วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

ฟรีทีวีดิจิตอล ในปี 2558 มีอะไรน่าสนใจบ้าง




 
ปีนี้จะเป็นปีที่เข้าสู่ยุคทีวีดิจิตอลอย่างเต็มตัวแล้ว ดังนั้น สมรภูมิการขับเคี่ยวและแข่งขันกันของช่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านข่าว ละคร กีฬา รายการคอนเท้นต์ต่างๆ ก็คงจะงัดกลยุทธ์กันออกมาฟาดฟันกันอย่างสนุกสนานเต็มที่ หากจะมีกั๊กกันไว้บ้าง ก็คงจะเป็นเจ้าใหญ่ๆ ที่เขาคงมีไม้เด็ดต่างๆ ที่ซุ่มเงียบอยู่ รอวันงัดออกมาใช้เมื่อถึงคราวจำเป็น หรือช่วงที่เรตติ้งเพลี่ยงพล้ำอยู่บ้าง สำหรับด้านเรตติ้งนั้น ในช่วงแรกของสมรภูมิเดือดนี้ คิดว่าที่ 1 กับที่ 2 คงจะลอยลำไปเลยโดยภาพรวม (หมายถึงช่อง 7กับช่อง 3)  หาทางโค่นได้ยาก แต่ที่ 3 ลงมา คงจะต้องขับเคี่ยวแย่งชิงกันหน้าดำคร่ำเครียดซักหน่อย และมีสิทธิ์ที่จะพลิกไปพลิกมาได้เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีรายการคอนเท้นต์ดีๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของคนดูได้ และคิดว่าอันดับ 3 ลงมา จะไม่สามารถช่วงชิงฐานคนดูได้ทุกช่วงเวลา หรือได้ตลอดเวลา หากว่าช่องคู่แข่งอื่นๆ มีรายการคอนเท้นต์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจกว่ามาเรียกความสนใจของคนดูได้ เป็นรายการ เป็นเรื่องๆ ไป  แต่ช่องที่มีฐานแฟนคลับเป็นของตนเองจะได้เปรียบกว่า ไม่ว่าจะเป็น ช่อง 7,ช่อง 3,ช่อง one+Gmm ,ช่อง workpoint, ช่อง 8, ช่อง mono 29, ช่อง true4u+tnn24, ช่อง ไทยทีวี+loca, ช่อง nation+now, ช่อง pptv, ช่องไทยรัฐทีวี, ช่อง tpbs, ช่อง voice+springnews เป็นต้น
สมรภูมิการแข่งขันของทีวีในทุกยุคทุกสมัยก็คงหนีไม่พ้น อันดับแรกก็คือรายการข่าว หรือรายการวิเคราะห์ข่าว รายการสนทนาเกี่ยวกับข่าวสาร ประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ หรือให้ความสนใจของบุคคลโดยทั่วไปในขณะนั้น สิ่งที่ช่องต่างๆ มักแข่งขันกันก็คือ ทีมผู้ประกาศข่าว สกู๊ปเจาะข่าวรวมถึงผู้สื่อข่าวภาคสนาม อุปกรณ์ยุทโธปกรณ์ในการนำเสนอ เช่น จอทัชสกรีน led ในห้องส่งที่ใช้สำหรับรายงานข่าว , โต๊ะเก้าอี้ ฉากหลังของผู้ประกาศข่าวในห้องส่ง, รถโมบายล์ถ่ายทอดสด เฮลิคอปเตอร์สำหรับนำผู้สือ่ข่าวลงไปยังพื้นที่ทำข่าวที่ยากลำบาก หรือเพื่อมุมกล้องที่สวยงาม ที่ยากต่อการได้ภาพในมุมกว้าง เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีไปไกลถึงขั้นมีโดรนติดกล้องถ่ายภาพจากมุมสูง (ซึ่งเราได้เห็นเจ้าเทคโนโลยีตัวนี้ชัดๆ ก็ในช่วงการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. นั่นเอง) นอกเหนือจากนี้ก็คือเนื้อหาจริงๆ ของข่าว เสน่ห์เฉพาะตัวหรือคาแร็กเตอร์ ลักษณะการอ่านข่าว การพูดคุยของผู้ประกาศข่าว นักเล่าข่าว ทัศนคติการวิเคราะห์ข่าว รวมถึงภูมิความรู้ที่แท้จริงของผู้ประกาศข่าว ปัจจุบันนอกเหนือจากผู้ประกาศข่าวที่มีประสบการณ์สูงๆ หรือมีชื่อเสียงในลำดับต้นๆ ของประเทศ ยังก่อให้เกิดผู้ประกาศหน้าใหม่ๆ ที่มีท่วงท่าลีลาในการอ่านข่าวที่สร้างความสนใจเกิดขึ้นมากมาย เนื่องจากช่องทีวีดิจิตอลที่เปิดใหม่ทั้งหลาย ต่างยื้อแย่งซื้อตัวกันจากช่องทีวีคู่แข่งหรือจากเคเบิ้ลทีวีมา บางที่ก็ใช้เลือดใหม่ปั้นลูกหม้อของตนเองขึ้นมา แต่หลายทีก็ผสมผสานกันระหว่างผู้ประกาศข่าวที่มีชื่อเสียงและที่สร้างขึ้นมาใหม่ มาดูกันว่าช่องข่าวหลักๆ นั้นใช้ทีมผู้ประกาศข่าว อย่างไรกันบ้าง

ช่อง 3 อนาล็อค,3HD,3SD,3Family (จุดเด่นคือซื้อตัวผู้ประกาศเด่นๆ จากต่างช่องๆ ให้ไหลมารวมกันอยู่ที่นี่ เรียกว่าครอบครัวข่าว) แต่ก่อนช่อง 3 เคยมีผู้ประกาศข่าวเด่นๆ เป็นของตนเอง อาทิ จินดารัตน์,นลธวัช,ชาญชัย,พรหมพร,ปราย,พิมลวรรณ เป็นต้น แต่คนเหล่านี้ไม่ทราบว่าทำไมช่อง 3 ไม่ผลักดันเท่าที่ควร สุดท้ายก็ย้ายหนีช่อง 3 ไปเป็นตัวเด่นที่ช่องอื่นแทน ส่วนที่ซื้อตัวมาก็คือคนที่คุ้นหน้า เคยเป็นตัวเด่นมาจากช่อง เนชั่นบ้าง ไอทีวีบ้าง ช่อง 7 บ้าง ช่อง 9 บ้าง กลายเป็นช่องที่ลูกหม้อที่ปั้นมาเองกับมือ ไม่ได้เกิด เหมือนนักเรียนการแสดงของช่อง 3 หรือนักแสดงเก่าๆ ลูกหม้อของช่อง  3 ปัจจุบันไปมีผลงานช่องอื่นหมดเลย ไม่ว่าจะเป็น ดิลก ทองวัฒนา,รัญญา,ศิยานนท์,ธงชัย ประสงค์สันติ,กล้วย ก้อย ปรารถนา ปาริฉัตร,รอน บรรจงสร้าง,สถาพร นาควิไลโรจน์ ,วีระชัย หัตถโกวิท ,กษมา นิสสัยพันธ์ ฯลฯ  นอกเหนือจากทีมผู้ประกาศข่าวที่จัดว่าเป็นช่องที่รวมดาวผู้ประกาศข่าวไว้มากที่สุดแล้ว ด้านอื่นๆ เช่น อุปกรณ์ยุทโธปกรณ์นั้น ช่องนี้ถือว่าแข็งแรงที่สุด โดยมีแม่ทัพผู้นำข่าวอย่าวสรยุทธ์ กับกิตติ ที่ยังสามารถสร้างเรตติ้ง ครองความเป็น 1 ด้านรายการข่าวอยู่
ช่อง 5 (น่าสงสารมาก เป็นโรงเรียนผลิตผู้ประกาศข่าวชั้นดี ที่ให้ช่องอื่นๆ ซื้อตัวไป) เรียกว่าผู้ประกาศเก่งๆ แม้จะไม่มีชื่อเสียงมากนัก แต่หน้าตาดี มีบุคลิกภาพที่ดี อ่านข่าวเก่ง คล่องแคล่ว ล้วนเป็นเป้าถูกหมายตาจากช่องข่าวหลัก ๆ ซื้อตัวไปจนหมด ไปอยู่รวมกันที่ช่องไทยรัฐทีวีมากหน่อย บางส่วนไปอยู่ pptv บ้าง เนื่องจากช่อง 5 จะกลายเป็นทีวีสาธารณะ หมดเสน่ห์ในแง่ความสำคัญและเรตติ้งลง ผู้ประกาศข่าวเจ๋งๆ รวมถึงผู้ผลิตรายการใหญ่ จึงต่างตบเท้าบินหนีไปเกือบหมด

ช่อง 7,7HD (ช่องนี้ก็จัดเป็นโรงเรียนผลิตผู้ประกาศข่าวชั้นดีเช่นกัน และแม้ว่าจะถูกดูด ถูกดึงซื้อตัวเด็ดๆ ไปมากแล้วก็ตาม แต่ที่ยังอยู่และจงรักภักดีต่อช่องก็จัดเป็นพวกหัวกระทิทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคุณภัทร,คุณพิศิทธิ์,คุณสมโภชน์,คุณอนุวัต,คุณนิลาวัณ,คุณศศินา,คุณศรีสุภางค์,คุณชมพูนุช,คุณเหมือนฝัน ฯลฯ ยังไม่นับรวมผู้ประกาศข่าวกีฬา เรียกว่าช่อง 7 เขามีตัวและทีมผู้ประกาศข่าวที่ยังปึ้กที่สุดช่องหนึ่งของเมืองไทยเลยทีเดียว แม้ว่าทีมผู้ประกาศข่าวของบริษัทลูกอย่างมีเดียออฟมีเดียส์ จะยกทีมลาออกไปยกชุดก็ตาม (นำทีมโดยคุณต๊ะ นารากรกับพวกย้ายไปอยู่ช่อง one) แต่ที่ยังเหลืออยู่ บางส่วนปลุกปั้นขึ้นมาเป็นสายเลือดใหม่ สามารถทดแทนทีมเก่าได้เป็นอย่างดี
ช่อง Mcot HD,Mcot Family (ช่องนี้ แต่เดิมก็ไม่ค่อยมีผู้ประกาศเด่นๆ มากนัก ส่วนใหญ่เป็น new gen ที่ปลุกปั้นมาจากโครงการสร้างผู้ประกาศข่าวหน้าใหม่ของช่อง ช่องนี้จึงไม่ค่อยเดือดร้อนจากการถูกแย่งซื้อตัวจากช่องอื่นมากนัก) ข้อดีข้อเด่น ก็คือความที่เป็นสำนักข่าวไทย ซึ่งชื่อของสำนักข่าวไทยทำให้ดูมีความน่าเชื่อถือของสถานีอยู่แต่เดิมแล้ว ซึ่งสิ่งนี้ต้องรักษาเอาไว้ ช่วงหลังมีการปรับรูปแบบข่าวให้สั้นกระชับฉับไวขึ้น มีอุปกรณ์ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยช่องหนึ่งของเมืองไทย แต่นอกเหนือจากนั้น ช่อง 9 ยังไม่สามารถสร้างเอกลักษณ์ คาแร็กเตอร์ของตนเองให้โดดเด่นได้ ข่าวช่อง 9 จึงได้รับความสนใจในระดับกลางๆ มาตลอด

ช่อง TPBS HD (ช่องนี้แต่เดิมเคยมีผู้ประกาศเก่าๆ ที่โอนย้ายมาจากสถานีโทรทัศน์ไอทีวี มาบางส่วน และเป็นลูกหม้อสายเลือดใหม่ที่ปั้นขึ้นมาเอง แต่โดยส่วนใหญ่มีทักษะพื้นฐานการผ่านข่าวดีมากช่องหนึ่ง จัดเป็นโรงเรียนผลิตผู้ประกาศข่าวอีกช่องหนึ่ง จึงมีผู้ประกาศหลายรายถูกแก่งแย่งซื้อตัวไปเป็นระยะๆ คล้ายๆ ช่อง 5 ตัวท็อปๆ ถูกซื้อตัวไป หายจ้อยไปจากช่องเกือบหมด ไปโผล่ช่อง 3 มากสุด,ไทยรัฐทีวีบ้าง แต่บรรดาหัวกระทิ ก็ยังมีอยู่บ้าง และขอให้กำลังใจทำหน้าทีต่อไป ไม่งั้นข่าวของช่องทีวีสาธารณะจะไม่มีคนดู เสียดายภาษีประชาชน เสียดายคอนเท้นต์ดีๆ ที่ผลิตไปแต่ไม่มีคนดู
ช่องไทยรัฐ,เวิร์คพ้อยท์,ช่อง 8,ช่อง one,ช่อง pptv,ช่อง Bright,ช่อง new)tv โมเดลเหมือนกันหมด เสริมทัพทีมข่าวด้วยการซื้อผู้ประกาศข่าวตัวเด่นๆ มาและสร้างทีมข่าวของตนเองที่เป็นเลือดใหม่เข้าไปผสม เนื้อหารูปแบบดูคล้ายๆ กัน ต่างกันตรงที่วิธีการนำเสนอ ซึ่งไทยรัฐทีวีดูโดดเด่นสุด

ช่อง Nation,Now,Voice,Springnews,TNN24 พวกนี้จัดเป็นช่องข่าวโดยธรรมชาติ จึงมีการสร้างบุคลากรเป็นของตนเอง เป็นโรงเรียนผลิตผู้ประกาศข่าวโดยธรรมชาติ ช่องเหล่านี้มีบุคลากรด้านข่าวที่มีประสิทธิภาพสูงและมีนักวิเคราะห์ข่าว ผู้บรรยาย นักเล่าข่าว นักวิชาการประจำช่องเป็นของตนเอง ความหลากหลายและการเจาะประเด็น การวิเคราะห์ข่าวจะรอบด้าน และลงลึกกว่าช่องทีวีดิจิตอลอื่นๆ โดยทั่วไปอยู่แล้ว

 
ช่อง Mono 29,ไทยทีวีและ Gmm channel  พยายามจะสร้างคาแร็กเตอร์ของการนำเสนอข่าวที่ไม่ติดยึดในแพ็ทเทิร์นเดิมๆ เหมือนช่องหลักๆ โดยใช้ทีมผู้ประกาศข่าวที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง จัดว่าน่าสนใจทั้ง 3 ช่อง รูปแบบการนำเสนอจึงต่างออกไป จัดเป็นทางเลือกที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใครดี อาทิ ช่อง Gmm channel เสริมทีมผู้ประกาศข่าวด้วยดารา celeb ชื่อดังที่เคยเป็นนักร้อง นักแสดง พิธีกร หรือวีเจ มานั่งอ่านข่าว เป็นช่องแรกๆ ที่สร้างจุดสนใจโดยใช้อิทธิพลของ celeb มาเรียกกระแส ความน่าสนใจ และดึงดูดคนดู ก็ต้องลองดูว่าจะเวิร์คหรือไม่ คาดว่าจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ 
มาถึงด้านละครกันบ้าง เฉพาะโผรายชื่อละครที่จะออนแอร์ให้ชมกันในปีนี้ พอเปิดชื่อออกมาก็ฮือฮา น่าสนใจแล้ว มีทั้งละครรีเมกจากบทประพันธ์เก่ามีชื่อเสียง ละครที่เป็นบทประพันธ์ใหม่ๆ ละครฟอร์มยักษ์ ละครย้อนยุค ละครแนวพล็อตสมัยใหม่ มาประชันขันแข่งกันมากมาย กลายเป็นทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้นของประชาชนคนดู ดังรายนามต่อไปนี้    

หากเปรียบวงการละครเป็นเหมือนวงการฟุตบอลเมืองนอก แล้วหล่ะก็ จะขอแยกออกเป็นสมรภูมิพรีเมียร์ลีคกับสมรภูมิลีกแชมป์เปี้ยนชิพ แล้วบรรดาช่องต่างๆ เราถือเสมือน สโมสรทีมฟุตบอล ,บรรดาค่ายละครผู้จัด เราถือเสมือนเป็นเทรนเนอร์หรือผู้จัดการทีม,โค้ช, ส่วนบรรดานักแสดง หรือซุปตาร์ต่างๆ เราถือเสมือนนักเตะ ผู้เล่น ส่วนบรรดาละครเรื่องต่างๆ เราถือเสมือนแม็ทช์การแข่งขันที่สำคัญต่างๆ เป็นต้น ถ้าใช้ตรรกะของผู้เขียนเอง จะขอจัดแบ่งช่องและผู้จัดละครแยกเป็นกลุ่มพรีเมียร์ลีกกับกลุ่มลีกแชมป์เปี้ยนชิพดังนี้
กลุ่มพรีเมียร์ลีก ประกอบด้วย ช่อง 7,ช่อง 3,ช่อง one-gmm, ช่องmcot, ช่องเวิร์คพ้อยท์,ช่อง 8 และช่อง True4u
กลุ่มลีกแชมป์เปี้ยนชิพ ประกอบด้วย ช่อง THV-loca,ช่องโมโน29,ช่อง PPTV, ช่องไทยรัฐทีวี,ช่องTPBS,ช่อง 5





ขอเริ่มที่ ช่อง 7 ก่อน (เจ้าแห่งวงการละครเมืองไทย,เจ้าแห่งละครถ่ายไปออนไป)  ปีนี้ประเดิมด้วยละครใหม่ ลีลาวดีเพลิง,บ้านทรายทอง,ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท,เพื่อนแพง,อตีตา,นางชฏา,รักเร่,ดั่งสวรรค์สาป,รอยรักแรงแค้น,มรสุมสวาท,จับกัง,เลือดตัดเลือด,ปลาหลงฟ้า,เทวดาฟันน้ำนม,นางเหยี่ยวรัตติกาล,แฝดล่องหน,ข้ามากับพระ,ไฟรักเกมร้อน ,ทะเลไฟ,ขุนกระทิง,วิหคหลงลม ,สาปเสน่หา,น้ำเซาะทราย,เพลิงพระนาง,ตะพดโลกันต์,เพลงรัก เพลงลำ,เพลิงตะวัน,แหวนสวาท,เลื่อมสลับลาย,คุณชายไก่โต้ง,คนละโลก,บ้านศิลาแดง,คาดเชือก,หวานใจนายจิตระเบิด,เจ้าบ่าวกลัวฝน และบทประพันธ์ที่ซื้อไว้รอสร้างอีกมาก ฯลฯ และที่ยังรออนุมัติหรือยังไม่เป็นข่าวอีกจำนวนหนึ่ง

 
 
ช่อง 3 (คู่แข่งตลอดกาล,เจ้าแห่งละครดองค้างปี)  ปีนี้ประเดิมด้วยบางระจัน,สายลับสามมิติ,แอบรักออนไลน์,ลมซ่อนรัก,กลกิโมโน,ข้าบดินทร์,ชาติเจ้าพระยา,ซีรี่ยชุดมาเฟียเลือดมังกร (เสือสิงห์กระทิงแรดหงส์),หนึ่งในทรวง,สุดแค้นแสนรัก,นางสาวทองสร้อย,ตามรักคืนใจ,หัวใจปฐพี,เพื่อนรักเพื่อนริษยา,ใต้เงาจันทร์,เทพบุตรสุดเวหา,พ่อครัวหัวป่าก์,ผู้กองยอดรัก,สะใภ้จ้าว,นางร้ายที่รัก,ไฟล้างไฟ,กำไลมาศ,ขอเป็นเจ้าสาวสักครั้งให้ชื่นใจ,ชาติพยัคฆ์,ห้องหุ่น,พลับพลึงสีชมพู,วิมานเมขลา,แก้วตาหวานใจ,สองหัวใจนี้...เพื่อเธอ,ดอกไม้ใต้เมฆ,บ่วงอธิษฐาน,แรงตะวัน,พิรุณพร่ำรัก,วัยแสบสาแหรกขาด,สุดร้ายสุดรัก,แผนร้ายลงท้ายว่ารัก,เจ้าบ้านเจ้าเรือน แรงเงา2,สะใภ้สายลับ,มือปราบสายเดี่ยว,นายยิ้มมะยมหวาน ,เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ, และบทประพันธ์ทีซื้อไว้รอสร้างอีกมาก ฯลฯ รวมถึงละครที่รออนุมัติอยู่
 
 
ช่อง One+Gmm  (เจ้าแห่งละครทางเลือก และพล็อตสมัยใหม่)  ปีนี้คงประเดิมด้วย เงาใจ,เคหาสน์ดาว,เล่ห์รักกลลวง,หัวใจมีเงา,ร้อยเล่ห์เสน่ห์ร้าย,นางบาป,สัญญาแค้นแสนรัก,สองรักสองวิญญาณ,จัดรัก,ตี๋ใหญ่,เล่ห์รตี,บัลลังก์เมฆ,The O.C. (City of Light) ,ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด,ตะวันตัดบูรพา,น้ำตากามเทพ,Club Friday ปี 5-6 ตอนใหม่, Hormones season 3,ทอฝันกับมาวิน และบทประพันธ์ที่ซื้อไว้รอสร้างอีกมาก ฯลฯ และที่ซื้อลิขสิทธิ์มาแล้วเตรียมสร้างคือ A love to kill , F4  เป็นต้น
 
ช่องเวิร์คพ้อยท์ จะมีละครซิทคอม เรื่อง ระเบิดสิงโตทอง, เพลงรักบ้านเช่า, แม่จ๋าอย่าหักโหม และซีรี่ย์เรื่อง 7 วันจองเวร ซีรี่ย์เกมริษยา (รอลุ้นซีซั่น 2 ต่อไป)

ช่อง 8  จะมีละครเรื่อง คุณหญิงนอกทำเนียบ,ฯลฯ ตามข่าวเท่าที่ทราบ

ช่อง 9  จะมีซิทคอมใหม่ชื่อเรื่อง โอมมหาจรวย ,ซีรี่ย์ love sick season 2
ช่อง pptv จะมีละครเรื่องเพลิงดาว ตามข่าวเท่าที่ทราบ

กล่าวโดยสรุป ปี 2558 วงการละครบ้านเราก็ยังคงเป็นปีแห่งละครรีเมก ละครพีเรียด และละครโรแมนติกคอมเมดี้จิ้นฟินจิกหมอนอีกปีหนึ่ง ในขณะที่ละครในแนวทางใหม่ก็อาจมีให้เห็นบ้างประปราย เริ่มมีการซื้อลิขสิทธิ์ซีรี่ย์จากต่างประเทศมาสร้างใหม่เป็นเวอร์ชั่นไทยก็เริ่มมีให้เห็นแล้ว ต่อไปอาจกลายเป็นกระแสหลักในอีกปีสองปีข้างหน้าก็เป็นได้

ส่วนทางด้านรายการวาไรตี้ เรียลลิตี้ และเกมส์โชว์ที่เห็นเปิดตัวมาแล้วคือช่องเวิร์คพ้อยท์ ได้แก่ คดีสีชมพู รายการที่ตัดสินคดีความรักให้กับทุกคู่รักที่มีปัญหา, เท่ง โหน่ง วิทยาคม รายการบันเทิงเริงความรู้ กับเหล่าคณาจารย์สุดฮา , เชฟหม่ำ พ่อครัวหัวเหลี่ยม รายการที่ทุกเมนูเด็ดบนโลกนี้จะถูก cover ใหม่โดยพ่อครัวที่ฮาที่สุดในประเทศไทย, แฟนพันธุ์แท้ยอดนักชิม เกมโชว์น้ำลายสอ กับการค้นหาสุดยอดนักชิม, บิ๊กเบน วาไรตี้เลิศหรู โดย เบน ชลาทิศ , The Singer Thailand รายการประกวดหานักร้องเสียงคุณภาพ , Bao Young Blood การประกวดวงดนตรีสายเลือดใหม่ เพื่อสืบสานบทเพลงคาราบาว, ล้านซ่อนรูป เกมโชว์ที่ชวนให้คุณไขความลับที่ซ่อนอยู่ภายในรูป , สามสนิท กฤษณ์ ตั๊ก ป๋อง รายการที่จับเอา 3 เพื่อนซี้ กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ - ป๋อง กพล ทองพลับ และ ตั๊ก บริบูรณ์ จันทร์เรือง มาทำภารกิจตามล่าหาสาวหน้าใสไร้เครื่องสำอางมาเผยหน้าสด, สตูดิโอโกแกง รายการเพลง เอาใจคอเพลง, Honey Hero สู้เพื่อเธอ เกมโชว์วัดใจคู่รัก ที่เขาต้องใช้กำลัง ส่วนเธอต้องใช้สมอง ตามมาด้วยรายการที่สร้างความฮือฮามาแล้วทั่วโลก อย่าง Let me in ศัลยกรรมพลิกชีวิต ซึ่งกำลังมีขึ้นในเมืองไทย โดยใช้ชื่อว่า Let me in Thailand   ในขณะที่ช่องอื่นๆ ยังคงซุ่มเงียบกับการปรับผังรายการใหม่รับปี 2558 กันอยู่ จึงยังไม่ได้เปิดตัวรายการใหม่ๆ และไม่ได้มาเป็นแพ็กเกจแบบช่องเวิร์คพ้อยท์ จึงคงต้องติดตามดูกันต่อไป ใช่ว่าช่องที่เปิดตัวก่อน แรงๆ จะเป็นผู้ชนะในสงครามเรตติ้งเสมอไป คงต้องพิสูจน์กันในช่วงเวลาจริงๆ และวัดผลเรตติ้งโดยบริษัทสำรวจเรตติ้งจริงๆ ว่าในช่วงเวลาใด ใครคือรายการยอดฮิตที่สุดที่คนเขาดูกัน
นอกเหนือจากรายการเกมส์โชว์ ,เรียลลิตี้โชว์เด่นๆ ช่องเวิร์คพ้อยท์แล้ว ช่องอื่นๆ อย่างช่อง 7 ก็มีรายการใหม่ เช่น The Choice เลือกได้ให้เดต (เรียลลิตี้โชว์แฟรนไชส์จากต่างประเทศ),รายการฮิตเดิมๆ เช่น เชฟกระทะเหล็ก และโหดมันฮา ซีซั่นใหม่ก็ยังคงน่าสนใจ, การกลับมาของเรียลลิตี้โชว์สุดฮิต The Star 11 ทางช่อง ONE ,KPN award ทางช่อง 3

ช่อง PPTV  เสิร์ฟซีรี่ย์เกาหลีเพียบ อาทิ Advertising Genius Lee Taebaek อัจฉริยะสร้างฝัน, Bigman,Mandate of Heaven โจซอน หมอหลวงบัลลังก์เลือด,King’s Daughter,I summon you Gold บ้านป่วนก๊วนไฮโซ,All my Love ครอบครัวป่วนยกขบวนฮา,ซีรี่ย์ญี่ปุ่น No Dropping Out ส่งป้ามาปราบเกรียน,ซีรี่ย์เกาหลี Golden Rainbow ทอรักสีรุ้ง,Hope for Dating,Bride of the Century คำสาปร้ายวิวาห์รัก,Medical Top Team ทีมหมอใจเพชร,Shark ล่ารักล่าแค้น,The Tomorrow People คนพันธุ์อนาคต

ซีรี่ย์ฝรั่ง Scandal เจาะเรื่องฉาวทำเนียบขาว season 3,Revolution วันเปลี่ยนโลก season 2,Nikita สวยสังหาร season 2,Intelligence สายลับสมองกล

ช่อง Mono 29  เสริฟซีรี่ย์อเมริกาสุดดัง อาทิ NCIS Los Angeles season 4,Gossip Girl season 2,CSI : NY season 2,CSI : Crime Scene Investigation season 2,Crossing Line season 1,The Vampire Daires season 2,CSI : Miami season 7,Helix season 1,Unforgettable season 1,Prison Break season 4,Thirteen เพชรฆาตรหัสระห่ำ,Terminator season 2,The Flash วีรบุรุษเหนือแสง,Hawaii Five-0 season 3,Alcatraz season 1 และซีรี่ย์จีน อาทิ Hero ศึกมหาบุรุษโค่นบัลลังก์,เพ็กฮ่วยเกี้ยม เทพบุตรงูทอง, มังกรหยก 1,เทพประยุทธ์พิชิตฟ้า


ช่อง Workpoint มีทั้งซีรี่ย์จีนและซีรี่ย์เกาหลีเพียบเช่นกัน อาทิ ซีรี่ย์เกาหลี อารัง ภูติสาวรักนิรันดร์,Who are You วิญญาณรักนักสืบ,City Hall วุ่นรักนักการเมือง,When A Man Loves ขอหัวใจเธอได้ไหม,ซุนชู ยอดบุรุษพิทักษ์แผ่นดิน, ซีรี่ย์จีน อาทิ มหัศจรรย์กระบี่เจ้าพิภพ,8 เทพอสูรมังกรฟ้า

บทความ วิพากษ์ทีวีดิจิตอล : The News Station Battle การต่อสู้กันของสถานีข่าว  โดย กิตตินันท์ นาคทอง
ปรากฏการณ์รายการข่าวบนหน้าจอโทรทัศน์เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ไล่ตั้งแต่รายการข่าวช่อง 9 ที่เปลี่ยนโฉมจากข่าวในพระราชสำนักและประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล มาเป็นข่าวจากพื้นที่จริง พัฒนามาถึงรายการวิเคราะห์ข่าว รายการคุยข่าว ที่มี สรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นต้นแบบ มาถึงตอนนี้ก็เริ่มมีรายการที่เรียกว่า นิวส์โชว์เกิดขึ้น พร้อมกับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกอากาศโทรทัศน์ในบ้านเรามาสู่ทีวีดิจิทัล

        ในช่วงการทดลองออกอากาศทีวีดิจิทัล ผู้เล่นที่มาจากทีวีดาวเทียมต่างก็เปลี่ยนแปลงรูปแบบรายการข่าว เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ กสทช. โดยเฉพาะช่องข่าว ที่ในช่วงสถานการณ์การเมืองร้อนแรงได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการรายงานสถานการณ์ แต่โดยรวมแล้วรูปแบบการนำเสนอก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก

        เนชั่นทีวี ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากช่องเนชั่นแชนแนลเดิม ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2557 พบว่ารูปแบบรายการไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แม้จะมีการเพิ่มเวลารายการข่าวอย่างเก็บตกจากเนชั่นในช่วงเที่ยงและช่วงค่ำก็ตาม นอกจากนี้เมื่อนายกนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรข่าวชื่อดังมีเรื่องอื้อฉาวจนต้องงดจัดรายการ บางรายการก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

        ขณะเดียวกัน หลังการออกอากาศทีวีดิจิทัล ดูเหมือนเนชั่นทีวีจะเน้นกับการสร้างภาพลักษณ์องค์กร ตั้งแต่การเปิดตัวดาวน์ทาวน์สตูดิโอ ที่ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ และเตรียมที่จะย้ายสำนักงานไปอยู่ที่อาคารบางกอกโค้ต สถานีบีทีเอสสุรศักดิ์ ซึ่งมีไบเทคเป็นเจ้าของ และเพิ่งหมดสัญญาเช่ากับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

        ผมเข้าใจดีกว่าช่วงนี้เนชั่นเกิดภาวะสมองไหลไปก่อนหน้านี้ เพราะมือมันสมองย้ายค่ายไปหลายสิบคน อีกทั้งยังคงรอคอยสำนักงานแห่งใหม่ที่สาทร จึงขยับขยายอะไรไม่ได้มาก แต่หากมัวแต่สร้างภาพลักษณ์ มากกว่าการสร้างความแปลกใหม่ในเชิงเนื้อหา ในระยะยาวคนดูจะรู้สึกเบื่อแล้วหันกลับไปดูช่องอื่นที่รู้สึกแปลกใหม่กว่า

        หรือจะเป็นวอยซ์ ทีวี แม้ในช่วงข่าวภาคค่ำจะให้ ธีรัตถ์ รัตนเสวี และตวงพร อัศววิไล ขึ้นมาอยู่เบื้องหน้า แต่การรายงานข่าวยังคงตอบสนองต่อกระแสข่าวจากรัฐบาล พรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับนายทุนช่องคือ พานทองแท้ ชินวัตร และพินทองทา คุณากรวงศ์ บุตรของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร

       ส่วนการเปิดตัวสถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2557 ซึ่งบริหารงานโดยทายาทรุ่นที่สามของผู้ก่อตั้ง จิตสุภา-วัชร วัชรพลหลังได้รับใบอนุญาตประมูลทีวีดิจิทัลจาก กสทช. ด้วยมูลค่า 3,360 ล้านบาท ระยะเวลา 15 ปี เริ่มต้นด้วยการประชัน 5 รายการสุดท้ายที่จะเข้าไปอยู่ในผังรายการที่เรียกว่า เดอะ ทีวี แบทเทิลอย่างยิ่งใหญ่

        แต่ถึงกระนั้น ผังรายการไทยรัฐทีวีในช่วงแรกๆ ก็ยังไม่แน่น เพราะในช่วงกลางวันยังคงรีรันรายการในช่วงซูเปอร์โปรแกรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายการวาไรตี้ แต่ที่น่าตื่นเต้นก็คือ ไทยรัฐทีวีให้ความสำคัญกับรายการข่าวมากถึงร้อยละ 50 และกล้าที่จะเอามาชนกับละครในรูปแบบ นิวส์โชว์แตกต่างจากช่องอื่นที่มีรายการข่าวค่ำตั้งแต่เวลา 16.00 น. ด้วยซ้ำ

        รายการข่าวของไทยรัฐทีวีมีอยู่ด้วยกัน 3-4 ช่วงต่อวัน ได้แก่ เช้าข่าวชัด เวลา 06.00-09.00 น., ชัดข่าวเที่ยง 12.00-13.00 น., ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีรายการ ชัดทันข่าว เสาร์-อาทิตย์ 09.00-11.00 น. และข่าวสั้น Express News ส่วนในช่วงค่ำของทุกวันจะมีรายการข่าว ไทยรัฐ นิวส์ โชว์ เวลา 19.45-21.45 น. และครบข่าวดึก 23.45-00.30 น.

        ในส่วนของรายการ ไทยรัฐ นิวส์ โชว์ ได้ใช้สตูดิโอเสมือน (Virtual Studio) ขนาดใหญ่ เพื่อความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนฉาก ใช้อิมเมอร์ซีฟกราฟฟิก (Immersive Graphic) แบบสามมิติที่สามารถมองเห็นได้ 360 องศา ประกอบการเล่าเรื่อง และในการพยากรณ์อากาศยังใช้ข้อมูลจาก The Weather Company ซึ่งละเอียดแม้แต่ค่าแสงยูวี

        แต่ด้วยความที่ไทยรัฐทีวียังถือเป็นน้องใหม่ในวงการ จึงต้องอาศัยฐานผู้ชมจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่มียอดพิมพ์ 1 ล้านฉบับ ด้วยรายการส่งเสริมการขายที่เรียกว่า เช้าอ่านสิบ เย็นหยิบแสนด้วยการให้ผู้ชมตัดโลโก้หนังสือพิมพ์ไทยรัฐส่งชิงรางวัลทองคำหนัก 1 แสนบาท จำนวน 30 รางวัล ซึ่งจะจับรางวัลครั้งแรกในเดือนมิถุนายนนี้

        การที่ยักษ์ใหญ่ในวงการหนังสือพิมพ์ลงสนามธุรกิจสื่อโทรทัศน์ โดยเฉพาะทีวีดิจิทัล ทำให้หลายค่ายต่างหวั่นไหวพอสมควร นักข่าวภาคสนามต่างสำนักรายหนึ่งก็ชื่นชมว่าผลิตรายการข่าวได้ดี เสียอย่างเดียวคือมาช้ากว่าคนอื่น แต่ก็ดีแล้วที่ได้ออกอากาศ ไม่อย่างนั้นคนที่อยู่ข้างในจะถอดใจลาออกกัน เพราะที่ผ่านมาผลิตเองดูกันเอง เสียของเปล่าๆ

        ที่เปลี่ยนไปแบบพลิกฝ่ามือก็คือช่องทีเอชวี(THV) ซึ่งแปลงร่างมาจากช่องทีวีพูลของเจ๊ติ๋ม พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ที่ได้เครือบางกอกโพสต์ซึ่งพลาดหวังจากการประมูลร่วมผลิตข่าวในชื่อ 365 โพสต์นิวส์ ออกอากาศสามช่วงเวลา ได้แก่ 365 Morning News เวลา 06.00-09.00 น., 365 Hot News 12.00-12.30 น. และ 365 Hard News 17.00-18.30 น.

       นอกจากนี้ ยังได้ สุภาพ คลี่ขจาย มาจัดรายการเจาะประเด็นร้อน และเครือสยามสปอร์ตผลิตรายการสปอร์ตกูรู และสปอร์ตวาไรตี้ ส่วนทีวีพูลเองจะผลิตรายการข่าวบันเทิง ในสัดส่วนร้อยละ 30 ตั้งแต่รายการ อรุณสวัสดิ์จัดเต็ม, มอร์นิ่งเอนเตอร์เทน, ทีวีพูลไลฟ์, ทีวีพูลเซเล็บสปาย, คลิกมันส์ยันเช้าซึ่งเจ๊ติ๋มระบุว่า กสทช. ให้ข่าวบันเทิงจัดเป็นรายการข่าว

       แต่ที่รู้สึกงุนงง คือ ช่องทีเอชวีได้รับใบอนุญาตประเภทช่องข่าว แต่กลับมีละคร ซิทคอม ซีรีส์ วาไรตี้เรียลลิตี้ คอมมาดี้เกมส์โชว์ โดยละครเรื่องสาวน้อยคาเฟ่, ฉันรักผัวเขา, วัยฟิน, สัญญาเมื่อสายันห์, อีพริ้งคนเริงเมือง 2014, 2499 นักเลงอันธพาล, นางโชว์, เลิฟเตอรองค์, โฟร์รูม, อลหม่านบ้านสร้างดาว ฯลฯ ซึ่งแต่ละเรื่องมันไม่ได้เข้ากับช่องข่าวเลย

       สำหรับไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งได้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัลมากถึง 3 ใบ คือ ช่องรายการเด็กและครอบครัว ช่องวาไรตี้ความคมชัดธรรมดา และวาไรตี้ความคมชัดสูง ปรากฏว่ากลับเลือกผลิตคอนเทนต์ที่แยกออกมาจากทีวีอนาล็อกปกติ ทำเอาคนที่อยากดูละครแบบความคมชัดสูงไม่พอใจเพราะคู่แข่งอย่างช่อง 7 ออกอากาศแบบคู่ขนานได้

       ช่วงทดลองออกอากาศ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2557 ที่ผ่านมา รายการข่าวช่อง 3 เอสดีในช่วงเย็นตั้งแต่ 16.00-18.00 น. จะเป็นรายการ ท็อปนิวส์วารตี้ (TOP NEWS VARIETY) นำเสนอ10 ข่าวเด่นประจำวันแล้วให้ผู้ชมโหวตผ่าน SMS ออกอากาศพร้อมกับช่อง 3 เอชดีส่วนหลังข่าวในพระราชสำนัก เวลา 20.00 น. จะเป็นช่วง บีอีซี นิวส์ (BEC NEWS)

       ต่อด้วยเวลา 21.45 น. จะเป็นรายการ ฮอตนิวส์ (HOT NEWS) กับ กิตติ สิงหาปัด ออกอากาศพร้อมกับช่อง 3 เอชดี ความยาว 15 นาที จากนั้นเป็นรายการวาไรตี้ ต่อด้วยเวลา 23.00 น. จะเป็นรายการ กรุณา ทอล์ค ทูมี (Talk to me) กับ กรุณา บัวคำศรี และเวลา 23.30 น. จะเป็นรายการบีอีซี นิวส์ ทูไนท์ (BEC NEWS TONIGHT)

       อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2557เป็นต้นไป ช่อง 3 เอสดี จะเป็นสถานีข่าวเต็มรูปแบบในทุกช่วงเวลา โดยเพิ่มรายการข่าวตั้งแต่ 06.00-08.00 น. รายการ เป็นข่าวเช้านี้ กับภาษิต อภิญญาวาท และอริสรา กำธรเจริญ และข่าวเที่ยงเปิดประเด็น ตั้งแต่เวลา11.00-13.00 น. ควบคู่ไปกับรายการละคร ซีรีส์ วาไรตี้ต่างๆ

       ส่วนช่อง 3 แฟมิลี่ ซึ่งเป็นช่องรายการเด็กและครอบครัว จะมีรายการแฟมิลี่ นิวส์ ทูเดย์” (Family News Today) ช่วงเวลา 17.00-18.00 น. โดยสายสวรรค์ ขยันยิ่ง, สุผจญ กลิ่นสุวรรณ, นิรมล เมธีสุวกุล และ คริสโตเฟอร์ ไรท์ ขณะที่รายการผู้หญิงถึงผู้หญิง และรายการแจ๋ว ในช่องอนาล็อกเดิมจะนำมาออกอากาศตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้

       นอกจากนี้ ทราบมาว่า สรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรนักเล่าข่าวชื่อดังจะผลิตรายการข่าวในช่อง 3 เอชดี ช่วงเวลา 18.00-19.00 น. ใช้ชื่อรายการ สรยุทธ ถึงคน ถึงข่าวในวันที่ 1 มิถุนายน 2557 อีกด้วย ซึ่งเชื่อกันว่าจะเป็นรูปแบบคล้ายกับรายการถึงลูกถึงคน ในช่วงที่ผลิตให้กับ อสมท. และคาดว่าจะเป็นรายการที่สร้างเรตติ้งที่งดงามในบรรดาช่องเอชดี

       ขณะที่ช่อง พีพีทีวี (PPTV) ธุรกิจสี่อโทรทัศน์ของตระกูลปราสาททองโอสถ รายการข่าวส่วนใหญ่จะผลิตร่วม เช่น รายการยกทัพข่าวเช้า เวลา 06.00-08.00 น. ร่วมผลิตกับบริษัท ดรีมทีม เน็ตเวิร์ค หรือจะเป็นรายการเข้มข่าวค่ำ เวลา 19.00-20.00 น. ร่วมผลิตกับบริษัท นิวส์ คอนเน็ค ทั้งสองบริษัทเคยเป็นผู้ผลิตรายการข่าวให้กับ ททบ.5 มาก่อน

       หลังจากที่มีการเปลี่ยนผ่านรูปแบบจากทีวีอนาล็อก และทีวีดาวเทียม มาสู่ทีวีดิจิทัล สิ่งที่ตามมากับบุคลากรข่าวก็คือภาวะสมองไหลของค่ายสื่อต่างๆ มีทั้งการย้ายค่าย และซื้อตัวบุคลากรข่าว โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บริหาร ผู้อำนวยการ บรรณาธิการ ผู้ประกาศข่าว พิธีกร ผู้สื่อข่าวทีมงานเบื้องหลัง สายงานเทคนิค ช่างภาพ ประสานงานรายการ ฯลฯ

       โดยจะเลือกเอาคนที่ เป็นงานมาร่วมงาน ด้วยเหตุผลที่ว่าดึงเข้ามาแล้วก็ทำงานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลามานั่งฝึกเด็กใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 6 เดือนถึง 1 ปีกว่าจะเข้าที่เข้าทาง อีกทั้งในช่วงที่ทีวีดิจิทัลออกอากาศ รายการข่าวมีการแข่งขันกันสูงเพื่อเพิ่มเรตติ้งจากฐานคนดูที่มีอยู่ประจำ ยิ่งหากเป็นช่องใหม่ก็หาทางแย่งชิงคนดูจากช่องเดิมให้ได้

       ภาวะสมองไหลเกิดขึ้นอย่างหนักกับค่ายสื่ออย่างน้อยสอง-สามค่าย เริ่มจากเครือเนชั่น มีคนไหลออกไปยังค่ายยักษ์ใหญ่จำนวนมาก ตั้งแต่ ประณต วิเลปสุวรรณ ย้ายข้ามห้วยไปอยู่ไทยรัฐทีวี ส่วนผู้ประกาศข่าวสายเศรษฐกิจอย่าง เทพกิจ ฉัตรสุริยาวงศ์, นเรศ เหล่าพรรณราย และสายอาชญากรรมอย่าง พชรปพน พุ่มประพันธ์ ก็ย้ายออกไปอยู่ช่อง 3

       ส่วน สมภพ รัตนวลี อดีตบรรณาธิการบริหารเนชั่นแชนแนล ลาออกพร้อมขนทีมงานนับสิบชีวิต ไปทำโปรดักชั่นเฮ้าส์ที่ชื่อ ดรีมทีม เน็ตเวิร์ค แบบเต็มตัว จากที่ก่อนหน้านี้ร่วมกับเนชั่นผลิตรายการให้กับช่อง 5 โดยเฉพาะ บรรจง ชีวมงคลกานต์ กับ วิจิตรา ดวงดี ที่ไปเป็นพิธีกรรายการ ยกทัพข่าวเช้า ทางช่อง พีพีทีวี ก็มีดรีมทีมเน็ตเวิร์คเป็นผู้ร่วมผลิต

       ขณะที่ไทยพีบีเอส ผู้ประกาศข่าวแม่เหล็กของช่องอย่าง ประวีณมัย บ่ายคล้อยและ ชัยรัตน ถมยา พร้อมด้วย กมลวรรณ ตรีพงศ์, พิมพ์นารา อรุณโน และ เบญจมาลัญช์ ทิพย์ขันทอง ย้ายไปช่อง 3 ขณะที่ อรพิน ลิลิตวิศิษฎ์วงศ์ อดีตบรรณาธิการรายการตอบโจทย์ ลาออกไปอยู่กับ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา อดีตพิธีกรรายการตอบโจทย์ที่ช่องอมรินทร์ทีวี

       ขณะที่ ททบ.5 ผู้ประกาศแม่เหล็กลาออกไปอยู่ทีวีดิจิทัล อย่าง เขมสรณ์ หนูขาว ย้ายไปไทยรัฐทีวีด้วยค่าตัวหลักแสน พร้อมกับ สืบสกุล พันธ์ดี ขณะที่ มนัส ตั้งสุข และกรสุมา เจียมสระน้อย ย้ายไปอ่านข่าวเที่ยงที่พีพีทีวี ทำให้ขณะนี้ททบ.5 ต้องประกาศรับสมัครนายทหารสัญญาบัตรชาย-หญิง ชั้นยศตั้งแต่ร้อยตรีถึงร้อยเอกเป็นผู้ประกาศข่าวไปแล้ว

       ด้าน อสมท. นอกจาก เขมทัตต์ พลเดช ที่ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ได้ทาบทามให้เข้ามานั่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่แล้ว ยังมี สุระ เกนทะนะศิล อดีตรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ อสมท. และ หทัยดิส มุ่งถิ่น อดีตผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและวิจัยตลาด อสมท. ถือเป็นมันสมองให้กับช่อง 9 มาเป็นผู้บริหารให้กับพีพีทีวีเรียบร้อย

       ขณะที่ พัชระ สารพิมพา อดีตผู้อำนวยการฝ่ายคลื่นวิทยุ 100.5 ได้ลาออกจาก อสมท. มาอยู่ที่สถานีโทรทัศน์สปริงนิวส์ ซึ่งเจ้าตัวให้เหตุผลว่า ต้องการมาทำงานให้ ศุทธิชัย บุนนาค ปัจจุบันเกษียณอายุจาก อสมท. มาเป็นประธานบอร์ดสปริงนิวส์จากการชักชวนของ ฉาย บุนนาค เจ้าของโรงพิมพ์ตะวันออก ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สปริงนิวส์

       ก่อนหน้านี้ยังมีอดีตลูกหม้อของ อสมท. เข้ามามีบทบาทในสปริงนิวส์มากขึ้น ไล่ตั้งแต่ สุรชา บุญเปี่ยม นักข่าวมือรางวัลของ อสมท. มาดำรงตำแหน่ง Executive News Producer หรือจะเป็น สุวิทย์ บุตรพริ้ง นักจัดรายการวิทยุคลื่น 100.5 อสมท. ดำรงตำแหน่ง Executive News Producer และเป็นพิธีกรรายการไขปมข่าว

       ขณะที่สำนักข่าวอิศราเปิดเผยว่า นักข่าวช่อง 9 อสมท. อายุงานประมาณ 3 ปีประจำทำเนียบรัฐบาล วันนี้ได้รับการเสนอค่าตอบแทนจากช่อง 3 อัตราตอบแทน 40,000 บาทต่อเดือนซึ่งหากเป็นเรื่องจริงจะมากกว่าเงินเดือนนักข่าวเครือบางกอกโพสต์ที่ถือว่าสูงที่สุดในตลาดวิชาชีพสื่อสารมวลชน และบรรดาสำนักข่าวต่างๆ ซึ่งอยู่ที่ราว 2 หมื่นบาทต้นๆ

       ส่วนเครือบางกอกโพสต์ที่ร่วมผลิตข่าวให้กับช่องทีเอชวี ก่อนหน้านี้ได้ดึงตัว วิลาสินี แวน ฮาเรนเข้ามาดำรงตำแหน่ง Creative program group head and News anchor พร้อมดึงผู้ประกาศข่าวชื่อดัง อาทิ อัครพล ทองธราดล ที่ลาออกจากไทยพีบีเอสแล้วเป็นฟรีแลนซ์ระยะหนึ่ง กับ ศศิวรรณ เลิศวิริยะประภา ที่ก่อนหน้านี้เคยเห็นที่เดลินิวส์ทีวี

       นอกจากนี้ยังได้ดึงตัว ศุภชาติ ศุภเมธี จากโมเดิร์นไนน์ทีวี, รัฐวุฒิ มิตรมาก และ กาญจนา ทัพจีน จากเอเอสทีวี และผู้สื่อข่าวภาคสนามที่จำได้ก็มี วีระยุทธ วิริยะสัจจะจิตร จากไทยพีบีเอส, ดารินทร์ สมวงศ์ จาก ทีเอ็นเอ็น 24 รวมทั้งยังได้ดึงดีเจและดารา นางแบบมาดำเนินรายการ อาทิ ผลิตโชค อายนบุตร, พิจิตรา สิริเวชพันธ์, เกียรติยศ เกียรติสูงส่ง ฯลฯ

       ขณะที่ไบร์ท ทีวี ของสมชาย รังษีธนานนท์ ผู้ผลิตรายการข่าวห้าหน้าหนึ่ง และบันเทิงห้าหน้าหนึ่ง นอกจากได้อดีตคนข่าวไอทีวีอย่าง วรวีร์ วูวนิช มาเป็นรองกรรมการผู้จัดการสายงานผลิตแล้ว ยังได้ รัชนีวรรณ ดวงแก้ว ซึ่งย้ายมาจากสปริงนิวส์ทำหน้าที่เบื้องหลัง และหลังจากที่วรวีร์มาทำไบร์ททีวีเต็มตัว เธอได้เลิกจัดรายการเอฟเอ็ม 101 ไปแล้ว

       อดิศักดิ์ ลิมปรุงพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการเนชั่นทีวี เคยกล่าวในเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้ว่า หากค่ายไหนประกาศตัวว่าจะเป็นสถานีข่าวแต่ทำได้ด้วยเพราะมีเงินเยอะ ตั้งหน้าตั้งตาทาบทามคนหน้าจอของสถานีอื่น หรือพูดแบบไม่ค่อยสุภาพคือซื้อคน ไม่เคยคิดลงทุนสร้างคนเองจะยั่งยืนบนความน่าเชื่อถือของข่าวสารได้อย่างไร

       สอดคล้องกับที่ให้สัมภาษณ์ในนิตยสารจีเอ็ม ระบุว่า ตอนนี้สังคมไทยถูกกระแสโฆษณาชวนเชื่อ ว่าช่อง 3 เป็นช่องข่าว ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ เขาวางโพสิชันนิ่งตัวเองไว้แบบนั้น แต่ความเป็นจริงไม่ใช่ ถ้าเป็นช่องข่าว ต้องให้ข่าวมีความสำคัญมากกว่าอย่างอื่น ไม่ใช่ว่าพอมีข่าวด่วนมาในช่วงละคร แต่คุณไม่เคยยกผังเลย แบบนี้จะถือเป็นช่องข่าวได้อย่างไร

       ขณะที่บทวิเคราะห์จากสำนักข่าวอิศรา ระบุว่า ภาวะฝุ่นตลบในวงการทีวีดิจิตอลตอนนี้ เห็นได้ชัดเจนอย่างหนึ่งว่า สื่อหลายค่ายเน้นผู้ประกาศหน้าจอ มากกว่าแข่งขันกันผลิตเนื้อหาสร้างองค์ความรู้ให้แก่ประชาชนและถ้าทีวีเมืองไทย วัดกันที่เปลือกและสายป่านอีกสักพักจะรู้กันว่าใครอยู่ ใครเก็บฉาก

       โดยส่วนตัวผมกลับมองว่า ช่องข่าวที่เกิดขึ้นอยู่ดาษดื่นขนาดนี้ นอกจากจะเน้นผู้ประกาศข่าวแล้ว การผลิตเนื้อหาก็สำคัญไม่แพ้กัน แต่เท่าที่ดูกลับพบว่าแต่ละช่องมักจะถนัดแตะข่าวชาวบ้าน ข่าวที่เป็นกระแสสังคม หรือข่าวที่มีผลกระทบกับสังคม แต่มักจะแตะข่าวการเมืองน้อยมาก หรือแตะอย่างระมัดระวังในสถานการณ์ที่ขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้

       ในปัจจุบันตลาดสถานีข่าวถูกแบ่งเป็นตลาดนีชมาร์เก็ตมากขึ้น สถานีที่มีความเกี่ยวข้องกับอุดมการณ์ทางการเมืองต่างมีฐานผู้ชมเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เอเอสทีวีก็มีฐานผู้ชมที่มีแนวคิดสนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเดิม เอเชียอัปเดตมีกลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย บลูสกายมีกลุ่ม กปปส. และพรรคประชาธิปัตย์

       คนกลุ่มนี้หากจะดูข่าวจากช่องทีวีดิจิทัล ต่อให้นำเสนออย่างหลากหลายก็มักจะมองว่าไม่เข้าถึงอารมณ์เมื่อเทียบกับทีวีที่มวลชนแต่ละสีเสื้อติดตามอยู่ จะมีก็แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญที่มักจะหมุนวนไปแต่ละช่อง โดยเฉพาะสถานีข่าวหลักๆ อย่างเนชั่นทีวี สปริงนิวส์ หากสถานีข่าวอื่นๆ ไม่ตัดเข้าข่าวเพื่อตามประเด็นความน่าเชื่อก็จะลดลง

       อีกด้านหนึ่ง หากสถานีข่าวแต่ละแห่งยังเล่นประเด็นซ้ำๆ ซากๆ อยู่แทบทุกสถานี สุดท้ายคนดูจะรู้สึกภาวะที่เรียกว่า ภาวะข้อมูลท่วมท้น หรือ Information Overload เพราะทุกวันนี้ไม่ได้เสพสื่อเฉพาะโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ ยังมีอินเตอร์เน็ต และโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทต่อองค์ความรู้ แต่ก็กลายเป็นความรู้ในทำนองรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

       ขณะที่คนทำคอนเทนต์ ในเมื่อประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคมไม่มีความแปลกใหม่ ยังคงพายเรือวนอยู่ในอ่าง สุดท้ายแล้ววันหนึ่งจะเกิดภาวะที่เราต้องตั้งคำถามว่า วันนี้จะเอาอะไรไปออกอากาศเพราะแม้บางวันจะไม่มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจ แต่ทีวีก็ยังออกอากาศแบบเผาเวลากันไป ต่างจากสื่อสิ่งพิมพ์หรือเว็บไซต์ที่ยังมีความยืดหยุ่นในการนำเสนอได้

       ในช่วง 6 เดือนแรกเราจะเห็นทีวีดิจิทัลแต่ละช่องเริ่มก่อร่างสร้างตัว โดยเฉพาะช่องข่าว ก่อนที่ในช่วงปลายปีนี้จะแข่งขันกันไปอย่างน้อยๆ 1-2 ปี ตอนนั้นก็คงเห็นผลแล้วว่าใครจะเป็นดาวเด่น ใครจะเป็นดาวดับ ถึงที่สุดก็กระทบกับสัมปทานที่ กสทช. มอบให้ 15 ปี หากโฆษณาไม่เข้าเป้า ไม่มีเงินจ่าย ก็ต้องเจ๊งกันไปข้าง


 

 

 

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557

โลก 360 องศา - (เจอแล้วค้นหาซากเครื่องบินแอร์เอเซียไฟล์ท QZ8501 , เรือเฟอร์รี่ของอิตาลีไฟไหม้ในทะเลกรีซ)


 
เอเอฟพี - โฆษกกองทัพเรืออินโดนีเซียระบุกับเอเอฟพี ว่า สามารถกู้ร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาจากทะเลได้แล้วกว่า 40 ศพ ระหว่างส่งเรือรบออกค้นหาเที่ยวบิน QZ8501 ของแอร์เอเชียในวันนี้ (30 ธ.ค.)
มานาฮัน ซิโมรังกีร์ กล่าวว่า เราได้รับรายงานจากวิทยุทหารเรือ ว่า เรือรบบุงโตโมได้กู้ร่างผู้เสียชีวิตขึ้นมาได้แล้ว 40 ศพ และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังทำงานกันมือเป็นระวิงกองทัพเรือแดนอิเหนามีถ้อยแถลงเช่นนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียที่เดินทางออกไปกับเฮลิคอปเตอร์ค้นหา ระบุว่าพวกเขาพบศพมนุษย์จำนวนมากลอยอยู่เหนือผิวน้ำใกล้ๆ กับจุดที่เครื่องบินถูกพบเป็นครั้งสุดท้าย ขณะที่สถานีโทรทัศน์ได้เผยแพร่ภาพศพที่เริ่มขึ้นอืดอย่างน้อย 1 ศพ ร้อยโท ตรี วิโบโว ซึ่งอยู่บนเครื่องบินค้นหา C-130 เฮอร์คิวลิส ได้ให้สัมภาษณ์ต่อเว็บไซต์ Kompas.com ว่า ยังพบวัตถุที่คล้าย ศพมนุษย์ลอยอยู่ในทะเลบริเวณช่องแคบการิมาตา ทางตะวันตกของเกาะบอร์เนียวส่วนที่เป็นพื้นที่ของอินโดนีเซีย เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น  ครอบครัวของผู้โดยสารและลูกเรือ 162 คนซึ่งรอฟังข่าวอยู่ที่เมืองสุราบายาต่างสวมกอดกันและร้องไห้ทันทีที่ได้ เห็นคลิปวีดีโอบันทึกภาพศพที่ลอยอยู่ในทะเล  


สุราบายา, 29 ธันวาคม 2557สายการบินแอร์เอเชียอินโดนีเซียได้รับการยืนยันจากหน่วยงานค้นหาและกู้ภัยแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (National Search and Rescue Agency Republic of Indonesia หรือ BASARNAS) ว่าการภารกิจค้นหาและกู้ภัยนานาชาติ จากประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย จะร่วมกันระดมกำลังเพื่อค้นหาเที่ยวบิน QZ 8501 โดยภารกิจในสุราบายาได้กลับมาเริ่มต้นการค้นหาอีกครั้งเมื่อเช้าวันนี้ในเวลา 06:00 เวลามาตรฐานท้องถิ่น, GTM+7) สายการบินแอร์เอเชียอินโดนีเซียให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการดูแลครอบครัวและญาติของผู้โดยสารและลูกเรือ โดยนายซูนุ วิยาโมโก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินแอร์เอเชียอินโดนีเซีย ยังคงประจำอยู่ที่ศูนย์ประสานงานครอบครัวและญาติในสุราบายาเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ทางสายการบินได้รายงานความคืบหน้าให้กับครอบครัวผู้โดยสารและลูกเรือทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดเตรียมเจ้าหน้าที่คอยให้ความดูแลด้านการฟื้นฟูจิตใจ รวมทั้งจัดเตรียมเจ้าหน้าที่จากทางสายการบินเพื่อให้ความดูแลครอบครัวของผู้โดยสารและลูกเรือที่อยู่ในประเทศสิงคโปร์เช่นเดียวกัน  สายการบินแอร์เอเชียอินโดนีเซียยังได้จัดเตรียมหมายเลขฉุกเฉินสำหรับครอบครัวและญาติของผู้โดยสารบนเที่ยวบินดังกล่าวเพื่อสอบถามข้อมูล  ทันทีที่แอร์เอเชียอินโดนีเซียมีข้อมูลเพิ่มเติม เราจะแจ้งให้ทราบโดยทันที และเราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อผู้โดยสารบนเที่ยวบิน QZ 8501   หนังสือพิมพ์เหลียนเหอเจ่าเป้าของสิงคโปร์รายงานว่า วันที่ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา นายโจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียสั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อค้นหาเครื่องบินแอร์เอเชีย QZ8501 ที่สูญหาย ซึ่งคาดว่าตกที่น่านน้ำระหว่างเกาะบังกาเบลีตุงกับเกาะกาลิมันตันในทะเลชวาโดยนายยูซูฟ คัลลา รองประธานาธิบดีเป็นผู้บัญชาการปฏิบัติการค้นหา นายโทนี่ เฟอร์นันเดส ซีอีโอของสายการบินแอร์เอเชียเปิดเผยว่า ทางบริษัทจะเปิดทางให้หน่วยงานของอินโดนีเซียเป็นผู้นำในการค้นหาเที่ยวบิน QZ8501 ซึ่งขาดการติดต่อกับหน่วยควบคุมการจราจรทางอากาศหลังจากที่เครื่องบินอยู่เหนือน่านน้ำของเกาะบังกา เบลิตุง ของอินโดนีเซีย  นายเฟอร์นันเดสกล่าวในระหว่างการแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเป็นเครื่องบินแอร์บัส A320-200 ผลิตเมื่อปี 2551 อยู่ในสภาพที่ดี และได้รับการซ่อมบำรุงตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ กัปตันซึ่งเป็นผู้ขับเครื่องบินลำนี้ ยังเป็นผู้ที่มีประสบการณ์สูงมาก  เมื่อค่ำวานนี้ (28 ธันวาคม 2557) คณะผู้บริหารสายการบินแอร์เอเชียอินโดนีเซีย พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดชวาตะวันออก หน่วยงานค้นหาและกู้ภัยแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (National Search and Rescue Agency Republic of Indonesia หรือ BASARNAS) การท่าอากาศยานอินโดนีเซีย (Airport Authority of Indonesia) ผู้ประกอบการท่าอากาศยาน (Angkasa Pura I) ได้ร่วมกันเข้าพบกับครอบครัวและญาติของผู้โดยสารและลูกเรือเพื่อรายงานความคืบหน้าและยืนยันว่าจะให้ความช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถในทุกทาง  นายซูนุ วิยาโมโก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินแอร์เอเชียอินโดนีเซีย กล่าวว่า เราเสียใจอย่างที่สุดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะนี้เรากำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการรายงานความคืบหน้าล่าสุดให้กับครอบครัวและญาติของผู้โดยสารและลูกเรืออย่างใกล้ชิด    แอร์เอเชียอินโดนีเซียจะทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้เพื่อช่วยเหลือครอบครัวและญาติของผู้โดยสารและลูกเรือ ระหว่างที่การสอบสวนเหตุการณ์ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ เราจะส่งทีมเพื่อไปให้การดูแลกับครอบครัวผู้โดยสารโดยทันที รวมถึงจะดูแลจัดการเรื่องที่พักและการเดินทางให้กับครอบครัวและญาติด้วย โดยเราได้จัดตั้งศูนย์แถลงข้อมูลในสนามบินสุราบายา เพื่อรายงานความคืบหน้าให้ครอบครัวผู้โดยสารและลูกเรือทราบอย่างต่อเนื่องนายซูนุกล่าว  ด้านครอบครัวและญาติของผู้โดยสารในสิงคโปร์ ห้องแถลงข้อมูลในกรณีฉุกเฉินจะตั้งอยู่ที่สนามบินชางกี อาคารผู้โดยสาร 2 ชั้น 3 ซึ่งแอร์เอเชียอินโดนีเซียจะแถลงความคืบหน้าให้ทราบอย่างต่อเนื่อง  สายการบินแอร์เอเชียอินโดนีเซียยังได้จัดเตรียมหมายเลขฉุกเฉินสำหรับครอบครัวและญาติของผู้โดยสารบนเที่ยวบินดังกล่าวเพื่อสอบถามข้อมูลที่ หมายเลข:+622129270811.   ขณะนี้ ทีมค้นหาและช่วยเหลือกำลังเร่งทำงานภายใต้คำแนะนำจากหน่วยงานค้นหาและกู้ภัยแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (National Search and Rescue Agency Republic of Indonesia หรือBASARNAS) และแอร์เอเชียอินโดนีเซียได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในทุกทาง  เครื่องที่ให้บริการในเที่ยวบินนี้ คือ เครื่องบินแอร์บัส เอ320-200 หมายเลขเครื่อง PK-AXC มีผู้โดยสารทั้งหมด 155 คน โดยเป็นผู้ใหญ่ 137 คน เด็ก 17 คน และทารก 1 คน ทั้งนี้ยังมีนักบิน 2 คน ลูกเรือ 4 คน และวิศกรอากาศยานอีก 1 คนบนเที่ยวบินนี้  กัปตันผู้ควบคุมเครื่องบินมีชั่วโมงบินทั้งสิ้น 20,537 ชั่วโมง โดยบินกับแอร์เอเชียอินโดนีเซียมาแล้ว 6,100 ชั่วโมง ส่วนนักบินผู้ช่วยมีชั่วโมงบินทั้งสิ้น 2,275 ชั่วโมงกับแอร์เอเชียอินโดนีเซีย  ทันทีที่แอร์เอเชียอินโดนีเซียมีข้อมูลเพิ่มเติม เราจะแจ้งให้ทราบโดยทันที เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อผู้โดยสารบนเที่ยวบิน QZ8501

เกิดไฟไหม้เรือโดยสารข้ามฟากของอิตาลีขณะลอยลำอยู่ในทะเลเอเดรียติก ทีมกู้ภัยของอิตาลีและกรีซ ต้องระดมกำลังช่วยกันอพยพผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 470 คน ออกมา มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน สภาพของเรือเฟอร์รี่ "นอร์แมน แอตแลนติก" สัญชาติอิตาลี ที่เกิดไฟไหม้ขณะลอยลำอยู่ในทะเลเอเดรียติกระหว่างอิตาลีกับแอลเบเนีย โดยปฏิบัติการช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากมีคลื่นลมแรงในทะเล เจ้าหน้าที่ต้องนำเรือและเฮลิคอปเตอร์ฝ่ากระแสลมแรงออกไปอพยพผู้โดยสารออกจากเรือ มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 1 คนและได้รับบาดเจ็บอีก 2 คน ไฟเริ่มลุกไหม้บนเรือเฟอร์รี นอร์แมน แอตแลนติก เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (28 ธ.ค.2557) ตามเวลาท้องถิ่น โดยต้นตอของไฟอยู่ที่ชั้นดาดฟ้าของเรือ ซึ่งเป็นที่สำหรับจอดรถ เหตุเกิดขณะที่เรือกำลังเดินทางจากท่าเรือเพทราส (Patras) ของกรีซมุ่งหน้าสู่ท่าเรืออันโคนาของอิตาลีในทะเลเอเครียติก โดยเรือเฟอร์รี่ลำนี้บรรทุกผู้โดยสารทั้งหมด 422 คนและลูกเรืออีก 56 คน  ด้านกระทรวงกลาโหมของอิตาลีเปิดเผยเมื่อช่วงเย็นวานนี้ (28 ธ.ค.2557) ว่าสามารถช่วยคนบนเรือออกมาได้แล้ว 165 คน จากจำนวนทั้งหมด 478 คน ทีมกู้ภัยอิตาลีทำการลากเรือเฟอร์รี่ ที่เกิดเพลิงไหม้นอกชายฝั่งของกรีซ ไปยังอิตาลีแล้ว ขณะที่ผู้โดยสารหลายร้อยคนยังคงติดอยู่บนเรือและรอการอพยพ ทีมกู้ภัยเฮลิคอปเตอร์ 4 ลำจากอิตาลีและกรีซ ทำงานตลอดทั้งคืนเพื่อช่วยอพยพผู้โดยสารบนเรือเฟอร์รี่ นอร์แมนแอตแลนติก ท่ามกลางความมืด ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว แต่ควันไฟและสภาพอากาศเลวร้ายยังคงเป็นอุปสรรคในการนำคนขึ้นกระเช้าอพยพ ซึ่งเฮลิคอปเตอร์แต่ละลำทำได้เพียงครั้งละ 2 คน เพื่อนำไปลงท่าเรืออิตาลี และเรือสินค้าที่อยู่ใกล้ๆ
ขณะนี้มีรายงานว่าชายคนหนึ่งเสียชีวิต ขณะพยายามหนีลงจากเรือ และอีก 4 คนได้รับบาดเจ็บ จากผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 478 คน  ล่าสุด ทางการอิตาลีเผยว่า ช่วยคนออกมาได้แล้ว 201 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 คน ถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลบนเกาะบรินดีซี ของอิตาลี จากการเผชิญกับอากาศหนาวเย็นและขาดน้ำ แต่อาการไม่น่าเป็นห่วง

วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

10 สุดยอดปรากฏการณ์ทางการตลาดแห่งปี 2014


ปีเก่า 2014 กำลังจะผ่านไป ที่ถือเป็นอีกปีที่โหดหินสำหรับการทำธุรกิจ แต่ก็เป็นปีที่มีสีสันและสร้างปรากฏการณ์ทางการตลาดในหลายรูปแบบที่คุณเองก็ไม่อาจจะเชื่อว่า กระแสเหล่านี้มันมารวมกันอยู่ในปีนี้เลยหรือ เราจะมาประมวลกันดังนี้

อันดับ 10. กระแสโซเชียลคอมเมิร์ซ (Social Commerce) มาแรง  ไม่ว่าจะเป็น Fanpage บน Facebook, Line Account, Instragram คนดัง, Blog Celebrity คนดังหันมาทำธุรกิจบนโซเชียล หรือบรรดา Net Idol ที่ลุกขึ้นมาทำคลิป โปรโมตตนเอง ผ่านคลิปแนะนำตนเองหรือสร้างวิวาทะเด็ดๆ อัพลงยูทูปบ้าง,social cam บ้าง, ผ่าน web channel ,web page ต่างๆ เป็นของตนเอง การแชร์คลิปไวรัลมาร์เก็ตติ้งที่สร้างสถานการณ์ชวนให้คนเข้ามาดูบ้าง พอตอนหลังก็มาเฉลยว่าเป็นการโปรโมตสินค้า ซึ่งมีอยู่หลายตัวในปีนี้ ทั้งหลายทั้งปวงรวมๆ เรียกว่า กระแสโซเชียลคอมเมิร์ซ ที่ก่อร่างสร้างตัวเป็นรูปธรรมอย่างเห็นได้ชัดก็ในปีนี้เอง เดี๋ยวนี้การจะรัก จะชอบ จะเกลียด จะเป็นติ่ง ไม่ติ่ง สามารถสร้างเพจแอนตี้คนดังเหล่านั้นได้ หรือแม้กระทั่งการฝากร้านขายสินค้าบนไอจี ของคนดัง การเข้าไปเม้นต์ วิวาทะแรงๆ ในไอจีของกรุ๊ปเฟรนด์หรือของคนดังต่างๆ เพื่อสร้างข่าวให้ตนเอง หรือทำไอจีปลอม เพซบุ้คปลอมเพื่อหลอกขายสินค้าให้คนอื่นหลวมตัวโอนเงินมาให้ แต่สุดท้ายก็หนีหายไป จนเกิดความเสียหาย จนเกิดการฟ้องร้องเจ้าของไอจีหรือเฟซตัวจริงก็มีให้เห็นมากมาย ลุกลามไปจนถึงกระทั่งมีการแฮ็กไอจี หรือแอ็คเค้าท์บัญชีกันแล้ว ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นภัยสมัยใหม่ที่มาพร้อมๆ กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน ปีถัดๆ ไปเราอาจได้เห็นรุปแบบที่แปลกๆ ใหม่ๆ มากขึ้นอีก หากการพัฒนาก้าวหน้าของโปรแกรม หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆยังคงมีอยู่ต่อไป ไอ้วายร้าย อาชญากรโซเชียลก็จะติดตามตัวคุณไปตลอดนั่นแหละ หากว่าเราหลีกหนีมันไม่พ้น ก็เลิกเล่นมันไปเสียจะดีกว่า หรือไม่ถ้ายังจำเป็นต้องมีต้องเล่น ก็จะต้องหาทางระมัดระวัง ป้องกันตนเองให้มากยิ่งขึ้นไป เพราะในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่สวยหรู หรือได้อยู่ฝ่ายเดียวตลอด มันก็ย่อมจะมีสิ่งเลวร้าย ให้สูญเสียชื่อเสียงเงินทองเจือปนอยู่ด้วยเสมอ




 
อันดับ 9. การเปิดตัว i-phone 6 ซึ่งทุกๆ ปี Apple ก็จะสร้างข่าว launch product ตัวใหม่ๆ ของตนเองออกมา ปีนี้พิเศษหน่อยตรงมี ข่าวหลุดออกมาก่อนการเปิดตัว โดยไม่ได้ตั้งใจของหน่วยงานอิสระของรัฐอย่าง กสช. เกี่ยวกับการตรวจสอบการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ต้นแบบนำเข้าที่นำมาให้ กสช.ตรวจสอบก่อนจะนำเข้ามาขายในราชอาณาจักรจริง แต่เจ้าหน้าที่ของ กสช.ดันปากโป้งมาแจงออกสื่อว่า ได้ตรวจสอบโมเดลต้นแบบของเครื่อง i-phone 6 ว่ามี 2 แบบ พอเรื่องหลุดรอดผ่านออกมาถึงสื่อ กลายเป็นที่ถกเถียงกันว่า นี่เป็นการนำเอาความลับทางการค้ามาบอกแก่สาธารณะชนก่อนที่เขาจะเปิดตัวสินค้าหรือไม่ คือถ้าเป็นในเมืองนอกก็ต้องถือว่าทางบริษัทแม่อาจจะเสียหาย ยิ่งเป็นบริษัทระดับโลกอย่าง Apple ความลับรั่วออกมาก่อนเปิดตัวสินค้าทั่วโลกเช่นนี้ มันไม่เคยมีเคสนี้มาก่อน ในเชิงธุรกิจก็ต้องถือว่าเสียหาย เพราะว่าหากคู่แข่งทราบก็อาจ launch สินค้าตัดหน้า หรืออาจมีผลต่อสาวกผู้บริโภคอาจผิดหวัง เมื่อกระแสข่าวลือถูกส่งต่อออกไป ทั้งเจ้าหน้าที่ของ กสช.ท่านนั้น หรืออย่างบริษัท Apple ต่างก็ต้องออกมาแก้ข่าวกันเป็นพัลวัน บอกว่าไม่เป็นไร ไม่กระทบต่อแผนการตลาดเปิดตัวสินค้า แต่พอถึงวันจริงเปิดตัวสินค้า ก็ปรากฏว่าออกมาตรงตามข่าวที่รั่วออกมาก่อนหน้านี้ทุกประการ  ทำให้งานนี้ไม่มีเซอร์ไพร์สเกิดขึ้นในหมู่สาวก i-phone หรือแอ็ปเปิ้ล ในเมืองไทยเลย ไม่เหมือนเมื่อคราวก่อน ๆ  แต่ไฮไลท์กลับไปอยู่ตรงที่สินค้านวัตกรรมตัวใหม่ อย่าง Apple watch ที่ทำออกมาได้น่าใช้ น่าสนใจมาก ด้วยรูปลักษณ์ที่เก๋ไก๋ ประโยชน์ใช้งานคุ้มค่า สนนราคาก็ไม่แพงด้วย

อันดับ 8.การเปิดตัว,ตื่นตัวของทีวีดิจิตอลช่องใหม่ๆ จำนวนมาก รวมถึงการแจกคูปองเพื่อไปแลกกล่องรับสัญญาณหรืออุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ ของ กสทช. คูปองมีมูลค่าใบละ 690 บาท ซึ่งแจกไปตามบ้านที่มีอยู่ในระบบทะเบียนราษฏร์ ครัวเรือนละ 1 ใบ ซึ่งสามารถสร้างกระแสความคึกคักของการตื่นตัวเรื่องทีวีดิจิตอลขึ้นมามากมาย แม้ช่วงกลางปีจะเกิดกรณีดราม่าของช่อง 3 กับ กสทช. และรวมตัวกันของผู้ประกอบการดิจิตอลทีวีที่ยื่นหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่องการดำเนินการล่าช้าของ กสทช.ในหลายๆ เรื่องทำให้รายได้ไม่เป็นไปตามเป้า (เรียกร้องขอให้เลื่อนการจ่ายค่าสัมปทานออกไป) จากหลายๆ กรณี อาทิ แจกคูปองเงินสดแลกอุปกรณ์ล่าช้า, การดำเนินโครงการขยายเครือข่าย MUX ล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนการที่วางไว้และไม่ครอบคลุมในหลายพื้นที่, การจัดตั้งองค์กรวัดเรตติ้งยังไม่สำเร็จ ฯลฯ มีข่าวแพร่งพรายมาเป็นระยะถึงผู้เล่นในธุรกิจทีวีดิจิตอลหลายรายส่อแววเดี้ยง ต่างต้องดิ้นรนหนีตาย จากภาระค่าใช้จ่ายและรายได้ที่ไม่เป็นไปตามเป้า เนื่องจากผู้ประกอบการสินค้ารายใหญ่รั้งรอที่จะยังไม่โยกเงินเม็ดโฆษณาเข้าสู่ทีวีดิจิตอล เป็นผลจากการวัดเรตติ้งที่ยังไม่ชัดเจนนั่นเอง ซึ่งเป็นผลมาจากความล่าช้าของหลายๆ เรื่องที่ กสทช.ไม่เร่งรัดให้ได้ตามแผน และรีบเร่งเปิดประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิตอลโดยที่ยังไม่มีความพร้อม ทั้งๆ ที่ควรจะต้องวางโครงข่ายให้เสร็จสิ้นเสียก่อน เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดี ในเมื่อผู้เล่นจำต้องลงสนามก่อนเวลาอันสมควร จำต้องสัปประยุทธิ์ไปตามเกม ทำเท่าที่จะทำได้ไปก่อน ประชาชนจึงได้เห็นการแข่งขันแบบไม่ค่อยเต็มที่ เต็มสูบนักของทีวีดิจิตอลหลายๆ ช่อง ที่ยังไม่ยอมงัดเอากลยุทธ์ของดีมาสู้กัน หรือยังไม่กล้าลงทุนทำหรือซื้อรายการดีๆ มาลงอย่างเต็มที่นัก  

 
 
อันดับ7. การเปิดตัวสนามแข่งรถแห่งใหม่ระดับเอเซียที่ชื่อ Chang International Circuit บนอาณาจักรสปอร์ต่คอมเพล็กซ์ของเจ้าพ่อกีฬาอย่างคุณเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด และอยู่ภายใต้การบริหารงานเดียวกับสนาม i-moblie Stadium แล้วต่อยอดไปเป็นสินค้าหมวดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับมอเตอร์คาร์ อาทิ การขายอุปกรณ์การแต่งรถ ,กิจกรรมส่งเสริมการตลาดอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น ชุดแต่ง สนามซ้อม น้ำมันเครื่อง ศูนย์แต่ง ซ่อมบำรุง การนำเข้าพริตตี้จากต่างประเทศ ฯลฯ

 
 
 
อันดับ 6. การกลับมาของซุปตาร์ตัวแม่ หมายเลข 1 ของวงการอย่างอั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ พร้อมๆ กับการประกาศศักดาความเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของทีวีดิจิตอลเรตติ้งอันดับ 1 ของเมืองไทยอย่างช่อง 7HD   ถ้าปีที่แล้วกระแสเจมส์จิ คือซุปตาร์เกิดใหม่ชั่วข้ามคืน มาปีนี้ก็เป็นปีของการคัมแบ็กของซุปตาร์ตัวแม่ของวงการอย่างอั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ เธอกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์ของซุปตาร์หมายเลข 1 ฝ่ายหญิงได้อย่างเต็มภาคภูมิ หลังจากที่ช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ถูกกระแสของซุปตาร์ฝ่ายหญิงจากช่องคู่แข่งแย่งเนื้อที่ข่าวสารบนหน้าสื่อไปเกือบหมด แต่ปีนี้ต้องนับเป็นปีของอั้มอย่างแท้จริง ทั้ง lucky in love and lucky in game ทั้งเรื่องราวชีวิตรักส่วนตัวก็สมหวัง กลับมารีเทิร์นรักกับแอมป์ พิธาน มหาเศรษฐีหนุ่มได้ทันก่อนช่วงปลายปี และผลงานด้านละครเรื่อง “พราว”  สามารถกระชากเรตติ้งสูงสุดให้กับละครช่อง 7 และเป็นการกลับมาทวงบัลลังก์แชมป์ซุปตาร์ฝายหญิงเบอร์ 1ได้แทบจะทุกโพล ทุกสำนัก บทบาทการเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับช่อง 7HD  “เราเลือกสรร คัดแล้ว คัดอีก” จัดเป็นแคมเปญโฆษณาที่ใช้อั้มเป็นสื่อกลาง ตัวแทน ตอกย้ำความเป็นเบอร์ 1 ของช่อง 7 ในด้านมาร์เก็ตแชร์ และช่องทีวีเรตติ้งสูงสุดของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอนาล็อกหรือดิจิตอล

 
อันดับ 5. เกิดปรากฏการณ์กระแสดนตรีเต้นรำที่ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง ที่เรียกว่า EDM จริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ และจริงๆ ก็เข้ามาเมืองไทยตั้งนานแล้ว เพียงแต่ยังไม่บูมเท่าปีนี้ ปีนี้นับเป็นปีที่บูมสุดขีดของดนตรีแนวนี้ในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่การกลับมาคืนวงการเพลงของสุกี้ สุโกศล แคลปป์ กับโปรเจ็คท์งานดนตรีในชื่อชุด Monkey Disco Boy  ที่เน้นงานดนตรีแนวนี้ EDM เกิดศิลปินแนวนี้ขึ้นมามากมาย อาทิ Boom Boom Cash การนำเข้าการแสดงสด live party ที่มีธงนำคือ EDM ชนกันถึง 2 งานใหญ่ก็คือ 808 Festival กับ Waterzonic ส่วน Gravity(แมงมุมยักษ์) จัดไปแล้ว ทุกงานบัตร sold out หมดเกลี้ยง และในช่วงต้นปีหน้าก็ยังมีงานใหญ่อย่าง Maya Music Festival อีก 1 งาน นำโดยกฤษฏ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ผู้จัดงาน เจ้าของบริษัทอีเว้นต์และพิธีกรชื่อดัง ซึ่งร่วมกับ ททท. สร้างงานอีเว้นต์นี้ให้เป็นงานระดับโลก โดยเชิญ ดีเจ และศิลปินระดับโลก เข้ามา ปีหน้าคาดว่าจะเป็นยุคบูมของ EDM อย่างเต็มที่ มีงานคอนเสิร์ตดนตรีแนวนี้ที่จ่อรอคิวจัดอีกเพียบเลย แว่วว่า งาน Gravity 2015 ก็มีแนวโน้มจัดต่ออีกปีหน้า และอื่นๆ อีกมากมาย

อันดับ 4. กระแสการตลาดเกี่ยวกับการประกวดนางงามฟีเวอร์ เป็นปีที่คึกคักเกี่ยวกับการประกวดนางงาม มีเวทีใหญ่ในประเทศถึง 4 เวที ไม่นับเวทีประกวดสาวประเภท 2 และเวทีประกวดท้องถิ่นต่างๆ หรือการประกวดมิสทีน มิสยูนิเวอร์ซิตี้ต่างๆไม่นับ ถึงขนาดมีการสร้างละครเจาะลึกวงการนางงามถึง 2 เรื่องในปีเดียวกัน นั่นก็คือ ปีกมงกุฎ ของช่อง 7 และสงครามนางงาม ของช่อง one    จริงๆ เรื่องวงการประกวดขาอ่อนไทยนั้นมีกรณีดราม่าเกี่ยวกับผู้จัดการประกวดมาก่อนเมื่อซัก 1-2 ปีมานี้ ถึง 2 เวที เป็นกรณีผู้ได้ลิขสิทธิ์จัดประกวด 2 เวทีใหญ่ เวทีแรกคือมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ซึ่งแต่เดิมคุณแดง สุรางค์ เปรมปรีด์เคยอยู่ช่อง 7 จัดประกวดเวทีนี้จึงยืนโรงจัดประกวดอยู่ช่อง 7 มานมนานแล้ว พอแกออกจากช่อง 7 มา ก็เลยหนีบเอาลิขสิทธิ์หนีตามออกมาด้วย มาจัดอยู่ช่อง 5 ซักพัก แล้วก็ย้ายมาช่อง 3 ในปัจจุบัน (คาดว่าอนาคตอาจย้ายไปช่อง one เนื่องด้วยสายสัมพันธ์ของคุณแดงกับคุณบอยแนบแน่นกันมากๆ ) เวทีต่อมาก็คือเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ซึ่งเดิมทีช่อง 3 เคยไว้วางใจให้คุณณวัฒน์ อิสรไกรสีล เป็นผู้ดูแลการจัดงานประกวดมาพักใหญ่ (ประมาณ 7 ปี) แต่พอมาปี 2014 ทางผู้ใหญ่ช่อง 3 มีการปลดคุณณวัฒน์ออกแล้วตั้งคุณสุพล วิเชียรฉายมาเป็นผู้ดูแลการประกวดแทน (ซึ่งก็ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด) จากการเป็นผู้จัดการการประกวดมาหลายปี ทำให้คุณณวัฒน์ล่วงรู้แนวทางการสรรหาและจัดงานเป็นอย่างดี คุณณวัฒน์ก็เลยบ่ายหน้าไปช่อง 7 และนำเสนอเป็นผู้จัดประกวดเวทีใหม่ขึ้นมาเอง โดยใช้ชื่อว่า มิสแกรนด์ไทยแลนด์ เพื่อหาผู้ชนะไปประกวดมิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล จึงกลายเป็นอีกเวทีใหญ่ขึ้นมาในปีนี้ ก่อนหน้าที่จะมีการคัดสรรหรือประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ในปีนี้ คุณณวัฒน์ก็มีกรณีกับคู่กรณีเจ้าของผู้ได้ลิขสิทธิ์การจัดประกวดมิสเอิร์ธ เจ้าเก่าฟ้องหาว่าคุณณวัฒน์ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่คุณณวัฒน์ก็แจ้งความฟ้องกลับคู่กรณี เนื่องจากมีหลักฐานว่าได่ลิขสิทธิ์มาอย่างถูกต้องจากเจ้าของสิทธิ์ที่ฟิลิปปินส์ เมื่อเคลียร์ตรงนี้เรียบร้อย เรื่องราวการดราม่าเกี่ยวกับผู้จัดจบไป ก็มีกรณีดราม่าของผู้เข้าประกวดเข้ามาอีกหลายกรณี ที่เป็นกระแสอื้อฉาวที่สุด ก็คือเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ กรณีของน้องฝ้าย เวฬุรีย์ เจ้าของตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ประจำปี 2014 ถูกกระแสแอนตี้ ข้อครหานินทาถึงความไม่เหมาะสมทั้งมีเส้นมีสาย ทั้งรูปร่างหน้าตา ทัศนคติเกียวกับด้านการเมือง เธอโดนกดดันหนักและกระแสแอนตี้ในโลกโซเชียลรุนแรงจนกระทั่งต้องแถลงข่าวขอสละสิทธิ์จากตำแหน่งโดยสมัครใจ นั่นเป็นกรณีแรก ความวัวยังไม่ทันหายความความก็เข้ามาแทรก เมื่อผู้ประกวดเวทีเดียวกันในปีเดียวกันที่ได้รองอันดับ 2 น้องน้ำเพชร ถูกก่องประกวดปลดออกจากตำแหน่ง ข้อหาเคยมีประวัติถ่ายแบบแนววาบหวิว ไม่เหมาะสมมาก่อน ซึ่งไม่ค่อยบ่อยนักที่นางงามจากเวทีประกวดเดียวกันจะมีเรื่องฉาวโฉ่ถึง 2 กรณีในปีเดียวกัน พอมาปลายปีอีกเวทีหนึ่ง น้องเมญ่าจากเวทีประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ ผู้ผ่านเข้ารอบการประกวดมิสเวิล์ดเป็นอันดับ 11 ทั้งๆ ที่ได้ตำแหน่งมิสพีเพิลช้อยส์ หรือคะแนนโหวตป็อปปูล่าร์สูงสุด ตามกติกาเดิม ต้องติด 1 ใน 5 คนสุดท้าย แต่มีการเปลี่ยนแปลงกติกาแบบฟ้าผ่า ทำให้เธอไม่ได้เข้ารอบมา กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เป็นมืออาชีพของเวทีประกวดมิสเวิลด์ และกระแสดราม่าเกี่ยวกับนางงามจากเวทีนี้ของไทยไม่เคยผ่านเข้ารอบลึกๆ หรือได้ตำแหน่งใหญ่มาได้แม้สักคนเดี่ยว ผิดกับเวทีน้องใหม่อย่างมิสแกรนด์ไทยแลนด์ที่เพิ่งจัดประกวดในไทย ส่งไปประกวดเวทีระดับโลกก็ได้ตำแหน่งเลย เริ่มจากน้องเฟิร์ส ภัทราพร ไปได้ตำแหน่งมิสอินเตอร์คอนติเนนทัล 2014 ,ส่วนน้องปลา ปรภัสสร (ผู้ได้รับตำแหนงมิสแกรนด์ไทยแลนด์) ไปได้รองอันดับ 1 มิสซูปราเนชั่นแนล 2014  ส่วนน้องศศิไปรอลุ้นเวทีมิสเอิร์ธ นี่เป็นเพียงตัวอย่างของความคึกคักของการจัดประกวดเวทีขาอ่อนในบ้านเรา ซึงในปีนี้ถือได้ว่ามีสีสันที่สุด การแข่งขันดุเดือดที่สุด กระแสดราม่าและสามารถแย่งพื้นที่สื่อเป็นระยะๆ นับแต่ต้นปียันปลายปี กำลังจะบอกว่าการตลาดเกี่ยวกับการจัดประกวดนางงามในบ้านเรามีมูลค่าการตลาดมหาศาลนับเป็นพันล้านทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าของเงินรางวัลล่อใจ สปอนเซอร์สนับสนุน เมื่อได้รับตำแหน่งแล้วจะได้รับการเซ็นสัญญากับทางต้นสังกัดคือสถานีโทรทัศน์ที่เป็นผู้จัดการประกวด ได้เป็นดาราของช่อง ได้เล่นละคร ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์แบรนด์เครื่องสำอางค์ต่างๆ หรือคอนซูเมอร์โปรดักท์ ได้ค่าตัวออกงานอีเว้นท์ต่างๆ ค่าพรีเซ็นเตอร์โฆษณา การออกงานโชว์ตัวตามอีเว้นท์สำคัญระดับชาติตลอดทั้งปี และอาจได้เป็นนางแบบอาชีพ (หากว่าสนใจเบนเข็มมาทางนี้) หรือเป็นภรรยาของบรรดาเศรษฐี นักการเมืองใหญ่ๆ ในบ้านเรา เหล่านี้คือมูลค่าการตลาดของนางงาม ที่สามารถต่อยอดไปได้หลากหลาย นี่คือที่มาที่ทำไมจึงมีคนแย่งกันเป็นผู้จัด หรือแย่งลิขสิทธิ์การจัดประกวดกันอย่างดุเดือดขนาดนั้น ซึ่งเบื้องหลังคือผลประโยชน์กำไรที่แบ่งกันระหว่างผู้จัดและสถานีโทรทัศน์ที่จัดประกวด  

อันดับ 3.กระแสการทำ Ice Bucket Challenge จุดเริ่มคงมาจาก มูลเหตุที่มาคือ อดีตนักกีฬาเบสบอลระดับมหาวิทยาลัย ชื่อ Pete Frates ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ได้เป็นคนจุดประกายแคมเปญนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือ กลุ่มผู้ป่วยโรค ALS หรือ ALS Associtaion  นายคอรีย์ กรีฟฟิน อดีตผู้จัดการของบริษัทการลงทุน เบน แคปิตอล จำกัด ถือเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มกิจกรรมดังกล่าว โดยช่วยเปลี่ยนให้กิจกรรม Ice Bucket Challenge เป็นการระดมทุนผู้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง หลังจากที่เพื่อนของเขา พีท เฟรตส์ อดีตกัปตันของทีมเบสบอลมหาวิทยาลัยบอสตัน ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคดังกล่าว (กริฟฟินบริจาคเงินกว่า 3 ล้านบาท) ให้แก่โครงการดังกล่าว  ALS Association เผย Ice Bucket Challenge ช่วยพลิกโอกาส หลังยอดรับบริจาคในช่วงที่มีผู้คนร่วมกิจกรรมการกุศลนี้ เมื่อวันที่ 20 ส.ค.ยอดอยู่ที่ 31.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเพียงแค่ 1 วันมีเงินเข้ามาถึง 8.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (บุญใหญ่! Ice Bucket Challenge วันเดียวระดมทุนได้ 8.6 ล้านเหรียญ   จริงๆ ผู้เขียนคิดว่ากระแส Ice Bucket Challenge ก็เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดรูปแบบหนึ่ง เพื่อหารายได้สมทบทุนเข้ามูลนิธิการกุศลช่วยเหลือบุคคลที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เพียงแต่ผู้ที่ริเริ่มหรือจุดกระแสมีกุศโลบายทางการตลาดที่ชาญฉลาด ดึงเอาส่วนดีของ 3 สิ่งนี้มารวมกันเพื่อปลุกให้คนหันมาสนใจได้สำเร็จ นั่นก็คือ ใช้ 1.social network เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์โครงการนี้ 2.ใช้คลิป viral แชร์กันต่อๆ กันไป (คนที่ริเริ่มทำ IBC เสร็จก็จะท้าคนต่อไปยังคนคนดังที่ทั้งรู้จักหรือไม่รู้จักอีก 3 คนเพื่อให้ทำแบบเดียวกัน คล้ายจดหมายลูกโซ่ หากไม่ทำก็ให้เสียสละบริจาคเงินเข้า ALS แทน แต่โดยมากก็จะรับคำท้าและบริจาคเงินด้วย) 3.ใช้พลังของ celeblrity คนดังเป็นคนเรียกกระแส แทบทุกวงการ ทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง ดารานักแสดง นักร้อง นักกีฬา แม้กระทั่งผุ้นำประเทศ จนมันเป็นแคมเปญหาเงินที่ประสบความสำเร็จที่สุดภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน ก็ได้ผู้บริจาคเงินเข้ามูลนิธินี้นับถืงเดือน ต.ค.2014 ปีนี้ มียอดเงินในมูลนิธิถึง 21.7 ล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว นับว่าการบริจาคเงินเล็กๆ น้อยๆ คนละไม้คนละมือกลายเป็นพลังมหาศาลมาก และโครงการนี้ก็นับว่าประสบความสำเร็จทั้งในแง่รูปแบบและจุดประสงค์โครงการ

อันดับ 2. ปรากฏการณ์ของ 3 ภาพยนตร์กับ 2 ซีรี่ย์ในมือของ GTH โดยเฉพาะ ภ.เรื่อง  I fine thank you love you มือขึ้นจริงๆ เมื่อปีที่แล้วสร้างปรากฏการณ์พี่มากพระโขนงกับซีรี่ย์ Hormones มาปีนี้ ฝีมือไม่ได้ตกลงไปเลย ทำให้เข้ามาอยู่อันดับ 2 ในปีนี้ (แม้อันดับจะตกจากที่ 1 มาสู่ที่ 2 แต่ดูโดยภาพรวมแล้วถือว่ามาตรฐานผลงานจัดว่าอยู่ในระดับต้นๆ ของประเทศหรือในอาเซียนด้วยซ้ำ)  การตลาดของเรื่อง I fine thank you love you จริงๆ ก็ใช้สูตรสำเร็จแบบเดียวกับเรื่องพี่มากพระโขนงมาเลย ค่ายนี้ถนัดทำคลิปโปรโมตภาพยนตร์ตัวเอง ค่อยๆ ปล่อยออกมาทีละตัว 2 ตัวเพื่อเรียกน้ำย่อย หรือกระตุ้นต่อมอยากดูไปเรื่อย ๆ ตัดตัวอย่าง teaser ให้ดูน่าสนใจ มีเพลงประกอบที่ชวนร้องตามได้ พร้อมท่าเต้นสนุกสนาน นำมุกตลกมาเป็นจุดขาย เพื่อเรียกกระแสให้คนไทยอยากดู เข้ามาดูในโรง สุดท้ายถึงบางอ้อ เพราะว่าเรื่องนี้ธีมของเรื่องเป็นหนังรักโรแมนติกนั่นเอง แต่ถ้าไม่ใช้มุกตลกมาเป็นจุดขายเรียกคนดู ไฉนเลยรายได้จะวิ่งฉิวไปไกลเกินกว่า 200 ล้านเห็นทีจะยาก เพราะสูตรสำเร็จของเมืองไทยมีแค่ ตลก ผี กระเทย เท่านั้น ขนาดแอ็คชั่นช่วงหลังยังแป๊กเกือบทุกเรื่อง

 
 
 
อันดับ 1.กระแสบอลไทยฟีเวอร์ หรือจะเรียกว่าเป็นปีของ sport marketing อย่างเต็มๆ ที่บูมสุดๆ ก็ว่าได้ มันเริ่มมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วมาต่อต้นปีนี้กับกระแสกีฬาซีเกมส์ กลางปีเป็นกระแสฟุตบอลโลก มาต่อด้วยสโมสรฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีคฟีเวอร์ ตามมาด้วยเอเชี่ยนเกมส์ช่วงปลายปี และจบด้วยฟุตบอลรายการ AFF SUZUKI CUP นี่แค่กระแสกีฬาฟุตบอลอย่างเดียว ยังไม่นับกีฬาประเภทอื่นๆ ที่ก็ฮิตไม่แพ้กันในบ้านเรา อย่างวอลเล่ย์บอล แบดมินตัน กอล์ฟ มวย ยกน้ำหนัก เทคอนโด้ ตะกร้อ โบว์ลิ่ง ฯลฯ สิงที่จะตามมาก็คือ กระแสอยากส่งเสริมให้บุตรหลานของตนเองเล่นกีฬาในหมู่บรรดาผู้ปกครองทั้งหลาย แล้วสิ่งที่จะตามมาก็คือ สนามฟุตบอล ธุรกิจสนามฝึกซ้อมต่างๆ จะบูมมาก ไม่ว่าจะเป็น สนามซ้อมบอล คอร์ทแบด สนามไดร้ฟกอล์ฟ คอร์ทเทนนิส โรงยิมสอนชกมวย โรงยิมสอนเทคอนโด้ ต่างๆ นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม จริงๆ ธุรกิจเหล่านี้ก็มีอยู่แล้วในท้องตลาด เพียงแต่มันจะบูมมากขึ้น ใครที่มีที่ทางไม่รู้จะทำอะไรก็หันมาทำธุรกิจกีฬาก็น่าจะดี ยังไม่นับธุรกิจที่เกี่ยวกับอุปกรณ์กีฬา เครื่องแต่งกายก็จะกลับมาบูมอีกครั้งและขายดีขึ้น จากช่วงปีนี้ที่ซบเซาลงไปมากแทบทุกธุรกิจ      
ตราบใดที่กงล้อของธุรกิจยังคงหมุนไป กลยุทธ์การตลาดและการแข่งขันก็จะต้องปรับตัวตามไป ในทิศทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในทุกยุคทุกสมัย อย่างพอเหมาะพอดี