วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559

9 เรื่องที่ลูกจะขอจดจำองค์พ่อหลวง (3) ของแผ่นดินตลอดไป ตอนที่ 3


3.ศาสตร์พระราชา เรื่องทฤษฏีใหม่ : แนวทางการจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน

ปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของเกษตรกร เป็นปัญหาสำคัญยิ่งในปัจจุบัน และการประกอบอาชีพทางการเกษตรโดยเฉพาะในเขตที่ใช้น้ำฝนทำนาเป็นหลัก เกษตรกรจะมีความเสี่ยงสูง เป็นเหตุให้ผลผลิตข้าวอยู่ในระดับต่ำ ไม่เพียงพอต่อการบริโภค ด้วยพระอัจฉริยะในการแก้ปัญหา จึงได้พระราชทาน "ทฤษฎีใหม่" ให้ดำเนินการในพื้นที่ทำกินที่มีขนาดเล็ก ประมาณ ๑๕ ไร่ ด้วยวิธีการจัดการทรัพยากรระดับไร่นาอย่างเหมาะสม ด้วยการจัดสรรการใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยให้มีการจัดสร้างแหล่งน้ำในที่ดินสำหรับการทำการเกษตรแบบผสมผสานอย่างได้ผล เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ ให้มีรายได้ใว้ใช้จ่ายและมีอาหารใว้บริโภคตลอดปี (กรมวิชาการ, ๒๕๓๙: ๗๗) ซึ่งได้ดำเนินการอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เพื่อการผลิตทางเกษตรกรรมที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรชาวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชดำรัสว่า "…ถึงบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้จะทำความเจริญแก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน…" (สำนักพระราชวัง, ๒๕๔๒: ๓๑)

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทำการศึกษาและวิจัยเชิงปฏิบัติ เกี่ยวกับทฤษฎีใหม่มาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ในพื้นที่ส่วนพระองค์ขนาด ๑๖ ไร่ ๒ งาน ๒๓ ตารางวาใกล้วัดมงคล ตำบลห้วยบง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี และทรงมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนาที่ทรงจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเสริมโครงการของรัฐ ทั้งนี้ก่อนที่จะทรงนำเอกสารออกเผยแพร่อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ นั้น ทรงให้จัดตั้ง "ศูนย์บริหารพัฒนา" ตามแนวพระราชดำริ อยู่ในความรับผิดชอบของมูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อเป็นต้นแบบสาธิตการพัฒนาด้านการเกษตรโดยประสานความร่วมมือระหว่าง วัด ราษฎรและรัฐ ทำการเผยแพร่อาชีพการเกษตรและจริยธรรมแก่ประชาชนในชนบท โดยทรงหวังว่าหากประสบความสำเร็จก็จะใช้เป็นแนวทางสาธิตในท้องที่อื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ในส่วนของการพัฒนาด้านการเกษตรนั้น ก็คือแนวคิดและมรรควิธีที่รู้จักกันในนาม "เกษตรทฤษฎีใหม่" (อำพล, ๒๕๔๒: ๓-๔)

พระราชดำริ "ทฤษฎีใหม่" เป็นแนวทางหรือหลักการในการจัดการทรัพยากรระดับไร่นาคือที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการดำเนินการทฤษฎีใหม่ ได้พระราชทานขั้นตอนดำเนินงาน ดังนี้

ขั้นที่ ๑ ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น สถานะพื้นฐานของเกษตรกร คือ มีพื้นที่น้อย ค่อนข้างยากจน อยู่ในเขตเกษตรน้ำฝนเป็นหลัก โดยในขั้นที่ ๑ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสถียรภาพของการผลิต เสถียรภาพด้านอาหารประจำวัน ความมั่นคงของรายได้ ความมั่นคงของชีวิต และความมั่นคงของชุมชนชนบท เป็นเศรษฐกิจพึ่งตนเองมากขึ้น มีการจัดสรรพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ให้แบ่งพื้นที่ ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ ซึ่งหมายถึง พื้นที่ส่วนที่หนึ่งประมาณ ๓๐% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝนและ ใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำและพืชน้ำต่าง ๆ (สามารถเลี้ยงปลา ปลูกพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักกะเฉด ฯ ได้ด้วย) พื้นที่ส่วนที่สองประมาณ ๓๐% ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันในครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี เพื่อตัดค่าใช้จ่ายและสามารถพึ่งตนเองได้ พื้นที่ส่วนที่สามประมาณ ๓๐% ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่าย และพื้นที่ส่วนที่สี่ประมาณ ๑๐% ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนอื่น ๆ (ถนน คันดิน กองฟาง ลานตาก กองปุ๋ยหมัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด คอกสัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักสวนครัวหลังบ้าน เป็นต้น)
ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือปฏิบัติตามขั้นที่หนึ่งในที่ดินของตนเป็นระยะเวลาพอสมควรจนได้ผลแล้ว เกษตรกรก็จะพัฒนาตนเองจากขั้น "พออยู่พอกิน" ไปสู่ขั้น "พอมีอันจะกิน" เพื่อให้มีผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงควรที่จะต้องดำเนินการตามขั้นที่สองและขั้นที่สามต่อไปตามลำดับ (มูลนิธิชัยพัฒนา, ๒๕๔๒)

ขั้นที่ ๒ ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือ ให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกันดำเนินการในด้าน
(๑) การผลิต เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิตโดยเริ่มตั้งแต่ ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การหาน้ำ และอื่น ๆ เพื่อการเพาะปลูก
(๒) การตลาด เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่าง ๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดี และลดค่าใช้จ่ายลงด้วย
(๓) ความเป็นอยู่ ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่าง ๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง
(๔) สวัสดิการ แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิการและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้ให้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ
(๕) การศึกษา มีโรงเรียนและชุมชนมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง
(๖) สังคมและศาสนา ชุมชนควรเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว

กิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ

ขั้นที่ ๓ ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกรจะมีรายได้ดีขึ้น ฐานะมั่นคงขึ้น เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือ ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัทห้างร้านเอกชน มาช่วยในการทำธุระกิจ การลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัท จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ

·         เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา)

·         ธนาคารกับบริษัทสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง)

·         เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ ซื้อในราคาขายส่ง)

·         ธนาคารกับบริษัทจะสามารถกระจายบุคลากร (เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น)

ในปัจจุบันนี้ได้มีการนำเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ไปทำการทดลองขยายผล ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งกรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการจัดทำแปลงสาธิต จำนวน ๒๕ แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพภาค กระทรวงกลาโหม และกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการดำเนินงานให้มีการนำเอาทฤษฎีใหม่นี้ไปใช้อย่างกว้างขวางขึ้น

 

(เครดิตข้อมูล เอกสารทางวิชาการสรรพศิลปศาสตราธิราช สาขาการจัดการทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

ดิน น้ำ ลม ไฟในไทย มีคุณลดโทษด้วยทศพิธราชธรรม - ทิศทางเกษตร

นับตั้งแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติในปี 2489 พระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณ ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรทั้งแผ่นดินได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ ดีขึ้น ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนทั้งชาติด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะทรง เสียสละประโยชน์สุขส่วนพระองค์เพื่อพสกนิกรชาวไทย สมดังที่ได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม

พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายตรากตรำและมุ่งมั่น เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่พสกนิกร ไม่ว่าจะเชื้อชาติและศาสนาใด หรืออยู่ห่างไกลสักเพียงใดก็มิทรงย่อท้อ ทรงเข้าไปช่วยเหลือราษฎรทั้งด้านสาธารณสุข การศึกษาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การเกษตร การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งดิน น้ำ ป่าไม้ และพลังงานการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นการดำเนินงานในลักษณะทางสายกลางที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมไทย และสามารถปฏิบัติได้จริง โดยทรงเน้น การพัฒนาคนเป็นตัวตั้ง และยึดหลักผลประโยชน์ของปวงชน และการมีส่วนร่วมตัดสินใจของประชาชน เป็นประการสำคัญตลอดจนภูมิสังคมที่คำนึงความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และการพึ่งตนเอง โดยรู้จักประมาณตนและดำเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และ ทำตามลำดับขั้นอย่างบูรณาการ ซึ่งอาศัยความ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาและการ รู้ รัก สามัคคีของทุกฝ่าย ส่งผลให้ประชาชนและชุมชนในชนบทที่ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริมีความเป็น อยู่ที่ดีขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม มีเทคโนโลยีที่เหมาะสม ดำเนินการได้อย่างประหยัด และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน อันนำไปสู่ชุมชนและสังคมที่เข้มแข็งและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขอย่างต่อ เนื่องตลอดมา

จวบจนปัจจุบันมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกิดขึ้น กว่า 4
,200 โครงการ/กิจกรรม เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้แก่ราษฎรทั่วประเทศ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ การเกษตร การอาชีพ สิ่งแวดล้อม คมนาคม และอื่น ๆ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ (สำนักงาน กปร.) ทำหน้าที่ในการประสานงานส่วนงานที่เกี่ยวข้องพร้อมจัดสรรงบประมาณเพื่อการ ดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมาย

แนวพระราชดำริในการจัดการทรัพยากรดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็น การพัฒนา และอนุรักษ์ดินเพื่อการเกษตรกรรม เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรให้สูงขึ้นหรือรักษาไว้ไม่ให้ตก ต่ำ มรรควิธีส่วนใหญ่เป็นวิธีการตามธรรมชาติที่สร้างความสมดุลของระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อมให้เกิดขึ้น เช่น ให้มีการปลูกไม้ใช้สอยร่วมกับการปลูกพืชไร่ เพื่อประโยชน์ให้ได้ร่มเงาและรักษาความชุ่มชื้น หรือการปลูกพืชบางชนิดในพื้นที่ซึ่งดินไม่ดี เพื่อบำรุงดินโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี พื้นที่บางแห่งไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชผล ทรงแนะนำให้ใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่น ฟื้นฟูเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ โดยมีพระราชดำริว่า “…การปรับปรุงที่ดินนั้นต้องอนุรักษ์ผิวดิน ซึ่งมีความสมบูรณ์ไว้ไม่ให้ไถ หรือลอกหน้าดินทิ้งไป สงวนไม้ยืนต้น ที่ยังเหลืออยู่ เพื่อที่จะรักษาความชุ่มชื่นของผืนดิน...

พระองค์ทรงแนะนำให้ใช้วิธี การแกล้งดิน ด้วยการทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันเพื่อเร่งปฏิกิริยาทางเคมีของดินพรุที่ มีสารประกอบของกำมะถันทำให้ดินเป็นกรดจัดเมื่อดินแห้ง แล้วลดความเป็นกรดลงให้อยู่ในระดับที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวได้ พื้นที่ดินในประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่มีความลาดชันสภาพเสื่อมโทรม เนื่องมาจากการชะล้างพังทลายของดิน ทำให้เกิดการสูญเสียธาตุอาหารในดินและความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยแนววิถีทางธรรมชาติ ด้วยการใช้หญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำทรงตระหนักว่าภัยแล้งและน้ำเพื่อ การเกษตรและอุปโภคบริโภคเป็นปัญหาที่รุนแรง และสำคัญที่สุด การจัดการทรัพยากรน้ำและการพัฒนาแหล่งน้ำ นับเป็นงานที่มีความสำคัญ และมีประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อการเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ตลอดปี ดังพระราชดำรัส ณ สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ความตอนหนึ่งว่า “...หลักสำคัญว่าต้องมีน้ำบริโภค น้ำใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้... ด้วยเหตุนี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,200 โครงการ จึงมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ทั่วทุก ภูมิภาคของประเทศกว่า 2,200 โครงการ โดยเป็นโครงการเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก และอุปโภค บริโภค ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ และฝายทดน้ำเพื่อการรักษาต้นน้ำลำธาร เพื่อการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อการระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่ม และเพื่อการบรรเทาอุทกภัย     

โครงการชั่งหัวมันตามแนวพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกหนึ่งโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์รวบรวมพืชเศรษฐกิจหลากหลายชนิด และเพื่อเป็นแนวทางในการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริให้กับ เกษตรกร โดยได้มีพระราชดำรัสให้นำพลังงานลมมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พร้อมพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ให้ติดตั้งกังหันลมจำนวน 10 ตัว เพื่อเป็นตัวอย่างทางด้านพลังงาน มีกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุด 100kW ปัจจุบันสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ได้อีกด้วย

ด้วยพระปรีชาและพระอัจฉริยภาพ ประกอบกับสายพระเนตรอันกว้างไกล แม้คำว่า พระบิดาแห่งการพัฒนาไทยก็ยังมิอาจเทียบกับผลที่ได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์ ที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาประเทศ พระองค์ทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงหลักการแห่งการพัฒนาอย่างถ่องแท้ทั้งดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งหากมองผิวเผินเป็นเพียงสิ่งแวดล้อมที่ต้องดูแลรักษา แต่พระองค์ทอดพระเนตรสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น พระองค์ทรงสร้างสิ่งที่เรียกว่า คุณอนันต์และทรงป้องกัน โทษมหันต์จากดิน น้ำ ลม และไฟ จวบจนในทุกวันนี้.

(เครดิตข้อมูล : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)

 


 

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

9 เรื่องที่ลูกจะขอจดจำองค์พ่อหลวง (2) ของแผ่นดินตลอดไป ตอนที่ 2



2. พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังที่ไม่เหมือนที่ใดในโลก!
พระราชวัง กลายเป็นห้องทดลอง และห้องทรงงานที่ใหญ่ที่สุด

พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน (Chitralada Villa Royal Residence) เป็นพระตำหนักในพระราชวังดุสิต ตั้งอยู่ที่แขวงสวนจิตรลดาเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ภายในพื้นที่พระราชวังแห่งนี้ คงไม่มีที่ใดในโลกเปรียบเหมือน เพราะนอกจากจะเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ และที่ทรงงาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช แล้ว พระองค์ยังสร้าง โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ขึ้นภายในบริเวณโดยรอบด้วย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ดำเนินงาน เพื่อศึกษา ทดลองและวิจัยหาวิธีแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับงานทางด้านการเกษตรต่างๆ ซึ่งผลการศึกษาสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นแบบอย่างในการนำไปปฏิบัติตาม

โดย โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา นี้ยึดหลักแนวพระราชดำริของพระองค์ที่ว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดการนำเข้าสินค้าจากตต่างประเทศ นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นต้น

โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ

๑. โครงการแบบไม่ใช่ธุรกิจ

เป็นโครงการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการต่างๆ พัฒนาด้านการเกษตรควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพทยากรธรรมชาติ อาทิ

ป่าสาธิต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเก็บเมล็ดไม้ยางนาจากป่าสองข้าง ถนนเพชรเกษม จังหวัดเพชรบุรี โดยเก็บในเดือนเมษายน พ.ศ. 2504 แล้วนำมาเพาะเลี้ยงไว้ใต้ร่มต้นแคบ้าน ในแปลงเพาะชำบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน รดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ เมื่อเมล็ดงอกแล้วได้ย้ายลงปลูกในกระถางดิน และย้ายไปปลูกในแปลงทดลอง

นาข้าวทดลอง

ให้กรมการข้าวทดลองนำข้าวสายพันธุ์ต่างๆ จากทั่วประเทศมาทดลองปลูกในนาข้าวทดลอง ทั้งแบบนาดำและนาหว่าน โดยในปีแรก วันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๐๔ พระองค์ทรงขับรถไถแบบสี่ล้อคันแรกของประเทศไทย เพื่อเตรียมแปลงปลูกข้าว ทรงหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว(พันธุ์นางมล) และทรงเกี่ยวข้าวด้วยตัวพระองค์เอง ส่วนหนึ่งนำไปใช้ในพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และส่วนหนึ่งนำไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกร หรือผู้ที่ต้องทอดลองปลูก ปัจจุบันมีที่แปลงนาสวนขนาด ๔.๖ ไร่ และแปลงข้าวไร่ ทำหารปลูกพันธุ์ข้าวเจ้าและข้าวเหนียวกว่า ๕๐ สายพันธุ์ อีกทั้งยังมี พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพด ทานตะวัน เพื่อบำรุงดิน เป็นต้น

การเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลานิล

ด้วยความที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นห่วงสุขภาพของประชาชนที่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และขาดสารอาหารโปรตีน ซึ่งเนื้อสัตว์ราคาถูกที่พอหาทานได้คือ ปลา พระองค์จึงพระราชดำรัสให้กรมประมงนำปลาหมอเทศจากมาเลเซีย มาทดลองเลี้ยง เพื่อพระราชทานแก่ผู้นำชุมชนทั่วประเทศนำไปเลี้ยง ต่อมาเจ้าชายของประเทศญี่ปุ่น ได้ถวายพันธุ์ปลาชนิหนึ่ง ซึ่งพระองค์ทรงเลี้ยงไว้ในบ่อปลา บริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหรฐาน ทรงปล่อยปลาด้วยพระองค์เอง และพระราชทานชื่อว่า "ปลานิล" ปัจจุบันกรมประมงเป็นผู้รับผิดชอบดูแล รวมถึงปรับปรุงสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับประเทศไทย มีทั้งหมด ๓ สายพันธุ์ คือ ปลานิล สยพันธุ์จิตรลดา ๑, ๒ และ ๓ โดยกรมประมงจะแนกจ่ายปลาพระราชทานแก่ประชาชน เพื่อนำไปขยายพันธุ์ และนำไปบริโภค

บ้านพลังงานแสงอาทิตย์

กรมการพลังงานทหาร ได้น้อมเกล้าฯ ถวายบ้านพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ เนื่องในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมับติครบ ๕๐ ปี เพื่อใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับพลังงานแสดงอาทิตย์เป็นพลังงานทางเลือก ต่อมากรมการพลังงานทหารได้ร่สมกับบริษัทต่างๆ น้อมเกล้าฯ ถวายบ้านพลังงานแสงอาทิตย์หลังใหม่ เนื่องในโอกาสที่ ทรงครองสิริราชสมับติครบ ๖๐ ปี โซล่าเซล์ล จะทำหน้าที่รับแสงและผลิตกระแสไฟฟ้าไปใช้ในพื้นที่ส่วนต่างๆ โซล่าเซล์ลติดตั้งอยู่บนหลังคาบ้าน มีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าสูงสุด ๑๒๕ วัตต์ต่อแผง มีจำนวน ๑๘ แผง อายุการใช้งานประมาณ ๒๕ ปี

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาได้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บรักษาพันธุ์พืช และสามารถขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ทำให้สามารถขยายพันธุ์พันธุ์ ต้นไม้ในโครงการที่ปลูกไว้ในเขตพระราชฐานมาช้านานที่เป็นพืชพันธุ์ดี และหากยาก เช่น สมอไทย ขนุน พุดสวน ยี่หุบ มณฑา และขนุนไพศาลทักษิณ

กังหันลม

เนื่องในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา บริษัท GEM Global Energy Management ได้น้อมเกล้าฯ ถวายกังกันลม พร้อมอาคารควบคุมติดตั้งแบตเตอรี่สำหรับเก็บกระแสไฟฟ้า และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับการใช้พลังงานลม การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยการทำงานของกังหันลม

โรงงานกระดาษสา

โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ได้สร้างอาคารเฉลิมพระเกียรติโรงกระดาษสาขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบแบ่งออกเป็น ๖ กลุ่มงาน คือ ผลิตกระดาษสา, ออกแบบแปรรูป, ผลิตภัณฑ์กระดาษสา, งานประดิษฐ์ศิลป์, เครื่องหอม และของชำร่วย อีกทั้งการนำกระดาษสาไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หัถตศิลป์ เผยแพร่ให้กลุ่มแม่บ้าน, เกษตรกร นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป

๒. โครงการกึ่งธุรกิจ

เป็นโครงการทดลองแปรรูปผลิตภัณฑ์จากการเกษตร มีการจัดผลิตภัณฑ์ออกจำหน่ายในราคาย่อมเยาในรูปแบบที่ไม่หวังผลกำไร แต่มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคสินค้าที่ผลิตได้ในประเทศไทย ซึ่งมีคุณภาพและราคาไม่แพง อาทิ

กลุ่มงานที่เกี่ยวกับนม
โรงโคนม สวนจิตรลดา

หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระรราชดำเนินประพาสประเทศเดนมาร์ค ทรงศึกษาเรื่องการทำฟาร์มโคนม เพื่อเป็นอาชีพใหม่แก่เกษตรกรไทย ต่อมาพระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดสร้างโคนม เพื่อเลี้ยงโคนมที่มีผู้น้อมเกล้าฯ ถวาย เช่น โคพันธุ์เรดเดน, โคพันธุ์บราวน์สวิส และพันธุ์ลูกผสมเรดซินดี้
ครั้งแรกโรงโคนมจิตรลดาจำหน่ายน้ำนมภายในพระตำหนัก ต่อมาได้จำหน่ายแก่บุคคลภายนอก ทำให้มีกำไรสะสม และนำมาพัฒนาภายในโครงการต่อ และการดำเนินงานของที่นี่ได้รับความช่วยเหลือและได้คำแนะนำจากกรมปศุสัตว์มาโดยตลอด

โรงนมผง สวนดุสิต
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงนมผง เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๑๒ และพระราชทานชื่อว่า "โรงนมผงสวนดุสิต"

เมื่อเกิดภาวะน้ำนมล้นตลาด พระองค์ทรงรับซื้อน้ำนมจากเกษตรกร และพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อสร้างโรงนมผงเบื้องต้น จนต่อมาพระองค์โปรดเกล้าฯให้หม่อมรางวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล เป็นผู้ออกแบบ ก่อสร้างโรงนมผง ในปัจจุบันปัจจุบันโรงนมผงสวนวุสิต ผลิตนมผงได้ประมาณ ๙๐๐ กิโลกรัมจ่อวัน จากน้ำนมโคจำนวน ๘ ต้น

ศูนย์รวมนม ศูนย์จิตรลดา

ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคนมมากขึ้น สร้างเป็นศูนย์กลางรับโคนมจากสหกรณ์ และฟาร์มโคนมต่างๆ นำนมมาผลิตเป็นนมพาสเจอร์ไรส์ เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชน และโรงเรียนต่างๆ มีทั้งกลิ่น วานิลลา, สละ, โกโก้, กาแฟ เป็นต้น อีกทั้งนมพาสเจอร์ไรส์บรรจุถุงของที่นี่ผสมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ ได้รับความร่วมมือจากกรมอนามัย คณะแพทย์ฯ ม.ธรรมศาสตร์

โรงนมเม็ด สวนดุสิต

โรงนมเม็ด สวนดุสิต ได้เริ่มทดลองผลิตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ โดยได้รับคำแนะนำจาก ม.ล.อัคนี นวรัตน์ ในการผลิตนมอัดเม็ด ตลอดจนหาอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมน้อมเกล้าฯ ถวายเครื่องผนึกซอง ต่อมาเภสัชกรมงคลศิลป์ และ ดร.ปราโมทย์ จากม.มหิดล ได้ช่วยเหลือให้คำแนะนำในการปรับปรุงคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับ พร้อมทั้งมอบเครื่องตอกนมอัดเม็ด จนในปัจจุบันได้มีเครื่องโรตารี่ที่ช่วยในการผลิตและบรรจุซอง ภายในเราจะได้เห็นขั้นตอนการผลิตต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายคือ บรรจุซอง

โรงเนยแข็ง สวนจิตรลดา
เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ พ.ศ. 2530 โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา สร้างโรงเนยแข็ง น้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเนยแข็งชนิดแรกที่ทำการผลิต คือ เนยแข็งชนิดเกาดา (
Gouda cheese) ต่อมาทดลองผลิตเนยแข็งเช็ดด้า (Chedda cheese) และเนยแข็งชนิดปรุงแต่ง (Processed cheese) ซึ่งมีจุดประสงค์หลัก คือนำเอาเนยแข็งที่มีคุณภาพบกพร่องในเรื่อง สี กลิ่น รส มาแปรรูปใหม่ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมากขึ้น โดยใช้เนยแข็งเกาดาเป็นวัตถุดิบในการผลิตในระยะแรก ปัจจุบันจะใช้เนยแข็งเกาดา และเนยแข็งเช็ดด้า เป็นวัตถุดิบในการผลิตเนยแข็งปรุงแต่ง

โรงน้ำดื่ม สวนจิตรลดา

โรงน้ำดื่ม เดิมเป็นส่วนหนึ่งของโรงนมผง โดยใช้น้ำที่เหลือจากขบวนการระเหยนม มาผลิตเป็นน้ำดื่ม และเนื่องจากมีความบริสุทธิ์ค่อนข้างสูง มีปริมาณมากพอสมควรที่จะนำไปใช้ประโยชน์ ในการผลิตน้ำกลั่น เพื่อใช้เติมแบตเตอรี่รถยนต์ชนิดตะกั่วกรดได้อีกด้วย จึงได้ขอความร่วมมือให้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ช่วยดำเนินการวิเคราะห์และปรับปรุงคุณภาพน้ำกลั่นที่ได้ให้มีความบริสุทธิ์ จนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสามารถนำมาใช้บริโภคอย่างปลอดภัย

โรงนมยูเอชที สวนจิตรลดา

เนื่องจากปัญหาน้ำนมล้นตลาด โรงงานนี้สร้างขึ้นเพื่อช่วยสาธิตการผลิตนมยูเอชทีจากนมโคสดแท้ แทนการใช้นมผงมาละลายน้ำ ภายในเราจะได้เห็นขั้นตอนตั้งแต่ การรับน้ำนม ถังเก็บน้ำนม เข้าสู่กระบวนการเทอร์ไมส์เซชั่น และขั้นตอนอื่นๆ ไปจนถึง การบรรจุกล่อง และบรรจุลงถุง

กลุ่มงานที่เกี่ยวกับการเกษตร
โรงสีข้าวตัวอย่าง สวนจิตรลดา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงสีข้าวตัวอย่างสวนจิตรลดา โดยพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ ในการดำเนินงาน โดยมีหน่วยงานต่างๆ เป็นผู้ควบคุมดูแล

โรงสีข้าวตัวอย่างสวนจิตรลดา ประกอบไปด้วยการศึกษา วิจัย และพัฒนา ในด้านเทคนิคการเก็บรักษาข้าวเปลือก และการสีข้าว อีกทั้งภายในเราจะได้เห็นการลำเลียงข้าวเปลือกจากฉางสู่กระบวนการสีข้าว ทำความสะอาดข้าวเปลือก แยกแกลบ และผ่านการขัดสี เป็นต้น

โรงน้ำผลไม้พาสเจอร์ไรส์

สวนจิตรลดาผลิตน้ำผลไม้พาสเจอร์ไรส์ในระดับอุตสาหกรรม จำหน่ายให้กับผู้บริโภค เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปหันมานิยมดื่มน้ำผลไม้ที่มีประโยชน์ และเป็นการส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ภายในจะได้เห็นวิธีการทำขั้นตอนต่างๆในการแปรรูป ซึ่งเราสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้

โรงผลิตภัณฑ์อบแห้ง

โรงผลิตภัณฑ์อบแห้งนี้ ปัจจุบันมีด้วยกันหลายแบบ เช่น เครื่องอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์, เครื่องอบแห้งแบบใช้ลมร้อนที่ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมอบใหม่ๆ หลายชนิด อาทิ ขนมปัง, คุกกี้เนยสด, เค้กฝอยทอง, ชิฟฟ่อนโรล มัฟฟิน เค้กหน้ากล้วยตากน้ำผึ้ง และเค้กโรลวนิลาลายเสือ เป็นต้น

ในตอนแรกนั้น โรงหล่อเทียนหลวง นี้ก่อตั้งขึ้นตามพระราชประสงค์ เพื่อผลิตเทียนหลวงสำหรับใช้ในราชสำนักพระราชวังแทนการฟั่นเทียนด้วยมือ ตลอดจนฝึกหัดบุคลากรของโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาให้มีความรู้ความสามารถด้านศิลปกรรมของไทย

โรงหล่อเทียน มีการหล่อเทียนหลายแบบซึ่งเทียนของที่นี่จะทำจากขี้ผึ้งทั้งหมด อีกทั้งมีการสร้างลวดลายใหม่ๆ ล่อเทียนขึ้ผึ้งลวดลายสวยงามเพื่อจำหน่ายเป็นที่ระลึก ล่อเทียนทำชุดสังฆทานจิตรลดา ข้อดีของเทียนหลวง สวนจิตรลดา คือ มีความยือดหยุ่นสูง สามารถดัดโค้งได้ ตกแล้วไม่แตกหัก จุดแล้วน้ำตาเทียนจะน้อย เป็นต้น

โรงเพาะเลี้ยงสาหร่ายเกลียวทอง

สาหร่ายเกลียวทอง มีองค์ประกอบทางโภชนาการที่สำคัญต่อสุขภาพมากมาย ได้แก่ โปรตีนที่มีอยู่สูงถึงร้อยละ 62-68 พร้อมอุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิดและธาตุอหาารสำคัญหลายอย่างสายพันธุ์สาหร่ายเกลียวทอง ที่เพาะเลี้ยงในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เป็นสายพันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกมาจากคลังเก็บสายพันธุ์สาหร่าย ของห้องปฏิบัติการสาหร่าย สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีทั้ง การเพาะเลี้ยงในห้องควบคุม, การเพาะเลี้ยงในอ่างขยายกลางแจ้ง, การเพาะเลี้ยงในอ่างผลิต

โรงเพาะเห็ด

การเพาะเลี้ยงเห็ดในสมัยแรก จะมีการเพาะเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า และเห็ดหลินจือ แต่ในปัจจุบันมีผู้ต้องการบริโภคเห็ดหลินจือ เป็นจำนวนมาก ทำให้โรงเพาะเห็ดต้องเพิ่มกำลังการผลิตเห็ดหลินจือ โดยโครงการส่วนพระองค์ฯ ได้เลือกเลี้ยงสายพันธุ์ G2 ซึ่งจัดว่าเป็นเห็ดที่มีความสำคัญด้านเภสัช เพราะมีสรรพคุณบำบัดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจและระบบไหลเวียนโลหิต เป็นต้น

การเพาะเลี้ยงเห็ดจะทำแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่การแยกเชื้อบริสุทธิ์ การเลี้ยงเชื้อในเมล็ดธัญพืช การเตรียมวัสดุเพาะซึ่งประกอบไปด้วย ขี้เลื่อยไม้ยางพารา รำละเอียด ยิปซั่ม ปูนขาว ดีเกลือ และน้ำตาลทรายแดง การเพาะเลี้ยงจนเก็บเกี่ยวเห็ดได้ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน ก่อนนำไปอบแห้ง บรรจุใส่ถุงพลาสติก แล้วนำไปจำหน่าย ต่อมาได้พัฒนาเป็นเห็ดหลินจือบรรจุแคปซูล

โรงผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง

โครงการส่วนพระองค์รับซื้อน้ำผึ้งบริสุทธิ์จากกลุุ่มเกษตรกรที่อยู่ทางภาคเหนือ มาบรรจุในหลอดพลาสติก และขวดแก้ว ต่อมาเพิ่มรูปแบบในการบรรจุ ในกระปุก

โรงผลิตภัณฑ์บรรจุกระป๋อง

โรงผลิตภัณฑ์บรรจุกระป๋อง ได้รับความร่วมมือจาก พระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง ออกแบบก่อสร้างโรงงาน เริ่มผลิตน้ำผลไม้กระป๋อง อีกทั้งนำปลายข้าวที่เหลือจากการสีข้าว มาแปรรูปมผลิตเป็นโจ๊กหมูและโจ๊กไก่บรรจุกระป๋อง ปัจจุบันมีผลิตหลายชนิด อาทิ น้ำมะม่วง, น้ำขึ้นฉ่าย, น้ำลำไย, น้ำขิง,น้ำกระเจี๊ยบ, น้ำมะขาม เป็นต้น, ผลิตน้ำผลไม้พร้อมดื่มตราภูฟ้า, แปรรูปสาหร่ายเกลียวมองเป็นซุปครีมสาหร่ายเกลียวทองบรรจุกระป๋อง อีกด้วย

กลุ่มพลังงานทดแทน
โรงบดแกลบ

แกลบที่ได้จากโรงสีข้าวตัวอย่างสวนจิตรลดา ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการปรับปรุงดิน และทำเป็นเชื้อเพลิงแท่ง เป็นการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์และยังช่วยอนุรักษ์ทรัพยากร

หน่วยทดลองผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิง

งานทดลองเชื่อเพลิงนี้เริ่มดำเนินการตามพระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยให้ทำการศึกษาต้นทุนการผลิตแอลกอฮอลล์จากอ้อย เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่า ในอนาคตอาจเกิดเหตุการณ์น้ำมันขาดแคลน หรืออ้อยราคาตกต่ำ การนำอ้อยมาแปรรูปเป็นแอลกอฮอลล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้

โครงการแก๊สโซฮอล์

จากแนวพระราชดำริ ให้นำอ้อยมาแปรรูปเป็นแอลกอฮอลล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน จนขยายกำลังการผลิตแอลกอฮอลล์เพื่อให้มีปริมาณเพียงงพอที่จะใช้ผสมกับน้ำมันเบนซินเป็นแก๊สโซฮอลล์ นำมาใช้สำหรับรถยนต์ของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ต่อมาได้มีการวิจัยเพิ่มขึ้นสำหรับการผลิตดีโซฮอลล์ สำหรับใช้ในเครื่องยนต์ดีเซล ที่ทางโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดาทำร่วมกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย

โครงการไบโอดีเซล

ในปี ๒๕๔๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัสให้นำน้ำมันบริสุทธิ์มาทดลองใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล โดยเริ่มจากศึกษาจากน้ำมันปาล์มและน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ พบงว่าน้ำมันพืชสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ จึงเข้าสู่กระบวนการทำการทดลอง ศึกษาเรื่องไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว จนได้รับความร่วมมือจาก บางจาก ปิโตรเลียม เพื่อปรับปรุงกระบวนการให้มีคุณภาพดีขึ้นและลดต้นทุนการผลิตลง

สำหรับท่านใดที่สนใจเข้าเยี่ยมชมโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา หรือต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการส่วนพระองค์ฯ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร. 02-282-8200 , 02-281-7999 ต่อ 2104
ระเบียบปฏิบัติภายในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา และพิพิธภัณฑ์โรงช้างต้น สวนจิตรลดา คลิ๊กอ่าน
ขอบคุณข้อมูล รูปภาพ : http://kanchanapisek.or.th/, http://www.thongkasem.com/, http://topicstock.pantip.com, สายหมอกและก้อนเมฆhttp://www.bloggang.com/, web.ku.ac.th, www.rdi.ku.ac.th
เรียบเรียงข้อมูล Travel.mthai.com

เครดิตข้อมูลและภาพจาก msn.com

 

 

9 เรื่องที่ลูกจะขอจดจำองค์พ่อหลวง (1) ของแผ่นดินตลอดไป ตอนที่ 1


 
1.ภูมิพล กษัตริย์ติดดินพระราชาผู้ไม่ยืนค้ำหัวราษฎร

เป็นภาพชินตาพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดกับภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ออกเยี่ยมราษฎร และปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ทั่วประเทศรวมถึงพื้นที่ทุรกันดารไกลปืนเที่ยง พระองค์จะโน้มตัว คุกเข่า ย่อตัว ประทับลงไปกับพื้นดิน ถามไถ่ทุกข์สุขชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง อย่างไม่ถือพระองค์ หายากยิ่งเหลือเกินที่จะมี พระเจ้าแผ่นดินผู้สูงศักดิ์ ที่ใกล้ชิดติดดินกับประชาชนขนาดนี้ ราวกับว่า ฟ้าจะคอยโอบอุ้มดินไว้อยู่เสมอ
    
       "แม่อยากให้เธออยู่กับดิน"

"พระเจ้าอยู่หัวไม่ยอมให้ไปยืนค้ำหัวพูดกับราษฎร ถ้ายิ่งเป็นเวลานาน ท่านต้องการให้นั่งลงพูดกับเขา ข้าพเจ้าก็คลานรับประชาชนตลอดเลย เป็นกิโลฯเลย ท่านมาดูหัวเข่าข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้สิ ดำปี๋เลย"
    
       พระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ยิ่งทำให้ภาพของพ่อหลวง ภูมิพล ทรงประทับลงกับพื้นดินฉายชัดขึ้นในหัวใจ เพราะแม้แต่วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของในหลวง ร.๙ ยังเป็นวัน ดินโลก” (World Soil Day) สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ปรากฏผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและนานาชาติ

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงเล่าถึงการตั้งพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไว้ในหนังสือ "เจ้านายเล็ก ๆ ยุวกษัตริย์" ว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า)เคยมีรับสั่งกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงความหมายของพระนาม "ภูมิพล" ไว้ว่า "อันที่จริงเธอก็ชื่อภูมิพล ที่แปลว่า กำลังของแผ่นดิน แม่อยากให้เธออยู่กับดิน"
    
       ต่อมาภายหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชปรารภถึงสิ่งที่สมเด็จย่าเคยรับสั่งว่า
    
       "เมื่อฟังคำพูดนี้แล้วก็กลับมาคิด ซึ่งแม่ก็คงจะสอนเรา และมีจุดมุ่งหมายว่า อยากให้เราติดดิน และอยากให้ทำงานให้ทำงานแก่ประชาชน"

นั่นคือปณิธานขององค์พระมหากษัตริย์ ภูมิพลที่ไม่เคยละทิ้งประชาชนตลอดระยะเวลาการครองราชสมบัติอันยาวนาน 70 ปี แม้ในยามประชวรก็ยังทรงงานตลอดเวลา พระราชหฤทัยมีแต่ความห่วงใยความเป็นอยู่ของพสกนิกร แพทย์ผู้ถวายการรักษาเคยเล่าว่า ในหลวงทรงติดตามข่าวสารความทุกข์ร้อนของประชาชนจากทุกสื่อ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ทีวี หรืออินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ ยังทรงทอดพระเนตรภาพถ่ายทางอากาศทุกวันด้วย
    
       ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร
    
       กษัตริย์เป็นเพื่อนกับ ชาวเขา

ตอกย้ำความไม่ถือพระองค์กับภาพประวัติศาสตร์ที่บ้านห้วยผักไผ่ ต.ม่อนปิน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ จะเห็นว่าบุคคลในภาพที่กำลังชนแก้วสุรากับในหลวง ร.9 เป็นผู้ใหญ่บ้านเผ่ามูเซอชื่อ "แสนคำลือ" โดยสุราในถ้วย เป็นสูตรพิเศษทำให้เขาแข็งเเรง เพราะใส่เขากวางอ่อน ใส่พริกไทย ๓ เม็ด ใส่กระดูกเสือไปด้วย นอกจากนี้ ผู้ใหญ่บ้านยังขอแบกพระองค์ท่านขึ้นหลังเดินขึ้นทางลาดชัน ในบริเวณหมู่บ้านอีกด้วย เป็นภาพที่เผยให้เห็นถึงพระจริยวัตรอันเรียบง่ายเข้าถึงประชาชนแม้แต่ชาวเขา พระองค์ท่านทรงก็ไม่ถือพระองค์
    
       ดังคำบอกเล่าของ หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี หรือ "ท่านภี" ที่เคยถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ท่านภีได้ตามเสด็จ ไปในหลายๆที่ พระองค์ท่านมักเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรชีวิตชาวดอย เช่นครั้งเมื่อแปรพระราชฐานไปเชียงใหม่เพื่อทรงตากอากาศ แต่ท่านไม่ได้ทรงพักเลย

“30 กว่าปีก่อนข้างบนภูเขา บนดอยจะมืดมน ป่าเถื่อนมาก ถนนหนทางก็ไม่มี เจ้าหน้าที่ไม่มี ชาวเขาปลูกฝิ่น ตัดต้นไม้ตามใจชอบ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไป ท่านก็ไปคุยกับเค้า การเสด็จพระราชดำเนินแต่ละครั้ง พระเจ้าอยู่หัว ท่านทำพระองค์เป็นเพื่อนกับเขา เวลาชาวเขาเค้านั่งอยู่ ก็นั่งกับเค้า ชาวเขาชวนขึ้นไปบนบ้านที่คับแคบ ท่านก็ประทับ เค้าเอาเหล้าเถื่อนใส่ถ้วยสกปรกมา ถวายท่าน ผมก็เลยทูลบอกให้ท่านทำเป็นดื่ม แล้วส่งถ้วยมา แต่ท่านกินหมดเลย แล้วบอกว่าไม่เป็นไรเหล้านี้มันแรงมาก เชื้อโรคตายหมดแล้ว ท่านเป็นเพื่อนกับเค้า เวลาเค้านั่งกับพื้น ท่านก็นั่งอยู่กับพื้น

เวลาที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ มีพระราชปฏิสันถารกับชาวเขา ก็ จะคุยเรื่องชีวิตเค้า เค้าปลูกฝิ่นขายได้เงินเท่านั้นเท่านี้ สรุปได้ว่า คนรวยไม่ใช่คนปลูกฝิ่น แต่คือคนที่เข้าไปซื้อฝิ่น ฝิ่นต้องออกจากที่ปลูก ยิ่งไกลมากเท่าไร ราคาของมันก็ยิ่งจะสูงขึ้น เมื่อท่านทรงทราบความทุกข์ของชาวเขา ท่านก็หาหนทางช่วย โดยนำ ดอกไม้ พืช ผัก ผลไม้เมืองหนาว ขึ้นไปให้ชาวเขาปลูกบนดอย เพราะว่าของพวกนี้ ถ้าเอาลงมาขายข้างล่าง ราคาจะสูง แต่ไม่สูงถึงกับของที่สั่งเข้ามาจากเมืองนอก
    
       ท่านก็ทรงไม่ค่อยถือพระองค์ อย่างที่ผมเล่าให้ฟัง เวลาที่ท่านเสด็จฯไปเยี่ยมชาวบ้าน ชาวบ้านจะนั่งกับพื้นดิน ถ้าท่านจะทรงทักทายใคร ก็จะประทับลงกับพื้นเช่นกัน
    
       เช่นเดียวกับอีกภาพประวัติศาสตร์เมื่อ ๓๕ ปีก่อน ในวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๒๔ พระองค์ท่านทรงประทับนั่งข้างรถยนต์พระที่นั่งบนสะพานไม้ ในหมู่บ้านเจาะบากง จ.นราธิวาส ข้างพระวรกาย คือลุงพร้อม นุ่งกางเกงขาสั้น ไม่สวมรองเท้า

ในวันนั้นขณะที่ชาวบ้านเจาะบากง ซึ่งมีทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิม กำลังทำนาอยู่ในพื้นที่ของตนเอง ได้เห็นรถยนต์ของตำรวจนำขบวนเสด็จฯ ผ่านเข้ามา โดยที่ไม่ได้มีการแจ้งกำหนดการล่วงหน้า
    
       หลังจากนั้นพระองค์ท่านจึงเสด็จ ลงจากรถยนต์พระที่นั่ง แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปที่สะพานไม้และประทับกับลุงพร้อม เพื่อทอดพระเนตรสภาพพื้นที่บริเวณดังกล่าว หลังจากนั้นไม่นานมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาทำการขุดคลองเชื่อมต่อคลองเจาะบากง ตามที่ลุงพร้อมได้กราบบังคมทูลขอจนพื้นที่นาและพื้นที่ทางการเกษตรมีน้ำใช้อย่างอุดมสมบูรณ์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุด
    
       ทว่า ภาพสุดคลาสสิคที่ขึ้นแท่นในดวงใจของชาวไทยนั้น เป็นภาพของคุณยายตุ้ม จันทนิตย์ หญิงชราวัย ๑๐๒ ปี ชาว จ.นครพนม ที่ไปรอรับเสด็จพร้อมดอกบัวสายสีชมพู จำนวน ๓ ดอก ตั้งแต่เช้าจนบ่ายแสงแดดแผดเผาจนดอกบัวสายในมือเหี่ยวโรย

วินาทีที่ในหลวง ร.๙ เสด็จมาถึง พระองค์ตรงมาที่คุณยายตุ้ม จากนั้นคุณยายตุ้มได้ยกดอกบัวสายสีชมพูอันโรยรา ๓ ดอกนั้นขึ้นจนเหนือศีรษะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโน้มพระองค์ลงมาจนพระพักตร์ เกือบชิดกับศีรษะของคุณยายตุ้ม ทรงแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน พระหัตถ์แตะมือกร้านคล้ำของคุณยายอย่างนุ่มนวล
    
       ภาพของพ่อหลวงกับคุณยายนี้จะยังตราตรึงอยู่ในหัวใจประชาชนชาวไทยไปตราบนานเท่านาน
    
       พระเจ้าแผ่นดินใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน
    
       นอกจากเป็นกษัตริย์ติดดินแล้ว พระองค์ท่านยังเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ที่ไม่ติดหรู ไม่สนพระทัยแบรนด์เนม ใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชน ดั่งที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้สัมภาษณ์ถึงความไม่สนพระทัยเรื่องการแต่งพระองค์ เพราะสนพระทัยแต่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมากกว่า

"เวลาท่านทำอะไร ท่านก็ทำเองหมดเลย อย่างจะเสด็จฯไปยังภาคใต้นี่ ท่านก็แพ็กของเอง ในการแต่งพระองค์ก็ไม่สนพระทัยเลย ขำ เมื่อตอนท่านหนุ่มๆบอกว่าท่านดัดผม (ทรงพระสรวล) ในหลวงดัดผม ที่แท้แม้แต่จะส่องกระจกนานๆก็ไม่ส่อง ไม่สนพระทัย
       
       แล้วก็อย่างกระดุม กระดุมของรัชกาลที่ ๕ ที่ทรงใส่ ๕ เม็ดนี่ สวย เป็นไพลิน งามๆ ทั้งนั้น ฉันเอามาให้ท่านไว้ใส่ ท่านก็ไม่ชอบใช้ นาฬิกา ซื้อถวายเมื่อวันเฉลิมฯ ซื้อเป็นเรือนทอง ท่านก็ไม่ชอบ เพราะท่านบอกว่า ต้องแกะเข้าแกะออก ฉันไม่ชอบ ชอบเวลาล้างมืออะไรมันได้ทั้งนั้นตกลงเสด็จฯออกสเตทวิสิท (การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ) ก็นาฬิกาเหล็กนั่น เสด็จลงเรือใบก็นาฬิกาเหล็กเรือนนั้น
    
       ที่แปลก คือเรื่องเสวยนี่ จะเย็นจะร้อน ท่านไม่สนพระทัยเลย เอามาตั้งนี่ ไม่เคยขอเลย เติมน้ำปลา ไม่เคยเลย นี่มหาดเล็กที่อยู่นี่ทราบเป็นพยานได้เลย ท่านไม่เอา ไม่สนพระทัยเลย
    
       ฉลองพระบาทคู่ละ ๓๐๐ ฉลองพระองค์ใช้จนเปื่อยซีด

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอุปนิสัยที่ข้าราชบริวารและข้าราชการที่ใกล้ชิดทราบกันดีว่า ทรงประหยัด ซึ่งเป็นพระอุปนิสัยที่ติดพระองค์มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชินีนาถ ทรงฝึกให้พระราชโอรสและพระราชธิดา รู้จักวิธีการประหยัด อดออม ตั้งกระป๋องออมสินไว้กลางที่ประทับ ทรงเรียกว่า กระป๋องคนจน เมื่อถึงสิ้นเดือนจะทรงประชุมทั้ง 3 พระองค์ว่า จะนำเงินก้อนนี้ไปทำประโยชน์อย่างไร หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจนอย่างไร

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวในพระราชสำนัก หรือจากสารคดีเฉลิมพระเกียรติก็จะเห็นบ่อยครั้งและอาจสงสัยว่า ทำไมพระเจ้าแผ่นดินทรงใช้ดินสอที่เหลือสั้นกุดนิดเดียว ใครจะนำไปทิ้งไม่ได้ เพราะจะทรงกริ้วอย่างมาก แม้แต่หลอดยาสีพระทนต์ก็ทรงใช้จนหมดหลอดรีดเสียแบนราบ
    
       สำหรับฉลองพระองค์สูท ถ้าสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่า จะทรงสูทองค์เดิมให้เห็นซ้ำอยู่บ่อยๆ แม้ว่าจะเสด็จฯในต่างสถานที่ต่างเวลา ทรงประหยัด ใช้สิ่งของอย่างคุ้มค่า
    
       ส่วนนาฬิกาที่ทรงใช้นั้น แม้จะมีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายนาฬิกายี่ห้อดัง ราคาแพง ก็ไม่ได้ทรงใช้ ทรงใช้นาฬิกา ธรรมดาที่ประชาชนทั่วไปใช้กันอยู่ ทรงมีนาฬิกาเพื่อใช้บอกเวลา ไม่ได้ทรงใช้เพื่อการอื่น มักจะรับสั่งว่า ฉันใส่นาฬิกายี่ห้อ ใส่แล้วโก้
    
       ตามถ้อยคำที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เคยเล่าไว้ถึงความประหยัด และความพอเพียงของในหลวง ร.9ไว้ว่า
    
       ครั้งหนึ่ง ผมพยายามจะแอบดูว่าพระองค์ท่านใส่นาฬิกายี่ห้ออะไร จนพระองค์ท่านรู้สึกได้ว่าผมพยายามอยากจะดูยี่ห้อ
       ท่านจึงยื่นข้อพระหัตถ์มาให้ดูตรงหน้า จึงทราบว่าพระองค์ ท่านใส่นาฬิการาคาเพียงเรือนละ ๗๕๐ บาทเท่านั้น ซึ่งก็เดินตรงเหมือนกันกับนาฬิกาเรือนแพง แม้กระทั่งฉลองพระองค์ก็ทรงมีไม่กี่ชุด ทรงใช้จนเปื่อยซีด
    
       นอกจากนี้ ดร.สุเมธ ยังเล่าถึงฉลองพระบาทของในหลวง ร.9 ที่หลายคงหากทราบถึงราคาคงจะตกใจ เพราะคู่ละ ๓๐๐ - ๔๐๐ บาทเท่านั้น อีกทั้งฉลองพระบาทของพระองค์ ยังถูกนำส่งไปซ่อมแล้วซ่อมอีกที่ร้านเล็กๆใกล้วัง
    
       “ขณะที่ข้าราชบริพารใส่รองเท้าคู่ละ ๓,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ บาท แต่เวลาพระองค์ทรงออกเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกล ที่สุดแล้ว ข้าราชบริพารก็เดินตามพระองค์ไม่ทันอยู่ดี ..
    
       พระองค์ท่าน มักจะตรัสถึงสาเหตุที่ไม่จำเป็นต้องมีฉลองพระบาทมากมาย
    
       เวลาเดิน คนเราใส่รองเท้าได้คู่เดียว

เครดิตข้อมูลและภาพจาก MGR online

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

องค์พ่อหลวงทรงเสด็จสวรรคตแล้ว



สำนักพระราชวังออกประกาศ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต ความว่า     
       พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินไปประทับรักษาพระอาการประชวร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันศุกร์ที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ตามที่สำนักพระราชวังได้แถลงให้ทราบเป็นระยะแล้วนั้น
     
       แม้คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรหาคลายไม่ ได้ทรุดลงหนักตามลำดับ ถึงวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เวลา ๑๕ นาฬิกา ๕๒ นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาล ศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ ๘๙ ทรงครองราชสมบัติได้ ๗๐ ปี
     
       สำนักพระราชวัง
     
       ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙


รัฐบาล ประกาศให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา 30 วัน , ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่รัฐ ไว้ทุกข์ 1 ปี ตั้งแต่ 14 ต.ค.       
       ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต ตามที่ได้มีประกาศสํานักพระราชวัง เรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ นั้น รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศ ดังต่อไปนี้
       ๑. ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา ๓๐ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป
       ๒. ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกําหนด ๑ ปี ตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป สําหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดําเนินการตามความเหมาะสม
      
       ประกาศ ณ วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ สํานักนายกรัฐมนตรี

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ร่วมสวดมนต์ถวายพระพร









มาร่วมสวดมนต์ สวดบทพระปริตร เพื่อน้อมถวายพระพร

ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน ประชาชนพร้อมถวายเป็นพระราชกุศล

แด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้ทรงหายประชวรโดยเร็ว



ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า บล็อกหยิกแกมหยอก

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อเมริกันอันตราย ตอนที่ 2 โจทก์เก่ายังไม่จบไป โจทก์ใหม่กำลังตามล่า

เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศอเมริกานั้นเริ่มเข้ามามีบทบาทเป็นตำรวจโลกหรือขาเผือกมานับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ซึ่งพัฒนาการนั้นเริ่มจากการที่อเมริกาเป็นผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 เลยมีความชอบธรรมที่จะเข้ามาจัดระเบียบโลกใหม่ เป็นผู้วางกรอบหรือกฏเกณฑ์การเมืองระหว่างประเทศ หรือเล่นบทพระเอก กลายเป็นประเทศมหาอำนาจ ขึ้นแท่นผู้นำอันดับ 1 ฝั่งประเทศโลกเสรีนิยม โดยมีประเทศเครือบริวารก็คือฝั่งยุโรปตะวันตก และประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทั้งหมด และเป็นอริหรือปรปักษ์กับประเทศสหภาพโซเวียด (ในยุคสงครามเย็น) ซึ่งเป็นผู้นำอันดับ 1 ฝั่งประเทศโลกสังคมนิยม (คอมมิวนิสต์) องค์กรอย่าง C.I.A  (Central  Intelligence Agency) ก็ถือกำเนิดในยุคนี้ ซึ่งเป็นองค์กรอันตราย คอยเผือกเรื่องชาวบ้าน ทั้งหาข่าว สืบข่าว แกะรอย ดักฟัง ตามล่า จับกุม ล่าหัว ล่าสังหาร บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ คล้ายๆ เป็นเครื่องมือหรือเป็นมือเป็นไม้ ในการปฏิบัติการทางลับให้อเมริกานอกราชอาณาจักร  (ถ้ามีเวลาจะเขียนเรื่องความชั่วของ C.I.A แยกออกมาเป็นตอนพิเศษ ขอดูเวลาก่อน)

โจทก์เก่าของสหรัฐ มีใครกันบ้าง

-ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 โจทก์เก่าก็คือประเทศฝ่ายอักษะ ได้แก่ เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น เป็นต้น

-ยุคสงครามเย็น โจทก์เก่างอกขึ้นมาเพียบเลย ได้แก่ ประเทศในเครือสหภาพโซเวียด (ซึ่งส่วนใหญ่คือประเทศโลกคอมมิวนิสต์) เช่น โซเวียดและประเทศในเครือสหภาพโซเวียด,ประเทศแถบยุโรปตะวันออก เช่น โปแลนด์,ยูโกสลาเวีย,เชคโกสโลวาเกีย (ปัจจุบันแยกเป็นหลายประเทศแล้ว) ประเทศในกลุ่มอาเซี่ยน อาทิ เวียดนาม,กัมพูชา ประเทศแถบลาตินอเมริกาบางประเทศ อาทิ คิวบา,เวเนซูเอล่า,โคลอมเบีย  ประเทศในแถบตะวันออกกลางบางประเทศ อาทิ อิรัก,อิหร่าน,ซีเรีย,เยเมน,อัฟกานิสถาน เป็นต้น ประเทศในแถบแอฟริกา อาทิ ลิเบีย,โซมาเลีย เป็นต้น

-ยุคจัดระเบียบโลกใหม่  ยุคนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ ปธน.กอร์บาชอฟของโซเวียด เชื่อในคำหวานของสหรัฐให้ทลายระบอบอำนาจจากคอมมิวนิสต์เป็นประชาธิปไตย ทำให้เกิดการแยกสลายสหภาพโซเวียดออกเป็นรัฐอิสระหลายๆ ประเทศ คงเหลือแต่เพียงรัสเซีย และแยกรัฐบริวารออกไปเป็นรัฐอิสระ มากมาย อาทิ อุซเบกิสถาน,ยูเครน,คาซัคสถาน,ทาจิกิสถาน เป็นต้น และเกิดการทลายกำแพงกรุงเบอร์ลินที่แบ่งแยกเยอรมันออกเป็นตะวันตก กับตะวันออก เกิดการรวมประเทศเยอรมันตามมา ยุคนี้ อเมริกาพยายามขายอุดมการณ์ประชาธิปไตย ควบคู่กันไปกับคำว่า โลกาภิวัฒน์ เพื่อให้ทุกประเทศเปลี่ยนการปกครองเป็นประชาธิปไตย และเปิดประเทศให้เป็นทุนนิยม เพื่ออเมริกาจะใช้ทุนของตนที่ใหญ่กว่าเขมือบประเทศเหล่านั้นโดยง่าย ซึ่งระบบตลาดทุนของอเมริกาตอนนั้นกำลังเติบโตเต็มที่ อเมริกาใช้ทุนเป็นเครื่องมือหรืออาวุธในการล่าอาณานิคม เนื่องจากหมดยุคสงครามเย็น ไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดสงครามแบบใช้อาวุธเข่นฆ่ากันแล้ว กลยุทธ์ใหม่จึงเปลี่ยนมาทำสงครามเศรษฐกิจแทน และเครื่องมือหรืออาวุธที่ได้เปรียบที่สุดก็คือ ทุน ซึ่งอเมริกามีความได้เปรียบสุด ณ ตอนนั้น จีนยังไม่ได้เปิดประเทศ และพอในปลายยุคนี้ จีนได้เปิดประเทศออกสู่โลก โดยใช้นโยบาย 1 ประเทศ 2 ระบบ ก็คือ ยังคงใช้ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ แต่ใชระบบเศรษฐกิจควบคู่กันไประหว่างระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาดควบคู่กับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ตามแบบสากล เป็นกุศโลบายและมีวิสัยทัศน์ของเติ้งเสี่ยวผิง (แมวจะสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้) และการมาของจีนครั้งนี้ ทำให้จีนแผ่รัศมีความยิ่งใหญ่จนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเบอร์ใหม่ ควบคู่กับประเทศเกาหลีเหนือที่ก้าวขึ้นมาเป็นโจทก์ใหม่ แบบแพ็คคู่ของสหรัฐอเมริกา

โจทก์ใหม่ของสหรัฐ มีใครกันบ้าง ก่อนอื่นต้องบอกว่า โจทก์เก่าๆ ของสหรัฐอเมริกายังคงเดิม ที่เพิ่มเติมคือโจทก์ใหม่ๆ ที่หน้าตาจิ้มลิ้ม พริ้มเพรา เหลือเกิน อาทิ กลุ่มไอซิส จีน เกาหลีเหนือ กลุ่มประเทศมุสลิมอีกหลายประเทศ

-ยุคก่อการร้าย ได้แก่ บรรดาองค์กรหรือกลุ่มก้อนที่ไม่ใช่รัฐชาติ แต่กลายเป็น กองกำลังที่ไม่สังกัดรัฐบาล อาทิ กลุ่มอัลกอฮิดะห์ (กลุ่มอัลเคด้า), กลุ่มไอเอส (ไอซิส) ,กลุ่มตาลีบัน, กลุ่มฮิสบัลเลาะห์, กลุ่มโบโกฮาราม ,กลุ่มกองโจรแถบโซมาเลีย หรือ โลนวูฟล์ ต่างๆ เป็นต้น

-ประเทศที่เคยเป็นมิตรกลายเป็นศัตรู ส่วนประเทศที่เคยเป็นศัตรูกลับกลายเปลี่ยนเป็นมิตร เพียงเพราะผู้นำคนใหมมีแนวคิดที่เปลี่ยนไป หรือผลประโยชน์ขัดกัน อาทิ ประเทศที่เคยเป็นมิตรในอดีต กำลังเปลี่ยนเป็นศัตรูได้แก่ ฟิลิปปินส์,ซาอุดิอาระเบีย และประเทศที่เคยเป็นศัตรูกำลังเปลี่ยนเป็นมิตร อาทิ คิวบา,เวียดนาม,อิหร่าน เป็นต้น

ที่กล่าวมาคือโจทก์ ที่แปลว่า ประเทศที่เป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐอเมริกา แต่ทีนี้มาดู โจทย์ที่แปลว่าปัญหาหรือประเด็น,วาระ ที่สำคัญต่อประเทศสหรัฐอเมริกา หลักๆ เลยก็คือปัญหาด้านเศรษฐกิจภายในประเทศของเขาเอง ตั้งแต่ปัญหาการว่างงาน,ปัญหาเรื่องการที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นจากพิษเศรษฐกิจเรื้อรังนับแต่ช่วงแฮมเบอร์เกอร์ไครซิส, ปัญหาเรื่องหนี้ (ทั้งหนี้สาธารณะจำนวนมากสุดในโลก กว่า 26 บิลเลียนดอลล่าร์สหรัฐ,ปัญหาการก่อหนี้จากการที่ไปก่อสงคราม ได้แก่ สงครามในตะวันออกกลาง ทั้งสงครามอิรัก,อัฟกัน,และในซีเรีย) ปัญหาการขาดดุลการค้า และดุลการชำระเงินมหาศาล อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจจีดีพีไม่โตมานาน บวกกับระดับราคาน้ำมันลดลงในช่วงหลายปีมานี้ รวมถึงตลาดทุนซบเซาทั่วโลก อเมริกามีหนี้สินล้นพ้นตัว จนจัดว่าน่าจะเป็นประเทศที่ควรล้มละลายได้นานแล้ว (ที่ผ่านมายังอยู่ได้เพราะพิมพ์แบ็งค์โดยไม่ต้องใช้ทุนสำรองค้ำประกันการพิมพ์แบ็งค์ธนบัตร) อาศัยความเป็นมหาอำนาจ และผู้นำในโลกเสรีและทุนนิยม กลยุทธ์ที่เขาใช้แล้วได้ผลก็คือ ใช้ตราสารทางการเงินดูดซับเงินจากทั่วโลกเพื่อเสริมความมั่งคั่งของเขา เช่น ออกบอนด์ (พันธบัตรรัฐบาล) ขายให้กับธ.ชาติของทั่วโลก,ใช้เงินดอลล่าร์เป็นเงินสกุลหลักของทั่วโลก (ตอนนี้จีนกับรัสเซีย รู้ทันและไม่ใช้เงินดอลล่าร์,ไม่สะสม,ไม่นำเป็นทุนสำรองแล้ว โดยหันมาใช้เงินหยวนกับรูเบิล แลกเปลี่ยนซื้อขายกันแทน) อเมริกาอาศัยความได้เปรียบในทรัพยากรของตลาดทุน ในการหากินกับตลาดทุนทั่วโลก โดยอาศัยเครื่องมือที่เรียกว่า กงอทุน Hedge Fund (กองทุนอีแร้ง) เที่ยวโฉบไปลงทุนเก็งกำไรในตลาดทุนที่สำคัญ เปิดใหม่ทั่วโลก ไล่ราคาเก็งกำไร หลังจากนั้นก็จะทุบขายเอากำไร และบินหนีออกไป โดยไม่มีตลาดทุนไหนทำอะไรได้ ควบคู่ไปกับการออกนวัตกรรมตราสารทางการเงินแปลกๆ ใหม่ๆ อาทิ ตลาดฟิวเจอร์,ออฟชั่น,ฟอร์เร็กซ์,ตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า,ทองกระดาษ,ยาง,พืชผลเกษตรบางตัว,เหล็ก,ดีบุก,เงิน,สินแร่ต่างๆ ฯลฯ เคยมีนักวิเคราะห์หลายท่านบอกตรงกันว่า อเมริกาไม่มีทางชำระหนี้ที่มหาศาลขนาดนี้ได้ด้วยเงินงบประมาณที่มีอยู่ ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติหน้า ชาติไหนๆ ได้หมดหรอก ยกเว้นการก่อสงครามใหญ่ ให้เกิดขึ้น เนื่องจากจะสามารถขายอาวุธได้ขนานใหญ่ (อเมริกาเป็นประเทศผู้ผลิตและขายอาวุธรายใหญ่) การก่อสงครามนอกจากจะขายอาวุธได้ หากรบชนะยังได้ค่าปฏิกรรมสงครามเป็นผลตอบแทน และประเทศผู้แพ้สงครามต้องรับกรรมเป็นผู้จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม เศรษฐกิจทั่วโลกจะล่มสลาย ทำให้ชะลอการชำระหนี้หรือตัดเป็นหนี้สูญหรือนำค่าความเสียหายมาหักลบกลบกันได้ หรือต้องการ set zero หรือหักล้างหนี้กันไปทั้งสองฝ่าย นี่คือสาเหตุนึงที่ทำให้อเมริกามักอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งในหลายๆ ประเทศทั่วโลก จนก่อให้เกิดการสู้รบทำสงคราม เหตุใดอเมริกาเป็นตำรวจโลก จึงไม่เคยทำหน้าที่ของตำรวจเลย เคยเห็นบทบาทอเมริกาในการจับผู้ร้ายได้แล้วให้ไปขึ้นศาลโลกมั๊ย (มีกรณีของปธน.สโลโบตัน มิโลเซวิช ผู้นำยูโกสลาเวียที่โดนข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเซิร์บ และชนกลุ่มน้อยอื่นๆ แต่ระหว่างติดคุกรอการพิจารณาคดีก็มาตายอย่างเป็นปริศนา และกรณีของซัดดัม ฮุสเซน ที่โดนจับตัวได้ก็ถูกนำตัวขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ แต่กรณีซัดดัม ฮุสเซนถูกปรักปรำว่าครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งๆ ที่ประเทศอิรักไม่มีนิวเคลียร์เลยซักลูก แต่ไปบอมบ์ประเทศเขาจนบัดนี้กลายเป็นประเทศยากจน ล่มสลาย ยังไม่ฟื้นเลย เป็นการหาเรื่อง หาแพะให้อิรัก จากกรณีเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับกลุ่มอัลกอฮิดะห์ที่ไปก่อการร้ายตึกเวิลด์เทรด และกล่าวหาว่าอัฟกันให้ที่ซ่อนบิน ลาเดนและอิรักให้การสนับสนุนอยู่ แต่ประเด็นที่ใช้เป็นเหตุไปถล่มเขาก็คืออ้างว่าอิรักแอบมีนิวเคลียร์) นอกนั้นประเทศที่เป็นคู่กรณีกันในโลกนี้ อเมริกาไม่เคยทำตัวเป็นตำรวจ จับคู่กรณีแยกกัน ห้ามสู้รบกัน ตำรวจมาแล้ว จับหัวโจก ของ 2 ฝ่ายไปขึ้นศาลโลก ไม่มีเลย นอกจากจะไม่มีแล้ว ยังทำตัวเป็นคนคอยเสี้ยมอยู่ข้างหลัง หรือเป็นแบ็กให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างออกนอกหน้าอีกด้วย กรณีของบิน ลาเดนนั้นถูกศาลเตี้ยปลิดชีพโดยฝีมือ C.I.A. 
  

การที่อเมริกาจะได้ ปธน.คนใหม่ไม่ว่จะเป็นฮิลลารี คลินตันหรือโดนัลด์ ทรัมป์ จึงไม่มีอะไรที่ดีขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้ (ยกตัวอยางโอบาม่า เคยหาเสียงว่าจะ change อเมริกาให้ได้ แต่อยู่มา 2 สมัย ไม่สามารถจะ change ให้ประเทศตัวเองและโลกดีขึ้นเลย แม้แต่กรณีเดียว ยก ต.ย.เรื่องจะถอนกองกำลังออกจากอิรักและตะวันออกกลาง แต่ทันทีที่ถอนกองกำลังจากอิรัก ก่อให้เกิดกลุ่มไอซิสขึ้นมา และความวุ่นวายในตะวันออกกลางก็เกิดขึ้นภายหลังสหรัฐลดกองกำลังลง พอมีเหตุสงครามกลางเมืองในซีเรีย นอกจะจะไม่ทำตัวเป็นตำรวจโลกคอยห้ามทัพ ยังเข้าไปมีส่วนอยู่เบื้องหลังกลุ่มกบฏที่ต่อต้านอำนาจ ปธน.อัลซาร์ อัล อัดซัด อีกด้วย เพราะอัดซัดไม่ลงให้กับสหรัฐ แต่ยอมสวามิภักดิ์ให้กับรัสเซีย)  หากฮิลลารี คลินตันขึ้นมา นโยบายเขตเศรษฐกิจแบบ TPP ที่โอบาม่าได้ทำไว้ เธอก็คงไม่ยกเลิก และเผลอๆ จะเดินหน้าต่อและทำมากขึ้นอีกด้วย ต่อกรณีความลับลมคมในของฮิลลารี ต่อกรณีทูตสหรัฐที่ลิเบีย ถูกระเบิดพลีชีพสังหารตายในลิเบีย ยังคงเป็นความลับว่าเธอไปทำอะไร ให้เกิดเหตุนั้นขึ้น แล้วฮิลลารียังไม่สามารถพูดความจริงในเรื่องนี้กับชาวโลกได้ และกรณีอีเมลล์ฉาวที่เธอถูกโจมตีว่าไม่เหมาะควร นอกเหนือจากนี้มีคนบอกว่าเธออำมหิตกว่าผู้นำที่เป็นผู้ชายมากนัก ถ้าเธอขึ้นมาเป็น ปธน.สหรัฐไม่มีอะไรที่จะมารับประกันได้ว่าสงครามในซีเรียจะยุติได้ โดยสหรัฐไม่เข้าไปเผือก ในขณะที่ถ้าอเมริกาได้โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นปธน.สหรัฐ ขวบปีแรกเขาก็คงสาละวนกับการแก้ปัญหาภายในก่อน ตามที่ได้เคยสัญญาหาเสียงเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สร้างงานให้คนสหรัฐ ต่อรองผลประโยชน์ให้สหรัฐได้เปรียบ เน้นไปที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ลดงบประมาณทางการทหารลง ซึ่งคงจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเบื้องหลังของเขาก็คือพรรคริพับลิกัน ซึ่งมีพวกสายเหยี่ยวอยู่เยอะ และเบื้องหลังของเบื้องหลัง คือใหญ่กว่ารัฐบาลสหรัฐก็คือ องค์กรที่เรียกว่า C.F.R พวกนี้คือกลุ่มทุนชาวยิวที่ทรงอำนาจอยู่เบื้องหลังรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย คอยบงการยุทธศาสตร์สำคัญของอเมริกาในทุกเรื่องทั่วโลก (รายละเอียดเรื่องของ C.F.R. หาอ่านได้ในบทความนี้ที่ผู้เขียนได้เคยเขียนไว้ http://yikgamyok.blogspot.com/2015/11/20-13-13.html?zx=aec824ed1c7e415f  )  และเป็นตัวชี้ขาดยุทธศาสตร์ทั่วโลกให้เดินไปตามแผนที่ตัวเองวางเอาไว้ เป็นตัวเดินหมาก คุมเกม ทั้งผลประโยชน์และชี้ชะตาคนทั่วโลก ให้อยู่ในกำมือเขาอีกด้วย ทรัมป์หรือฮิลลารี จึงต้องเล่นไปตามเกมหรือบทบาทที่เขาวางเอาไว้เท่านั้น ไม่มีใครจะมาหักหรืองอกับองค์กรนี้ได้หรอก ใครจะมา ผู้เขียนจึงไม่เห็นว่าบทบาทของอเมริกาจะเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันนี้เลย มีแต่จะหนักข้อขึ้นเท่านั้น เค้าลางของสงครามโลกใกล้มาถึงแล้ว จากกรณีล่าสุดที่โอบาม่าเจรจากับปูติน ขอให้ทำข้อตกลงหยุดยิงในซีเรีย แต่พอตกลงกันได้ ผ่านไปไม่กี่วัน ระเบิดปรมาณูถูกทิ้งจากเครื่องบินลงตรงที่อยู่ของประชาชนชาวซีเรีย และรถขนส่งเสบีบงอาหาร เวชภัณฑ์และยารักษาโรค คนตายบาดเจ็บเพียบ แม้แต่โอบาม่าก็ไม่ทราบว่าใครสั่งให้ทิ้งระเบิด พอรู้ว่าใครเป็นผู้บงการ (กองทัพสหรัฐ) ก็น้ำท่วมปาก พูดอะไรไม่ออก ได้แต่โบ้ยความผิดไปให้รัสเซียว่าเป็นผู้ละเมิดข้อตกลงก่อน ทำให้อเมริกาต้องลงมือ รัสเซียถึงกับอึ้ง เพราะรัสเซียไม่ได้ทำอะไรเลย แต่อเมริกาต่างหากที่อยู่ดีๆ ก็กลืนน้ำลายตัวเอง กระทำการฝืนข้อตกลงทิ้งระเบิด และคนตายเป็นผู้บริสุทธิ์มิใช่คนร้ายที่อเมริกาอ้างว่าเป็นพวกกลุ่มไอซิส พออเมริกาใส่ร้าย รัสเซียจึงต้องเอาภาพถ่ายจากดาวเทียมมายืนยันว่ามีรถต้องสงสัยวิ่งผ่านมาตรงบริเวณนี้ก่อนเกิดเหตุทิ้งระเบิด และพอขยายภาพถ่ายทางอากาศดู ก็โป๊ะแตกขึ้นมาว่ากองบัญชาการที่อ้างว่าเป็นกองบัญชาการของกลุ่มพวกไอซิส ทำไมมีทหารของซาอุดิอาระเบียและสหรัฐและพวกนาโต้อยู่กันเต็มเลย นี่เป็นการฉีกหน้าสหรัฐได้อยางแสบสันต์และแสบทรวงที่สุด แต่ไม่มีข่าวหรือสื่อของฝ่ายตะวันตกเล่นข่าวนี้เลย ทำให้ชาวโลกไม่รู้ว่าที่แท้แล้วอเมริกานี่แหละอยู่เบื้องหลังกลุ่มกบฏและกองกำลังไอซิสในสงครามกลางเมืองในซีเรีย ยังมีหน้ามาพูดอ้างว่าอยากเห็นสันติภาพของโลกให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะในซีเรีย เล่นตีสองหน้าอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวตอนหน้าจะมาพูดถึงคำพยากรณ์ในเรื่องสงครามโลกครั้งที่  3 กัน ว่ะจะมีอะไรที่ใกล้เคียงความเป็นจริงบ้าง    

หยิกแกมหยอก วิเคราะห์และเรียบเรียง

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อเมริกันอันตราย ตอนที่ 1 กรรมกำลังตามเล่นงานประเทศสหรัฐอเมริกา

สังเกตมั๊ยว่า ตอนนี้ในอเมริกามีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นถี่ๆ ซ้ำๆ จำนวนมาก ล้วนเป็นเหตุการณ์ร้ายอย่างต่อเนื่อง อันล่าสุด ก็คือข่าวรถไฟฟ้าพุ่งชนคนตายที่นิวเจอร์ซีย์ คนตาย-บาดเจ็บนับร้อย,เหตุมือปืนเด็กอายุ 14 กราดยิงพ่อตัวเองแล้วไปยิงครูกับนักเรียนในโรงเรียนต่ออีก ตายอีกหลายรายที่มลรัฐเซาท์คาโรไลน่า,ข่าวการประท้วงลุกฮือของพลเมืองผิวสี (ดำ) ประท้วงไปตามท้องถนนต่อการกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ ทั้งวิสามัญประชาชนผิวสีอย่างอุกอาจอย่างต่อเนื่องของตำรวจ (เคสนี้ชายวัย 43 ปี ถูกยิงล้มลงในข้อหาที่สงสัยว่ามียาเสพติดอยู่ในรถและมีอาวุธปืน ตำรวจอ้างว่ายิงป้องกันตัว เกิดเหตุที่นอร์ทคาโรไลน่า) และที่ผ่านมารัฐบาลโอบาม่ายังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ (อันเนื่องมาจากกฏหมายที่ให้บุคคลสามารถมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและพกพาปืนได้),เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุกราดยิงที่ฮิวส์ตัน,เหตุยิงกันในห้างกลางกรุงวอชิงตัน (ในห้างแคสเคดมอลล์ เขตเบอร์ลิงตัน) ก่อนหน้านั้นเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ก็มีเหตุระเบิด ที่เป็นข่าวใหญ่ ที่นิวเจอร์ซีย์ มีคนไล่แทงคนอีก ฯลฯ นี่เป็นเหตุการณ์อยู่ในช่วงเดือนนี้เดือนเดียว แต่เกิดเรื่องราวมากมาย ยังไม่นับว่ามีข่าวการดีเบต หาเสียงของว่าที่ผู้นำสหรัฐ ทั้งฮิลลารี่ คลินตัน vs โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นต้น

แต่สิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะชี้ก็คือ ไม่ว่าใครจะมาเป็น ปธน.สหรัฐคนใหม่ นโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายเผือกเรื่องชาวบ้าน โดยเฉพาะแหล่งผลประโยชน์ของสหรัฐจะไม่เปลี่ยน เพราะทั้งสองคนมีบุคลิกสายเหยี่ยวด้วยกันทั้งคู่ อีกทั้งมาจาก 2 พรรคใหญ่ซึ่งนโยบายตปท.น่ากลัวทั้งคู่ เดโมแครทจะน่ากลัวด้านนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเขตการค้าเสรีในแถบแอตแลนติกเหนือกับแถบแปซิฟิกเข้าด้วยกันในยุคโอบาม่าหรือ TPP ส่วนริพับลิกัน น่ากลัวเรื่องนโยบายก่อสงคราม การค้าน้ำมัน ค้าอาวุธ ไม่ว่าใครจะมาเป็นมีโอกาสสุ่มเสี่ยงที่เหตุการณ์ในซีเรียจะบานปลายกลายเป็นสงครามโลกอย่างมาก (เรื่องนี้จะไปขยายความในตอนถัดไป)
นับแต่ยุคสงครามเย็นมาจนถึงเหตุการณ์ 9/11 ค่อนข้างเป็นที่ประจักษ์อย่างชัดแจ้งแล้วว่า ผู้ร้ายตัวจริงของโลกนี้ที่อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายในโลกนี้ก็คือ อเมริกา นับแต่หาเรื่องไปถล่มอิรัก (สงครามพายุทะเลทรายครั้งที่ 1,2) การบุกถล่มอัฟกานิสถานเพื่อทำลายพวกตาลีบัน,การล่าและเด็ดหัวบินลาเดนในปากีสถาน การอยู่เบื้องหลังพวกกระบวนการไอเอสในช่วงแรกๆ จนกลายเป็นกลุ่มก่อการร้ายหมายเลข 1 ของโลกอยู่ในเวลานี้,การเข้าไปอยู่เบื้องหลังแทรกแซงทางการเมือง และโค่นอำนาจในอิรัก,ลิเบีย,อียิปต์ จนกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวในปัจจุบัน การอยู่เบื้องหลังในการส่งเสริมให้มีขบวนการอาหรับสปริงในประเทศที่เป็นมุสลิมทั่วโลก (ทุกวันนี้หลายประเทศกลายเป็นรัฐที่ไม่สงบ จากที่เคยอยู่ดีมีสุข ก็กลายเป็นมีปัญหาการเมืองภายในมากมาย ไม่มีเสถียรภาพความมั่นคง) การอยู่เบื้องหลังฝ่ายค้านหรือกบฏในยูเครน จากเหตุการณ์ทีรัฐบาลยูเครนโอนเอียงเข้ากับรัสเซียจากเหตุการณ์แยกตัวของรัฐไครเมีย ,การอยู่เบื้องหลังฝ่ายกบฏที่ต่อต้านรัฐบาลของอัล อัดซาด ปธน.ซีเรียที่ถือหางโดยรัสเซีย จนทุกวันนี้เหตุการณ์สงครามกลางเมืองในซีเรียรบกันมา 3-4 ปี คนตายไปเป็นล้านแล้ว และเป็นต้นตอของผู้อพยพจำนวนมากในตะวันออกกลาง กลายเป็นปัญหาผู้อพยพมากมายเข้าไปในยุโรป จนไม่มีประเทศไหนอยากจะรับ แม้ว่าด้านหนึ่งสหรัฐจะคืนสัมพันธภาพหรือมีนโยบายหันมาเป็นมิตรกับอิหร่านและคิวบา แต่อิหร่านย่อมรู้ดีว่าสหรัฐคบได้หรือไม่ ในขณะที่มิตรแท้อย่างซาอุดิอาระเบียกำลังจะกลายเป็นมิตรที่ถูกหักหลัง จากการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสหรัฐในช่วงเหตุการณ์ 9/11 (ตอนนี้เหยื่อของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์กำลังจะฟ้องรัฐบาลซาอุฯ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังทำวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรด เพราะผู้ก่อการร้ายจำนวน 22 คนล้วนเป็นสัญชาติซาอุไปเสีย 10 กว่าคนไม่นับอุซมะห์ บินลาเดนก็เป็นซาอุ, กม.ผ่านความเห็นชอบที่จะให้ญาติผู้เสียชีวิตสามารถฟ้องซาอุกำลังผ่านสภา ซึ่งก่อนหน้านี้โอบาม่าคอยสกัดกั้นกฏหมายนี้ตลอดมา แต่พอใกล้หมดวาระ เขาถูกคนในรัฐสภาคองเกรส ยกมือผ่านกฏหมาย หักหน้าโอบาม่า จนทำให้รัฐบาลซาอุฯ กำลังพิจารณาความสัมพันธ์กับสหรัฐใหม่) การที่ซาอุร่วมมือกับสหรัฐทุบราคาน้ำมันลงมาเพื่อแกล้งรัสเซียเมื่อต้นปี แต่สุดท้ายกลายเป็นหอกหวนกลับมาแทงตัวเอง เพราะทำให้เศรษฐกิจของซาอุเวลานี้พังไม่เป็นท่า งบประมาณประเทศร่อยหรอ จนต้องลดเงินเดือนข้าราชการทุกระดับลง 20%
นอกจากนี้สหรัฐยังอยู่เบื้องหลังให้ท้ายไต้หวัน,เกาหลีใต้,ญี่ปุ่น เพื่อปิดล้อมจีน แล้วยังไปเสี้ยมเวียดนาม ฟิลิปปินส์ เกี่ยวกับหมู่เกาะสแปรตลี ซึ่งผู้นำคนใหม่ของฟิลิปปินส์เขาไม่เล่นด้วย และพลอยถือโอกาสนี้วิ่งโร่เข้าไปหาจีน เพื่อขอปรับความสัมพันธ์กับจีนใหม่ เพราะก่อนหน้านี้เคยบาดหมางกันมาก่อน ทำนองใช้ความอะลุ่มอะล่วย ถ้อยทีถ้อยอาศัย เพื่อเป็นนโยบายเศรษฐกิจกับจีน พี่เบิ้มในเอเซียจะดีกว่า ไปเชื่ออเมริกา ที่ไม่มีความจริงใจ และผลประโยชน์ให้กับคนเอเซียเท่าไหร่เลย ตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง เคยเห็นสหรัฐยื่นมือมาช่วยเหลืออะไรในประเทศแถบนี้มั๊ย

เดี๋ยวตอนหน้าจะมาต่อกันอีก ว่าตอนนี้อเมริกากำลังจะเผชิญโจทย์ปัญหาภายในและภายนอกประเทศอะไรบ้าง และเผชิญโจทก์ (ที่แปลว่าคู่กรณี,ศัตรู) กับใคร เป็นประเทศหรือกลุ่มใดกันบ้าง)