วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2556

The 14 Amazons (14 นางสิงห์ร้ายยอดขุนพลตระกูลหยาง)







ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม วันที่ 14 ตุลาคม ที่ผานมา ผู้เขียนไม่ได้คิดถึงวันที่ 14 ตุลามหาวิปโยค ซึ่งเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยเลยก็ไม่ทราบ อาจเป็นเพราะว่าความสำคัญของวันนี้มันเริ่มลดลงไป ในความรู้สึกของผู้เขียนเอง ยิ่งถ้าไปฟังปกฐกถาของ อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล กับ อ.ธีรยุทธ บุญมี ในปีนี้ที่แกไปเวิ่นเว้อเอาไว้ในงานรำลึก 14 ตุลาคมที่หอประชุม อนุสรณ์ 14 ตุลา แยกคอกวัว เข้าให้ ก็ยิ่งให้รู้สึกว่า โถ นี่หรือวีรบุรุษประชาธิปไตยของเมืองไทย น่าสมเพชจริงๆ ยิ่งรายแรกนั้นหมดศรัทธาไปเลย ส่วน อ.ธีรยุทธ นั้น ก็ยังวิเคราะห์ไม่ได้คมกริบเหมือนในอดีต กลายเป็นมีดทื่อที่ขึ้นสนิมไปแล้วทั้งคู่ เพียงแต่มีดด้ามแรกนั้นอาบยาพิษอีกต่างหาก ผู้เขียนให้หวนไปคิดถึง ภ.จีนในอดีตที่ตอนเด็กๆ เคยดูแล้วชอบมาก จัดเป็นหนังในดวงใจเรื่องนึงเลยทีเดียว นั่นก็คือ The 14 Amazons (1972)  โอ้โห เป็นหนังที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้ฮึกเหิมและรักชาติมาก ดูกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ เรียกว่าหนังที่เกี่ยวกับครอบครัวตระกูลหยางนั้น กี่เวอร์ชั่น สร้างกี่ครั้ง ผู้เขียนก็ไล่ตามดูมันทุกซีรี่ย์ ทุกเวอร์ชั่นนั่นแหละ และก็ชอบหมด ยิ่งเวอร์ชั่นแรกอย่าง  The 14 Amazons (1972) แม้จะเก่าเพียงใดแต่คลาสสิกมาก ในยุคนั้น ยังไม่มีเทคนิคอะไรเลย แต่ดูโปรดักชั่น งานสร้าง และฉากที่สุดประทับใจ คือฉากเหล่าขุนพลหญิงช่วยกันต่อตัวกันเป็นสะพานข้าม ให้ทหารก้าวข้ามระหว่างหน้าผาฝั่งหนึ่งไปยังหน้าผาของอีกฝั่งหนึ่งนั้นยังติดตาตรึงใจจนทุกวันนี้ไม่เคยลืมเลย ฉากนี้จนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครคิดที่จะทำ และคงทำสู้เวอร์ชั่นแรกนี้ไม่ได้

The 14 Amazons ออกฉายปี 1972
สตูดิโอผู้สร้าง ชอว์บราเธอร์,ฮ่องกง
นักแสดงนำ หลินปอ,หลินชิง,หลอลี่
Directors:Kang Cheng, Shao-yung Tung
Writers:Yang Kao (story), Kang Cheng (screenplay)

ในเรื่องนี้จับเอาเหตุการณ์ช่วงที่ขุนพลผู้พ่อคือหยางเย่กับลูกชายทั้ง 7 ได้เสียชีวิตจนหมดสิ้น เหลือเพียงหลานชายคือ หยางจงเป่า (เป็นลูกชายของหยางลิ่วหลาง ลูกชายคนที่ 6) กับมู่กุ้ยอิง ภรรยา หรือสะใภ้คนที่ 6 ต้องนำทัพออกต่อสู้กับศัตรูก็คือเมืองเหลียว พร้อมๆ กับสะใภ้ที่เหลือ สตรีทั้งหมดในบ้านตั้งแต่อาม่าก็คือ ฮูหยินของหยางเย่ แม่ทัพต้นตระกูลหยาง,สะใภ้ทั้ง 7 คน ,หยางปาเม่ย (ลูกสาวคนเล็กของบ้าน) ,หยางเหวินกว่าง (ลูกสาวของหยางจงเป่ากับมู่กุ้ยอิง) และลูกๆ ของลูกชายและสะใภ้คนที่เหลือ รวมกันเป็น 14 นางสิงห์ร้ายขุนพลตระกูลหยาง ลุกขึ้นมาจับดาบ ถือหอกทวน ต่อสู้กับข้าศึกผู้รุกรานอย่างทรนงองอาจ ไม่แพ้ชายชาตรี อกสามศอก แม้ตัวจะต้องตาย แต่เพื่อบ้านเมือง เธอก็ไม่หวั่น    ทั้งตัวบทและงานสร้าง ต้องถือว่าเยี่ยมยอดมากแล้วในยุคนั้น ทั้งๆที่สมัยนั้นยังไม่มี CG แต่งานสร้างสุดอลัง เอากลับมาดูใหม่ยังขนลุก ส่วนเรื่องนักแสดงนั้นก็หายห่วง แสดงได้สมบทบาท เพราะนักแสดงระดับตัวแม่ของวงการบันเทิงฮ่องกงทั้งนั้นในยุคนั้น รวมถึงข้อคิดปรัชญาหรือสติสอนใจที่ได้จากหนังเรื่องนี้ก็มี จัดเป็นภาพยนตร์จีนคลาสสิกอีก 1 เรื่องที่ควรค่าแก่การหามาดูเป็นอย่างยิ่งครับ





เกร็ดประว้ติความเป็นมา เรื่องราวของขุนศึกตระกูลหยางโดยสังเขป
ขุนศึกตระกูลหยาง (จีนตัวเต็ม: 楊家將; จีนตัวย่อ: 杨家将; พินอิน: Yáng Jiā Jiàng) เป็นเรื่องเล่าที่เป็นเสมือนตำนานในประวัติศาสตร์จีน ในยุคของราชวงศ์ซ่งเหนือ  เรื่องราวขุนศึกตระกูลหยางเขียนขึ้น โดย ถัวถัว นักเขียนชาวมองโกล ในยุคราชวงศ์หยวน โดยอ้างอิงมาจากหนังสือบันทึกประวัติศาสตร์ราชวงศ์ซ่งที่ชื่อ History of Song เป็นเรื่องราวของครอบครัวแซ่หยาง (楊) ที่รับราชการทหารมาตลอดทั้งตระกูลถึง 3 ชั่วอายุคน มีความจงรักภักดีและพร้อมตายในสนามรบได้อย่างสมศักดิ์ศรี อีกทั้งเมื่อเหล่าผู้ชายตายหมดแล้ว ผู้หญิงซึ่งเป็นภรรยาม่ายหรือลูกหลานในตระกูลก็รับหน้าที่ต่อแทน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่ ในรัชสมัย ซ่งไท่จงฮ่องเต้ อันเป็นฮ่องเต้รัชกาลที่ 2 ของราชวงศ์ซ่งเหนือ เสด็จยกทัพไปปราบปราม เล่ากึน แห่งราชวงศ์โฮ่วฮั่น หยางเย่ หรือ เอียเลงก๋ง (楊業) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองซัวอ๋าวยกกองทัพมาช่วยเล่ากึน สงครามจึงสงบกันไปคราวหนึ่ง เมื่อฮ่องเต้ซ่งไท่จู่สวรรคต เจ้ากวงอี้ พระอนุชาได้ขึ้นครองราชย์แทน เถลิงพระนามว่า ซ่งไท่จงฮ่องเต้ ต่อมา ซ่งไท่จูเสด็จยกกองทัพหลวงไปตีเมืองปักหั้นอีก คราวนี้เกลี้ยกล่อม หยางเย่ กับบุตรชายทั้ง 7 คนมาเข้ากับตนไว้ได้ หลังจากนั้นได้ยกทัพไปปราบเมืองไซเหลียวต่อไป เมื่อซ่งไท่จูฮ่องเต้ถูกล้อมอยู่ในระหว่างศึก หยางเย่กับบุตรก็ช่วยกันแก้ไขเอาออกมาได้ แต่ต้องสู้กับข้าศึกจน หยางต้าหลาง, หยางเอ้อหลาง, หยางซันหลาง ซึ่งเป็นบุตรชายคนโต, คนที่ 2 และ 3 ต้องตายกลางสนามรบ ส่วน หยางอู่หลาง บุตรชายคนที่ 5 ได้หนีไปบวชจึงรอด ส่วน หยางซื่อหลาง บุตรชายคนที่ 4 ถูกชาวฮวนจับเอาไป เหลือแต่ตัวของหยางเย่ย, หยางซื่อหลาง และหยางลิ่วหลาง เท่านั้นที่รอดกลับมาได้ ฮ่องเต้ซ่งไท่จูจึงโปรดให้สร้างบ้านและมอบเครื่องแสดงเกียรติยศต่าง ๆ ให้ ภายหลังหยางเย่กับหยางซื่อหลางถูก พานเหรินเหม่ย ซึ่งเป็นขุนนางที่เป็นเสมือนคู่ปรับของตระกูลหยางกำจัด คงเหลือแต่หยางลิ่วหลาง บุตรชายคนที่ 6 เพียงคนเดียว ฮ่องเต้ซ่งไท่จู อยู่ในราชสมบัติได้ 22 ปีก็เสด็จสวรรคต ต่อมาในรัชกาล ซ่งไท่จงฮ่องเต้ โปรดให้หยางลิ่วหลางเป็นแม่ทัพไปปราบปรามเมืองไซเหลียวและเมืองไซฮวนได้มาเป็นเมืองขึ้น เมื่อหยางลิ่วหลางตาย เมืองไซฮวนกลับกำเริบขึ้นอีก ครั้งนี้เป็น หยางจงเป่า ซึ่งเป็นบุตรชายของหยางลิ่วหลางพร้อมกับพวกหญิงม่าย ผู้ซึ่งเคยเป็นภรรยาของพี่น้องตระกูลหยางที่สิ้นชีพไปแล้วทั้งหมด รวมทั้ง ภรรยาของหยางจงเป่า คือ มู่กุ้ยอิง นำทัพปราบปรามเอง ซึ่งภายหลังเมืองไซฮวนก็ได้สยบมอบต่อราชวงศ์ซ่ง บ้านเมืองถึงยุคสงบสุข ไร้ซึ่งเสี้ยนหนามแผ่นดิน บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองหลวงก็ล้วนแต่ซื่อสัตย์ มีความจงรักภักดี ฝ่ายพลเรือนมี โขวจุ้น เป็นขุนนางใหญ่ ฝ่ายกลาโหมมี หยางจงเป่า ได้บังคับบัญชาการงานทั้งปวงโดยสิทธิ์ขาดทั้งหมด

เรื่องราวของขุนศึกตระกูลหยางได้รับการถ่ายทอดในลักษณะบอกเล่าเป็นนิทานและเป็นการแสดงในการละเล่นอุปรากรของจีนต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน มีการต่อเติมเรื่องราวให้มีสีสันจากเดิม เช่น การเพิ่มบทของความรักระหว่าง หยางซื่อหลาง บุตรชายคนที่ 4 ของตระกูลกับเจ้าหญิงเมืองไซเหลียว ซึ่งเป็นข้าศึก หรือการที่มี เปาบุ้นจิ้น หรือ อ๋องแปด ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่มีตัวตนจริงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เป็นต้น เนื่องจากเป็นบุคคลร่วมสมัยกันในวัฒนธรรมร่วมสมัยได้ดัดแปลงมาจากภาพยนตร์หรือซีรีส์ชุดต่าง ๆ มากมาย อาทิ The 14 Amazons ในปี ค.ศ. 1972, The Yang's Saga ของ TVB ในปี ค.ศ. 1985 นำแสดงโดยนักแสดงที่มีชื่อเสียงหลายคน อาทิ หลิว เต๋อหัว, หวง เย่อหัว, เหมียว เฉียวเหว่ย, เหลียง เฉาเหว่ย ร่วมด้วย โจว เหวินฟะ และทัง เจิ้นเย่, Heroic Legend of the Yang's Family ของ ATV ในปี ค.ศ. 1994 นำแสดงโดย ฉี เส้าเฉียน, Warriors of The Yang Clan ในปี ค.ศ. 2004 นำแสดงโดย ตี้หลุง และภาพยนตร์ทุนสร้างสูงในปี ค.ศ. 2012 เรื่อง Saving General Yang นำแสดงโดย เจิ้ง อี้เจี้ยน และเจิ้ง เส้าชิว เป็นต้น
(อ้างอิงแหล่งที่มา : วิถีพีเดีย,สารานุกรมออนไลน์) 

ศึกทะลุฟ้า ตระกูลหยาง

นักแสดง : จางป๋อจือ, เยิ่นเสียนฉี, เจิ้งเพ่ยเพ่ย, โจวไห่เม่ย
ผู้กำกับ : เฉินซวินฉี
ผู้อำนวยการสร้าง : เฉินหลง (Police Story 1-4, The Promise, Shaolin)
เรื่องย่อ Legendary Amazons
ตำนานขุนศึกตระกูลหยางและเรื่องราวของวีรสตรี มู่กุ้ยอิง กลับคืนสู่จอใหญ่อย่างสมเกียรติ ด้วยการได้ซูเปอร์สตาร์ เฉินหลง มานั่งเก้าอี้โปรดิวเซอร์ พร้อมทุ่มทุนสร้างกว่า 640 ล้านบาท โดยได้นักแสดงชื่อดังอย่าง จางป๋อจือ เข้ามารับบทนำเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี พร้อมด้วยทีมนักแสดงชั้นนำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เยิ่นเสียนฉี, เจิ้งเพ่ยเพ่ย, โจวไห่เม่ย และ หลิวเสี่ยวชิ่ง

Legendary Amazons เป็นเรื่องราวของ มู่กุ้ยอิง (จางป๋อจือ) ภรรยาของ หยางจงเป่า (เยิ่นเสียนฉี) ที่ทนเห็นสามีและผู้ชายตระกูลหยาง ต่อสู้ในสงครามที่ไม่เห็นทางชนะ จนเธอตัดสินใจเป็นแม่ทัพหญิง นำกลุ่มสตรีผู้กล้าแห่งตระกูลหยาง เพื่อสืบทอดปณิธานของบรรพชน และออกสู่สนามรบเพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกราชแห่งราชวงศ์ซ่ง


เกร็ดภาพยนตร์เรื่อง Legendary Amazons

เป็นผลงานสร้างของพี่เบิ้มแห่งวงการบันเทิงฮ่องกง เฉินหลง ที่รวบรวมทุนสร้างกว่า 640 ล้านบาท เพื่อนำช่วงหนึ่งของตำนานแห่งขุนศึกตระกูลหยางมาเล่าอีกครั้ง เขาได้เผยแรงบันดาลใจในการสร้างว่า

"ตั้งแต่เด็ก ผมชอบหนังของ ชอว์ บราเดอร์ เรื่อง The 14 Amazons ที่ออกฉายในปี 1972 มาก ผมคิดว่าต้องมีใครสักคนที่จะหยิบเอาวีรกรรมของกลุ่มสตรีแห่งตระกูลหยางมาสร้างเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง และผมก็จำได้ว่าตอนที่ผมทำเรื่อง The Promise จางป๋อจือ ที่รับบทเป็นเจ้าหญิง บอกว่าเธอจะพักการแสดงไป ผมเลยบอกกับเธอว่าเมื่อใดที่ก็ตามที่เธอตัดสินใจกลับมาก็ขอให้บอก ซึ่งมันก็เป็นเหมือนโชคชะตาที่เธอตัดสินใจกลับมาแสดงในตอนที่พวกเราเริ่มสร้างหนังเรื่องนี้พอดี" ตอนแรกนั้น ทางทีมผู้สร้างได้วางตัวให้ ฟ่านปิงปิง มารับบทเป็น มู่กุ้ยอิง แต่ในที่สุด จางป๋อจือ ที่เพิ่งคลอดลูกคนที่สอง ก็ตัดสินใจกลับมาแสดงหนังเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี โดยเธอก็ได้พูดถึงบทบาทที่ได้รับว่า" มู่กุ้ยอิง ถือเป็นวีรสตรีที่ฉันได้ยินชื่อและเลื่อมใสมานาน เธอเป็นผู้นำกลุ่มสตรีแห่งตระกูลหยาง ที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อ พ่อ พี่ชาย และสามี ที่ต้องสูญเสียชีวิตเพื่อปกป้องราชวงศ์ซ่ง ฉันหวังว่าตัวเองจะถ่ายทอดพลังของลูกผู้หญิงได้อย่างเที่ยงตรง เพื่อที่เมื่อลูกชายของฉันได้ดูหนังเรื่องนี้ เขาก็จะรู้ว่าผู้หญิงเองก็มีด้านแข็งแกร่งไม่แพ้ผู้ชายเช่นกัน"



สุภาพบุรุษตระกูลหยาง Saving General Yang (2013)

กองทัพต้าซ่งโจมตีโยวโจว ทว่ากลับต้องพ่ายแพ้แก่แม่ทัพเยลี่ซิวเกอ ทำให้ซ่งไท่จงทรงล่าถอยกลับเมืองหลวง นับแต่นั้นเป็นต้นมา ทหารเหลียวก็รุกรานชายแดนต้าซ่งเรื่อยมายังความเดือดร้อนสู่พสกนิกรต้าซ่งเป็นอันมาก แผ่นดินต้าซ่งไม่มีความสงบสุข ซ่งไท่จงทรงกลัดกลุ้มยิ่งนักจึงทรงมีพระบัญชาให้หยางเย่แม่ทัพเหล็กซึ่ง ห้าวหาญไปอารักขาด่านเยี่ยนเหมินกวาน หยางเย่พาลูกชายทั้งเจ็ดคนไปอารักขาด่านเยี่ยนเหมินกวาน ต่อกรกองทัพเหลียวจนสุดกำลัง ลูกชายทั้งเจ็ดคนของสกุลหยางล้วนแล้วป็นคนหนุ่มที่มีความเก่งกล้าสามารถ ทั้งทางด้านบุ๋นและบู๊ คุณลักษณะหลากหลาย ซื่อสัตย์จงรักภักดี รักใคร่ประชา รับผิดชอบครอบครัว




สรุปแล้ว ขุนศึกตระกูลหยางมีเวอร์ชั่นต่างๆ ดังนี้



1. 14 ยอดนางสิงห์ร้าย ปี 1972 (The 14 Amazons ) หลินปอเป็นมู่กุ้ยอิง เวอร์ชั่นแรกทางจอเงินของ Shaw Brothers
2. 14 นางสิงห์เจ้ายุทธจักร ปี 1981 (Young's Female Warriors) วังหมิงฉวนเป็นมู่กุ้ยอิง เวอร์ชั่นแรกทางจอแก้วของ TVB มี 30 ตอน
3. ขุนศึกตระกูลหยาง ปี 1985 (The Yang's Saga) โดย 5 พยัคฆ์หนุ่ม ของ TVB มี 6 ตอน
4. เปาบุ้นจิ้น ขุนศึกตระกูลหยาง ปี 1994 (Heroic Legend of The Yang's Family) โดยจินเชาหวิน-ฉีเสาเฉียน ของ ATV ภาค 1 มี 30 ตอน , ภาค 2 มี 20 ตอน
5. มู่กุ้ยอิง ขุนศึกตระกูลหยาง ปี 1998 (The Heroine of the Yangs) เฉินซิ่วเหวินเป็นมู่กุ้ยอิง ของ ATV มี 32 ตอน
6. ขุนศึกตระกูลหยาง 14 ทวนฟ้าสะท้านแผ่นดิน ปี 2001( Legendary Fighter:Yang's Heroine) หลี่ยั่วถงเป็นหยางปาเม่ย ของ TTV มี 40 ตอน
7. ขุนศึกตระกูลหยาง ปี 2004 (Warriors of the Yang Clan) โดยตี้หลุง-เจ้าหย่าจือ-ซู่โหย่วเผิง-แชริม ของ CTV มี 33 ตอน
8. ขุนศึกตระกูลหยาง ปี 2006 (The Young Warriors หรือ Young Warriors of the Yang Clan) โดยเฉินซิ่วเหวิน-หูเกอ-เหอยุ่นตง-ปีเตอร์โฮ-เผิงยี่เยียน-หยวนหง ของ CTV มี 43 ตอน
9. ศึกทะลุฟ้า ตระกูลหยาง (Legendary Amazons) 2011 แสดงนำโดยจางป๋อจือ,เยิ่นเสียนฉี,เจิ้งเพ่ยเพ่ย
10.สุภาพบุรุษตระกูลหยาง (Saving General Yang) 2013 แสดงนำโดยเจิ้งเส้าชิว,เจิ้งอวี้เจี้ยน,ไจ่ไจ๋,อู๋จุน


ถามว่าผู้เขียนชอบเวอร์ชั่นไหนมากที่สุด คือ ถ้าเป็นฉบับภาพยนตร์จะชอบเวอร์ชั่นแรกปี 1972 มากที่สุด,รองลงมาคือเวอร์ชั่นล่าสุด สุภาพบุรุุษตระกูลหยางน่าจะดีที่สุด ดูจากหน้าหนัง นักแสดง และการตีความใหม่โดยเน้นมายังพ่อลูกทั้ง 7 คน อีกทั้งโปรดักชั่นอลังการ ส่วนฉบับซีรี่ย์ทางทีวีชอบเวอร์ชั่นปี 2006  แต่บทมีปัญหาเล็กน้อย ไม่ค่อยกระชับ แต่ภาพสวย สร้างโดยจีนแผ่นดินใหญ่

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

โลก 360 องศา - (เครื่องบินลาวตกในแม่น้ำโขง,ไต้ฝุ่นนารีอ่อนแรงเป็นดีเปรสชั่น,แผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์,วิกฤติเพดานหนี้ของอเมริกามีทางเจรจากันได้,ผลรางวัลโนเบล2013)

ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ รายงานว่า เหตุแผ่สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากกรุงเวียงจันทน์ ประเทศลาว เมื่อวันที่ 17 ต.ค.ว่า ไม่มีรายงานข่าวของผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เครื่องบินโดยสาร เที่ยวบินคิววี 301 ของสายการบินลาว แอร์ไลน์ส ประสบอุบัติเหตุตกในแขวงจำปาสัก ประเทศลาวเมื่อวานนี้ พร้อมผู้โดยสาร 44 คน และลูกเรือ 5 คน จากตัวเลขของกระทรวงโยธาธิการและขนส่งของลาว และสายการบินลาว โดยสถานทูตจีน ยืนยันว่า มีชาวจีน 2 คน 1 คนจากแผ่นดินใหญ่ และอีก 1 คนจากไต้หวัน โดยสารไปกับเครื่องบินลำดังกล่าว

สำนักข่าวเคพีแอลของลาว รายงานว่า เครื่องบินโดยสารเที่ยวบิน คิววี301 จากกรุงเวียงจันทน์ ประสบอุบัติเหตุตกในแม่น้ำโขงที่เกาะดอนโค ห่างจากสนามบินนานาชาติเมืองปากเซ ในจำปาสัก ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเครื่องบินลำนี้ ประมาณ 2 กิโลเมตร หลังจากทะยานขึ้นจากกรุงเวียงจันทน์เมื่อเวลาประมาณ 14.45 น.ตามเวลาท้องถิ่นเมื่อวานนี้ และมีกำหนดถึงเมืองปากเซในเวลา 15.55 น. ขณะพยายามร่อนลงจอดในสภาพอากาศเลวร้าย เจ้าหน้าที่ระดับสูงของลาว ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าวซินหัวขณะเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ และยืนยันว่า พบศพผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ และนำออกจากซากเครื่องบินได้แล้ว ด้านสื่อมวลชนท้องถิ่นในฝรั่งเศส รายงานอ้างคำกล่าวของนายโลรองต์ ฟาเปอุส รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ที่ระบุวา มีชาวฝรั่งเศสอย่างน้อย 7 คนเป็นผู้โดยสารที่เสียชีวิตในเหตุการณ์เครื่องบินลาว แอร์ไลน์ส ตกในแม่น้ำโขงเมื่อวานนี้ โดยนายฟาบิอุส กล่าวว่า รู้สึกช็อกอย่างมาก พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต แหล่งข่าวจากหน่วยงานการบิน ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ ยืนยันกับซินหัวว่า เที่ยวบินที่คิววี301 เป็นเครื่องบินแบบเออาร์ที ทวินเทอร์โบ มีผู้โดยสาร 40 คนขณะเกิดเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 15 ต.ค. ว่าพายุไต้ฝุ่น "นารี" เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งที่เมืองดานัง ทางตอนกลางของเวียดนาม เมื่อช่วงรุ่งสางของวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ด้วยความเร็วลมศูนย์กลางที่สูงถึง 133 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงในเมืองดานัง เมืองเว้ และอีกหลายจังหวัดที่ตั้งอยู่ในบริเวณดังกล่าว ซึ่งรวมถึงจังหวัดกวางนัม อิทธิพลของพายุทำให้สายการบิน "เวียดนาม แอร์ไลน์ส" ประกาศระงับให้บริการเที่ยวบินใน 14 เส้นทางตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ และเตือนให้ผู้โดยสารรับทราบว่าเที่ยวบินอย่างน้อย 8 เส้นทางทั้งขาเข้าและขาออกอาจล่าช้ากว่าปกติ ขณะที่รัฐบาลสั่งอพยพราษฎรล่วงหน้ากว่า 122,000 คน อย่างไรก็ตาม มีรายงานการพบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ ทั้งนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเวียดนามคาดการณ์การเคลื่อนที่ของพายุ ว่าเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีทิศทางมุ่งหน้าฝั่งตะวันตก โดยจะอ่อนกำลังลงเหลือเพียงเป็นพายุดีเปรสชั่น

พายุไต้ฝุ่นนารีคร่าชีวิตประชาชนในฟิลิปปินส์ไปแล้ว 13 คน และยังสูญหายอีก 3 ในขณะที่จีนออกประกาศเตือนภัยแล้ว หลังไต้ฝุ่นนารีเคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ในวันนี้ คาดน้ำท่วมภาคใต้ของจีนอีกครั้งทางการของฟิลิปปินส์ รายงานในวันนี้(11 ตุลาคม 56)ว่า เมือเช้าตรู่ของวันนี้พายุไต้ฝุ่นนารี ได้พัดเข้าถล่มทางด้านภาคเหนือของเกาะลูซอน ฟิลิปปินส์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 13 คน ส่วนอีก 3 คนยังสูญหาย โดยประชาชนผู้เสียชีวิตมาจากถูกต้นไม้โค่นถล่มทับ ไฟฟ้าช็อต ดินโคลนถล่ม สิ่งก่อสร้างพังทลายทับใส่ และจมน้ำ ส่วนอีก 3 คนที่ยังสูญหายเป็นชาวประมงของหมู่บ้านตินาโก เมืองวิก้า ทางภาคเหนือของฟิลิปปินส์ เจ้าหน้าที่ระบุว่า ประชาชนกว่า 9,400 หลังคาเรือน หรือประมาณ 59,000 คนใน 50 หมู่บ้านของ 6 จังหวัด ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น”นารี” และจำนวนกว่า 6,000 คนได้รับการอพยพออกจากที่อยู่อาศัยของตัวเองไปยังศูนย์อพยพที่ทางการจัดให้เพื่อความปลอดภัย บางหมู่บ้านในทางจังหวัดภาคเหนือของฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะที่จังหวัด บูลากัน และปัมปันก้า ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก รายงานของสื่อในฟิลิปปินส์ระบุว่า ความรุนแรงของพายุไต้ฝุ่นนารีที่พัดเข้าถล่มภาคเหนือของฟิลิปปินส์เมื่อเช้าตรู่วันนี้ ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง หลังคาบ้านเรือนหลายร้อยหลังถูกกระแสลมพัดปลิว ต้นไม้และเสาไฟฟ้าจำนวนมากหักโค่น ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าดับ ชาวบ้านกว่า 2 ล้านคนไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้ ขณะที่หลายพื้นที่ถูกน้ำท่วมขัง เนื่องจากพายุทำให้เกิดฝนตกหนัก

ในขณะที่สำนักพยากรณ์อากาศของฟิลิปปินส์ได้ระบุว่า ในช่วงเย็นพายุได้อ่อนกำลังลง และเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลจีนใต้ด้วยกำลังลมที่ใกล้จุดศูนย์กลางที่ระดับ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำนักข่าวซินหัว ของทางการจีน ออกรายงานข่าวเมื่อ 23.03 น.ของวันนี้ ระบุว่า ทางการจีนได้ออกประกาศเตือนให้ระวังพายุไต้ฝุ่นนารี แล้ว ภายหลังจากที่พายุดังกล่าวได้เคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ในวันนี้ และคาดว่า ด้วยอิทธิพลของพายุดังกล่าว จะนำมาซึ่งลมที่แรงและฝนที่ตกอย่างหนักในประเทศจีนตอนใต้ด้านตะวันออก รายงานของซินหัวระบุโดยอ้างข้อมูลของสำนักงานพยากรณ์อากาศของมณฑลไหหลำระบุว่า ศูนย์กลางของพายุไต้ฝุ่นนารีอยู่ห่างจากเมืองซันชา ซิตี้ มณฑลไหหลำในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนราว 645 กิโลเมตร (เมื่อเวลาบ่าย 3 โมง) ด้วยกำลังลมที่ใกล้จุดศูนย์กลาง 118.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เคลื่อนตัวไปทางด้านตะวันตก ด้วยความเร็ว 15 กิโลเมตรถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และระบุว่า พายุนารีจะยังคงมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นและพัดให้คลื่นในทะเลเพิ่มสูง โดยเฉพาะหมู่เกาะซิชา ของจีนต้องระมัดระวัง พร้อมกับได้เรียกให้เรือประมงทุกลำกลับเข้าสู่ชายฝั่งอย่างเร่งด่วนที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะที่สำนักงานควบคุมภาวะน้ำท่วมของมณฑลกวางตุ้ง ก็ได้ออกประกาศเตือนภาวะฉุกเฉินต่ออิทธิพลของพายุนารี ดัวยการระบุว่า น้ำทะเลในชายฝั่งของจังหวัด จะมีคลื่นสูงราว 6-9 เมตรในวันจันทร์ถึงวันพุธนี้ และขอให้ผู้เดินเรือ รวมทั้งชาวประมง คอยฟังรายงานของสำนักงานพยากรณ์อากาศที่ออกประกาศเตือนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับแจ้งให้เรือประมงที่กำลังวิ่งผ่านทะเลจีนใต้ รีบกลับเข้าฝั่งเพื่อความปลอดภัย ซินหัวรายงานด้วยว่า ศูนย์กลางพยากรณ์อากาศแห่งชาติของจีน ได้ประกาศเตือนภัยระดับสีส้ม ซึ่งนับเป็นคำเตือนภัยเกือบสูงสุดรองลงมาจากสีแดง สำหรับอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นนารี

แผ่นดินไหวขนาด 7.2 ริกเตอร์ เมื่อเวลา 08.12 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีศูนย์กลางอยู่ใกล้กับเกาะโบโฮลและจังหวัดเซบูทางตอนกลางของประเทศ ห่างจากกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ 629 กิโลเมตร อยู่ลึกลงไปใต้พื้นดิน 33 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีรายงานอาฟเตอร์ช็อกตามมาไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งมีความรุนแรงไม่ต่ำกว่า 5.0 ริกเตอร์ โดยล่าสุด เจ้าหน้าที่รายงานยอดผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 85 ราย ในจำนวนนี้มีการยืนยันออกมาแล้วว่า 57 ราย เสียชีวิตที่เกาะโบโฮล ส่วนอีก 15 รายเสียชีวิตที่จังหวัดเซบู โดยเจ้าหน้าที่ยังเชื่อว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นยังทำให้บ้านเรือนจำนวนมากได้รับความเสียหาย ถนนและระบบไฟฟ้าในหลายเมืองใช้การไม่ได้ นอกจากนี้ยังส่งผลให้โบสถ์โลบอคซึ่งเป็นโบราณสถานเก่าแก่ สร้างมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 รวมถึงโบราณสถานอื่นๆ ที่สร้างมาตั้งแต่ฟิลิปปินส์ยังตกเป็นอาณานิคมของสเปนเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วเสียหายอีกด้วย สำหรับฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่เส้นวงแหวนแห่งไฟ ซึ่งก่อนหน้านี้ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวมาหลายครั้ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเหตุแผ่นดินไหวเมื่อเดือนก.พ. 2012 มีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คน ขณะที่แผ่นดินไหวขนาด 7.9 ตามมาตราริกเตอร์ที่เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์เมื่อปี 1976 ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายที่สุดที่ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญ เจ้าหน้าที่คาดว่า แผ่นดินไหวในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตมากถึง 5,000-8,000 คนเลยทีเดียว แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.1 ในแถบตอนกลางของฟิลิปปินส์เมื่อวันอังคาร (15 ต.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปอย่างน้อย 93 คน ขณะที่ก่อให้เกิดเหตุดินถล่มฝังบ้านเรือนไว้ข้างใต้ในหลายๆ จุด และเป็นชนวนให้เกิดการเหยียบกันตาย รวมทั้งโบสถ์คาทอลิกเก่าแก่ที่สุดของประเทศก็ได้รับเสียหาย ตามรายงานของสำนักงานภัยพิบัติแห่งชาติ มีผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแน่นอนแล้วจำนวน 15 คนในเมืองเซบู เมืองสำคัญที่สุดเป็นอันดับ 2 ของฟิลิปปินส์ และก็เป็นปากทางเพื่อไปยังชายหาดสวยงามที่สุดหลายๆ แห่งของประเทศนี้ ขณะเดียวกันที่เกาะโบฮอล ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน มีรายงานว่าพบคนตาย 77 คน และยังมีอีก 1 รายบนเกาะซิกุยเจอร์ ซึ่งอยู่ไม่ห่างออกไป เวลานี้ยังไม่มีรายงานว่า มีชาวต่างชาติเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้แต่อย่างใด ทว่าเนื่องจากบริเวณแถบนี้มีชายหาดที่งดงาม จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์สำทับว่า ยอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากขณะนี้ยังไม่สามารถเข้าไปประเมินความเสียหายในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในโบฮอล ซึ่งถนนและกระแสไฟฟ้าถูกตัดขาด อย่างไรก็ดี ความที่ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นในวันหยุดราชการ จึงทำให้มีผู้คนในอาคารต่างๆ น้อยกว่าปกติ ยอดความสูญเสียจึงลดลง และเนื่องจากศูนย์กลางของแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบนแผ่นดิน จึงทำให้ไม่มีคลื่นยักษ์สึนามิตามมาแต่อย่างใด   ตามรายงานของสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ (ยูเอสจีเอส) แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 8.12 น. วันอังคารตามเวลาท้องถิ่นของฟิลิปปินส์ (ตรงกับ 7.12 น.เวลาเมืองไทย) โดยมีศูนย์กลางอยู่ใกล้เมืองบาลิลิฮันที่มีประชากรราว 18,000 คนบนเกาะโบฮอล ณ ความลึก 20 กิโลเมตร จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากกรุงมะนิลา 629 กิโลเมตร โดยมีอาฟเตอร์ช็อกตามมาอย่างน้อย 4 ครั้ง วัดความแรงได้มากกว่า 5.0

คาดผู้นำของเดโมแครตและรีพับลิกันในสภาสูงสหรัฐฯ สามารถบรรลุข้อตกลงภายในวันอังคาร (15 ต.ค.) เพื่อปูทางให้หน่วยงานรัฐบาลกลางเปิดทำการอีกครั้ง และหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ที่จะบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของอเมริกา รวมทั้งเขย่าเศรษฐกิจโลก บรรดาผู้ช่วยในรัฐสภาสหรัฐฯแสดงการคาดหมายกับผู้สื่อข่าวในวันจันทร์ (14) ว่า ส.ว. แฮร์รี รีด ของพรรคเดโมแครต ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา และ ส.ว. มิตช์ แมคคอนเนลล์ ของพรรครีพับลิกัน ที่เป็นผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาเดียวกัน จะบรรลุข้อตกลงกันได้ในวันอังคาร หรือเพียง 2 วันก่อนวันพฤหัสบดี (17) อันเป็นเส้นตายซึ่งกระทรวงคลังสหรัฐฯระบุว่าหากรัฐสภายังไม่อนุมัติให้ขยายเพดานการก่อหนี้ รัฐบาลก็จะไม่สามารถกู้ยืมเงินได้แล้ว ภายใต้ข้อเสนอที่เจรจาต่อรองกันและน่าจะตกลงกันได้ดังกล่าวนี้ พวกหน่วยงานรัฐบาลกลางซึ่งต้องปิดทำการตั้งแต่วันที่ 1 ที่ผ่านมาจะได้รับงบประมาณใช้จ่ายเพียงพอที่จะเปิดดำเนินการอีกครั้งไปถึงวันที่ 15 มกราคมปีหน้า ขณะที่จะมีการเพิ่มเพดานก่อหนี้ เพื่อให้กระทรวงการคลังสามารถกู้ยืมเงินได้ตามปกติจนถึงวันที่ 7 ก.พ. ดังนั้นจึงจะเป็นการยุติวิกฤตการคลัง 2 เรื่องซ้อนกัน ซึ่งกำลังทำลายความเชื่อมั่นที่มีต่อสหรัฐฯ และก็กระชากคะแนนนิยมของรีพับลิกันให้ต่ำเรี่ยดิน ข้อเสนอนี้ยังกำหนดให้เริ่มการเจรจาว่าด้วยการแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณในระยะยาวอย่างเป็นทางการระหว่างสภาสูงและสภาล่าง เพื่อให้ได้ข้อสรุปภายในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ โดยที่การแก้ไขเช่นนี้จะมีเป้าหมายประการหนึ่งว่าจะผ่อนคลายมาตรการลดการใช้จ่ายแบบเหมารวมอัตโนมัติ (ซีเควสเตอร์) ทั้งนี้ซีเควสเตอร์เริ่มต้นในเดือนมีนาคมปีนี้ และจะขยายผลเพิ่มขึ้นอีกในเดือนมีนาคมปีหน้า โดยจะมีการตัดงบกลาโหมเพิ่มอีก 20,000 ล้านดอลลาร์ วุฒิสมาชิกของรีพับลิกันมีกำหนดนัดหมายประชุมกันในตอนเที่ยงวันอังคาร เพื่อทบทวนแผนการที่กำลังออกมาจากการเจรจากันระหว่าง รีด กับ แมคคอนเนลล์ โดยที่ รีด กล่าวในตอนสรุปก่อนปิดการประชุมวุฒิสภาเมื่อวันจันทร์ (14) ว่า เขามองการณ์ในแง่ดีเป็นอย่างมากว่าจะสามารถทำความตกลงที่สมเหตุสมผลกันได้ในสัปดาห์นี้ “เรายังไปไม่ถึงตรงนั้น แต่มีความคืบหน้าไปอย่างน่าตื่นตะลึง” เขาบอก ขณะที่แมคคอนเนนล์ ก็กล่าวว่า เขาก็ร่วมมองการณ์ในแง่ดีนี้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี ยังคงมีความวิตกกันว่า การขยายเพดานหนี้ชั่วคราวตามที่ประนีประนอมกันนี้ จะสามารถออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ทันกำหนดเส้นตายหรือไม่ เพราะวุฒิสมาชิกอนุรักษนิยมสุดโต่ง “ทีปาร์ตี้” ของรีพับลิกันบางคน อาจใช้ยุทธวิธีดังเช่นการอภิปรายลากยาวข้ามวันข้ามคืน มาถ่วงเวลาการลงมติอนุมัติ หรือกระทั่งว่าร่างกฎหมายผ่านสภาสูงไปแล้ว ก็ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะสามารถผ่านสภาล่างซึ่งพรรครีพับลิกันควบคุมอยู่ไปได้หรือไม่ ทั้งนี้ พวกอนุรักษนิยมรีพับลิกินมีอิทธิพลสูงในสภาล่างยิ่งกว่าในสภาสูงเสียอีก และถ้าสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างที่มีข้อความผิดเพี้ยนไปจากร่างของวุฒิสภาแล้ว ทั้งสองสภาก็ต้องมาตกลงกันเพื่อให้เป็นกฎหมายหนึ่งเดียว ซึ่งย่อมต้องใช้เวลามากขึ้นอีก

รอยเตอร์ – องค์การตรวจตราเฝ้าระวังอาวุธเคมีระดับโลก ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “องค์การเพื่อการห้ามใช้อาวุธเคมี” (Organisation for the Prohibition of Chemical Weapons ใช้อักษรย่อว่า OPCW) คือผู้ชนะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ ทั้งนี้ตามการประกาศของคณะกรรมการรางวัลในวันนี้ (11 ต.ค) โดยที่งานชิ้นใหญ่ล่าสุดของหน่วยงานที่ค่อนข้างเล็กแห่งนี้คือ การทำหน้าที่กำกับตรวจสอบการทำลายอาวุธเคมีของซีเรีย

OPCW ซึ่งมีบุคลากรและงบประมาณสนับสนุนไม่มากนัก ได้จัดส่งทีมงานผู้เชี่ยวชาญของตนเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในซีเรีย ภายหลังเกิดเหตุโจมตีด้วยก๊าซพิษ “ซาริน” ที่บริเวณชานกรุงดามัสกัสในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปมากกว่า 1,400 คน การเข้าปฏิบัติหน้าที่ของ OPCW ภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ มีส่วนช่วยทำให้ทางการสหรัฐฯเปลี่ยนใจไม่ใช้กำลังทหารเข้าโจมตีเล่นงานประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย โธร์บเจิร์น จักแลนด์ ประธานคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐสภานอร์เวย์ แถลงว่าการมอบรางวัลปีนี้ให้แก่ องค์การเพื่อการห้ามใช้อาวุธเคมี ก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนชาติต่างๆ ที่ยังคงมีอาวุธเคมีสะสมเอาไว้เป็นจำนวนมาก เป็นต้นว่า สหรัฐฯ และรัสเซีย ให้กำจัดคลังอาวุธของพวกเขา “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อพวกเขากำลังเรียกร้องให้คนอื่นๆ ทำอย่างเดียวกันนี้ อย่างเช่นว่า ซีเรีย”

“เวลานี้เรามีโอกาสแล้วที่จะกำจัดอาวุธทำล้ายล้างสูงประเภทหนึ่งให้หมดสิ้นไปอย่างสิ้นเชิง ถ้าหากเราสามารถทำได้เช่นนั้นจริงๆ นี่ก็จะเป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์” เขากล่าว

ภารกิจในซีเรียของ OPCW ถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพราะต้องเข้าไปตรวจสอบสถานที่เก็บสะสมและทำลายอาวุธเคมีในตลอดทั่วประเทศซีเรีย ที่กำลังอยู่ในสงครามกลางเมืองอันดุเดือดรุนแรง โดยที่ประมาณการกันว่าได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 100,000 คน สมาชิกในทีมงานขององค์การเพื่อการห้ามใช้อาวุธเคมี ซึ่งตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้เคยถูกมือซุ่มยิงของฝ่ายใดไม่ปรากฏชัด ดักยิงมาแล้วในระหว่างการเข้าตรวจสถานที่เกิดเหตุบริเวณชานกรุงดามัสกัสเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการ OPCW อาเหม็ต อูซุมคู แถลงในสัปดาห์นี้ว่า พวกเจ้าหน้าที่ทางการซีเรียนั้นกำลังให้ความร่วมมือเป็นอันดีกับการดำเนินกระบวนการทำลายอาวุธเคมีของทางองค์การ การตัดสินประจำปีนี้ เป็นเครื่องหมายแสดงว่าคณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้หวนกลับคืนสู่รากเหง้าเดิมของรางวัลนี้ ภายหลังจากเมื่อปีที่แล้วได้มอบรางวัลให้สหภาพยุโรป (อียู) และในปี 2009 ให้แก่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ คำตัดสินในหลายๆ ปีเหล่านั้นได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าคณะกรรมการกำลังก้าวล้ำผิดแผกออกนอกจิตวิญญาณของรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ซึ่งก่อตั้งโดย อัลเฟรด โนเบล นักอุตสาหกรรมชาวสวีเดนที่เป็นผู้ประดิษฐ์ดินระเบิดไดมาไมต์ ทั้งนี้ในพินัยกรรมปี 1895 ของเขา อัลเฟรด โนเบล ระบุว่า รางวัลในสาขาสันติภาพควรมอบให้แก่ผู้ที่มีผลงาน 1 ใน 3 เรื่องต่อไปนี้ คือ “การสร้างภราดรภาพในระหว่างชาติต่างๆ”, การกำจัดหรือการลดกองทัพประจำการที่มีอยู่, และการก่อตั้งตลอดจนการเผยแพร่การชุมนุมรวมตัวกันเพื่อให้เกิดสันติภาพ

ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศรางวัลปีนี้ มาลาลา ยูซาฟไซ เด็กสาววัย 16 ปีชาวปากีสถาน ซึ่งถูกกลุ่มตอลิบานยิงที่ศีรษะแต่รอดชีวิตมาได้ คือตัวเก็งที่พวกบริษัทรับพนันถูกกฎหมายต่างๆ ให้อัตราต่อรองว่ามีโอกาสที่จะได้รางวัลนี้มากที่สุด ขณะที่ OPCW ผู้ชนะตัวจริงเพิ่งถูกพาดพิงคาดเดากันก็ในช่วงชั่วโมงท้ายๆ ก่อนกำหนดเวลาประกาศผล รางวัลซึ่งเป็นเงินมูลค่าประมาณ 1.25 ล้านดอลลาร์ จะทำพิธีมอบกันที่กรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ ในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ อันเป็นวันครบรอบการถึงแก่กรรมของ อัลเฟรด โนเบล สำหรับ OPCW ก่อตั้งขึ้นในปี 1997 เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามอนุสัญญาอาวุธเคมีปี 1992 ซึ่งนานาชาติร่วมลงนามกันเพื่อห้ามการใช้และทำลายอาวุธเคมี ผลงานในระยะไม่ปีก่อนมานี้ขององค์การนี้ นอกเหนือจากที่ซีเรียแล้ว ยังได้ไปช่วยทำลายคลังอาวุธเคมีในอิรักและลิเบีย OPCW มีลูกจ้างพนักงานราว 500 คน และมีงบประมาณใช้จ่ายในแต่ละปีไม่ถึง 100 ล้านดอลลาร์ ทั้งสหรัฐฯและรัสเซียต่างได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำลายคลังแสงอาวุธเคมีของตนภายในปี 2012 ทว่าจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่ได้ทำตามสัญญา

สำหรับผลรางวัลโนเบลประจำปี 2013 ประเดิมด้วยสาขาแพทย์เป็นรางวัลแรก โดย 2 อเมริกัน และ 1 เยอรมันคว้ารางวัลสาขาการแพทย์ไปครอง จากผลงานค้นพบกลไกนำส่งระดับเซลล์ที่แม่นยำ
รางวัลโนเบล (Nobel Prize) ตั้งขึ้นโดย อัลเฟร็ด เบอร์นาร์ด โนเบล (Alfred Bernhard Nobel) นักเคมีชาวสวีเดนผู้สร้างนวัตกรรมระเบิดไดนาไมต์เพื่อใช้ในกิจการระเบิดเหมือง แต่กลับถูกนำไปใช้ในการเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ โดยเขาได้ทิ้งมรดกคิดเป็นเงิน กว่า 8,300 ล้านบาท ในปัจจุบันเพื่อเป็นทุนสำหรับรางวัล และทุกปีจะประกาศรางวัลในช่วงต้นเดือน ต.ค.และมีพิธีพระราชทานรางวัล ณ สตอกโฮล์ม คอนเสิร์ตฮอลล์ สวีเดน ในวันที่ 10 ธ.ค.ซึ่งตรงกับวันครบรอบวันเสียชีวิตเขา

1. สาขาสรีรศาสตร์ หรือการแพทย์ ผู้ได้รับรางวัล : เจมส์ อี รอธแมน (James E. Rothman) ชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยเยล (Yale University) สหรัฐฯ แรนดี เชคมาน (Randy Schekman) ชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) สหรัฐฯ และ โทมัส ซุดฮอฟ (Thomas Sudhof) ชาวเยอรมันจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในพาโลอัลโต (Stanford University, Palo Alto) “สำหรับการค้นพบของพวกเขา, รอธแมน, เชคมาน และซูดอฟ ได้เผยถึงระบบควบคุมที่แม่นยำอย่างยอดเยี่ยมในการขนส่งและนำส่งสิ่งของระดับเซลล์” คำแถลงของคณะกรรมการรางวัลโนเบลจากสมัชชาโนเบล ที่สถาบันแคโรลินสการะบุ

2.สาขาฟิสิกส์  ผู้ได้รับรางวัล : แฟรงซัวส์ แองแกรต์ (Francois Englert) จากมหาวิทยาลัยลิเบร เด บรุกเซเล (Université Libre de Bruxelles) เบลเยียม ปีเตอร์ ฮิกกส์ (Peter Higgs) จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ (Edinburgh University) สหราชอาณาจักร

3.สาขาเคมี   ผู้ได้รับรางวัล : มาร์ติน คาร์พลุส (Martin Karplus) จากมหาวิทยาลัยสตราสบวร์ก (Universite de Strabourg) ฝรั่งเศส และมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (Harvard University) สหรัฐฯ , ไมเคิล เลวิตต์ (Michael Levitt) จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University School of Medicine) สหรัฐฯ และ อารีห์ วอร์เชล (Arieh Warshel) จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนียลอสแองเจลลิส (%University of Southern California, Los Angeles) สหรัฐฯ   “จากการพัฒนาแบบจำลองมัลติสเกลสำหรับระบบเคมีอันซับซ้อน”

4. สาขาสันติภาพ   ผู้ได้รับรางวัล : OPCW องค์การตรวจตราและเฝ้าระวังการใช้อาวุธเคมีระดับโลก จากการเข้าไปตรวจอาวุธเคมีในซีเรีย สดๆ ร้อนๆ เมื่อเร็วๆ นี้

5.สาขาเศรษฐศาสตร์   ผู้ได้รับรางวัล : ศาสตราจารย์ยูจีน ฟาร์มา , ศาสตราจารย์ลาร์ส ปีเตอร์ แฮนเซ่น และศาสตราจารย์โรเบิร์ต ชิลเลอร์ จากมหาวิทยาลัยเยล จากผลงานการค้นคว้าและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับราคาสินทรัพย์

6.สาขาวรรณกรรม   ผู้ได้รับรางวัล : อลิซ มุนโร นักเขียนชาวแคนาดา ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เชียวชาญในด้านการเขียนเรื่องสั้นร่วมสมัยของยุคนี้






วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รำลึก7 ตุลา 2551 วันที่รัฐตำรวจฆ่าประชาชน (เก็บไว้ในความทรงจำ)

นั่งดู ASTV วันนี้แล้วรู้สึกสะท้อนใจ เป็นวันที่พวกเขาเหล่าพันธมิตรมาชุมนุมกันที่บ้านเจ้าพระยา ตอนเช้ามาทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตในวันนั้นทันที 2 คน บาดเจ็บร่วมๆ 400 กว่า คน และมาเสียชีวิตในภายหลังอีก 10 กว่าคน (ไม่แน่ใจเรื่องตัวเลขผู้เสียชีวิต)  ได้ดูวีทีอาร์ที่ทำเป็นสกู๊ปพิเศษไปสัมภาษณ์ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ ทั้งผู้ที่ได้รับบาดเจ็บพิการ และเป็นผู้รอดจากเหตุการณ์มา รวมถึงญาติพี่น้องของผู้สูญเสียชีวิต ภาพเหตุการณ์เหล่านั้นดูกี่ครั้งกี่ทีก็รู้สึกเศร้าใจ ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ตำรวจนั้นจะทำกับประชาชนของเขาได้อย่างโหดเหี้ยมจริงๆ คงไม่ขอลงลึกในรายละเอียดว่าเขาทำการกับประชาชนอย่างไรบ้าง เดี๋ยวดูจากคลิปวีดีโอก็จะพอทราบและพอมองออกว่า วิธีการที่เขาใช้ เขาทำน้้นมันถูกต้องตามหลักสากลของการสลายม็อบกันหรือไม่ แต่สิ่งที่อยากจะตั้งคำถามก็คือมูลเหตุจูงใจอะไรที่ทำให้รัฐตำรวจในตอนนั้น เป็นช่วงที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กระทำการโหดเหี้ยมกับประชาชนเช่นนั้น และใครควรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับผลที่เกิดขึ้นของเหตุการณ์ กล่าวสำหรับผู้ชุมนุมแล้ว พวกเขาเป็นฝ่ายถูกกระทำและได้รับผลแห่งการกระทำนั้นไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งทางร่างกาย จิตใจ ความรู้สึก รวมถึงคดีความต่างๆ ที่ติดตัวทั้งแกนนำ และผู้ร่วมชุมนุมไปหมดแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีอยู่ยังไม่เสร็จสิ้น แต่ส่วนของฝ่ายผู้กระทำหล่ะ เช่น รัฐบาล ไล่ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี (นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) รองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ)  ผบ.ตร. (พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ)  ผบ.ชน. (พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว)  คนเหล่านี้ถูกฟ้องร้อง และป.ป.ช.ได้ตัดสินว่าคนเหล่านี้กระทำการที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง และส่งเรื่องต่อไปยังอัยการ แต่เรื่องกลับถูกดองอยู่ในขั้นอัยการ ไม่ถูกส่งเรื่องฟ้องไปยังศาลปกครอง ซึ่งทำให้ทุกวันนี้บุคคลเหล่านี้ซึ่งตกเป็นจำเลยของสังคมว่าเป็นผู้สั่งการ "ฆ่าประชาชน" ยังคงลอยนวลอยู่ และบางคนยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการเมืองอย่างไม่สะทกสะท้านต่อผลกรรมความผิดที่เขามีส่วนก่อให้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจกระทำต่อประชาชน ประชาชนที่ได้รับผลแห่งการกระทำของคนเหล่านี้ เรียกร้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จนต้องจัดงานรำลึกเหตุการณ์ 7 ตุลาขึ้นทุกปี  แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาอ้างว่าได้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเยียวยาผู้ที่ได้รับผลจากเหตุการณ์ครั้งนี้แล้วก็ตาม จ่ายเงินในมาตรฐานเดียวกับพวกเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง ผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ทางการเมืองได้คนละ 7.7 ล้าน  แต่ใครมันจะอยากได้เงินก้อนนี้ หากว่าให้แลกกับชีวิตของคนที่เขารักคืนมา และพวกเขาไม่พร้อมที่จะทำใจยอมรับมันง่ายๆ

เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ตามความเข้าใจของผู้เขียนและในความทรงจำที่พอจะจำได้บ้างไม่ได้บ้างก็คือ อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด แต่คลับคล้ายคลับคลาว่า บรรดาพันธมิตรที่มาชุมนุมต่อเนื่องมาก่อนหน้าวันที่ 7 ไปปิดกั้นไม่ให้บรรดา ส.ส.,ส.ว. เข้ารัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายต่อหน้ารัฐสภาของรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นรัฐบาลนอมินีของทักษิณ เป็นร่างทรงอีกตัวนึง ซึ่งถัดมาจากสมัคร สุนทรเวช ซึ่งหากจะเล่าถึงเหตุการณ์ 7 ตุลา ก็ต้องเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์การชุมนุมที่สืบเนื่องกันมาหลายครั้งก่อนหน้านี้ของพันธมิตร นับตั้งแต่เหตุการณ์ชุมนุมขับไล่รัฐบาลทักษิณ ช่วงปลายปี 48 (ถามว่าไปไล่ทำไมทักษิณ เขาทำผิดอะไร ณ ตอนนั้นที่จำได้นะ คือทักษิณลุแก่อำนาจ แทรกแซงองค์กรอิสระ ข่มขู่คุกคามสื่อที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตของเขา อาทิ รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของคุณสนธิถูกถอดกลางอากาศจากช่อง 9, ทักษิณคอร์รัปชั่นจากโครงการประชานิยมหลายอย่าง ฯลฯ) ทักษิณตัดสินใจยุบสภาแล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ถูกบอยคอตโดยพรรคประชาธิปัตย์และพรรคชาติไทย จากนั้นไทยรักไทยจึงจ้างพรรคเล็กลงสมัคร จนเป็นที่มาถูกฟ้องยุบพรรคไทยรักไทย เรื่อยมาถึง ก.ย. 49 มีการรัฐประหารโดย คมช. แล้วจัดตั้งรัฐบาลสุรยุทธิ์มาบริหารประเทศ 1 ปี มีการตั้งหน่วยงาน คตส.มาเพื่อตรวจสอบโครงการทุจริต คอร์รัปชั่นเชิงนโยบายหลายอย่างแล้วเรื่องไปถึง ป.ป.ช.  พอปี 50 มีการเลือกตั้งอีกครั้ง คราวนี้ระบอบทักษิณชนะอีกมาในนามพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีสมัครเป็นหน.พรรค และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทันทีที่เข้ามาเป็นรัฐบาลก็ประกาศจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที จนเป็นที่มาที่ทำให้พันธมิตรนัดชุมนุมอีกครั้ง มีการชุมนุมอย่างยาวนาน ตั้งแต่สี่แยกมัฆวานไปจนถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล บุกเข้าไปชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล เป็นที่มาของการชุมนุม 193 วัน พอสมัครถูกศาลตัดสินในคดีความผิดในคดีออกรายการทีวีทำกับข้าว ซึ่งประเด็นคือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแต่มีบริษัทเอกชนรับทำรายการทีวีซึ่งถือว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 267 จึงต้องหลุดจากนายกรัฐมนตรี จากนั้นภายในพรรคก็มีการหักดิบกลุ่มเนวินผลักดันสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นเป็น หน.พรรคแทน และมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนายสมัคร แต่นายสมชาย ก็กลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดเป็นอันดับ 2 จากนั้นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ถูกพันธมิตรไล่ล่าในฐานะเป็นนอมินีทักษิณอย่างเต็มตัว เพราะเป็นญาติ มีศักดิ์เป็นน้องเขยของทักษิณ พันธมิตรนัดชุมนุมที่ดอนเมืองแล้วก็เคลื่อนพลไปยังด้านหน้าอาคารผู้โดยสารของสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อกดดัน แต่ถูกกล่าวหาจากรัฐบาลว่าไปบุกสนามบินและชุมนุมปิดสนามบิน ทั้งๆ ที่อยู่กันแค่ด้านหน้าอาคารผู้โดยสารด้านนอก ยังไม่ได้เข้าไปที่ตัวอาคาร แต่โชคช่วยก่อนหน้านั้นมีคนไปฟ้องพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ว่าทำผิดเลือกตั้ง มีกรรมบริหารพรรคบางคนทุจริตการเลือกตั้ง จึงถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค สมชาย วงศ์สวัสดิ์จึงพ้นสภาพการเป็นนายกรัฐมนตรีไปโดยปริยาย เหตุการณ์ 7 ตุลา 51 เป็นเหตุการณ์ที่อยู่ระหว่างหลังจากสมัครพ้นจากนายกรัฐมนตรี สมชายได้รับการโหวตเป็นนายก นั่นแหละ โดยพันธมิตรไปชุมนุมปิดล้อมบริเวณหน้ารัฐสภาก่อนวันนัดแถลงนโยบายรัฐบาล นี่คือที่มาหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ จริงๆ มันต่อเนื่องกันมาจากหลายเหตุการณ์ต่างกรรมต่างวาระ แต่คู่พิพาทคือคู่เดิม และจะเป็นคู่กัดกันไปตลอดกาล จนกว่าระบอบทักษิณจะพ้นจากประเทศไทย

 
ภาพบางส่วนจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ที่เราจะจดจำตลอดไป

 
                            แก๊สน้ำตาที่อ้างว่าเอามาใช้นั้น แท้ที่จริงเป็นแก๊สน้ำตาที่ทำจากจีน และหมดอายุแล้ว



                                     



น้องอังคณา ถูกยิงด้วยระเบิดเสียชีวิตทันที มีการกล่าวหาว่าเธอพกพาระเบิดมาเอง

 


 



 

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

โลก 360 องศา - (ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวปากีสถาน,พายุไต้ฝุ่นหวู่ติ๊บถล่มจีนเวียดนามกัมพูชาและไทย,เหตุกราดยิงนักศึกษาที่ไนจีเรีย,เส้นตายปิดสำนักงานของรัฐบางแห่งของสหรัฐ)


เอเอฟพี - ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงสั่นสะเทือนทางตะวันตกเฉียงใต้ของปากีสถานเมื่อสัปดาห์ก่อน เพิ่มเป็น 376 รายแล้วในวันอังคาร (1 ต.ค.) หน่วยงานจัดการหายนภัยแห่งชาติระบุ ขณะที่ปฏฺัติการด้านบรรเทาทุกข์ในพื้นที่ประสบภัยยังดำเนินต่อไป   แผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 7.7 เขย่าจังหวัดบาลูจิสถาน เมื่อวันที่ 24 กันยายน ส่งผลให้ประชาชนมากกว่า 100,000 คนต้องไร้ที่อยู่อาสัย จากนั้นก็เกิดแผ่นดินไหว 6.8 สั่นสะเทือนพื้นที่ดังกล่าวอีกครั้งในวันเสาร์ (28) คร่าชีวิตชาวบ้านอีกอย่างน้อย 22 ศพ   มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 330 ศพในเขตอวารานและอีก 46 ศพในเขตเคช ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บมีทั้งหมด 824 รายสำนักงานจัดการหายนภัยแห่งชาติระบุในถ้อยแถลง อ้างถึงยอดผู้เสียชีวิตใน 2 พื้นที่ซึ่งได้่รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุดจากแผนดินไหวครั้งแรก  ทั้งนี้ ยอดผู้เสียชีวิตข้างต้นปรับเพิ่มจากเดิม 359 ศพ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้รวมยอดเหยื่อแผ่นดินไหวครั้งที่้ 2  อนึ่ง เจ้าหน้าที่ยังเดินหน้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ห่างไกลซึ่งยากจะเข้าถึง ในนั้นรวมถึงการใช้วิธีหย่อนเครื่องบรรเทาทุกข์ อาหาร และเวชภัณฑ์ยาจากทางอากาศ

 


ซินหัวรายงานวันที่ 30 ก.ย. ว่า อิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นหวู่ติ๊บ ซึ่งแปลว่าผีเสื้อในภาษาจีน เคลื่อนตัวอยู่ในเวียดนามด้วยกำลังลม 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทำให้เกิดฝนตกและ น้ำท่วมในภาคเหนือและอีสานของไทย รวมถึงตอนใต้ของจีน ล่าสุดทำให้เรือประมงจีนในทะเลจีนใต้ล่ม 3 ลำ มีผู้สูญหาย 74 คน เรือทั้ง 3 ลำมาจากมณฑลกวางตุ้ง ทางภาคใต้ มีชาวประมงรวม 88 ชีวิต ล่มลงเมื่อ วันอาทิตย์ บริเวณหมู่เกาะพาราเซล หรือจีนเรียกซี่ชา ซึ่งจีนพิพาทแย่งกรรมสิทธิ์กับไต้หวัน ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย และเวียดนาม ห่างจากมณฑลไหหลำราว 330 กิโลเมตร หน่วยกู้ภัยช่วยเหลือชาวประมงไว้ได้ 14 คน ส่วนที่เหลือยังไม่รู้ชะตากรรม   ศูนย์พยากรณ์สภาพแวดล้อมทางทะเลแห่งชาติจีนประกาศว่า ไต้ฝุ่นจะทำให้เกิดฝนตกหนักในมณฑลกวางตุ้ง ไหหลำและกวางสี ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน ภาคใต้ของจีนเพิ่งถูกพายุอุซางิที่แปลว่ากระต่ายในภาษาญี่ปุ่นพัดถล่มจนมีผู้เสียชีวิต 25 ราย มีการอพยพประชาชน 226,000 คน บ้านเรือนพังเสียหายกว่า 7,000 หลัง ขณะที่ฮ่องกงต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก

ด้านสถานการณ์ในเวียดนาม รัฐบาลสั่งอพยพประชาชนในภาคกลางร่วม 80,000 คนโดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ย้ายไปอยู่ตามโรงเรียนและอาคารที่มีความแข็งแรง   สำนักพยากรณ์อากาศเวียดนามประกาศว่า ไต้ฝุ่นหวู่ติ๊บเป็นพายุลูกที่รุนแรงที่สุดที่พัดถล่มประเทศในฤดูกาลนี้ โดยคาดว่าจะมีกำลังลมถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ขณะที่กัมพูชามีฝนตกหนักและน้ำท่วมใหญ่เช่นกัน โดยน้ำจากแม่น้ำโขงทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ประชาชนต้องอพยพกว่า 9,000 ครอบครัวและพบผู้เสียชีวิตแล้วไม่ต่ำกว่า 30 ราย  ทางการเวียดนาม เร่งอพยพประชาชนออกจากในพื้นที่เสี่ยง ก่อนพายุไต้ฝุ่น"หวู่ติ๊บ"จะเคลื่อนตัวพัดถล่มชายฝั่งเวียดนามในคืนนี้ ขณะที่อิทธิพลของพายุ ได้ทำให้เรือประมงอย่างน้อย 3 ลำอับปางใกล้กับชายฝั่งทะเลจีนใต้ เป็นเหตุให้ลูกเรือสูญหาย 75 คน   รองนายกรัฐมนตรีเวียดนามสั่งอพยพประชาชนครั้งใหญ่ออกจากพื้นที่เสี่ยง ที่จะถูกพายุไต้ฝุ่น"หวู่ติ๊บ" พัดถล่ม ซึ่งคาดว่าจะพัดขึ้นฝั่งทางตอนกลางของเวียดนาม ในกลางดึกวันนี้ ด้วยความเร็วลม 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้านสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติเผยว่า ได้อพยพประชาชนกว่า 8,000 คนจากหมู่บ้านริมชายฝั่งเมืองกว๋าง จิ (Quang Tri) รวมไปถึงพื้นที่อื่นๆ อีกกว่า 35,000 คนไปอยู่ในที่ปลอดภัยไปแล้วเมื่อวานนี้ เพื่อเตรียมพร้อมความปลอดภัย และในวันนี้ ยังมีแผนจะอพยพประชาชนกว่า 140,000 คน ใน 4 จังหวัดทางตอนกลางด้วย พร้อมสั่งปิดโรงเรียน 5 แห่ง เพราะเกรงว่าอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น"หวู่ติ๊บ" จะทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน นอกจากนี้ยังสั่งให้เรือประมงกว่า 60,000 ลำงดออกจากฝั่งชั่วคราว หลังจากมีรายงานเรือประมง 3 ลำเกิดอับปางในทะเลจีนใต้ ตั้งแต่บ่ายวานนี้ ทำให้ลูกเรือสูญหาย 75 คน ทั้งนี้พายุไต้ฝุ่น "หวู่ติ๊บ" นับเป็นพายุไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุด ที่พัดถล่มเวียดนามในช่วงฤดูฝนปีนี้ แต่พายุไต้ฝุ่น ที่พัดถล่มเอเชียรุนแรงที่สุดในปีนี้ คือ พายุไต้ฝุ่น อุซางิ ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 33 คน ในฟิลิปปินส์และจีนเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา


ไนจีเรียนองเลือด! กบฏบุกยิงหอพักนศ.ตายเกลื่อน 40 กว่าศพ!

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มคนร้ายพร้อมด้วยอาวุธครบมือ ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่ม “โบโก-ฮาราม” บุกเข้าไปในหอพักนักศึกษาชายแห่งหนึ่งของวิทยาลัยการเกษตร ในรัฐโยเบ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย เมื่อเวลาประมาณ 1.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ก่อนที่จะก่อเหตุกราดยิงนักศึกษาที่กำลังนอนหลับ ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 50 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน ขณะที่เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่ายอดผู้เสียชีวิตน่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีก นอกจากนี้กลุ่มผู้ก่อเหตุยังได้วางเพลิงเผาห้องเรียนเรียนของวิทยาลัยแห่งนี้จนวอดวายเสียหายอีกด้วย กลุ่มโบโก ฮารามเป็นกลุ่มที่ต่อสู้ล้มล้างรัฐบาลไนจีเรียเพื่อสร้างรัฐอิสลามในไนจีเรีย โดยได้ปฏิเสธระบบการศึกษาแบบชาติตะวันตก และได้ก่อเหตุโจมตีในลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายต่อหลายครั้งด้วยกัน

เอเอฟพีรายงานเมื่อ 29 ก.ย. ว่า เกิดเหตุกลุ่มติดอาวุธโบโก ฮารามที่มีเป้าหมายสถาปนารัฐอิสลามสายเคร่งในไนจีเรีย บุกกราดยิงนักศึกษาในหอพักของวิทยาลัยเกษตรกรรมในเมืองกัจบา รัฐโยเบ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ห่างจากกรุงดามาตูรูราว 30 กิโลเมตร ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 รายแต่คาดว่าจะมากถึง 50 ราย เหตุรุนแรงเกิดขึ้นช่วงเช้าวันอาทิตย์ ขณะที่นักศึกษาส่วนใหญ่หลับอยู่ โฆษกกองทัพกล่าวว่า นอกจากกราดยิงหอพัก กลุ่มติดอาวุธยังจุดไฟเผาห้องเรียนด้วย โดยขณะเกิดเหตุมีนักศึกษาแตกตื่นวิ่งหนีตายราว 1,000 คน รายงานระบุว่ารัฐดังกล่าวเกิดเหตุโจมตีสถาบันการศึกษามาแล้วหลายครั้ง โดยทั้งหมดเป็นฝีมือของกลุ่มโบโก ฮารามที่สู้รบกับทางการมาตั้งแต่ปี 2552 เหตุการณ์ครั้งหลังสุดเกิดขึ้นเมื่อเดือนก.ค. กลุ่มติดอาวุธปาระเบิดและกราดยิงหอพักที่เมืองมามูโดกลางดึก มีผู้เสียชีวิต 42 ราย ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา นอกจากนี้กลุ่มดังกล่าวยังโจมตีโบสถ์ มัสยิด หนังสือพิมพ์ พรรคการเมืองและสำนักงานสหประชาชาติ มีผู้วิเคราะห์ว่าเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นพลเรือนที่ป้องกันตัวเองไม่ได้ ด้านประธานาธิบดีกู๊ดลัก โจนาธาน สั่งกวาดล้างกลุ่มดังกล่าวอย่างจริงจังเมื่อกลางเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อจากที่กลุ่มติดอาวุธอัล-ชาบับจากโซมาเลีย บุกยึดห้างสรรพสินค้าในกรุงไนโรบีของเคนยาเมื่อสัปดาห์ก่อน และสังหารตัวประกัน 62 ราย แต่ยังมีผู้สูญหายอีกราว 63 คน โดยระบุว่าเพื่อแก้แค้นที่เคนยาส่งทหารไปช่วยโซมาเลียรบกับกบฏ ซึ่งสะท้อนวิถีทางของกลุ่มมุสลิมสายเคร่งที่ก่อเหตุรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ


สภาคองเกรสสหรัฐล้มเหลวถกร่างงบประมาณไม่ทันเส้นตาย ฉุดประเทศเข้าสู่สภาวะชัตดาวน์ครั้งแรกในรอบ 17 ปี สหรัฐเข้าสู่สภาวะชัตดาวน์อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากที่สภาคองเกรสไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณได้ทันเที่ยงคืนวันที่ 1 ต.ค. ตามเวลาในสหรัฐ หรือราว 11.00 น.วันนี้ตามเวลาในไทย ทำให้หน่วยงานหลายแห่งที่ไม่เกี่ยวกับภารกิจสำคัญเร่งด่วนต้องประสบภาวะไม่สามารถเบิกงบใช้จ่าย และจ่ายเงินเดือนพนักงานได้ ทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์ให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศเตรียมรับมือกับภาวะชัตดาวน์ และเรียกร้องให้สภาคองเกรสเร่งเดินหน้าหาทางออกเพื่อผ่านร่างงบประมาณฉุกเฉินออกมาโดยเร็ว เพื่อยุติภาวะวิกฤตทางการคลังของประเทศ ด้านประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐ ได้แถลงผ่านทางสถานีโทรศัน์ช่องทหารบกเพื่อย้ำความมั่นใจให้กับกองทัพว่า กองกำลังสหรัฐจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติในช่วงภาวะชัตดาวน์ ทว่าเจ้าหน้าที่พลเรือนในกระทรวงกลาโหมอาจได้รับผลกระทบจากการเลื่อนจ่ายเงินเดือนออกไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าภาวะดังกล่าวจะกินเวลายาวนานเท่าใด

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

เอาไอ้ปลวกของแกคืนไป เอาป่าของเราคืนมา


ในเวลานี้ ถ้าใครในประเทศนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า เขา (รัฐบาลของไอ้ปลวก) จะเอาป่าผืนงามเหล่านี้ที่เหลืออยู่น้อยนิดในประเทศไทยของเราไปสร้างเป็นเขื่อนที่เรียกว่า "เขื่อนแม่วงก์" ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกได้มั๊ยว่าเป็นคนไทยที่ไม่ได้สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยเราเลย ท่านเหล่านั้นไปอยู่ไหนมา จะอ้างว่าเป็นเพราะสื่อสารมวลชน ทั้งฟรีทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุต่างๆ ไม่ได้เสนอข่าวเลย จริงๆ ก็เป็นเช่นนั้น แต่เรามีสื่ออื่นๆ อีกมากที่นำเสนออย่างเจาะลึก และมากพออยู่ เช่น ช่องเคเบิ้ลทีวีที่เป็นช่องข่าวที่ไม่ใช่เครือข่ายของรัฐบาล โซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ รวมถึงเว็บไซต์ที่มีเว็บบอร์ดกระทู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม แต่ถึงมันจะน้อยนิดเพียงใด แต่หากเป็นคนที่สนใจในปัญหาหรือเป็นผู้ที่มีความสนใจอยากจะทราบข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ คงไม่ยากเกินกำลังของผู้ที่สนใจหรอก ข่าวสารที่มีแพร่หลายทั่วไป ผู้เขียนคิดว่ามีมากพอให้หาได้ ดังนั้นประเด็นเรื่องที่ฟรีทีวีทุกช่องจะไม่เล่นประเด็นข่าวเรื่องนี้ ผู้เขียนคิดว่าพอจะเข้าใจได้อยู่ เพราะพวกเขาเหล่านั้นมีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่ เรื่องอะไรจะให้มีการทำสกู๊ปข่าวเพื่อวิเคราะห์เจาะลึก หรืออีกนัยนึงก็คือมาแฉโครงการของรัฐที่จ้องจะงาบกันอยู่  ไอ้บรรดาคนไทยที่ไม่ได้สนใจปัญหาของประเทศอะไรทั้งสิ้น ต่อให้ฟรีทีวีหรือสื่อต่างๆ จะประโคมข่าวอย่างไรให้เอิกเกริก มันก็ไม่สนใจอยู่ดี ดูอย่าง ประเด็นข่าวเรื่องโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลทำเสียหาย,โครงการรถคันแรก บ้านหลังแรกที่มีการคืนสิทธิ์ใบจองหรือยอมให้ยึดรถยึดบ้าน,ข่าวเรื่องน้ำท่วมเสียหายต่างๆ ที่รัฐบาลไม่ได้เตรียมการอะไรไว้เลยผ่านมาเกือบ 2 ปี ,ปัญหาเศรษฐกิจข้าวของแพงที่เกิดจากการขึ้นราคาพลังงานต่างๆ และเกิดจากผลักขึ้นของค่าแรง,ค่าครองชีพ ,ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ จนเกษตรกรต้องออกมาประท้วง ,ปัญหาความไม่สงบใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย ก็ไม่เห็นคนไทยโดยส่วนใหญ่จะออกมาตีโพยตีพายอะไรเลย ยังคงเป็นพวก "ไทยเฉย"

ประเด็นคือประเทศนี้มันมีปัญหาอยู่เพียงแค่เรื่องการจะสร้างเขื่อนอย่างเดียวหรือไม่ ตอบได้เลยว่า มันมีปัญหาเยอะแยะเต็มไปหมด เปรียบเสมือน สุนัขที่เป็นโรคสุนัขขี้เรื้อนนั่นแหละ แตะไปตรงจุดใดก็มีแต่แผล เชื้อโรค อันน่ารังเกียจแทบทั้งสิ้น เราจึงต้องมามองกันที่ปัญหาภาพรวมมากกว่า ว่าต้นตอมันอยู่ที่ไหน แล้วแก้ที่ต้นตอหรือสาเหตุนั้น อย่าได้หลงไปตามวาระที่นักการเมืองเหล่านี้คอยเบี่ยงประเด็นให้สังคมต้องคอยเต้นตาม จำได้ว่าตอนที่มีการแฉเรื่องคลิปลับถั่งเช่า ก็ถูกประเด็นเรื่องเจนนี่ชนม์สวัสดิ์มากลบเสียสนิท สื่อทั้งหลายถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเบี่ยงประเด็นให้สังคมพากันสนใจไปอีกทาง พอมางวดนี้รัฐบาลมันกำลังจะผ่านวาระ 3 เรื่องแก้รัฐธรรมนุญประเด็นที่มาของ ส.ว.ก็มาถูกกลบด้วยประเด็นข่าวการจะสร้างเขื่อนแม่วงก์ที่งวดนี้บรรดาโซเชียลมีเดียกำลังตกเป็นเหยื่อของการโยนประเด็นนี้มาเพื่อกลบข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญจนมันผ่านไปเรียบร้อยแล้ว รอชงให้นายกฯทูลเกล้าถวาย ไปถึงขั้นตอนนั้นแล้ว ดังนั้น ปัญหาเกือบทุกปัญหาในประเทศนี้มันจึงอยู่ที่นักการเมือง ที่ไม่มีคุณภาพ ไม่มีสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมือง เข้ามาเพื่อคอรัปชั่น แย่งชิงผลประโยชน์ ขาดจิตสำนึกที่เห็นประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ จะไม่บอกว่าปัญหาเกิดจากระบอบทักษิณแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบการเมืองไทยทั้งระบบ ระบบข้าราชการ ระบบพ่อค้านายทุนเอกชนของประเทศนี้ ถ้าทุกคนไม่เห็นแก่ตัว ประเทศนี้ก็จะมีรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุจริตเชิงนโยบายต่างๆ  การที่ภาคเอกชนที่นำโดยนักธุรกิจชั้นนำจัดตั้งองค์กรขึ้นมาแล้วทำท่าขึงขังว่าจะต้านการคอรัปชั่นนั้น ผู้เขียนคิดว่าพวกนั้นทำเหมือนแค่มาพีอาร์ตนเอง สร้างภาพ ทำกิจกรรมเพียงแค่ผิวๆ ไม่กล้าที่จะสร้างเครือข่ายและมีปฏิกิริยาที่จะต่อต้านอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ จังๆ ถามว่าพวกเขาไม่รู้หรือว่าใครคือตัวพ่อตัวแม่ของปัญหาการคอรัปชั่นในประเทศนี้ หรือในรัฐบาล เหตุใดเขาถึงไม่กล้าออกมาเดินหน้าชนอย่างเป็นทางการ และต้องทำจริงๆ จังๆ อย่างต่อเนื่องจึงจะได้ผล วาระแห่งชาติจริงๆ ของประเทศนี้ก็คือกำจัดนักการเมืองออกไปจากสารบบของการเมืองไทยไปเลย เราต้องการนักบริหารที่เป็นผู้บริหารมืออาชีพ คัดเลือกมาจากทุกสาขาอาชีพ ผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวคิดของสภาประชาชนที่ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะปฏิรูประบบการเมืองไทย โดยที่ผู้บริหารประเทศที่เข้ามาทำงานการเมืองมีวาระเบื้องต้นแค่ 1 ปี ต้องมีการทำ KPI's ประเมินผลงานทุกๆ ปี ถ้าปีแรกผ่านเกณฑ์ ทำงานดี มีผลงาน ก็จ้างต่อเป็นปีๆ ไป พวกมือสมัครเล่นหมดสิทธิ์เข้ามาทำงานการเมือง ส่วนการศึกษาไม่สำคัญ คุณอาจจบแค่ ป.4,ม.6 หรือปริญญาตรี โท อะไรไม่สำคัญถ้าทำงานแล้วเข้าตาประชาชน มีผลงานก็ได้ไปต่อ ถ้าไม่ดีไม่ผ่านก็เปลี่ยนตัว สมาคมหรือสถาบันองค์กรของสาขาอาชีพนั้นจะเป็นผู้คัดเลือกหาคนที่ดีที่สุด เจ๋งที่สุดเข้ามาเป็นผู้แทนของเขา ส่วนพวกนักการเมืองอาชีพยังให้มีอยู่ในระบบแต่เหลือเพียงสัดส่วนแค่ 10% ของทั้งสภา เช่นถ้าสภามี 500 คน พวกนักการเมืองอาชีพที่มาจากการคัดสรรจากพรรคการเมือง (เลือกตั้งทางอ้อม) ขอมีได้แค่ 50 คน เลิกระบบการเลือกตั้งทางตรงโดยให้ประชาชนไปกากบาทที่คูหาไปเสีย (เพื่อขจัดการซื้อเสียง) อีกทั้งคนที่มาจากสาขาอาชีพนักการเมือง ต้องวางหลักทรัพย์หรือเงินสดค้ำประกันการเล่นการเมือง เสมือนคนที่จะเข้าทำงานในบริษัทเอกชนทั่วไปเขาทำกัน ถ้าไม่มีการโกงหรือทุจริต เมื่อพ้นจากตำแหน่งไปแล้วเงินค้ำประกันนี้ก็จะได้คืน เงินค้ำประกันนี้จะต้องวางเป็นอัตราส่วน 20% ของบัญชีฐานะการเงินของนักการเมืองคนนั้น เช่น ถ้าแจ้งฐานะการเงินบัญชีทรัพย์สินส่วนตัว ต่อ ป.ป.ช. ว่ามีทรัพย์สินเท่าไหร่ ก็ต้องวางหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือเงินสดเป็นจำนวน 20%ของบัญชีทรัพย์สินนั้น เช่น ถ้า นาย ก.แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ว่าตนเองมีเงินรวมกับทรัพย์สินเป็นเงิน 600 ล้านบาท ก็ต้องวางหลักทรัพย์ค้ำประกันการเข้าสู่อาชีพนักการเมือง 120 ล้านบาท (ทั้งนี้รวมถึงบัญชีของภรรยา/สามีและบุตรของนักการเมืองคนนั้นด้วย เพื่อป้องกันการผ่องถ่ายทรัพย์สิน) ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วบรรดาพวกนักการเมืองอาชีพอาจจะโอดครวญว่าแล้วใครมันจะอยากมาเล่นการเมืองหล่ะนี่ ก็ขอบอกว่าถ้าไม่เล่นก็ดี ให้มันสูญพันธุ์ไปเลยได้ก็ดี เพราะนักการเมืองที่ไหนในโลกนี้ ถ้าจะเข้ามาก็ต้องรู้จักคำว่าเสียสละกันบ้าง เป็นบริบทเดียวกับนักการเมืองทั่วโลกทั้งนั้น ถ้าจะเข้ามาเพื่อหาประโยชน์ให้พวกพ้องตนเองหล่ะอย่ามาเลย การเสียสละเพียงแค่นี้ผู้เขียนคิดว่ามันยังน้อยไปด้วยซ้ำ เพราะประเทศนี้ไม่เหลืออะไรให้พวกแกมารุมทึ้งกันอีกแล้ว อีกทั้งควรมีการแก้กฏหมายให้มีศาลคอรัปชั่น (ไม่ใช่ไปแก้รัฐธรรมนูญในข้อที่พวกแกได้ประโยชน์กัน พอสำเร็จความใคร่และสมประโยชน์กันแล้วก็เตรียมจะเผ่นแนบไปอยู่ต่างประเทศกัน) ที่จะสามารถเล่นงานย้อนหลังนักการเมืองที่เข้ามาทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งจะเป็นคดีที่ไม่มีอายุความ และสามารถตามไปยึดทรัพย์ย้อนหลังได้ หากภายหลังพ้นอำนาจไป และตามสืบจนมีหลักฐานเอาผิด และสามารถยึดทรัพย์ได้ทั้งหมดแม้ว่ามีการผ่องถ่ายไปอยู่กับผู้ใดก็ตาม รวมถึงขอความร่วมมือไปถึงต่างประเทศเพือขออายัดทรัพย์ในต่างแดนด้วย หากมีหลักฐานส่งไปขอความร่วมมือกับรัฐบาลประเทศนั้นๆ จะแก้ปัญหาพวกนักเลือกตั้งหรืออาชญากรทางการเมืองทั้งหลายที่เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อหวังโกงกินสร้างฐานะตนเองให้ร่ำรวยได้ อย่างน้อยก็ระดับนึง ไม่ทำให้ประเทศล่มสลายเหลือแต่ซากเหมือนอย่างในปัจจุบัน ลูกหลานไทยในยุคต่อไปจะได้เหลือสมบัติ หรือความมั่งคั่งที่คนรุ่นบรรพบุรุษของเขาสร้างเก็บเอาไว้เป็นมรดกตกทอดไว้บ้าง ไม่ใช่มีแต่กองมรดกที่อยู่ในรูปของหนี้สาธารณะ ที่บรรดาลูกหลานจะต้องมีภาระผ่อนใช้หนี้กันหัวโตไปถึงชาติหน้า หรืออีกหลายชาติก็ยังใช้ไม่หมด โดยที่ตนเองไม่ได้ก่อไว้

ข้อมูลของอุทยาทแห่งชาติแม่วงก์ โดยสังเขป

อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอปางศิลาทอง จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอแม่วงก์ และกิ่งอำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธาร ตามเทือกเขาสูงชันก่อกำเนิดเป็นน้ำตกที่สวยงาม 4-5 แห่ง ทั้งเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ที่สำคัญของจังหวัดนครสวรรค์ นอกจากนี้ยังมีแก่งหินทำให้เกิดน้ำตกเล็กๆ ตามแก่งหินนี้ ตลอดจนมีหน้าผาที่สวยงามตามธรรมชาติ มีเนื้อที่ประมาณ 558.750 ไร่ หรือ 894 ตารางกิโลเมตร ด้วย นายสวัสดิ์ คำประกอบ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีหนังสือจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่ นร 0104/9871 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2526 ถึงปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เถลิง ธำรงนาวาสวัสดิ์) ขอให้จัดพื้นที่ป่าแม่วงก์-แม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ซึ่งมีสภาพธรรมชาติและน้ำตกที่สวยงามหลายแห่ง สภาพป่าอุดมสมบูรณ์และเป็นป่าต้นน้ำลำธาร กำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ จึงได้มีคำสั่งกรมป่าไม้ที่ 1290/2526 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2526 ให้นายชัยณรงค์ จันทรศาลทูล นักวิชาการป่าไม้ 4 ไปดำเนินการสำรวจหาข้อมูล ปรากฏว่า พื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงเป็นต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตกแม่กระสาหรือแม่กี ซึ่งสูงประมาณ 200 เมตร และหน้าผาต่างๆ สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิด เหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ ตามหนังสือรายงานผลการสำรวจ ที่ กษ 0713/พิเศษ ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2526  กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ ได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ซึ่งมีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2528 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2528 เห็นชอบให้กำหนดพื้นที่ดังกล่าวเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าคลองขลุงและป่าคลองแม่วงก์ในท้องที่ตำบลปางตาไว อำเภอคลองขลุง (ปัจจุบันเป็นอำเภอปางศิลาทอง) จังหวัดกำแพงเพชร และป่าแม่วงก์–แม่เปิน ในท้องที่ตำบลแม่เลย์ และตำบลห้วยน้ำหอม อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ (ปัจจุบันเป็นตำบลแม่เลย์ อำเภอแม่วงก์ และตำบลแม่เปิน กิ่งอำเภอแม่เปิน) เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 104 ตอนที่ 183 ลงวันที่ 14 กันยายน 2530 เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 55 ของประเทศ

ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนเรียงรายกันอยู่ตามเทือกเขาถนนธงชัยลดหลั่นลงมาจนถึงพื้นราบ ประมาณ 40-50 ลูก ยอดที่สูงที่สุดคือ “ยอดเขาโมโกจู” สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,964 เมตร เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารต้นกำเนิดของลำน้ำแม่วงก์ ส่วนพื้นที่ราบมีไม่มาก ส่วนใหญ่อยู่บริเวณริมแม่น้ำ และเป็นแหล่งแร่ธาตุสำคัญ เช่น แร่ไมก้า

ลักษณะภูมิอากาศ
สภาพภูมิอากาศของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ในช่วงฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน - เดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วงที่เหมาะแก่การไปท่องเที่ยวมากที่สุด เพราะอากาศค่อนข้างหนาวเย็น อันเนื่องมาจากลิ่มความกดอากาศสูงมาจากประเทศจีนแผ่ลงมาทางตอนใต้เข้าสู่ประเทศไทยตอนบนและปกคลุมทั่วประเทศ ลมที่พัดสู่ประเทศไทยในฤดูนี้คือ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนช่วงฤดูร้อนเริ่มต้นจากเดือนมีนาคม - เดือนพฤษภาคม อากาศค่อนข้างร้อนจัดและมีฝนตกน้อย ทำให้สังคมพืชป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณผลัดใบ สำหรับฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน - เดือนตุลาคม มีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ย 1,100 มิลลิเมตรต่อปี

พืชพรรณและสัตว์ป่า
สภาพป่าทั่วไปของอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ประกอบด้วย

ป่าเบญจพรรณ จะอยู่บริเวณที่ราบริมฝั่งห้วยและภูเขาที่ไม่สูงนัก พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ สัก เสลา ชิงชัน กระบก กระพี้เขาควาย มะค่าโมง งิ้วป่า ประดู่ป่า กาสามปีก ติ้ว ฯลฯ มีไผ่ชนิดต่างๆขึ้นอยู่หลายชนิด เช่น ไผ่ป่า ไผ่ไร่ ไผ่ซางนวล ไผ่รวก พืชพื้นล่าง เช่น หนามเค็ด ส้มเสี้ยว หนามคนฑา เป็นต้น

ป่าเต็งรัง ขึ้นอยู่สลับกับป่าเบญจพรรณ พบในช่วงระดับความสูงตั้งแต่ 100-1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ เต็ง รัง เหียง พลวง กราด มะเกิ้ม ประดู่ มะม่วงป่า มะค่าแต้ พะยอม มะขามป้อม สมอไทย ฯลฯ พืชพื้นล่างที่พบ เช่น ไผ่เพ็ก และปรง เป็นต้น

ป่าดิบเขา พบขึ้นอยู่ในบริเวณที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,300-1,500 เมตร พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ ก่อใบเลื่อม ก่อเดือย ก่อลิ้น ก่อแอบ ทะโล้ จำปาป่า กะเพราต้น หนอนขี้ควาย กำลังเสือโคร่ง ดำดง กล้วยฤาษี และมะนาวควาย เป็นต้น

ป่าดิบแล้ง ประกอบด้วย ยางแดง ยางนา กระบาก ตะเคียนหิน ปออีเก้ง สมพง กัดลิ้น มะหาด พลอง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีไม้พุ่มและพืชพื้นล่างต่างๆ ที่ทนร่มอีกมากมายหลายชนิด เช่น เข็มขาว หนามคนฑา ว่าน พืชหัวต่างๆ อีกทั้งกล้วยไม้ต่างๆ อีกมากมาย

ทุ่งหญ้า พบกระจัดกระจายไปตามป่าประเภทต่างๆ ที่มีอยู่ เกิดจากการทำลายป่าของชาวเขาเผ่าต่างๆ ที่เคยอยู่อาศัยในพื้นที่ สังคมพืชที่ขึ้นทดแทนในพื้นที่ได้แก่ หญ้าคา หญ้านิ้วหนู เลา สาบเสือ พง แขมหลวง มะเดื่อ ไมยราบเครือ ไมยราบต้น ลำพูป่า หว้า ติ้วแดง งิ้วป่า มะเดื่อหอม เป็นต้น

เนื่องจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์มีอาณาเขตติดต่อกับป่าของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งสัตว์สามารถใช้เส้นทางเดินติดต่อกันได้ ได้แก่ สมเสร็จ เลียงผา กระทิง ช้างป่า เสือโคร่ง เสือดาว หมีควาย หมีหมา ชะนีธรรมดา ค่างหงอก ลิงกัง อ้นเล็ก กระรอกบินเล็กแกมขาว ค้างคาวปากย่น ไก่ป่า เหยี่ยวรุ้ง นกแว่นสีเทา นกกก นกเงือกกรามช้าง นกปรอดเหลืองหัวจุก นกเขาใหญ่ นกกะเต็นอกขาว นกจาบคาเคราน้ำเงิน นกแซงแซวสีเทา เต่าหก เต่าเหลือง เหี้ย ตะกวด งูเห่า งูแมวเซา ฯลฯ



กรณีรายการคนค้นตน เทปการเดินต้านเขื่อนแม่วงก์ของ นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ที่ต้องออกอากาศ เมื่อวันเสาร์ที่ 28 ก.ย. เวลา 14.00 น. ที่ผ่านมา ถูกกองเซ็นเซอร์ช่อง 9 สั่งงดออกอากาศกะทันหัน โดยให้เหตุผลว่า เรื่องนี้ไม่มีความสมดุลของทั้งสองฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน นั้น
(อ่านประกอบ:"ทีวีบูรพา" ปล่อยเทปคนค้นตน "อ.ศศิน" ผ่านยูทูปหลังถูกช่อง 9 "เซนเซอร์")

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา นายสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ หรือ “เช็ค” ผู้บริหารบริษัททีวีบูรพา จำกัด ผู้ผลิตรายการคนค้นตน ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายสุทธิพงษ์ได้เปิดใจกับสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org โดยละเอียดหลายประเด็น อาทิ เนื้อหาส่วนที่กองเซ็นเซอร์ต้องการให้ปรับ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่นอกเหนือจากข่าวที่เผยแพร่ออกมาว่าต้องการให้นำเสนอข้อมูล 2 ด้าน รวมถึงประเด็นเรื่องมาตรฐานของการเซ็นเซอร์ว่าอยู่ตรงไหนแน่ และการคุกคามสื่อที่นายสุทธิพงษ์ย้ำว่าสื่อต้องกล้าที่จะยืนหยัด ไม่ตกอยู่ภายใต้อคติความหวาดกลัว อุปาทาน และคิดเองเออเอง   “ผมไม่ได้เป็นคนที่คุยกับเจ้าหน้าที่ของช่องด้วยตัวเอง คนที่คุยคือคุณประสาน ( อิงคนันท์ ) ซึ่งในตอนนั้น คุณประสานยังยุ่งอยู่กับการประกวดคนค้นฅนอวอร์ดที่นครศรีรรมราช คุณประสานก็โทรมาเล่าให้ผมฟังทางโทรศัพท์ว่ามีเจ้าหน้าที่จากทางช่องขอให้มีการปรับ โดยมีรายละเอียดอยู่ใน 2 ช่วง คือ ขอให้ถ่ายเปิดรายการใหม่ ซึ่งผมก็ไม่ได้คุยกับคุณประสานมากกว่านี้ในตอนนั้น แล้วตอนที่เจ้าหน้าที่โทรหาคุณประสานก็เป็นเวลาบ่าย 3 โมงของวันศุกร์ ซึ่งรายการจะออกอากาศในวันเสาร์แล้ว ก็ไม่ทันแน่นอน"
"ส่วนจุดที่ถูกแก้ มีอยู่ 2 จุด คือ 1. ในเนื้อหาจะมีเหตุการณ์ที่คุณศศินเดินผ่าน อ. ลาดยาว เป็นเวลาค่ำ ไม่สามารถที่จะนอนพักที่นี่ได้ คุณศศินก็ไปนอนพักที่อื่นแล้วตอนเช้าจึงกลับมาเริ่มเดินต่อจากจุดเดิม เพราะมีความกังวลเรื่องความไม่ปลอดภัย คุณศศินบอกในทำนองว่า“มีแรงกดดัน เขาไม่อนุญาตให้เดิน”
“อีกจุดหนึ่ง เป็นตอนที่คุณศศิพูดถึงบรรยากาศของบ้านเมือง ว่าตอนนี้มันเหมือนกับช่วง 14 ตุลาคม 2516 กับ 6 ตุลาคม 2519 มันเป็นบรรยากาศที่ใครจะออกมาแสดงความคิดที่เห็นต่างแล้วจะมีความกังวล หวาดกลัว นี่เป็นจุดที่เขาอยากให้ปรับ แล้วนอกจากนี้ผมก็ไปถ่ายผู้เปิดรายการใหม่ แต่ก็โดนเซ็นเซอร์”  เมื่อถูกช่อง 9 เซ็นเซอร์ นายสุทธิพงษ์ อธิบายความรู้สึกว่าการที่เทปไม่ได้ออกอากาศ ตนในฐานะคนที่เซ็นสัญญากับช่องแล้ว และทำงานมา 10 กว่าปี ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ทุกครั้งที่ผ่านมาถ้าพูดถึงแก่นแท้เรื่องความรู้สึกที่แท้จริงตนก็ไม่ได้เห็นด้วยกับที่ฝ่ายเซ็นเซอร์เขาให้เหตุผลมาในครั้งนี้ แต่ที่ผ่านมาบางอันตนก็เห็นด้วย หรือแม้บางครั้งตนไม่เห็นด้วยแต่ก็เคารพในกติกา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเห็นอย่างไรต่อกรณีที่นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ กรรมการและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท.จำกัด มหาชน ชี้แจงว่าเป็นเพราะฝ่ายเซ็นเซอร์ต้องการให้มีข้อมูลที่เห็นต่างนำเสนอด้วยนั้น นายสุทธิพงษ์ตอบว่า
“โดยรูปแบบรายการคนค้นฅน ตอนที่เราทำ TOR เซ็นสัญญากันกับทางช่องมีการระบุไว้อย่างละเอียด เราบอกไว้ชัดว่ามันไม่ใช่รายการที่จะมีการนำเสนอความเห็นต่าง หากจะมีก็สามารถทำได้ในครั้งต่อมา ถ้าจะให้เราทำความเห็นต่างอีกครั้งก็ได้ แต่การจะให้นำเสนอในครั้งเดียวกัน ก็ แหม เขาไม่เข้าใจรายการและรูปแบบรายการ”  เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะร้องเรียนต่อผู้บริหารช่อง 9 หรือไม่ นายสุทธิพงษ์กล่าวว่าตนไม่ติดใจประเด็นนี้   “สำหรับผม ผมอยากให้แยกรายการคนค้นฅน นายสุทธิพงษ์ และนายประสานออกจากกันก่อนนะครับ คือเมื่อมีการระงับ ในเจตนาที่แท้จริงของผม ผมเอนเอียงมาทางคุณศศิน แต่ผมก็ยังเชื่อว่าในความเป็นจริง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง กับรัฐบาล หรือรัฐมนตรีคนใดและผมจะไม่พยายามทำให้การตั้งป้อม ทำให้เราละเลยความเป็นจริง ผมเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดขึ้นมาจากความกังวล หรือความกลัวของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะเป็นใครผมก็ไม่รู้ แต่จากการประมวลตามที่ท่าน ผอ. ใหญ่พูด ผู้ใหญ่ในช่องไม่รู้เรื่องนี้ ผมก็เข้าใจเจ้าหน้าที่กองเซ็นเซอร์เขานะ หากเปรียบกับคุณศศิน คุณศศินเองก็ยอมรับกับผมว่าเขากลัว แต่เขาก็ต้องทำ เพราะมันเป็นหน้าที่ของเขา ส่วนคนเซ็นเซอร์เขาก็ทำไปตามหน้าที่ของเขา แต่การทำหน้าที่ของคุณศศินมีแต่คนแซ่ร้องสรรเสริญ”  นอกจากนี้ นายสุทธิพงษ์เปิดใจด้วยว่า ทีมงานคนค้นฅนและฅ คน แม็กกาซีน ติดตามไปทำข่าวนายศศิน ตั้งแต่วันที่ สองที่เริ่มเดิน วันแรกเราเตรียมตัวกันอยู่ เลยไปไม่ทันแต่การที่เราไปยังไม่มีสื่อไหน ไม่ว่ากระแสหลัก หรือว่ากระแสรอง ติดตามทำข่าวนี้ เราเป็นสื่อแรกที่ไป แต่พอใกล้จะออกอากาศคุณศศินก็ออกอากาศสื่อต่างๆ แทบทุกที่ แม้กระทั่งวอยซ์ทีวี แล้วส่วนใหญ่ คุณศศินก็ไปฝ่ายเดียว แต่ก็มีการเซ็นเซอร์คนค้นฅนในเรื่องนี้   เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าท้อไหม ที่หลังจากเกิดเรื่องข้าว ก็มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอีก นายสุทธิพงษ์ตอบว่า “ผมไม่ท้อ ตรงกันข้าม ยิ่งยืนหยัด ผมไม่ได้ห่วงรายการ ไม่ได้ห่วงนายสุทธิพงษ์ แต่ห่วงการตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว อุปาทาน ความวิตกกังวล สิ่งนี้ต่างหากมันทำให้สื่อฯจำนวนมาก ไปสะกดจิตตัวเองว่ารัฐบาลจะปิดบังอะไรเราแน่ ทั้งๆ ที่บางทีเขาอาจจะไม่ได้ทำอะไร เพราะฉะนั้น ความไม่กล้าหาญของสื่อฯ เอง จะไปโทษผู้อื่นก็ไม่ถูกนัก”
ส่วนการถูกเซ็นเซอร์ นายสุทธิพงษ์กล่าวว่าพยายามไม่ไปค้นหาความจริง ผู้ที่ทำอาจจะปรารถนาดีต่อทุกฝ่ายและตนหวังว่าเหตุการณ์นี้ไม่ควรนำไปสู่การมีอคติ ไม่ควรมีการด่าทอกันอย่างหยาบคาย แต่ควรจะทำให้ทุกคนสามารถพูดและแสดงออกอย่างมีวุฒิภาวะ   เมื่อผู้สื่อข่าวถามอีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการปิดกั้นข่าวสารหรือคุกคามสื่อหรือไม่ นายสุทธิพงษ์ตอบว่า “นักข่าว Thai PBS ถามผมแบบนี้ ผมตอบเขาด้วยการเอาเทปมาปิดปาก ปิดตา ปิดหู แต่คำตอบนั้น มันเป็นคำตอบที่เป็นแค่ความรู้สึกต่อ “ภาวะการณ์” ไม่ใช่ตัวบุคคล มันไม่ใช่การกล่าวหาใคร แต่เรากำลังตกอยู่ในภาวะการณ์เช่นนั้น ไม่ใช่ผลผลิตจากใครคนใดคนหนึ่ง และผมหวังอย่างยิ่งว่าจากเหตุการณ์นี้ เราจะใช้อคติไม่ได้ เราจะหวาดกลัวไม่ได้ เราจะคิดเองเออเองไม่ได้ ในความเป็นจริงมันอาจเป็นสิ่งที่ผู้น้อยคิดแทนผู้ใหญ่”   นอกจากนี้นายสุทธิพงษ์กล่าวถึงการเซ็นเซอร์ด้วยว่าตนตั้งข้อสังเกตุถึงการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และเห็นว่า เรื่องนี้ควรทบทวนกันอย่างจริงจังว่ามาตรฐานอยู่ตรงไหน
“มันเป็นวิจารณญาณและเป็นวิจารณญาณของแต่ละบุคคล แต่ละเสียง แต่ละช่อง มันไม่มีมาตรฐานในการเซ็นเซอร์ทั้งที่มันควรจะมีมาตรฐาน เมื่อมันเป็นเรื่องของความเห็น มีบริบทต่างกัน ทัศนะคติต่างกัน ความกังวลต่างกัน ดังนั้น อะไรคือมาตรฐาน นี่เป็นเรื่องที่ต้องถามไปถึง กสทช.”  สำหรับเหตุการณืที่เกิดขึ้น นายสุทธิพงษ์กล่าวอีกว่าตนไม่แน่ใจว่ากองเซ็นเซอร์มีอำนาจสั่งระงับหรือไม่  “แต่ผมเชื่อว่ามันต้องมีเจตนา แม้เขาบอกไม่ได้ห้าม แต่เงื่อนไขที่เขามีตามมานั้นมันเป็นยังไง แต่ที่เราเห็นได้ชัดจากเรื่องนี้ก็คือการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันนี้ยิ่งทำได้ยาก หากทำอะไรที่ขัดสามัญสำนึก ขัดกับความถูกต้องชอบธรรม ผมว่ามันยิ่งเป็นการเชิญแขก เรื่องนี้ถ้าคิดให้ดีแล้ว คนที่เขาคิดเป็น เข้าใจและรอบคอบ เขาก็คงไม่เห็นว่าเนื้อหาที่นำเสนอมันมีจุดใดที่ต้องกังวล เพราะสิ่งที่รายการเราถ่ายทอดออกไปคือความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ในแง่ของคนต้นเรื่องที่เรานำเสนอในเรื่องของความกล้าหาญ”  นอกจากนี้นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า การนำเสนอผ่านยูทูปไม่ได้ทำไปเพื่อเป็นการประชดประชันใคร แต่คือสิ่งที่ยืนยันว่า “ในเนื้อหา 2 ส่วนที่เขากังวล เมื่อเผยแพร่ออกไปก็ไม่มีใครที่ดูแล้วจะหยิบมาเป็นประเด็นอะไร เมื่อเผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว คนที่ได้ดูก็เข้าใจในสาระสำคัญที่เราต้องการนำเสนอ” นายสุทธิพงษ์ระบุ

ล่าสุดในช่วงเวลา 19.00 น. วันที่ 30 กันยายน สำนักข่าวไทย รายงานว่า เทปรายการ "คนค้นฅน" เรื่องเขื่อนแม่วงก์ ไม่ได้ออกอากาศเสาร์ที่แล้ว จะนำมาออกอากาศวันที่ 12 ตุลาคมนี้ หลังบริษัทแก้ไขเนื้อหาบางส่วนให้มีข้อมูลทั้ง 2 ด้านแล้ว

 
 

 




วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

โลก 360 องศา - (พบเกาะใหม่ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ปากีสถาน,กลุ่มติดอาวุธยึดห้างและสังหารตัวประกันที่เคนย่า,ป๋อซีไหลถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต)


หน่วยกู้ภัยของปากีสถานเมื่อวันพุธ (25ก.ย.) ระดมกำลังช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหวใหญ่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งยอดผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นเป็นอย่างน้อย 327 คนแล้ว และบ้านที่สร้างจากดินหลายพันหลังพังพินาศ ฤทธิ์เดชของแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 ซึ่งเกิดขึ้นในตอนบ่ายวันอังคาร (24) ครั้งนี้ ยังทำให้เกิดเกาะขนาดย่อมๆ แห่งหนึ่งผุดขึ้นกลางทะเล บริเวณใกล้ชายฝั่งทางใต้ของปากีสถาน ธรณีพิโรธอันรุนแรงคราวนี้ เกิดขึ้นในเขตวารันของแคว้นบาลูจิสถาน ซึ่งเป็นพื้นที่ทุรกันดารและมีขนาดกว้างใหญ่ทว่าประชากรเบาบาง อับดุล ราชีด โกกาไซ รองข้าหลวงปกครองของเขตวารัน แจ้งกับสำนักข่าวรอยเตอร์ตอนเย็นวันพุธว่า ได้พบผู้เสียชีวิตในวารันแล้ว 285 ศพ นอกจากนั้นยังพบอีก 42 ศพในเขตเคช ซึ่งอยู่ติดๆ กัน ขณะที่องค์การบริหารจัดการภัยพิบัติแคว้นบาลูจิสถาน และห้องควบคุมการรับมือแผ่นดินไหวของรัฐบาลแคว้นบาลูจิสถาน แถลงว่า มีผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแน่นอนแล้วจำนวนอย่างน้อยที่สุด 271 ราย และผู้บาดเจ็บมีจำนวนมากกว่า 440 คน

ข้อมูลตัวเลขที่แตกต่างกันเช่นนี้น่าจะเกิดจากปัญหาในการติดต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ห่างไกล กระนั้นก็ตาม ทุกๆ ฝ่ายต่างคาดการณ์ตรงกันว่า ยอดผู้เสียชีวิตน่าจะพุ่งสูงขึ้นไปอีกเมื่อหน่วยกู้ภัยสามารถเข้าถึงหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่ห่างไกล จัน มูฮัมหมัด บูเลดี โฆษกรัฐบาลบาลูจิสถานระบุว่า เขตทั้ง 6 ในแคว้น ได้แก่ อวารัน เคช กวาดาร์ ปันจกูร์ ชากี และคุซดาร์ ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่นี้ และประชากรซึ่งเดือดร้อนรวมกันแล้วมีกว่า 300,000 คน

(25 ก.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเกตต้า ประเทศปากีสถาน ว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในทางตะวันตกเฉียงใต้ของปากีสถานเมื่อวันอังคาร กว่า 7.7 ริกเตอร์ ที่เมืองกุซดาร์ (Khuzdar) ทางตะวันตกเฉียงใต้ ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 46 คนแล้ว และบาดเจ็บอีกกว่า 100 คน ทางการได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่และส่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยกว่า 200 นาย เข้าค้นหาและช่วยเหลือผู้ได้รับความเดือดร้อนแล้ว ซึ่งมีการประเมินว่าอาจมีความเสียหายเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากบ้านเรือนส่วนใหญ่สร้างด้วยดิน จึงเสี่ยงพังถล่มได้ง่าย ซึ่งศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งนี้ อยู่ในเขตอวารานของจังหวัดบาลูชิสถานแต่จากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ การสั่นสะเทือนทำให้เกิดเกาะแห่งใหม่ในทะเล นายตูฟาอิล บาลุช เจ้าหน้าที่ปากีสถานบอกว่า เกาะใหม่นี้ผุดขึ้นมา หลังเกิดแผ่นดินไหวใกล้ชายฝั่งเขตกวาดาร์ มีความสูง 100 ฟุตและกว้าง 200 ฟุต อย่างไรก็ตาม นายบาลุช กล่าวว่า เคยมีเกาะที่คล้ายกันผุดขึ้นมากลางทะเลในบริเวณเดียวกันนี้เมื่อ 60 ปีก่อน แต่แล้ววันหนึ่งเกาะดังกล่าวก็ได้หายไป อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญได้ตรียมเข้าตรวจสอบพื้นที่แล้ว



23 ก.ย. 56 ทางการเคนยา ใกล้จะยุติการบุกยึดศูนย์การค้าหรูในกรุงไนโรบีที่ล่วงเข้าสู่วันที่ 3 ได้แล้ว หลังจากคนร้ายซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชื่อ โซมาลี อัล ชาบั๊บ สังหารผู้บริสุทธิ์ไป 68 คน บาดเจ็บ 175 คน และเชื่อว่า ยังมีตัวประกันหลงเหลืออยู่ประมาณ 10 คน กองทัพเคนยา ได้ประกาศผ่านทางทวิตเตอร์ว่า ยังอยู่ระหว่างใช้ความพยายามทั้งหมดเพื่อให้สถานการณ์สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ตัวประกันส่วนใหญ่ได้รับการช่วยเหลือ และกองกำลังรักษาความมั่นคงได้เข้ายึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของตัวอาคารไว้แล้ว // ก่อนหน้านี้ ตำรวจได้ทวีตข้อความว่าปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ของกองกำลังรักษาความมั่นคงกำลังดำเนินอยู่ หลังจากกลุ่มติดอาวุธ อัล ชาบั๊บ ที่เชื่อว่า มีจำนวนระหว่าง 10-15 คน บุกเข้าไปในศูนย์การค้า สาดกระสุนใส่ผู้คนจนเกิดความโกลาหล สำนักข่าว CNN รายงานอ้างแหล่งข่าวว่า รายชื่อที่ปรากฏในทวิตเตอร์ ที่ตอนนี้ถูกระงับไปแล้ว เป็นชื่อของผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นคนร้าย ซึ่งมาจากสหรัฐ 3 คน , โซมาเลีย 2 คน และอีก 3 คน มาจากแคนาดา ฟินแลนด์ และสหราชอาณาจักร ทางสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางของสหรัฐ หรือ FBI กำลังตรวจสอบข้ออ้างที่ว่า มีพลเมืองอเมริกันรวมอยู่ในกลุ่มคนร้ายด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน และในขณะที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่า ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีชาวอเมริกันอยู่ในกลุ่มคนร้ายหรือไม่นั้น ก็มีเจ้าหน้าที่สหรัฐหลายคน ออกมาบอกว่า มั่นใจว่ามีชาวอเมริกันรวมอยู่ด้วย ประธานาธิบดีอูฮูรู เคนยัตตา ของเคนยา ประกาศว่า จะเอาตัวผู้รับผิดชอบมาให้ได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กระทบต่อตัวเขาเองอย่างจัง เมื่อญาติของคู่หมั้นของเขา ก็เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตด้วยเสียงปืนที่ดังอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงกลางวันของวันอาทิตย์ และเสียงระเบิดอย่างน้อย 1 ครั้งได้สงบลงแล้ว โดยที่ทหารวางกำลังอย่างระมัดระวังที่ด้านนอกศูนย์การค้า ประทับปืนไว้บนบ่าและมีเฮลิคอปเตอร์เข้าไปในพื้นที่ ประธานาธิบดีเคนยัตตา และเจ้าหน้าที่ทางการคนอื่นๆ ได้ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บที่โรงพยาบาลตั้งแต่เช้าวันอาทิตย์ เขากล่าวด้วยว่า ไม่ควรมีคนเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น หรือโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ควรมีครอบครัวใดได้รับข่าวร้ายว่า คนที่เป็นที่รักของพวกเขาถูกฆ่าโดยพวกอาชญากรที่ขี้ขลาด // การบุกยึดศูนย์การค้า นับเป็นเหตุวินาศกรรมที่นองเลือดที่สุดของเคนยา นับตั้งแต่กลุ่มก่อการร้ายอัล ไกดา ระเบิดสถานทูตสหรัฐ เมื่อปี 2541 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 213 คน

กลุ่มอัล ชาบั๊บ เป็นตัวแทนอัล ไกดา ในโซมาเลีย และได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยโพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ว่า " มุสลิมทุกคน ได้รับการพาออกจากศูนย์การค้า ก่อนการโจมตีจะเริ่มขึ้น " นับตั้งแต่เคนยา ใช้ปฏิบัติการโจมตีกลุ่มอัล ชาบั๊บ ในโซมาเลีย เมื่อปี 2554 กลุ่มนี้่ก็ได้ตอบโต้ด้วยเหตุรุนแรง ทั้งขว้างระเบิดใส่โบสถ์ ป้ายรถเมล์และสถานที่สาธารณะอื่นๆ ในเคนยา เมื่อปีที่แล้วกองทัพเคนยา มีบทบาทในการกวาดล้างกลุ่มอัล ชาบั๊บ ด้วยการเข้าร่วมกองกำลังรักษาสันติภาพ เพื่อปลดปล่อยท่าเรือคริสมาโย่ของโซมาเลีย เหตการณ์โจมตีศูนย์การค้าเมื่อวันเสาร์ คนร้ายพุ่งเป้าไปที่จุดนับพบยอดนิยมในช่วงสุดสัปดาห์ ที่มีทั้งชาวเคนยาและชาวต่างชาติ ไปรวมตัวกันเพื่อดื่มสังสรรค์ ชมภาพยนตร์ หรือรับประทานอาหารตามร้านค้าที่มีมากกว่า 80 แห่ง การส่งข้อความผ่านโซเชียล มีเดีย ทำให้ตำรวจเคนยาถูกตำหนิ โดยมีบางคนบอกว่า ถ้าชอบเล่นเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ ก็ควรเอาไว้พูดคุยเรื่องฟุตบอลหรือดนตรีที่ชอบ แต่ไม่ควรใช้แจ้งข่าวสารต่อสาธารณชนเกี่ยวกับปฏิบัติการด้านความมั่นคง

CNN รายงานว่า หลังเกิดเหตุ มีประชาชนอย่างน้อย 1 พันคน หนีออกจากศูนย์การค้า แต่มีคนถูกจับเป็นตัวประกันราว 30 คน แต่หลังจากนั้น ถูกระบุว่า ไม่น่าจะเกิน 10 คน ตัวประกันคนหนึ่งที่ได้รับการปล่อยตัว บอกว่า พวกเขาถูกควบคุมตัวอยู่ที่ชั้นใต้ดิน // ประธานาธิบดีเคนยัตตา บอกว่ามีหลายชาติเสนอให้ความช่วยเหลือ แต่ตอนนี้ ยังคงเป็นปฏิบัติการของหน่วยงานด้านความมั่นคงของเคนยา ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า มีซามันธ่า ลิวธ์เว้ท เจ้าของฉายา " แม่ม่ายขาว " อยู่ในกลุ่มคนร้ายด้วย แต่เจ้าหน้าที่ข่าวกรอง ระบุว่า ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและไม่อาจปฏิเสธได้ แต่นักวิเคราะห์ด้านการก่อการร้ายของ CNN บอกว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ และไม่ใช้เรื่องปกติที่ผู้หญิงจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ธรรมชาติของกลุ่มก่อการร้ายมักจะให้ผู้หญิงอยู่แต่ในบ้านและปกปิดร่างกายให้มิดชิด ลิวธ์เว้ท เป็นชาวอังกฤษ สามีของเธอคือ เจอร์เมน ลินด์ซีย์ เป็นหนึ่งในมือระเบิดพลีชีพที่ก่อเหตุใช้ระเบิดโจมตีระบบขนส่งมวลชนของอังกฤษ เมื่อปี 2548 และเธอถูกระบุว่า เป็นผู้สนับสนุนทางการเงินให้กลุ่มอัล ชาบั๊บ และอัล ไกดา

'ผู้รอดชีวิต' เผยคนร้ายยิงทุกคนที่ไม่ใช่มุสลิม ไม่เว้นแม้แต่เด็กกับคนแก่

ผู้รอดชีวิตจากวิกฤติตัวประกันที่ศูนย์การค้าเวสต์เกท ในเคนยา เปิดเผยว่า ถ้าถูกกลุ่มมือปืนอัล ชาบั๊บ ซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายจากโซมาเลีย พบตัว ก็คงถูกฆ่าทิ้งอย่างแน่นอน เพราะเป็นคนผิวขาว เพราะพวกเขาจ้องสังหารแต่คนที่ไม่ใช่มุสลิม ด้วยการถามพระนามของพระมารดาของพระศาสดามูฮัมหมัด ผู้รอดชีวิตหลายคน บอกว่า พวกเขาเห็นนักช็อปหลายคนถูกฆ่าอย่างเลือดเย็น หลังจากถูกแยกไปยืนเรียงแถวรวมกับคนที่ไม่ใช่มุสลิม ก่อนจะถูกยิงทิ้งเพราะท่องพระคัมภีร์อัล กุรอ่าน ไม่ได้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 68 คน รวมทั้งชาวอังกฤษ 3 คน ซึ่งต่อมา กลุ่ม อัล ชาบั๊บ ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้รอดชีวิตบางคน ขังตัวเองอยู่ในห้องเก็บของ อีกหลายคนเข้าไปแอบในกล่องหรือไม่ก็แกล้งตาย ซึ่งทั้งหมดสามารถเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่อยู่รอบตัวพวกเขา ที่มีทั้งเสียงระเบิดมือ และเสียงปืน แต่ก็ต้องทนเห็นนักช็อปคนอื่น ถูกฆ่าอย่างไร้ความปรานี ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ล้วนถูกยิงด้วยปืนเอเค-47 นักจัดรายการวิทยุคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งใน 1,000 คน ที่หนีออกมาจากศูนย์การค้าได้ บอกว่า เธอเห็นคนที่พูดภาษาอารบิคได้รับการปล่อยตัว ขณะที่คนแก่และเด็กจำนวนมากถูกยิงทิ้งเพราะผิวของพวกเขา นอกจากนี้ มือปืนยังกราดยิงไม่เลือกหน้าเข้าใส่คนที่พยายามหลบหนีเจ้าหน้าที่ทางการเคนยา ระบุว่า สงสัยว่า ซาแมนธ่า ลิวธ์เว้ท เจ้าของฉายา " แม่ม่ายขาว " ที่เกี่ยวข้องกับเหตุวินาศกรรมโจมตีระบบขนส่งมวลชนในกรุงลอนดอน หรือ เซเว่น/เซเซ่น จะเกี่ยวข้องกับวิกฤติที่เกิดขึ้่น ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ต้องรีบเดินทางกลับจากบัลมอรัล เพื่อเป็นประธานการประชุมวาระพิเศษ " COBRA " กลุ่ม อัล ชาบั๊บ ได้โพสต์ชื่อผู้ที่ร่วมปฏิบัติการ 15 คน ทางออนไลน์ และระบุว่า มีอยู่ 2 คน เป็นชาวอังกฤษที่มาจากลอนดอนด้วย คือ ลิบัน อดัม กับ อาห์เหม็ด นาซีร์ ชีร์ดูน โฆษกของกลุ่มได้เปิดเผยต่อสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 ของอังกฤษว่า ชาวตะวันตกจะไม่ปลอดภัยในเคนยา จนกว่าจะถอนทหารออกจากโซมาเลีย

สำนักข่าวต่างประเทศ เผยภาพเหตุการณ์ขณะที่กลุ่มติดอาวุธอัล ชาบับ จากโซมาเลีย กำลังบุกโจมตีและจับตัวประกันประชาชนในห้างสรรพสินค้าเวสต์เกต ห้างหรูในกรุงไนโรบี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 68 คน บาดเจ็บ 175 คน ในจำนวนเหยื่อที่บาดเจ็บและเสียชีวิตมีตั้งแต่อายุ 2 ขวบไปจนถึง 78 ปี ส่วนชาวต่างชาติที่เสียชีวิต มีทั้งชาวอังกฤษ กานา ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ อินเดีย และแคนาดา รายงานระบุว่า ประธานาธิบดี Uhuru Kenyatta ของเคนยา ต้องสูญเสียหลานชายและคู่หมั้นไปกับเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย กองทัพเคนยา ให้คำมั่นว่าจะเร่งยุติวิกฤตตัวประกันให้ได้โดยเร็วที่สุด คาดว่าตอนนี้เหลือตัวประกันอีกประมาณ 30 คน ขณะที่กลุ่มติดอาวุธมีประมาณ 10-15 คน อยู่ในส่วนพื้นที่ของซูเปอร์มาร์เก็ต หนึ่งในนี้เป็นผู้หญิงและคาดว่าเป็นผู้นำในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย และว่าตอนนี้กองกำลังความมั่นคงเคนยา สามารถควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในห้างสรรพสินค้าได้เกือบทั้งหมดแล้ว กองทัพเคนยาปฏิเสธที่จะระบุว่ากลุ่มติดอาวุธนำวัตถุระเบิดมาผูกติดกับตัวประกันหรือไม่

รัฐบาลเคนยาปฏิเสธที่จะเจรจากับกลุ่มก่อการร้าย ขณะที่รูปแบบการก่อเหตุของกลุ่มติดอาวุธอัล ชาบับ ที่เริ่มจากการปาระเบิด ก่อนที่จะกราดยิงผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า ซึ่งมีเจตนาที่จะเข่นฆ่าผู้คน เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า กลุ่มก่อเหตุพร้อมที่จะพลีชีพพร้อมกับตัวประกัน ด้านประธานาธิบดีบารัค โอบามา ได้โทรศัพท์ถึงผู้นำเคนยา แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งประกาศให้การสนับสนุนเคนยาให้นำตัวกลุ่มก่อเหตุมาดำเนินคดี เหตุโจมตีครั้งนี้เป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุดในเคนยา นับตั้งแต่ที่เกิดเหตุโจมตีสถานทูตสหรัฐฯ เมื่อเดือนสิงหาคมปี 1998 ทั้งนี้กลุ่มอัล ชาบับ อ้างว่า ที่ก่อเหตุครั้งนี้เพื่อตอบโต้รัฐบาลเคนยาที่ส่งกองกำลังเข้าไปสู้รบกับกลุ่มอัล ชาบับในพื้นที่ทางใต้ของโซมาเลีย เมื่อปี 2011
เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ศาลระดับกลางแห่งเมืองจี่หนานของจีนได้มีคำพิพากษาให้นายป๋อ ซีไหล อดีตสมาชิกระดับสูงพรรคคอมมิวนิสต์จีนและหัวหน้าพรรคสาขาเทศบาลนครฉงชิ่งจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาทุจริตฉ้อราษฏร์บังหลวง ยักยอกเงิน และใช้อำนาจในทางมิชอบ ทั้งนี้นายป๋อ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยอ้างว่าการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นเพราะการเมือง และศาลไม่มีอิสระในการพิพากษาคดี อย่างไรก็ตามหากพิจารณาจากความผิดที่กระทำ ตามกฎหมายของจีน นายป๋อ ซีไหลต้องถูกลงโทษด้วยการประหารชีวิต แต่นักวิเคราะห์การเมืองคาดว่านายป๋อ ซีไหล น่าจะรอดพ้นโทษประหาร และให้จำคุกตลอดชีวิตที่ทุกฝ่ายเห็นชอบ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ นายป๋อ ซีไหล ถือเป็นเจ้าหน้าที่ทางการในระดับสูงที่ถูกดำเนินคดี นับตั้งแต่นายเฉิน เหลียงหยู อดีตหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีนสาขานครเซี่ยงไฮ้เคยถูกนำเนินคดีเมื่อปี 2551 เมื่อเดือนที่แล้ว ศาลเมืองจี้หนานใช้เวลาพิจารณาไต่สวนคดีนาน 5 วันโดยพยายามแสดงความโปร่งใสของการพิจารณาคดี โดยมีการเปิดเผยรายละเอียดการพิจารณาคดีผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เวยโป๋ และให้โอกาสนายป๋อใช้ถ้อยคำรุนแรงในการตอบโต้ระหว่างการไต่สวนซักถามพยาน ซึ่งเขาปฏิเสธทุกข้อหาทั้งคดีรับสินบนจากนักธุรกิจ 2 คน เป็นเงินมากกว่า 20 ล้านหยวน คดียักยอกเงิน 5 ล้านหยวนจากโครงการก่อสร้างของรัฐบาล และคดีใช้อำนาจโดยมิชอบปกปิดความผิดของภรรยาคดีสังหารนักธุรกิจ



เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ กล่าวว่า ซูเปอร์ไต้ฝุ่นอุซางิ เกาะบาตาเนสทางเหนือสุดของฟิลิปปินส์ ด้วยกำลังลมสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กระทบการคมนาคมและพืชผลเสียหาย ศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติต้องประกาศเตือนภัยสูงสุด โดยมีน้ำท่วมสูงเป็นประวัติการณ์ในพื้นที่ 4 แห่งของเกาะลูซอนซึ่งมีประชากรหนาแน่นที่สุด ถนนและสะพานหลายแห่งใช้การไม่ได้เนื่องจากน้ำหนุนสูงและดินถล่ม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ทางหน่วยฉุกเฉินและบรรเทาทุกข์ได้เตรียมความพร้อมรับมือไว้แล้วหลังอพยพประชาชนกว่า 100 ครอบครัวไปก่อน ส่วนที่ไต้หวันต้องยกเลิกเที่ยวบินบางเที่ยวและงดบริการเรือข้ามฟาก โรงเรียนและสำนักงานปิดทำการโดยเฉพาะในพื้นที่ทางใต้และตะวันออกที่คาดว่าจะเผชิญอิทธิพลของพายุ ขณะที่ เจ้าหน้าที่ฮ่องกงประกาศเตือน “ความเสี่ยงขั้นร้ายแรง” จากไต้ฝุ่นอุซางิ และให้พลเมืองเตรียมรับมือกระแสลมแรงหรือน้ำท่วม ขณะที่ สายการบินคาเธย์แปซิฟิกอาจต้องยกเลิกเที่ยวบิน ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติจีนออกประกาศเตือนภัยสีแดงซึ่งเป็นระดับสูงสุด ซึ่งคาดว่าจะมีลมกำลังแรงและฝนตกหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจากกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ฟิลิปปินส์และไต้หวัน เตรียมพร้อมรับมือพายุไต้ฝุ่น “อูซางิ” ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า อาจเป็นพายุไต้ฝุ่นที่มีกำลังแรงที่สุดในปี 2556 โดยขณะนี้ ไต้ฝุ่นลูกนี้เคลื่อนตัวอยู่ห่างจากภาคตะวันออกเฉียงใต้ ค่อนไปทางตะวันออกของไต้หวันประมาณ 560 กิโลเมตร และห่างจากภาคเหนือของฟิลิปปินส์ 360 กิโลเมตรในช่วงเช้าวันนี้ ซึ่งทั้งไต้หวันและฟิลิปปินส์ ได้ประกาศเตือน และเตือนเรือประมงให้เพิ่มความระมัดระวัง พายุลูกนี้คาดว่าจะพัดเข้าถล่มจีนในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ปากาซา สำนักงานพยากรณ์อากาศของฟิลิปปินส์ แถลงว่า ไต้ฝุ่น “อูซางิ” เคลื่อนตัวด้วยกำลังลม 175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทวีความรุนแรงมากขึ้นในวันนี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศเตือนพายุลูกนี้แล้วว่า จะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่มและคลื่นทะเลยกตัวสูง หรือสตอร์ม เซิร์จ ในหลายจังหวัดทางภาคเหนือของประเทศ ซึ่งขณะนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยฉุกเฉินและสาธารณสุข เตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนไว้แล้ว ขณะเดียวกัน สำนักงานพยากรณ์อากาศของไต้หวัน ก็ประกาศเตือนเมื่อเช้าวันนี้ และคาดว่าจะมีฝนตกหนักทางภาคเหนือและตะวันออกของเกาะไต้หวัน ขณะที่ สำนักงานมหาสมุทรของจีน ก็ประกาศเตือนภัยพายุไต้ฝุ่น ฉุกเฉินชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในการตอบโต้ภัยพิบัติทางทะเลของจีน ส่วนศูนย์พยากรณ์อากาศแห่งชาติของจีน ก็ประกาศเตือนภัยสีเหลือง ในระดับการเตือนภัยสภาพอากาศด้วย ทั้งนี้ ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน และไร้ที่อยู่อาศัยหลายพันคน หลังจากไต้ฝุ่นอูตอร์ พัดถล่มภาคเหนือของฟิลิปปินส์