วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

ย้อนตำนานยุครุ่งเรืองภาพยนตร์อเมริกัน ตอนที่ 2



ขอเริ่มที่ประวัติศาสตร์คร่าวๆ ของวงการภาพยนตร์อเมริกัน แต่เดิมนั้นจุดเริ่มต้นนั้นเกิดจากการรวมกลุ่มกันของบริษัทยักษ์ใหญ่ 9 บริษัท ร่วมกันผูกขาดกิจการโรงภาพยนตร์และโรงถ่ายทำภาพยนตร์ต่างๆในนามบริษัทโมชัน พิกเจอร์ พาเทนต์ คัมปานี (Motion Picture Patents Company) ซึ่งอยู่กันที่มหานครนิวยอร์กและมลรัฐชิคาโก ทำให้เกิดการผูกขาดธุรกิจด้านนี้ไปโดยปริยาย อุตสาหกรรมไม่ได้โตขึ้นมากนัก บริษัทผู้สร้างเล็กๆ ล้มหายตายจากกันไป ต้องหนีตายกันออกมาบ้าง เหตุการณ์นี้อยู่ในช่วงยุคปี ค.ศ.1910 หรือ พ.ศ.2452 ส่วนกลุ่มที่หนีตายมาได้ก็มาตั้งรกรากกันที่แคลิฟอร์เนีย เพราะมองเห็นถึงสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศที่ดีกว่า มีภูเขา มีทะเล บางส่วนเป็นทะเลทราย มีเรือกสวนไร่นา แสงแดดดี ซึ่งเหมาะต่อการเป็นโลเกชั่นการถ่ายทำ อีกทั้งอัตราภาษีในการจัดเก็บนั้นต่ำกว่านิวยอร์กและชิคาโกมาก ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนในการทำอุตสาหกรรมผลิตภาพยนตร์ มลรัฐแคลิฟอร์เนียประกอบไปด้วยเมืองหลัก ๆ 3 เมืองด้วยกัน ก็คือด้านทิศเหนือเป็นเมืองซาคราแมนโต ถัดลงมาเป็นเมืองซานฟรานซิสโก และทิศใต้เป็นเมืองลอสแอนเจลิส ซึ่งอยู่ติดกับชายทะเลแทบทั้งสิ้น แถวชานเมืองลอสแอนเจลิสมีนักสร้างภาพยนตร์รายแรกๆ มาก่อสร้างโรงถ่ายทำภาพยนตร์และสำนักงานในช่วงปี 1910-1915 โดยเรียกชื่อย่านนั้นว่า “ฮอลลีวู้ด” (เป็นชื่อที่นางวิลค็อกซ์ตั้งเอาไว้เมื่อปี 1886) สันนิษฐานว่า เดิมถิ่นนี้มีต้นฮอลลีไม้มงคลที่ฝรั่งนิยมมาประดับบ้านเรือนช่วงเทศกาลคริสต์มาสอยู่จำนวนมาก โรงถ่ายทำภาพยนตร์แห่งแรกของฮอลลีวู้ดชื่อว่า “คีย์สโตน” (Keystone) ก่อสร้างโดย แมค เชนเนตต์ (Mack Sennett) สามารถผลิตภาพยนตร์ตลกในช่วงต้นๆ ได้มากถึง 140 เรื่อง ,โรงถ่ายที่ 2 ตั้งอยู่ใกล้กับ “อินซ์วิลล์” (Inceville) ก่อสร้างโดย โทมัส ฮาร์เพอร์ อินซ์ (Thomas Harper Ince) เป็นโรงถ่ายที่อยู่ใกล้แหล่งสภาพเหมาะสมที่จะสร้างภาพยนตร์แนวคาวบอย ,โรงถ่ายที่ 3 มีชื่อว่า “มามาโรเนก” (Mamaronek) บริหารงานโดยเดวิด วาร์ก กริฟฟิธ (David Wark Griffith) นักสร้างภาพยนตร์แนวรูปแบบศิลปะ เป็นโรงภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อให้เชื่อมโยงกับโรงถ่ายคีย์สโตนเข้ากับโรงถ่ายอินซ์วิลล์ โรงถ่ายภาพยนตร์ทั้ง 3แห่ง ได้รวมตัวกันจดทะเบียนเป็นบริษัทที่ชื่อว่า “ไทรแองเกิล คัมปานี” (Triangle Company)

“ฮอลลีวู้ด” นั้นกลายเป็นเมืองหลวงแห่งโลกมายา ที่ตั้งนั้นอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองลอสแอนเจลิส ในระยะแรกๆ นั้น ดาราที่มาแสดงในยุคแรกๆ นั้นจะเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมาก่อน เช่น ฟลอเรนซ์ ลอว์เรนซ์ หรือ แมรี่ พิกฟอร์ด แม้กระทั่ง ชาร์ลี แชปลิน เป็นต้น ในระยะต่อมาทางบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ก็เริ่มเสาะหานักแสดงหน้าใหม่ๆ ที่ยังไม่มีชื่อเสียงมาเป็นนักแสดงในสังกัด โดยใช้วิธีทำสัญญาผูกมัดระยะยาวในอัตราค่าจ้างที่ไม่แพงจนเกินไป อีกทั้งยังใช้วิธีการตั้งชื่อนักแสดงขึ้นมาใหม่จากชื่อเดิม ให้เป็นที่จดจำหรือดึงดูดความสนใจของผู้ชม เช่น นอร์มา ยีน ดักเฮอร์ตี (Norma Jean Dougherty) ไม่มีทางที่ผู้คนจะจดจำได้ จึงเปลี่ยนมาเป็น มาริลีน มอนโร (Marilyn Monroe) ภายหลังเธอก็กลายเป็นดาราผู้โด่งดังเป็นพลุแตก กลายเป็น “Sex Symbol” ที่โด่งดังเป็นอมตะไปทั่วโลก ส่วนเรื่องรายได้นั้นก็มหัศจรรย์เอามากๆ ในปี ค.ศ.1910 ดาราภาพยนตร์อเมริกันจะมีรายได้กันอยู่ประมาณ 100 เหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์ แต่พอผ่านมาได้ 4ปี พวกเขามีรายได้สูงถึง 2,000 เหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์และเมื่อถึงปี ค.ศ.1917 ดาราผู้ยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง ชาร์ลี แชปลิน และแมรี พิกฟอร์ด มีรายได้เกือบ 1 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 20,000 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ในช่วงยุคปี ค.ศ.1950-1960 เป็นยุคที่ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเริ่มเสื่อมความนิยมลง อันเนื่องมาจาก “ดาวค้างฟ้า” นั้นล้มหายตายจากกันไปจำนวนมาก อาทิ ฮัมฟรีย์ โบการ์ด, แกรี คูเปอร์, เจมส์ ดีน ,คลาร์ก เกเบิล ,มาริลิน มอนโร,อลัน แลดด์ และสเปนเซอร์ เทรซี ต่างทยอยสิ้นชีวิตตามกันไป ดาราที่เกิดใหม่ยังไม่ค่อยมีผู้ที่ฉายแสงเจิดจรัส อีกทั้งดาราหน้าใหม่เลือกที่จะไม่สังกัดสตูดิโอ ขอเลือกที่จะเซ็นสัญญาเป็นเรื่องๆ ไป ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ช่วงปี 1960-1970 บริษัทสตูดิโอผู้สร้างหนังหลายแห่งต้องปิดตัวเองไป หรือบางแห่งก็ขายกิจการให้แก่บริษัทสถานีโทรทัศน์ ซึ่งสถานีโทรทัศน์ในช่วงนั้นก็ได้อาศัยภาพยนตร์ของสตูดิโอที่ตนซื้อมา มาฉายออกทางทีวีให้ผู้ชมทางบ้านได้ดู บริษัทผู้สร้างภาพยนตร์หรือโรงถ่ายภาพยนตร์หลายแห่งในยุคนั้น จำต้องขายกิจการหรือเลิกกิจการ บางแห่งก็หันไปประกอบธุรกิจขุดเจาะน้ำมันดิบ (เมื่อมีการค้นพบว่ามีน้ำมันอยู่ใต้บริเวณโรงถ่าย) เพื่อออกขายแทน บางรายมีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารงานใหม่และยังทำธุรกิจอยู่ได้ บางแห่งก็โดนเทคโอเวอร์โดยชาวต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย เป็นต้น

พัฒนาการของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด โดยสังเขป มีดังนี้

1.ด้านนักแสดง เปลี่ยนจากการขายภาพดารา (Star Poster) มาเป็นการเน้นที่ชื่อเสียงของดารามากขึ้น

2.ด้านเทคนิคภาพ เปลี่ยนจากสีขาว-ดำ มาเป็นภาพยนตร์สี (2 สี ในปี ค.ศ.1922) แล้วมาเป็น (3 สีในปี ค.ศ.1932) ระบบ full colour ตามระบบในปัจจุบัน

3.ด้านเสียง พัฒนาจากหนังเงียบ (ค.ศ.1910-1925)ที่ไร้บทพูดมาเป็น ภาพยนตร์ที่มีเสียงดนตรีประกอบ (คาบเกี่ยวช่วงปี ค.ศ.1910-1927) บริษัทวอร์เนอร์บราเธอร์ส เป็นบริษัทแรกที่สร้างภาพยนตร์เสียงขึ้น คือเรื่อง “นักร้องเพลงแจ๊สซ์” (Jazz Singer) นำแสดงโดย อัล โจลสัน (Al Jolson) ซึ่งประสบความสำเร็จและทำกำไรให้แก่บริษัทผู้สร้างอย่างงดงาม

4.ด้านระบบการฉายและจอภาพ ยุคแรกจนถึงปี ค.ศ.1951 เป็นการฉายภาพยนตร์ในระบบจอธรรมดาตลอดมา จนถึงปี 1952 ฮอลลีวู้ดได้คิดระบบการฉายที่เรียกว่า “ซีเนรามา” (Cinerama) คือจอผืนผ้าขนาดใหญ่มาก โดยใช้เลนส์ 3 ตัว และฟิล์ม 3 ม้วน ในขณะที่ถ่ายทำเพื่อให้ได้ภาพออกมาเป็น 3 ส่วนคือส่วนกลางและส่วนริมอีก2 ข้าง เวลาฉายก็ต้องตั้งเครื่องฉายพร้อมกัน 3 เครื่อง แต่ละเครื่องจะแสดงแต่ละส่วนของภาพทั้งหมด ภาพที่ปรากฏบนจอจึงมีขนาดใหญ่และกว้าง จอภาพต้องโค้ง เพื่อให้เกิดความรู้สึกถึงความลึก ทำให้ผู้ชมดูได้อย่างสบายตา แต่ระบบนี้ต้องใช้ต้นทุนสูงมาก เพราะยังต้องใช้ระบบเสียงสเตริโอโฟนิกที่ใช้ลำโพงถึง 5 เครื่องประกอบ ผู้ผลิตภาพยนตร์จึงต้องคิดค้นและพัฒนาต่ออีกทั้งระบบภาพ 3 มิติ (3-D หรือ 3 Dimensions) ก็เริ่มคิดค้นมาในยุคนี้แต่ยังต้องใส่แว่นตาแบบพิเศษที่ยังได้ฉาพไม่ละเอียดคมชัด อีกทั้งมีความยุ่งยาก จึงทำให้ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก พอมาในยุคปี 1953 มีการนำเอาระบบ “ซีนีมาสโคป” (Cinemascope) ยังคงใช้จอภาพกว้างใหญ่เหมือนระบบซีเนรามา มาใช้ แต่เปลี่ยนระบบฉายมาเป็นใช้เลนส์เพียงตัวเดียวและฟิล์มม้วนเดียว ระบบเสียงยังเหมือนเดิม แต่ใช้ลำโพงน้อยลง จึงทำให้ลดต้นทุนได้มากกว่าระบบการฉายแบบซีเนรามา ภาพยนตร์ที่ฉายในระบบซีเนมาสโคป เรื่องแรกก็คือเรื่อง “เสื้อคลุม” (The Robe)



5.ผลของการพัฒนาและความก้าวหน้าในการสร้างภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดส่งผลให้อเมริกากลายเป็นผู้สร้างภาพยนตร์รายใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงปี 1930-1940 มีการสร้างภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด จำนวนกว่า 17,000 เรืองโดยประมาณ ในขณะที่อิตาลีเป็นผู้สร้างใหญ่ในแถบยุโรป ยังสร้างได้เพียง 6,000 กว่าเรื่องเท่านั้น

(ถอดความบางส่วนจากบทความ “ฮอลลีวู้ดกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์” จากหนังสือ “ย้อนรอยหนังฝรั่ง”โดยไพบูลย์ แพงเงิน ,สำนักพิมพ์วสีครีเอชั่น)

ลำดับของภาพยนตร์แนวต่างๆ หรือวิวัฒนาการภาพยนตร์ประเภทต่างๆ ของฮอลลีวู้ด

1.ภาพยนตร์เงียบ,หนังสารคดีขนาดสั้น,หนังขาว-ดำ ภาพยนตร์ในยุคนี้ ได้แก่ The Great Train Robbery,The Last Days of Pompeit , Rescued for the Eagle’s Nest, Enock Arden etc.



2.ภาพยนตร์ยุคชาร์ลี แชปลิน,หนังคู่หูตลกอ้วน-ผอม เริ่มมีเสียงดนตรีประกอบ ภาพยนตร์ในยุคนี้ ได้แก่ The Champion, Modern Times ,Duck Soup , The Jazz Singer etc.

3.ภาพยนตร์การ์ตูน,หนังนิทานสอนใจ,วอลท์ ดิสนี่ย์ เริ่มมีบทพูด และดนตรีประกอบ ภาพยนตร์ในยุคนี้ได้แก่ Mickey Mouse, Donald Duck, Pluto,Goofy, Pop-eye,Tom & Jerry, Lady&The Tramp etc.

4.ภาพยนตร์ผจญภัย,หนังฮีโร่ที่สร้างจากนิยาย-การ์ตูน,หนังที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ภาพยนตร์ในยุคนี้ ได้แก่  Tarzan, Creature from the Black Lagoon,Lassie etc.




5.ภาพยนตร์เพลง,มิวสิคัล ภาพยนตร์ในยุคนี้ ได้แก่ The Sound of Music, Seven Brides for Seven Brothers etc.

6.ภาพยนตร์คาวบอย-โคบาลตะวันตก,หนังสงคราม,หนังแอ็คชั่น (รายละเอียดได้กล่าวไว้ในย้อนตำนานยุครุ่งเรืองภาพยนตร์อเมริกัน ตอนที่ 1)

7.ภาพยนตร์แนว “วรรณกรรมฝนตก” หรือจะเรียกในภาษาชาวบ้านว่า หนังเรท R ภาพยนตร์ในแนวๆ นี้ได้แก่ The Postman always Rings Twice, The Blue Velvet etc.

8.ภาพยนตร์แนวอีพิค (Epic) อิงประวัติศาสตร์มหากาพย์ (History) ย้อนยุค ภาพยนตร์ในยุคนี้ได้แก่ El Cid, Ben-Hur, Gone with the Wind etc.


9.ภาพยนตร์ยุคใหม่ ที่ประกอบด้วย แนวไซไฟ,แนวทริลเลอร์,แนวดราม่า,แนวโรแมนติกคอมเมดี้,แนวซุปเปอร์ฮีโร่,แนวแอนิเมชั่น ที่เห็นๆ กันในยุคปัจจุบัน เป็นต้น

10.มีการจัดตั้งรางวัลจากสมาคม,สถาบันต่างๆ ที่สอนเกี่ยวกับศิลปะภาพยนตร์,หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการสร้างภาพยนตร์ต่างๆ ได้แก่ สถาบันศิลปะและวิทยาการด้านภาพยนตร์ (AMPAS) ,สมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์บนสื่อวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ (BFCA) , สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำฮอลลีวู้ด (HFPA), สมาคมผู้อำนวยการสร้างแห่งอเมริกา (PGA), สมาคมนักเขียนแห่งอเมริกา (WGA) ,สมาคมนักแสดงแห่งอเมริกา (SAG) , สมาคมผู้กำกับการแสดง (DGA) ,คณะกรรมการวิจารณ์ภาพยนตร์แห่งชาติ (NBR) นอกจากนี้ยังมีสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่แยกตามหัวเมืองหลักๆ ของอเมริกาอีกด้วย เช่น แห่งนครนิวยอร์ก,ซานฟรานซิสโก,นครบอสตัน,นครชิคาโก ส่วนรางวัลที่ผู้สร้างภาพยนตร์และนักแสดงที่มีชื่อเสียงต่างให้ความสำคัญยังมีอีก 2 รางวัล และเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก นั่นคือ “รางวัลตุ๊กตาทอง” หรือรางวัล “ออสการ์” (Academy Award) ,และรางวัล “ลูกโลกทองคำ” (The Golden Globe Award) รางวัลออสการ์ นั้นจัดทำขึ้นโดย สถาบันศิลปะและวิทยาการด้านภาพยนตร์ (AMPAS) ส่วน รางวัลลูกโลกทองคำ จัดทำขึ้นโดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งฮอลลีวู้ด (HFPA) เพื่อมอบให้แก่บุคคลในวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเป็นเกียรติยศแก่ผู้มีผลงานดีเด่นในสาขาต่างๆในแต่ละปี



วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

โลก 360 องศา - (พายุถล่มเม็กซิโก,ไต้ฝุ่นถล่มญี่ปุ่น,เหตุกราดยิงฐานทัพเรือสหรัฐ,เจรจาตรวจอาวุธเคมีซีเรีย)


ความคืบหน้าหลังพายุโซนร้อนมานูเอล-เฮอริเคนอิงกริด ถล่มเม็กซิโก ยอดเสียชีวิตพุ่ง 21 ศพ


สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานความคืบหน้า ในวันนี้ (16 ก.ย.) หลังจากที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุ พายุโซนร้อนมานูเอล และพายุเฮอร์ริเคนอิงกริด ได้พัดถล่มทางฝั่งตะวันตกของเม็กซิโก ส่งผลให้หลายรัฐในประเทศ ได้รับความเสียหายอย่างมาก ทั้งยังพบจำนวนของผู้ที่เสียชีวิต เพิ่มขึ้นเป็น 21 ราย

นอกจากนี้ พายุ 2 ลูกดังกล่าว ยังส่งอิทธิพลให้เกิดพายุฝนตกหนักและดินถล่มอย่างรุนแรง มากไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่ในรัฐตาเมาลีปัส และเวรากรูซ ได้ทำการอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงแล้วกว่า 7 พันคน ที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ต่ำ หลังจากพายุเฮอร์ริเคนเคลื่อนตัวใกล้ต่อเนื่อง พร้อมด้วยสภาพภูมิอากาศที่เริ่มย่ำแย่ ทำให้ประชาชนในบางพื้นที่ ยกเลิก การเตรียมจัดงานเฉลิมฉลอง "วันชาติ" ในวันที่ 16 ก.ย.นี้

อย่างไรก็ตาม สภาพบ้านเรือนนับพันหลังในรัฐเวรากรูซ นั้นได้รับผลกระทบจากพายุ รวมทั้งถนนไฮเวย์ 20 สาย และสะพานอีก 12 แห่ง ได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จึงจำเป็นต้องระดมกำลังคอยให้การช่วยเหลือประชาชนฉุกเฉิน

โดยพายุเฮอร์ริเคนอิงกริด ได้ทำให้เกิดฝนตกหนัก และน้ำท่วม ในหลายพื้นที่ของคาบสมุทรเม็กซิโก ที่เมืองเวราครูซ (Veracruz) และรัฐตาเมาลีปัส (Tamaulipas) ประชาชนกว่า 6,000 คน ต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว ในพื้นที่ปลอดภัย และคาดว่าพายุลูกนี้ จะพัดขึ้นฝั่งในวันนี้ โดยมีความเร็วลมที่ 120 กม./ช.ม.

ขณะที่ บริเวณชายฝั่งแปซิฟิก พายุโซนร้อนมานูเอล ได้พัดถล่มเม็กซิโก มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วันแล้ว ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อากาปุลโก เมืองตากอากาศชื่อดัง ไดัรับผลกระทบจากพายุลูกนี้ มากที่สุด มีฝนตกหนักมาก ปริมาณน้ำฝนมากกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยในแต่ละเดือนถึง 2 เท่า ขณะที่ รัฐโออาซากา (Oaxaca), เกร์เรโร (Guerrero), และ ชิฮัวฮัว (Chihuahua) ถนนหลายสายถูกตัดขาด รวมถึงการสื่อสารโทรคมนาคมไม่สามารถใช้การได้

ทั้งนี้ สภาพอากาศที่แปรปรวน และมีพายุพัดเข้าถล่มถึง 2 ลูก ทำให้รัฐบาลมีการประกาศยกเลิกงานเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราช ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมาด้วย


ทางการท้องถิ่นของเมืองเกียวโต และเมืองอื่นๆ ทางตอนกลางและตอนเหนือของญี่ปุ่น สั่งอพยพประชาชนเกือบ 300,000 คน ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ว หลังพายุไต้ฝุ่นมาน-หยี่พัดเข้าถล่มเมื่อช่วงสายที่ผ่านมา ขณะนี้พายุกำลังเคลื่อนตัวไปทางตอนเหนือของประเทศ หวั่นกระทบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิ ที่กำลังประสบปัญหากัมมันตรังสีรั่วไหล

พายุไต้ฝุ่นมาน-หยี่พัดขึ้นฝั่งที่จังหวัดไอจิ ทางตอนกลางของประเทศญี่ปุ่นแล้ว เมื่อช่วงสายของวันนี้ตามเวลาในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในบางพื้นที่ ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคของญี่ปุ่นก็รายงานว่า มีผู้สูญหายจากพายุดังกล่าวแล้ว 4 ราย และบาดเจ็บอีก 65 คน นอกจากนี้ บ้านเรือนประชาชนอีกกว่า 860 หลังก็ถูกน้ำท่วมเสียหาย โดยพายุไต้ฝุ่นมาน-หยี่ พัดด้วยความเร็วลมกว่า 162 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังมุ่งหน้าขึ้นไปบริเวณชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ทำให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า พายุลูกนี้ อาจทำให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิ ที่กำลังมีปัญหาเรื่องกัมมันตรังสีรั่วไหลได้รับผลกระทบด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังกล่าวเปิดเผยว่า ขณะนี้ เจ้าหน้าที่ทุกคนได้รับคำเตือนเรื่องพายุไต้ฝุ่นลูกนี้ และอยู่ระหว่างการเฝ้าระวังภัยระดับสูงสุด พร้อมกับมีการเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่โดยรอบบ่อเก็บน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสี เนื่องจากเกรงว่า อิทธิพลจากพายุไต้ฝุ่นมาน-หยี่ จะทำให้เกิดฝนตกหนัก และน้ำที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีอาจไหลลงสู่ทะเลเป็นปริมาณมากได้ ขณะเดียวกัน ทางการท้องถิ่นของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในเมืองเกียวโตรวมถึงเมืองอื่นๆ ได้สั่งอพยพประชาชนเกือบ 300,000 คน ออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย และยังมีการระดมกองกำลังป้องกันตนเองจำนวนมาก เข้าไปยังพื้นที่ เพื่อนำกระสอบทราย ไปวางไว้โดยรอบพื้นที่ที่เสี่ยงถูกน้ำท่วมแล้ว ขณะที่ เที่ยวบินกว่า 500 เที่ยว โดยเฉพาะเที่ยวบินที่เดินทางออกนอกญี่ปุ่น ถูกสั่งยกเลิกทั้งหมดแล้ว ส่วนรถไฟที่ให้บริการบางเส้นทาง เช่นทางตอนเหนือและตอนกลางของประเทศ ซึ่งรวมถึงรถไฟความเร็วสูงชิงคันเซน เส้นทางชิซูโอกะ - มิซูมะ ได้ประกาศระงับการให้บริการชั่วคราวแล้ว เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร


เอเอฟพี - ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุบุกราดยิงที่ฐานทัพเรือสหรัฐฯในวอชิงตันเมื่อวันจันทร์(16) เพิ่มขึ้นเป็น 13 ศพ หนึ่งในนั้นเป็นคนร้ายทราบชื่อแล้วเป็นอดีตกำลังพลสำรองของกองทัพเรือเอง ขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีผู้สมรู้ร่วมคิดคนอื่นๆซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งมือไล่ล่า อย่างไรก็ตามเบื้องต้นยังไม่ทราบแรงจูงใจในปฏิบัติการอุกอาจครั้งนี้

สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ(เอฟบีไอ) ระบุว่าผู้ต้องสงสัยที่ถูกยิงเสียชีวิตคือนายอารอน อเล็กซิส จากฟอร์ทเวิร์ท รัฐเทกซัส ซึ่งเคยเป็นกำลังพลสำรองของกองทัพเรือ ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2007 ถึง มกราคม 2011 เจ้าหน้าที่บอกว่ายังไม่มีสิ่งบ่งชี้ใดๆที่เชื่อมโยงเหตุกราดยิงครั้งนี้กับกลุ่มก่อการร้าย ส่วนตำรวจยอมรับว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่ทราบแรงจูงใจของคนร้าย หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวจุดชนวนให้ตำรวจและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางต้องปิดล้อมนาวี ยาร์ด ที่ตั้งสำนักงานและหน่วยงานต่างๆของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากอาคารรัฐสภา รวมทั้งปิดกั้นถนนทางสายๆโดยรอบ "ในชั่วโมงนี้ ดูเหมือนว่าจะมีผู้เสียชีวิตอย่างต่ำ 13 ศพและผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคน" แคที ลาเนอร์ ผู้บัญชาการตำรวจวอชิงตัน ดีซี แถลงกับผู้สื่อข่าว โดยเบื้องต้นเธอบอกว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจมีมือปืนคนอื่นๆอีก 2 คน อย่างไรก็ตามต่อมาผู้ช่วยของเธอชี้แจงว่าหนึ่งในนั้นพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัยแล้ว ลาเนอร์บอกว่าตำรวจกำลังตามล่าชายผิวดำอายุระหว่าง 40 ถึง 50 ปี สวมชุดเครื่องแบบคล้ายทหาร และด้วยเจ้าหน้าที่ดำเนินการปิดถนนโดยรอบและยังปฏิบัติการค้นหาอย่างแข็งขัน เธอจึงเรียกร้องประชาชนอยู่แต่ในที่พักอาศัยและออกให้ห่างจากบริเวณที่เกิดเหตุ พร้อมกันนั้นเธอก็ยืนยันว่าตำรวจวอชิงตัน ดีซี นายหนึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ได้รับบาดเจ็บด้วย และทางโรงพยาบาลบอกว่าเขาอาการสาหัส

ขณะที่เอฟบีไอเข้ามารับหน้าที่สืบสวน ก็มีข้อมูลข่าวที่ขัดแย้งปรากฎบนโลกออนไลน์ และก่อคำถามว่าแท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นที่สำนักงานใหญ่หน่วยงานซ่อมบำรุงเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯกันแน่ หลังจากก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่ามือปืนกำบังตนเองในห้องๆหนึ่งของอาคารศูนย์บัญชาการ นอกจากนี้แล้วยังไม่เป็นที่ชัดเจนอีกว่ามือปืนที่อาจมีคนเดียวหรือมากกว่านั้น โดยสำนักข่าวบางแห่งก็ระบุว่ามีผู้ก่อเหตุทั้งหมด 3 คน อีกด้านหนึ่งก็ยังมีคำถามว่าคนร้ายสามารถเล็ดรอดผ่านมาตรการรักษาความปลอดภัยอันหนาแน่นเข้าไปภายในนาวียาร์ด แห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำอนาคอสเตียและอยู่ห่างจากแค่รัฐสภาราว 3 กิโลเมตรได้อย่างไร และด้วยที่พบเห็นผู้ต้องสงสัยอื่นๆสวมชุดเครื่องแบบทหาร จึงก่อแรงคาดเดาต่างนานาว่าเหตุโจมตีนี้อาจเป็นฝีมือคนในก็เป็นได้ ตำรวจปิดกั้นแยกต่างๆที่อยู่โดยรอบอู่ทหารเรือ โดยมีทหารในเครื่องแบบคอยยืนรักษาความปลอดภัยตรงมุมถนน นอกจากนี้ยังพบเห็นเรือลาดตระเวนหลายลำเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ๆพื้นที่เกิดเหตุ ขณะเดียวกันก็มีชาวบ้านพากันออกมายืนมุงดูเหตุการณ์บนทางเท้าและเฮลิคอปเตอร์หลายลำบินอยู่ด้านบน เบื้องต้นทวิตเตอร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายคนและอ้างรายงานที่ยังไม่ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต ส่วนตำรวจบอกกับสื่อมวลชนท้องถิ่นว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บราวๆ 10 คน "มีหลายคนได้รับบาดเจ็บและมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตในเหตุกราดยิงที่อู่ทหารเรือวอชิงตันด้วย" ถ้อยแถลงของกองทัพเรือระบุ เที่ยวบินหลายเที่ยว ณ ท่าอากาศยานเรแกน เนชันแนล ต้องถูกระงับและประสบปัญหาเดินทางล่าช้าช่วงสั้นๆ ส่วนโรงเรียนก็ถูกสั่งปิดห้ามเข้าออกจนกว่าผู้ปกครองจะเดินทางมารับบุตรหลานในช่วงบ่าย ทางกองทัพเรือเผยว่ามีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดที่สำนักงานใหญ่หน่วยงานซ่อมบำรุงเรือของกองทัพเรือสหรัฐ (Naval Sea Systems Command) ตอนเวลาประมาณ 8.20 น.(ตรงกับเมืองไทย 20.20น.) โดยที่สำนักงานแห่งนี้มีเจ้าหน้าที่ราว 3,000 คน ซึ่งรับผิดชอบสร้างและจัดซื้อเรือรบ รวมถึงระบบต่อสู้ต่างๆแก่กองทัพเรือ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองทัพเรือด้วย ขณะเดียวกันในค่ายดังกล่าวยังมีที่พักของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ในนั้นรวมถึงบ้านพักของพลเรือเอกโจนาธาน กรีน ผู้บัญชาการกองทัพเรือสหรัฐฯ

ด้านประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯประณามเหตุกราดยิงครั้งนี้ว่าเป็นการกระทำที่ตาขาวและแสดงความเสียใจที่อเมริกาต้องเผชิญกับเหตุสังหารหมู่อีกครั้ง พร้อมระบุว่าทหารของกองทัพไม่ควรต้องเจอกับภัยอันตรายใดๆยามที่อยู่ในบ้านของตนเอง นอกจากนี้แล้วผู้นำอเมริกา ยังสั่งให้ลดธงชาติบริเวณอาคารรัฐสภาลงครึ่งเสาจนถึงวันศุกร์(20) เพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย เมื่อวันที่ 16 ก.ย. นายอาวี ไฮดาร์ รมว.กระทรวงปรองดองแห่งชาติของซีเรีย แถลงเมื่อวันอาทิตย์ว่า การบรรลุข้อตกลงเพื่อแก้ไขวิกฤตอาวุธเคมีในซีเรียระหว่างนายจอห์น แคร์รี รมว.กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กับนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รมว.กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ที่นครเจนีวา ในสวิตเซอร์แลนด์ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ซึ่งจะนำพาซีเรียหลุดพ้นออกจากวิกฤตที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะในเรื่องการตกเป็นเป้าโจมตีทางทหารของสหรัฐ

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญในข้อตกลงระบุถึงการที่ซีเรีย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ครอบครองอาวุธเคมีมากที่สุดในโลก ต้องให้ความร่วมมือแก่องค์กรสากลในการตรวจสอบและทำลายอาวุธเคมีทั้งหมด ภายในปี 2557 แต่นับจากวันที่ข้อตกลงมีผล ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ผู้นำซีเรีย ต้องส่งรายงานระบุสถานที่เก็บอาวุธเคมีทั้งหมดภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และการใช้กำลังทางทหารของสหรัฐ ที่แคร์รียืนยันว่า วอชิงตันจะ "เอาจริง" หากอัสซาดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงแม้เพียงข้อเดียว

ขณะที่ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ผู้นำฝรั่งเศส ซึ่งประกาศตัวสนับสนุนภารกิจทางทหารของสหรัฐต่อซีเรียอย่างชัดเจน กล่าวแสดงความยินดีต่อการบรรลุข้อตกลงดังกล่าวของสหรัฐและรัสเซีย แต่ย้ำเช่นเดียวกับแคร์รีว่า คำขู่เรื่องภารกิจทางทหารนั้นเป็นของจริง ดังนั้น ดามัสกัสจึงควรปฏิบัติตามข้อตกลงให้เร็วที่สุด

ส่วนนายบัน คี-มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) มีกำหนดในวันนี้ ที่จะเผยรายงานผลการตรวจสอบหลักฐาน จากการลงพื้นที่สำรวจพื้นที่ต้องสงสัยใช้อาวุธเคมีในซีเรียเมื่อปลายเดือนที่แล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

ทำไมช่องเคเบิ้ลเพลง(MTV,Channel V) จึงไม่ฮอตฮิต (หมดเสน่ห์) เหมือนในยุคอดีต(ยุค 80’s,90’s,Millennium)


ประการแรกเลยก็คือ ความสดใหม่ มันไม่มีอีกแล้ว เนื่องจากสมัยที่เป็นยุคบุกเบิกวงการเคเบิ้ลเพลงทางทีวี หรือเป็นสถานีเพลง 24 ชั่วโมง ที่เปิดเพลงดังๆ จากหลากหลายศิลปินทั่วโลก พร้อมๆ กับการอุบัติขึ้นของมิวสิควีดีโอ ซึ่งยังเป็นสิ่งใหม่มากในยุคนั้น (MTV ก่อตั้งเมื่อ 1 ส.ค.1981 ที่นิวยอร์ก ส่วน Channel V ก่อตั้งเมื่อ 23 พ.ค.1994 ที่ฮ่องกง ) คนดูในยุคนั้นเขาได้รับการตอบสนองพร้อมๆ กันในหลายประการ คือ ได้ดูมิวสิควีดีโอจากเพลงของศิลปินดังๆ ที่เขาชอบ,การจัดอันดับเพลงไปพร้อมๆ กัน ,มีอาชีพใหม่ๆ ที่เรียกว่า “วีเจ” มาเปิดเพลง แนะนำเพลง ก่อนเข้าเพลงหรือดูมิวสิค คล้ายๆ ดีเจของสถานีวิทยุ ,มีช่องเคเบิ้ลที่เปิดเพลง 24 ชั่วโมง คือเขาสามารถเปิดดูในเวลาใดก็ได้ ซึ่งยังเป็นความบันเทิงที่แตกต่างไปจากการดูช่องภาพยนตร์,ช่องข่าว,ช่องสารคดี,ช่องกีฬา เป็นต้น และอย่าลืมว่ายุคนั้นอินเตอร์เน็ตยังไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่มีโซเชียลมีเดีย ที่จะดึงความสนใจของคนกลุ่มใหญ่ได้ ยุคนั้นประสบการณ์ที่คนฟังได้เสพเพลงจากรายการวิทยุแล้วมีเสียงดีเจคอยเปิดแผ่นให้ความรู้ด้านเพลงและวงการดนตรีเป็นสิ่งที่ประทับใจ พอมีสื่อใหม่อย่างช่องเคเบิ้ลเพลงขึ้นมาจึงกลายเป็นสิ่งใหม่ที่ผู้เขียนก็เคยคาดหวังไว้มากว่าจะมาแทนวิทยุได้ แต่ก็ผิดหวัง เพราะทุกวันนี้ดูช่องเคเบิ้ลเพลงแฟรนส์ไชส์น้อยลง เพราะเบื่อพวกวีเจมาพล่าม พูดมากในรายการหรือเล่นเกมส์ต่างๆ นานา จนได้ฟังเพลงที่อยากฟังน้อย หรือบางทีก็ไม่ได้เปิดเลย


 


                                             การแสดงสดของ Miley Cyrus ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์


 
 

ตลอดกว่า 30 ปี MTV เป็นที่เผยแพร่และแจ้งเกิดศิลปินผิวสี,มิวสิควีดีโออันล่อแหลม,การร่วมรักอย่างโจ๋งครึ่ม,ความรุนแรง,อาชญากรรม,เซ็กส์,รวมทั้งฉากการเสพยาเสพติด ซึ่งมิวสิควีดีโอหลายตัวไม่ถูกเซ็นเซอร์ ทั้งๆ ที่กลุ่มคนดูเป็นวัยรุ่นหรือเยาวชนจากทั่วโลก


ประการที่ 2 สิ่งแปลกใหม่หรือกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมซึ่งเป็นฐานคนดูกับตัวธุรกิจหรือช่องสถานี เพลงนั้น ๆ ได้ถูกทดลองทำมาหมดแล้ว สมัยแรกๆ มีการแข่งขันกันด้าน วีเจ ว่าของช่องใดจะมีตัวที่ ดี เด่น ดัง มากกว่ากัน มีการไปแย่งดึงตัวเอาเซเลป ดารา นางแบบ นายแบบ พิธีกรวัยรุ่น ที่เป็นทีนไอดอลของยุคนั้นมาอยู่ช่องของตน เช่น ตอนเปิดตัว Channel V ใหม่ๆ ก็ใช้วิธีนี้ เพื่อไม่ให้แพ้ MTV ,หลังๆ ก็มีการจัดหาด้วยวิธีการรับสมัครวีเจหน้าใหม่ในโครงการวีเจเซิร์จบ้าง หรือปั้นวีเจขึ้นมาเอง, การสร้างกิจกรรมระหว่างวีเจ กับฐานแฟนคลับหรือคนดู เช่น จัด คอนเสิร์ตไลฟ์ เซสชั่น ในสตูดิโอ โดยดึงศิลปินชื่อดังมาเล่นสดในรายการ,การรับสายขอเพลงสดๆ ในรายการ,การร่วมกันจัดอันดับเพลง,การเล่นเกมแจกของรางวัล,การสัมภาษณ์ศิลปินที่มีผลงานโปรโมตใหม่ๆ ในรายการ, การจัดคอนเสิร์ตโดยเชิญศิลปินหลากหลายศิลปินจากหลายค่ายมาแจมกันบนเวที โดยมีสถานีเพลงเป็นเจ้าภาพหรือสปอนเซอร์หลัก พร้อมด้วยสปอนเซอร์สนับสนุนอื่นๆ ,การจัดการประกาศผลรางวัลทางด้านดนตรีโดยสถานีเพลงเป็นเจ้าของรางวัล,การจัดแฟนมีทติ้งระหว่างวีเจชื่อดังกับแฟนคลับ โดยมีศิลปินดังๆ ร่วมด้วย จนไปถึงการทำสารคดีพิเศษที่เกี่ยวกับตัวศิลปินบ้าง หรือกิจกรรมทางสังคมบ้าง การจัดทำภาพยนตร์หรือซีรี่ย์ก็เคยมีมาแล้ว เช่น Awkward กับ Teenwolf ของทาง MTV หรือเกมเรียลลิตี้ เป็นต้น

ประการที่ 3 การเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดีย อย่าง youtube เป็นต้นตอหลักที่มาฆ่าธุรกิจช่องเคเบิ้ลเพลง ในดอกแรกนี้เลย เพราะว่า จุดสนใจหรือข้อดีของ youtube นั้นกลับกลายเป็นจุดแข็งที่มาเติมเต็มหรือหรือทำลายข้อด้อยของพวกช่องเคเบิ้ลเพลงได้อย่างชะงัดเลย อันแรกก็คือเกิดการแชร์ อัพโหลดคลิปจากคนทั่วโลก ซึ่งมีสารพัด ไม่เพียงแต่เรื่องของเพลงเท่านั้น มันจึงมีความน่าสนใจใคร่รู้ของคนจำนวนมาก ที่โมเม้นต์ของคนไม่ได้ไปจดจ่ออยู่ที่เพลงอีกต่อไปแล้ว รวมถึงไปฆ่าธุรกิจภาพยนตร์ เพราะการดูมิวสิควีดีโอมันไม่ใช่ของสดแบบเรียลไทม์ (ข่าว,กีฬา,ละคร youtube เป็นตัวเสริมให้ดูย้อนหลังได้) ชนิดที่ต้องดูเดี๋ยวนั้น ขณะนั้น คนดูสามารถหันไปดูทาง youtube ได้ ดูซ้ำกี่รอบก็ได้ ซึ่งการดูในช่องเคเบิ้ลเพลงไม่สามารถทำได้ ยกเว้นว่าเขาฉายวนแบบรีรัน แบบถี่ๆ ซึ่งช่องเพลงไม่เหมือนช่องหนัง จึงไม่นิยมทำ การดูมิวสิควีดีโอผ่าน youtube ยังสามารถเลือกฟังเฉพาะศิลปินที่เราชื่นชอบ อยากจะฟังจริงๆ เดี๋ยวนั้น ขณะนั้น โดยไม่ต้องรอ หรือโทร.เข้าไปขอกับช่องเคเบิ้ลเพลง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะได้ฟังได้ดูเมื่อไร อีกทั้งข้อจำกัดของมิวสิควีดีโอที่นำมาเปิดในช่องเคเบิ้ลเพลงมักเป็นเพลงที่ตัดโปรโมทและต้องเป็นเพลงที่จัดทำในรูปมิวสิควีดีโอ หรือแสดงสดเท่านั้น จึงออกอากาศได้หรือคนดูจะได้ดูได้ฟัง หากเป็นเพลงที่ไม่ได้ทำมิวสิค หรือตัดโปรโมท ก็แทบหาฟังทางช่องเคเบิ้ลเพลงไม่ได้เลย ซึ่งต่างจากเพลงที่ฟังทางวิทยุ หรือทาง youtube ที่บางเพลงจัดทำในรูป file mp3 จึงฟังหรือดูทาง youtube ได้หลากหลายกว่า ส่วนการฟังโดยการ download ถูกกฎหมายของลิขสิทธิ์นั้นทำได้อยู่แล้ว

ประการที่ 4 ค่ายเพลงหลักๆ เปิดสถานีช่องเพลงเป็นของตนเอง โดยไม่ต้องไปพึ่งพาช่องเคเบิ้ลเพลงแฟรนไชส์อย่าง MTV,Channel V แล้ว เรียกได้ว่าใช้สูตรเดียวกับช่องเคเบิ้ลเพลงเคยทำมานั่นแหละ อันนี้ถือเป็นดอกที่ 2 แต่สิ่งที่ค่ายเพลงหันมาทำสถานีช่องเพลงเป็นของตนเองนั้น ตอบโจทย์และสร้างผลประโยชน์ให้กับเขาได้คุ้มค่ากว่า โดยไม่ต้องไปยืมจมูกคนอื่นเขาหายใจ เหมือนกับที่เขามีช่องสถานีวิทยุเป็นของตนเองนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นข้อดีด้าน เม็ดเงินโฆษณา เม็ดเงิน sms ก็เข้าสถานีของเขาเอง อาศัยช่องสถานีของตน โปรโมตซิงเกิ้ลเพลงของศิลปินทุกคนในค่ายได้,โปรโมตผลงานมิวสิควีดีโอของศิลปินทั้งใหม่และเก่า ,เวลาศิลปินมีผลงานใหม่ๆ ก็ใช้เป็นที่โปรโมต สัมภาษณ์ แสดงสดในช่องสถานีตนเองได้ ,จัดแฟนคลับมีทติ้งร่วมกับสถานีหรือรายการในช่องสถานีตนเอง, สร้างกิจกรรม CSR ระหว่างตัวศิลปินกับฐานแฟนคลับ และกิจกรรมทางสังคมโดยร่วมกับองค์กรหรือหน่วยงานข้างนอกที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ,เวลาศิลปินมีข่าว ไปออกงานอีเว้นท์ หรือจะมีจัดคอนเสิร์ต ก็ใช้เป็นที่โปรโมตกิจกรรมทุกรูปแบบ, เวลามีซิงเกิ้ลใหม่,มิวสิควีดีโอตัวใหม่ ก็ใช้สถานีตัวเองเป็นที่แรกในการเปิดโปรโมต หรือพรีเมียร์ โดยลำดับความสำคัญเป็นที่แรก ที่อื่นเป็นลำดับรองลงไป อย่างเช่น ค่ายยักษ์ใหญ่อย่างแกรมมี่มีช่องเพลงเป็นของตนเองถึง 6 ช่อง เช่น Green,Bang, Acts,FanTV,Gmm Music, Gmm ONE ด้วยความที่เป็นค่ายใหญ่มีศิลปินเยอะที่สุด เพลงฮิตเยอะสุด ฐานแฟนคลับเยอะสุด จึงสามารถจัดรายการประเภทจัดอันดับเพลงเป็นของตนเองได้ ซึ่งค่ายอื่นไม่สามารถทำได้ ส่วนค่าย RS มีช่อง You ,สบายดี ,Yaak ส่วนทางโซนี่บีอีซีเทโร ก็มีช่อง POP , You 2 Play ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า กลุ่มแฟนคลับซึ่งเป็นฐานแฟนคลับของศิลปินตามค่ายเพลงต่างๆ เหล่านี้ จะหันไปเสพหรือดูศิลปินของเขาผ่านช่องเคเบิ้ลของค่ายเพลงเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะข่าวสาร ข้อมูล รวมถึงกิจกรรมก็จะ exclusive กว่าช่องเพลงแฟรนไชส์อย่าง MTV,Channel V เป็นแน่

รูปแบบรายการประเภทจัดอันดับเพลงไทยของช่องเพลงแฟรนไชส์


รูปแบบการแสดงสดของศิลปินที่มาออกรายการทางช่อง MTV


รายการ Asian Hero ที่นำเสนอศิลปินจากฝั่งเอเชีย และที่มาแสดงคอนเสิร์ตในเมืองไทย


ประการที่ 5 ช่องเคเบิ้ลเพลงที่เป็นแฟรนไชส์อย่าง MTV,Channel V นั้นต้นกำเนิดหรือรากนั้นมาจากเพลงทางฝั่งยุโรปหรืออเมริกาอยู่แล้ว จะเน้นเปิดเพลงไทยก็เป็นเพียงสัดส่วนเพียงแค่ 30% ของทั้งหมด แม้ว่าจะมีการเปิดบริษัทสาขาตัวแทนในประเทศไทยแล้วก็ตาม (MTV Thailand,Channel V Thailand)แต่ฐานกลุ่มคนที่ดูช่องเคเบิ้ลเพลงนั้นส่วนใหญ่จะเป็นฐานคนที่ฟังเพลงสากลเป็นหลัก แต่มีการทำสำรวจวิจัยออกมาแล้วว่าในช่วง 20 ปีหลังมานี้ ตลาดเพลงสากลในบ้านเรานั้นหดเล็กลง ในขณะที่ตลาดเพลงไทยสากลและเพลงเอเชียนกลับขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก สมัยผู้เขียนเป็นเด็กหรือยังวัยรุ่นอยู่ ตลาดเพลงบ้านเรา คนส่วนใหญ่จะฟังเพลงสากล 70 เพลงไทยกับเอเชียนแค่ 30 แต่เดี๋ยวนี้กลับกัน เพลงไทยกับเอเชียน 70-80 เพลงสากล 30-20 จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่หรือวัยรุ่นยุคนี้ฟังเพลงไทยในประเทศกับเพลงเอเชียน โดยเฉพาะเพลงเกาหลี เป็นตลาดใหญ่ และเพลงไทยกับเพลงเอเชียนนั้นอยู่ในมือของค่ายเพลงไทยก็คือแกรมมี่ กับโซนี่ ,อาร์เอส และทรูมิวสิค ซึ่งแต่ละค่ายเพลงเหล่านี้ก็มีช่องเพลงเป็นของตนเองทั้งสิ้น นี่คือสาเหตุที่ทำให้กลุ่มฐานคนดูในช่อง MTV,Channel V นั้นลดลง และเป็นที่มาที่ทำให้ผลการดำเนินงานของช่องสถานีเพลงที่เป็นแฟรนส์ไชส์เหล่านี้อยู่ได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน MTV ไทยแลนด์เคยปิดตัวลงไปแล้ว 2 ครั้งและมาเปิดใหม่เมื่อไม่นานมานี้
(เอ็มทีวีไทยแลนด์ออกอากาศครั้งแรกบนช่อง 49 เครือยูบีซี ต่อมาย้ายมาช่องยูบีซี 32 ต่อมา เอ็มทีวีไทยแลนด์ประกาศย้ายการออกอากาศในไทยวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 จากเคเบิลทีวี ช่องทรูวิชั่นส์ไปแพร่ภาพทางทีวีดาวเทียม ดีทีเอช หรือรับชมผ่านเคเบิลทีวีท้องถิ่น ขณะนี้เอ็มทีวีไทยแลนด์ ได้ย้ายการออกอากาศจากสไมล์ทีวี เน็ตเวิร์ค โดยได้กลับมาออกอากาศ ทาง ทรูวิชั่นส์ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2551 ย้ายมาอยู่ช่อง 85 เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553 ออกอากาศในวันสุดท้ายของคืนวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 หลังจากนั้นกลับมาออกอากาศอีกครั้งทางช่องทรูวิชันส์ เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556 โดยถ่ายทอดสัญญาณของเอ็มทีวีเอเชียมา และออกอากาศอย่างเป็นทางการผ่านระบบซีแบนด์ (ที่ได้รับสัมปทานความถี่ช่องดาวเทียมของ อสมท.) และเคยูแบนด์ในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ต่อมาในเดือนกันยายน 2556 กลับมาฉายอีกครั้งในรูปแบบเอ็มทีวีไทยแลนด์)
ส่วน Channel V ที่ออกอากาศทางทรูวิชั่นส์นั้นหมดสัญญาพอดีและเพิ่งปิดตัวไป และมีบริษัทฟ็อกซ์มาเทคโอเวอร์กิจการและเปิดดำเนินการธุรกิจต่อ และกำลังไปออกอากาศบนเครือข่าย GmmZ และ CTH แทน

หมายเหตุ  เมื่อก่อนค่ายเพล่งสากลที่จัดจำหน่ายเพลงสากลในบ้านเรามีหลายค่ายมากทั้ง Warners,BMG,Wea Record,Sony,Universal,EMI,Polygram(เพลงเอเชียน),Rock Record เป็นต้น รายการวิทยุที่เปิดเพลงสากลก็มีมากมาย เดี๋ยวนี้เหลือน้อยมาก หลักๆ ก็คือ 105.50,107,104.5 


ทางรอดของช่องเคเบิ้ลเพลงแฟรนไชส์อย่าง MTV,Channel V (Thailand)

1.ขยายฐานคนดูคนฟังรุ่นใหม่ให้หันมาดูมาฟังเพลงสากล ให้มากขึ้น ซึ่งเป็น content หลัก แต่ดั้งเดิมของช่องให้ได้เพิ่มขึ้น โดยจัดกิจกรรมต่างๆ

2.ปรับโหมดของการโฟกัสเพลงไทย ให้เน้นมาที่ค่ายเพลงอินดี้ ค่ายเพลงเล็กๆ เพลงนอกกระแส ที่ไม่มีช่องทางสถานีเพลงเป็นของตนเอง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ทิ้งเพลงกระแสหลักของค่ายใหญ่ๆ แต่เปิดน้อยลง และไปโฟกัสที่เพลงของค่ายเพลงน้องใหม่ หรืออันดับ 3,4 เช่น เปิดเพลงจาก smallroom, love is, believe record, spicy disc, iwave, panda record, true music, mono music ให้มากขึ้น เป็นต้น

3.กระแสของเรียลลิตี้ ประเภทประกวดร้องเพลงในบ้านเรา ยังได้รับความนิยมอยู่สูง และเป็นเทรนด์ใหม่ในรอบ 10 ปีมานี้ได้รับความนิยมมาก ทำไมช่อง M, ช่อง V ไม่ดึงเอาการประกวดแบบนี้มาฉายถ่ายทอดสดออกทางช่องตนเองบ้าง แม้ว่า TS,AF มีช่องและค่ายของตนเองแล้ว แต่เวทีใหม่ๆ หรือเก่า ๆ อย่าง KPN Award ,The Voice Thailand สามารถดึงมาออกได้นี่ หรือซื้อลิขสิทธิ์ประเภท X Factor มาออกก็ได้ หรือร่วมกับบริษัทผู้ถือลิขสิทธิ์ใครก็ได้ มาออกที่ช่อง อย่างน้อยสามารถสร้างจุดสนใจ เรตติ้ง และโมเมนตัมมาที่ช่องได้ส่วนหนึ่ง หรือการจัดงานประกาศผลรางวัลทางด้านดนตรีที่เป็นของช่อง M,ช่อง V เอง แต่เน้นเป็นสาขาประเทศไทย ก็จะเป็นอีกสถาบันรางวัลนึง เพราะที่ผ่านมาอย่าง MTV Music Award ก็จัดแบบรวมทั้งเอเชีย ไม่ได้โฟกัสมาที่ไทยเท่าไหร่ หากติดปัญหาเรื่องนโยบายหรือลิขสิทธิ์ ก็อาจใช้วิธีดึงรางวัลที่จัดอยู่แล้วในไทยมาออกอากาศที่ช่องได้ เช่น สีสันอวอร์ด แล้วเป็นสปอนเซอร์ให้เขาได้ หรือแม้กระทั่งร่วมกับนิตยสาร วารสารด้านเพลง มหาวิทยาลัยชื่อดัง จัดตั้งเป็นสถาบันที่น่าเชื่อถือได้จัดทำชาร์ตบิลบอร์ดของไทย เพื่อเป็นมาตรฐานชาร์ตเพลงไทยระดับชาติที่น่าเชื่อถือได้ ใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิง ตัววัด ความสำเร็จของวงการเพลงไทย ให้เป็นสถาบันหลัก

4.นำเอาจุดเด่น ข้อดีของเทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย มาผนวกกับสื่อบรอดแคสท์อย่างช่องเคเบิ้ลเพลง ที่จะสามารถให้คนดูสามารถเลือกเพลงที่อยากฟัง โดยการคลิกโหวตแบบเรียลไทม์เพื่อวัดกระแส แล้วเปิดออนแอร์สดเดี๋ยวนั้น โดยที่วีเจหรือโปรดิวเซอร์รายการ ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธการเปิดเพื่อตอบสนองคนดูแบบเรียลไทม์ ซึงอาจทำเป็นบางช่วงของรายการสด หรือบางรายการ บางช่วงเวลาพิเศษ ย่อมทำให้สร้างจุดสนใจ หรือจุดขายใหม่ๆ ได้

5.เปิดมิวสิควีดีโอให้มากขึ้น ลดจำนวนวีเจพูดมากให้น้อยลง ที่ไม่ค่อยได้ให้ความรู้ด้านเพลง หรือวงการเพลงอะไรเลย มัวแต่พล่ามเรื่องราวไร้สาระ อีกทั้งจัดหมวดหมู่ของแนวเพลงในแต่ละชั่วโมงให้ชัด ถ้าเป็นไปได้เน้นเปิดเพลงเป็นยุค ๆ เก่าใหม่ ไม่ว่าแต่ควรจะเป็นโทนเดียวกันทั้งชั่วโมง ไม่ใช่ เปิดสะเปะสะปะ มั่วไปหมด กลุ่มคนดูก็จะอันตรธานหายไปทีละคน จนคนเขาหันไปฟังวิทยุหรือเปิดแผ่นซีดี ดาวน์โหลดใน i-tune ฟังจะดีกว่า


วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

โลก 360 องศา - (วิกฤติตัวประกันที่ฟิลิปปินส์,แอร์บัสการบินไทยไถลบนรันเวย์,ผลจัดอันดับขีดความสามารถของไทย,ประชุมจี 20 ที่รัสเซีย)

วิกฤติตัวประกันที่ฟิลิปปินส์ โดยกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร
หน่วยตำรวจคอมมานโดฟิลิปปินส์ปิดล้อมพื้นที่ในเมืองซัมบวงกาบนเกาะมินดาเนา ภายหลังกลุ่มติดอาวุธในเครือแนวร่วมปลดปล่อยอิสลามโมโร จับพลเรือนไปเป็นตัวประกัน 30 คน และพยายามบุกเข้าไปที่ศาลากลางเมืองซัมบวงกาเพื่อชูธงฝ่ายกบฏ  อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับหน่วยฯ ประกาศทางสถานีวิทยุท้องถิ่นว่า เจ้าหน้าที่จะไม่ยอมให้ฝ่ายกบฏเด็ดขาด หลังกลุ่มติดอาวุธหลายสิบคนมาทางเรือขึ้นฝั่งที่หมู่บ้านชายทะเล 2 แห่ง เมื่อช่วงเช้าตรู่ และปะทะกับกองกำลังรักษาความมั่นคง จนถึงขณะนี้มีรายงานผู้เสียชีวิต 3 คน และบาดเจ็บอีก 10 คนขณะฝ่ายกบฏผลักดันจะรุกเข้าใจกลางเมืองให้ได้

โฆษกประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ แถลงประณามการโจมตีที่เมืองซัมบวงกาอย่างรุนแรง และว่ารายงานที่มีการใช้อาวุธและใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์สร้างความวิตกเป็นอย่างยิ่ง กลุ่มมือปืนดังกล่าวอยู่ในเครือกลุ่มกบฏมุสลิมที่เข้าร่วมข้อตกลงสันติภาพกับรัฐบาลเมื่อปี 2539 และได้แบ่งเขตปกครองตนเอง แต่จากนั้นอีก 5 ปี กลุ่มมุสลิมจับอาวุธอีกครั้งโดยอ้างว่ารัฐบาลไม่ได้ทำตามข้อตกลงสันติภาพทั้งหมด

มีรายงานว่า กบฏยิงต่อสู้กับทหารทำให้ทหารเสียชีวิต 1 นายและบาดเจ็บอีก 6 นาย นอกจากนี้มีพลเรือนเสียชีวิตอีก 2 คนและบาดเจ็บ 4 คนด้วย ขณะที่บางรายงานระบุว่ามีผู้บาดเจ็บ 17 คน จากการยิงต่อสู้ในช้าวันนี้ในอย่างน้อย 6 หมู่บ้าน และนายกเทศมนตรีได้ส่งทหารและตำรวจเฝ้าอารักขา โรงพยาบาล สำนักงานสื่อ ระบบประปา และธุรกิจต่างๆ

ผลสอบพบ"แอร์บัส-บินไทย"ฐานยึดล้อหักไถลหลุดรันเวย์ไฟลุก ‘วีรภาพ’พระเอกช่อง7 เผยนาทีหนีตาย

เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 8 ก.ย. เกิดเหตุการณ์เครื่องบิน แอร์บัส 330 เที่ยวบินทีจี 679 กวางโจว-สุวรรณภูมิ ออกจากกวางโจวประมาณ 21.00 น. มีผู้โดยสารทั้งหมด 301 ราย เกิดอุบัติเหตุยางแตกขณะร่อนลง จนไถลตกรันเวย์ที่ 19 ฝั่งขวามือ ขณะลงจอดที่สุวรรณภูมิ ปีกด้านขวากระแทก ทำให้เกิดเพลิงไหม้ที่เครื่องยนต์ที่ 2 เสียหาย เจ้าหน้าที่ต้องเข้าดับเพลิง และเคลื่อนย้ายผู้โดยสารออกจากเครื่องบิน ล่าสุดรับรายงานมีผู้บาดเจ็บสิบกว่าคน โดยส่วนใหญ่สำลักควัน ตกใจ ช็อก ไม่มีผู้เสียชีวิต เจ้าหน้าที่นำผู้โดยสารทั้งหมดส่งบัสเกตที่ 5 รอตรวจสุขภาพทั้งหมด ขณะที่เครื่องบินเสียหายหนัก ยังไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเที่ยวบินดังกล่าวมีบุคคลที่มีชื่อเสียง ที่นั่งอยู่ในเครื่องดังกล่าว อาทิ วีรภาพ สุภาพไพบูลย์ พระเอกช่องเจ็ด 7, คณะของนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง อดีตรัฐมนตรีอุตสาหกรรม และนายโฆสิต สุวินิจจิต อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ด้านนายวรเดช หาญประเสริฐ อธิบดีกรมการบินพลเรือน กล่าวว่า รับรายงานเบื้องต้นว่า เครื่องกระแทกพื้นทำให้เครื่องเอียง ไฟไหม้เครื่องยนต์ที่ 2 ต้องอพยพผู้โดยสารทั้งหมด 301 คนด้วยแพยาง เบื้องต้นมีผู้บาดเจ็บ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต

ขณะที่ ‘วี’ วีรภาพ พระเอกชื่อดัง กล่าวถึงนาทีระทึกว่า ได้ซื้อทัวร์ไปเที่ยวเมืองกวางโจวกับกลุ่มเพื่อนกว่า 10 คน ขากลับได้ใช้บริการ ของการบินไทย เที่ยวบิน TG 679 ก่อนเกิดเหตุกำลังนั่งคุยกับสจ๊วตใกล้ประตูฉุกเฉินฝั่งซ้าย แล้วได้ยินเสียงดังตึงและเสียงชนโครมคราม พอมองไปทางขวาเห็นฝรั่งร้องตะโกนว่าไฟไหม้ จากนั้นก็เกิดความชุลมุน เพราะทุกคนต่างพยายามหนีตาย เอาตัวรอด ต้องใช้แพยางสไลด์ออกจากตัวเครื่อง ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากแรงกระแทก เหตุการณ์นี้ถือว่าสร้างความระทึกที่สุดให้กับชีวิต แต่ถือว่าฟาดเคราะห์ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เพราะวันนี้ (9ก.ย.) เป็นวันเกิดครบรอบ 33 ปี ของตัวเอง  โดยเจ้าตัวได้โพสต์ภาพจากอินสตาแกรม วี วีรภาพ @vee_weraparp ก่อนขึ้นเครื่องดังกล่าวกลับไทย โดยข้อความระบุว่า “ได้กลับไทยแล้วววว เจอกัน 9 กันยา”  ล่าสุด วันที่ 9 ก.ย. นายวรเดช เปิดเผยผลตรวจสอบสาเหตุเครื่องบินแอร์บัส เอ 330- 300 ของบริษัทการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 679 กว่างโจว-กรุงเทพฯ ไถลออกนอกทางวิ่ง ขณะลงจอดว่า สาเหตุเกิดจากฐานยึดล้อหลังด้านขวาหัก ทำให้เครื่องเสียการทรงตัว ไถลออกนอกรันเวย์ และเครื่องยนต์ปีกขวาขูดกับพื้นรันเวย์ จนเกิดประกายไฟลุกไหม้ ลามไปถึงตัวเครื่องด้วย  อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่เกิดขึ้นยังต้องตรวจสอบต่อไป โดยกรมการบินพลเรือน จะนำกล่องดำของเครื่องบินลำดังกล่าวมาตรวจสอบอย่างละเอียด

WEF ขี้ความสามารถในการแข่งขันไทยเป็นรองสิงค์โปร์ มาเลเซีย บรูไน เผยจุดอ่อนไทยอยู่ที่นวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงสุขภาพและการศึกษาขั้นพื้นฐานด้อยคุณภาพ  WEF ชี้อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยดีขึ้น ขยับจากอันดับที่ 38 มาเป็นอันดับที่ 37 แต่ถ้าเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียนแล้ว ประเทศไทยยังเป็นอันดับ 4 รองจากสิงค์โปร์ (2) มาเลเซีย (24) และบรูไน (26) ในขณะที่อินโดนีเซียก็จี้ตามหลังประเทศไทยมาอยู่ในอันดับที่ 38 ส่วนจุดอ่อนในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอยู่ที่ความสามารถในด้านนวัตกรรมและความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีของไทยที่ต่ำ กฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนและการแข่งขัน ปัจจัยด้านสุขภาพและการศึกษาพื้นฐานที่ไม่เข้มแข็งในขณะที่ WEF ยังได้สรุปต่อไปอีกว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดสี่ประการสำหรับประเทศไทย คือ อันดับที่ 1 การคอรัปชั่น (20.2%) อันดับที่ 2 ความไม่มั่นคงของรัฐบาล (16.5%) และอันดับที่ 3 นโยบายไม่มีเสถียรภาพ (13.5%) และอันดับที่ 4 ระบบราชการไม่มีประสิทธิภาพ (13.4%)  ในวันที่ 4 กันยายน 2556 World Economic Forum (WEF) เผยแพร่รายงานความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก จำนวน 148 ประเทศ ครั้งล่าสุด ใน The Global Competitiveness Report 2013-2014 ซึ่งใช้ดัชนีความสามารถในการแข่งขันรวม (Global Competitiveness Index (GCI)) ในการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขัน โดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะ Partner หลักของ World Economic Forum ในประเทศไทย ได้วิเคราะห์ผลการจัดอันดับในปี 2013 ไว้ดังนี้

ในปี 2556 สวิสเซอร์แลนด์ได้รับการจัดอยู่ในอันดับสูงสุดเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ตามมาด้วย สิงคโปร์ ฟินแลนด์ (คงที่ในลำดับที่ 2 และ 3) ขณะที่เยอรมนีเลื่อนขึ้นเป็นอันดับที่ 4 (จากอันดับที่ 6) และสหรัฐอเมริกาในอันดับที่ 5 (เลื่อนขึ้นมา 2 อันดับหลังจากที่ตกลงอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 4 ปี) โดย WEF ได้สรุปว่าประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันระดับสูงนั้น เป็นประเทศที่มีนวัตกรรม (Highly innovative) อยู่ในระดับสูง และมีสภาพแวดล้อมด้านสถาบัน (Institutions) ที่เข้มแข็ง

สำหรับประเทศไทย ผลการจัดอันดับในปี 2556 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันอยู่ในลำดับที่ 37 สูงขึ้นจากลำดับที่ 38 ในปี 2555 (เป็นลำดับที่ 4 ในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน) และเมื่อพิจารณาปัจจัยหลักที่นำมาใช้ในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งประกอบไปด้วย
1. ปัจจัยพื้นฐาน (Basic requirements) ไทยได้รับการจัดอันดับที่ 49 (ลดลงจากลำดับที่ 45)
2. ปัจจัยเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency enhancers) อยู่ในลำดับที่ 40 (ดีขึ้นจากเดิมที่ 47)
3. ปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจ (Innovation and sophistication) อยู่ในลำดับที่ 52 (ดีขึ้นจากเดิมที่ 55)
แต่ถ้าเปรียบเทียบไปในอดีตตั้งแต่ปี 2549 จะเห็นได้ว่าระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง โดยปัจจุบันลดลงถึง 6 ลำดับจากปี 2549

สำหรับกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ประเทศในกลุ่มส่วนใหญ่ได้รับการจัดอันดับสูงขึ้นจากปี 2555 กล่าวคือมาเลเซียปรับตัวสูงขึ้นจากลำดับที่ 25 เป็น 24 บรูไนจาก 28 เป็น 26 อินโดนีเซียจาก 50 เป็น 38 ฟิลิปปินส์ จาก 65 เป็น 59 เวียดนามจาก 75 เป็น 70 สำหรับอินโดนีเซียนั้นถือได้ว่ามีการพัฒนาเพิ่มขึ้นสูงสุดในกลุ่ม G20 คือปรับขึ้น 12 อันดับ ในขณะที่ประเทศที่มีลำดับต่ำลงได้แก่ กัมพูชาลดลงจากลำดับที่ 85 เป็น 88 ส่วนสิงคโปร์ลำดับเท่าเดิม คือ ลำดับที่ 2 นอกจากนี้ลาวและเมียนมาร์ ได้รับการจัดอันดับเป็นปีแรก โดยอยู่ในลำดับที่ 81 และ 139 ตามลำดับ

โดยปัจจัยนวัตกรรมและศักยภาพทางธุรกิจนั้นแยกเป็นระดับการพัฒนาของธุรกิจ (Business sophistication) และนวัตกรรม (Innovation) โดยระดับการพัฒนาของธุรกิจของไทยอยู่ในลำดับที่ 40 (4.4 คะแนน) และระดับนวัตกรรมอยู่ในลำดับที่ 66 (3.2 คะแนน) จะเห็นได้ว่าระดับนวัตกรรมของไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ (ใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์และลาว) เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศผู้นำในกลุ่มอาเซียน (สิงคโปร์ ลำดับที่ 9 มาเลเซีย ลำดับที่ 25 อินโดนีเซีย 33 และบรูไน 59)
ในส่วนของปัจจัยพื้นฐานนั้นประเทศไทยถูกจัดลำดับให้ลดลงจากเดิม 4 ลำดับ (จาก 45 เป็น 49) แม้ว่าคะแนนที่ได้จะคงเดิมอยู่ที่ 4.9 คะแนน ซึ่งอาจสรุปได้ว่าการรักษาระดับของปัจจัยพื้นฐานนั้นที่ระดับเดิมนั้นไม่เพียงพอ เนื่องจากประเทศอื่นมีการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานในอัตราที่สูงกว่า โดยปัจจัยพื้นฐานนั้นแยกเป็น 4 ด้าน คือ 1. สภาพแวดล้อมด้านสถาบันหรือปัจจัยด้านกฎหมายต่างๆ (Institutions) 2. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) 3. สภาวะเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment) 4. สุขภาพและการศึกษาพื้นฐาน (Health and primary education)  จะเห็นได้ว่าสภาพแวดล้อมด้านสถาบันและ สุขภาพและการศึกษาพื้นฐานนั้นอยู่ในลำดับที่ 78 และ 81 ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนของประเทศไทย (เปรียบเทียบกับประเทศผู้นำในกลุ่มอาเซียน (สิงคโปร์ ลำดับที่ 3 และ 2 มาเลเซีย ลำดับที่ 29 และ 33 และบรูไน ลำดับที่ 25 และ 23)
ในส่วนของปัจจัยเพิ่มประสิทธิภาพนั้นประเทศไทยถูกจัดลำดับให้สูงขึ้นจากเดิมถึง 7 ลำดับ (จาก 47 เป็น 40) แม้ว่าคะแนนที่ได้นั้นคงเดิมอยู่ที่ 4.4 คะแนน แต่ก็ถือได้ว่าเป็นจุดเด่นของประเทศไทย โดยปัจจัยยกระดับประสิทธิภาพนั้นแยกเป็น 6 ด้าน คือ

1. การศึกษาขั้นสูงและการฝึกอบรม (Higher education and training) 2. ประสิทธิภาพของตลาดสินค้า (Goods market efficiency) 3. ประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน (Labor market efficiency) 4. ระดับการพัฒนาของตลาดการเงิน (Financial market development) 5. ความพร้อมด้านเทคโนโลยี (Technological readiness) และ 6. ขนาดของตลาด (Market size) จะเห็นได้ว่าประเทศไทยมีความได้เปรียบในด้านขนาดของตลาด โดยอยู่ในลำดับที่ 22 (เป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากอินโดนีเซียที่อยู่ในลำดับที่ 15) ในทางตรงกันข้ามความพร้อมด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 78 ซึ่งเป็นอันดับที่ 6 ในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจาก สิงคโปร์ (15) มาเลเซีย (51) บรูไน (71) อินโดนีเซีย (75) และฟิลิปปินส์ (75) จึงสรุปได้ว่าความพร้อมด้านเทคโนโลยีเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของประเทศไทย

รายงาน The Global Competitiveness Report 2013-2014 สรุปว่าประเทศไทยได้รับการจัดอยู่ในลำดับที่ 37 เนื่องจากมีการพัฒนาในภาพรวมเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ความสามารถในการแข่งขันยังเป็นปัญหาที่ท้าทายเป็นอย่างมาก WEF ยังได้สรุปต่อไปอีกว่าปัจจัยที่ก่อปัญหามากที่สุด 3 อันดับแรก คือ อันดับที่ 1 การคอรัปชั่น (20.2%) อันดับที่ 2 ความไม่มั่นคงของรัฐบาล (16.5%) และอันดับที่ 3 นโยบายไม่มีเสถียรภาพ (13.5%) และอันดับที่ 4 ระบบราชการไม่มีประสิทธิภาพ (13.4%)

นับตั้งแต่ปี 2548 (2005) World Economic Forum ได้นำเสนอดัชนีความสามารถในการแข่งขัน (Global Competitiveness Index) ซึ่งเป็นดัชนีวัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั้งระดับมหภาคและจุลภาค โดยนิยาม “ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)” ไว้ว่า เป็นการวัดความมีประสิทธิภาพของสถาบัน นโยบาย และปัจจัยที่บ่งชี้ถึงประสิทธิภาพของประเทศ ซึ่งความมีประสิทธิภาพของประเทศจะส่งผลถึงความอยู่ดีกินดีของประชากรและการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ โดยดัชนี GCI วิเคราะห์ 12 ปัจจัยหลัก ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้
1. กลุ่มปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่การผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศ ประกอบด้วย
- สภาพแวดล้อมด้านสถาบัน (Institutions)
- โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)
- สภาวะเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic environment)
- สุขภาพและการศึกษาพื้นฐาน (Health and primary education)
2. กลุ่มเสริมประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่การผลักดันความมีประสิทธิภาพของประเทศ ประกอบด้วย
- การศึกษาขั้นสูงและการฝึกอบรม (Higher education and training)
- ประสิทธิภาพของตลาดสินค้า (Goods market efficiency)
- ประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน (Labor market efficiency)
- ระดับการพัฒนาของตลาดการเงิน (Financial market development)
- ความพร้อมด้านเทคโนโลยี (Technological readiness)
- ขนาดของตลาด (Market size)
3. กลุ่มนวัตกรรมและระดับการพัฒนา ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่การผลักดันระดับนวัตกรรมของประเทศ ประกอบด้วย
- ระดับการพัฒนาของธุรกิจ (Business sophistication)
- นวัตกรรม (Innovation)
 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย กล่าวแถลงระหว่างการประชุมสุดยอดกลุ่ม จี-20 ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อวันศุกร์ ว่า เขาได้พบปะหารือเกี่ยวกับปัญหาซีเรีย กับ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐ ช่วงนอกรอบการประชุม แต่การหารือซึ่งใช้เวลาประมาณ 20 - 30 นาที จบลงโดยไม่อาจตกลงกันได้ เกี่ยวกับจุดยืนของแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวกับซีเรีย แม้ว่าการสนทนาโดยรวมจะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเป็นมิตร

ผู้นำรัสเซีย เผยอีกว่า เกี่ยวกับแผนการที่สหรัฐจะใช้กำลังทหารโจมตีซีเรีย ดูเหมือนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุม จี-20 จะเห็นด้วยกับรัสเซีย ไม่ใช้ 50 : 50 ตามที่เป็นข่าว โดยฝ่ายที่แสดงท่าทีสนับสนุนการโจมตีของสหรัฐ ประกอบด้วย ตุรกี แคนาดา ซาอุดิอาระเบีย และฝรั่งเศส ทางด้านเยอรมนียัง "ลังเล" ขณะที่อังกฤษ แม้นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน จะสนับสนุน แต่เขาไม่ได้เป็นตัวแทน "ความประสงค์" ของประชาชน เนื่องจากรัฐสภาอังกฤษมีมติปฏิเสธการแทรกแซง ส่วนฝ่ายที่คัดค้านการโจมตีซีเรีย นอกจากรัสเซียแล้วยังรวมถึง จีน อินเดีย อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา บราซิล แอฟริกาใต้ และ อิตาลี.





วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

หนังคู่เหมือน เพื่อนกันฉันคือเธอ (หนังเลียนแบบหรือบังเอิญสร้าง)

ปรากฏการณ์ของภาพยนตร์ที่สร้างเลียนแบบพล็อตหนังหรือหน้าหนังกันนั้น ไม่ใช่เรืองใหม่แต่อย่างใด มีมาตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว เหตุก็เพราะว่ามันเป็นสูตรสำเร็จชนิดนึง ซึ่งถ้าภาพยนตร์รูปแบบใดประสบความสำเร็จด้านรายได้หรือสามารถสร้างกระแสความชื่นชมจากนักวิจารณ์ได้ หรือไปได้รางวัลจากสถาบันที่เป็นที่ยอมรับขึ้นมา ก็จะเกิดกระแสที่ลอกเลียนแบบ หรือสร้างตามๆ กันออกมา เป็นกระบิ หรือเป็นโขลงเลยก็ว่าได้ ยกตัวอย่าง ภ.ฮอลลีวู้ดก่อน เช่น ยุคหนังเงียบและตลก (ฟิมล์นัวร์) ,ยุคหนังคาวบอยหรือ western film ,ยุคหนังเพลง (มิวสิคัลและเต้นรำ) ,ยุคหนังการ์ตูนวอลลท์ดิสนีย์ ,ยุคหนังพีเรียด (อิงประวัติศาสตร์ หรือ epic film ) ยุคหนังดราม่า (หนังรัก,หนังโศกนาฏกรรม,หนังฆาตกรรม,อัตชีวประวัติ) ,ยุคหนังแอ็คชั่น (ประเภทคู่หู, สืบสวนสอบสวน, หักมุม หรือสไตล์ฮีโร่ที่สร้างจากการ์ตูน) ,ยุคหนังสงคราม ,ยุคหนังเขย่าขวัญ (หนังผี,หนังฆาตกรโรคจิต) , ยุคหนังไซไฟ, ยุคหนังคอมเมดี้ (รักโรแมนติก,ตลกไร้สาระ) และปัจจุบันยุคหนังแอนิเมชั่น ,ยุคหนัง 3 มิติ ฯลฯ มาทางด้านหนังไทยกันบ้าง ยุคอดีต ก็เช่น ยุคหนังบู๊ (ระเบิดภูเขา เผากระท่อม) ยุคหนังวัยรุ่น (แนวกระโปรงบานขาสั้น,ม.6 ห้องครูวารี,ฉลุย,สยึ๋มกึ๋ย) ของฮ่องกง ก็เช่น ยุคหนังเจ้าพ่อทั้งหลาย ส่วนญี่ปุ่น ก็เช่น ยุคหนังซามูไรทั้งหมด

พอมายุคปัจจุบัน ความเจริญก้าวหน้า และพัฒนาการทั้งด้านโปรดักชั่น การแสดง บทและพล็อตหนัง รวมไปถึงรสนิยมคนดู และวิวัฒนาการทางด้านโรงภาพยนตร์ การจัดทำหนังในรูปแบบวีดีโอ วีซีดี ดีวีดี ไปจนกระทั่งเป็นไฟล์ และในอินเตอร์เน็ต ทำให้แนวของหนังไม่สามารถถูกควบคุมให้จำกัดอยู่แต่เพียงประเภทเดียวกัน เกิดการแข่งขันอย่างสมบูรณ์จากผู้สร้างไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ และจำนวนของผู้สร้างก็มีมากขึ้น กลายเป็นตลาดเสรีและเป็นการแข่งขันกึ่งสมบูรณ์ ผู้ชมมีสิทธิ์เลือกที่จะชมหนังในเวลาเดียวกันได้หลากหลาย ได้แบบเรียลไทม์คือหนังใหม่ต้องดูในโรงภาพยนตร์เท่านั้น หรือหนังเก่ามาหน่อยก็สามารถหาชมหรือดูเป็นในรูปของดีวีดี หรือดูทางยูทูป หรือในเคเบิ้ลทีวีก็ได้ จึงน่าจะหมดยุคของอิทธิพลหรือกระแส ที่สามารถควบคุมทิศทางของแนวหนังให้อยู่ในโทนเดียวกันในช่วงเวลา หรือระยะเวลาหนึ่งได้ ยกเว้นว่าเป็นความนิยม ความคลั่งไคล้ อย่างเช่น ที่ ภ.เกาหลีเคยทำได้อยู่ช่วงนึงแต่ก็เป็นระยะเวลาสั้นๆ

สูตรสำเร็จของหนังอีกประเภทนึงก็คือ หนังคู่เหมือน ที่ก็มีมานานแล้วเหมือนกัน ไม่รู้ว่าใครเป็นต้นตำรับแต่ที่เห็นได้เด่นชัดก็คือหนังฮอลลีวู้ด ซึ่งไม่แน่เสมอไปว่าหนังที่ออกฉายก่อนจะเป็นหนังต้นแบบ แล้วหนังที่ออกฉายทีหลังจะเป็นหนังเลียนแบบ เพราะบ่อยครั้งที่หนังเลียนแบบชิงออกฉายตัดหน้าหนังต้นแบบก็เป็นไปได้ และมูลเหตุจูงใจของหนังคู่เหมือนก็เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุดังนี้

1.เป็นไปได้จากความบังเอิญจริงๆ อันเนื่องมาจากกระแสของแนวหนังนั้น กำลังจะมาหรือเป็นประเด็นใหญ่ทางสังคมหรือประเทศชาติ หรือระดับโลก เช่น ประเด็นด้านเชื้อชาติเหยียดสีผิว,ประเด็นด้านความขัดแย้งสงคราม,ประเด็นด้านความรักชาติหรือฮีโร่ของประเทศ,ประเด็นด้านภัยพิบัติธรรมชาติ,ประเด็นด้านสิทธิหรือเสรีภาพทางสังคม,ประเด็นเรื่องเพศ,ประเด็นเรื่องการก่อการร้าย,ประเด็นด้านจารกรรมสืบราชการลับ,ประเด็นด้านค้นพบวิทยาการใหม่ๆ เช่น จีโนม,ตัดต่อพันธุวิศวกรรม,การโคลนนิ่ง,ประเด็นด้านความก้าวหน้าทางด้านอวกาศ หรือเทคโนโลยีนอกโลก,ประเด็นด้านมนุษย์ต่างดาว เป็นต้น ทำให้เกิดการสร้างหนังที่มีพล็อตเรื่องและหน้าหนังคล้ายกันขึ้นมาในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน และออกฉายใกล้กันหรือเกือบจะชนกันเลย

2.เป็นไปได้ว่าหนังต้นแบบโดยทีมงานของสตูดิโอหนึ่ง ได้วางโครงเรื่องไว้แล้วว่าจะสร้าง แต่ 1 ในทีมงานนั้นหรือหลายคนในทีม แยกตัวไปทำงานกับอีกสตูดิโอหนึ่ง จึงนำเอาไอเดียที่เคยคิดไว้ว่าจะทำกับสตูดิโอเดิมไปทำกับอีกสตูดิโอแห่งใหม่ แล้วจึงเกิดการสร้างหนังที่เป็นคู่เหมือนขึ้นมา ไม่ได้บอกว่าเลียนแบบ แต่อาจเป็นเพราะเป็นทีมงานเดียวกันแต่แยกไปอยู่กับอีกที่นึงแล้ว ซึ่งกลายมาเป็นคู่แข่งกันโดยบังเอิญหรือตั้งใจก็ได้ เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นแล้วกับผลงานของ pixar vs dreamwork การจะกล่าวหาว่าใครลอกเลียนแบบใครจึงเป็นเรื่องยาก แต่ประชาชนคนดูสามารถตัดสินเอาเองได้ว่าพล็อตแบบเดียวกัน ใครทำออกมาแล้วเจ๋งกว่ากันก็เท่านั้น อาทิ a bug’s life กับ Antz ,Toy Story กับ Small Soldier และ Monster Inc กับ Shrek ทุกวันนี้หนังคู่เหมือนจากทั้ง 2 ค่ายนี้คงลดลงไปแล้ว เนื่องจากต่างฝ่ายต่างงัดเอากลยุทธ์และจุดขายที่ไม่เหมือนกันมาสู้กัน แนวทางของหนังจึงฉีกและต่างกันออกไปจากยุคแรกๆ

3. เป็นไปได้ที่สุดว่าสตูดิโอที่คิดจะทำหนังต้นแบบของตนเอง ดันทำข่าวรั่วหรือความลับแตก เรื่องไปถึงหูหรือโดนล้วงความลับจากสตูดิโอคู่แข่ง ทำให้คู่แข่งคิดจะทำหนังแบบเดียวกันออกมาชนเสียเลยในเวลาไล่เลี่ยกัน เพื่อวัดกันไปเลยเรื่องรายได้และกระแสตอบรับ แต่ว่ามีจุดที่น่าสังเกตก็คือว่า คู่แข่งนั้นรู้ข้อมูลรายละเอียดหรือกิมมิคของหนังต้นแบบมากน้อยเพียงใดหรือไม่ด้วย เพราะหลายกรณีพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหนังที่เลียนแบบหลายเรื่องแล้วออกฉายตัดหน้าคู่แข่งนั้น พังพาบไม่เป็นท่า และรายได้ก็สู้หนังต้นแบบไม่ได้ หรืออีกกรณีนึงที่สตูดิโอของหนังต้นแบบสืบรู้ว่า หนังของตนกำลังจะถูกสร้างเลียนแบบจึงมีการปรับบท ปรับหน้าหนังเสียใหม่ ไม่ให้เหมือนหนังคู่แข่ง สุดท้ายแล้วกลายเป็นหนังของตนซึ่งเป็นหนังต้นแบบแป้กไม่เป็นท่า ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ดังนั้น บางทีหนังต้นแบบก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จเสมอไปที่หนังต้นแบบจะสร้างและทำรายได้ได้ดีกว่าหนังเลียนแบบ หากฝีมือห่วยหรือสู้ไม่ได้นั่นเอง ยังไม่นับเงินทุนที่ถูกนำมาสร้างด้วยว่าหนังต้นแบบหรือหนังเลียนแบบใครลงทุนถึงกว่ากัน

4. เป็นไปได้ว่าสตูดิโอ 2 แห่ง คิดตรงกัน ประกาศว่าจะสร้างหนังในแบบพล็อตที่ใกล้เคียงกันหรือหน้าหนังเหมือนกันออกมา ฝั่งไหนประกาศก่อนก็ถือเป็นหนังต้นแบบ อีกฝั่งประกาศทีหลังจึงกลายเป็นหนังเลียนแบบไปโดยปริยาย แล้วจากนั้นก็มาแย่งชิงความได้เปรียบว่าใครจะสร้างเสร็จแล้วได้เข้าฉายก่อนกัน หนังคู่เหมือนในกรณีนี้ จัดเป็นคู่เหมือนที่ไม่มีความใกล้เคียงกันซักเท่าไหร่ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างเก็บงำความลับของตนเอาไว้ และก็ชิงความได้เปรียบกันแบบสูสี หมัดต่อหมัด บางครั้งเหมือนสร้างเสร็จออกฉายแล้ว แทบจะไม่ใช่หนังคู่เหมือนกันเลยก็เป็นได้ ไม่ได้มีความคล้ายคลึงอะไรกันเลย แม้แต่กระทั่งหน้าหนัง มีเพียงแนวของหนังและพล็อตเรื่องที่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว

10 กรณีของหนังคู่เหมือนที่ทางนักวิจารณ์จากฮอลลีวู้ดนำมาจับผิด ได้แก่

1.คู่แรกระหว่าง Antz กับ A Bug’s Life "Antz" (Dreamworks Animation/Universal) - Oct. 2, 1998 Global box office: $171 million vs "A Bug's Life" (Pixar/Disney) - Nov. 25, 1998 : Antz ออกฉาย ตุลาคม ปี 1998 ทำรายได้ทั่วโลกไปทั้งหมด 171 ล้านเหรียญ : ส่วน A Bug’s Life ออกฉายพฤศจิกายน ปี 1988 เช่นเดียวกัน Global box office: $363 million : แต่ทำรายได้มากกว่าไปถึง 363 ล้านเหรียญ ทุกคนทั้งโลกทราบว่า A Bug’s Life คือหนังต้นแบบ ด้วยรูปลักษณ์ และคาแร็กเตอร์ที่สดใสและภาพสีสันที่สวย ฉูดฉาด ประทับใจกว่า Antz จริงๆ


2.คู่ต่อมาระหว่าง Deep Impact กับ Armagedon "Deep Impact" (Paramount Pictures) - May 8, 1998 Global box office: $349 million vs "Armaggedon" (Touchstone Pictures) - July 1, 1998 : Deep Impact ออกฉายพฤษภาคม ปี 1998 ทำรายได้ทั่วโลกไปถึง 349 ล้านบาท : ในขณะที่ Armagedon ออกฉายกรกฏาคม ปี1998 เช่นกัน Global box office: $554 million : ทำรายได้ทั่วโลกไปถึง 554 ล้านบาท เรียกว่าชนะขาดลอย แต่หนังคู่เหมือนคู่นี้ แม้ว่าพล็อตเรื่องจะคล้ายคลึงกัน แต่แนวทางค่อนข้างต่างกันอย่างชัดเจน Armagedon ไปทางแอ็คชั่นกึ่งฮีโร่ แต่ Deep Impact มาทาง Sci-Fi ที่ค่อนไปทางดราม่าเสียมากกว่า

3.คู่ระหว่าง Gordy vs Babe "Gordy" (Miramax) - May 12, 1995 Global box office: $3.9 million vs "Babe" (Universal Pictures) - Aug. 4, 1995  Global box office: $254 million เป็นหนังเกี่ยวกับหมูน่ารักทั้งคู่ ออกฉายปีเดียวกัน คือ 1995 แต่ Babe นั้นกินขาด แถมได้เข้าชิงออสการ์ด้วยในปีนั้น รายได้ที่แตกต่างกันลิบลับ เป็นผลจากความน่ารักมีเสน่ห์ของเจ้า Babe จริงๆ แม้ว่าจะเข้าฉายทีหลัง แต่ดังกว่าทั้งๆ ที่เจ้า Gordy เป็นหนังในเครือของค่ายวอลท์ดิสนี่ย์และเป็นเจ้าหมูน้อยในนิทานของต้นตำรับเสียด้วย

4.คู่ระหว่าง Capote vs Infamous "Capote" (Sony Pictures Classics) - Sept. 30, 2005  Global box office: $49. 2 million  VS "Infamous" (Warner Independent) - Oct. 13, 2006  Global box office: $2.6 million หนังคู่เหมือนคู่นี้สร้างและออกฉายคนละปีกัน โครงเรื่องเดียวกันแต่สร้างออกมาแตกต่างกัน Capote ทำออกมาได้ดี ทำให้ Infamous ไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนัก

5.คู่ระหว่าง 'First Daughter' vs. 'Chasing Liberty' "First Daughter" (20th Century Fox) - January 9, 2004 Global box office: $10.4 million vs "Chasing Liberty" (Warner Bros.) - Sept. 24, 2004 Global box office: $12.3 million หนังคู่เหมือนคู่นี้ ผู้เขียนยอมรับสารภาพเลยว่าไม่เคยได้ดูทั้ง 2 เรื่อง และไม่รู้จักหรือได้ยินชื่อมาก่อน แต่เข้าใจว่าคงมีเค้าโครงที่เหมือนกันมาก จนเป็นที่สนใจและจับมาเป็นประเด็นอีก 1 คู่

6.คู่ระหว่าง'Dante's Peak' vs. 'Volcano' "Dante's Peak" (Universal Pictures) - Feb. 7, 1997 Global box office: $178 million vs "Volcano" (20th Century Fox) - April 25, 1997 Global box office: $122 million หนังคู่เหมือน 2 เรื่องนี้ฉายในระยะเวลาใกล้กันปี 1997 ทำรายได้ก็ใกล้เคียงกันทั้งคู่ มีดาราแม่เหล็กพอๆ กัน พล็อตเรื่องคล้ายกัน ความสนุกก็พอๆ กัน จัดเป็นหนังคู่เหมือนที่สูสีที่สุดคู่นึง


7. คู่ระหว่าง 'Truman Show' vs. 'EDtv' "The Truman Show" (Paramount Pictures) - June 5, 1998 Global box office: $264 million VS "EDtv" (Universal Pictures) - March 26, 1999 Global box office: $35 million หนังคู่เหมือนคู่นี้สร้างและออกฉายคนละปีกัน โครงเรื่องเดียวกันแต่ สร้างออกมาแตกต่างกัน The Truman Show ถูกวิจารณ์และได้รับคำชมในวงกว้างมากกว่า EDtv เป็นหนังดีทั้งคู่ ส่วนรายได้นั้น แน่นอนว่า The Truman Show นั้นทำรายได้ไปอย่างถล่มทลายมาก

8. คู่ระหว่าง'The Illusionist' vs. 'The Prestige' "The Illusionist" (Yari Film Group) - Aug. 18, 2006 Global box office: $88 million vs "The Prestige" (Touchstone Pictures) - Oct. 20, 2006 Global box office: $110 million เป็นหนังคู่เหมือนที่ออกฉายปีเดียวกันคือ 2006 เก็บรายได้ไปพอจะใกล้เคียงบ้าง แต่ The Prestige ได้รับการกล่าวขวัญถึงในวงกว้างกว่า คนทั่วไปแทบไม่รู้เลยว่าหนังอย่าง The Prestige จะมีคู่เหมือนด้วย ถ้าอย่างนั้นใครเป็นต้นแบบกันแน่ ในเมื่อ The Illusionist ออกฉายก่อน


9. คู่ระหว่าง 'Prefontaine' vs. 'Without Limits' "Prefontaine" (Hollywood Pictures) - January 24, 1997 Box office: $589, 000 vs "Without Limits" (Warner Bros. ) - Sept. 11, 1998 Box office: $777,000 เป็นหนังคู่เหมือนที่ออกฉายคนละปี รายได้ต่ำทั้งคู่ แม้ว่าโครงเรื่องจะเหมือนกัน แต่รายละเอียดปลีกย่อยอาจแตกต่างกันบ้าง ไม่ค่อยได้รับการกล่าวขวัญถึงด้วยกันทั้งคู่

10.คู่ระหว่าง 'Tombstone' vs. 'Wyatt Earp' "Tombstone" (Buena Vista Pictures) - Dec. 24, 1993 Domestic box office: $56 million vs "Wyatt Earp" (Warner Bros.) - June 24, 1994 Domestic box office: $25 million เป็นหนังคู่เหมือนที่ออกฉายคนละปี รายได้แตกต่างกันมาก โดยโครงเรื่องที่คล้ายกัน แต่รายละเอียดเนื้อหาไม่เหมือนกัน โดยที่ Tombstone เป็นหนังที่ผู้คนจดจำได้มากกว่า Wyatt Earp



ยังมีหนังคู่เหมือนในตำนานอีกคือเรื่อง Saving Private Ryan กับ The Thin Red Line ที่โครงเรื่องเนื้อหาดูเหมือนจะคล้ายกัน แต่เนื้อหาฉีกแนวไปกันคนละทาง อีกทั้งยังได้ชิงรางวัลออสการ์ หนังปี 1998 ด้วยกันทั้งคู่ หรืออย่าง Mission to Mars กับ Red Planet หนังเกี่ยวกับดาวอังคารที่ออกฉายในปี 2000 ,Abyss กับ Leviathan หนังเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับใต้มหาสมุทร ออกฉายปี 1989 ,Bicentennial Man (1999) กับ A.I.(2001) หนังเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์แม้จะฉายคนละปี แต่แนวคิดเดียวกัน, Powder(1995) กับ Phenomenon (1996) หนังที่พูดถึงมนุษย์ที่มีพลังวิเศษเหมือนกัน

หนังคู่เหมือนเมื่อปีที่แล้วอย่าง Mirror Mirror กับ Snow White and The Huntsman หนังที่ว่าด้วยเรื่องของสโนว์ไวท์ด้วยกันทั้งคู่แต่นำเสนอในประเด็นต่างกัน และหนังคู่เหมือนของปีนี้อย่าง After Earth กับ Oblivion หนังที่ว่าด้วยประเด็นมนุษย์ที่ต้องเอาตัวรอดภายหลังยุคโลกเสื่อมสลายไปแล้ว , Olympus Has Fallen กับ White House Down หนังที่ว่าด้วยประเด็นการโจมตีทำเนียบขาวเหมือนๆ กันจากผู้ก่อการร้าย ซึ่งไม่รู้ว่าใครลอกเลียนแบบใครหรือเป็นความบังเอิญอีกแล้วครับท่าน









 

สงครามค้าปลีก (ความเคลื่อนไหวของ 4 (ตระกูล) เครือข่ายซัพพลายเออร์ใหญ่ของไทย)

เบอร์ลี่ยุคเกอร์ผนวกไทยเบฟ  ขยายแขนขาในไทยก่อนรุกทั่วอาเซียน


อาณาจักรธุรกิจค้าปลีกของกลุ่มเจริญ สิริวัฒนภักดี กำลังรุกขยายตัวอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการบุกเข้าสู่สมรภูมิตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค เปิดตัวธุรกิจดรักสโตร์สไตล์ญี่ปุ่น “โอเกนกิ” (OGENKI) และเร่งปูทางลุยคอนวีเนียนสโตร์ “บีเจซีสมาร์ท” (BJC SMART) หลังจากยึดเครือข่าย ทั้งศูนย์การค้าขนาดใหญ่อย่างกลุ่มพันธ์ทิพย์พลาซ่า ดิจิตอลเกตเวย์ เกตเวย์เอกมัย และเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟรอนท์ คอมมูนิตี้มอลล์ริมคุ้งน้ำเจ้าพระยาที่ใหญ่ที่สุด

แม้ทิศทางของ “โอเกนกิ” ภายใต้การบริหารของบริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ในเครือทีซีซีกรุ๊ป ยังเป็นการซุ่มขยายสาขา เนื่องจากอยู่ในช่วงทดลองตลาด เพื่อสรุปจุดเหมาะสมที่สุด ทั้งรูปแบบและขนาดร้าน ทำเล กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย สินค้า และกลยุทธ์ต่างๆ แต่ถือเป็นการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง เนื่องจากมีคู่แข่งรายใหญ่เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งจำนวนมาก

ไม่ว่าจะเป็นสองยักษ์เจ้าเก่า “บู๊ทส์และวัตสัน” ร้านเพรียวของกลุ่มบิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ โปรเจ็กต์เอ็กซ์ตร้าของกลุ่มซีพีออลล์ ที่ปูพรมไปตามร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น และล่าสุด ร้านซูรูฮะของเครือสหพัฒน์ ซึ่งถือเป็นคู่แข่งโดยตรง เพราะชูจุดขายดรักสโตร์สไตล์ญี่ปุ่นเหมือนกัน

ร้านโอเกนกิสาขาแรกในย่านอโศกอยู่ห่างจากร้านซูรูฮะไม่กี่เมตร การจัดวางสินค้าเน้นกลุ่มสุขภาพและความงาม มีเภสัชกรและมุมตรวจสุขภาพ รวมทั้งเน้นบริการแบบ “One Stop Service” ไม่แตกต่างกัน นั่นจึงกลายเป็น “โจทย์” ข้อสำคัญที่ทีมผู้บริหาร โดยเฉพาะอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ยังต้องการเวลาก่อนเปิดตัวออกสื่ออย่างเป็นทางการและบุกเต็มรูปแบบในปีหน้า อย่างน้อย 20 สาขา

สำหรับปีนี้ อัศวินตั้งเป้าขยายสาขาร้านโอเกนกิ 6 สาขา ล่าสุดเปิดแล้ว 2 สาขา คือ สาขาอโศกทาวเวอร์และฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต โดยจัดตั้งบริษัท เจอร์เนิล โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินการ และจับมือกับพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น จัดหาสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่หาซื้อได้เฉพาะในร้านโอเกนกิ รวมถึงสินค้าด้านสุขภาพและความงามแบรนด์ทั่วไป ประมาณ 1,000 รายการ เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับ A-B

แหล่งข่าวจากบริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทยังต้องรอดูผลตอบรับของโอเกนกิก่อน ซึ่งน่าจะเห็นความชัดเจนในปีหน้า โดยระยะแรกต้องเร่งสร้างความรับรู้ตัวแบรนด์ การเป็นร้านเพื่อสุขภาพและความงามแบบ “Japanese Modern” เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ สีส้มสะดุดตา แต่อาจไม่เน้นบรรยากาศความเป็นญี่ปุ่นมากเหมือนซูรูฮะ ส่วนขนาดพื้นที่ในเบื้องต้นยังไม่เน้นพื้นที่ขนาดใหญ่ เฉลี่ยขนาด 60-100 ตารางเมตรต่อสาขา เงินลงทุนสาขาละ 3-5 ล้านบาท

กลุ่มสินค้านอกจากสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นจุดขายของโอเกนกิ สินค้าแบรนด์ทั่วไป ยังมีสินค้าในเครือเบอร์ลี่ยุคเกอร์ ซึ่งมีทั้งธุรกิจยาและเครื่องมือทางการแพทย์ด้วย เพียงแต่ต้องดูความเหมาะสมอีกระยะหนึ่งก่อน

แน่นอนว่า “โอเกนกิ” ถือเป็นธุรกิจค้าปลีกตัวใหม่ ด้านหนึ่งเป็นการขยายไลน์ธุรกิจที่กำลังเติบโตต่อเนื่องและมีอนาคต อีกด้านเป็นการสร้างหน้าร้านปล่อยสินค้า ซึ่งเบอร์ลี่ยุคเกอร์หรือ “บีเจซี” ไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างมันฝรั่งเทสโต สบู่นกแก้ว หรือกระดาษทิชชูเซลล็อกซ์เท่านั้น แต่ยังมีสินค้าที่รับจัดจำหน่ายอีกหลายรายการ สินค้าในกลุ่มเวชภัณฑ์ สินค้าในกลุ่มเครื่องเขียน ไลฟ์สไตล์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา

ความพยายามขยายเครือข่ายค้าปลีกของเบอร์ลี่ยุคเกอร์หรือเจริญ สิริวัฒนภักดี แท้ที่จริงอาจไม่ได้แตกต่างจากเครือสหพัฒน์ที่ต้องการหาช่องทางกระจายสินค้าให้กว้างขวางที่สุด ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแก้เงื่อนไขและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ในอัตราสูงลิบลิ่วของยักษ์ค้าปลีกที่เหลือเพียงไม่กี่เจ้า

ภาพสะท้อนจากความพยายามเสนอตัวเข้าแข่งขันซื้อกิจการคาร์ฟูร์ ร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท หรือล่าสุดห้างแม็คโคร ย่อมบ่งบอกเป้าหมายให้เห็นถึงยุทธศาสตร์สำคัญดังกล่าว

แนวคิดของเจริญจึงกลายเป็นภาระหนักของอัศวิน เขยเล็กของตระกูลสิริวัฒนภักดี ซึ่งก้าวเข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่บีเจซีเมื่อปี 2551

ในวันครบรอบ 130 ปี ของเบอร์ลี่ยุคเกอร์เมื่อปลายปี 2555 อัศวินในช่วงจังหวะนั้นขายแนวคิดร้านสะดวกซื้อยุคดิจิตอลรูปแบบใหม่ “BJC Smart” โดยวางแผนให้เป็นร้านค้าปลีกในลักษณะเสมือนจริง (เวอร์ชวล) มีการติดตั้งคิวอาร์ โค้ด (QR Code) ตามจุดหลักที่มีคนเดินทางมากๆ เพื่อให้ผู้ต้องการสินค้าใช้มือถือสแกนคิวอาร์ โค้ด สั่งซื้อสินค้า และบริการส่งถึงบ้านในเขตกรุงเทพฯ อัตราการสั่งขั้นต่ำ 1,000 บาทต่อใบเสร็จ นอกจากนี้ จะมีการลงทุนเปิดร้าน ทั้งลงทุนเอง และขายแฟรนไชส์ เพื่อต่อยอดการดำเนินธุรกิจของบีเจซีให้ครบวงจร ในฐานะผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำ ไปสู่ธุรกิจปลายน้ำ หรือมีช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกของตัวเอง

ขณะเดียวกัน บีเจซีใช้กลยุทธ์ขยายเครือข่ายร้านค้าปลีกเข้าไปในเวียดนาม เจาะตลาดอาเซียน กลุ่ม CLMV รองรับการขยายการเติบโตทั้งเบอร์ลี่ยุคเกอร์และไทยเบฟเวอเรจ ซึ่งมีสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม ทั้งแอลกอฮอล์และนอนแอลกอฮอล์อีกจำนวนมาก

ระยะเวลา1-2 ปี บีเจซีเจรจาซื้อกิจการตั้งบริษัท ไทยคอร์ป อินเตอร์เนชั่นแนล (เวียดนาม) และบริษัท ไทอัน เวียดนาม จอยส์สต็อก บริษัทกระจายสินค้าขนาดใหญ่ในเวียดนามเหนือและเวียดนามกลาง รวมทั้งจับมือกับบริษัท ภูไทกรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายและกระจายสินค้ารายใหญ่ในเวียดนาม มีเครือข่ายร้านโชวห่วยมากกว่า 1 แสนราย ซื้อกิจการร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ทในเวียดนาม โดยวางแผนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “บีสมาร์ท” (B’s mart)

เนื่องจากกลุ่มทุนญี่ปุ่นมีเงื่อนไขว่าการซื้อกิจการดังกล่าว บีเจซีจะไม่สามารถใช้แบรนด์แฟมิลี่มาร์ทในการขยายสาขาไป 17 ประเทศ ที่อิโตชู คอร์ปอเรชัน ประเทศญี่ปุ่น ดำเนินกิจการอยู่ได้

เวียดนามจึงถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเจริญในการขยายตลาดค้าปลีกในอาเซียน นอกเหนือจากการจับมือกับกลุ่มเอฟแอนด์เอ็นเจาะกลุ่มประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งตามแผนเบื้องต้นจะปูพรมร้านบีสมาร์ทครบ 300 สาขา ภายในปี 2558 และตั้งเป้าเป็นเชนคอนวีเนียนสโตร์รายใหญ่ในเวียดนาม รวมถึงตลาดอาเซียนและกลับเข้ามาบุกตลาดไทยในอนาคต

ทั้งหมดเป็นย่างก้าวที่น่าจับตานอกเหนือจากเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกในมือที่มีอยู่เดิมของกลุ่มสิริวัฒนภักดี ไม่ว่าจะเป็นพันธ์ทิพย์พลาซ่า ซึ่งเปิดดำเนินการ 4 สาขา ได้แก่ ประตูน้ำ งามวงศ์วาน บางกะปิ และเชียงใหม่ ศูนย์การค้าดิจิตอลเกตเวย์ ซึ่งเน้นความเป็นศูนย์ไอทีครบวงจร ส่วนเกตเวย์เอกมัยเน้นความเป็นศูนย์การค้าสไตล์ญี่ปุ่น และเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟรอนท์

ล่าสุด เจริญเพิ่งเผยแผนขยายธุรกิจศูนย์การค้ากลางแจ้งภายใต้แบรนด์ “เอเชียทีค” โครงการ 2 บนที่ดิน 22 ไร่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาติดถนนเจริญนคร ฝั่งตรงข้ามกับโครงการเอเชียทีคปัจจุบัน รูปแบบโครงการเบื้องต้นเน้นแนวคิดเดิม คือ โอเพ่นมอลล์อิงวิถีชีวิตของคนริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่อาจลงทุนในธุรกิจโรงแรมเพิ่มเติม และมีจุดเชื่อมต่อระหว่าง 2 โครงการ 2 ฝั่ง ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญ คือ การก่อสร้างกระเช้าเคเบิลลอยฟ้าข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ต้องรอผลการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก่อน

ยุทธศาสตร์ในสมรภูมิค้าปลีกของเจริญ ไม่ใช่แค่แผนขยายธุรกิจแบบ 360 องศา แต่กำลังจุดชนวนสร้างสงครามคุกรุ่นอีกหลายรอบ


CPN ปักธงในอาเซียน ทุ่ม 1.2 แสนล้าน  ผุด 30 เซ็นทรัลมอลล์ปูพรมอาเซียน

การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้ภูมิภาคนี้มีศักยภาพสูงทั้งด้านจำนวนประชากร การหมุนเวียนของเศรษฐกิจ และกำลังซื้อมหาศาล เอื้อต่อการขยายธุรกิจค้าปลีก ซึ่งแต่ละประเทศอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากค้าปลีกดั้งเดิมสู่ค้าปลีกสมัยใหม่ เป็นความได้เปรียบของ "ทุนค้าปลีกไทย" ที่วันนี้พรักพร้อมทั้งทุน โมเดลธุรกิจ และมีความได้เปรียบทางพื้นที่ยุทธศาสตร์โดยเฉพาะประเทศตะเข็บชายแดน ในการเร่งปักธงชิงโอกาสทางการตลาดก่อนคู่แข่งทั่วโลกที่ต่างมุ่งหน้าสู่อาเซียนเช่นกัน

นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานพัฒนาธุรกิจและบริหารโครงการก่อสร้าง บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีก เปิดเผยถึงนโยบายและทิศทางธุรกิจในระยะยาวว่า จะมุ่งขยายเครือข่ายธุรกิจศูนย์การค้าในภูมิภาคอาเซียน เจาะตลาดหลัก 3 ประเทศในเบื้องต้น ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และ เวียดนาม ซึ่งมีโอกาสและศักยภาพในการเติบโตสูง คาดว่าในแต่ละประเทศจะเปิดบริการศูนย์การค้าได้ไม่น้อยกว่า 10 แห่ง ภายใน 10-15 ปีข้างหน้า หรือจะมีเครือข่ายศูนย์การค้า "เซ็นทรัล" ให้บริการถึง 30 แห่ง ภายใต้งบลงทุนเฉลี่ย 4,000-5,000 ล้านบาทต่อแห่ง คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนกว่า 1.2 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ตลาดอาเซียนมีการลงทุนอย่างคึกคักในภาคค้าปลีก โดยเฉพาะ "มาเลเซีย" เป็นประเทศที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งทุกด้าน มีเศรษฐกิจที่ดีจากการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งประชากรมาเลเซียมีรายได้เฉลี่ยสูงกว่าไทย 2 เท่า ขณะที่ยอดการค้าปลีกต่อประชากรของมาเลเซียสูงกว่าไทย 4 เท่า สะท้อนถึงอำนาจซื้อที่ดี แต่กลับมีสัดส่วนของโมเดิร์นเทรด หรือค้าปลีกสมัยใหม่ต่อประชากรน้อยกว่าไทยและสิงคโปร์อยู่มาก ประการสำคัญพฤติกรรมผู้บริโภคชาวมาเลเซียมีการเปลี่ยนแปลงเข้ามาอาศัยและทำงานในเมืองมากขึ้น มีชีวิตเร่งรีบ นิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน ซื้อสินค้าในศูนย์การค้า สินค้าในกลุ่มที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต แฟชั่น แบรนด์เนม เฟอร์นิเจอร์ มีแนวโน้มเติบโตสูง

"ตลาดค้าปลีกในอาเซียนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาสู่ค้าปลีกสมัยใหม่ เช่นเดียวกับไทยในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมา ทั้งมาเลเซีย อินโดฯ และมาเลเซีย เป็นตลาดค้าปลีกดั้งเดิมเป็นส่วนใหญ่ เต็มไปด้วยผู้เล่นท้องถิ่น มีชอปปิงมอลล์เปิดบริการไม่น้อยแต่แข็งแรงไม่มาก และไม่ครบถ้วนในสินค้าและบริการนับเป็นก้าวสำคัญและความท้าทายของซีพีเอ็น ซึ่งการไปแต่ละประเทศของซีพีเอ็นมองระยะยาว ต้องสร้างสเกล หรือเครือข่ายธุรกิจ ไปโครงการเดียวไม่คุ้มลงทุน"

ซีพีเอ็นวางเป้าหมายระยะยาวก้าวสู่ผู้นำตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งหากเทียบเชิงปริมาณของเครือข่ายชอปปิงมอลล์ในปัจจุบันซีพีเอ็นอยู่ในลำดับ 3 ของตลาดรองจากกลุ่มแคปปิตอลมอลล์ ของสิงคโปร์ และเอสเอ็มไพร์มของฟิลิปปินส์ ที่รุกขยายตลาดในอาเซียนและประเทศจีน ปัจจุบันซีพีเอ็นมีเครือข่ายศูนย์การค้ารวม 21 แห่ง เพิ่มเป็น 23 แห่งในสิ้นปีนี้ และ 26 แห่งในสิ้นปีหน้า มั่นใจว่าจะก้าวเป็นผู้นำตลาดได้ภายในปี 2563

ผนึกจุดแข็งพันธมิตรท้องถิ่นบุกตลาด

การขยายตลาดในต่างประเทศของซีพีเอ็น จะใช้ทั้งลักษณะ "การร่วมทุน" และ "ซื้อกิจการ" โดยเฉพาะการสรรหาพันธมิตรร่วมทุนเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเข้าใจตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค และกฎหมายท้องถิ่น เป็นการผนวกจุดแข็งของประสบการณ์ธุรกิจ 32 ปี มีโมเดลธุรกิจหลากหลายพร้อมลงทุนสอดคล้องทำเลหรือตลาดประเทศนั้นๆ ขณะที่พันธมิตรท้องถิ่นจะดูแลในเรื่องของกฎหมาย การติดต่อหน่วยงานราชการ การขอใบอนุญาตต่างๆ เป็นต้น

"เรามองพันธมิตรหลายรูปแบบที่เหมาะกับประเทศนั้นๆ แต่ละประเทศคุยหลายราย เปิดกว้างการลงทุน ใช้จุดแข็งของพันธมิตรผนวกกับความแข็งแกร่งของซีพีเอ็นขยายตลาดด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่าง เราไม่ต้องการเป็นผู้เล่นในตลาดระดับล่าง มุ่งเจาะตลาดระดับกลางและระดับบน ซึ่งมีช่องว่างและโอกาสสูง"

นางสาววัลยา กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างในมาเลเซีย มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของอิออนมอลล์ แต่จับลูกค้าระดับกลางและระดับล่าง ขณะที่ซีพีเอ็นเป็นศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์มอลล์ที่ผสมผสานการตลาดสำหรับคนรุ่นใหม่เป็นเทรนด์แห่งอนาคต

ปัจจุบัน ซีพีเอ็น อยู่ระหว่างเจรจาพันธมิตรธุรกิจทั้งใน อินโดฯ และ เวียดนาม เพื่อเข้าลงทุนเป็นลำดับต่อไป ขณะที่ "พม่า" ยังมีข้อจำกัดในเรื่องกฎหมาย ไม่เอื้อต่อการลงทุนมากนัก เช่นเดียวกับ "ลาว" ที่มีตลาดเล็กมาก

เล็งตั้งสำนักงานมาเลเซีย

พร้อมกันนี้ บริษัทเตรียมตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศมาเลเซียในสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างโครงการเซ็นทรัล พลาซา ไอ-ซิตี้ (Central Plaza i-City) บนพื้นที่ 28 ไร่ พื้นที่โครงการ 2.7 แสน ตร.ม. พื้นที่ขาย 8.9 หมื่น ตร.ม. นับเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของซีพีเอ็นที่มาเลเซีย ในรูปแบบ "รีจินัล มอลล์" มูลค่า 580 ล้านริงกิต หรือ 5,800 ล้านบาท ในโครงการไอ-ซิตี้ เมืองเทคโนโลยีแห่งใหม่ของมาเลเซียในเมืองชาห์อลัม รัฐสลังงอร์ เป็นการร่วมทุนระหว่างซีพีเอ็น ถือหุ้นสัดส่วน 60% และ 40% เป็นของไอซีพี (ICP) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเครือ ไอ-เบอร์ฮัด (I-Berhad) ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ของมาเลเซีย ผู้พัฒนาโครงการไอ-ซิตี้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่ครบวงจร เป็นทั้งย่านธุรกิจหลักของเมือง แหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งพักผ่อนหย่อนใจที่มีความบันเทิงครบสมบูรณ์แบบ ด้วยศูนย์การค้า อาคารสำนักงานไซเบอร์ เซ็นเตอร์ สำนักงานของบริษัทชั้นนำ โรงแรม อาคารที่พักอาศัย พื้นที่ค้าปลีก สโนว์โดม และ เฟอร์ริส วีล และมีแผนที่จะพัฒนาเพอร์ฟอร์มมิ่ง อาร์ต เซ็นเตอร์ รองรับนักท่องเที่ยวในอนาคตด้วย

กลุ่มเป้าหมายของเซ็นทรัลพลาซา ไอ-ซิตี้ เป็นกลุ่มระดับกลางและระดับบน มีอำนาจการซื้อสูงในเมืองชาห์อลัม เมืองหลวงของรัฐสลังงอร์ มีประชากรมากกว่า 6 แสนคน มีการเติบโตของกลุ่มคนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูงอย่างรวดเร็ว รวมถึงประชากรในรัฐสลังงอร์ที่มีมากกว่า 5 ล้านคน รวมถึงกลุ่มเป้าหมายในเมืองใกล้เคียง กำหนดเปิดบริการในปี 2559

สยายปีกในประเทศ 3 สาขาต่อปี

สำหรับการลงทุนในประเทศมีแผนขยายสาขา 3 แห่งต่อปี ภายใต้งบลงทุน 1.2-1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี ภายในสิ้นปีนี้จะเปิดบริการอีก 2 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ และ หาดใหญ่ ในปี 2557 มีแผนจะเปิดบริการสาขาสมุย สาขาศาลายา และสาขาระยอง โดยภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัวขณะนี้ไม่กระทบต่อแผนการลงทุนของซีพีเอ็น ที่มองโอกาสธุรกิจระยะยาว

"เศรษฐกิจและการชะลอตัวทางการบริโภคไม่เป็นปัญหากับภาคธุรกิจ ที่เชื่อว่าปรับตัวเก่ง การที่ ซีพีเอ็น มีการลงทุนต่อเนื่อง เป็นส่วนผลักดันทำให้ธุรกิจและผลประกอบการของซีพีเอ็น มีการเติบโตต่อเนื่อง 10-15% ต่อปี มาโดยตลอด"



ซีพีออลล์-แม็คโคร  เร่งจัดทัพลุยประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

แผนขับเคลื่อนกิจการ "ค้าปลีก-ค้าส่ง" สยายปีกในภูมิภาคอาเซียนของยักษ์ใหญ่เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) อยู่ระหว่างจัดทัพ วางโครงข่ายธุรกิจ เพื่อเตรียมพร้อมบุกตลาดในทันทีเมื่อ "โอกาส" มาถึง โดยเฉพาะ "ดีลซื้อกิจการ" ศูนย์ค้าส่งแบบชำระเงินสดและบริการตัวเอง "แม็คโคร" มูลค่า 1.88 แสนล้านบาท ของ "ซีพีออลล์" เจ้าของเครือข่ายร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ธุรกิจในเครือซีพี อยู่ระหว่างรอที่ประชุมผู้ถือหุ้น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ลงมติอนุมัติในวันที่ 12 มิ.ย.นี้

แหล่งข่าวระดับสูง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีการพัฒนาโมเดลธุรกิจหลากหลายประเภทเป็นความได้เปรียบของการขยายสาขา โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจาขอสิทธิ์ประกอบการในประเทศจีน "1 โซน" รวมทั้งสนใจขยายตลาดในแถบประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม ซึ่งสามารถขยายกิจการ "คู่ขนาน" ทั้งค้าปลีก และ "ค้าส่ง" ผ่านธุรกิจค้าส่งแม็คโคร เชื่อว่าจะเกื้อหนุนในเชิงยุทธศาสตร์และเปิดตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันร้านอิ่มสะดวกเซเว่นอีเลฟเว่นในประเทศไทยมีทั้งร้านขนาดใหญ่ กลาง เล็ก รวมทั้งร้านสแตนอะโลนสามารถจอดรถได้ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจสนับสนุนอื่นๆ เช่น ร้านกาแฟ เบเกอรี่ หนังสือ รวมถึงธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่สามารถประยุกต์สอดคล้องกับแต่ละทำเล

"พอร์ตธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งของกลุ่มซีพีใหญ่ขึ้นในทันที นับเป็นหนึ่งในรายใหญ่ของเอเชียเลยทีเดียว ซึ่งจะทำให้การขับเคลื่อนธุรกิจเปิดตลาดในภูมิภาคเปี่ยมประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยพลังแห่งเครือข่าย"

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ประเมินว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทั้ง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ไม่น่าจะมีปัญหาในการลงทุนครั้งนี้ ดังนั้นเมื่อ "ผู้ถือหุ้นลงมติ" ซีพีออลล์ก็สามารถยื่นประกาศทำคำเสนอซื้อหุ้นแม็คโครอย่างเป็นทางการได้ในทันที เชื่อว่าจะสามารถดำเนินการตามแผนที่วางไว้ได้

"ฝ่ายวิจัยแนะนำนักลงทุนที่เป็นผู้ถือหุ้นแม็คโคร ให้นำหุ้นมาขายเทนเดอร์ ออฟเฟอร์ ในครั้งนี้ ที่ผ่านมาจะเห็นว่าโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ให้ราคาพื้นฐานหุ้นแม็คโครแค่ 600 บาท แต่ราคาเทนเดอร์ฯ สูงถึง 787 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาพื้นฐาน ขณะที่ผู้ถือหุ้นซีพีออลล์ แนะนำให้ซื้อสะสม โดยให้ราคาพื้นฐานหลังมีแม็คโครแล้ว เป็น 60 บาท จากราคากระดานหลักอยู่ที่ 40-42 บาท"

แผนธุรกิจซีพีออลล์ตั้งเป้าหมายเบื้องต้นหลังซื้อกิจการแม็คโคร ในปี 2557 แม็คโครจะ "เพิ่มมาร์จิ้น" จากการควบรวมอย่างต่ำ 0.2% ผนวกกับความแข็งแกร่งในการบริหารงานของแม็คโครเองเพิ่มมาร์จิ้นอีก 0.2% ทำให้แม็คโครเพิ่มมาร์จิ้นในปี 2557 อย่างต่ำ 0.4%

ตั้งแต่ปี 2557-2562 จะผลักดันแม็คโครขยายสาขาเพิ่มเป็น 7-11 แห่งต่อปี รวมถึงสาขาในต่างประเทศด้วย "มากกว่า" ค่าเฉลี่ยเดิม ที่แม็คโครเปิดสาขาใหม่ 4- 5 แห่งต่อปี สนับสนุน "แม็คโคร" เติบโตอย่างโดดเด่นไม่ต่ำกว่า 30% ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป หักล้าง "ภาระดอกเบี้ย" ของซีพีออลล์ จากการเข้าซื้อแม็คโคร และทำให้ "กำไร" ของ ซีพีออลล์ ตั้งแต่ปี 2557 เริ่มเห็น "ผลบวก" โดยเพิ่มขึ้นราว 29% จากงวดเดียวกันของปี 2556

สำหรับโอกาสขยายตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะ "เวียดนาม" ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรมาก ลักษณะการซื้อขายเป็นร้านค้าปลีกดั้งเดิม (Traditional trade) สอดคล้องกับรูปแบบของแม็คโครมุ่ง "ขายส่ง" ขณะที่กลุ่มซีพี มีฐานธุรกิจที่เข็มแข็งมากในเวียดนาม สามารถผลักดันให้แม็คโครเปิดสาขาได้อย่างมีศักยภาพ คาดว่าจะมีสาขาให้บริการ 2 แห่งในปี 2557


สหพัฒน์ทุ่ม 2พันล้าน ลุยคอนวีเนียนสโตร์และดรักสโตร์ ขอมีส่วนแบ่งบ้าง

“สหพัฒน์” ลั่นไม่หวั่นเศรษฐกิจตกต่ำ ย้ำลงทุนร่วมหอลงโรงกับลอว์สันญี่ปุ่นเพื่ออนาคต สร้างความแข็งแกร่งให้แก่ค้าปลีกคอนวีเนียนสโตร์ ลั่น 5 ปีจากนี้เปิดครบ 1,000 แห่ง งบลงทุน 2,000 ล้านบาท ด้านลอว์สันชูไทยเป็นฐานที่มั่นรุกตลาดอาเซียน

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวว่า การที่เครือสหพัฒน์ร่วมลงทุนกับกลุ่มลอว์สัน อิงค์ ญี่ปุ่น จัดตั้งบริษัท สห ลอว์สัน จำกัด ขึ้นมาเพื่อรุกตลาดคอนวีเนียนสโตร์ในไทยในนาม ร้านลอว์สัน 108 กับร้าน 108 ชอปนั้นเพื่อต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจค้าปลีกคอนวีเนียนสโตร์ของสหพัฒน์ เนื่องจากในตลาดคู่แข่งใหญ่อย่างแบรนด์เซเว่นอีเลฟเว่นก็อยู่ภายใต้กลุ่มซีพีที่แข็งแกร่ง หรือร้านแฟมิลี่มาร์ทที่เป็นญี่ปุ่นเหมือนกับเราก็อยู่ในกลุ่มเซ็นทรัลที่แข็งแกร่งเช่นกัน ดังนั้นหากสหพัฒน์ไม่ปรับตัวก็คงไม่สามารถต่อสู้ได้

“เรามองการลงทุนครั้งนี้เป็นระยะยาว ไม่ได้มองแค่ปัจจุบัน แม้ว่าเวลานี้ภาวะเศรษฐกิจของไทยจะตกลงและกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงแต่ก็เป็นไปทั่วโลกหลายที่ อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจก็มีขึ้นมีลงอยู่แล้วเป็นไปตามรอบของมัน ที่ผ่านมา 10 กว่าปีตั้งแต่ไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เราก็ผ่านมาแล้ว ช่วง 2-3 ปีก็จะเจอภาวะแย่ครั้งหนึ่งแล้วก็ดีขึ้น ดังนั้นการร่วมทุนกับลอว์สันเป็นคนละเรื่องกับเศรษฐกิจ แต่เราต้องการจะทำให้ค้าปลีกของเราแข็งแกร่ง และเราก็คุยกับทางลอว์สันมานานแล้ว”
ทั้งนี้ สหพัฒน์มีร้าน 108 ชอป ที่เป็นของตัวเองกับพันธมิตรรวมประมาณ 300 สาขา และมีสาขาอยู่ในพม่าอีกประมาณ 14 สาขา ซึ่งในพม่ามั้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนในไทยนั้นได้โอนร้าน 108 ชอปทั้งหมดเข้ามาอยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัทร่วมทุนที่ตั้งใหม่นี้ และที่ผ่านมาร้านลอว์สัน 108 ได้เริ่มเปิดบริการมาตั้งแต่เดือนมีนาคมปีนี้แล้ว โดยการนำร้านเก่าของ 108 ชอปมาปรับปรุงเปลี่ยนชื่อร้านประมาณ 15 สาขา

ตามเป้าหมายระยะยาวภายใน 5 ปีจากนี้หรือภายในปี 2561 จะต้องมีร้านลอว์สันเปิดในไทยประมาณ 1,000 สาขา ด้วยงบลงทุนสูงถึง 2,000 ล้านบาท

ล่าสุด สหพัฒน์ก็ได้ดึง ร้าน “ซูรูฮะ” ซึ่งเป็นดรักสโตร์แฟรนไชส์จากญี่ปุ่นมาเปิดในไทย

หากเทียบกับคู่แข่ง “ซูรูฮะ” ซึ่งเครือสหพัฒน์ร่วมทุนกับกับกลุ่มซูรูฮะ โฮลดิ้งส์ ประเทศญี่ปุ่น ย่อมได้เปรียบกว่า “โอเกนกิ” ที่เบอร์ลี่ยุคเกอร์ต้องปลุกปั้นแบรนด์และสร้างรูปแบบร้านค้า โดยเฉพาะความลงตัวด้านตัวสินค้า ซัปพลายเออร์จากญี่ปุ่น ความเป็น One Stop Service อย่างแท้จริง รูปแบบร้านค้าและบริการตามความเหมาะสมของพื้นที่

ทั้งนี้ ซูรูฮะโฮลดิ้งส์ถือเป็นบริษัทขนาดใหญ่ติดอันดับ 3 ในธุรกิจดรักสโตร์ของญี่ปุ่น มีจำนวนร้านค้า 1,000 สาขาทั่วประเทศ โดยมีร้านดรักสโตร์ในเชนทั้งสิ้น 5 แบรนด์ ได้แก่ Sakura Drugs, Kusuri No Fukutaro, Tsuruha Drugs, Wellness และ Tsuruha Catalogs จำหน่ายสินค้ามากกว่า 30,000 รายการ แบ่งเป็นหมวดยาและเวชภัณฑ์, เครื่องสำอาง, ของใช้ภายในบ้าน, ขนมและเครื่องดื่ม และสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ “M’s one” เช่น น้ำแร่ เฟสมาสก์ กระดาษทิชชู สำลี น้ำยาล้างจาน อีกกว่า 1,000 รายการ

ส่วนรูปแบบร้านซูรูฮะในญี่ปุ่นมี 2 รูปแบบ คือ รูปแบบสแตนอะโลน พื้นที่ 900-1,000 ตารางเมตร เป็นอาคารแนวราบชั้นเดียว ซึ่งรูปแบบนี้มีสินค้าครบและหลากหลาย กึ่งๆซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ไม่มีของสด รวมทั้งมีบริการต่างๆ ที่สนองความต้องการของชุมชน เช่น บริการซ่อมท่อประปา บริการปรึกษาปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับการอยู่อาศัย อีกรูปแบบเน้นพื้นที่กลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยว คนรุ่นใหม่ ทำเลใกล้สนามบินและรถไฟฟ้า ขนาดพื้นที่ไม่เกิน 300 ตารางเมตร

ปัจจุบันซูรูฮะในไทยมีทั้งหมด 7 สาขา อยู่ในกรุงเทพฯ 4 สาขา ได้แก่ สาขาเกตเวย์ เอกมัย, ซีคอนสแควร์, ซีคอนบางแค และอาคารมิดทาวน์อโศก ส่วนต่างจังหวัด 3 สาขา ได้แก่ สาขาหน้าสวนอุตสาหกรรมสหพัฒน์ศรีราชา สาขาเจพาร์ค ซึ่งถือเป็นสาขาเต็มรูปแบบเหมือนสาขาต้นแบบที่เมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น และสาขาพรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ เชียงใหม่ โดยวางแผนขยายครบ 20 สาขาภายในปีนี้และ 100 สาขา ภายใน 5 ปี