทธรณ์แค่สุชาติคดีสลายม็อบ (การออกความเห็นราวกับเป็นศาลเสียเองของนายสุรศักดิ์ คิรีวิเชียร  1 ในกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ซึ่งมีแนวคิดพวกเดียวกับแก๊งค์แดง นปช.)
https://www.dailynews.co.th/politics/595410

-ตัดตอนฟ้องสุชาติ-ปปช.ปล่อย”ป๊อด-จิ๋ว-ชายจืด”ลอยนวลhttps://mgronline.com/daily/detail/9600000088776

 

2.คดีนาฬิกาหรู แหวนเพชร ที่บิ๊กป้อมใส่โชว์ในวันถ่ายรูปร่วมกับ ครม.ชุดใหม่ ในรัฐบาลประยุทธ์ 5 แล้วถูกนักข่าวแซะว่า “นาฬิกรหรูนี้ ท่านได้แต่ใดมา” แล้วท่านตอบแบบแก้เกี้ยวว่า มีอยู่นานแล้ว แต่ในใบแจ้งบัญชีทรัพย์สินของ รมต.ก่อนเข้ารับตำแหน่ง ตั้งแต่ปี 57 ไม่มีรายการทรัพย์สินชนิดนี้อยู่ เนื่องจากนาฬิกายี่ห้อนี้มีราคาแพงหลักล้าน จะมาอ้างว่าลืมตกหล่น เลยไม่ได้แจ้ง หรือมีคนให้โดยเสน่หา ก็จะเข้าข่ายผิด  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าดวยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดย มาตรา ๑๐๓ ห้ามมิให้เจ้าหน้าทีของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือ ประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อัน ควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคบที่ออกโดยอาศัยอํานาจตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อันใด โดยธรรมจรรยา ตามหลักเกณฑ์และจํานวนทีคณะกรรมการ ป.ป.ช. กําหนดบทบัญญัติ ในวรรคหนึ่ง ให้ใช้ บังคับกับการรับทรัพย์สินหรือ ประโยชน์อื่นใดของผู้ซึ่งพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาแล้วยังไม่ ถึงสองปีด้วยโดยอนุโลม ซึ่งตาม พรบ.นี้กำหนดไว้คือตัวเลข 3,000 บาท แต่นาฬิกาหรูที่ว่านี้มูลค่านับล้าน มันจึงอยู่ในข่ายกระทำความผิด ไม่ว่าจะมองในเหลี่ยมมุมไหนก็ตาม ป.ป.ช.จึงมีหน้าที่ต้องไปตรวจสอบนักการเมืองคนดังกล่าว (แม้ว่าเขาจะเป็นคนแต่งตั้งตัวเองมาทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต –นี่ไงที่ผู้เขียนถึงบอกว่ามันเป็น conflict of interest การขัดกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) ถ้านักการเมืองคนนั้นผิดจริง ก็ต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งไป ไม่ใช่ ปธ. ป.ป.ช.พูดจาเหมือนจะแก้ต่างแทน และช่วยเหลือกันเต็มที่ ราวกับเป็นกิจการในกงสี หรือครอบครัวงั้นแหละ ยุคนี้ถ้ายังมองว่า ปชช.กินหญ้า มีเขางอก ก็คอยดูแล้วกันว่า วันหนึ่ง ปชช.จะสั่งสอนพวกท่านอย่างไร


นี่คือขบวนการแก้ต่างแทนบิ๊กป้อมที่ทำให้ แหล่งข่าวนั้น ดูขาดความน่าเชื่อถือไปเลย ทำให้เพจจำเป็นต้องตัดเพจเว็บไซต์นี้ออกจากทีมประสิทธิภาพแห่งปี ไปเลย จากเดิมที่คิดว่าเขาเป็นเพจที่ทรงอิทธิพลแห่งปี และน่าเชื่อถือมาก

 

คล้ายๆ กรณีของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งนายกเพราะไปทำรายการทีวี ซึ่งมีผลประโยชน์คือเงินค่าโฆษณา ซึ่งเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ แต่หลักการก็คือว่า นายสมัครเป็นถึงนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลผลประโยชน์โดยตรงของรัฐและของประชาชน แต่ไปทำรายการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางธุรกิจ และส่วนบุคคล มันเข้าข่ายการขัดกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงผิดเต็มประตู ไม่ใช่เรื่องที่มาเบี่ยงประเด็นเป็นว่า ไปทำรายการทีวีทำกับข้าว แล้วเลยต้องหลุดจากตำแหน่งนายก ในกรณีของบิ๊กป้อมนี่ยิ่งกว่า มัน 2 ชั้น ตัวเองเป็นนักการเมือง การแจ้งหรือยื่นบัญชีทรัพย์สินไม่ครบถ้วน นั่นส่อนัยร่ำรวยผิดปกติ แต่ไม่แจ้งให้ป.ป.ช.(หรือก็คือผู้ดูแลผลประโยชน์ของประเทศให้รู้) กรณีนึงแล้ว อีกนัยนึงก็คือ ตัวเองใส่โชว์นาฬิกาที่เป็นแบรนด์ดังหรู มันส่อนัยว่า คุณมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนให้กับธุรกิจหรือเจ้าของนักธุรกิจนาฬิกายี่ห้อนี้หรือไม่ เหมือนกับที่พวกคุณบินไปกับคณะนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือน ก.ย.ไปพบปธน.สหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเจรจาการค้า แต่บุคคลที่ยืนถ่ายรูปอยู่เบื้องหลังเต็มไปด้วยนักธุรกิจกลุ่มทุนพลังงานใหญ่ๆ ของสหรัฐเต็มไปหมดเลย พอกลับมาก็สั่งเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพา,กระบี่ และสั่งให้เร่งรัดให้รีบอนุมัติเซ็นสัญญาสัมปทาน 2 แปลงใหญ่ (แหล่งเอราวัณ,แหล่งบงกช) ที่ใกล้หมดอายุ ให้กับกลุ่มทุนใหญ่เจ้าเดิมที่เป็นของสหรัฐ โดยไม่ฟังเสียงนักวิชาการ กลุ่มเคลื่อนไหวด้านพลังงาน ที่เขาติงว่า สัญญาสัมปทานมันเต็มไปด้วยการเสียเปรียบด้านผลประโยชน์ เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงาน โดยที่ประเทศชาติไม่ได้ผลประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น ยังมีกรณีที่ไม่ยอมจัดตั้งบรรษัทพลังงานมากำกับดูแลผลประโยชน์ การเรียกคืนท่อก๊าซคืนจาก ปตท., การไม่เรียกเก็บภาษีจากกรณีบริษัทพลังงานของตปท.(เชฟรอน) โกงภาษี ด้วยการขนถ่ายน้ำมันจากหลุมเจาะในทะเล แล้วขนขึ้นบกขนถ่ายออกนอกประเทศ ฯลฯ (รสนาติงกรมสรรพากร-สรรพสามิต เหตุใดยังไม่ยอมเรียกเก็บเงินภาษีกับค่าปรับแก่บริษัทเชฟรอน ที่ขนถ่ายน้ำมันจากราชอาณาจักรไทยออกนอกประเทศ โดยพยายามที่จะเลี่ยงภาษี)  https://www.prachachat.net/finance/news-70390


แต่ผู้นำประเทศก็ยังจะเดินหน้าอยู่ท่าเดียว ม็อบไหนมาค้านก็จะใช้กองกำลังทหาร,ตำรวจไปจัดการ พฤติกรรมไม่ต่างอะไรกับขาใหญ่มาเฟียโดยทั่วไป 


การกระทำของ ป.ป.ช.ในยุคนี้ หากใช้ดุลยพินิจในการที่จะพิจาณาคดี ไม่โปร่งใส เที่ยงธรรม ก็ไม่อาจเป็นที่พึ่งหวังของประชาชน และจะกลายไปเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐบาลเผด็จการที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย ในการใช้เป็นอาวุธเพื่อเล่นงานนักการเมือง ผู้ที่เคยกระทำความผิดทั้งในสมัยก่อนหน้าและปัจจุบัน ไม่ให้มีสิทธิ์มีเสียง ในการต่อสู้คัดค้านความอยุติธรรมได้อย่างเต็มกำลังได้  เพราะองค์กรที่ควรจะเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนได้ขาดความน่าเชื่อถือ และกลายไปเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่ไม่ได้มาจากประชาธิปไตยไปเรียบร้อยแล้ว

 

นี่จึงเป็นเหตุผลที่เพียงพอ และบทสรุปของความด้อยประสิทธิภาพของหน่วยงานนี้ เราจึงยกตำแหน่งและรางวัล ทีมด้อยประสิทธิภาพแห่งปี 2017  ให้กับ ป.ป.ช. ชุดนี้แบบไร้คู่แข่ง ในปีนี้ไป




หยิกแกมหยอก วิเคราะห์และเรียบเรียง 


วันพฤหัสบดีที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทีมประสิทธิภาพแห่งปี 2017 (1) - ตอนบุคคลแห่งปี


บุคคลแห่งปี 2017

ปีนี้จะเป็นปีแรกที่เพจหยิกแกมหยอก หาบุคคลแห่งปีที่เป็นผู้นำประเทศ หรือบุคคลระดับโลกไม่ได้ เพราะยังหาผู้ที่เหมาะสมยังไม่เจอ แต่ที่เล็งไว้ตอนต้นปี คือ นายกรัฐมนตรีของแคนาดา คือนายจัสติน ทรูโด นักการเมืองหนุ่มไฟแรง ติดดิน และมีแนวคิดที่เรียกว่าทันสมัย สอดคล้องกับโลกยุคใหม่มากที่สุด (เคยแบ็กแพ็คมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยด้วยตอนสมัยเรียนจบ ป.ตรีใหม่ๆ) กล้าประกาศนโยบายที่ตรงกับความต้องการของประชาชน กล้าแต่งตั้งคณะ รมต.ที่มีคุณสมบัติ และความสามารถตรงกับงานในกระทรวง โดยไม่สนใจกลุ่มทุน กลุ่มก้อน มุ้งทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น (เรื่องนี้ถ้าผู้อ่านอยากรู้รายละเอียด ควรไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเอง ว่าเขาทำอย่างไร) เรียกว่า เป็นผู้นำรุ่นใหม่ ที่สามารถพูดได้ว่าล้ำหน้าหลายประเทศที่เจริญแล้ว เรียกว่าตอบโจทย์วิสัยทัศน์ และภาวะผู้นำในโลกยุคปัจจุบันได้ตรงคอนเซ็ปต์ที่สุด (ไม่เหมือนบางประเทศที่ประกาศว่าจะนำพาประเทศไปเป็น 4.0 แต่ในคณะรัฐมนตรีของตนเต็มไปด้วยคนยุคไดโนเสาร์ 0.1 ทั้งนั้นเลย เปิดแท็ปเล็ตเป็นหรือเปล่าก็ยังไม่รู้, ประกาศว่าจะเข้ามาปราบคอรัปชั่นให้หมดสิ้นในยุคตัวเอง แต่ที่ไหนได้คนในรัฐบาลตัวเอง เต็มไปด้วยปัญหาคอรัปชั่นที่เกิดจากคนใกล้ตัวผู้นำทั้งนั้นเลย, ประกาศว่าในปีหน้าประเทศจะไม่มีคนจนเหลืออยู่ แต่ยังแจกบัตรคนจนอยู่ และคนจนยังมาลงทะเบียนเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่มีนโยบายส่งเสริมคนจนให้มีอาชีพ แต่มีนโยบายเอื้อนายทุนใหญ่ พวกเจ้าสัว เพียบเลย ,ไปเซ็นสัญญาความร่วมมือเรื่องโลกร้อน เรื่องจะดูแลสิ่งแวดล้อมกับ ตปท.เยอะแยะ แต่ตนเองกับจะส่งเสริมให้กฟภ.อนุมัติให้มีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพาและกระบี่งี้ เกือบจะต่อสัมปทานบัตร เหมืองแร่ทองคำให้กับบริษัทอัครา ถ้าชาวบ้านในท้องที่กับนักวิชาการ เอ็นจีโอไม่มารุมต้าน ป่านนี้อนุมัติไปตั้งนานแล้ว ฯลฯ) รางวัลบุคคลแห่งปี ที่พิจารณาจากผู้นำตปท.ในโลก ให้ได้หลายคนเกือบทั่วโลกเลย ยกเว้นที่ประเทศไทย ที่ผู้นำประเทศนี้ยังไม่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์อะไรซักข้อเลยที่จะนำมาพิจารณาได้

จึงต้องมองมายังบุคคลที่ไม่ใช่ผู้นำประเทศ แต่มีความสามารถในการทำประโยชน์ มีบทบาทหน้าที่หรือภารกิจสำคัญ ที่ทำให้กับสังคมประเทศ ซึ่งในต่างประเทศมีอยู่เยอะมาก (ไม่รู้จะพิจารณาผู้ใดดี) แต่พอย้อนมามองที่บ้านเมืองของเราเอง กลับพบเห็นบุคคลธรรมดาสามัญ ตัวเล็กๆ ในสังคม ลุกขึ้นมาทำประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เพื่อสังคม เล็กน้อยในกิจกรรม แต่ยิ่งใหญ่มากในการตอบแทนคืนสังคมไทย อาทิ จิตอาสาหลากหลายกลุ่ม หลากหลายวัย ที่ก้าวออกจากบ้านมาทำกิจกรรมต่างๆ ที่ทำความดี ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดลุยเดช บรมนาถบพิตร (ในหลวง ร.9) ที่เห็นเด่นชัดก็นับตั้งแต่ที่ทรงเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2559 มาตลอดจนถึงช่วงงานพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระบรมศพ ในเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2560 ที่เพิ่งผ่านไป ภาพเหล่านั้น ถูกแชร์ออกไปทั่วโลก ผู้คนทั่วโลกต่างมองเห็นว่า คนไทยช่างโชคดี มีกษัตริย์ที่เป็นแบบอย่างแห่งคุณธรรมความดี และการเสียสละเพื่อสังคม พลอยสร้างแรงบันดาลใจให้พสกนิกรทั่วประเทศ ต่างลุกขึ้นมากระทำความดี ตอบแทนสังคม ซึ่งโดยหลักพื้นฐานแล้ว คนไทยเป็นคนดีมีน้ำใจ เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ยิ่งมาสมัครสมาน สามัคคีกันทำความดี อย่างเห็นเป็นรูปธรรมเด่นชัด ก็ในช่วงย้อนไปตั้งแต่เหตุการณ์ที่ในหลวง ร.9 ทรงครองราชย์ครบรอบ 60 ปี  ตรงกับปี พ.ศ.2549 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนไทยแตกแยก ทะเลาะกัน แบ่งฝักแบ่งฝ่าย จากปัญหาการเมืองในยุคนั้น ที่นักการเมืองที่เข้ามาปกครองประเทศสร้างปัญหาเอาไว้อย่างมากมาย แต่ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง ทรงเป็นศูนย์รวมน้ำใจ ให้คนไทยกลับมาตระหนัก ถึงบทบาท หน้าที่ และการเสียสละ เพื่อช่วยให้สังคมดีขึ้น และกลับมาสู่จุดที่คนไทยเคยเป็น นั่นก็คือ คนไทยนั้นรักกัน

ปรากฏการณ์ของพี่ตูน บอดี้สแลม มีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนั้นยังมองว่า ยังไม่เห็นเด่นชัดนัก เพราะจิตอาสา ที่เป็นพวกดารา เซเลป ต่างออกมาทำความดีกันเกือบจะทั้งวงการ แต่พอมาปีนี้ พี่ตูนและทีมงาน “ก้าวคนละก้าวฯ” คิดแคมเปญโครงการที่เรียกได้ว่า มันเกินกำลังทีคนๆ หนึ่งจะทำได้ แต่พอก้าวแรกที่พี่ตูนออกวิ่งจริงๆ ได้ปรากฏสู่สายตาชาวไทยทั้งประเทศ ผ่านเส้นทางมาแต่ละระยะ นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ อ.เบตง มันทำให้ภาพที่มันไกลและเบลอมาก เริ่มเห็นเด่นชัด และเห็นเค้าลางแห่งความสำเร็จ สมกับชื่อเพลงของพี่ตูนนั่นแหละ “แสงสุดท้าย” มันเห็นอยู่รำไร เกิดปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านตามท้องถิ่นที่พี่ตูนวิ่งผ่าน ออกมาต้อนรับ ร่วมบริจาค มีคนดังมาร่วมกิจกรรม ร่วมวิ่ง ร่วมบริจาค จนกลายเป็นกระแส talk of the town, viral marketing จนมันดังไกลไปต่างแดนแล้วในเวลานี้ เรียกได้ว่า ปีนี้ ถ้ารางวัลบุคคลแห่งปี จากทุกสถาบันไหนก็ตาม ไม่มีชื่อพี่ตูน เข้ารอบ หรือเข้าชิง ก็ต้องถือว่ากรรมการไม่มีวิสัยทัศน์แล้วหล่ะ มองไม่เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ไม่ปกติธรรมดาอันนี้เอาเสียเลย รางวัลบุคคลแห่งปี ของเพจหยิกแกมหยอก จึงต้องเป็น ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย ในปีนี้ แต่บังเอิญว่าในช่วง สัปดาห์ที่แล้วเกิดข่าวใหญ่ ช็อกวงการเมืองไทยและวงการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อข่าวการเสียชีวิต (อาสัญกรรม) อย่างกระทันหัน ของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ กลายเป็นหัวข้อข่าวใหญ่ไปทั้งประเทศและทั่วอาเซียนรวมถึงระดับโลก เพราะประเทศไทยและอาเซียนได้สูญเสียบุคคลที่เป็นทรัพยากรบุคคลอันมีค่า และมีความสามารถที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศไปอย่างน่าเสียดาย จึงเป็นที่มาที่ทำให้ เพจหยิกแกมหยอก ต้องถือโอกาสนี้ในการสดุดีคุณงามความดีและวีรกรรมที่ท่านได้ทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทยไว้ ตอนสมัยที่เป็นเลขาธิการอาเซียน และไม่พลาดที่จะให้รางวัล บุคคลแห่งปี 2017 ร่วมกับพีตูน บอดี้สแลมในปีนี้ ไปพร้อมๆ กัน  

2 บุคคลแห่งปี 2017  คือ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ และ นายอาทิวราห์ คงมาลัย


ประวัติโดยย่อของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เกิดวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2492 ที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีบิดาเป็นครูสอนศาสนาอิสลาม ศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดบ้านตาล ศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช และ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช

สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแคลร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2515 (ก่อนหน้านี้ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เคยศึกษาที่ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2 ปี) ปริญญาโทสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (พ.ศ. 2517)

และปริญญาเอกด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (พ.ศ. 2522) ต่อมา ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ได้เริ่มอาชีพนักวิชาการในตำแหน่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่าง พ.ศ. 2518-2529

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นคนที่เรียนเก่ง มีแนวคิดดี ทักษะการพูด พูดจาฉะฉาน มีสติปัญญาดี วิถีชีวิตของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ จึงมีความน่าสนใจตรงที่เป็นตัวอย่างแก่เด็กบ้านนอกที่เป็น “นักแสวงหาจากปักษ์ใต้” เช่นเดียวกับ นายชวน หลีกภัย  หรือ“นายหัวชวน” เพราะว่าล้วนแต่เกิดในครอบครัวที่ยากจน แต่มีความมุ่งมั่นและครอบครัวมีการวางรากฐานทางด้านการศึกษาให้แก่ลูกๆ จนได้ดี

ซึ่งหลังจากอาชีพการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ก็ผันตัวมาเป็นนักการเมือง โดยที่เคยดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลนายชวน หลีกภัย และยังเป็นอาจารย์พิเศษประจำวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

และตำแหน่งล่าสุด ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน ซึ่งมีวาระ 5 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 จนสิ้นสุดวาระเมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2556 ซึ่ง ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ได้นั่งทำงานที่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย นับเป็นคนไทยคนที่สองที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้
*หลังจากคนไทยคนแรกคืออดีตเอกอัครราชทูตและอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ แผน วรรณเมธี (ปัจจุบันเป็นเลขาธิการสภากาชาดไทย) ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2532-2536

“ชีวิตผมไม่ใช่ข้อยกเว้น เพียงแต่เราต้องปรับโครงสร้างทางสังคมต่าง ๆ เพื่อเปิดทางให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม และที่สำคัญที่สุดคือ เราต้องให้โอกาสตัวเองได้หวัง ได้ฝัน และก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ ไปได้ ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง”

เมื่อได้ยินชื่อ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เราจะนึกถึงชายมุสลิมคนหนึ่งผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน แต่อันที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ ดร.สุรินทร์ ยังได้ทำหน้าที่สำคัญต่าง ๆ มากมายโดยเฉพาะเรื่องนโยบายต่างประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2540-2544 ในฐานะรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ ทำให้ไทยได้มีบทบาทสำคัญในเวทีระดับโลกทั้งในเรื่องการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างอินโดนีเซียกับติมอร์-เลสเตที่บานปลายจนเป็นสงคราม มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงเป็นผู้ผลักดันให้ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นผู้อำนวยการใหญ่ WTO และบทบาทในฐานะเลขาธิการอาเซียน ก็คือผลงานของชายมุสลิมธรรมดาคนหนึ่งจากแดนใต้ที่มุมานะจนมีตำแหน่งสำคัญในระดับโลกชายผู้มีชื่อว่า ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ

ประวัติการศึกษาและชีวิตครอบครัว
“We dare to dream. We care to share.”         
ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ.2492 เป็นคนบ้านตาล ต.กำแพงเซา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พ่อชื่อ ฮัจยี อิสมาแอล แม่ชื่อ ซอฟียะห์ พิศสุวรรณ  เป็นลูกชายคนโตจากทั้งหมด 11 คน มีคุณตาชื่อ ฮัจจียะโกบ พิศสุวรรณ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนปอเนอะบ้านตาลหรือ โรงเรียนประทีปศาสน์ โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามของเอกชน ส่วนคุณตาทวดของ ดร.สุรินทร์ เป็นผู้บุกเบิกชุมชนมุสลิมใน จ.นครศรีธรรมราช ชื่อ อิหม่ามตูวันฆูอัลมัรฮูม ฮัจยีซิดฎิก พิศสุวรรณ ดร.สุรินทร์มีชื่อในภาษาอาหรับว่า อับดุลฮาลีม บินอิสมาแอล พิศสุวรรณ ซึ่งแปลว่า “ผู้มีจิตใจสุขุมเยือกเย็น โกรธยาก อภัยเร็ว”
          ในเรื่องการศึกษานั้น ดร.สุรินทร์เข้าศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดบ้านตาล มัธยมศึกษาจาก โรงเรียนพรสวัสดิ์วิทยา โรเงรียนเบญจมราชูทิศ และโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช ตามลำดับ ในระดับปริญญาตรีได้ศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยเรียนปี 1-2 และได้รับทุน Frank Bell Appleby ไปศึกษาต่อ ปี 3-4 ด้านรัฐศาสตร์ที่ Claremont Men’s College, Claremont University และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากที่นั้น และศึกษาในระดับปริญญาโทและเอกที่ Harvard University ด้านรัฐศาสตร์ โดยได้รับทุนจาก Rockefeller ภายใต้การสนับสนุนของ อ.เสน่ห์ จามริก
          ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ สมรสกับ อลิสา พิศสุวรรณ (ฮัจยะห์อาอีชะฮ์) เมื่อ พ.ศ.2526 มีลูกชายด้วยกัน 3 คน โดยคนโตชื่อ ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ คนที่สองชื่อ ฮุสนี พิศสุวรรณ และคนสุดท้องชื่อ ฟิกรี่ พิศสุวรรณ

หน้าที่การงานและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ
          หลังจากจบการศึกษาปริญญาเอกจาก Harvard University ดร.สุรินทร์ ต้องกลับมาเป็น อาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตามเงื่อนไขของทุนการศึกษาที่ได้รับไปศึกษาในระดับปริญญาโทและเอก โดยเป็นอาจารย์เมื่อปี พ.ศ.2525 ต่อมาใน พ.ศ.2529 ชีวิตการเป็นนักการเมืองของ ดร.สุรินทร์จึงได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อสัมพันธ์ ทองสมัคร มาโนชย์ วิชัยกุล และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราชจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาหา ดร.สุรินทร์ ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ชักชวนให้ ดร.สุรินทร์ สมัคร ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราช ในนามของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในตอนแรกนั้น ดร.สุรินทร์ ไม่ได้ตอบรับในทันที แต่ในเวลาต่อมาก็ตอบรับคำที่จะลงสมัครและก็ได้รับเลือกตั้งในที่สุด เมื่อได้เป็น ส.ส. ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ชักชวนให้ ดร.สุรินทร์ มารับหน้าที่เป็นเลขานุการประธานสภาฯ หลังจากนั้นเมื่อมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในปี พ.ศ.2531 ดร.สุรินทร์ ก็ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.อีกครั้งและได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขานุการให้กับ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วยเหตุที่ ดร.สุรินทร์ ศึกษามาทางด้านรัฐศาสตร์อยู่แล้วทางผู้ใหญ่ในพรรคจึงเห็นว่าน่าจะเหมาะสมที่จะไปช่วยงานในกระทรวงมหาดไทย หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2535 เมื่อชวน หลีกภัยได้รับการเลือกตั้งจากสภาฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดร.สุรินทร์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย 1 พ.ศ.2535-2538) และในปี พ.ศ.2540 เมื่อประเทศไทยประสบวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่ง เปิดทางให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ และในครั้งนี้ชวน หลีกภัยได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 คณะรัฐมนตรีชวน 2 ครั้งนี้ได้แต่งตั้งให้ ดร.สุรินทร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย 1 พ.ศ.2540-2544) และได้มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศในช่วงหลังวิกฤตเพื่อนำพาประเทศกลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงมีการผลักดันบทบาทของอาเซียนในการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างสมาชิกภายในอาเซียนอีกด้วย (จะอธิบายในส่วนผลงานที่สำคัญในทางการเมือง) ต่อมาในปี พ.ศ.2551 ประเทศไทยได้รับสิทธิในการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศจึงได้ทำการสรรหาบุคคลที่ประเทศไทยจะส่งไปดำรงตำแหน่งดังกล่าว และในที่สุด จึงได้เสนอชื่อ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียนตั้งแต่ปี พ.ศ.2551-2555 ในระหว่างการเป็นเลขาธิการอาเซียนนั้น ดร.สุรินทร์ ได้ดำเนินการเพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนให้สัตยาบันกฎบัตรอาเซียนให้สามารถประกาศใช้ได้ และยังรณรงค์และประชาสัมพันธ์เพื่อประชาชนในประเทศสมาชิกตระหนักถึงความสำคัญของอาเซียน หลังจากหมดวาระ ดร.สุรินทร์ ก็ยังทำงานในการเผยแพร่และให้ความรู้เกี่ยวกับอาเซียนต่อไป ปัจจุบันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มอบตำแหน่งธรรมศาสตราภิชาน ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร.สุรินทร์

ผลงานที่สำคัญในทางการเมือง
          ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ได้มีบทบาททางอย่างสำคัญในเรื่องการต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่ง ดร.สุรินทร์ มีผลงานที่โดดเด่นอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน โดยในเรื่องแรกนั้น ในปี พ.ศ.2540 ดร.สุรินทร์เป็นผู้รณรงค์หาเสียง และสนับสนุน ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ รองนายกรัฐมตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ขณะนั้นให้ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization; WTO) ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้นต้องแข่งกับ       ไมค์ มัวร์ (Mike Moore) อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ในการแข่งขันการเป็นผู้อำนวยการใหญ่ WTO นี้มีการแข่งขันอย่างดุเดือดมากถึงขั้นมีการเดินขบวนนำพวงหรีดไปวางไว้ที่หน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยจนอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ จนในท้ายที่สุด ดร.สุรินทร์ ได้มีโอกาสคุยโทรศัพท์กับแมเดลีน อัลไบรท์ (Madeleine Albright) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ในเรื่องดังกล่าวจนนำไปสู่ข้อเสนอของ ดร.สุรินทร์ ที่ให้ผลัดกันเป็นผู้อำนวยการใหญ่ WTO คนละ 3 ปี โดยให้ ไมค์ มัวร์ ได้เป็นก่อนแล้วตามด้วย ดร.ศุภชัยในวาระต่อไปอีก 3 ปี
          ในเรื่องที่สอง ดร.สุรินทร์ เป็นคนสำคัญที่ไปเจรจาของบประมาณช่วยเหลือจากญี่ปุ่นเพื่อใช้ในการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ ไทย-ฟิลิปปินส์ เพื่อไปรักษาสันติภาพในติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) หรือ ติมอร์ตะวันออก (East Timor) ซึ่งเพิ่งแยกตัวออกและจากอินโดนีเซีย และในขณะนั้นเกิดความขัดแย้งและความวุ่นวายจนบานปลายกลายเป็นปัญหาระหว่างอินโดนีเซีย-ติมอร์-เลสเต จนนำไปสู่การฆ่าพลเมืองติมอร์-เลสเต จำนวนมาก ประชาคมโลกต้องการให้เหตุการณ์ดังกล่าวยุติลง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีประเทศมหาอำนาจใดเข้ามาควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงแม้ว่าบริเวณดังกล่าวจะอยู่ภายใต้เขตอิทธิพลของออสเตรเลีย แต่ออสเตรเลียก็กลัวที่จะเข้าไปแทรกแซงเพราะอาจจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ในท้ายที่สุดจึงประสานให้ไทย ซึ่งขณะนั้นอยู่ในวาระการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนช่วยเป็นแกนหลักในการขอความช่วยเหลือจากประเทศในอาเซียนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ดังกล่าว แม้แต่โคฟี อันนัน (Kofi Annan) เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (United Nations) และ บิล คลินตัน (Bill Clinton) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ขอความช่วยเหลือให้ไทยช่วยเป็นแกนนำหลักในการแก้ปัญหาดังกล่าว ในท้ายที่สุดก็ได้ข้อยุติโดยมีฟิลิปปินส์กับไทยที่พร้อมจะส่งกองกำลังรักษาสันติภาพจำนวน 3,400 นาย ไปที่ติมอร์-เลสเต แต่ด้วยที่ทั้งไทยและฟิลิปปินส์ประสบปัญหาในวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (วิกฤตการเงิน พ.ศ.2540) อยู่จึงไม่มีงบประมาณในการสนับสนุนการส่งกองกำลังดังกล่าวได้ ในที่สุด ดร.สุรินทร์ ได้ไปเจรจาของบประมาณสนับสนุนดังกล่าวจากญี่ปุ่น และญี่ปุ่นได้อนุมัติเงินจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้การส่งกองกำลังร่วมไทย-ฟิลิปปินส์เพื่อไปรักษาสันติภาพที่ติมอร์-เลสเตประสบความสำเร็จในที่สุด
          หลังจากครบวาระของรัฐบาลชวนหลีกภัย 2 (พ.ศ.2540-2544) ดร.สุรินทร์ไม่ได้รับตำแหน่งใด ๆ ในทางการเมือง จนในปี พ.ศ.2551 เป็นวาระที่ไทยจะต้องเป็นเลขาธิการอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศจึงได้มีการสรรหาบุคคลที่เหมาะสมในตำแหน่งดังกล่าว และได้มีมติให้เสนอชื่อ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นเลขาธิการอาเซียนตั้งแต่ ปี พ.ศ.2551-2555 ซึ่ง ดร.สุรินทร์ มีส่วนสำคัญในการผลักดันในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศให้สัตยาบันต่อกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) จนแล้วเสร็จในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 และได้ประกาศใช้ในที่สุด นอกจากนี้แล้ว ดร.สุรินทร์ยังได้รณรงค์และประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนทั้ง 10 ชาติตระหนักและรู้จักอาเซียนให้มากขึ้นอีกด้วย
ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ณ โรงพยาบาลรามคำแหง ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัย สิริอายุรวม 68 ปี 
(เครดิตข้อมูลและภาพจาก tnews.co.th, เว็บไซต์ Bugaboo.tv)



นายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ พี่ตูน บอดี้สแลม
ย้อนวัยเด็กชายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม

ชั่วโมงนี้คงไม่มีใครในประเทศไทยที่ไม่รู้จัก ตูนบอดี้สแลม นักร้องนำและนักดนตรีของวงบอดี้สแลม เรียกว่าวงนี้เล่นคอนเสิร์ตที่ไหนก็มันส์ อีกทั้งยังมีศักดิ์เป็นหลานของแอ๊ด คาราบาว และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ ตั๊ก บงกช อีกด้วย แต่หลายคนอาจไม่คุ้นกับชื่อ อาทิวราห์ คงมาลัย

ชื่อ : อาทิวราห์ คงมาลัย
ชื่อเล่น : ตูน
เกิดวันที่ : 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2522
เป็นคนจังหวัด : สุพรรณบุรี
ในปี พ.ศ. 2549 รางวัล อาทิวราห์ คงมาลัย ได้รับรางวัล ลูกกตัญญูดีเด่นเนื่องในวันแม่แห่งชาติ 

ด้านการศึกษา 

สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนสุพรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี
สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกียรตินิยมอันดับ 1

ประสบการณ์ทำงาน  เคยทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสายการบินกัมพูชาแอร์ไลน์ ได้ประมาณ 2 ปี

ความสามารถด้านดนตรี

อาทิวราห์ คงมาลัยหลังได้รางวัลชนะเลิศจากเวทีการประกวดฮอตเวฟมิวสิคอวอร์ดครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2539) และเซ็นสัญญากับทางค่ายเพลง มิวสิก บั๊กส์ และวางจำหน่ายอัลบั้มชุดที่ 1 ละอ่อน ในปี 2540 และ อัลบั้มชุดที่ 2 เทพนิยายนายเสนาะ ในปี 2542 หลังจากนั้นสมาชิกวงก็ได้แยกย้ายกันไปเรียนต่ออ ก่อนที่สมาชิกบางส่วนในวงได้ไปศึกษาเรียนต่อ และในเวลาต่อมานี้ อาทิวราห์ และ ธนดล ช้างเสวก, รัฐพล พรรณเชษฐ์ ได้ก่อตั้งวงใหม่ขึ้นมา บอดี้แสลม

ความสามารถด้านกีฬา

ด้านกีฬา อาทิวราห์ คงมาลัย เป็นผู้เข้าร่วมการแข่งขันรายการเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2554 และ 2555  โดยในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เป็นฝ่ายแพ้วัชรพล ราชโหดี 3-2 เกม และปีถัดมา ได้จับคู่กับอดีตนักกีฬาทีมชาติไทย อย่างสุริยะ พ่วงสมบัติ ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ในประเภทชายคู่ อย่างไรก็ตามทั้งคู่เป็นฝ่ายแพ้ที่ 2-3 เกมในรอบคัดเลือก
ในปี พ.ศ. 2557 อาทิวราห์ได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเข้าร่วมทีมเทเบิลเทนนิสของจังหวัดเจ้าภาพ และเป็นตัวแทนนักกีฬากล่าวคำปฏิญาณตนในพิธีเปิด
นอกจากนี้แล้ว อาทิวราห์ยังเป็นแฟนประจำสุพรรณบุรีเอฟซี และทอตนัมฮอตสเปอร์ ชื่นชอบในการเล่นฟุตบอล, ปั่นจักรยาน รวมถึงยังเคยลงแข่งขันไตรกีฬา
ด้านสังคม

ในปี พ.ศ. 2559 อาทิวราห์ คงมาลัย ได้สร้างสุดยอดปรากฏการณ์ทางสังคม โดยทำโครงการ “ก้าวคนละก้าว เพื่อโรงพยาบาลบางสะพาน” เพื่อนำเงินบริจาคมอบให้โรงพยาบาลบางสะพานในการจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ โดยได้วิ่งจากกรุงเทพมหารนครสู่อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตั้งแต่วันที่ 1-10 ธันวาคม พ.ศ. 2559 วันละ 40 กิโลเมตร รวมระยะทาง 400 กิโลเมตร

ในปี พ.ศ. 2560 อาทิวราห์ คงมาลัย  ได้สร้างสุดยอดปรากฏการณ์ทางสังคมอีกครั้ง กับ โครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ11โรงพยาบาลทั่วประเทศ” “ก้าวแรก” เริ่มต้นในวันพุธที่ 1 พฤศจิกายน 2560 เวลา 6นาฬิกา 9 นาที โดยเริ่มทำการวิ่งระยะไกล จากเบตง ไปแม่สาย ระยะทาง 2,191 กม. เพื่อระดมทุนสนับสนุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่ดีขึ้น ให้แก่ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ
ด้านความรัก

ด้านชีวิตรัก  คบกับสาว ก้อย รัชวิน วงศ์วิริยะ 6 ปี (คู่รักสายบุญ) ที่คอยเป็นกำลังใจและดูแลกันไม่ห่าง อีกทั้งก้อยยังเป็นอีกแรงใจหนึ่ง และทีมงานในโครงการการกุศลทุกโครงการที่ตูนเป็นริเริ่มหรือเป็นหัวหอกหลัก

ผลงานเพลง
– ในนามวงละอ่อน
อัลบั้ม ละอ่อน (พ.ศ. 2540)

-ตั้งวงบอดี้สแลม ผลงานในนามวงบอดี้สแลม

อัลบั้ม บอดี้สแลม (พ.ศ. 2545)
อัลบั้ม ไดรฟ์ (พ.ศ. 2546)
อัลบั้ม บีลีฟ (พ.ศ. 2548)
อัลบั้ม เซฟมายไลฟ์ (พ.ศ. 2550)
อัลบั้ม คราม (พ.ศ. 2553)
อัลบัม ดัม-มะ-ชา-ติ (พ.ศ. 2557)


ผลงานการแสดง
-เก๋า..เก๋า (The Possible) (ศิลปินรับเชิญ) (พ.ศ. 2549)
-ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ (ศิลปินรับเชิญ) (พ.ศ. 2554)

ผลงานโฆษณา
-กาแฟเบอร์ดี้
-โทรศัพท์มือถือ Samsung Galaxy s8 (พ.ศ. 2560)
-เครื่องดื่ม M150

7 เรื่องน่ารู้ของผู้ชายชื่อ "ตูน บอดี้สแลม" เกี่ยวกับ ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย

ถือเป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่เป็นไอดอลของใครหลายคนเลยก็ว่าได้ สำหรับตูน บอดี้สแลม  เพราะหนุ่มคนนี้นอกจากเป็นนักร้องขวัญใจมหาชน เขายังช่วยเหลือสังคมอยู่เสมอ อย่างโครงการล่าสุด วิ่งมาราธอนการกุศล  'ก้าวคนละก้าว' เพื่อระดมทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ยังขาดแคลนให้โรงพยาบาลบางสะพานจ.ประจวบคีรีขันธ์
1. ตูน บอดี้สแลม มีชื่อจริงว่า อาทิวราห์ คงมาลัย เกิดเมื่อ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2522 ปัจจุบันอายุ 37 ปี ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นนักร้องนำและนักดนตรีวงบอดี้สแลม อีกทั้งยังมีศักดิ์เป็นหลานของแอ๊ด คาราบาว และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ ตั๊ก บงกช อีกด้วย
2. สำหรับการศึกษา ตูน บอดี้สแลม สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนสุพรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี เข้าที่จะเข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนที่จะเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1
3. เมื่อจบการศึกษาเคยทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสายการบินกัมพูชาแอร์ไลน์ ได้ประมาณ 2 ปี
4.ด้านเส้นทางในวงการเพลงเริ่มต้นขึ้นเมื่อครั้งวัยรุ่นโดยตูนเข้าประกวดเวทีฮอตเวฟมิวสิคอวอร์ดครั้งที่ 1 พ.ศ. 2539 และเซ็นสัญญากับทางค่ายเพลง มิวสิก บั๊กส์ และวางจำหน่ายอัลบั้มชุดที่ 1 ละอ่อน ในปี 2540 และ อัลบั้มชุดที่ 2 เทพนิยายนายเสนาะ ในปี 2542 หลังจากนั้นสมาชิกวงก็ได้แยกย้ายกันไปเรียนต่อ และในเวลาต่อมา ตูนกับเพื่อนที่เหลือได้ก่อตั้งวงใหม่ขึ้นในชื่อ บอดี้แสลม
5. ตูน บอดี้สแลม เป็นแฟนบอลสุพรรณบุรีเอฟซี และทอตนัมฮอตสเปอร์ ชื่นชอบในการเล่นฟุตบอล ปั่นจักรยาน  เทเบิลเทนนิส วิ่ง รวมถึงยังเคยลงแข่งขันไตรกีฬาอีกด้วย ในปี พ.ศ. 2557 ได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 42 ที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเข้าร่วมทีมเทเบิลเทนนิสของจังหวัดเจ้าภาพ และเป็นตัวแทนนักกีฬากล่าวคำปฏิญาณตนในพิธีเปิดด้วย
6. มาที่เรื่องราวของรอยสักกันบ้าง ตูน บอดี้แสลม สักลายหมูป่า บริเวณหน้าอกด้านขวา และหัวไหล่ ต้องบอกว่าขนาดสักมานานแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังมีหนุ่มๆ หลายคนสักตามลายของ ตูน บอดี้สแลม อยู่เลย
7. ด้านความรัก ตูน คบหาดูใจกับนักแสดงสาว ก้อย รัชวิน เป็นระยะเวลาพอสมควร โดยทั้งคู่มักจะทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอยู่เสมอ โดยล่าสุด หนุ่ม ตูน บอดี้สแลม ได้ วิ่งมาราธอนการกุศล 10 วัน 400 กม. จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าอำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในโครงการ 'ก้าวคนละก้าว' ในวันที่ 1 – 10 ธันวาคม 2559 นี้ เพื่อระดมทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ยังขาดแคลนให้โรงพยาบาลบางสะพาน ล่าสุดเดินทางเข้าเขต จ.ประจวบคีรีขันธ์ แล้ว โดยตลอดทางมีแฟนเพลงให้กำลังใจและร่วมบริจาคเงินสมทบจำนวนมาก
(เครดิตข้อมูลและภาพจาก sanook.com, teen.mthai.com)


บทวิเคราะห์โดย บล็อกหยิกแกมหยอก

วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

พระราชดำรัสครั้งสุดท้าย ที่จะอยู่ในใจคนไทยไปตราบชั่วกาลนาน




5 ธ.ค. 2556 พระราชดำรัส 'ครั้งสุดท้าย' แต่ 'อยู่ชั่วกาล'
คนไทยยังไม่เคยลืม "พระราชดำรัสครั้งสุดท้าย" ของพระองค์ท่าน ที่เกิดขึ้นเมื่อวันนี้ของ 4 ปีที่แล้ว อันเป็นพระราชดำรัสในวันที่ 5 ธันวาคม 2556

ราวกับฝันไป เมื่อเวลานี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว
หากแต่คนไทยยังไม่เคยลืม "พระราชดำรัสครั้งสุดท้าย" ของพระองค์ท่าน ที่เกิดขึ้นเมื่อวันนี้ของ 4 ปีที่แล้ว อันเป็นพระราชดำรัสในวันที่ 5 ธันวาคม 2556 และจะเป็นพระราชดำรัสที่อยู่ในใจของคนไทยชั่วกาลนาน...

โดยในวันนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จออกมหาสมาคม เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ท้องพระโรง ศาลาราชประชาสมาคม วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

จากนั้นทรงพระราชทานพระราชดำรัสแก่พสกนิกรชาวไทย ซึ่งถือเป็นพระราชดำรัสครั้งสุดท้ายของพระองค์ท่าน มีความดังนี้

“ขอขอบพระทัย และ ขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิตพรั่งพร้อมกันมาให้พรวันเกิด รวมทั้งให้คำมั่นสัญญาโดยประการต่างๆ ข้าพเจ้าขอแสดงสนองพรและไมตรีจิตนั้นด้วยใจจริงเช่นกัน บ้านเมืองของเราเป็นสุขสืบมาช้านาน เพราะเรามีความปึกแผ่นในชาติ และต่างบำเพ็ญกรณียกิจตามหน้าที่ให้สอดคล้องเกื้อกูลกัน เพื่อประโยชน์ของชาติ คนไทยทุกคนจึงควรจะตระหนักในข้อนี้ให้มาก และตั้งใจประพฤติตัวปฏิบัติงานให้สมฐานะและหน้าที่ เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวม คือ ความมั่นคงปลอดภัยของชาติบ้านเมืองไทย ขออำนาจแห่งคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคนให้มีแต่ความสุข ความเจริญตลอดไป”

อย่างไรก็ดี ที่สุดแล้ว หลังจากนั้น วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ มาประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช โดยทรงมีพระอาการไข้ คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาจนพระอาการทั่วไปดีขึ้นตามลำดับ

ตลอดระยะเวลาที่ทรงประทับ ณ โรงพยาบาลศิริราช จนถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2559 พระอาการประชวรได้ดีขึ้นและทรุดลงเป็นครั้งคราว โดยพระราชกรณียกิจครั้งสุดท้ายของพระองค์คือการพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ผู้พิพากษาประจำศาลต่างๆ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558

และการปรากฏพระองค์ครั้งสุดท้าย คือ การเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสภาพภูมิทัศน์บริเวณโดยรอบสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559

จากนั้นพระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ จนเสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เวลา 15:52 น. สิริพระชนมายุ 88 ปี 313 วัน

น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ พระองค์สถิตอยู่ในดวงใจของคนไทยตราบนิรันดร์

ขอบคุณคลิปจากสมาชิกยูทูป CiNNtv3
เครดิตข้อมูลและภาพจาก bangkokbiznews.com

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพพระพุทธเจ้า บล็อกหยิกแกมหยอก