วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ย้อนตำนานยุครุ่งเรืองซีรี่ย์ญี่ปุ่น ตอนที่ 2


สงครามชีวิต...โอชิน เป็นละครตอนเช้าของสถานีโทรทัศน์ NHK  เริ่มฉายที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2526 เมื่อนำเข้ามาถึงเมืองไทย ออกอากาศครั้งแรกเมื่อคืนวันที่ 19 พฤศจิกายน 2527 เวลา 21.20 น.เพียงแค่ซีรี่ย์ดำเนินไปไม่กี่ตอน เรตติ้งไต่ระดับถึงใจผู้ชมอย่างรวดเร็ว นับแต่นั้นมา ทุกคืนวันจันทร์ถึงพฤหัสฯ แทบทุกบ้านต่างต้องมานั่งหน้าจอเปิดทีวีช่อง 5 คาไว้ทุกบ้าน ตลอดช่วงชีวิตตั้งแต่ 7 ขวบ จนถึง 83 ปี ของโอชิน ซึ่งเป็นต้นตระกูลของโทโนกูระ (เจ้าของและผู้ก่อตั้งห้างเยาฮันชื่อดัง)ต้องเผชิญมรสุมชีวิตลูกแล้วลูกเล่า หากไม่มีจิตใจที่มั่นคงและใฝ่ดีเป็นที่ตั้ง เธอคงข้ามอดีตมาไม่พ้น
โอชินเติบโตขึ้นมาในครอบครัวชาวนาทางภาคเหนือ สมัยต้นศตวรรษที่ 20 สงครามนอกบ้านระหว่างญี่ปุ่นกับจีนกำลังดำเนินไป ข้าวยากหมากแพงแร้นแค้นไปทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะชาวนาอย่างพ่อกับแม่ ต้องเช่าที่ดินคนอื่นทำกิน อีกทั้งลูกก็มาก และมีย่าเฒ่าชราที่ต้องคอยดูแล อากาศแล้งเพาะปลูกไม่ได้ราคา ทำเท่าไรไม่พอข้าวสารกรอกหม้อ ครอบครัวต้องผสมหัวไชเท้าประทังความหิวอยู่เป็นประจำ ในฐานะโอชินเป็นเด็กผู้หญิง ส่วนลูกชายคนโตต้องช่วยพ่อทำนา ทันทีที่ลูกสาวโตพอรู้ประสา พ่อตัดสินใจส่งหนูน้อย 7 ขวบ ขึ้นแพไปเป็นคนเลี้ยงเด็กที่ร้านค้าไม้  เพื่อแลกกับข้าวสารเพียงถังเดียว  ที่ร้านค้าไม้ห่างไกลบ้าน โอชินต้องพบกับความกดดัน เป็นครั้งแรกจากคนที่ไม่ใช่พ่อแม่ สาวใช้เจ้าอารมณ์ทุบตีเธอไม่เว้นวัน  ข้าวในชามมีแค่พอเกือบอิ่มไปวันๆ สุดท้ายโดนกล่าวหาว่าเป็นขโมย  โอชินตัดสินใจหนีกลับบ้าน กระทั่งเกิดพายุหิมะกระหน่ำฝังร่าง  และได้ชินซากุมาช่วยชีวิตเอาไว้  แต่ในโชคชะตาที่แสนจะอาภัพนี้ ในความมืดมิดที่โอชินต้องเผชิญ ยังพอเกิดแสงสลัวส่องทางแก่หนูน้อยอยู่บ้าง

ขณะเป็นคนเลี้ยงเด็กอยู่ที่ร้านค้าไม้ ด้วยความกรุณาของนายจ้างและครูที่โรงเรียน อนุญาตให้เธอได้เรียนหนังสือเป็นครั้งแรก และเมื่อต้องเฉียดตายอยู่ท่ามกลางหิมะ ชินซากุสอนให้เธอรู้จักความงดงามของบทกวี ความไพเราะจากหีบเพลงปาก รวมถึงความไม่เท่าเทียมกัน ความขัดแย้ง การสูญเสีย ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลาในโลกภายนอก ในเวลานั้น  หนูน้อยยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ชินซากุบอกเท่าไรนัก  กระทั่งถึงวันที่เขาจากไปด้วยกระสุนปืนของทหาร โอชินถูกจับไปสอบสวน  เธอปิดปากแน่นไม่ตอบคำถามใด ทหารเกิดบันดาลโทสะตบหนูน้อยจนกระดอนไป และเมื่อถูกปล่อยตัว  การกลับบ้านมาพบพ่อแม่ไม่ได้รับความเห็นใจ พ่อตบตีฐานที่หนีมาจากร้านค้าไม้และไปอยู่กับทหารหนีทัพ จนกลายเป็นขี้ปากชาวบ้าน เหมือนที่เคยเป็นมา มีเพียงแม่กับย่าเท่านั้นที่คอยปลอบประโลม  แต่ความอบอุ่นจากคนทั้ง 2  โอชินมีสิทธิ์หวนกลับมารับได้ไม่นาน  เธอถูกพ่อส่งไปเป็นคนเลี้ยงเด็กอีกครั้ง คราวนี้ที่ร้านค้าข้าวคางายาในเมืองซาคาตะ  ค่าตัวของเด็กวัย 8 ขวบ เพิ่มขึ้นเป็นข้าวสาร 5 ถัง  ส่วนแม่ของเธอจำใจทิ้งผืนนาและลูกสาวน้อย  ออกเดินทางไปเป็นเกอิชาหาเงินมาจุนเจือครอบครัว แรกเริ่มเดิมที เมื่อมาถึงร้านคางายา โอชินได้รับการตอบรับด้วยความเย็นชาจากทั้งคุณนายใหญ่คุนิ  มิโนกับเซทาโร บุตรชายและลูกสะใภ้ รวมถึงคาโย  หลานย่าของคุณนายคุนิ  คาโยมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับโอชิน แต่ทั้งคู่เติบโตมาในสถานภาพต่างกันราวฟ้ากับดิน คาโยได้กินข้าวขาวทุกวัน  แต่งตัวสวยไปโรงเรียน  มีความเป็นอยู่สุขสบาย ได้รับการดูแลอย่างกับไข่ในหิน เธอจึงเป็นเด็กเอาแต่ใจ คาโยแสดงท่าทีรังเกียจพี่เลี้ยงของน้องชาย  แต่เมื่อไม่ให้พ่อแม่ต้องเป็นห่วง และเพื่อลบล้างความรู้สึกผิดที่หนีกลับบ้านเมื่อคราวก่อน  โอชินกัดฟันอดทนทำงานโดยเคร่งครัด ไม่สนใจท่าทีรังเกียจของคาโย  ยามเหงาเธอได้อาศัยหีบเพลงของชินซากุปลอบประโลม แต่วิธีคลายเหงาของโอชินกลับนำเรื่องยุ่งยากมาให้   คาโยยื้อแย่งหีบเพลงจากโอชินและทำแตกหักใช้การไม่ได้ โอชินหมดความอดกลั้น  เธอผลักคาโยล้มฟาดพื้น จนหมดสติ  โอชินคิดว่าตนเองคงถูกไล่ออกและพ่อแม่ต้องเดือดร้อนอีก  เธอสารภาพผิดโดยไม่โทษคาโย  แต่เมื่อคาโยฟื้นขึ้นมา เหตุการณ์กลับตาลปัตร เธอกลับยอมสารภาพผิดเสียเอง และเสียใจในการกระทำของเธอ คาโยขอร้องไม่ให้คุณย่าไม่ให้ไล่โอชินออก
ตั้งแต่นั้นมา โอชินกับคาโยจึงเข้าใจกันในที่สุด เธอปฏิญาณจะขอรับใช้คุณหนูของเธออย่างถวายชีวิต ทั้งคู่กลายเป็นเงาตามตัวกันและกัน  แต่ความเป็นไปนี้ไม่ได้มีผู้เห็นชอบด้วยทุกคน  คุณนายใหญ่คุนิเป็นคนใจดี เธอเห็นโอชินรักเรียน จึงสั่งสอนทุกวิชาความรู้เท่าที่กุลสตรีควรมีไว้ประดับตัว เธอไม่รังเกียจที่หลานรักจะเป็นเพื่อนกับเด็กรับใช้ และความสนิทสนมระหว่างโอชินกับคาโย ยังช่วยให้หลานสาวรักเรียนมากขึ้น  คาโยยึดความหมั่นเพียรของเด็กด้อยโอกาสอย่างโอชินเป็นตัวอย่าง แต่จะมีที่เห็นต่างจากคุณนายใหญ่ไป คือแม่ของคาโยเอง ....

“คาโย หนูหน่ะจะเป็นผู้สืบสกุลคางายานะ มันคนละชั้นกับโอชิน ให้มันเข้ามาในห้องในหับอย่างนี้ มันจะเหลิง!” มิโนบอกลูกสาว  เมื่อเห็นโอชินเข้ามาเล่นกับคาโย  แต่สำหรับเด็กวัย 8 ขวบ ฟังแล้วไม่เข้าใจอะไรเลย  กระทั่งวันหนึ่ง เมื่อความศิวิไลซ์ได้เคลื่อนมาถึงเมืองซาคาตะ  เสาไฟฟ้าต้นแรกได้ถูกตั้งขึ้นกลางเมือง ทุกคนกรูกันเข้าไปดูอย่างเนืองแน่น  รวมทั้งโอชินและคาโยด้วย แต่แล้วเกิดอุบัติเหตุเสาไฟเอนตัวไร้ควบคุมมาทางคาโย  เด็กน้อยยืนตะลึงมองดูเสาขนาดยักษ์กำลังล้มมาหาตัว  แต่โอชินเคยผ่านทั้งความตาย เสียงปืน และความกดดันมาอย่างมากมาย  เธอจึงยังมีสติ พุ่งเข้าไปกระแทกคาโยจนพ้นระยะอันตราย ส่วนเธอรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด ด้วยความดีที่กระทำจนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่ว มิโนจึงเริ่มเปลี่ยนสายตาจากดูแคลนไปเป็นเอ็นดูเด็กน้อย นับแต่นั้นเธอจึงเปลี่ยนใจมารักโอชินเป็นดั่งลูกในไส้อีกคน
ในวันขึ้นปีใหม่ โอชินวัย 9 ขวบ ได้นุ่งชุดกิโมโนราคาแพง โอชินอายหน้าแดงยิ้มเขินกับคำชมของใครๆ  เพราะเป็นครั้งแรกที่เธอมีโอกาสแต่งตัวสวยเหมือนคนอื่น  บางขณะเธอคิดว่าเหมือนฝันไป  คาโยจูงมือโอชินออกไปไหว้พระที่วัด ทั้งคู่ได้พบผู้คนมากมายออกมาทำบุญปีใหม่  ท่ามกลางฝูงชนในวัด โอชินกับคาโยที่แต่งกายเหมือนกับราวฝาแฝดกำลังหัวเราะสดใสแต่โอชินเหลือบไปพบหญิงสวมกิโมโนสีฉูดฉาดคนหนึ่ง  เธอกำลังหัวร่อต่อกระซิกอยู่ท่ามกลางชายหนุ่ม  บางคนอยู่ใกล้กับโอชิน กำลังกระซิบนินทาในอิริยาบถของหล่อน แต่โอชินจำได้ว่า หญิงคนนั้นคือมารดาของเธอ แม้ในความทรงจำอีกด้าน พยายามยื้อยั้งไว้ไม่ให้เชื่อในภาพที่เห็นก็ตาม และในคืนนั้นมีคนแอบมาซุ่มอยู่ริมรั้ว โอชินออกไปดู เธอจึงพบแม่ที่กำลังยืนรั้งรอเพื่อพบกัน ดวงตาไม่โป้ปด  ผู้หญิงในวัดคือแม่ของเธอจริง สองแม่ลูกสนทนากันด้วยน้ำตา แม่ยื่นเงินให้โอชินเก็บไว้ แต่ลูกสาวกลับรีบปฏิเสธ นางเองก็เหมือนเข้าใจลูกสาว เงินเกอิชาอาจทำให้ลูกสาวไม่สะดวกใจที่จะรับไว้ แต่การพบกันทั้งคู่ อยู่ในสายตาของคุณนายใหญ่คุนิโดยตลอด  “ผู้หญิง เราหน่ะ ไม่มีโอกาสได้ทำอะไรเพื่อตัวเองดอกนะ ทำเพื่อลูกเพื่อผัวทั้งนั้น  ถึงจะลำบากเลือดตากระเด็นยังไงก็ไม่สนใจ นี่แหละคือผู้หญิง... “แม่ของหนูก็เหมือนกัน  คิดแต่เพื่อครอบครัวอย่างเดียว ยอมทำได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นไม่ว่าแม่จะเป็นอะไร หนูไม่ควรคิดตำหนิคุณแม่เป็นอันขาด  คุณแม่ห่วงหนูอย่างที่สุด อยากเห็นลูกแทบใจจะขาด แต่ก็ไม่กล้ามาพบ คิดดูสิว่า คุณแม่จะช้ำชอกใจเพียงใด  โอชิน...หนูต้องรักคุณแม่ให้มากๆ นะ”  คุณนายใหญ่บอกกับโอชิน ทั้งแก้มของหนูน้อยเปียกเปื้อนไปด้วยน้ำตาใสๆ

ถึงชีวิตความเป็นอยู่ของโอชินจะดีขึ้นผิดจากเดิม อนาคตเบื้องหน้าก็ไม่เคยให้โอชินก้าวไปโดยไร้อุปสรรค ทั้งยามเป็นเด็ก เติบใหญ่เป็นสาว จนล่วงสู่วัยชรา สงครามชีวิตก่อตัวขึ้นโดยไม่มีวันหยุดพัก ราวกับเพื่อนสนิทของเธอ  เมื่อเติบใหญ่โอชินต้องออกจากบ้านคางายาเมื่ออายุย่างเข้า 16 ปี เพราะไม่ยินยอมแต่งงานตามประสงค์ของคุณนายใหญ่ โอชินถือเป็นการเนรคุณ และเธอต้องยอมเสียสละรักแรกให้คาโยผู้มีพระคุณ โอชินโซซัดโซเซกลับไปบ้านเกิด พ่อก็ยังเหมือนเดิม เขารำคาญการกลับมาของเธอ เพราะรังแต่จะเปลืองข้าวสาร เขาแนะนำให้โอชินไปเป็นเกอิชายังจะเข้าทีเสียกว่า  โอชินจึงออกจากบ้าน พลัดถิ่นมาถึงกรุงโตเกียว เธอเข้าไปขอเป็นคนรับใช้ที่ร้านทำผมของอาจารย์ทากะ เธอพบรักกับลิวโซ-พ่อค้าร้านขายผ้า ทั้งคู่ตกลงใจเป็นคู่สามีภรรยา ช่วยกันก่อร่างสร้างตัว แม้จะเต็มไปด้วยความขัดแย้งของชีวิตคู่ โอชินก็ออกทำงานหาเงินเพื่อครอบครัวอย่างเต็มกำลัง ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ต่อให้เสี่ยงอันตรายเพียงใด เมื่อยามลำบากต้องพาผัวและลูกให้รอด เธอไม่ปริปากบ่นท้อแท้  จากช่างทำผม ตกแต่งความงามให้กับบรรดาเกอิชา โอชินคิดฝันกับสามีจะมีร้านเสื้อเป็นของตนเองสักร้าน แต่พอความฝันใกล้จะเป็นจริง กิจการค้าเริ่มก่อรูปเจริญรุ่งเรือง เพื่อนเก่าก็กลับมาอีก  เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ทุกอย่างพังราบคาบ โอชินกับลิวโซต้องพาลูกน้อยไปซางาเพื่อพึ่งใบบุญครอบครัวของสามี โอชินต้องกระเตงลูกคนโตและลูกในท้องออกทำนา แต่แม่สามีรังเกียจเธอ มองเธอเหมือนตัวอัปมงคล ไม่ว่าจะทำอย่างไร  ไม่มีค่าใดตอบแทน ชีวิตสมรสแตกหักในเวลาต่อมา พร้อมกับชีวิตลูกในท้อง เป็นอีกครั้งที่โอชินต้องออกเผชิญมรสุมชีวิตเพียงลำพัง เธอหอบลูกหนีจากลิวโซ มุ่งหน้ากลับโตเกียว เธอหวังสร้างครอบครัวขึ้นใหม่ และรอวันที่พ่อแม่ลูกได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง  ที่โตเกียว โอชินทำงานหนักเท่าที่จะทำได้  จนสามารถเปิดร้านขายขนมเล็กๆ ขึ้นมา ในขณะเดียวกัน ลิวโซก็มุ่งมั่นทำนาบนทะเลให้ได้  เขาหวังจะรับโอชินกับลูกกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง แต่ข่าวคราวของทั้งคู่ก็ถูกกีดกันโดยตลอดจากแม่สามี  กว่าจะกลับมาเข้าใจและอยู่ร่วมกันได้ใหม่ ก็ต้องผ่านมรสุมอีกลูกแล้วลูกเล่า  และในเวลาต่อมา แม้ว่าโอชินจะกลายมาเป็นคนร่ำรวยจากผลของความอุตสาหะ  มีซุปเปอร์มาร์เก็ตเกือบ 20 สาขา ช่วงชีวิตทั้งก่อนหน้าและกำลังดำเนินไป ภาวะสงครามกินเวลาถึง 10 ปี ความเข้าใจผิดของคนในครอบครัว โอชินต้องพบกับความผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า บั้นปลายชีวิตของโอชินมีแต่ปัญหาประเดประดังเข้ามาอยู่เช่นเดิม บททดสอบความอดทนและความดีของชีวิตเหมือนไม่มีตอนจบ ด้วยทั้งหมดของเรื่องราวหนักหน่วงกินเวลายาวนาน
เมื่อซีรี่ย์นี้ออกอากาศครั้งแรกในญี่ปุ่น ละครเรื่องนี้มีความยาวถึง 300 ตอน ก่อนที่คนญี่ปุ่นทุกคนจะออกไปทำงาน ต่างต้องดูเรื่องนี้เหมือนกันหมด เป็นเรตติ้งระดับประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีละครเรื่องใดเลยทำได้มาก่อน และเมื่อละครเรื่องนี้ตกมาถึงบ้านเรา  บริษัทรัชฟิล์มทีวี  ร่วมกับบริษัทเดนสึ (ซึ่งเป็นบริษัทโฆษณาของญี่ปุ่น) นำเข้ามาฉาย ช่วงเวลาก่อนรายการมาตามนัด (รายการเกมส์โชว์ชื่อดัง เรตติ้งสูงสุดของช่อง 5) สามารถสร้างเรตติ้งสูงสุดได้ในเวลาอันรวดเร็ว มีการขยายเวลาออกอากาศจาก 30 นาทีเป็น 1 ชั่วโมงเต็ม ซีรี่ย์เรื่องนี้ในบ้านเราจึงแพร่ภาพออกอากาศไม่ยาวนานเหมือนญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม จำนวนกว่า 100 ตอน ก็ยังถือว่าเป็นประวัติการณ์สำหรับวงการโทรทัศน์ไทยด้วยเช่นกัน  ชื่อโอชินกับลิวโซ ถูกนักการเมืองเอาไปใช้เรียกฝ่ายตรงข้าม คอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์ชื่นชมเนื้อหาสร้างเสริมสังคมอย่างเป็นเอกฉันท์  ยังไม่ทันฉายหมดชุด ต้องถูกนำมาฉายรีรันใหม่ตั้งแต่ต้นอีกหนในช่วงเย็น  เพื่อให้คุณหนูๆ ได้ตามดูกันได้ตลอด ดารานำผู้รับบทโอชินโด่งดังเป็นที่รู้จักกันไปทั้งเมือง  โดยเฉพาะ โคบายาชิ  อากิโกะ และยูโกะ ทานากะ ถูกใจใครต่อใครเหลือเกิน

โคบายาชิ อากิโกะ รับบทเป็นโอชินวัย 7-9 ขวบ ได้เดินทางมาปรากฏตัวพร้อมเปิดห้างโตคิว ในช่วงละครกำลังโด่งดังสุดขีด ส่วน ยูโกะ ทานากะ ผู้รับบทโอชินวัยสาวจนถึงกลางคน มีข่าวลือว่าผู้สร้างหนังบ้านเรา เล็งทาบทามให้เธอมาเล่นหนังไทยเรื่องนึง แต่ก็เงียบหายไป  นอกจากนั้นยังมีวิดีโอหนังจอเงินเรต R สมัยก่อนที่ ยูโกะ ทานากะ จะมารับบทโอชิน ออกมาให้เสือสิงห์กระทิงเฒ่าทั้งหลายไล่ตะครุบ กรณีตกเป็นข่าวอึกทึกครึกโครมทั้งที่ญี่ปุ่นและเมืองไทย เพราะในหนังเรื่องนั้น ทานากะยอมเปลือยกายจะแจ้ง ผิดแผกภาพลักษณ์จากละครดัง ชนิดพลิกคาแรกเตอร์ไปคนละด้าน ซึ่งอาจทำลายภาพลักษณ์สาวคนดีในเรื่องโอชินลงอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี กรณีนี้ไม่ได้จางความประทับใจของผู้ชมโดยมากที่มีต่อเธอได้ในฐานะผู้รับบทโอชิน 
ความเชื่อ ศรัทธา น้ำใจ ที่สำคัญที่สุด หมายถึงความอดทน  บางทีก็หมายถึงจุดรวมของสิ่งทั้งหลาย สิ่งใหม่ๆ สัจธรรม ความอดกลั้น......สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้ผู้คนจดจำเธอ ยามคิดถึงนามนี้ที่ชื่อ   โอชิน

(แดง ระวี ถอดความประโยคของชินกากุ ที่กล่าวกับโอชิน เมื่อคราวเธออายุได้แค่ 8 ปี  ตีพิพม์ไว้ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ที่หน้า 10 ฉบับวันที่ 23 พฤศจิกายน 2527)หมายเหตุ บทความและเรื่องย่อนี้ ถอดความจาก สงครามชีวิตโอชิน  โดยสืบสกุล แสงสุวรรณ,  Good Olddays 2 ดีวันดีคืน ,สำนักพิมพ์ อะบุ้ค , บริษัท เดย์ โพเอทส์ จำกัด

สงครามชีวิตโอชิน (อังกฤษ: Oshin) (ญี่ปุ่น: おしん) เป็นละครโทรทัศน์ญี่ปุ่นผลิตโดยเอ็นเอชเค เป็นละครฉลองครบรอบ 30 ปีเอ็นเอชเค โดยเล่าถึงชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ ชิน ทาโนะคุระ ตั้งแต่เกิดในยุคเมจิปี พ.ศ. 2441 จนเข้าวัยชราในยุคโชวะปี พ.ศ. 2526 ผ่านเรื่องราวมามากมายทั้งสุขและทุกข์ มีทั้งหมด 297 ตอน ตอนละ 15 นาที มีการฉายครั้งแรกในญี่ปุ่นในวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2525 - 31 มีนาคม พ.ศ. 2526 โดยออกอากาศวันละ 1 ตอน และมีการออกอากาศในอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย มีผู้ชมทั่วโลกกว่า 2 ล้านคน
บทละครเขียนขึ้นโดย อิวาซากิ ซุงาโกะ (ใช้นามแฝงว่า ฮาชิดะ ซุงาโกะ) ดัดแปลงจากเรื่องราวในชีวิตจริงของ คัทสึ วะดะ (Katsu Wada) มารดาของคะซึโอะ วะดะ ผู้ก่อตั้งและประธานห้างสรรพสินค้าเยาฮัน  เรียวเฮ (Ryohei Wada) สามีของคัทสึ วะดะเสียชีวิตตั้งแต่ลูกยังเล็ก คัทสึต้องเลี้ยงดูลูกจำนวนห้าคนตามลำพัง และก่อร่างสร้างตัวจากร้านขายผักสด จนเป็นเจ้าของร้านขายของชำ และขยายกิจการจนเป็นเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ต และห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

·         รัชฟิล์มทีวี ได้นำละครโทรทัศน์เรื่องนี้ มาฉายทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ในช่วงปี พ.ศ. 2527-2528
·         ไทยทีวีสีช่อง 3 นำมาฉายซ้ำในปี พ.ศ. 2537 - พ.ศ. 2538

·         วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551 ทรูวิชั่นส์ได้เปิดช่องทรูเอเชี่ยนซีรีส์และได้นำละครเรื่องนี้กลับมาฉาย โดยออกอากาศในวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 21.00 น. (รีรัน 04.00 น. และ 14.00 น.) และจบในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 จากนั้นได้ฉายซ้ำครั้งที่สองในเวลา 12.00 น. จบประมาณเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2552 จากนั้นประมาณเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 ได้ฉายซ้ำครั้งที่สาม ในเวลา 24.00 น. และ 06.00 น. จบในวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553 เป็นการฉายซ้ำครั้งสุดท้ายในทรูวิชั่นส์ก่อนที่จะส่งลิขสิทธิ์ต่อให้ไทยทีวีสีช่อง 3

·         ครั้งล่าสุดสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นำมาฉาย ออกอากาศใน วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 18.15 น. - 18.45 น. เริ่มออกอากาศตอนแรก วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553 - วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554  ต่อมาได้ปรับเวลาออกอากาศเป็น 18.30-19.00 น. โดยออกอากาศวันละ 2 ตอน แต่หากมีโอกาสพิเศษจะออกอากาศเพิ่มเป็น 45 นาที นอกจากนี้ สงครามชีวิตโอชินในฉบับพากย์ พ.ศ. 2553 ยังเป็นผลงานพากย์เรื่องสุดท้ายของกำธร สุวรรณปิยะศิริ นักแสดงและนักพากย์อาวุโส โดยพากย์เป็น โนโซมิ ลูกชายบุญธรรมของโอชินในวัยผู้ใหญ่  และในปี 2554 true vision ได้นำมาออกอากาศอีกครั้งที่ช่อง 160 โดยออกอากาศตลอด 24 ชม.

(ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม จากเว็บวิถีพีเดีย สารานุกรมออนไลน์) 




สถานีโทรทัศน์ NHK กำลังมีโครงการใหญ่ยักษ์ กับการหยิบเอาทีวีซีรีส์ระดับตำนานแห่งวงการโทรทัศน์ญี่ปั่น "สงครามชีวิตโอชิน" ที่เคยสร้างความโด่งดังทั้งในประเทศ และต่างประเทศเมื่อยุค 80s กลับมาสร้างใหม่อีกครั้ง ในรูปแบบของภาพยนตร์

ผลงานของ
NHK เรื่องนี้ แพร่ภาพครั้งแรกระหว่างปี 1983 - 1984 จนกลายเป็นปรากฏการณ์อย่างที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นกับวงการโทรทัศน์ญี่ปุ่นมาก่อน นอกจากนั้นก็ยังถูกซื้อไปเผยแพร่ในประเทศต่าง ๆ 60 ประเทศทั่วโลกด้วย ซึ่งล่าสุดเรื่องราวของ สงครามชีวิตโอชิน จะได้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง แต่เป็นในรูปแบบของภาพยนตร์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดใด ๆ ของหนังรวมถึงเรื่องนักแสดงแต่อย่างใด

สงครามชีวิตโอชิน เล่าเรื่องของ
โอชิน ทาโนะคุระ สตรีผู้ต่อสู้กับอุปสรรคมากมายกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของประเทศตั้งแต่ปี 1907 - 1980 โดยอิงจากประวัติชีวิตมารดาของ คาซุโอะ วาดะ ผู้ก่อตั้ง 'เยาฮัน' เครือห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เป็นซีรีส์ที่ออกอากาศวันละ 15 นาทีกับจำนวนตอนมากถึง 297 ตอน ซึ่งเรื่องราวว่าด้วยการต่อสู้กับปัญหา และใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลกมากมาย สำหรับในญี่ปุ่นช่วงที่มีเรตติ้งสูงสุดนั้นยอดคนดูพุ่งไปสูงถึง 62.9% เลยทีเดียว

สำหรับโอชินในฉบับซีรีส์นั้นมีนักแสดงหลายคน ที่ร่วมกันรับบทเป็นตัวละครเอกตัวนี้ในวัยที่แตกต่างกันไปโดย
อายาโกะ โคบายาชิ สวมบทบาทเป็น เด็กหญิงโอชิน, ยูโกะ ทานากะ รับบทในวัยสาว และโนบุโกะ โอโตวะ เป็นในช่วงบั้นปลาย

โดยนาย
มิตซึโอะ ซูซูกิ ผู้นำกลุ่มอนุรักษ์ที่ร่วมกันดูแลบ้านอายุ 100 ปี ใน นากายามะ จังหวัดยางาตะ ซึ่งเคยใช้ถ่ายทำในฉากบ้านของโอชิน ได้กล่าวแสดงความตื่นเต้นถึงการรื้อฟื้นเรื่องราวของโอชินขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเด็กรุ่นใหม่จะได้มีโอกาสรับรู้ถึงเรื่องราวสุดแสนประทับใจอย่างที่คนรุ่นก่อนเคยสัมผัสกันมาก่อน โดยบ้านอายุ 100 ปี ยังคงเป็นที่สนใจของเหล่านักท่องเที่ยว ซึ่งแวะเวียนไปชมบ้านเก่าแก่ซึ่งเคยถูกใช้ถ่ายทำซีรีส์เรื่องดัง แม้ค่าใช้จ่ายในการดูแลค่อนข้างสูงก็ตาม

โอชิน ผลงานการเขียนบทของ ฮาชิดะ ซุงาโกะ ที่แพร่ภาพทาง NHK ในช่วงเช้าวันละ 15 นาที ระหว่างปี 1983-1984 ด้วยจำนวนตอนทั้งหมด 297 ตอน ถือเป็นตำนานบทหนึ่งแห่งวงการโทรทัศน์ญี่ปุ่น ด้วยการมีเรตติ้งสูงสุดถึง 62.9% และเรตติ้งเฉลี่ย 52.6% นับว่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์โทรทัศน์แดนอาทิตย์อุทัย

สำหรับเรื่องราวในซีรีส์มีฉากหลังอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 กับชีวิตของ โอชิน หญิงสาวผู้เติบโตขึ้นมาจากครอบครัวที่ยากไร้ในยามางาตะ และใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็ง แม้จะต้องเจอกับอุปสรรคในชีวิตมากมาย แต่ก็ไม่ท้อถอย เป็นงานที่ดัดแปลงมาจากเรื่องราวในชีวิตจริงของ คัทสึ วาดะ มารดาของ คาซึโอะ วาดะ ผู้ก่อตั้งและประธานห้างสรรพสินค้าเยาฮัน

โดยซีรีส์เรื่องนี้ยังถูกซื้อไปฉายใน 86 ประเทศทั่วโลก รวมถึงในเมืองไทยภายใต้ชื่อ สงครามชีวิตโอชินด้วย  สำหรับ โอชิน ฉบับภาพยนตร์จะเน้นเนื้อหาไปที่ช่วงตัวละครเอกยังเป็นเด็กที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นมาเป็นสตรีผู้งดงามทั้งรูปกาย และจิตใจ ในบ้านนอกที่ยามางาตะ ที่ซึ่งเด็กสาวตัวน้อยๆ ต้องทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวแม้จะต้องเจอกับปัญหาต่างๆ มากมาย โดยหนังจะอ้างอิงจากบทละครดั้งเดิมของ ฮาชิดะ ที่เขียนเอาไว้เมื่อร่วม 30 ปีก่อน แต่ก็จะเพิ่มเติมรายละเอียดใหม่บางอย่างลงไป

สำหรับนักแสดงหลักในภาพยนตร์ที่ประกาศกันออกมาในงานแถลงข่าวเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ก็ประกอบไปด้วย ดาราเด็กหน้าใหม่ ฮามาดะ โคโคเนะ ที่จะสวมบทบาทเป็น โอชิน และดาราสาวสวย อุเอโตะ อายะ เป็น ฟุจิ มารดาของ โอชิน   หนังยังจะมี คิชิโมโตะ คาโยโกะ สวมบทบาทเป็น ซึเนะ บ่าวของโรงค้าไม้ ซึ่งถือว่าเป็นนายจ้างคนแรกของ โอชิน, โคบายาชิ อายาโกะ เป็น มิโนะคุณนายรองของตระกูลคางายะ, โนงิ เรียวสึเกะ เป็น เซทาโรนายของตระกูลคางายะ, โยชิมูระ จิทสึโกะ เป็น นากะ ย่าของโอชิน, มิทซึชิมะ ชินโนะสึเกะ เป็น ชินซากุ คนหนีทหาร, เก็ตส์ อิชิมัตสึ เป็น มัตสึสุคนเผาถ่าน และ อิซูมิ พินโกะ เป็น คุนิ คุณนายใหญ่ร้านคางาย่า


โดยในการแถลงข่าวมี อุเอโตะ, อิซูมิ, ฮาชิดะ และหนูน้อยฮามาดะ ที่สวมบทบาท โอชิน รวมถึงผู้กำกับ โทกาชิ ชิน มาร่วมปรากฏตัว  ซึ่งดาราสาวคนสวย อุเอโตะ อายะ ได้กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้มามีส่วนร่วมในภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เรื่องนี้ ว่าขอบคุณคนที่เลือกฉันให้มารับบทนี้แทนที่จะเป็นนักแสดงหญิงคนอื่นนะคะ แต่ก็รู้สึกกดดันไปด้วยในเวลาเดียวกันเลย ฉันรู้ว่าคงมีคนคิดว่าฉันเด็กเกินไปสำหรับบทนี้รึเปล่า หรือไม่ก็อาจคิดว่าฉันดูไม่เหมือนคุณแม่เลย แต่คุณพินโกะนี่แหละที่ให้คำแนะนำที่ดีที่สุดกับฉันว่าทุกอย่างจะไม่มีปัญหาอะไรเลย ถ้าทำให้เต็มที่เพราะฉะนั้นฉันจะทุ่มทุกอย่างให้บทนี้ค่ะ

อันที่จริง อิซูมิ พินโกะ ก็คือ ผู้รับบทแม่ของโอชินในซีรีส์ฉบับคลาสสิกนั้นเอง ซึ่งดารารุ่นใหญ่ที่กลับมาสวมบทบาท คุณนายใหญ่ร้านคางาย่า ใน โอชิน 2013 ยังพูดถึงนักแสดงรุ่นหลานที่จะได้แสดงเป็นตัวละครเดียวกับเธออีกว่า ฉันดีใจค่ะที่ อายะจัง ได้เล่นบทนี้ และมั่นใจถ้าเราทุกคนพยายาม หนังจะต้องออกมาพิเศษแน่ๆ”  สำหรับนักแสดงเด็กหน้าใหม่ ฮามาดะ โคโคเนะ ที่เอาชนะคู่แข่ง 2,500 คน ที่มาคัดเลือกบท โอชิน ก็กล่าวอย่างมุ่งมั่นด้วยใบหน้ายิ้มแย้มในงานแถลงข่าวว่าหนูก็จะพยายามให้ดีที่สุดกับการแสดงเป็น โอชิน ค่ะ”  โดยหนังจะยกกองเข้าไปถ่ายทำที่ยามางาตะ ในช่วงต้นเดือน ก.พ.นี้ และน่าจะเข้าฉายได้ในเดือน ต.ค.
(อ้างอิงข้อมูล จาก เว็บผู้จัดการออนไลน์)

 

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โลก 360 องศา (ดาวเคราะห์น้อยโคจรใกล้โลก - อุกกาบาตตกที่รัสเซีย)



เมื่อเวลาตี 2 กว่าๆ ซึ่งเป็นเวลาเช้าวันใหม่ที่ 16 ก.พ.นี้ ดาวเคราะห์ 2012 DA14 ที่มีขนาดประมาณสนามฟุตบอลเฉียดโลก และเป็นสถิติการเข้าใกล้โลกมากที่สุดของดาวเคราะห์น้อยที่ใหญ่ขนาดนี้เท่าที่เรามีข้อมูล แต่ผู้เชี่ยวชาญยืนยันวัตถุอวกาศนี้ไม่พุ่งชนโลกอย่างแน่นอน

ดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14 ที่กว้าง 45 เมตรจะเข้าใกล้โลกมากที่สุดเวลา 02.24 น.ของวันที่ 16 ก.พ.2013 ตามเวลาประเทศไทย ที่ระยะ 17,200 ไมล์ หรือ 27,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ใกล้โลกมากกว่าระยะของดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาและดาวเทียมระบุตำแหน่งที่โคจรรอบโลกที่ความสูงประมาณ 20,000 ไมล์หรือ ประมาณ 32,100 กิโลเมตร

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะไม่พุ่งชนโลก โดย จิม กรีน (Jim Green) ผู้อำนวยการแผนกวิทยาการดาวเคราะห์ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) แถลงผ่านวิดีโอเผยแพร่ขององค์การอวกาศว่า ไม่มีใครบนโลกหรือดาวเทียมดวงใดจะได้รับอันตรายจากการเข้าใกล้โลกของดาวเคราะห์น้อยดวงนี้

อย่างไรก็ดี หากดาวเคราะห์น้อยดวงนี้พุ่งชนโลกนักวิทยาศาสตร์คาดว่าความเสียหายจะใกล้เคียงกับดาวเคราะห์ขนาดเท่าๆ กันนี้ ซึ่งเคยพุ่งชนโลกที่ทังกัสกาแถบไซบีเรียเมื่อปี 30 มิ.ย.1908 โดยครั้งนั้นดาวเคราะห์น้อยขนาด 40 เมตร หนัก 100 ล้านกิโลกรัม ได้ทำลายต้นไม้ในป่าทังกัสกา รวมถึงกวางเรนเดียร์อีกหลายร้อยตัว เป็นพื้นที่กว่า 1,287 ตารางกิโลเมตร แต่โชคดีว่าพื้นที่ดังก่าวอยู่ห่างไกล จึงไม่มีคนเสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น และตอนนี้บริเวณที่ต้นไม้ถูกทำลายก็ฟื้นตัวขึ้นใหม่แล้ว

ดาวเคราะห์น้อยที่ทำลายป่าในทังกัสกาพุ่งชนโลกด้วยความเร็ว 539,130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสเปซด็อทคอมระบุโดยอ้างตามรายงานของนาซา และมีความรุนแรงมากกว่าระเบิดปรมาณูที่ถล่มฮิโรชิมาของญี่ปุ่นถึง 185 เท่า แต่ไม่มีหลุมอุกกาบาตปรากฏเนื่องจากความดันและความร้อนที่เกิดขึ้นระหว่างพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ทำให้ดาวเคราะห์น้อยระเบิดเสียก่อน

สำหรับการเข้าใกล้โลกของดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14 ในครั้งนี้สเปซด็อทคอมระบุว่า สร้างความตื่นเต้นให้แก่นักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะเป็นโอกาสอันหายากที่จะได้เห็นดาวเคราะห์น้อยขนาดนี้อย่างใกล้ชิด โดยกรีนบอกว่าทางนาซาจะใช้สัญญาณเรดาร์ที่มียิงไปยังดาวเคราะห์น้อยดวงนี้แล้ววัดสัญญาณวิทยุที่สะท้อนกลับเพื่อศึกษาการหมุนและขนาดของดาวเคราะห์น้อย รวมถึงรูปร่างและข้อมูลที่อาจจะได้บ้างเกี่ยวกับองค์ประกอบของดาวเคราะห์น้อย

ผู้ที่มีโอกาสเห็นดาวเคราะห์น้อยดวงนี้คือผู้ที่อยู่ในเอเชีย แอฟริกา ออสเตรเลีย และพื้นที่บางส่วนของยุโรป โดยใช้กล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ในการจับภาพ ซึ่งดาวเคราะห์น้อยจะพุ่งผ่านท้องฟ้าด้วยความเร็วเชิงมุม 0.8 องศาต่อนาที หรือหากใครไม่สะดวกก็มีหลายองค์กรที่ถ่ายทอดสดการเข้าใกล้โลกของดาวเคราะห์น้อยผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งรวมถึงหอดูดาวลาซากรา (La Sagra Observatory) ในสเปน ที่นักดาราศาสตร์สมัครเล่นอาศัยข้อมูลจากหอดูดาวแห่งนี้ค้นพบ 2012 DA14 เมื่อเดือน ก.พ.2012

ส่วนนาซาซึ่งอยู่ในซีกโลกตะวันตกที่ยังเป็นช่วงเวลากลางวัน ขณะที่ดาวเคราะห์น้อยเข้าใกล้โลกก็จะอาศัยกล้องโทรทรรศน์จากหอดูดาวขององค์การที่ตั้งอยู่ในทวีปต่างๆ เพื่อจับภาพดาวเคราะห์น้อยดวงนี้และถ่ายทอดสดผ่านอินเทอร์เน็ตด้วย (ผู้สนใจสามารถดูได้ในเว็บแคสต์ที่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ได้แนบไว้ด้านล่าง)

ทางด้านบริษัทดีพสเปซอินดัสทรีส์ (Deep Space Industries) บริษัทเอกชนตั้งเจตนารมย์ในการทำเหมืองบนดาวเคราะห์น้อยตีมูลค่าของดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14 ว่ามีมูลค่าสูงถึง 5.85 ล้านล้านบาท หากสามารถทำเหมืองบนดาวเคราะห์ดวงนี้ได้ เนื่องจากมีแร่โลหะและน้ำที่สร้างมูลค่าได้มหาศาล แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกจก็ออกมาแย้งว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ไม่ได้มีมูลค่าขนาดนั้น และไม่ได้มีมูลค่าอะไรเลย


webcast จากนาซาถ่ายทอดการเข้าใกล้ของดาวเคราะห์น้อย โดยเริ่มถ่ายทอดเวลาเที่ยงคืนนี้


ผู้บาดเจ็บอุกกาบาตตกในรัสเซียพุ่งกว่า 1,000 คนแล้ว
วันที่ 16 ก.พ 2013 เวลา 00:28 น.
ทางการรัสเซีย รายงานว่า ยอดผู้บาดเจ็บจากเหตุอุกกาบาตตกลงมาเหนือเทือกเขา "อูรัล" ทางตอนกลางของประเทศ ได้เพิ่มสูงราว 1,000 คนแล้ว ซึ่งในจำนวนนี้ มีผู้บาดเจ็บสาหัส 43 คน โดยแพทย์ระบุว่า ส่วนใหญ่ถูกกระจกบาด หลังจากได้รับคลื่นกระแทก หรือ "ช็อกเวฟ" ที่ทำให้กระจกหน้าต่าง อาคารและบ้านเรือนแตกกระจาย ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญ เปิดเผยว่า เหตุอุกกาบาตตกลงมายังพื้นโลกในครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับ"ดาวเคราะห์ 2012 ดีเอ 14" ที่จะพุ่งเฉียดโลกในช่วงเช้ามืดวันนี้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ดี รัฐบาลรัสเซีย ประกาศห้ามประชาชนเข้าใกล้สะเก็ดอุกกาบาตที่ตกในบริเวณใกล้เคียงอย่างเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัย พร้อมกับยืนยันว่า ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงระดับรังสีที่เป็นอันตราย จากอุกกาบาตในครั้งนี้

ยันอุกกาบาตตกที่รัสเซียไม่ใช่ ดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14 แม้ว่านาซ่าจะจับตาวัตถุใกล้โลกอย่างใกล้ชิด แต่ก็มีโอกาสเล็ดลอด เพราะแถบดาวเคราะห์น้อยที่อยู่เลยดาวอังคารออกไปนั้นมีอยู่จำนวนมาก  จากเหตุอุกกาบาตระเบิดเหนือรัสเซียส่งผลให้เกิดคลื่นกระแทกจนกระจกตามอาคารแตกและกระเด็น และเป็นเหตุให้ผู้คนในเขตอุตสาหกรรมทางตะวันออกของรัสเซียได้รับบาดเจ็บกว่า 500 คนตามรายงานของรอยเตอร์ โดยสื่อของรัสเซียพยายามเชื่อมโยงกับการเข้าใกล้โลกของดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14

อย่างไรดี สเปซด็อทคอมอ้างความเห็น ดอน ยีโอมานส์ (Don Yeomans) ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุใกล้โลก จากองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐ (นาซา) ยืนยันว่าการเข้าใกล้โลกของดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14 ไม่สร้างอันตรายต่อคนและโลกแต่อย่างใด

ด้าน น.ส.ประพีร์ วิไลพร เลขานุการสมาคมดาราศาสตร์ไทย เผยว่า การที่มีอุกกาบาตตกมายังโลกในครั้งนี้มีทางเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น เพราะระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดีเป็นแถบดาวเคราะห์น้อย และเป็นบริวารของระบบสุริยะ มีโอกาสที่จะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงเข้ามา ซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติที่เราเห็นเป็นดาวตก แต่กรณีที่มีขนาดใหญ่มากแต่มีเศษซากตกถึงพิ้นโลกก็จะกลายเป็นอุกกาบาต
"ถึงจะเฝ้าระวัง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเฝ้าได้หมดแต่รับรองว่าไม่เกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อย 2012 DA14 ซึ่งมีวงโคจรที่แม่นยำ และนาซาได้คำนวณอย่างชัดเจนอีกทั้งเศษซากวัตถุมี่หลงเหลือจากกำเนิดสุริยะนี้มีมากกว่าดาวเทียมที่เราปล่อยเสียอีก" น.ส.ประพีร์ กล่าว

แม้ว่ายังไม่มีรายงานหรือการวิเคราะห์ของนักวิชาการจากต่างประเทศ แต่นายวรเชษฐ์ บุญปลอด กรรมการวิชาการสมาคมดาราศาสตร์ไทยคาดว่าอุกกาบาตลูกนี้น่าจะมีขนาดไม่เกิน 10 เมตร โดยเทียบเคียงจากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซึ่งเคยเกิดขึ้นที่สหรัฐฯ และอินโดนีเซีย และเป็นเรื่องปกติที่จะมีอุกกาบาตขนาดเล็กเช่นนี้หลุดเข้ามา แม้ว่านาซาและองค์การอวกาศอื่นๆ ทั่วโลกเฝ้าจับตา เพราะยื่งวัตถุอวกาศเล็กยิ่งมีจำนวนมากเป็นแสนเป็นล้านชิ้น ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะจับตาได้หมด


วันที่ ( 15 ก.พ. ) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ว่า นางอีรินา รอสซิอุส โฆษกหญิงกระทรวงสภาวการณ์ฉุกเฉินรัสเซีย แถลงเกี่ยวกับรายละเอียดของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอุกกาบาตตก ที่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนแถบภาคกลางของประเทศว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ( 12.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย ) โดยขนาดของอุกกาบาตยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด เนื่องจากส่วนหนึ่งของมันน่าจะลุกไหม้ระหว่างลอยผ่านชั้นบรรยากาศโลก

ขณะที่อุกกาบาตส่วนที่เหลือ ซึ่งลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟและกลุ่มควัน ได้แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหนือท้องฟ้าในเขตเชลยาบินสก์ บริเวณเทือกเขาอูราล ส่งผลให้เกิดเสียงระเบิดดังเป็นระยะ และแสงสว่างจ้าทั่วทั้งบริเวณ ประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ต่างรีบพากันหลบเข้าไปภายในอาคารหรือหาที่กำบัง ด้วยความหวาดกลัวว่าอาจมีอันตรายเกิดขึ้น ส่วนโรงเรียนทุกแห่งในพื้นที่ประกาศหยุดการเรียนการสอนชั่วคราว

แม้หลังจากนั้นไม่นาน ก้อนอุกกาบาตดังกล่าวจะร่วงลงสู่พื้นดินห่างจากเมืองซัตกี ราว 80 กิโลเมตร แต่เศษชิ้นส่วนของอุกกาบาตที่หลุดร่วงลงมาระยะได้สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนของชาวบ้านราว 6 เมืองในเขตเชลยาบินสก์ เบื้องต้นมีรายงานประชาชนกว่า 400 คน เดินทางไปยังโรงพยาบาลท้องถิ่นเพื่อเข้ารับการปฐมพยาบาล ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากการถูกเศษกระจกบาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสะเก็ดอุกกาบาต แต่ในจำนวนนี้มี 3 รายอาการสาหัส

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องระงับการปล่อยคลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย แต่ไม่มีรายงานการเปลี่ยนแปลงของระดับกัมมันตรังสีในอากาศ

ด้านโฆษกบริษัท โรซาทอม ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งในเขตเชลยาบินสก์ ที่รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม มายัก ซึ่งภายในเป็นสถานที่ตั้งของหนึ่งในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหญ่ที่สุดของรัสเซีย แถลงยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของเตาปฏิกรณ์

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า ยังไม่ทราบข้อมูลแน่ชัดว่า อุกกาบาตดังกล่าวตกที่ไหน และมาจากดาวดวงไหน ตกถึงพื้นหรือไม่ จากข่าวบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ปกติแล้วเวลาอุกกาบาตตกจะมีความเร็วสูงเหนือกว่าความเร็วเสียงหลายเท่าตัว ส่วนที่แตกออกมาแล้วเผาไหม้ไม่หมด ก็ทำให้กระจกแตก แล้วได้รับบาดเจ็บได้ ในแต่ละวันมีอุกกาบาตตกมากมาย เช่น ดาวตก ซึ่งตกไม่ถึงพื้นโลก หากตกถึงพื้นจะเรียกว่าอุกกาบาต นักดาราศาสตร์ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครตื่นตระหนกปัจจุบันมีโครงการดาราศาสตร์มากมายที่ศึกษาเกี่ยวกับอุกกาบาต ถือเป็นการเฝ้าระวังและป้องกันทำให้เบี่ยงเบนไปได้

"จากการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องดาราศาสตร์และเฝ้าดูดาวมานาน ยังไม่เคยเห็นหรือได้ยินว่ามีรายงานเกี่ยวกับมีคนเสียชีวิตเพราะอุกกาบาตตก"


รายงานข่าวต่อมาแจ้งว่า สถาบันวิทยาศาสตร์รัสเซียออกแถลงการณ์ระบุว่า จากการประเมินแล้วพบว่า ลูกอุกกาบาตที่ตกลงมาเหนือท้องฟ้าในแถบเทือกเขาอูราล เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น โคจรลงมาสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็ว 54,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักประมาณ 10 ตัน และ สะเก็ดของอุกกาบาตรแตกกระจายเป็นบริเวณกว้าง 30-50 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง แล้วยังทำให้เกิดคลื่นสั่นสะเทือนจนทำให้กระจกหน้าต่างแตกกระจายเป็นบริเวณกว้าง มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 500 คนแล้ว ในจำนวนนี้ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 34 คน

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ผู้ว่า กทม.ต้องเป็นผู้บริหารมืออาชีพตัวจริงเท่านั้น

กระแสการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนใหม่หนนี้ สำหรับผู้เขียนถือว่ากร่อยและก็น่าเบื่อเป็นที่สุด เต็มไปด้วยการสร้างภาพ เกมการเมือง สาดโคลนใส่กันของ 2 พรรคใหญ่ที่มีลักษณะไม่ต่างจากสนามเลือกตั้งใหญ่ ประกอบกับตัวเลือกผู้สมัครที่มีวิสัยทัศน์ ความสามารถในการบริหาร ประสบการณ์เก่งๆ ที่น่าสนใจแทบไม่มี พลอยทำให้ตัวผู้เขียนเองไม่ค่อยได้สนใจติดตามข่าวการหาเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯ ในหนนี้ซักเท่าไร เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ โดยส่วนใหญ่ก็มีมุมมองคล้ายๆ กับผู้เขียนด้วยเช่นกัน สังเกตจากคนรอบข้าง และสื่อต่างๆ ไม่ค่อยได้นำเสนอข่าวในมุมที่สร้างสรรค์ หรือประเด็นปัญหาในแง่นโยบายที่มาตอบโจทย์ได้อย่างเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร ถามว่าผู้เขียนจะไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในครั้งนี้หรือไม่ ตอบได้เลยว่าก็คงจะต้องไปเลือกตั้งอย่างแน่นอน เพราะเป็นคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่กำเนิด ชีวิตเราเกิด โต เรียน ทำงาน ในกรุงเทพฯมาตลอด เจอปัญหาที่ต้องเผชิญด้วยตนเองมากมาย จึงต้องสนใจ ใส่ใจ และอยากได้ผู้ว่าฯ ที่เป็นคนที่มีความสามารถมาแก้ไขปัญหาให้เราได้จริงๆ

ผู้สมัครผู้ว่าฯ แบบใดที่ผู้เขียนจะไม่เลือกอย่างแน่นอน ก็คือ ประเภท รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ (ไม่ได้รังเกียจผู้สมัครที่เคยมีอาชีพเหล่านี้ แต่หมายถึงบุคลิก ลักษณะนิสัย พฤติกรรมที่เข้าข่ายคนประเภทนั้นๆ รวมไปถึงนโยบายที่เอามาขายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นด้วย) ผู้สมัครประเภทเล่นปาหี่ ชอบสร้างภาพ จัดอีเว้นท์เก่ง เหล่านี้คงจะเป็นช้อยส์แรกๆ ที่ตัดทิ้งไปก่อนเลย ผู้สมัครที่เป็นตัวเต็งในผลโพลล์ต่างๆ ไม่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้เขียน เพราะไม่สนใจที่จะติดตามหรือเอามาเป็นน้ำหนักในการตัดสินใจ (เรื่องทัศนะเกี่ยวกับโพลล์ผู้เขียนได้เคยเขียนวิเคราะห์วิจารณ์ไว้ในบทความชิ้นนึงในบล็อกมาแล้ว) ผู้สมัครที่นำเอานโยบายประเภทถ้าเลือกฉันแล้วคุณจะได้โน่นได้นี่ เข้าข่ายประชานิยม ถ้าเป็นโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่จริงจะรับไว้พิจารณา แต่ผู้เขียนจะดูด้วยว่าจะเป็นจริงได้ในแง่รูปธรรมด้วยหรือไม่ และต้องไม่ไปสร้างภาระหนี้สินใช้งบประมาณเกินตัวด้วยหรือไม่ ประเภทนโยบายเกินจริง ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นไปได้ หรือบนพื้นฐานแห่งความเป็นเหตุเป็นผล เหมาะสมกับวิถีหรือครรลองที่ควรจะเป็น ผู้เขียนจะถือรวมเป็นนโยบายขายฝัน ประชานิยม เตรียมจะทุจริตเชิงนโยบาย ก็จะไม่เลือกผู้สมัครผู้ว่าฯ ท่านนั้นอย่างแน่นอน

10 ประเด็นพื้นฐานที่จะต้องนำมาพิจารณาประกอบกับนโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ ซึ่งเป็นปัญหาพื้นฐานของกรุงเทพฯ มีดังนี้

1.ปัญหาขยะ ความสะอาด การแยกขยะ การจัดเก็บ และการทำลายขยะ ของกรุงเทพฯ รวมถึงมาตรการดูแล ปรับเงิน ลงโทษผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือหรือทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง รวมถึงขยะตามลำคลองแม่น้ำ ระบบระบายน้ำเสียของอุตสาหกรรม

2.ปัญหาอากาศเป็นพิษ การสร้างปอดให้กรุงเทพฯ ให้มีอากาศหายใจ ได้สะดวกขึ้นสะอาดขึ้น การขจัดมลพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ อากาศเป็นพิษจากโรงงาน ฯลฯ การอนุรักษ์หรือปลูกต้นไม้ตามถนนสำคัญ เพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะต่างๆ

3.ปัญหาทางเดินเท้า หาบเร่แผงลอยเต็มฟุตปาธ ทางเดินเท้าลดลง ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ การขุดหลุม ขุดท่อต่างๆ รวมถึงทางสำหรับรถจักรยานยนต์วิ่งทั่วกรุง ทางข้ามม้าลาย สะพานลอยในจุดสำคัญ

4. ปัญหาความปลอดภัยตามจุดสำคัญ ซอกซอยเปลี่ยว บริเวณที่พักผู้โดยสารประจำทาง จุดที่ติดตั้งกล้องวงจรปิดอย่างทั่วถืง (ที่ไม่ใช่กล้องดัมมี่ด้วย) ไฟตามถนนหลักๆ ถนนสายรอง ต้องมีทุกจุด ความสว่างมากพอ

5. ปัญหาการระบายน้ำ ท่อระบายน้ำ คูคลอง การขุดรอกท่อ ฝังกลบอย่างเป็นระเบียบ มาตรการป้องกันการเกิดปัญหาฝนตกน้ำท่วม ส่วนการเปิดปิดประตูน้ำ อุโมงค์ต่างๆ เป็นเรื่องของโครงสร้างใหญ่ในการแก้ปัญหาน้ำท่วมของทั้งกรุงเทพฯ เป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญที่คนเป็นผู้ว่าฯ จะต้องให้ความสำคัญและมีความรู้ หรือมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้คอยดูแลอยู่แล้ว

6.ปัญหาการจราจรติดขัด (เป็นปัญหาโครงสร้างใหญ่ของเมืองหลวง ที่แก้ยาก) แต่ผู้ว่าฯ มีส่วนที่จะช่วยบรรเทาหรือลดปัญหาให้ลดลงได้โดยการ สำรวจทางลัดเพิ่ม ทางแยกที่สำคัญทำเป็นอุโมงค์และสะพานข้ามแยก ประสานงานกับตำรวจและขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม บริหารจัดการพวกรถโดยสารประเภทต่างๆ การคุมกำเนิดรถสาธารณะบางประเภทที่วิ่งทับเส้นทางหรือแย่งผู้โดยสารกัน การเก็บค่าผ่านทางเข้าเมืองสำหรับรถส่วนบุคคล(นั่งมาคนเดียว)ที่เข้าเขตจราจรชั้นใน ในช่วงเวลาเร่งด่วน(Rush Hour) การประชาสัมพันธ์ให้คนกรุงใช้รถสาธารณะ การทำจุดจอดรถสาธารณะเพิ่มเพื่อต่อรถไฟฟ้า (Park & Ride)

7.ปัญหาบริการสาธารณะสุข ไม่ได้หมายรวมเฉพาะสถานสาธารณสุขของกทม.เท่านั้น แต่รวมถึงโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งควรมีการปรับปรุงบริการให้รวดเร็ว การบริการที่สุภาพ มีน้ำใจ และกระจายตัวให้ทั่วถึง เพราะประชากรกรุงเทพฯปาเข้าไป 10 ล้านคนแล้ว โรงพยาบาลบางแห่งไม่สามารถรองรับปริมาณคนไข้ได้อย่างเพียงพอ แต่บางแห่งก็ล้างผู้คนมาก

8.ปัญหาบริการการศึกษา และสันทนาการ นอกเหนือจากสถานศึกษาของรัฐ ประเภทโรงเรียน วิทยาลัย รวมถึงสำนักศึกษาทางด้านศาสนา ควรมีการควบคุมมาตรฐานที่เข้มงวด รวมถึงการวัดผลที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงสถานออกกำลัง ประเภทกีฬา เช่น สนามกีฬาตามชุมชนต่างๆ ควรจัดให้มีมากขึ้นและเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าไปใช้บริการ อาจมีการเก็บค่ารักษาสถานที่บ้างแต่ไม่ควรจะแพงเกินไป และตั้งกฎเกณฑ์ที่ไว้ใช้ควบคุมระเบียบวินัยในการใช้สถานที่ตามสมควรด้วย

9.ปัญหาบริการนักท่องเที่ยว เนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงติดอันดับโลกด้านการท่องเที่ยว เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่จุดบริการนักท่องเที่ยวยังมีน้อย และไม่คลอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะป้ายบอกทางที่เป็นภาษาอังกฤษหรือป้ายสถานที่สำคัญที่เป็นภาษาอังกฤษยังมีน้อย แผนที่เส้นทางตามจุดท่องเที่ยวที่สำคัญยังมีน้อย รวมถึงประชาสัมพันธ์ที่พูดภาษาอังกฤษได้ตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญไม่เด่นชัด หรือแทบไม่มีเลยในบางจุด

10.ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ สายไฟ สายโทรศัพท์ ป้ายโฆษณา ระเกะระกะทั่วกรุง โดยเฉพาะย่านสำคัญๆ ทางธุรกิจหรือแหล่งช็อปปิ้งที่สำคัญยังเห็นอุจาดตาจำนวนมาก จุดสัญญาณโครงข่ายเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่สำคัญอย่าง Wi-Fi รวมถึง 3G ยังมีน้อยและความเร็วความแรงไม่คงที่หรือจุดอับสัญญาณมีมาก

นี่เป็นเพียงนโยบายพื้นฐานหลักๆ คร่าวๆ ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกมาก ที่คนเป็นผู้บริหารเมืองหลวงต้องเอาใจใส่ สิ่งที่ผู้บริหารเมืองควรเริ่มคิดได้แล้วก็คือการจัดระเบียบกรุงเทพฯ การกำหนดผังเมืองที่เหมาะสม การจะทำอย่างไรกับการจราจรในกรุงเทพฯ การจะทำอย่างไรที่จะทำให้กรุงเทพฯ หลวม ไม่แออัด การกระจายคน แหล่งทำงาน สถานที่ราชการออกนอกเขตชั้นใน กระจายตัวไปบริเวณรอบนอกมากขึ้น หรือเลยไปถึงการพิจารณาเมืองหลวงแห่งที่ 2 หรือเมืองบริวารที่กระจายตัวออกไปจากความแออัดคับคั่งชั้นใน ทางด่วนไม่ได้เป็นทางด่วนอีกต่อไปแล้ว บางทีคับคั่งรถติดมากกว่าทางทางลาดปกติเสียอีก การสัญจรทางน้ำเป็นอีกทางเลือกนึงที่แก้ปัญหาจราจรได้ แต่เรือโดยสารประจำทางที่ปลอดภัยและปริมาณที่น้อยไม่สามารถรองรับผู้โดยสารได้อย่างเพียงพอ และการเดินทางที่รวดเร็วในช่วงเวลาเร่งด่วน รวมถึงเส้นทางสำหรับรถจักรยานยนต์ที่ครอบคลุมทุกถนนสายหลักในกรุงเทพฯ อย่างเป็นรูปธรรมเสียที สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่คนกรุงเทพฯ ควรนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจคนที่เสนอตัวมาเป็นผู้สมัครผู้ว่า ฯ เพราะยุคนี้แล้ว คนที่จะมาเป็นผู้บริหารเมืองต้องเป็นมืออาชีพ ตัวจริงเสียงจริงเท่านั้น ประเภทมือสมัครเล่นอยากมาทดลองงานคงไม่ได้ และกรุงเทพฯ ทุกวันที่ผ่านไปแต่ละวันมีแต่ปัญหาที่หมักหมมมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องการคนที่ตั้งใจ อุตสาหะ มีความรู้จริง มาแก้ไขปัญหาให้พวกเราชาวกทม.ได้อย่างแท้จริง ประเภทสร้างภาพเก่งอย่ามาเลย คนกรุงเบื่อ และเคยมีประสบการณ์กับคนเหล่านี้มามากพอแล้ว เราจะไม่ให้โอกาสสำหรับคนที่ไม่พร้อม ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครต้องเป็นผู้บริหารมืออาชีพตัวจริงเท่านั้น


2 ผู้สมัคร ผู้ว่าฯกทม.ที่เป็นตัวเต็งสำคัญ จาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ ระหว่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครหมายเลข 16 จากพรรคประชาธิปัตย์และ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครหมายเลข 9 ของพรรคเพื่อไทย

โดยล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยอมรับได้กำชับให้ผู้สมัครของพรรคนำเสนอนโยบายในการหาเสียงเป็นหลัก ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เชื่อมั่นว่า การนำเสนอนโยบายที่เป็นไปตามหลักความเป็นจริง จะสามารถเพิ่มคะแนนนิยมของผู้สมัครได้


รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและติดตามนโยบายภาครัฐ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ติดตามการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้วิเคราะห์บริบทในสนามเลือกตั้งว่า ยังไม่เห็นข้อได้เปรียบหรือเสียเปรียบของผู้สมัครทั้ง 2 คนอย่างโดดเด่น แต่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็มีดีคนละด้าน โดยชี้ว่า คุณสมบัติของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ แม้จะได้เปรียบในด้านการบริหารที่มีประสบการณ์ แต่ก็เสียเปรียบเรื่องวัยวุฒิ เมื่อเทียบกับ พล.ต.อ.พงศพัศ
แต่ในด้านของ พล.ต.อ.พงศพัศ ก็เสียเปรียบที่ขาดประสบการณ์ แต่ถ้าเทียบเรื่องนโยบายของทั้ง 2พรรค อาจไม่เห็นความต่าง จึงต้องขึ้นอยู่กับกลยุทธการนำเสนอนโยบายหลักของผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดแล้ว 10 มาตรการเร่งด่วน ขณะที่พรรคเพื่อไทย ชู 8 ยุทธศาสตร์หลักสร้างกรุงเทพฯ แบบไร้รอยต่อ ซึ่งในรายละเอียดต่างก็นำเสนอแนวนโยบายที่จะดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคน กทม.ดูแลเรื่องรายได้และค่าครองชีพให้สอดคล้องกันเรื่องการจราจรก็เน้นที่จะเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง นอกจากนั้นก็เป็นข้อเสนอเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ทั้งการบริการของ กทม.และการบริหารสาธารณะ

สุหฤท สยามวาลา ประกาศลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.เปิดนโยบาย “SURPRISE BKK FUN BKK SUHARIT RUN BKK!” ผ่านทวิตเตอร์ เน้นแปลกใหม่-สร้างสุข-ฉับไว วางแผนหาเสียงกับกลุ่มงดออกเสียง ไม่ไปเลือกตั้ง หวังใช้เงินน้อยที่สุดในโลกผ่านทางสื่อดิจิตอล-การแบ่งปันในสังคมออนไลน์ วอนอย่าตัดสินคนด้วยการแต่งตัว

นายสุหฤท สยามวาลา กรรมการผู้จัดการบริษัท ดี.เอช.เอ.สยามวาลา จำกัด ศิลปินนักแต่งเพลงและดีเจวัย 45 ปี ประกาศผ่านเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์ @suharit ยืนยันการตัดสินใจจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ในสมัยหน้า พร้อมแถลงนโยบายหาเสียงภายใต้แนวคิด “SURPRISE BKK FUN BKK SUHARIT RUN BKK!”

นายสุหฤท กล่าวว่า หลักการทำงานจะอยู่ภายใต้ 3 แนวคิด ได้แก่ “surprise” หมายถึงสิ่งที่จะทำจะต้องสร้างความตื่นเต้นแปลกใหม่ สร้างความประหลาดใจในแง่บวก “fun” คือ เน้นความสุขอย่างเต็มที่ในการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ และ “run” คือ เน้นความฉับไวในการทำงาน ไม่ปล่อยให้สูญเสียโอกาส ซึ่งจะเน้นโครงการที่ทำได้ง่ายไม่ซับซ้อน เช่น โครงการ “1 เขต 1 เสน่ห์” ส่งเสริมกิจกรรมขี่จักรยาน โยคะ ออกกำลังกาย นายสุหฤท กล่าวอีกว่า ส่วนการหาเสียงจะมุ่งไปที่กลุ่มคนที่เคยงดออกเสียง ไม่ไปเลือกตั้ง เนื่องจากที่ผ่านมา มีผู้มาใช้สิทธิน้อยมาก และคนหัวก้าวหน้าทุกช่วงอายุ เริ่มจากการหาเสียงผ่านทวิตเตอร์ เปิดให้พูดคุยสอบถามได้ และตั้งใจจะหาเสียงโดยใช้เงินน้อยที่สุดในโลกผ่านทางสื่อดิจิตอลและการแบ่งปันในสังคมออนไลน์เป็นหลัก “ผมอยากชวนผู้ที่มีบทบาทในสังคมวันนี้มาช่วยคิดเรื่องต่างๆ ที่จะสร้าง surprise และ fun ไปพร้อมๆ กัน เพียงแค่ขอโมเดิร์น นะครับ” นายสุหฤท กล่าวนายสุหฤท กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์บุส่วนกรณีที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์บุคลิกและการแต่งกายของตนที่ดูแปลกนั้น ขอให้อย่าตัดสินตนจากรูปลักษณ์การแต่งตัว


พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ผู้สมัครเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร หมายเลข 11 กล่าวถึงการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกว่า ตั้งใจนำเสนอนโยบายใหม่แก่คนกรุงเทพ โดยจะประกาศนโยบายใหม่วิถี 4 จี ประกอบด้วย สร้างกรุงเทพฯให้เป็นเมืองปลอดภัย เมืองที่มีคุณภาพชีวิตสดใส เมืองเศรษฐกิจดี และเมืองที่มีคนดี โดยโครงการผู้ว่ากทม. 4 จี คือการชูธงเน้นเรื่องคุณภาพชีวิตใหม่ของคนกรุงเทพ รหัสความปลอดภัยคนกรุงซึ่งเป็นเลขหมายเดียวกับหมายเลขของตนคือ 011 ซึ่งจะมีการเฝ้าระวังระบบความปลอดภัยโดยไอพีทีวี ซึ่งเป็นระบบที่ดีกว่าซีซีทีวี ที่เคยใช้อยู่เป็นเครือข่ายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จีพีเอสไร้สาย นอกจากนี้ยังมีนโยบายย้ายศาลาว่าการกรุงเทพจากเดิมตั้งอยู่ที่เสาชิงช้าไปอยู่ที่ทำการกรุงเทพทฯย่านดินแดง และปรับศาลาว่าการกรุงเทฯเดิมให้เป็นศูนย์ศิลปวัฒนธรรม พร้อมกันนี้จะจัดพื้นที่โรงงานยาสูบให้เป็นสวนป่าที่มีพื้นที่จอดรถใต้ดินด้วย สำหรับการแก้ปัญหาหาบเร่แผงลอยจะจัดระเบียบยกแม่ค้าพ่อค้าให้ไปค้าขายบนสะพานลอยฟ้าเพื่อให้มีพื้นที่ทำมาหากินที่แน่นอน ส่วนนโยบายที่มีการเรียกร้องกันมากจากคนกรุงเทพคือการสร้างเลนจักรยาน ตนมีแนวคิดใช้พื้นที่เลนใต้เส้นทางรถไฟฟ้าเป็นพื้นที่สำหรับจักรยานเนื่องจากกรุงเทพฯมีพื้นที่น้อยจึงจำเป็นต้องปรับสิ่งที่มีอยู่เดิมมาประกอบให้ใช้ร่วมกันได้  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวผู้สมัครอิสระเตรียมรวมตัวโค่นผู้สมัครที่มาจากพรรคการเมืองโดยยอมรับว่ามีผู้สมัครอิสระหลายรายติดต่อเพื่อขอให้มีการรวมตัวของผู้สมัครอิสระเพื่อต่อต้านการซื้อสิทธิ และการทำโพลล์ที่ไม่ถูกต้อง แต่ตนมองว่าควรรอดูสถานการณ์ก่อน อย่างไรก็ตามเห็นว่าขณะนี้พรรคการเมืองพยายามสร้างกระแสว่าผู้ว่าฯต้องมาจากพรรคการเมือง เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่อง ทั้งที่จริงแล้วหากกลับไปพิจารณาเจตนารมณ์การเลือกผู้ว่าฯจะรู้ว่าควรเป็นผู้ที่มีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำ เน้นดูที่ความตั้งใจจริงเป็นหลัก ที่ผ่านมาจะพบว่าผู้ว่าฯที่มาจากพรรคการเมืองล้วนถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีทั้งสิ้น


โฆสิต สุวินิจจิต ว่าที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯราชการกรุงเทพมหานคร ชู 4 นโยบายบริหารกรุงเทพฯ ในคอนเซ็ปต์ กรุงเทพฯ 24 ชั่วโมงเน้นนโยบายที่ทำได้และช่วยแก้ปัญหาเร่งด่วน ทั้งแก้ไขปัญหาจราจร ยกระดับ ร.ร.สังกัด กทม.เทียบเท่าโรงเรียนดังของรัฐบาล เล็งผุด ร.ร.สาธิต กทม.เป็น ร.ร.กินนอนดูแลเด็กด้อยโอกาส หนุนเศรษฐกิจสู่อาเซียน และกรุงเทพฯต้องปลอดภัย 24 ชั่วโมง โดยหวังให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางแห่งอาเซียน พร้อมขายฝันเอาใจคนกรุง ติดตั้งไว-ไฟ 20 เมกฯ ให้เข้าถึงการใช้งานแท้จริง และปรับภูมิทัศน์ใหม่เก็บสายไฟลงใต้ดิน

เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา  ณ สวนสมเด็จย่า 84 ถนนวิภาวดี นายโฆสิต สุวินิจจิต ว่าที่ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงข่าวเปิดนโยบายกรุงเทพฯ 4 นโยบาย แก้ไขปัญหาเร่งด่วนและสามารถทำได้ทันทีภายใต้กรอบ กรุงเทพฯ 24 ชั่วโมงโดย 4 นโยบายนั้น คือ แก้ไขปัญหาจราจร พัฒนาการศึกษา เศรษฐกิจรองรับ AEC และบริการ 24 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดย นายโฆสิต กล่าวว่า วันนี้ กรุงเทพมหานครเป็นสังคมที่มีชีวิต 24 ชั่วโมง กรุงเทพฯต้องตอบสนองต่อประชาชนในทุกๆ ด้าน รองรับการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วยการให้บริการที่ทั่วถึง และตลอด 24 ชั่วโมง หรือ 3 กะ เพื่อให้กรุงเทพฯ เดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางของ Asian ฉะนั้น นโยบายหลัก ภายใต้กรอบ กรุงเทพฯ 24 ชั่วโมงต้องสอดคล้อง พร้อมแก้ปัญหา และพัฒนากรุงเทพมหานคร
โดยมี 4 นโยบายหลัก คือ นโยบายกรุงเทพฯเดินทางสะดวก 24 ชั่วโมง โดยจะเน้นการแก้ปัญหาจราจร เพื่อให้การเดินทางในกรุงเทพฯสะดวก รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งที่ทำได้ทันทีหากได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าฯ กทม.คือ ติดป้ายบอกทางให้มากขึ้น เนื่องจากสาเหตุหลัก อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กรุงเทพฯ รถติด คือ คนขับรถหลงทาง เนื่องจากมีป้ายบอกทางน้อย บอกทางไม่ชัดเจน จึงได้เกิดปัญหาดังกล่าว ซึ่งการติดตั้งป้ายหาเสียงของตนในวันนี้ก็จะเน้นให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนให้มากที่สุด ดีกว่าการติดป้ายหาเสียงแบบเดิมๆ ที่สามารถปัญหาการจราจรเพิ่มให้กับประชาชนที่ใช้ยวดยานในท้องถนนโดยจะติดตั้งบอกเส้นทางทั้งทางลัด ทางแยก และระยะทาง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ในการเดินทาง

นโยบายการเรียนรู้ 24 ชั่วโมง โดยจะจัดตั้งโรงเรียนสาธิตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำ เพื่อรวบรวมเด็กๆ ที่ขาดโอกาสทางการศึกษาและการยกระดับโรงเรียนของกรุงเทพมหานครให้เทียบเท่ากับโรงเรียนที่มีชื่อเสียงประสานความร่วมมือกับโรงเรียนรัฐที่เด่นและดัง ที่มีคณะครูอาจารย์เป็นที่ยอมรับในสังคมการศึกษา นำมาถ่ายทอดสดระบบการศึกษาผ่านโทรทัศน์ดาวเทียมและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อให้นักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม.ทุกแห่ง ได้เรียนกับคณะครู อาจารย์ที่สอนอยู่ในโรงเรียนรัฐบาลที่เด่นดังทางการศึกษา ยกระดับให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด และยังจะเป็นการเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนได้พร้อมๆ กันด้วย

นายโฆสิต กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของประชาชนทั่วไปก็จะมีเปิดไว-ไฟอินเทอร์เน็ต 20 เมกะไบต์ให้กับคนกรุงเทพทั่วกรุงเทพฯ เพื่อให้คนกรุงเทพฯ เข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตที่เป็นจริง นอกจากนี้ ยังมีการเปิดบริการห้องสมุดประชาชนในสังกัด กทม.24 ชั่วโมง รวมทั้งเปิดศูนย์อินเทอร์เน็ต ให้ประชาชนสามารถเข้ามาใช้บริการได้สะดวกสบาย

นโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะเราจะแข่งขันกับประเทศสิงคโปร์ ซึ่งประเทศไทยเรามีพื้นที่และภูมิประเทศที่ได้เปรียบประเทศสิงคโปร์อย่างมาก หากเราเปิดการทำงานได้ตามนโยบาย 24 ชั่วโมง รองรับการทำงานของ Head Office บริษัทชั้นนำทั่วโลก ที่เขามีเวลาการทำงานไม่ตรงกับเราเพื่อให้เขาสามารถติดต่อประสานทำธุรกรรมต่างๆ ได้ และนโยบายภาษีที่เราจะเก็บเท่ากับสิงคโปร์ คือ 17% ซึ่งจูงใจทำให้เหล่าบริษัท Head office เข้ามาตั้งในกรุงเทพฯ ทำให้เราสามารถแข่งขันกับสิงคโปร์ได้ โดยเราจะได้เปรียบในด้านภูมิประเทศที่เป็นศูนย์กลางของการเดินทางในอาเซียน รวมทั้งความทันสมัยต่างๆ ที่เราจะพัฒนารองรับในอนาคต

และนโยบายเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมแห่งอาเซียน โดยจะสร้างให้กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม มาเป็นจุดเด่นในการสร้างเสริมเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น การตั้งศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมอาเซียนที่จะรวบรวมวัฒนธรรมของทุกประเทศในอาเซียน, พิพิธภัณฑ์กรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอวัฒนธรรมของกรุงเทพ และสร้าง Hollywood of Asia ศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรม สร้างโรงหนัง โรงละครแห่ง Asia เพื่อการเรียนรู้วัฒนธรรมไทย พร้อมการแปรรูปวัฒนธรรมสู่ธุรกิจ เพื่อหารายได้สู่ประเทศไทย และนโยบายสุดท้าย คือ นโยบายปลอดภัย 24 ชั่วโมง เป็นนโยบายที่จะทำให้คนกรุงเทพมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความปลอดภัยตลอดเวลา โดยจะทำให้กรุงเทพฯมีไฟสว่างรอบกรุง มีกล้องวงจรปิด(CCTV) รอบกรุง มี รปภ.ทั่วทั้ง 50 เขตในจุดเสี่ยง และจะมีการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูล GPS ที่ติดในรถแท็กซี่ทุกคัน เพื่อให้คนกรุงเทพฯ หรือประชาชนทั่วไป สามารถตรวจสอบเส้นทางการเดินทางของรถแท็กซี่ ที่บุตรหลาน หรือตัวท่านนั่งใช้บริการว่าไปถูกเส้นทางหรือไม่ อีกกี่นาทีจะถึงจุดหมาย

รวมถึงการปรับภูมิทัศน์ให้กับเมืองหลวง ด้วยนโยบายนำสายไฟต่างๆ บนเสาไฟฟ้าลงสู่ใต้ดิน ซึ่งนอกจากจะทำให้ภูมิทัศน์ของกรุงเทพฯ ดีขึ้นแล้ว ยังสามารถลดปัญหาความเสียหายต่างๆ จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เช่น อุบัติเหตุรถเครนชนเสาไฟฟ้าล้มจนทำให้ไฟดับเป็นบริเวณกว้าง ทำให้เศรษฐกิจเสียหายจำนวนมาก การที่นำสายไฟฟ้า หรือสายไฟต่างๆ ลงดิน ยังจะทำให้เราลดการตัดต้นไม้ที่สร้างความร่มรื่นริมสองข้างทางด้วย และทั้งหมดคือนโยบายที่สามารถทำได้จริง และทำได้ทันที เพื่อให้คนกรุงเทพฯ มีสวัสดิภาพและสวัสดิการที่ดีขึ้น เพราะกรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองหลวงของคนกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่เป็นเมืองหลวงของคนไทยทั้งชาติ

 

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เจาะลึกหนังตัวเต็ง "ออสการ์" ครั้งที่ 85

ตามธรรมเนียมเดิมที่ทุกเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี แทบทุกสื่อบันเทิงในโลกนี้จะต้องตามติดกระแสการประกาศผลรางวัลออสการ์ ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่สุดในด้านการแสดงของโลก และบล็อกหยิกแกมหยอก ก็ไม่พลาดที่จะขอเกาะกระแสนี้ด้วยเช่นกัน แต่เราจะให้น้ำหนักไปที่รางวัลในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเป็นหลัก เนื่องจากสาขาอื่นๆ เป็นองค์ประกอบโดยรวมที่แตกแขนงแยกย่อยออกไปอีกที และเมื่อดูโดยภาพรวมแล้วสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนั่นแหละเป็นธีมรวมหรือคอนเซ็ปต์โดยรวมของงานในปีนั้นๆ และในปีนั้น ๆ ออสการ์ให้ความสำคัญกับประเด็นใดที่ต้องการจะสื่อให้กับคนทั่วโลก และอะไรคือกระแสความนิยมที่แท้จริง เพราะเวทีออสการ์จะตอบโจทย์ด้านการตลาด กระแสและประเด็นเป็นหลัก มากกว่าที่จะตอบโจทย์ด้านของคุณภาพ ความเป็นเลิศ ความเป็นมืออาชีพ ได้เท่ากับเวทีลูกโลกทองคำ แต่ก็มีบางครั้งที่ทั้ง 2 เวทืนั้นใจตรงกัน คือเทรางวัลให้กับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเรื่องเดียวกัน ในสาขาเดียวกัน โดยให้ทั้ง 2 เวทีเหมือนกัน ซึ่งนั่นต้องหมายความว่าภาพยนตร์เรื่องนั้นต้องเป็นสุดยอดของโลกอย่างแท้จริง ซึ่งในประวัติศาสตร์ก็มีเพียงไม่กี่เรื่องที่ทำได้ กลับมาสู่การประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 85 ในปีนี้ ซึ่งได้ประกาศรายชื่อโผผู้เข้าชิงในสาขาต่างๆ ออกมาหมดแล้ว โดยในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมนั้น มีรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงดังนี้


Best Picture : Nominations 9 Choice

1. Amour (ภ.จากออสเตรีย) 2.Argo 3.Beasts of the Southern Wild 4.Django Unchained 5. Les Miserables 6.Life of Pi 7.Lincoln 8. Silver Linings Playbook 9.Zero Dark Thirty

Best Director : Nominations 5 Choice

1.ไมเคิล ฮานาเก้ จาก Amour 2.เบ็นห์ เชตลิน จาก Beasts of the Southern Wild 3.อังลี จาก Life of Pi 4. สตีเว่น สปีลเบิร์ก จาก Lincoln 5.เดวิด โอ.รัสเซลล์ จาก Silver Linings Playbook

Best Original Screenplay : Nominations 5 Choice

1.ไมเคิล ฮานาเก้  จาก Amour  2.เควนติน ทาแรนติโน่ จาก Django Unchained 3.จอห์น เกตินส์  จาก Fight  4. เวส แอนเดอร์สัน และ โรมัน คอปโปล่า จาก Moonrise Kingdom  5.มาร์ค โบล จาก Zero Dark Thirty 

Best Adapted Screenplay :  Nominations 5 Choice

1.คริส เทอร์ริโอ จาก Argo 2. ลูซี่ อลิบาร์และ เบนห์ เชตลิน จาก Beasts of the Southern Wild  3. เดวิด มากี จาก Life of Pi  4. โทนี่ คุชเนอร์ จาก Lincoln  5. เดวิด โอ รัสเซลล์  จาก Silver Linings Playbook

หนังที่ผู้เขียนให้เป็นตัวเต็งในการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งนี้มีเพียง 5เรื่อง คือ Argo , Les Miserables, Life of Pi, Lincoln และ Zero Dark Thirty และในจำนวนนี้มีถึง 3 เรื่องที่ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนั้นไม่เข้ารอบในการถูกเสนอชื่อเข้าชิงในตัวเลือกสุดท้าย ได้แก่ เบน เอฟเฟล็ค จาก Argo ,ทอม ฮูเปอร์ จาก Les Miserables และ แคเธอริน บิเกโลว์ จาก Zero Dark Thirty บางคนบอกไม่เห็นแปลกก็ในเมื่อภาพยนตร์ที่ได้เข้าชิง ภ.ยอดเยี่ยมมีถึง9 เรื่องแต่สาขาผู้กำกับมีเพียง 5 เรื่อง น้ำหนักที่ให้ไม่เท่ากัน ยังไงเสียก็ไม่มีทางที่จะได้ในสัดส่วนเท่ากัน ทำให้เป็นอีกปีนึงที่มีโอกาสสูงที่ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม กับสาขาผู้กำกับจะมาจากคนละเรื่องกัน รวมไปถึงสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย นั่นเท่ากับว่าจะเป็นอีกปีนึงที่จะไม่สามารถสะท้อนแนวทางหรือธีมหลักของปีนี้อย่างเด่นชัด เพราะจะสะเปะสะปะ ไปคนละทาง แต่ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าคุณภาพโดยภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์นั้นมีความโดดเด่นหลากหลายไปในหลายๆ แนวทางมากขึ้น

Argo ภายหลังจากภ.เรื่อง Good Will Hunting เบน เอฟเฟล็ก ก็พาตัวเองไปล้มลุกคลุกฝุ่นกับราซซี่อยู่หลายปีดีดัก เล่นหนังฟอร์มยักษ์บ้าง ฟอร์มย่อมๆ บ้าง จนกระทั่งเมื่อปี 2007 ทายาทตระกูลเอฟเฟล็กผู้นี้ก็นำเสนอตัวเองในบทบาทแห่ง “คนทำหนัง” อย่างเต็มตัว กับผลงานเรื่อง Gone Baby Gone โดยมีเคซี่ เอฟเฟล็ก น้องชายของเขา และนักแสดงรุ่นเก๋าอย่างมอร์แกน ฟรีแมน แสดงนำ ตัวหนังแม้จะเข้าไปไม่ถึงพรมแดงออสการ์แต่ทว่าก็ได้รางวัลมาจากหลายเวที เช่นเดียวกับกระแสเสียงแห่งความชื่นชมในฐานะคนทำหนังที่น่าจับตามอง หลังจากนั้นอีก 2-3 ปี เบนก็กลับมาอีกทีกับผลงานเรื่อง The Town หนังอาจจะไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือเลยในแง่รางวี่รางวัล แต่ก็ยังยืนว่าเบน เอฟเฟล็ก ยังมั่นคงอยู่บนถนนสายนี้ เขาดูคล้ายๆ กับรุ่นก่อนหน้าหลายคนที่ผันตัวเองจากนักแสดงมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์และสร้างผลงานได้ดี ไม่ว่าจะเป็นโรเบิร์ต เรดฟอร์ด จอร์จ คลูนี่ย์ หรือแม้แต่คลินต์ อีสต์วูด ที่หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เบนจะเป็นปู่คลินต์คนต่อไป แน่นอน ปีนี้ เบน เอฟเฟล็ก ก็ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะคนมีคุณภาพอีกครั้งหนึ่ง กับหนังซึ่งคาดหวังได้ว่า น่าจะไปไกลถึงออสการ์ในบางสาขารางวัล

Argo เป็นหนังระทึกขวัญการเมืองซึ่งเล่าเรื่องย้อนกลับไปในช่วงยุค 70 ปลายๆ คาบเกี่ยวกับ 80 เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสมัยการบริหารประเทศของประธานาธิบดีจิมมี่ คาร์เตอร์ หนังหยิบยกเอาสถานการณ์การลุกฮือขึ้นของประชาชนชาวอิหร่านที่ก่อการปฏิวัติ บุกจู่โจมสถานทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเตหะรานและจับตัวประกันไว้ได้ 52 คน อย่างไรก็ดี ในช่วงขณะอันชุลมุนวุ่นวายนั้น ชาวอเมริกัน 6 ชีวิตได้อาศัยช่วงเวลานั้นหลบหนีและเข้าไปลี้ภัยอยู่ในบ้านของทูตแคนาดา และก็เป็นภารกิจของรัฐบาลอเมริกาที่จะต้องหาหนทางเพื่อไปช่วยเหลือคนทั้งหกให้ได้กลับบ้าน แต่นั่นไม่ง่ายเลย เพราะกองกำลังปฏิวัติที่เคร่งครัดเข้มงวดในการตรวจสอบคนเข้าเมืองชนิดที่แทบจะหารูโหว่รอยรั่วไม่เจอ และภายหลังถกเถียงกันอยู่นาน ในที่สุด รัฐบาลสหรัฐฯ ก็อนุมัติวิธีการที่นำเสนอขึ้นมาโดยสายลับซีไอเอที่ชื่อโทนี่ เมนเดซ ท่ามกลางความรู้สึกแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าจะเป็นไปได้ แต่การใช้ข้ออ้างเพื่อเข้าไปถ่ายทำหนังในประเทศอิหร่าน ก็ดูจะเป็นหนึ่งในหนทางที่น่าจะดีที่สุดในบรรดาตัวเลือกทั้งหมด โทนี่ เมนเดซ จึงรวบรวมสมัครพรรคพวกตั้งกองถ่าย “หนังเก๊ๆ” ขึ้นมากองหนึ่ง โดยมีแผนลับซ่อนอยู่เบื้องหลัง ว่ากันอย่างตรงไปตรงมา หนังอย่าง Argo นั้นอาจจะไม่ถูกจริตกับคนดูที่คาดหวังหนังแอ็กชั่นเท่าใดนัก แม้จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการช่วยเหลือตัวประกันแบบเดียวกับหนังตระกูล Taken แต่ความโดดเด่นของงานชิ้นนี้ ไม่ได้ขึ้นตรงต่อฉากแอ็กชั่นการต่อสู้ หากแต่อยู่ที่ชั้นเชิงในการเล่นบรรยากาศความกดดันบีบคั้นและลุ้นระทึกชนิดที่ทำให้เราหายใจติดขัดจนถึงขั้นนั่งไม่ติดเบาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงท้ายของหนัง เมื่อเรื่องราวพัฒนาการไปสู่จุดพีคอย่างถึงที่สุดแล้ว

(อ้างอิง : บทวิจารณ์บางส่วนของคุณอภินันท์ บุญเรืองพะเนา ในเว็บผู้จัดการ)


Les Miserables ไม่ใช่ครั้งแรกของการดัดแปลงละครเวทีมิวสิคัลที่ทำการแสดงมาตั้งแต่ปี1985 ซึ่งกินเวลารวมกันมากกว่า 27 ปี หรือเพราะมันมีผู้ชมตลอดสามทศวรรษมากถึง 60 ล้านคน แต่สิ่งที่น่าจับจ้องกลับเป็นกลวิธีทางภาพยนตร์อันช่ำชองของผู้กำกับ ทอม ฮูเปอร (Tom Hooper ผู้กำกับรางวัลออสการ์จากเรื่อง The King ‘s Speech) เสียมากกว่า และเมื่อตัวอย่างแรกของ เล มิสเซอราบส์ถูกปล่อยออกมา ก็คงทำให้แฟนเดนตายหลายคนอุ่นใจอยู่ไม่น้อยว่า มิวสิคัลสุดรักสุดหวงเรื่องนี้คงยกระดับการดัดแปลงละครเวทีสุดอมตะมาสู่หนังมากกว่าที่ Phantom of the Opera(2004) หรือ Dreamgirls (2006) เคยทำ

Les Miserables เล่าเรื่องความทุกข์ยากของผู้คนหลากหลาย ที่เกี่ยวกระหวัดกันอยู่ในช่วงกลียุคของฝรั่งเศส (เนื่อเรื่องเกิดขึ้นในช่วงปี 1815-1832...ซึ่งเป็นปีที่เกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสอันล้มเหลว) โดยเน้นไปที่ตัวละครหลักอย่าง ฌอง วัลฌอง(ฮิวจ์ แจ็คแมน) อดีตนักโทษซึ่งโดนจำคุกเพียงเพราะไปขโมยขนมปังแค่หนึ่งก้อน , ฟองตีน (แอนน์ แฮทธาเวย์) หญิงสาวต่ำศักดิ์ไร้การศึกษา ที่โดนล่อลวงจากสังคมอันเลวร้าย จนต้องขายทุกอย่างในชีวิต แม้กระทั่งเกียรติยศของตัวเองเพื่อเป็นค่าเลี้ยงดูลูกสาว, โคเซ็ตต์ (อแมนดา ไซย์ฟรีด) ลูกสาวนอกสมรสของฟองตีน ซึ่งต่อมาวัลฌองได้รับมาเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรม และฌาแวรต์ (รัสเซล โครว์) นายตำรวจผู้เคร่งครัด ที่คอยตามไล่จับวัลฌองตลอดทั้งเรื่อง ด้วยคิดว่าคนที่เคยทำผิดพลาดอย่างไรเสียก็ไม่มีวันเปลี่ยนเป็นคนดีได้.... “นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสำคัญของมิวสิคัล แต่มันเป็นครั้งแรกและครั้งสำคัญของเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ที่ใช้รูปแบบมิวสิคัลมานำเสนอ” ฮูเปอร์ กล่าว ดังนั้นนอกจากการดึงรูปแบบของมิวสิคัลต้นฉบับมาทั้งบทเพลงและบทละครแล้ว เขาจึงไม่ลังเลใจที่จะใช้เทคนิคมากมายทางภาพยนตร์เพื่อมาขับเน้นให้เรื่องราวเข้มข้นขึ้น และสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นจุดขายของ Les Miserables ฉบับนี้ก็คือ การที่ฮูเปอร์เลือกให้นักแสดงทุกคนร้องเพลงสดๆ ขณะถ่ายทำ แทนที่จะเป็นการบันทึกเสียงไว้ก่อนแล้วมาลิปซิงค์ทับทีหลัง นักแสดงจะได้ยินเสียงไกด์จากการบรรเลงเปียโนสดๆ ผ่านหูฟังเล็กๆ ทำให้พวกเขาสามารถกำหนดอารมณ์และจังหวะการขับร้องได้ ซึ่งฮูเปอร์บอกว่า”มันคือการปฏิวัติอย่างสมบูรณ์” และยังอธิบายเพิ่มเติมว่า “สัมผัสทางกวีจะทำให้นักแสดงมีเวลาเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยในการสร้างรูปแบบความคิดใหม่ๆ และร้องมันออกมา” ทางด้านคาเมรอน แม็กอินทอช เจ้าของฉายา “The King of Musical” ผู้เคยเป็นโปรดิวเซอร์ให้แก่ Les Miserables ฉบับเป็นละครเวทีบรอดเวย์ และมิวสิคัลชื่อก้องโลกเรื่องอื่นๆ อย่าง Phantom of the Opera และ Miss Saigon ซึ่งได้มานั่งแท่นเป็นโปรดิวเซอร์ให้แก่ Les Miserables ฉบับนี้ด้วย ก็ได้เปรียบเทียบเรื่องนี้กับ Gone with the Wind มิวสิคัลจากฝั่งเวสเอ็นด์ ที่เคยโดนดัดแปลงมาเป็นภาพยนตร์จนโด่งดังถล่มทลายมาแล้วว่า “ผมรู้สึกเสมอว่าเนื้อหาของ Les Miserables สามารถทำเป็นมิวสิคัลในแบบ Gone with the Wind ได้

Life of Pi สร้างมาจากนิยายขายดีชื่อเดียวกันของยานน์ มาร์เทล นักเขียนชาวแคนาดาที่ตีพิมพ์ในปี 2001 ซึ่งขายได้มากกว่า 7 ล้านเล่มทั่วโลก และติดอันดับหนังสือขายดีของนิวยอร์กไทม์หลายสัปดาห์ นอกจากนั้น Life of Pi ยังได้รับรางวัล Man-Booker ของอังกฤษ ในสาขานิยายยอดเยี่ยมประจำปี 2002 อีกด้วย

Life of Pi เล่าเรื่องราวของ พิสซีน โมลิตอร์ พาเทล หรือ พาย พาเทล เด็กหนุ่มทายาทเจ้าของกิจการสวนสัตว์ในเมืองพอนดิเชอร์รี ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นดินแดนส่วนน้อยที่ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส (พื้นที่ส่วนใหญ่ของอินเดียตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ) เขาเป็นเด็กฉลาดที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้เรื่องธรรมชาติของสัตว์มาเป็นอย่างดี และนอกจากนับถือศาสนาฮินดูตามครอบครัวและเป็นมังสวิรัติแล้ว เขายังนับถือศาสนาคริสต์และอิสลามพร้อมกันไปด้วย ตามการอ้างคำพูดของมหาตมะ คานธี ที่ว่า “ทุกศาสนาล้วนเป็นสัจจะ” ในเวลาต่อมาครอบครัวของพาเทลตัดสินใจขายกิจการสวนสัตว์ทิ้ง แล้วย้ายไปอยู่แคนาดา ด้วยเหตุผลเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองภายใต้การปกครองของรัฐบาลนาง อินทิรา คานธี ไม่สู้ดีนัก พวกเขาเดินทางด้วยเรือที่ขนสัตว์ไปเต็มลำเรือ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เมื่อเรือเกิดอับปางลงกลางทะเล แต่เขาก็รอดชีวิตมาได้ด้วยการลงเรือชูชีพได้ทัน แต่บนเรือลำนั้นไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว แต่ยังมีเสือเบงกอลขนาดใหญ่นามว่า ริชาร์ด พาร์คเกอร์ ร่วมอยู่ด้วย นอกจากต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากภัยธรรมชาติและการขาดแคลนอาหารน้ำดื่มแล้ว เขายังต้องเอาตัวรอดจากการไม่ให้ถูกเสือจับกินเป็นอาหารอีกด้วย การผูกสัมพันธ์กับมันและฝึกมันให้เชื่องเป็นงานที่เขาต้องทำ ซึ่งจากที่เคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป พาย พาเทล ก็ได้พบว่าความผูกพันที่เขามีต่อ ริชาร์ด พาร์คเกอร์ กลับซับซ้อนกว่าที่เคยคิดไว้ สิ่งที่ทำให้นิยายเรื่องนี้ได้รับคำชื่นชม มาจากการที่หนังพูดถึงความศรัทธาได้อย่างน่าสนใจ ตัวละครหนึ่งถึงกับพูดว่า “คุณจะกลับมาเชื่อในพระเจ้า อีกครั้งหลังจากได้ยินเรื่องราวของพาย” ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับทราบถึงเรื่องราวของพาย จะเชื่อในพระเจ้า หลังจาได้ยินเรื่องราวดังกล่าว แต่สิ่งที่มั่นใจได้ก็คือ พวกเขาจะเชื่อในตัวมนุษย์อีกครั้ง นอกจากนั้นแล้ว ตัวนิยายยังพูดถึงการต่อสู้ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับนิยายสุดคลาสสิคขึ้นหิ้งระดับโลก The Old Man and the Sea ของเออร์เนสต์ แฮมมิ่งเวย์ ซึ่งประโยคคลาสสิกของแฮมมิ่งเวย์ที่ว่า “มนุษย์ถูกทำให้ตายได้ แต่ถูกทำให้ยอมแพ้ไม่ได้” ก็สามารถนำมาอธิบายถึงความอดทนและใจสู้ของพายพาเทล ได้เหมือนกัน Life of Pi จัดเป็นโปรเจ็คท์เจ้าปัญหาที่ใช้เวลานานกว่า 10 ปีกว่า กว่าจะสร้างเป็นหนังจริงได้ ผ่านมือผู้กำกับมาแล้วหลายคน รวมถึง เอ็มไนท์ ชยามาลานด้วย ในปี 2003 เขาขอถอนตัวไปในที่สุด อันเนื่องมาจากตัวหนังมีตอนจบที่หักมุม ซึ่งหนังทุกเรื่องของเขามีจุดหักมุมทุกเรื่องทำให้กลัวกระแสความคาดหวังจากคนดู จึงยอมถอนตัวไป ต่อมาในปี 2005 อัลฟองโซ คัวรอน ผู้กำกับชาวเม็กซิโกเข้ามารับผิดชอบแต่ติดสร้างหนังอีกเรื่องจึงขอถอนตัว, ฌอง ปิแอร์เฌอเนต์ เข้าจับโปรเจ็คท์นี้ในปี 2006 เกิดความขัดแย้งเรื่องทุนสร้างจึงถอนตัวเช่นกัน พอมาในปี 2009 โปรเจ็คท์เรื่องนี้มาอยู่ในมือของอังลี ผู้กำกับมากความสามารถ มีดีกรีผู้กำกับรางวัลออสการ์มาแล้ว และตัวเขาเมื่อได้อ่านบทแล้วก็สนใจที่จะสร้างทันที เขากล่าวว่า “มันเป็นเรื่องราวผจญภัยที่นำไปสู่คำถามซึ่งยิ่งใหญ่กว่านั้น ซึ่งถึงแม้ว่าหนังจะมีเนื้อหาค่อนข้างเหนือจริงอยู่บ้าง แต่ผมก็พยายามทำหนังให้ออกมาสมจริงที่สุด เพราะนั่นเป็นการชักชวนให้ผู้ชมเปิดใจเข้ามายังโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์ได้ดีที่สุด ผมมองว่าภาพยนตร์นั้นเป็นหนทางในการเรียนรู้เกี่ยวกับโลกกว้าง เกี่ยวกับตัวเองและเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับศิลปะได้” อังลี กล่าวเสริม

Lincoln หนังเล่าเรื่องชีวประวัติของประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ชื่อ อับราฮัม ลินคอล์น กำกับโดยสตีเว่น สปีลเบิร์ก หนังนำเสนอเนื้อหาที่เป็นจุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ของอเมริกาหลายช่วงตอน ผ่านตัวละครเอกคือ ปธน.สหรัฐ ลินคอล์น (นำแสดงโดยแดเนียล เดย์-ลูอีส) ลินคอล์นเป็นคนที่พูดช้าๆ แต่ตรงไปตรงมา เป็นนักปฏิบัติที่เล็งผลเลิศที่สุด มีอดีตเป็นชายหนุ่มจากท้องทุ่งแห่งเคนตั๊กกี้ อินเดียน่า และอิลลินอยส์ ขณะเดียวกันเขามีการศึกษาตามระบบค่อนข้างน้อย ทว่ากลับเก่งกาจในการเติมความรู้ด้วยตนเองผ่านการอ่านหนังสือ เดย์-ลูอีส นั้นสวมบทบาทเป็นลินคอล์นได้เหมือนที่สุดในหลายซีนที่ต้องแสดงอารมณ์ หลากหลายอิริยาบถ ฉากที่สำคัญของเรื่อง ได้แก่ ฉากแอ็คชั่น สงครามในตอนต้นเรื่อง ฉากการพูดคุยต่อรองโดยการระดมเสียงเพื่อโหวตกฎหมายเลิกทาส ฉากสงครามกลางเมือง และสุดท้ายฉากการลอบสังหาร ปธน.ลินคอล์น ตัวเรื่องใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป เดินเรื่องเนิบช้า ไม่มีการเร้าอารมณ์ใดๆ ซึ่งต่างจากหนังเรื่องอื่นๆ ของสปีลเบิร์ก ทำให้หนังเรื่องนี้ได้รับคำชื่นชมในกลุ่มของนักวิจารณ์เท่านั้น แต่คนดูโดยส่วนใหญ่อาจจะไม่ค่อยชอบหรือประทับใจเท่าที่ควร อาศัยการแสดงที่เยี่ยมยอดของเดย์-ลูอีส นำพาไปจนจบเรื่อง เกือบจะกลายเป็นหนังสารคดีอัตชีวประวัติคนดัง แต่เพราะประเด็นสำคัญๆ ในเรื่องประกอบกับการแสดงที่ดี จึงทำให้หนังเรื่องนี้ควรค่าแก่การเป็นหนังเยี่ยมได้เช่นเดียวกัน และควรค่าแก่การได้ชมอีกด้วย

Zero Dark Thirty การไล่ล่าบิน ลาเดนเป็นเหตุการณ์ร้อนที่คนทั้งโลกให้ความสนใจ หากจะนำมาทำเป็นพล็อตเรื่องที่ให้ความตื่นเต้นน่าสนใจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะเป็นสิ่งที่คนทั้งโลกรู้บทสรุปอยู่แล้วและท่ามกลางข้อมูลมากมาย อะไรคือสิ่งที่ชายหนุ่มวัย 40 อย่างโบล(ผู้เขียนบท) ผู้ประกาศจุดยืนในการทำงานว่า “ผมหาข้อมูลแบบนักข่าว แต่จะเขียนบทแบบคนทำหนัง เลือกที่จะเล่า?” เขาตอบคำถาม “ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปฏิบัติการนี้ที่เราเห็นตามสื่อทั่วไปไม่มีความลึกเหมาะให้ทำหนังเลย ผมอยากได้อะไรที่มี “แง่มุมเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์” กว่านั้นและ “เป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครเคยเล่า” ซึ่งผลที่ได้ก็คล้ายกับ The Hurt Locker (เล่าเรื่องสงครามอิรักผ่านเรื่องทหารหน่วยกู้ระเบิด) นั่นเอง โบลเลือกที่จะก้าวข้ามนักการเมืองในทำเนียบขาวแล้วเพ่งความสนใจไปไว้ที่ฮีโร่ตัวจริงอย่างเหล่าสมาชิกหน่วยซีลและซีไอเอ ผู้อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการ ซึ่งไม่เพียงเสี่ยงตายบุกไปกวาดล้างผู้ก่อการร้าย แต่ยังต้องอาศัยทั้งความกล้าและความเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่งยวดเพื่อจะพิสูจน์ตัวเองต่อเสียงคำครหาของผู้คนแทบทั้งโลก ซึ่งไม่เชื่อว่าใครหน้าไหนจะจัดการกับบิน ลาเดนได้ และในบรรดาซีไอเอผู้สร้างประวัติศาสตร์นั้น โบลกับปิเกโลว์(มือเขียนบทและผู้กำกับ) พบข้อมูลน่าตะลึงที่พาหนังไปไกลขึ้นอีกขั้น....ใครหล่ะจะเคยจินตนาการว่า ศูนย์กลางแห่งปฏิบัติการล่าหัวครั้งนี้หาใช่ทหารหนุ่มผู้มาพร้อมซิกแพ็ค แต่คือหญิงสาวใบหน้าขาวเผือดผู้สามารถชี้เป้าสังหารบิน ลาเดน ได้อย่างถูกจุด!

มายา (เจสสิกา แชสเทน) ถูกส่งตัวมายังสถานทูตอเมริกันในอิสลามาบัดและต้องเป็นประจักษ์พยานต่อวิธีการสอบสวนผู้ต้องหาอันสุดโหดเหี้ยมภายใต้นโยบายของรัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู บุช แรงกดดันจากความเคียดแค้นของผู้ชายรอบตัวเธอบีบให้มายาค่อยๆ จมลึกลงในหน้าที่และดึงดันกราดเกรี้ยวขึ้นเรื่อยๆ เธอแทบจะเป็นความหวังสุดท้าย เป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้หน่วยซีลยังคงไล่ล่าบิน ลาเดนอยู่ แทบจะเป็นคนเดียวที่เดินหน้าควานหาตัวเขามาตลอดสิบปี และแทบจะเป็นคนเดียวที่เชื่อว่าเขาซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังนั้นที่แอบบอตทาลัด แหล่งข่าวเล่าว่า “เธอทำงานนี้เองมาตั้งแต่ต้น หน่วยซีลทำเพียงแค่ 40 นาทีสุดท้ายของปฏิบัติการเท่านั้น” และนี่แหละที่เป็นข้อมูลเด็ดที่ทำให้โบลตะครุบทันที เพราะการมีตัวละครนำเป็นหญิงสาวผู้เด็ดหัวบิน ลาเดนย่อมทำให้บทมีน้ำหนัก แข็งแรงกว่าการเป็นหนังไล่ล่าผู้ก่อการร้ายเฉยๆ (มายาและตัวละครทั้งหมดอ้างอิงมาจากข้อมูลจริงในแฟ้มลับซีไอเอ) แต่ใช้ชื่อสมมติเนื่องจากบรรดาเขาเหล่านั้นตัวจริงยังทำงานอยู่ ซึ่งต่างจากกรณี Argo ที่เปิดเผยตัวซีไอเอที่ชื่อ โทนี เมนเดซ ได้เพราะว่าเขาเกษียณงานแล้ว) อย่างไรก็ดี แต่ก็อย่าเพิ่งคาดหวังจะได้เห็นแง่มุมดรามาส่วนตัวของผู้หญิงคนนี้ เพราะนั่นไม่มีอยู่ในตำราเขียนบทของโบล “ทุกคนชอบพูดว่า ตัวละครต้องมีปูมหลัง แต่บังเอิญผมไม่ได้คลั่งไคล้ทฤษฏีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์นักหนา เวลาเจอใคร ผมไม่เคยสนใจใคร่รู้ว่าเขาเป็นคนยังไงตอน 6 ขวบ ผมชอบตัวละครที่นิยามตัวเองผ่านปัจจุบันขณะมากกว่า” เจสสิกา แชสเทน เสริมที่โบลพูดว่า “มายา ไม่อธิบายตัวเอง เธอไม่เสียเวลากับการเปิดเผยความรู้สึก ไม่เมาท์มอยชีวิตตัวเองให้ใครฟัง เธอจมดิ่งอยู่กับปฏิบัติการเท่านั้น ....เธอหวีผมแต่งหน้าบ้างมั๊ย คิดอะไรอยู่ในใจ ทำไมแสดงออกด้วยท่าทางและแววตาแบบนั้น ฉันต้องทำความเข้าใจตัวตนของเธอให้ได้ ตั้งแต่ก่อนถ่ายทำ เพราะนี่ไม่ใช่ตัวละครที่จะปั้นแต่งการแสดงอย่างเสแสร้งต่อหน้ากล้องได้”

(อ้างอิง : ถอดความบางส่วนจากบทวิจารณ์,แนะนำพรีวิวภาพยนตร์ในนิตยสารเกี่ยวกับหนัง 3 ฉบับ คือ Bioscope ฉบับที่ 132, Starpics ฉบับที่ 824 ปักษ์หลังเดือนธันวาคม 2012 , Entertain Extra 2013)



วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เพลงแจ้งเกิด ซิงเกิ้ลแรก ที่ทำให้ผู้คนรู้จักพวกเขาเหล่าดวงดาว

การประกวดเพื่อค้นหาดาวดวงใหม่ ของเรียลลิตี้สุดฮิต เดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ได้โคจรกลับมาอีกแล้ว ในปีนี้จะเป็นปีที่ 9 หรือเป็นซีซั่นที่ 9 กันแล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สวยงาม ซึ่งยังคงกลิ่นไอ ของความฮอตฮิต ดราม่า ความเชย หรือเสน่ห์บางอย่างที่ยังคงมีอยู่ในรายการเหมือนเดิม ทำให้ผู้คนยังคงต้องติดตามชม และบรรดาผู้เข้าแข่งขันใหม่ๆ ในแต่ละปี ก็นับวันก็จะมีดีกรีของการพัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปทุกปี ทั้งรูปร่างหน้าตา และความสามารถ แต่อะไรที่ทำให้มีผู้คนเข้ามาสมัครประกวดในรายการนี้กันมากถึงปีละกว่า 2 หมื่นกว่าคน ทั้งๆ ที่รายการนี้เป็นรายการเดียวที่ไม่มีเงินรางวัลใหญ่ๆ ล่อใจใดๆ เลย แม้แต่อย่างเดียว มีเพียงถ้วยรางวัลโทฟี่สำหรับผู้ชนะ และรับประกันการได้ออกอัลบั้มเพลงสำหรับผู้ชนะอันดับ 1 ในรายการ และอันดับ 2 ด้วยในช่วงปีหลังๆ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นจุดแข็ง หรือจุดเด่นที่ทำให้ศิลปินจากเวทีประกวดแห่งนี้ได้รับการตอบรับ เป็นที่นิยมอย่างมากมาย ก็คือซิงเกิ้ลเพลงที่แต่ละคนได้รับ หรือเปิดตัวออกมา นั้นสำคัญตั้งแต่เพลงแรกเลย ว่าจะได้เกิดหรือไม่ ถ้าเพลงแรกร้องดี เพลงไพเราะ ได้รับการเปิดเพลงจากสื่อบ่อย การตอบรับจากแฟนคลับค่อนข้างดี ก็จะสามารถแจ้งเกิดได้ทันที สิ่งที่จะตามมาก็คือได้มีโอกาสทำอัลบั้ม ส่วนที่สำคัญก็คือทีมแต่งเพลง เขียนเพลง ต้องทำเพลงให้สอดคล้องกับบุคลิกของตัวศิลปิน และตอบโจทย์ให้สอดคล้องกับรสนิยม ความชื่นชอบ หรือแนวเพลงที่ศิลปินถนัดและชื่นชอบ ซึ่งเวทีเดอะสตาร์มีค่ายเอ็กแซ็กท์ภายใต้ชายคาแกรมมี่เป็นตัวซัพพอร์ตอยู่ ทำให้ได้เปรียบและมีสื่ออยู่ในมืออย่างครบวงจร แต่เหนืออื่นใดก็คือตัวศิลปินเองที่ต้องมีศักยภาพ และความสามารถพอด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองกลายเป็นผลงานที่ออกไปสู่สาธารณะชนแล้วทำให้ศิลปินจากเวทีประกวดแห่งนี้เป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพของงานเพลง ซึ่งเป็นการรับประกันขั้นต้นถึงการที่จะประสบความสำเร็จในด้านการเป็นนักร้องหากมาประกวดเวทีนี้ (ยังไม่นับรวมงานทางด้านอื่นๆ ในวงการบันเทิงอีกมาก) ได้ระดับนึงหากว่าได้เข้ารอบมาเป็น 8 คนสุดท้าย และผ่านการแข่งขันประกวดในรายการจนจบออกมาแล้ว ซึ่งถึงเวลานั้นก็จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าใครจะมีศักยภาพมากพอจะเป็นศิลปินนักร้องที่แท้จริง ซึ่งอาจจะไม่ใช่ผู้ที่ชนะเป็นอันดับ 1 เสมอไป ก็เป็นไปได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้เห็นผลงานกันมาแล้ว และนี่คือเพลงแจ้งเกิด หรือซิงเกิ้ลแรก ที่ทำให้ผู้คนได้รู้จักพวกเขาเหล่าดวงดาว จากเวทีเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว คัดมาเฉพาะตัวท็อปๆ ดังนี้

ฝ่ายหญิงก่อน 



นิวจิ๋ว อันดับที่ 2 กับที่ 4 ของเดอะสตาร์ ซีซั่นแรก ในช่วงแรกภายหลังประกวดเดอะสตาร์จบไป เธอยังไม่มีผลงานอัลบั้มเดี่ยว เพิ่งจะมาดังเปรี้ยงปร้างก็ช่วงอัลบั้มที่ 2 กับ 3 ในช่วงปี 2 ปี มานี้เอง จากหลายเพลงฮิตในอัลบั้ม 2 อัลบั้มหลัง จนขึ้นชั้นเป็นดีว่า หรือศิลปินดูโอ้หญิง ระดับตัวแม่ของวงการไปแล้ว จุดเด่นคือไลน์ประสานเสียงที่เยี่ยมยอดมาก ซึ่งหาตัวจับยากของยุคนี้เลยทีเดียว ปัจจุบันนิวจิ๋วสังกัด Music Cream ในเครือ GMM grammy


แก้ม แชมป์ของเดอะสตาร์ซีซั่น 4  กลายเป็นไอค่อนโมเดล ของนักร้องประกวดฝ่ายหญิง ที่มีน้ำเสียงทรงพลัง มีความสามารถทางการร้องสูง มีเทคนิค ความสามารถในการร้องได้หลากหลายแนว ทั้งเพลงสากล ลูกทุ่ง และไทยสากล
(ป็อบ อาร์แอนด์บี แจ๊ส)  จัดเป็นหน้าเป็นตาทางด้านฝ่ายหญิงของเวทีประกวดแห่งนี้ และเป็นแชมป์หญิงคนแรกและคนเดียวของรายการ ที่ยังไม่มีใครลบสถิติหรือทำได้เทียบเท่าเธอเลย

 

กิ่ง อันดับ 4 ของเดอะสตาร์ซีซั่น 5  ก็เป็นอีกนักร้องคุณภาพฝ่ายหญิง ที่ผ่านจากเวทีประกวดเดอะสตาร์มา มีสไตล์การร้องเป็นของตนเอง น้ำเสียงดี ด้วยสไตล์การร้องที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กิ่งได้รับโอกาสทำงานเพลงร่วมกับศิลปินอื่นในเครือแกรมมี่ จนได้ไปสังกัดค่ายลักษ์มิวสิค,เวิร์คแก๊งค์อยู่พักนึง ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่มิวสิคครีม(แหล่งรวมนักร้องประกวดคุณภาพ) และก็มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง



แกรนด์ อันดับ 5 ของเดอะสตาร์ซีซั่น 5(ปีเดียวกับกิ่ง) เป็นอีกศิลปินหญิงเบอร์ต้นๆ ของค่าย ที่มีแนวหรือสไตล์การร้องชัดเจน มีบุคลิกเฉพาะตัว ที่มีเสน่ห์ ทำให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ในค่ายป้อนงานอย่างต่อเนื่อง และมีซิงเกิ้ลเพลงฮิตหลายเพลง เป็นอีกตัวอย่างของความพยายาม และแม้ว่าเธอไม่ได้อันดับต้นๆ ในการประกวด แต่ก็กลายเป็นศิลปินเบอร์ต้นๆ ของค่ายได้ ด้วยความสามารถ และศักยภาพที่โดดเด่นของเธอ จากที่ไม่เคยคิดว่าจะมีอัลบั้มก็สามารถออกอัลบั้มเป็นของตนเองได้ในที่สุด


นท กลายเป็นสีสันใหม่ของผู้เข้าประกวดเวทีเดอะสตาร์ เป็นรองแชมป์ของซีซั่น 7 มีสไตล์หรือคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน น้ำเสียงใส กังวาน บุคลิกสดใสน่ารัก เป็นเด็กไฮเปอร์ ความสามารถทางด้านอาร์ท หรือครีเอทสูง แม้ว่าความสามารถทางด้านการร้องไม่สูงมากนัก แต่สิ่งที่เป็นจุดขายจริงๆอยู่ที่เสน่ห์ และคาแรกเตอร์ ความติสท์หลุดโลก นั้นโดดเด่นมาก บวกกับกีต้าร์อะคูเลเล่ กลายเป็นภาพจำที่ติดตา จนกลายเป็นไอด้อลของวัยรุ่นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้น
 
เอิร์น  ได้อันดับ 4 ของเดอะสตาร์ซีซั่นที่ 2 เอิร์นเป็นศิลปินที่มีแนวทางชัดเจนเป็นของตนเองคือมาทางลูกทุ่ง แต่ก็มีความสามารถในการร้องเพลงได้หลากหลายแนว คุณภาพการร้องและน้ำเสียงโดดเด่นมาตั้งแต่สมัยประกวดแล้ว เธอมุ่งมั่นที่จะเป็นศิลปินลูกทุ่งแบบรุ่นพี่ที่เป็นไอด้อลของเธอมาก ภายหลังจบประกวด เอิร์นต้องใช้เวลาฝึกฝน หาประสบการณ์อย่างยาวนานมากเพื่อเดินสายตามรุ่นพี่ศิลปินลูกทุ่งในค่ายแกรมมี่โกลด์ไปร้องเพลงตามงานต่างๆ จนเมื่อถึงเวลาพร้อมแล้วก็ได้ออกอัลบั้มแรกกับแกรมมี่โกลด์ และก็ประสบความสำเร็จตั้งแต่อัลบั้มแรกมาจนถึงปัจจุบัน


มาดูฝ่ายชายกันบ้าง



เอ็ม แชมป์เดอะสตาร์ซีซั่นที่ 2  จากที่พลาดหวังในปีแรก ไม่เข้ารอบ เขากลับมาใหม่ได้ถึงแชมป์ ด้วยความมานะพยายาม และเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มกับนิว จิ๋ว ทำให้เขากลับมาตามหาฝันอีกครั้ง เอ็มนั้นในช่วงประกวดในรายการยังไม่ฉายแววความโดดเด่นเท่าไหร่ แต่เมื่อจบรายการและออกซิงเกิ้ลอัลบั้มมาเรื่อยก็เริ่มฉายแวว ศักยภาพของการเป็นนักร้องเสียงดี มีคุณภาพ กลายเป็นร็อกเกอร์ตัวจริงเสียงจริง เพียงคนเดียวของเวทีประกวดแห่งนี้ หรือเกือบจะเรียกได้ว่าคนเดียวของทั้งวงการก็ได้ที่มาจากเวทีประกวดร้องเพลง ที่มีมาดร็อกเกอร์ระดับเทพเช่นนี้ ทั้งบุคลิก หน้าตา การร้อง น้ำเสียง และเทคนิคการร้อง ปัจจุบันเอ็มไปสังกัดค่ายมิวสิคครีม ร่วมกับเพื่อนๆ เดอะสตาร์มากมาย

นิค รองแชมป์เดอะสตาร์ซีซั่น 2 เป็นคู่แข่งที่ขับเคี่ยวกันมากับเอ็มเลยในช่วงประกวด แต่ด้วยบุคลิก หน้าตาเท่านั้นที่สู้ไม่ได้ แต่ความสามารถการร้อง ศักยภาพการเป็นศิลปินไม่ได้ด้อยกว่าเลย และมีความสามารถในการแต่งเพลงที่เหนือกว่าเอ็มด้วยซ้ำ นิคไม่ได้รับโอกาสในการผลักดันเป็นศิลปินนักร้องเทียบเท่าเอ็ม ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่เขาก็จัดเป็นศิลปินตัวจริง เสียงจริงอีกคนนึงของเวทีเดอะสตาร์ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เลย



บี้ รองแชมป์เดอะสตาร์ซีซั่นที่ 3 คนนี้ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณก็เป็นที่รู้จักดีอยู่แล้ว จุดเด่นของบี้ คือความร่าเริง สดใส ขี้เล่นขี้อ้อน กล้าแสดงออก กลายเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวที่เอาชนะใจผู้คนได้ บี้เป็นตัวอย่างของการมีความมานะอดทน การมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เป็นเดอะสตาร์ที่มีพัฒนาการสูงที่สุดคนหนึ่ง จากความไม่เอาไหน ท่าเต้นกระโหลกกะลา (คำปรามาสของกรรมการทั้ง  3 คน) ปัจจุบันกลายมาเป็นซุปเปอร์สตาร์เบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย เป็นรองแค่พี่เบิร์ดเท่านั้น ใน พ.ศ.นี้ มีผลงานเพลงฮิตตั้งแต่เพลงแรกจนถึงปัจจุบันมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว



รุจ รองแชมป์เดอะสตาร์ซีซั่น 4  ด้วยบุคลิกหน้าตา ที่ได้เปรียบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บวกกับน้ำเสียง และสไตล์การร้องที่เป็นเอกลักษณ์ บุคลิกที่เป็นคนโรแมนติก มาดเนี๊ยบ เสียงนุ่มๆ เหมาะกับแนวเพลง ทำให้รุจ เป็นนักร้องที่มีสไตล์ หรือคาแรกเตอร์เฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ (ถ้าเทียบก็คล้ายพี่กบ ทรงสิทธิ์หรือพี่ปั่น ของยุคก่อน)  ทำให้รุจ สามารถครองใจผู้ฟังในกลุ่มของพวกนิยมเพลงสไตลอีซี่ ลิสซึนนิ่ง ไปได้อย่างสบาย ๆ

                                                                                                   

ดิว รองแชมป์เดอะสตาร์ซีซั่น 5  จัดเป็นหนุ่มขี้เล่น มีสไตล์บุคลิกเฉพาะตัวที่โดดเด่น ไม่เหมือนใครอีกคนหนึ่ง แต่ที่สำคัญคือ ดิวเป็นเดอะสตาร์อีกคนนึงที่มีน้ำเสียงหล่อเกินหน้าตา ความสามารถในการร้องสูงอีกคนนึง ร้องได้หลากหลายแนว แต่เป็นสไตล์ของตนเอง เป็นอีกคนนึงที่มีผลงานเพลงฮิตมากมายตามมา ภายหลังจบการแข่งขัน ศักยภาพนั้นไม่แพ้ใครในเดอะสตาร์ฝ่ายชายอีกคนนึง
 
กัน แชมป์เดอะสตาร์ซีซั่น 6 จัดเป็นเดอะสตาร์ฝ่ายชายที่มีความสามารถในการร้องสูงที่สุดคนนึง กันมีน้ำเสียงที่ไพเราะ มีคาแรกเตอร์ของเสียงที่ชัดเจนซึ่งหาได้ยากในนักร้องรุ่นใหม่ ความสามารถทางการร้อง และเทคนิคการร้องดี ไม่นับรวมบุคลิกหน้าตาที่ได้เปรียบ แต่กันยังมีจุดอ่อนตรงที่ความสามารถในการร้องเพลงได้ไม่หลากหลายแนวเพลง แต่จะโดดเด่นมากในเพลงลูกกรุง เพลงไทยสากลทั่วไป เพลงสากลยังไม่เคยได้ฟัง   หากร้องเพลงสากล สำเนียงดีด้วย ก็จัดเป็นเบอร์ 1 ของฝ่ายชายโดยทันที



โตโน่ อันดับ 3 ของเดอะสตาร์ซีซั่น 6  จุดเด่นของโตโน่ คงอยู่ที่บุคลิก รูปร่างหน้าตา ความจริงใจ ลูกนักเลง ความเป็นคนมั่นใจในตนเอง แนวหรือสไตล์ไปทางร็อกเกอร์ แม้ว่าน้ำเสียงจะไม่เด่นพอ แต่จุดขายอยู่ที่บุคลิกโดยรวมนั่นแหละ ปัจจุบันโตโน่ ได้ไปทำงานเพลงภายใต้สังกัดอัพจี และมีอัลบั้มเดี่ยวเป็นของตนเอง  
 
ตูมตาม แชมป์เดอะสตารซีซั่นที่ 7  จุดเด่นของตูมตาม นอกจากเสน่ห์โดยรวมคือรูปร่างหน้าตา อัธยาศัยไมตรีดีแล้ว อีกอย่างคือน้ำเสียง มีคาแรกเตอร์ของเสียงที่ชัดอีกคนนึง และก็่ความสามารถในการร้องเพลงลูกทุ่ง เพลงไทยสากลโดยทั่วไป แต่ยังต้องการ การพัฒนาด้านเทคนิคการร้อง ความสามารถในการร้องและแนวเพลงที่ชัดเจน รวมถึงสไตล์การร้องที่ชัดเจนกว่านี้อีก



โดม แชมป์เดอะสตาร์ซีซั่น 8  จุดเด่นของโดมคงเป็นน้ำเสียง พลังเสียง คาแรกเตอร์ของเสียง และความสามารถในการร้อง เทคนิคการร้องดี ส่วนรูปร่างหน้าตาเป็นเพียงส่วนประกอบเท่านั้น ซึ่งสามารถแก้ไขได้ สิ่งที่สำคัญก็คือ ความสามารถทางการร้องของโดม สามารถพัฒนาทักษะไปได้ไกลกว่านี้อีก ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็ถือว่าเป็นเบอร์ 1 ฝ่ายชายด้านการร้องของเวทีแห่งนี้อยู่
 
แกงส้ม รองแชมป์เดอะสตาร์ซีซั่น 8  ขับเคี่ยวกับโดมมาในปีเดียวกัน แต่แกงส้มนั้นมีทุกอย่างคนละด้านกับโดม จุดเด่น นอกเหนือจากความสามารถทางการร้องที่ดีไม่แพ้กัน ที่สำคัญคือ น้ำเสียง และเป็นอีกคนนึงที่มีคาแร็กเตอร์ของเสียงที่ชัดเจน มีสไตล์การร้อง และแนวเพลงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่แตกต่างจากคนอื่น ในเวทีเดียวกัน จัดเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงคนนึงของเวทีเดอะสตาร์ มีท็อปดาวน์โหลดสูงสุดของค่าย และเพลงฮิตรวดเร็ว อย่าง รักเธอ 24 ชั่วโมง และล่าสุด I Love Your Smile