วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เจ้าแม่เพลงโรแมนติก ตอนที่ 2 (ศิลปินชื่อ อ.)

เสาวลักษณ์ ลีละบุตร


พี่แอม เสาวลักษณ์ ลีละบุตร นักร้อง นักแต่งเพลง เป็นบุตรสาวคนโตของฉันทนา กิติยพันธ์ มีพี่น้อง 3 คน จบชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษาจากโรงเรียนราชินี ปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอกสาขาวิชาภาษาไทย
เริ่มเข้าวงการเพลงครั้งแรกในปี พ.ศ. 2524 เมื่อมีโอกาสร้องเพลงในรายการ ฉันทนาโชว์ ทางช่อง 5 และรายการ มิวสิกสแควร์ ทางช่อง 3 ร่วมกับ พัชริดา วัฒนา (แหม่ม) ลูกสาวของคุณสุดา ชื่นบาน และ อรวรรณ เย็นพูนสุข (ปุ้ม) หลานสาวของคุณฉันทนา กิติยพันธ์ ต่อมาคุณประเสริฐ พงษ์ธนานิกร (คุณระย้า) นักจัดรายการวิทยุและเจ้าของบริษัทรถไฟดนตรี ชักชวนทั้ง 3 คนมารวมกันเป็นศิลปินนักร้องในนาม สาว สาว สาว ในช่วงเวลา 9 ปี "สาว สาว สาว" มีผลงานเพลง 10 อัลบั้ม หลังจากอัลบั้มสุดท้ายของ "สาว สาว สาว" ในปี พ.ศ. 2533 แอม เข้าเป็นนักร้อง นักแต่งเพลง ในสังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ มีผลงานออกมาอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ผลงานเพลง อัลบั้มเดี่ยว บันทึกของดอกไม้เหล็ก (2536) ,ชีวิตและจิตใจ (2537) ,ชั้นหนึ่ง (1st Floor) – (2541) แอมเอง (2542) , City Woman (2543) , Amp's Tales เรื่องเล่า..เสาวลักษณ์ (2544) , May Love Remain (2548) , Beach Time (2549) , เรื่องน้ำเน่า (2550) , Any Amp (2551) , The Piano Amp (2551) , ก่อนดอกไม้เหล็กบาน (2552) , เข้าใจ..แต่ใช่ว่าไม่เจ็บ (2553) , รวมเพลง 30 ปี แอม เสาวลักษณ์ (2555)

ผลงานกลุ่มในนาม สาว สาว สาว ช่วงปี พ.ศ.2524 -2532 จำนวน 10 อัลบั้ม รักปักใจ (2524) , ประตูใจ (2525) ,In Concert (2526) , เป็นแฟนกันได้ยังไง (พ.ศ. 2526) ,หาคนร่วมฝัน (2527) , ในวัยเรียน (2528) ,แมกไม้และสายธาร (2529) , Because I Love You (2530) , ว้าว..ว! (2531) , Together (2531) , ดอกไม้ของน้ำใจ (2532) ,

ผลงานอัลบั้มพิเศษที่ทำร่วมกับศิลปินอื่นๆ

• อัลบั้ม งานซนคนดนตรีนานที 10 ปีหน (30 กันยายน 2536)
• รวมงานคนเขียนเพลง เสาวลักษณ์ ลีละบุตร (รวมงานเพลงที่พี่แอมแต่ง ปี 2536)
• อัลบั้ม ขนนกและดอกไม้ (24 กุมภาพันธ์ 2538) ร่วมกับ "เบิร์ด" ธงไชย แมคอินไตย์
• อัลบั้ม แอม-ดา (3 ธันวาคม 2539) ร่วมกับ "ดา" ศักดา พัทธสีมา
• อัลบั้ม Rock For Life (23 มกราคม 2542)
• อัลบั้ม The Special 4 (2542)
• อัลบั้ม ลงเอย พี่น้อง ร้องเพลง อัสนี-วสันต์ (18 มกราคม 2543)
• อัลบั้ม Beauty 4 Rock (2543)
• อัลบั้ม Seven (30 พฤศจิกายน 2543)
• อัลบั้ม Songs & Stories 2545
• อัลบั้ม แอม + อุ๊ (21 กุมภาพันธุ์ 2546) ร่วมกับ "อุ๊" หฤทัย ม่วงบุญศรี
• อัลบั้ม The Family (2547)
• อัลบั้ม ด้วยแสงแห่งรัก (2548)
• อัลบั้ม วันฟ้าใหม่ (2548)
• อัลบั้ม Devil Divas 2549
• Deep Blue (2549)
• อัลบั้ม สีฟ้า Project
• เพลงมูลนิธิ เพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก
• อัลบั้ม Divas in love
• อัมบั้ม เรวัต พุทธินันทน์ remembered in tribute
• อัลบั้ม แอม อุ๊ Feminine Night
• อัลบั้ม Devils and Divas
• อัลบั้ม Divas Feminine Night นันทิดา แก้วบัวสายและ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร
• อัลบั้ม "เย็นย่ำก็ฮัมเพลง"
• อัลบั้ม แอม ว่าน
• อัลบั้ม ชมสวน 1
• อัลบั้ม ชมสวน 3
• Sweet Love Songs vol.1 รักเธอ...คือคำตอบ (14 ส.ค. 51)
• Sweet Love Songs Vol.2 "HAPPINESS" (8 ต.ค. 54)
• อัลบั้ม: COVER NIGHT GREEN WAVE 20th ANNIVERSARY

เพลงประกอบละครและภาพยนตร์

• 01 แค่รู้ว่ารักกัน - ละครเงา
• 02 จุดจบสุดท้าย - ละครร่ายริษยา
• 03 ม่ายค่ะ - ละครม่ายค่ะ
• 04 ภาพมารยา - ละครมารยา
• 05 A Whole New World - ภาพยนตร์อะลาดิน (ร้องคู่กับ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์)
• 06 ล่า - ละครล่า
• 07 ฉันผิดใช่ไหม - ละครจงกลกลิ่นเทียน
• 08โลกนี้ยังมีดวงตะวัน - ละครดวงตะวัน
• 09 ความรัก ศรัทธา ปฎิหาริย์ - ภาพยนต์ ความรัก ศรัทธา ปฎิหาริย์
• 10 ที่ที่ความดียังยืน - เสถียรธรรมสถาน
• 11 ถ้าเรารักกันมากพอ - สภาพดนตรี

ผลงานการแต่งเพลงให้กับศิลปินอื่นๆ

แต่งเพลงให้ศิลปินหลายคนอาทิเช่นเพลง "สุดฤทธิ์สุดเดช" ของ ใหม่ เจริญปุระ ,"เสียมั้ย" ของ อำพล ลำพูน , "คำมักง่าย" ของ บิลลี่ โอแกน,"ให้เวลาฉัน" ของ มาช่า วัฒนพานิช, "ขอจันทร์" ของ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร , "ต้องดีกว่าเก่า" ของ ตั้ม สมประสงค์, "ขอได้ไหม" ของ ปนัดดา เรืองวุฒิ, "สักวัน" ของ นันทิดา แก้วบัวสาย , ลานนา คัมมินส์ ฯลฯ

แต่งเพลงโดย ใช้นาม ปากกา อื่นๆ เช่น "อิงเมือง เกิดสา" ให้กับวงอิสซึ่น , "สินนัทที" ให้กับฟอร์ด สบชัย ไกรยูรเสน และ "พิรีย์" (เพลงยิ่งกว่ารัก) ให้กับวิยะดา โกมารกุล ณ นคร มากมาย เพลงที่เธอแต่ง/น้อยไปอีกหรือ/กลับมาตรงนี้/ขอคืน/เพลงนั้น มากมาย รายชื่อศิลปินที่ แอม แต่งเพลงให้ อุ๊/ก้อย/อ้อม/วิยะดา/นันทิดาิ มากมาย

ร้องและแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์โฆษณา Baby Mild ชุด Sexy ร้องและแต่งเพลงประกอบละครเรื่อง "แม่ปูเปรี้ยว", "อวสานเซลล์แมน" แต่งเพลงให้โรงเรียนสอน คนตาบอด ในโครงการ "เห็นด้วยหูรับรู้ด้วยน้ำใจ" ชื่อเพลง "ขอเป็นดั่งดวงตาให้เธอ" ซึ่งถูกแปลงเนื้อร้อง เป็น อักษรเบลล์ด้วย

ผลงานการแต่งเพลงให้กับงานของตนเอง เพลง กดดัน ,เพลง ก็เรารักกันไม่ใช่หรือ ,เพลง ขอบคุณที่หวังดี ,เพลง คนเช่นนี้ ,เพลง ความทรงจำ ,เพลง คิดถึงคนแปลกหน้า ,เพลง จะคุ้มไม่คุ้ม , เพลง จุดจบสุดท้าย , เพลง ฉันเลว ,เพลง ฉันไม่อยากฟัง ,เพลง ฉันไม่ใช่เจ้าของเธอ ,เพลง ชั้นหนึ่ง ,เพลง ดูเอง ,เพลง ตัดสินใจ ,เพลง ท้อไม่แท้ ,เพลง นิยาย ,เพลง บอระเพ็ด ,เพลง ปล่อยฉัน ,เพลง ผิดไหมที่รักเธอ ,เพลง ผู้หญิง , เพลง ภาพมายา ,เพลง รักกันเบาๆ ,เพลง รักฉันทำไม , เพลง ล่า ,เพลง สักวันจะไปถึงฝัน ,เพลง สามวันเจ็ดวัน ,เพลง ห้ามปวดตับ ,เพลง อยากสวย ,เพลง อย่าเอ็ดไป ,เพลง อุปสรรค ฯลฯ

พี่อุ๊ หฤทัย ม่วงบุญศรี (ชื่อเล่น: อุ๊) เกิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2517 เป็นนักร้องชาวไทย ออกผลงานอัลบั้มกลุ่มในนามวง “เปเปอร์แจมส์” ชุดแรกในปี พ.ศ. 2540 อุ๊ หฤทัย จบการศึกษาระดับ ปวช. วิทยาลัยช่างศิลป์ กรมศิลปากร และได้ร้องเพลงอยู่ที่ร้านอาหาร ก่อนจะได้รับการชักชวนมาเป็นนักร้องโดย อัสนี โชติกุล" ปัจจุบันเธอได้เปิดค่ายมวยกับครอบครัว และเป็นสมาชิกสภาเขตพระโขนง (ส.ข.) สังกัดพรรคประชาธิปัตย์

อุ๊ หฤทัย ได้เข้ามาเป็นนักร้อง อัลบั้มแรกในนามวง "เปเปอร์แจมส์" ออกมาในปี 2539 ในแนวดนตรีร็อก ด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ ทรงพลัง และการถ่ายทอดอารมณ์ มีเพลงดัง เช่น "ไม่รักดี","รู้ตัวหรือเปล่า","เรื่องเท่านี้","เธอรักตัวเอง","แค่หลับตา" เป็นต้น

ปี 2542 อัลบั้ม "By Heart" ซึ่งเป็นอัลบั้มเดี่ยว อัลบั้มแรกของอุ๊ ด้วยแนวเพลงร็อค ในชุดที่2 มีเพลงดังเช่น เพลง "โธ่เอ๋ย...เด็กๆ", "เอ๋อ-เหวอ-เพี้ยน","อย่ารักนะ"และ "ตื่น"

ปี 2544 อัลบั้มชุดที่ 3 ในชื่อ"The Voice" มีเพลงดังเช่น "จะภาวนา","คนเก่งของฉัน","ฉันรู้สึก","กลับไปกลับมา" เป็นต้นในและปีเดียวกัน อุ๊ได้รวมตัวกับพี่น้องและผองเพื่อน นักร้องจากค่ายแกรมมี่แกรนด์ ทั้ง 7 คนประกอบด้วย แอม เสาวลักษณ์,ใหม่ เจริญปุระ,มาช่า วัฒนพานิช,นิโคล เทริโอ,นัท มีเรีย และตอง ภัครมัย ออกอัลบั้มพิเศษ "SEVEN" มีเพลง"แค่หลับตา" และ "กลางสายหมอก" ที่อุ๊ร้องเดี่ยว

ปี 2546 เธอมีอัลบั้มพิเศษ"Amp Au Fine Time" ที่เธอได้ร่วมงานกับ "แอม เสาวลักษณ์ " อีกครั้ง มีเพลงดังเช่น "ตำนานคนโชคดี","ไฟกับน้ำแข็ง","คล้ายๆว่าใช่" เป็นต้น

ปี 2551 "อุ๊" ร่วมงานกับศิลปินหญิงแถวหน้าของเมืองไทย อาทิเช่น แอม เสาวลักษณ์ , ฐิติมา สุตสุนทร , วิยะดา โกมารกุล ณ นคร , ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์ , มิ้นท์ มาลีวัลย์ และ โบ สุนิตา ออกอัลบั้ม Seven Divas

ปี 2552 อัลบั้ม Amp Au Feminine Night ร่วมกับ แอม เสาวลักษณ์

ปี 2552 Save The Earth เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง 2022 สึนามิ วันโลกสังหาร



ธิติมา ประทุมทิพย์ ชิ่อเล่น "แอน" นักร้องชาวไทย อดีตสมาชิกวงคูณสามซูเปอร์แก๊ง (X3 Super Gang) ปัจจุบันเป็นศิลปินเดี่ยวในสังกัดลักษ์มิวสิก

ธิติมา ประทุมทิพย์ เกิดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2522 จบการศึกษาระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนดรุโณทยาน และเข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แอน มีความสนใจในการร้องเพลงตั้งแต่เด็ก และเริ่มประกวดร้องเพลงตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ได้รับรางวัลจากการประกวดร้องเพลงมากมาย อย่างเช่นรางวัลดีเด่นจากรายการการประกวด Thailand Junior Singing Contest และอีก 6 ปีถัดมา เธอก็ชนะการประกวดรายการ Johnny Walker Star Search พร้อมทั้งได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินในสังกัดกรีนบีนส์

แอน เริ่มเป็นที่รู้จักจากการร้องเพลงประกอบละครเรื่อง "คู่รัก" ในเพลง"รักใช่ไหม" ต่อมาได้มีผลงานกับวงคูณสามซูเปอร์แก๊ง ร่วมกับ คณิตกุล เนตรบุตร สืบสกล สืบสหการ และสืบสกุล สืบสหการ มีผลงานออกมา 2 อัลบั้ม ก่อนที่ทางวงจะยุบไป โดย แอน ได้มีผลงานเพลงทั้งในรูปแบบศิลปินเดี่ยว และร่วมกับศิลปินอื่นๆ อีกมากมายในสังกัดกรีนบีนส์ ก่อนจะย้ายมาสังกัดลักษ์มิวสิก นอกจากนี้ แอน ยังเป็นครูสอนร้องเพลงที่ H.O.P.S. (House of Pro Studio

ผลงานเพลง

• เพลงประกอบละครเรื่อง "คู่รัก" (เพลง"รักใช่ไหม")

• อัลบั้ม "คูณสามซูเปอร์แก๊ง" (ศิลปินกลุ่มในชื่อคูณสามซูเปอร์แก๊ง) พ.ศ. 2540

• อัลบั้ม "คูณสามช่องสอง" (ศิลปินกลุ่มในชื่อคูณสามซูเปอร์แก๊ง) พ.ศ. 2541

• อัลบั้ม "The 4 Wonders" (ศิลปินกลุ่มในชื่อThe 4 Wonders)

• เพลงประกอบละครเรื่อง "น้ำใสใจจริง" (เพลง"แลกใจ")

• อัลบั้ม "ดิน ฟ้า อารมณ์" (ศิลปินคู่ในชื่อโอ๋แอน คู่กับ รสรินทร์ ดวงสร้อยทอง) พ.ศ. 2542

• อัลบั้ม "เอ็กซ์ตร้ามายด์" (ศิลปินเดี่ยว) พ.ศ. 2543

• อัลบั้ม "กรีน รูม" (ศิลปินเดี่ยว) พ.ศ. 2544

• อัลบั้ม "ปั่น Be Cool" (ศิลปินคู่กับ ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว)

• อัลบั้ม "ไนซ์ ไทม์" (ศิลปินเดี่ยว) พ.ศ. 2545

• อัลบั้ม "The Best Selected of Ann" (ศิลปินเดี่ยว) พ.ศ. 2545

• อัลบั้ม "Meeting Again" (รวมศิลปิน)

• อัลบั้ม "Your Songs" (รวมศิลปิน)

• อัลบั้ม "ฟูลมูน ดูเอท" (ศิลปินคู่กับ ศิรศักดิ์ อิทธิพลพาณิชย์) พ.ศ. 2546

• อัลบั้ม "Your Songs #2" (รวมศิลปิน)

• อัลบั้ม "Love Anniversary" (ศิลปินเดี่ยว) พ.ศ. 2547

• อัลบั้ม "Sleepless Society by Narongvit" (รวมศิลปิน)

• อัลบั้ม "บลูม" (ศิลปินเดี่ยว) พ.ศ. 2548

• อัลบั้ม "Behind the songs by เอิ้น พิยะดา" (รวมศิลปิน) พ.ศ. 2549

• อัลบั้ม "เสนาหอย ดำจัง" (รวมศิลปิน)

• อัลบั้ม "Extra Gift" (รวมศิลปิน)

• อัลบั้ม "Remind" (รวมศิลปิน) พ.ศ.2550

• เพลงประกอบเกม Audition (เพลง "ความรักฉันคือเธอ")

• เพลง เจ้าหญิงของเรา พ.ศ. 2551

• Single เพลง "ยังเป็นฉันอยู่หรือเปล่า"

• เพลงประกอบหนังสือ มิวส์กับหมู่ดาวกีตาร์ (เพลง "โปสการ์ดจากคนไกล")

• เพลงประกอบละคร แม่ค้าขนมหวาน (เพลง "หนึ่งนาทีที่ยาวนาน")

• Single เพลง "ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ" พ.ศ. 2552

• เพลง "ที่รักของใครสักคน" (Extended Version) (ร้องร่วมกับ เต้ วิทย์สรัช)

• เพลงประกอบคอนเสิร์ต I love you ณ ทะเล) (เพลง "I love you ณ ทะเล") พ.ศ.2553

• เพลงประกอบภาพยนตร์บ้านฉัน...ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) (เพลง "อธิษฐาน")

• อัลบั้ม "Forever Love Songs" (รวมศิลปิน)

• อัลบั้ม "Sweet Sunday" (รวมศิลปิน)

• อัลบั้ม "The Emotions" (แอน ธิติมา/แนน วาทิยา รวยนิรัตน์/กิ่ง เหมือนแพร พานะบุตร The Star)

• อัลบั้มเพลงประกอบละคร 365 วันแห่งรัก (รวมศิลปิน)

• อัลบั้ม "Summer Hippie" (รวมศิลปิน) พ.ศ.2554

• อัลบั้ม Forever Love Hits by แอน ธิติมา (ศิลปินเดี่ยว)

• Single เพลง "คนไม่น่าสงสาร" จากอัลบั้ม Club friday





พิยะดา หาชัยภูมิ หรือ หมอเอิ้น เกิดเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2524 เป็นนักแต่งเพลงชาวไทย จบการศึกษาจาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต , จิตเวช คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, ปัจจุบันประจำที่ โรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ มีผลงานแต่งเพลงอาทิ คำถาม ของ ท็อฟฟี่ นิชาภา โพธิ์งาม, เพื่อนรัก และ ขอโทษ ของ เอิร์น กัลยากร นาคสมภพ, ฉันจะยืนข้างเธอ ของ กบ-เสาวนิต นวพันธ์, ขอทำตามหัวใจ ของ บัวชมพู ฟอร์ด

ผลงานการแต่งเพลง

• เพื่อนรัก, ขอโทษ (เอิน กัลยากร),

• ลาลา รักเธอ, เจ็บซ้ำซ้ำ, เลือกเป็นคนที่รักเธอ (แอน ธิติมา),

• อยากบอกว่ารัก, แมวเหมียว ( 2 become 1 ),

• ฉันจะยืนข้างเธอ (กบ เสาวนิตย์),

• ขอทำตามหัวใจ (บัวชมพู),

• คำถาม, อยากมีสิทธิ์ใช้คำว่ารัก (ท๊อฟฟี่),

• รักเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ, แค่อยากมีรักจริง (ลูกปัด),

• ลูกปัด อัลบั้ม Chocolate (รักของเราจะเป็นแบบไหน, รักตัวเองมากไป, Crush, ขอบคุณเหลือเกิน)

• เพลงประกอบรายการเงาะถอดรูป,

• เพลงรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง ช่อง 3 (ครึ่งปีแรก 2552)

• เพลงประกอบละครนิราศสองภพ, ฟ้าสวยเลนส์ใส (รักก็คือรัก - แอน),

• เพลงสำหรับภาพยนตร์ Seasons Change*ฤดูรัก, แน่ใจใช่ไหม

• อัลบั้ม Behind The Songs เป็นอัลบั้มที่ “เอิ้น” เป็นคนแต่งเนื้อร้องทั้งอัลบั้มและมีนักร้อง รับเชิญหลายคนมาร่วมแจม

• หนังสือ Behind The Songs : The Story พร้อม 6 เพลงพิเศษ,

(เพลง theme โครงการ liveandlearn, โครงการเด็กไทยไม่กินหวาน)

• เพลง ความรักฉันคือเธอ (แอน)

• Men's Room (ไม่มีสิทธิ์, เก็บไว้ในใจก็พอ)

• เพลงประกอบละครเรื่องสร้อยแสงจันทร์

เพลงอยากจะย้อนเวลา ร้องโดย toffy

เพลงความทรงจำ ร้องโดยเต้ นักร้องหน้าใหม่ใน school of luck project

column behind your song ใน DDTmagazine

column ว่าด้วยการแบ่งปันความสุข เศร้า เหงา หรืออกหัก แล้วเอิ้นจะหยิบมาเล่า หยิบมาเขียนเป็นเพลงให้ เพลงของคุณ : บทเพลงจากความรัก, ยังอยากรู้ feat.scrubb, แอบรัก (เค๊า) , อดทนไว้, มือซ้ายกับมือขวา, เพื่อนแท้

• แขกรับเชิญรายการ club x

• เจ้าหญิงของเรา

• จดหมายรัก (พลอย ณัฐชา)

• อย่าทำร้ายกันอีกเลย feat. ลูกปัด (หน่วยจัดการความรู้เรื่องความรุนแรงในครอบครัว รพ รามาธิบดี)

• อัลบั้ม เพลงของเธอ / เพลงประกอบละครสายสืบดีลิเวอรี่ (ทำไมต้องรักเธอ)

• คือคำว่ารัก feat.คริส หอวัง

• ยินดีรับฟัง / ศิรศักดิ์

• มากกว่ารัก (โรส ศิรินทิพย์ ost.เการักที่เกาหลี Sorry ซารางเฮโย, พีท เดอะสตาร์ อัลบั้ม:Voice Male)

• คำขอครั้งสุดท้าย LADY drama

• ขอบฟ้า กับ ความรัก มุก The Entertainer

• Club Friday Based On True Story By เอิ้น พิยะดา

• แต่งเพลง เจ็บแต่จบ (ร้องโดย ปองศักดิ์ รัตนพงษ์), เพลง จดหมายจากความเหงา (ร้องโดย ธนชัย อุชชิน),เพลง คนไม่น่าสงสาร (ร้องโดย แอน ธิติมา) ,เพลง เธอไม่ยอมปล่อยหรือฉันไม่ยอมไป (ร้องโดย ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา),เพลง คนที่เธอไม่ยอมรับ (ร้องโดย เอกชัย เอื้อสังคมเศรษฐ์) และ เพลง วันสุข (ร้องโดย หนึ่งธิดา โสภณ และ ป็อป แคลอรี่ส์ บลาห์ บลาห์



อัญชลี จงคดีกิจ (พี่ปุ๊) เกิดวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 นักร้องหญิง ที่เริ่มจากการเล่นดนตรี ในตำแหน่งต่างๆ ของหลายวง และมีผลงานเดินแบบ และผลงานการแสดง จนกระทั่งมาโด่งดังกับอัลบั้ม หนึ่งเดียวคนนี้

พี่ปุ๊ อัญชลีเกิดในครอบครัวที่ชอบร้องเพลง เป็นบุตรสาวของ นายเท่ห์ จงคดีกิจ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ เธอหัดเล่นกีตาร์และร้องเพลงตามพี่สาวทั้งสามคน ต่อมาเข้าร่วมวง The Waves ของพี่ชาย (เอกกมล จงคดีกิจ) เล่นในตำแหน่งเบสกีตาร์ เล่นเพลงในแนวฮาร์ดร็อกเช่นวง Deep Purple และ Uriah Heep เป็นหลัก ปุ๊เล่นทำหน้าที่เล่นเบส จบมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ขณะที่เรียนอยู่เอแบคปีสองทางวงก็ได้เล่นประจำที่โรงแรมมณเฑียร เธอเปลี่ยนมาริธึมกีตาร์แทนและเริ่มได้มีโอกาสร้องนำ ในช่วงนี้ทางวงเล่นเพลงแนวคันทรีร็อก เช่น The Eagles เล่นได้ประมาณ 2 เดือน ก็ยุบวง ต่อมาได้รับการทาบทามให้ไปเป็นนักร้องนำของ The Everests ก่อนที่จะเดินทางไปศึกษาต่อที่ เซ็นต์หลุยส์ มิสซูรี สหรัฐอเมริกาและสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทสาขาวิชาการเงินและธนาคาร เรียนจบกลับมาก็เข้าร่วมวง บาราคูดัส ในตำแหน่งนักร้องนำช่วงระยะหนึ่งและเริ่มมีงานเดินแบบกับถ่ายแบบเข้ามา

ในปี พ.ศ. 2527 ได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง ถามหาความรัก และเธอลงตีพิมพ์ในนิตยสารดาราและเพลงหลาย ๆ เล่ม ในปี 2528 อัลบั้มชุด หนึ่งเดียวคนนี้ ออกวางจำหน่าย แกรมมี่เป็นผู้ทำการโปรโมทให้ เดิมทีใช้ชื่อชุดว่า อยู่ไปวันวัน (ชื่อเพลงหนึ่งในอัลบั้มเดียวกัน) แต่คุณจิตนาถ วัชรเสถียร (ผู้แต่งคำร้องและทำนองของงานเพลงชุดนี้) แย้งว่ามันไม่แรงพอเลยขอเปลี่ยน นักดนตรีในห้องบันทึกเสียง ได้แก่ อุกฤษณ์ พลางกูร, วิรัช อยู่ถาวร, สนอง โสตถิลักษณ์, ไพฑูรย์ ไวทยากร, เสกสรร ยงยุทธ และ วิชัย อึ้งอัมพร ทุกคนเป็นมืออาชีพระดับโปรดิวเซอร์ เมื่อผลงานเริ่มได้รับการโปรโมทผ่านสื่อต่าง ๆ ตัวเพลงและภาพลักษณ์ของเธอเรียกได้ว่าเป็น ของใหม่ และคุณภาพการร้องและตัวเพลงที่แข็งแรงทั้งอัลบั้ม ทำให้เกิดกระแส อัญชลีฟีเวอร์ จน มจ.ทิพยฉัตร ฉัตรชัย ต้องสร้างหนังเรื่อง ด้วยรักคือรัก โดยมีโจทย์ที่ใช้เพลงในอัลบั้มนี้เป็นหลัก และ ธงไชย แม็คอินไตย์ ซึ่งตอนนั้นเบิร์ดยังไม่ได้ออกผลงานชุดแรก มาประกบการแสดง กลายเป็นคู่ขวัญทางจอเงินระดับคลาสสิคอีกคู่หนึ่งของวงการหนังไทย

สะดุดรัก และ อีกครั้ง คือผลงานเพลงและหนังที่ออกตามมาในปี 2529 ได้รับการตอบรับที่ดีอยู่ ปุ๊ยังจับคู่กับพี่เบิร์ดเหมือนเดิม แต่ในขณะนั้นพี่เบิร์ดออกอัลบั้มชุดแรกออกมาแล้ว

ไฮไลท์สูงสุดในการเป็นนักร้องของปุ๊ คือการได้รับเลือกจาก เป๊ปซี่ ให้ถ่ายโฆษณาคู่กับศิลปินหญิงระดับชื่อก้องโลก ทีน่า เทอร์เน่อร์ โฆษณาชิ้นนี้ได้ออกฉายไปทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทย

หลังจากปี 29 หนึ่งเดียวคนนี้ในภาคภาษาอังกฤษก็ได้ออกมา ข่าวตัวปุ๊ค่อนข้างจะผิดหวังกับบุคคลในวงการบันเทิงที่รายล้อมตัวเธอในช่วงหลังและเธอก็เงียบหายไปจากวงการเพลง กระทั่งปี 2531 ได้ร่วมงานกับ "ชรัส เฟื่องอารมย์" และ "พนเทพ สุวรรณะบุณย์" ออกเพลง "อัญชลีกับตัวของเธอเอง"

ในปี 2540 เธอกลับมาแบบเซอร์ไพรส์และเป็นการกลับมาที่เยี่ยมยอดมาก ๆ ในขณะที่กระแสอินดี้ในบ้านเรายังดี งานชุด Crossroads กับสังกัด Oh My God แนวเพลงป๊อป ต่อมาได้เป็นนักร้องรับเชิญในอัลบั้ม "Million Ways to Dobe" ด้วยเพลง "รัก" กระทั่งล่าสุดได้มาร่วมเป็นศิลปินในอัลบั้ม "Love is Vol.1" กับสหกรณ์ทางดนตรี ภายใต้การดูแลของ "สุกี้ - กมล สุโกศล แคลปป์" และ "บอย โกสิยพงษ์" ร้องเพลง "อยู่ที่ไหน" จนมาถึงปัจจุบันด้วยอัลบั้มเดี่ยว "50" ภายใต้สังกัด เลิฟอีส ที่มี บอย เป็นผู้แต่งเพลงและดูแลงานเพลงในชุดนี้ร่วมกับ 3 โปรดิวเซอร์ คือ "ปุ๊ก - จิตนาถ วัชรเสถียร" "เหวิน - เรืองกิจ ยงปิยะกุล" และ "ฟั่น - โกมล บุญเพียรผล"

ปี 2544 เธอปรากฏตัวอีกครั้งอย่างไม่เป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2544 ณ อิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานี เป็นศิลปินรับเชิญร่วมการแสดงสดของวง NUVO ใน concert NUVO IN LOVE : รักเสียงดังจังเลย ร้องเพลง ร่วมกับ จอห์น นูโว ในเพลง สัญญาปากเปล่า

พี่ปุ๊ อัญชลี นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโปรแตสแตนท์ และเคยเป็นพรีเซนเตอร์ของหนังสือ พลังแห่งชีวิต ที่มีเนื้อหาประกอบด้วยคำสอนตามนิกายนี้ด้วย

ผลงานเพลงอัลบั้มเดี่ยว

• หนึ่งเดียวคนนี้ (2527)

• สะดุดรัก (2529)

• เขย่าโลก

• อัญชลีกับตัวของเธอเอง (2531)

• Crossroads (2540)

• 50 (2548)



อีฟ ปานเจริญ (Palmy) หรือ ปาล์มมี่ วันเกิด 7 สิงหาคม พ.ศ. 2524 นักร้องลูกครึ่งไทย-เบลเยี่ยม แนวป็อปร็อก สังกัด GMM Grammy ปาล์มมี่จบการศึกษาจากโรงเรียนพระแม่มารี (เซนต์หลุยส์) และศึกษาต่อที่ Holy Cross High School เมือง ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย


ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่สามารถ ถ่ายทอดทุกบทเพลง ทุกอารมณ์ ได้อย่างเข้าใจและเป็นเพื่อนกับมันทำให้เพลงของเธอ “เป็นมากกว่าเพลง” เราได้รู้จักเธอครั้งแรกเมื่อปี 2544 เมื่อเธอ ออกอัลบั้มแรกภายใต้ชื่อว่า “Palmy” เป็นอัลบั้มแรกหลังจากที่เธอสานฝันของเธอตั้งแต่เด็กให้เป็นจริง...ที่บ้านหลังหนึ่งใน GMM Grammy คือ กลุ่มของ RPG โดยพี่โอม (ชาตรี คงสุวรรณ) และ พี่ Golf ( รุ่งโรจน์ ผลหว้า) ความสุขของการได้ทำในสิ่งที่เธอรักและใฝ่ฝันมานาน ทำให้ทุกความรู้สึก ทุกอารมณ์ ทุกบทเพลง และ ความเป็นเธอ ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านบทเพลงของเธอทุกเพลง ไม่ว่า จะเป็น อยากร้องดังๆ , อยุ่ต่อได้หรือเปล่า , กลัว และทุกบทเพลง ได้เข้าไปเป็นเพลงประจำใจของหลายๆคนเป็นที่เรียบร้อย เธอได้สร้างปรากฎการณ์ทางดนตรีขึ้นมาอีกครั้งเมื่อบัตร concert ครั้งแรกของเธอ ขายหมดเพียง 1 ช.ม. เท่านั้น และเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2545 เธอมอบความประทับใจให้แก่ทุกคนที่ชื่นชอบเธออีกครั้งที่ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ภายใต้ concert เต็มรูปแบบครั้งแรกในชีวิตของเธอ ที่ชื่อว่า “ palmy life concert ”

ความงดงามของเธอ กลับมาเปล่งประกายอีกครั้งหลังจากการหายไปกว่า 2 ปีเมื่อเธอกลับมาพร้อมกับคำสั้นๆ ที่นิยามเรื่องราวของเธอได้อย่างลงตัวว่า “ Stay “ เป็นการนิยาม อัลบั้มที่ 2 อย่างสั้นๆแต่ได้ใจความว่า “ เธอ ยังคงอยู่ตรงนี้ ยังทำในสิ่งที่เธอรัก ไม่ได้หายไปไหน” เพลงและพัฒนาการของเธอไม่เคยทำให้ทุกคนผิดหวังเมื่อเธอกลับมาอีกครั้ง ในทุกบทเพลงของเธอ ยังถ่ายทอดความเป็นเธอได้ดีเหมือนเดิม หลายเพลงที่กลับมาเป็นสีสันของอัลบั้ม 2 อย่าง ทำเป็นไม่ทัก , พูดไม่เต็มปาก , พรุ่งนี้อาจไม่มีฉัน และเพลงที่ได้นักร้องเสียงดี "จั๊ก-ชวิน จิตรสมบูรณ์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเพลง"Stay" โดยเล่น กีตาร์อะคูสติกให้ Palmy เป็นหญิงสาวตัวเล็กแต่มีพลังในการขับเคลื่อนสูง ความเต็มที่ในการเล่นคอนเสิรต์ทุกคอนเสริต์ ของเธอมาจากความตั้งใจที่ถ่ายทอดออกมาอย่างสวยงาม ...." ลิปซิ้ง , ไม่ร้องสด” คำพวกนี้เก็บพับใส่กระเป๋าไปได้เลยสำหรับนักร้องสาวคนนี้ .....จากการตอบรับการกลับมา เธอกลับมาสร้างความประทับใจอีกครั้ง ใน Palmy Stay with me ที่ Impact Arena เมืองทองธานี และเรื่องราวยังไม่จบแค่นั้นเมื่อตามมาด้วย Palmy in the candle light concert เป็นคอนเสริต์ที่เกิดขึ้นภายใต้ concept ใต้แสงเทียน ที่สวนสาธารณะวชิรเบญจทัศ หรือ สวนรถไฟ

งานดนตรีของเธอยังส่องประกายสดใสไปถึงต่างแดน เมื่อทาง ญี่ปุ่นได้เลือก เพลงจาก 2 อัลบั้มของเธอ ออกวางจำหน่าย และเธอยังมีโอกาสแสดงความสามารถทางดนตรีของเธอ ภายใต้ concert ที่ชื่อว่า “Palmy First Live In Japan” กลางกรุงโตเกียวเมื่อ 10 มิ.ย. 2547 ด้วยลีลาการแสดงสด ความเต็มที่ของเธอในทุกเวที ทำให้ตรึงใจชาวปลาดิบที่เรียกให้เธอกลับไปอีกครั้ง เธอกลับไปใน “ Palmy Live in Tokyo VoL.2” และในปีเดียวกันเธอยังเป็นศิลปินไทยคนเดียวที่ได้รับเลือกจากประเทศเกาหลีไปเป็นส่วมหนึ่งในงาน ASIA SONG FESTIVAL ซึ่งเป็นงานมหกรรมดนตรีจากศิลปินแนวหน้าในหลากประเทศในทั่วเอเซีย นับจากวันที่เธอมุ่งมั่นทำความฝันของเธอให้เป็นจริง จนช่วงสิ้นสุดการทำงานชุดที่ 2 เธอตัดสินใจ เบรคงานเพลงของเธอไปสักพักหนึ่งเพื่อ พาหัวใจที่ออกเดินทางมานาน หยุดเดินแล้วพักบ้าง เธอหายไปใช้ชีวิตแบบสบายๆ ที่มันห่างหายจากเธอไปนานตอนที่เธอทุ่มเทกับการทำงานและทัวร์ concert  “ก็คิดว่าหยุดก่อนดีกว่าจะได้พักผ่อนกันไปเต็มที่ทุกคน ทั้งวงมี่ด้วย ทั้งตัวมี่ ไปดำเนินชีวิตตามปกติ ที่ไม่ใช่เล่นคอนเสริต์ หรือคุยเรื่องงาน กลับไปเป็นปาล์มมี่ตอนก่อนจะออกชุดแรก” เมื่อหัวใจได้ไปพักผ่อน หยุดอยู่นิ่งๆกับที่ในบางครา ก็ถึงเวลา แล้วที่เธอจะ”เลือก” ให้กลับมาเดินในเส้นทางเดิมอีกครั้ง “ระหว่างการดำเนินชีวิตก็คิดว่าข้างหน้าจะทำอะไร ใช้สติคิด หยุดนิ่งแล้วคิด ตัดสินใจว่าพร้อมแล้วก็กลับมาลุยแล้ว ทำให้มันอยากก่อน สำหรับมี่ ไม่อยากทำด้วยความเคยชิน จะทำอะไรต้องรู้สึก ต้องพร้อม ก็ลองกลับไปร้องเพลงที่ชอบ เรียกบรรยากาศเก่าๆ ว่าตอนนั้นทำไมเราชอบร้องเพลง กลับไปเปิดเพลงที่เราเคยฝึก กลับมาดิ๊...กลับมา เราก็จะได้รู้ว่าเราทำได้แค่ไหน มันเหมือนกลับมาค้นหาตัวเองอีกรอบนะ” แล้วการเดินทาง บนถนนสายเพลงครั้งใหม่ของเธอก็เริ่มต้นขึ้น ในถนนสายที่ชื่อว่า Beautiful Ride เป็นสื่อแทน ความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้นในการมีส่วนร่วมลงมือขับเคลื่อนดนตรีด้วยตัวเองทุกขั้นตอน นับตั้งแต่การค้นหาผู้ร่วมงาน ดนตรี บทเพลง ทุกอารมณ์  สำหรับปาล์มมี่เป็นความรู้สึกที่งดงาม จากการได้ขับเคลื่อน ทั้งเดิน ทั้งวิ่ง อาจมีล้ม สะดุด นิดแต่ก็ยังก้าวต่อไป บนถนนสายดนตรี ในการเดินทางระยะยาวตลอด 2 ปีตั้งแต่เริ่มจนเสร็จ เพื่อให้ได้เป็นงานดนตรีที่รื่นรมย์ เพื่อให้ได้ชมดอกไม้สวยๆ......ที่ปลายทาง...ของถนนเส้นนี้   “ ทางไหนที่เราเลือก เราก็ทำมันให้เต็มที่ ซึ้งมันก็คือคำตอบของทุกๆอย่าง หมายความว่ามี่จะอยู่ไหน งานมันก็จะต้องเกิดจากความตั้งใจทำงานของมี่ ของนักร้องคนนั้นอยู่ดี ไม่ว่ายังไงมันก็ต้องทำให้ดีที่สุด...เมื่อมี่เลือกแล้ว ...มี่ต้องลุย!! ”  จิตวิญญาณทางดนตรีของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนึงที่ชื่อว่า “อีฟ ปานเจริญ” กับถนนสายสีสัน สดใส ทุ่งหญ้า ดอกไม้ตามทาง ที่เธอเลือกเติมแต่งให้มัน...ในถนนสายดนตรีของเธอเอง
เพราะเธอคือสีสันทางดนตรี อิสระ กว้างไกล และ มีแค่ “ใจ” ที่รักเสียงเพลง

ผลงานเพลง Palmy (2544) , Stay (2546) ,Beautiful Ride (2549) , The Acoustic Album (2550) , Palmy 5 (2554)

อัลบั้มรวมเพลงฮิต Showcase (2548) ,Tea Time with Palmy (2554) , Music Box Palmy (2554)




อมิตา ทาทา ยัง (Amita Tata Young) หรือ ทาทา ยัง (Tata Young) มีชื่อจริงว่า อมิตา มารี ยัง เกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2523 เป็นนักร้อง นักแสดง นางแบบชาวไทย-อเมริกัน ทาทาเป็นศิลปินที่ขับร้องเพลงในหลากหลายแนวเพลงทั้งป๊อป บัลลาด ร็อก เธอเป็นนักร้องหญิงที่ทำรายได้เข้าสู่ประเทศไทยกว่า 800 ล้านบาท และมียอดจำหน่ายอัลบั้มแล้วกว่า 14 ล้านชุด


ทาทา ยัง เกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2523 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เป็นธิดาคนแรกและคนเดียวของนายทิมและนางบัญชร ยัง บิดาเป็นชาวอเมริกัน และมารดาเป็นชาวไทย ทาทาเริ่มต้นการศึกษาในระดับอนุบาลที่โรงเรียนแมรีปอปปินส์ สำเร็จการศึกษาในระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนาบริติช และศึกษาต่อระดับอนุปริญญาจาก Nebraska University of Lincoln

เมื่ออายุได้ 11 ปี เธอชนะการประกวดจากเวที "นิสสันมิวสิกอวอร์ด" ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยขับร้องเพลง "One Night only" การแข่งขันดังกล่าวทำให้เธอได้เช็นสัญญากับยามาฮ่ามิวสิก ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นทางวงการดนตรีของเธอ ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 เธอได้เซ็นสัญญากับจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของไทยและนำเธอเข้าสู่อุตสาหกรรมดนตรีอย่างเป็นทางการ

ในปี พ.ศ. 2538 ทาทาได้ออกอัลบั้มภาษาไทยในชื่อว่า อมิตาทาทายัง นับเป็นอัลบั้มแรกและเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในเวลานั้น โดยมีเพลง "โอ๊ะโอ๊ย" เป็นเพลงเปิดตัวอัลบั้ม อัลบั้มดังกล่าวมียอดจำหน่ายมากกว่า 1 ล้านชุดภายในเวลาไม่ถึง 5 เดือนหลังออกจำหน่าย ทำให้เธอออกอัลบั้ม ทาทาวันมิลเลียนกอปปีส์เซเลอเบรชัน เพื่อเป็นการขอบคุณแฟนเพลง โดยในอัลบั้มนี้เธอได้ขับร้องเพลง "ฉันรักเธอ" อันเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน ด้วยยอดจำหน่ายมากกว่า 1 ล้านชุด นอกจากนี้เธอยังได้จัดคอนเสิร์ต นานาทาทา 2 รอบการแสดงและคอนเสิร์ตตอนพิเศษ "ไอเลิฟยู" ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี จากความสำเร็จดังกล่าวทำให้เธอได้รับรางวัล "นักร้องแห่งปี" จากนิตยสารบางกอก และรางวัล "ศิลปินยอดเยี่ยม" ประจำปี พ.ศ. 2538, "มิวสิกวิดีโอแห่งปี" และรางวัล "อัลบั้มแห่งปี" จากเรดิโอโวต

ในปี พ.ศ. 2539 ทาทาร่วมกับอีก 5 ศิลปิน คือ คริสติน่า,มอส,เจ,นัท,ยูเอชที ออกอัลบั้มร่วมกันในชื่อ 6.2.12 และจัดคอนเสิร์ต 6.2.12 เฟสติวัล ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 5 หมื่นคน ในปี พ.ศ. 2540 ทาทากลายเป็นศิลปินที่มีอายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัล "พระพิฆเนตรทองคำ" จากสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จากการที่เธอได้รับรางวัลดังกล่าว ทำให้เธอมีโอกาสแสดงคอนเสิร์ตเฉพาะพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ภูพิงค์ราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ และในปีเดียวกันนี้ได้มีการจัดตั้งกลุ่มแฟนคลับทาทา ยังขึ้น ในการดูแลของบริษัททาทาเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เพื่อรวมกลุ่มแฟนเพลงของเธอและช่วยเหลือมูลนิธิเด็กในประเทศไทยและมูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคล

หลังจากความสำเร็จในวงการดนตรีของทาทา เธอจึงเป็นศิลปินไทยคนแรกที่มีโอกาสเซ็นสัญญากับค่ายโคลัมเบียในสังกัดของโซนีมิวสิกเมื่อปี พ.ศ. 2547 และได้ออกอัลบั้ม ไอบีลีฟ (I Believe) ซึ่งเป็นอัลบั้มภาษาอังกฤษอัลบั้มแรกของเธอ โดยมีซิงเกิลแรกคือ "Sexy, Naughty, Bitchy” แต่เพลงนี้ในมาเลเซียต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "Sexy,Naughty,Chicky" นอกจากนี้อัลบั้มดังกล่าวยังมีซิงเกิลอีก 2 ซิงเกิลคือ "I Believe" และ “Cinderella"

นอกจากนี้ทาทายังได้รับการเลือกเป็น 1 ใน 50 สตรีที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกจากนิตยสารในมาเลเซีย และได้รับเชิญเป็นกรรมการตัดสินการประกวดมิสสิงคโปร์ประจำปี 2004 เธอขยายตลาดเพลงของเธอสู่ประเทศอินเดียด้วยการออกซิงเกิล "Dhoom Dhoom" เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง ดูม (Dhoom) ภาพยนตร์อินเดีย คนอินเดียจึงเรียกขานเธอว่า "Dhoom Girl" และมีการจัดคอนเสิรร์ตทัวร์ Dhoom จัดขึ้นในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในปี พ.ศ. 2549 ทาทาได้ขับร้องเพลง "ไอติงค์ออฟยู" (I Think of You) ร่วมกับ "H" นักร้องชาวเกาหลี และเพลง "I Believe" ได้รับการขับร้องใหม่จากวง BabyVox Reeveในปี พ.ศ. 2551

ในประเทศไต้หวัน ทาทาได้เกียรติให้แสดงในงานประกาศรางวัล โกลเดนเมโลดี และได้ทำงานร่วมกับศิลปินชั้นนำของไต้หวันอย่างแวนเนส วู (จากวง F4), เจย์ โจว, หวัง ลี ฮอม จากความสำเร็จในงานดนตรีของเธอ เธอจึงขยายฐานแฟนเพลงสู่ประเทศญี่ปุ่น ในเพลง "เซ็กซี, นอร์ตี, บิชชี" เป็นเพลงแรกที่ขึ้นชาร์ต ออริกอนของญี่ปุ่น มิวสิกวิดีโอของเธอได้ฉายทุกๆ 10 นาทีในจอยักษ์เขตชิบูยาของญี่ปุ่น ยอดขายอัลบั้มในญี่ปุ่นในอัลบั้มนี้มากกว่า 3 แสนชุด และจัดคอนเสิร์ตทัวร์ในญี่ปุ่นไปยังเมืองสำคัญๆ 6 เมืองได้แก่ ฟูกุโอกะ โอซากา โยโกฮามา นาโกยา เซ็นได และโตเกียว และระหว่างการจัดคอนเสิร์ตในประเทศเนปาล เธอได้รับแจ้งข่าวการเสียชีวิตของมารดาของเธอ จึงทำให้เธอยกเลิกการจัดคอนเสิร์ตและกลับประเทศไทยทันที

อัลบั้ม ไอบีลีฟ ประสบความสำเร็จในการจำหน่ายทั้งในประเทศไทย ญี่ปุ่น อินโดนิเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินเดีย ได้คว้ารางวัลแผ่นเสียงทองคำขาว (Platinum) และรางวัลแผ่นเสียงทองคำ (Gold) ด้วยยอดขายทั่วเอเชียกว่า 1.2 ล้านชุด จากความสำเร็จดังกล่าวทำให้ทาทาได้ออกอัลบั้มพิเศษในชื่อ ดูมดูม โดยนำเพลง "ไอบีลีฟ" "เซ็กซี, นอร์ตี, บิชชี" และ "ไอติงค์ออฟยู" มาขับร้องใหม่ในภาษาญี่ปุ่น ทำให้เธอได้รับรางวัล "ศิลปินหน้าใหม่แห่งปี" ในงานประกาศรางวัลแผ่นเสียงทองคำของญี่ปุ่นครั้งที่ 19

ภายหลังการประชาสัมพันธ์อัลบั้ม ไอบีลีฟ ทาทาได้ออกอัลบั้มภาษาไทยในชื่อว่า แดนเจอรัสทาทา (อังกฤษ: Dangerous Tata)) โดยมีเพลง "Dangerous" เป็นซิงเกิลแรก เพลงดังกล่าวได้ขับร้องร่วมกับวงไทยเทเนี่ยม นอกจากนี้อัลบั้มดังกล่าวยังได้ร่วมงานกับศิลปินอื่นๆ อาทิ นภ พรชำนิ, ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร , ตรัย ภูมิรัตน์ และบีไฟฟ์ (B5) มียอดจำหน่ายในวันแรกกว่า 1 แสนชุดทำให้ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำขาว (Platinum) ในวันแรกที่ออกจำหน่าย

ทาทา ยัง รับรางวัลงานเอ็มทีวี เอเชีย อวอร์ดส

ในปี พ.ศ. 2549 เธอได้เข้าร่วมงานเอ็มทีวี เอเชีย อวอร์ดสและได้ขับร้องเพลง Endless Love ร่วมกับลี ไรอัน และได้รับรางวัล "นักร้องโปรดประเทศไทย" นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน เธอได้ออกอัลบั้มภาษาอังกฤษชุดที่ 2 คือ เทมเพอเรเจอร์ไรซิง (Temperature Rising) ในเดือนสิงหาคม เปิดตัวด้วยซิงเกิล "เอลนิน-โญ!" ในอัลบั้มนี้มีนักแต่งเพลงชื่อดังมากมายร่วมประพันธ์เพลงให้เธอ อาทิ ไดแอน วาเรน, พอล แม็กคาร์ตนีย์ และนาตาชา เบดิงฟิลด์ หลังจากความสำเร็จที่ได้รับ จึงได้มีการนำอัลบั้ม เทมเพอเรเจอร์ไรซิง มาจำหน่ายในรูปแบบวีซีดีคาราโอเกะ โดยเลือกมิวสิกวิดีโอเด่น 7 เพลงจากอัลบั้ม และมีการจัดคอนเสิร์ตใหญ่ส่งท้ายปี ในเดือนธันวาคม ในชื่อว่า ทาทายังเทมเพอเรเจอร์ไรซิงไลฟ์อินบางกอก ณ อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี ในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2549 และได้เปิดตัวซิงเกิลที่ 3 มาฉายในคอนเสิร์ตคือเพลง "คัมเรนคัมไชน์" (Come Rain Come Shine)

ในปี พ.ศ. 2550 ทาทาได้รับเลือกเป็นอิมเมจเกิร์ลคนแรกและได้เป็นตัวแทนช่อง สตาร์เวิลด์ (Star World) ในการประชาสัมพันธ์งานต่างๆของสถานี และได้ถ่ายทำโฆษณาของสถานีดังกล่าวที่ประเทศฮ่องกง โดยใช้เพลง "คัมเรนคัมไชน์" มาประกอบภาพยนตร์โฆษณา ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ทาทาเข้าพิธีหมั้นกับเปรม บุษราคัมวงษ์ ทายาทค่ายมวยแฟร์เท็กซ์ ณ โรงแรมเพนนินซูล่า และในปีถัดมาทาทาได้ออกอัลบั้มภาษาไทยในชื่อ วันเลิฟ (One Love) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2551 โดยเริ่มบันทึกเสียงตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2550 โดยมีเพลง "วันเลิฟ" เป็นซิงเกิลแรก โดยเผยแพร่วันแรกในวันวาเลนไทน์ในปี พ.ศ. 2551 และยังมีเพลงเด่นจากอัลบั้มนี้ได้แก่ "ต้นเหตุแห่งความเศร้า" และ "I be your first, your last , your everything อีกด้วย

ในช่วงกลางเดือนเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551 ทาทาจะเดินทางยังประเทศเยอรมันเพื่อจัดทำอัลบั้มภาษาอังกฤษชุดที่ 3 มีการคัดเลือกเพลงเพื่อสร้างอัลบั้มนี้จากกว่าหนึ่งพันเพลง และได้ออกจำหน่ายเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ในชื่อ เรดีฟอร์เลิฟ (Ready For Love) โดยใช้เพลง "เรดีฟอร์เลิฟ" เป็นซิงเกิลแรกซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 และได้จัดงานเปิดอัลบั้มในชื่อว่า ทาทาเทกยูทูเดอะเวิลด์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2552 ณ ท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพมหานคร และมีการปฐมทัศน์มิวสิกวิดีโอที่ 2 จากอัลบั้มคือ "มายบลัดดีวาเลนไทน์" อีกด้วย และเธอได้ตัด Video Mission is you เพื่อเป็นการโปรโมท งานแถลงข่าว เปิดตัวอัลบั้มของเธออย่างเป็นทางการในงาน "ทาทา ยัง เทกยูทูเดอะเวิลด์" อีกด้วย และต่อมาหลังจากนั้นเธอได้เดินทางไปที่ประเทศ ออสเตรเลีย ในงานเทศการดนตรี One Movement Music Festival ,The Esplanade Perth Australia 17 ตุลาคม 2552 และจะมีแผนกลับไปโปรโมทที่ประเทศออสเตรเลียในเดือนมีนาคม 2553 นี้

ผลงานเพลงทั้งหมด

อัลบั้มภาษาไทย

• 2538 : อมิตา ทาทา ยัง

• 2538 : ทาทาวันมิลเลียนกอปปีส์เซเลอเบรชัน

• 2540 : อะเมซิงทาทา

• 2541 : ทาทารีมิกซ์

• 2544 : ทาทายัง

• 2546 : เรียลทีที

• 2548 : แดนเจอรัสทาทา

อัลบั้มภาษาอังกฤษ

• 2547 : I Believe

• 2549 : Temperature Rising

• 2551 : One Love

• 2552 : Ready For Love

ซิงเกิล

• 2554 : - Let's Play (เปิดตัววันที่ 17 กันยายน 2554 ในงานคอนเสิร์ต ทรู อคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่นที่ 8)

• 2554 : - ช็อต [Remix] (Montonn Jira's Smirnoff BKK REMIX )

• 2553 : - รักใหม่อีกครั้ง (Ready for Love {Thai Version}) - หมดใจ หมดใจ (My Bloody Valentine {Thai Version})

• 2550 : - Zoom (Simlish Language) (Ost.The Sims 2 : Seasons Soundtrack )

• 2549 : - Anywhere We Can Go (Ost.I-Mobile 611 )

• 2548 : - Life is Action (Ost.Life is Action Suzuki )

• 2547 : - ขวานไทยใจหนึ่งเดียว (Ost.ขวานไทยใจหนึ่งเดียว )

• 2547 : - ข้ามฟ้ามารักกัน Moonriver (Ost. Split Second {ละคร ข้ามฟ้าเฉือนคม})

• 2545 : - จะเก็บเอาไว้ให้เธอผู้เดียว - จดจำไว้ในลมหายใจ (Ost.เพลงประกอบละคร ปลายเทียน)

• 2545 : - เชียร์หยุดโลก (Ost. 2002 FIFA World Cup Official Album)

• 2542 : - รักนี้ไม่มีฟอง - เปลี่ยนไป (Ost. Smooth E)

• 2541 : - Reach For The Star

อัลบั้มคอนเสิร์ต

• 2538 : Nana Tata in concert

• 2538 : Tata Special ตอน I Love U

• 2540 : MOS TATA & FRIEND

• 2545 : หวานใจ. . . ไม่มีง.งู

• 2548 : Tata Young Live In Concert Dhoom Dhoom Tour

• 2548 : Tata Young Japan Tour 2005 : I Believe

• 2552 : Tata Young Take You To The World

อัลบั้มรีมิกซ์

• 2549 : Sony BMG : Maximum Hitz

- สองคน หนึ่งคืน : ทาทา ยัง

• 2553 : The Ultimate Remix

อัลบั้มรวมเพลงฮิต =

• 2543 : The Very Best Of Tata Young

• 2547 : Real Love

• 2547 : Tata Young : Sexy Beat

• 2549 : Best Of Tata Young

• 2551 : Tata Young the Collection (MP3)

• 2553 : The Love of TATA

• 2554 : Tata Young : On The Top




เจ้าแม่เพลงโรแมนติก ตอนที่ 1 (ศิลปินชื่อ ต.)

นันทิดา แก้วบัวสาย


พี่ตู่ นันทิดา เป็นนักร้องไทยสากลคนแรกของเมืองไทย ที่ผ่านเวทีประกวดในระดับนานาชาติ และได้ออกอัลบั้มเพลงทั้งแนวไทยลูกทุ่ง เพลงสากล และเพลงไทยสากล เพลงแรกที่หัดร้องคือ "My Way" และ "I Who have Nothing" การฝึกร้องฝึกเปล่งเสียง เป็นเรื่องที่ไม่สนุกเอาเสียเลย ในความรู้สึกของเด็กวัย 11ขวบ เวลาครูเข้ามา ต้องแอบหนีไปอยู่ใต้บันได ซึ่งก็ไม่วายถูกจับได้ แต่คนที่มีส่วนผลักดัน ให้นันทิดาเข้ามาสู่ถนนดนตรี เต็มตัว คือ คุณสุดา ชื่นบาน (แม่ของครูแหม่ม ณ อาร์เอส) ซึ่งบังเอิญได้ยินเสียง เด็กหญิงนันทิดา ซ้อมร้องเพลง เลยแนะนำ ให้ไปประกวดร้องเพลงที่ช่อง 3 ซึ่งคุณแม่ให้การสนับสนุน ในขณะที่ตัวนันทิดาเองไม่ค่อยจะยินยอม คุณแม่เลยใช้แผนหลอก ด้วยการไปรับเธอที่โรงเรียน และบอกว่า คุณยายไม่สบาย อยู่โรงพยาบาล แต่ขอแวะทำธุระที่ช่อง 3 ก่อน พอขึ้นไปด้วยกัน เธอถึงรู้ว่าเป็นการประกวดรางวัล นักร้องสมัครเล่น ไม่ว่าเรื่องนี้ จะเริ่มต้นอย่างไร แต่ตอนจบก็คือ นันทิดาได้รางวัล นักร้องสมัครเล่น ยอดเยี่ยม จากสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ปี 2521 จากนั้นก็ไปประกวดต่อที่ฮ่องกง และได้รางวัล นักร้องสมัครเล่นยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ในปีถัดมา สาวน้อยวัย 19 เป็นคนไทยคนแรก ที่คว้ารางวัลระดับนานาชาติ ส่งผลให้นันทิดา เป็นดาวที่ฉายแสงเจิดจรัส ในยุคนั้น ไม่ว่าจะเธอ จะขยับตัวไปทางไหน ก็มีแต่ชื่อเสียง และความสำเร็จ ไม่เพียงแต่งานเพลง เธอยังรับเล่นภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น "เพลงรักดอกไม้บาน" แสดงคู่กับคุณสรพงษ์ ชาตรี ในส่วนของงานเพลง หลังชนะการประกวด นันทิดาออกอัลบั้มชุดแรกกับช่อง 3 ในปี 2523 เป็นเพลงสากล และปลายปีนั้น ก็ออกผลงาน เพลงไทยออกมาอีกชุดหนึ่ง ชื่อ "รักต่างแดน" ซึ่งทำกับห้างแผ่นเสียง เอ บี ซี หลังจากนั้น ก็ทยอยตามมาอีกหลายชุด ซึ่งงานที่ทำกับเอ บี ซี ส่วนใหญ่เป็นเพลงลูกทุ่ง เช่น "แฟนใครไม่มีป้ายแขวนคอ" , "ข้อยเว้าแม่นบ่" , "จำกันบ่ได้กา" และได้รางวัล นักร้องหญิงยอดเยี่ยม จาก "ข้อยเว้าแม่นบ่" ปี 2526 หลายปีกับเพลงลูกทุ่ง ทำให้นันทิดา รู้สึกอิ่มตัวกับสิ่งที่ทำอยู่ ช่วงต่อ ระหว่างย้ายจาก ห้างแผ่นเสียง เอ บี ซี มาอยู่แกรมมี่ เธอเคยออกเทปเพลงสากล กับบัตเตอร์ฟลาย ชุด "Something in Our Mind" อัลบั้มแรก ที่ออกกับแกรมมี่ คือ "นันทิดา 27" มีเพลง "ดีเจ..เสียงใส" ซึ่งเรวัต พุทธินันทน์ แต่งคำร้อง และอุกฤษณ์ พลางกูร แต่งทำนองดังกระหึ่มไปทั่วเมือง จากนั้น นันทิดาก็มีอัลบั้มออกมาอย่างสม่ำเสมอ ทุกปี และเมื่อมีเวลาว่าง ก็จะไปเรียนร้องเพลงเพิ่มเติม กับ 'ครูนิ่ม' กัลยารัตน์ วารณะรัตน์ (นักแต่งเพลงนามสีฟ้า สุดยอดฝีมือของแกรมมี่) และ อ.'ป๋อง' อรรณพ จันสุตะ ทั้งทางภาคทฤษฎี และปฏิบัติ

พี่ตู่ นันทิดา จัดได้ว่าเป็นนักร้องคู่บุญและนักร้องหญิงเบอร์แรกๆ ของแกรมมี่ โดยผ่านการเจียระไนจากพี่เต๋อ เรวัติ พุทธินันท์ อัลบั้มเพลงชุดแรกๆ ของเธอ จึงถูกผ่านการเจียระไนและเคี่ยวบ่มอย่างสุดฝีมือ จากนักดนตรีชั้นครูในค่ายในยุคนั้น ทำให้อัลบั้มชุดแรก ๆ นั้นยังคงมีความไพเราะ อมตะ จนถึงทุกวันนี้ หยิบเอามาฟังใหม่ในยุคนี้ ยังรู้สึกไพเราะมาก ดนตรีไม่ล้าสมัยเลย

ชีวิตส่วนตัว สมรสแล้วกับ คุณชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม (เอ๋) มีบุตรด้วยกัน 2 คน

การศึกษา ประถม-มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเซนต์ฟรังซิสซาเวียร์คอนแวนต์ ,มัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) , Mini MBA พาณิชยศาสตร์ และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผลงานเพลงก่อนมาอยู่แกรมมี่

• I Who have Nothing (พ.ศ. 2523)

• เพลงรักดอกไม้บาน (พ.ศ. 2523)

• รักต่างแดน (พ.ศ. 2523)

• จำกันบ่ได้กา (พ.ศ. 2524)

• ข้อยเว้าแม่นบ่ (พ.ศ. 2526)

• Something in Our Mind (พ.ศ. 2526)

ผลงานเพลงในสังกัดแกรมมี่

อัลบั้มแรก นันทิดา'27 (พ.ศ. 2527) อัลบั้มรัก (พ.ศ. 2528) เมื่อวันฟ้าสวย (พ.ศ. 2529) ในฝัน (พ.ศ. 2531)บ่งบอก (พ.ศ. 2532) ขอเป็นคนหนึ่ง (พ.ศ. 2534) The Theatre (พ.ศ. 2537) คืนสุดท้าย (พ.ศ. 2541) ปลายฟ้า (พ.ศ. 2543) คนที่แสนดี (พ.ศ. 2546) Me&My Orchestra 1,2 (พ.ศ. 2548) Love is still beautiful (พ.ศ. 2550) Nantida this is my life (พ.ศ. 2552)

อัลบั้มพิเศษ divas เพลงหวานเมื่อวานนี้ แม่ไม้เพลงไทย Stickly Romantic The Brother Four เฟมินิน ดาวร้อยเดือน 1 ดาวร้อยเดือน 4 ฉันเป็นของเธอ 1 ปลูกรัก 2 โอ้รัก 3 แกรมมี่ โกลด์ซีรีส์ สุนทราภรณ์ เพลงประกอบละครกรุงเทพราตรี

วิยะดา โกมารกุล ณ นคร

พี่ตุ๊ก วิยะดา โกมารกุล ณ นคร เกิดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2499 เป็นนักร้องและนักแสดง มีผลงานที่สร้างชื่อให้เธอก็คือ ภ.เรื่อง ขวัญ-เรียม เมื่อปี พ.ศ. 2544 (รับบทเป็นพิศ) และเมื่อปีพ.ศ. 2553 ได้รับบทเป็น"แม่แก้ว"ในละครเทพบุตรมายา เทพธิดาจำแลง

ด้านครอบครัว มีพี่ชายสองคน น้องชายหนึ่งคน เป็นลูกสาวคนที่สาม และคนดียวของบ้าน การศึกษา มัธยมศึกษาตอนปลายจาก โรงเรียนราชินี และเรียนต่อระดับอนุปริญญา ทางด้านเลขานุการ ที่กุมารเยซูวิทยา หรือ "Holy" (Convent of The Holy in St.Jesus) วิยะดาเป็นหุ้นส่วนของ "อิมเมจารีส์" ผับแอนด์เรสเตอรองค์ สุขุมวิท 24

รางวัลด้านวงการเพลงที่เธอเคยได้รับคือ รางวัลรองชนะเลิศ (Best Song) เพลง "Reality" จากสยามกลการ ทางสยามกลการส่งเพลงนี้ ไปประกวดที่ญี่ปุ่น และติดรอบ 18 เพลงจาก 2000 เพลงทั่วโลก และติด World Popular Songs ของญี่ปุ่นด้วย

พี่ตุ๊ก วิยะดา โกมารกุล ณ นคร จัดได้ว่าเป็นนักร้องคุณภาพ หรือ Divas ของเมืองไทยอีกคนนึง ที่มีผลงานเพลงออกมามากมาย ด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ งานเพลงที่สร้างชื่อให้กับพี่ตุ๊ก และแจ้งเกิดให้มีชื่อเสียงโด่งดัง ก็คืออัลบั้มแรกที่ทำกับแกรมมี่ ก็คือ เพียงแค่ใจเรารักกันและหลายเพลงในอัลบั้มนี้ กลายเป็นเพลงฮิต กลายเป็นอัลบั้มอมตะอีกอัลบั้มนึงไปแล้ว ด้วยแนวเพลงที่เป็นป็อปแจ๊ส ซึ่งถือว่าแปลกใหม่ในยุคนั้น และเธอมาโด่งดังอีกครั้งนึงตอนที่มาอยู่วอร์เนอร์ มิวสิค และทำงานเพลงร่วมกับพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ เพลงที่โด่งดังเพลงนั้นคือ ไม้ขีดไฟ กับดอกทานตะวัน ก็มาสร้างชื่อให้เธอดังอีกครั้ง และยังได้รางวัลต่างๆ มากมาย จากอัลบั้มนี้อีกด้วย

ผลงานเพลง 2529 อัลบั้ม เพียงแค่ใจเรารักกัน (Space theatre) 2532 อัลบั้ม ยังไม่ลืมผู้รู้ใจ (Space theatre) 2533 อัลบั้ม หน้าต่างของความรู้สึก (แกรมมี่) 2537 อัลบั้ม ให้ทั้งใจ (มูเซอร์) 2538 อัลบั้ม My Special One (วอร์นเนอร์มิวสิค) 2540 อัลบั้ม ด้วยหัวใจอย่างเดียว

อัลบั้มเพลงพิเศษ ชมฟ้า (เพลงชมฟ้า,ม่วงเรียงร่มเย็น) , Spyda Monkee (เพลงพลิ้ว) , The Perfect Hamony (เพราะมีเธอ, รู้อยู่แก่ใจ) ,คนอื่นอื่นอีกมากมาย ของเฉลียง (เพลงฝากเอาไว้) , Indy Cafe Love You 2 (เพลงตัวเปียก) , SWANSONG AND LOVE CALLING , เพลงเพื่อพ่อ (เพลงเมืองไทยใสสะอาด และ ฝนหลวง) , เพลงประกอบละครเวที ทวิภพ (เพลงคนดีที่หนึ่ง) , บทเพลงแห่งรัก , The Very Best of Viyada , The Best of Viyada , The Best Selected , Green Concert 9 , Love Diary , Be My Guest Singaholic , ชมสวน 1 , ชมสวน 3 , Love Divas นันทิดา วิยะดา , Divas In Love , Divas , Be My Guest Most Wanted

Lyrics แต่งเพลงเอง ได้แก่ เพลงหัวใจ (ซุกซน) อัลบั้ม ด้วยหัวใจอย่างเดียว และ เพลงใครคนนั้น ( เพลงประกอบละครหัวใจห่อใบตอง )


ผุสชา โทณะวณิก

พี่ตุ้ม ผุสชา โทณะวณิก เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2503 เป็นนักร้อง พิธีกรชื่อดัง อีกทั้งยังเคยเป็นนักพากย์การ์ตูน และคนเบื้องหน้าเบื้องหลังรายการโทรทัศน์หลายรายการ เธอมีผลงานอัลบั้มเพลงรวม 4 ชุด และยังเคยมีผลงานเขียนหนังสือ

ผุสชา โทณะวณิก ศึกษาที่โรงเรียนสมถวิล ราชดำริ เมื่อเรียนอยู่ชั้น ม.ศ.2 ได้เรียนเปียโนที่ศูนย์ดนตรีวาทินี และเป็นนักร้องนำประจำวงวาทินี ได้ออกรายการโทรทัศน์และงานต่างๆร่วมกับวง จนเรียนจบ ม.ศ.5 จากโรงเรียนสตรีวิทยา 2 จากนั้นผุสชาเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกการละคร เมื่อเรียนปี 2 ได้ตั้งวงดนตรีหญิงชื่อ "เบลลาดอนน่า" ซึ่งมีสมาชิกอย่าง ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์, พิไลวรรณ บุญล้น เวนิกา วิล ออกแสดงตามงานของมหาวิทยาลัยและเล่นตามงานข้างนอกด้วย จึงทำให้รู้จักกับ ชรัส เฟื่องอารมย์ และ พนเทพ สุวรรณะบุญย์(วงแฟลช)ที่เล่นประจำอยู่ที่เดอะ ไนล์ โรงแรงแมนดาริน ขณะนั้น ชรัสกำลังทำอัลบั้มชุดแรกกับวงแฟลช และเมื่อมาพบผุสชาขณะกำลังซ้อมอยู่กับวงเบลลาดอนน่าก็รู้สึกพอใจกับการร้องและน้ำเสียง จึงขอให้ไปช่วยบันทึกเสียงร้องประสานในชุดแรกของเขา และต่อมาชรัส เฟื่องอารมย์ ก็ได้ชวนผุสชาให้ออกงานเดี่ยว โดยเขาจะทำหน้าที่ดูแลการผลิต ผุสชาออกผลงานชุดแรก ฝัน ฝันหวาน ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 ภายใต้สังกัดแกรมมี่ อัลบั้มชุดนี้ได้รับเสียงตอบรับที่ดียิ่ง ทำให้ในวันแรกมียอดสั่งจองเทปถึง 70,000 ม้วน และส่งผลให้ชื่อ " ผุสชา โทณะวณิก" เป็นนักร้องโด่งดังในทันที ผุสชามีผลงานชุดที่ 2 ตามมา ชื่อ โปรดฟังฉัน ในปี พ.ศ. 2531 และผลงานชุดที่ 3 คือ "วันและคืน" ในปี พ.ศ. 2537 โดยมี ธเนส สุขวัฒน์ เป็นโปรดิวเซอร์ และออกผลงานชุดสุดท้าย "ริธึ่ม ออฟ ผุสชา" (Rhythm of Pusacha) ในปี พ.ศ. 2544 กับยูนิเวอร์แซล เป็นการคัพเวอร์เพลงเก่าผลงานประพันธ์ของ สุรพล โทณะวณิก คุณอาของเธอ มาร้องใหม่ในแนวละตินแจ๊ซ โดยธเนส สุขวัฒน์ เป็นโปรดิวเซอร์ ในขณะที่ผุสชาเป็นนักร้องที่โด่งดัง แต่เธอกลับยังทำงานในสิ่งที่เธอเรียนมาไปพร้อมๆกัน คือ งานผลิตรายการโทรทัศน์ที่บริษัทเจเอสแอล และได้เริ่มงานเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ในเวลาต่อมา ผลงานที่สร้างชื่อเสียงในการเป็นพิธีกร คือ รายการเพลง"น้ำแข็งใส่น้ำหวาน" รายการประกวดเพลงที่โด่งดัง "คอนเสิร์ตคอนเทสต์" คู่กับปัญญา นิรันดร์กุล ในปี 2529 และรายการที่ยังคงอยู่ในใจผู้ชมอย่างรายการ "จันทร์กะพริบ" คู่กับ ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร ความสามารถด้านการเป็นพิธีกรของผุสชานั้นได้รับการยอมรับจากสถาบันต่างๆ โดยเธอได้รับรางวัลพิธีกรยอดเยี่ยมถึง 6 รางวัล นอกจากนี้ ผุสชายังทำงานอื่นๆอีก อาทิ เป็นนักพากย์การ์ตูน เป็นนักเขียน เธอยังเคยเขียนหนังสือ "ลูกชายช่างพูด" ที่เขียนรวบรวมเรื่องขำๆที่น่ารักของลูกชายตัวน้อยๆของเธอ

ด้านชีวิตครอบครัวส่วนตัว เธอสมรสกับ ธเนส สุขวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ชาเนส มิวสิค โปรดักชั่น จำกัด และเจ้าของโรงเรียนดนตรีและศิลปะ Middle C มีลูกชาย 1 คนชื่อ ธชา สุขวัฒน์ ( พาย )

ปัจจุบัน ผุสชา ทำงานที่บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด ในตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการ และยังถ่ายทอดความรู้ในการเป็นพิธีกรให้แก่รุ่นน้องๆในวงการ อาทิ ป๋อ-ณัฐวุฒิ สะกิดใจ กบ-สุวนันท์ คงยิ่ง ซี-ศิวัฒน์ โชติชัยชรินทร์ อาร์ต-พนิตนาฏ ฉัตรวิไล ทิน โชคกมลกิจ เจนนิเฟอร์ คิ้ม เอก-ชมะนันทน์ วรรณวินเวศร์ ฯลฯ และยังเป็นหนึ่งในทีมดนตรีธรรมให้กับเสถียรธรรมสถาน โดยได้ออกอัลบัมเพลงเพื่อจิตวิญญาน "ดอกไม้บาน" และแสดงดนตรีเพื่อช่วยเหลือสังคมอยู่เป็นประจำอีกด้วย

ผลงานเพลง ฝัน ฝันหวาน (2529) โปรดฟังฉัน (2531) วันและคืน (2537) ริธึ่ม ออฟ ผุสชา (Rhythm of Pusacha) (2544)
นรารักษ์ ใจบำรุง

เต้น นรารักษ์ ใจบำรุง คือนักร้องที่แจ้งเกิดจากเวทีประกวด MIC Idol เธอเป็นแชมป์ในรายการนี้ถึง 8 สมัย เป็นสถิติสูงสุด เท่าที่เคยมีการประกวดร้องเพลงเคยทำได้ ด้วยคุณภาพของเสียงร้องที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ ทำให้เธอถูกโปรโมตเป็นศิลปินเดี่ยวของ ค่าย GMM Grammy หลังจากนั้นไม่นานได้ร่วมกับเพื่อนๆ ศิลปินออกซิงเกิ้ลและ อัลบั้มกับผู้เข้าแข่งขันเวทีไมค์ไอดอลคนอื่นๆในนามอัลบั้ม Mic Idol มี "เพลงนอนไม่หลับ" และเพลงที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองอย่าง "เพลงถามเอาอะไร" ที่กลายเป็นผลงานสร้างชื่อให้เธอโด่งดัง จนเป็นที่มาให้มีผลงานอัลบั้มเต็ม

ของหายอยากได้คืน (พ.ศ. 2554)

1. ของหายอยากได้คืน

2. ความเฉยชาคือการบอกลาโดยไม่ต้องออกเสียง

3. อยากอกหักบ้างไรบ้าง

4. แรง

5. เสี่ยงเหลือเกิน

6. ฉันต้องการเวลาจากเธอ

7. ต่อให้ดับดาวจนหมดฟ้า

8. จะจับมือกันได้นานเท่าไร

9. อย่าปล่อยให้คนคนหนึ่งคิดถึงเธอ

10. อย่าเหงาเรื่อยเปื่อย

หลังจากนั้นเต้น นรารักษ์ ก็มีซิงเกิ้ลฮิตติดชาร์ทออกมาเรื่อยๆ โดยอัลบั้มเต็มออกมาเมื่อ 21 กันยายน พ.ศ.2554

ตอง  ภัครมัย โปตระนันทน์ เป็นนักแสดง นักร้อง และนางแบบชาวไทย เกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2520 สูง 172 ซม. หนัก 48 กก.จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาจาก มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เข้าสู่วงการบันเทิงโดยแสดงมิวสิกวิดีโอของ ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล ในเพลง "ผลงานเพลง “อยากไปไหนก็ไป" จากนั้น จึงได้ออกผลงานเพลงเป็นศิลปินในสังกัดแกรมมี่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 จนถึงปี2547 จากนั้นได้ย้ายมาเป็นศิลปินในสังกัด อาร์เอส ออกอัลบั้มเพลง แต่ไม่ดังเปรี้ยงปร้างเหมือนเก่า

ผลงานเพลง

• ตองหนึ่ง พ.ศ. 2541 (แกรมมี่)

• ตองสองตา พ.ศ. 2542 (แกรมมี่)

• TONG 333 พ.ศ. 2544 (แกรมมี่)

• ตอง 4 พ.ศ. 2546 (แกรมมี่)

• CHANGES พ.ศ. 2548 (อาร์เอส)

• TONG SECRET พ.ศ. 2550 (อาร์เอส)
คริสติน่า อากีล่าร์

ติ๊นา คริสติน่า อากีล่าร์ (อังกฤษ: Christina Aguilar) เป็นนักร้องที่ได้รับฉายาว่า ราชินีเพลงแดนซ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มีเพลงดังอย่าง นินจา,พลิกล็อค เป็นต้น เป็นนักร้องหญิงไทย(เชื้อสายฟิลิปปินส์และฝรั่งเศส) ที่ทำยอดจำหน่ายเทปทะลุล้านตลับเป็นคนแรก และเป็นหญิงไทยคนแรกและคนเดียวที่จำหน่ายเทปทะลุล้านตลับถึง 3 อัลบั้ม

คริสติน่า ซุปเปอร์สตาร์นักร้องสาวของเมืองไทย เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2509 เป็นบุตรสาวของโทนี่ อากีล่าร์ นักดนตรีที่มีชื่อเสียงชาวฟิลิปปินส์ กับมากาเร็ต อากีล่าร์ มารดาชาวฝรั่งเศส จบการศึกษาปริญญาตรีด้านเลขานุการการบริหารจากฝรั่งเศส คริสตีน่าเคยเข้าประกวดนางสาวไทย พ.ศ. 2527 โดยใช้ชื่อในการประกวดว่า ตรีจินดา อากีล่าร์สกุล โดยในปีนั้น เรวัติ พุทธินันท์ เป็นพิธีกร ต่อมาเธอได้ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงโดยคำชักชวนของเรวัติ ซึ่งรู้จักกับคุณพ่อของเธอ

อัลบั้มแรกชุดนินจา คริสติน่า (21 ธันวาคม 2533) ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี มีโปรดิวเซอร์อย่าง ชาตรี คงสุวรรณ เพลงที่ฮิตมากๆ แล้วทำให้คนทั้งประเทศได้รู้จัก ก็คือ เพลง นินจา, พลิกล๊อค, ขอคืน, ประวัติศาสตร์, หัวใจขอมา , เปล่าหรอกนะ ,อย่าไปเสียน้ำตา ฯลฯ ส่งผลให้ยอดขายอัลบั้มชุดนี้ขายได้เกินหลักล้าน ถือเป็นนักร้องหญิงคนแรกที่ทำได้ในขณะนั้น

อัลบั้มที่ 2 "อาวุธลับ" ได้รับรางวัล MTV Asian Viewers Choice Award จากมิวสิควีดีโอเพลงจริงไม่กลัว ซึ่งการตัดสินรางวัลในช่วงเวลานั้น จะทำการโหวตนักร้องรวมทั้งทวีปเอเชีย ไม่มีการแยกเป็นประเทศอย่างเช่นในปัจจุบัน และผู้ชนะจะได้รับเกียรติเดินทางไปรับรางวัลที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยคะแนนโหวตส่วนใหญ่ ที่ส่งให้เธอได้รับรางวัลนี้ มาจากประเทศอินเดีย แม้ในอัลบั้มชุดนี้จะไม่เปรี้ยงปร้างเท่าชุดที่แล้วแต่ยอดขายและความนิยมจากประชาชนต่อคริสติน่า ยังมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และคริสติน่าได้ไมเคิล หว่อง มาแสดง MV ในเพลง "เวลาไม่ช่วยอะไร" และ "อย่าให้ถึงวันนั้นเลย" รวมถึงมอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ที่มาแสดงใน MV เพลง"เสียใจ เสียฟอร์ม"

ม.ค. ปี 2537 อัลบั้มชุดที่ 3 ชื่อชุด "Red Beat รหัสร้อน" เป็นอัลบั้มที่สร้างยอดขายมากกว่าหนึ่งล้านชุดอีกครั้ง มีเพลงฮิตอย่าง ไม่ยากหรอก ซึ่งมีแอม เสาวลักษณ์ และ มาช่า วัฒนพานิช เป็นคอรัสให้ อย่างไม่เป็นทางการ,ไปด้วยกันนะ มีนักร้องรับเชิญคือด.ญ.ฟ้า - ฝน มาร้องให้ด้วยในเพลงนี้ , นาทีที่ยิ่งใหญ่ , รักเธอที่สุด ,เลิกเหอะ ,ไม่มีใครขอร้อง ซึ่งอัลบั้มชุดนี้มียอดขายสูงถึง 2 ล้านตลับ และเป็นอัลบั้มที่โด่งดังยาวนานถึง 2 ปี ในปลายปี พ.ศ. 2537 เธอได้ร่วมงานกับ ธงไชย แมคอินไตย์ ร่วมกับอีก 5 สาวในอัลบั้ม "ขนนกกับดอกไม้" และปลายปี 2538 ยังได้มีส่วนร่วมได้อัลบั้ม "6.2.12" ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจนทำยอดขายได้ถึง 2 ล้านตลับ ซึ่งคริสติน่าได้ร้องไว้สองเพลงคือ "แล้วมารักกันต่อ" และ "ฉันจะรอดู" และในปีเดียวกันนั้น คริสติน่าได้ร้องเพลงเพลง "มีเพียงแต่เธอ" ประกอบละครเรื่องรักหลอกๆ (อย่าบอกใคร)และเป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่ประสบความสำเร็จ

ปี 2540 อัลบั้มชุดที่ 4 ชื่อชุด "Golden Eye" มีเพลงฮิตอย่าง อย่ามองตรงนั้น , ฝากความยินดี ที่แต่งโดยคุณนิ่ม สีฟ้า , พูดอีกที, ไม่ต้องขอบใจ(ยอดขายล้านตลับ และสร้างสถิติ นักร้องหญิงไทยคนแรกที่ขายเทปได้ล้านตลับ ถึง 3 อัลบั้ม)และคริสติน่ายังได้ร่วมแต่งทำนองเพลงในเพลง ใต้ผ้าห่มอุ่น ซึ่งได้รับความนิยมเช่นกัน

ในปี2541 ได้มีอัลบั้มพิเศษอย่าง CHRISTINA REMIX ซึ่งนำเพลงเก่าของเธอมาทำดนตรีใหม่ รวมถึงการนำเพลงของนักร้องท่านอื่นมาร้องใหม่ และที่พิเศษมีการแต่งเนื้อเพลง "ไม่ยากหรอก" เป็นภาษาอังกฤษ

ปี 2542 กับอัลบั้มชุดที่ 5 "5th Avenue" เป็นเพลงแนวพ็อพ-วาไรตี้ มีเพลงที่ดังในช่วงนั้นเช่น รออีกนิดนึง ,หนึ่งนาที ,อุ่นใจ ในปีเดียวกันเธอได้ร่วมงานกับนักร้องชาวอังกฤษ Sarah Jane Fearnley ในอัลบั้มพิเศษชุด You Are The One และมีเพลงประกอบละครเรื่อง บาปรัก ชื่อเพลง "ผิดด้วยหรือ"

ปี 2544 อัลบั้มชุดที่ 6 "Dancing Queen" ซึ่งทำออกมาในภาพลักษณ์หรูหราผสมกับแนวเพลงอิเล็คโรนิคพ็อพ เพลงอาจไม่ค่อยติดหูคนฟังเท่าชุดก่อนๆแต่ทุกเพลงมีการใช้เทคนิคทางดนตรีอย่างมาก ภายใต้การทำงานของโอม ชาตรี คงสุวรรณ สังกัด RPG ในขณะนั้น อย่างเพลง "คิดผิดคิดใหม่" ซึ่งทำ MV ออกมาได้อลังการมาก ว่ากันว่าใช้เงินในการสร้างมิวสิกเพลงนี้ถึง 3 ล้านบาท

ในปี 2546 อัลบั้มชุดที่ 7 "Paradise" ที่ได้กลิ่นอายแทงโก้ และนีโอลาตินในเพลงสวรรค์อยู่ที่ใจ ซึ่งในชุดนี้มีเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างเพลง สวรรค์อยู่ที่ใจ , ห้องเดิม , อยากฟังคำนั้นตลอดไป

ปี 2547 เธอได้สวมบทบาทจากนักร้องมาเป็นพิธีกรครั้งแรกในชีวิตของเธอ ในรายการ UNSEEN TV ทางช่อง 3 ร่วมกับ ดีเจโจ้(เสียชีวิตแล้ว) และ คุณวู๊ดดี้ ซึ่งออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 14.15 น.อยู่ระยะเวลา 1 ปี 1 สัปดาห์ และมีเพลงประกอบละครเรื่อง ตารีบุหงา ชื่อเพลง "รออยู่ตรงนี้"

อัลบั้มชุดที่ 8 "C.Space" ออกในปี 2550 อัลบั้มชุดนี้เป็นที่พูดถึงในเรื่องของเครื่องแต่งกายโดยเฉพาะแว่นตาเพชร และเพลง An Everlasting Love ซึ่งเป็นเพลงที่โปรโมท ได้รับการพูดถึงอยู่ช่วงหนึ่ง

ปี 2552 เธอจับมือกับ "ราชินีป็อบร็อค" ใหม่ เจริญปุระ ออกอัลบั้ม Mai - Tina Beauty on The Beat มีซิงเกิ้ลเพลงแรกที่ร้องคู่กันในเพลง "BURN" จากนั้น ทั้งคู่ได้เปิดการแสดงคอนเสิร์ต ณ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2552 นอกจากที่ใหม่ และติ๊นาร้องเพลงร่วมกันในเพลง เบิร์นแล้ว ในอัลบั้มชุดนี้มีเพลงพิเศษที่แต่งใหม่อีกคนละหนึ่งเพลง และมีซิงเกิ้ลล่าสุดเป็นเพลงช้าที่ร้องร่วมกัน เพลง ฉันกับเขาและคืนนี้ โดยอัลบั้มเต็มวางแผงไปเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2552

ในปี 2553 คริสติน่า อากีล่าร์ ขึ้นคอนเสิร์ตร่วมกับนักร้องอีกหลายท่าน อันเป็นความร่วมมือของ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และโซนี่ มิวสิค (ประเทศไทย) เพื่อรำลึกถึงราชาเพลงป๊อบของโลกผู้ล่วงลับ ไมเคิล แจ็คสัน ในวันที่ 21 -22 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี และในปีเดียวกันนั้นเอง เมื่อเดือนพฤษภาคม คริสติน่า อากีล่าร์ ได้ร่วมร้องเพลง ขอความสุขคืนกลับมา แต่งโดย นิติพงษ์ ห่อนาค เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดงในกทม. และให้ดารานักแสดงและนักร้องหลายท่านมาร่วมร้องเพลงนี้ เป็นเพลงที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Nine Entertain และ นิติพงษ์ ห่อนาค

ในวันที่ 21 ธันวาคม 2553 เป็นวันครบรอบ 20 ปีของการทำงานในวงการเพลงของคริสติน่า อากีล่าร์ (อัลบั้มนินจาคริสติน่า วางแผง 21 ธันวาคม 2533)

ในปี 2554 คริสติน่า อากีล่าร์ จัดคอนเสิร์ต 20 ปี คริสติน่า อากีล่าร์ โดย A-time Showbiz แสดงที่ Royal Paragon Hall ในวันที่ 4 และ 5 มิถุนายน 2554 โดยเป็นนักร้องหญิงคนแรกของไทยที่ได้มีคอนเสิร์ตเป็นเวทีรูปแบบ CENTER STAGE ซึ่งเป็นความท้าทายของนักร้องเอง และทีมงานเอไทมส์โชวบิส ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา และประสบความสำเร็จกับคอนเสิร์ตครั้งนี้อย่างสูง กระแสตอบรับดีเกินคาดจนเป็น Talk of the town ทั้งในสื่อต่างๆ มากมาย และในปีเดียวกันนั้นเอง เมื่อเดือนตุลาคม คริสติน่า อากีล่าร์ ได้ร่วมร้องเพลง บ้านเรา บ้านพ่อ แต่งโดย นิติพงษ์ ห่อนาค เนื่องจากเหตุการณ์อุทกภัยน้ำท่วมหลายจังหวัดในภาคเหนือและภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแด่ผู้ประสบภัย โดยเพลงนี้ให้ดารานักแสดงและนักร้องหลายท่านมาร่วมร้องเพลงนี้ เป็นเพลงที่เป็นความร่วมมือระหว่าง Nine Entertain และ นิติพงษ์ ห่อนาค สืบเนื่องจากปัญหาน้ำท่วม ทำให้คริสติน่าได้ออกไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยตามที่ต่างๆ โดยไปในนามองค์กรของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กลุ่มแฟนเพลงและแฟนคลับที่ร่วมทำบุญ และส่วนตัวของคุณคริสติน่าเอง หลายต่อหลายงานโดยไม่แบ่งแยกค่ายเพลง สังกัด เพื่อช่วยเหลือเพื่อนคนไทยด้วยกัน

ปี 2555 ได้มีคอนเสิร์ต ดี้ - สีฟ้า "The Lyrics of Love...... " มุมมองความรัก จากปลายปากกาของ “ดี้-นิติพงษ์” และ “สีฟ้า” แสดงวันเสาร์ที่ 4 และอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ Royal Paragon Hall และ "Sea-Mix on the Beach Concert" Concert ริมทะเลที่จะทำให้ชายหาดลุกเป็นไฟ ณ "Ocean Marina Yacht Club Pattaya" จ.ชลบุรี ซึ่งมีศิลปิน เจ เจตริน และ ก้านคอบอย(ก้านคอคลับ) มาร่วมในคอนเสิร์ตที่รวมพลังพลคนขาแดนซ์แห่งปี วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 18.30 น.

ผลงานเพลง นินจา คริสติน่า ปี 2533 , อาวุธลับ ปี 2535 , Red Beat รหัสร้อน ปี 2536 , Golden Eye ปี 2540 , 5th Avenue ปี 2542 , Dancing Queen ปี 2544 , Paradise ปี 2546 , C.Space ปี 2550

ผลงานอัลบั้มคู่ ปี 2545 You Are The One , ปี 2552 MAI - TINA BEAUTY ON THE BEAT

เพลงต่างๆ ในอัลบั้มพิเศษ

• ตะกายดาว (คู่กับ ตู่ นันทิดา) ปี 2535

• เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม อัลบั้ม งานซนคนดนตรี นานที 10 ปีหน ปี 2536

• รักเธอเสมอ อัลบั้ม ขนนกกับดอกไม้ (คู่กับ เบิร์ด ธงไชย) ปี 2537

• มีเพียงแต่เธอ เพลงประกอบละครเรื่อง รักหลอกๆ อย่าบอกใคร ปี 2538

• ฉันจะรอดู , แล้วมารักกันต่อ ในอัลบั้ม 6.2.12 ปี 2538

• รักเธอคนเดียว ปี 2541

• ผิดด้วยหรือ เพลงประกอบละครเรื่อง บาปรัก ปี 2542

• รออยู่ตรงนี้ เพลงประกอบละครเรื่อง ตารีบุหงา ปี 2547

• สุด สุด เพลงฉลองครบรอบ 20 ปี คริสติน่า ในดีวีดีคอนเสิร์ต 20 ปี คริสติน่า












วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Back to the future เจาะเวลาหาอดีต

ช่วงนี้มีภาพยนตร์ภาคต่อเข้ามาฉายในบ้านเรามากมายหลายเรื่อง และกลายเป็นแฟชั่นของหนังในยุคนี้ไปแล้ว ที่ว่าหนังเรื่องใดทำออกมาแล้วประสบความสำเร็จก็จะทำภาคต่อตามออกมา โดยมีการวางโครงเรื่องเผื่อเอาไว้เรียบร้อยแล้ว อาทิ เช่น Hang Over, American Pie , Fast & the Furious แต่บางเรื่องเขาทำภาคต่อเตรียมไว้เลย จากโครงเรื่องที่สร้างมาจากนวนิยาย หรือหนังสือที่ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว อาทิ Twilight, The Hunger Game เป็นต้น แต่หนังภาคต่อที่ดูจะประสบความสำเร็จได้นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นแนวแอ็คชั่น ฮีโร่ หรือไม่ก็ประเภทไซไฟ (แนววิทยาศาสตร์) ที่ดูจะถูกจริตกับคนดูเป็นที่สุด เพราะสามารถทำรายได้ถล่มทลายเกือบทั่วโลก อาทิ อย่าง Batman , Spider Man ,X-Men, The Iron Man หรืออย่างเรื่องล่าสุด Men in Black หนังแอ็คชั่นบางเรื่องไม่ใช่ภาคต่อ แต่ถูกทำให้เป็นซีรี่ย์หรือแฟรนไชส์ซะอย่างนั้น แต่ก็ประสบความสำเร็จมาก อาทิ เจมส์บอนด์ 007 , Mission Impossible , Die Hard บางเรื่องเป็นหนังยุค 80’s ที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว แต่ถูกนำมารีเมค หรือกลับมาสร้างใหม่ตามกันออกมาอีกมากมาย อาทิ Fright Night, Crash of the Titans, Total Recall ,Judge Dredd เป็นต้น

กระแสรีเมคงานเก่าทำให้ผู้เขียนนึกขึ้นมาได้ 1 เรื่อง ซึ่งเป็นหนังภาคต่อ ไซไฟ ที่เคยโด่งดังในยุค 80’s และก็อยากให้นำมารีเมคหรือสร้างกันใหม่ กลายเป็นหนังขึ้นหิ้งในตำนาน ซึ่งคลาสสิกอีกเรื่องนึง นั่นก็คือ Back to The Future (เด็ก ๆ สมัยนี้อาจไม่รู้จักเลย) เป็นหนังยุคแรกๆ ของไซไฟในบ้านเรา ที่เข้ามาฉายในโรงสมัยใหม่ สมัยนั้นเป็นโรงแบบที่เรียกว่ามัลติเพล็กซ์ หรือโรงหนังในห้าง จำได้ว่าผู้เขียนดูในโรงภายพนตร์เมเจอร์ ห้างมาบุญครอง สมัยนั้นถือว่าเป็นยุคบ้าดูหนังในโรง อาทิตย์ละ 2-3 เรื่องเป็นอย่างต่ำ และดูทุกอาทิตย์ พอหมดเรื่องนั้นดูต่ออีกเรื่อง กลายเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมาก จำได้ว่าราคาตั๋วหนังอยู่ในราคาประมาณ 50-60 บาท ประมาณนั้น ยังไม่แพงเท่ายุคปัจจุบัน และความถี่ในการดูหนังในโรง น้อยจนต้องเรียกว่า ดูปีละไม่กี่เรื่องเท่านั้น นอกนั้นดูเป็น DVD หรือ ในเคเบิ้ลทีวีเกือบหมด

ตอนดูตอนนั้น ต้องถือว่าพล็อตเรื่องทันสมัย เพราะยังไม่เคยเห็นใครคิดพล็อตในลักษณะนี้มาก่อน และทำได้สนุกด้วย จนต้องสร้างตามมาอีกหลายภาค แต่หากมาดูตอนนี้แล้ว ก็ต้องถือว่าเชยเหมือนกัน และสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็คท์โบราณเกินไป จึงอยากให้มีการรีเมคใหม่ และปรับปรุงบทหรือเทคนิคการถ่ายทำ เปลี่ยนนักแสดงที่เป็นคนยุคนี้เข้าไป ก็น่าจะกลับมาได้รับความนิยมได้อยู่

หนังปี 1985 เรื่องนี้เล่าเรื่องราวของ มาร์ตี้ แม็คฟราย เด็กหนุ่ม ซึ่งเป็นตัวแทนของคนยุค 80.’s ที่บังเอิญไปรู้จักกับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องอย่าง ดร.เอ็มเมทท์ บราวน์ แม้ว่าภายนอกจะดูเพี้ยนๆ ไปบ้าง แต่ดอกเตอร์คนนี้ก็สามารถที่จะผลิตคิดค้นเครื่องย้อนเวลา หรือที่เราเรียกว่า ไทม์แมชชีน ขึ้นมาได้ แต่ระหว่างที่กำลังทดลองอยู่ดีๆ ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาเมื่อ มาร์ตี้ ถูกส่งกลับไป ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เรื่องราววุ่นๆ ต่างๆ จึงตามมา เมื่อแม่ของเขากลับมาหลงรักมาร์ตี้แทนที่จะเป็นพ่อของเขา แถมยังมีตัวร้าย อย่าง บีฟ เทนแนน อีก มาร์ตี้จึงต้องทำทุกอย่างให้พ่อกับแม่ของเขาได้ลงเอยกัน ไม่งั้นในอนาคตตัวของเขาเองก็จะไม่มีตัวตนขึ้นมาได้ และเขายังต้องหาหนทางกลับไปในอนาคตอีกด้วย

ที่มาของหนังไซไฟเรื่องนี้ ไม่ได้มาจากหนังสือการ์ตูนแต่อย่างใด ไม่ได้รับอิทธิพลมาจากโดราเอมอน ที่นั่งเครื่องไทม์แมชชีนไปไหนมาไหนได้ หากแต่เป็นเพราะ บ็อบ เกลย์ มือเขียนบท ที่วันหนึ่ง เขาเกิดสงสัยขึ้นมาระหว่างที่นั่งดูหนังสือรุ่นของพ่อว่า “ถ้าหากเขาเป็นเพื่อนกับพ่อตอนวัยรุ่นจะเป็นอย่างไรนะ” โรเบิร์ต เซเมคิส ผู้กำกับของเรื่องก็นำความคิดนั้นของบ็อบมาขยายต่อเส้นเรื่อง แล้วนำพล็อตไปเสนอให้กับทาง วอลท์ ดิสนี่ย์ แต่ก็ถูกสตูดิโอชื่อดังปฏิเสธ เพราะเห็นว่าเนื้อเรื่องที่แม่กับลูกตกหลุมรักกันนั้นเสี่ยงมากเกินไป ซึ่งสุดท้ายแล้วพล็อตเรื่องนี้ก็มาตกอยู่ในมือของค่ายคู่แข่งอย่าง ยูนิเวอร์แซล และก็ถูกนำมาสร้างเป็นหนังจนประสบความสำเร็จ ทำรายได้ถล่มทลายมหาศาล เป็นหนังที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเรื่องนึงของยุค 80’s แถมยังมีภาคต่อตามออกมาอีก 2 ภาค ในปี 1989 และปี 1990 งานนี้ดิสนีย์เลยได้แต่นั่งเกาหัว เสียดายที่มัวแต่คิดถึงเรื่องประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ในหนัง เดิมทีวิธีการเดินทางกลับสู่อดีตนั้นจะใช้การยิงเลเซอร์ไปที่กำแพงเพื่อเปิดทางการเดินทางข้ามเวลา แล้วก็เปลี่ยนมาใช้ “ตู้เย็น” แต่ เซเมคิส ผู้กำกับหนังกลัวว่า เด็กๆ จะพากันเลียนแบบและเข้าไปอยู่ในตู้เย็น จนได้รับอันตราย สุดท้ายทีมงานจึงตัดสินใจใช้รถยนต์เป็น ไทม์แมชชีน แทน โดยให้ชื่อว่า The DeLorean

หนังได้ให้ ไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์ ดาราหนุ่มที่กำลังโด่งดังจากซีรี่ย์ทางทีวีในขณะนั้นอย่างเรื่อง Family Ties มารับบทนำกลายมาเป็นแคแรกเตอร์ที่ที่ส่งให้ ไมเคิล เจ.ฟ็อกซ์ กลายมาเป็นดาราใหญ่ของฮอลลีวู้ดไปในทันที และภาพของเด็กหนุ่มตัวเล็กๆ ที่ยืนดูนาฬิกาอยู่ใกล้กับรถยนต์ที่ย้อนเวลาได้ก็กลายเป็นภาพแรกที่เรานึกถึงนักแสดงหนุ่มที่กำลังป่วยเป็นโรคพาร์กินสันคนนี้ได้ ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน เคยพูดถึงหนังเรื่องนี้ในการกล่าว State of Union (การกล่าวสรุปประจำปี ของผู้นำสหรัฐอเมริกาต่อหน้ารัฐสภาคองเกรซ) ในปี 1986 ว่า “เหมือนอย่างที่ในหนัง Back to the future บอกเอาไว้ว่า ที่ไหนที่เราจะเดินทางไปนั้น แม้ไม่มีถนนเราก็จะไปให้จงได้” ในความเป็นจริงแล้ว คงไม่มีรถยนต์ที่จะสามารถพาเราย้อนเวลากลับไปหาความทรงจำดีๆ อันแสนหวานในวัยเด็ก และแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในวันคืนเก่าๆ ได้จริงหรอก แต่ในสมองและหัวใจของคนเรานั้น สามารถเลือกที่จะจดจำสิ่งดีๆ ในอดีตได้ เลือกที่จะนำข้อผิดพลาดทั้งหลายในอดีตกลับมาทบทวน และพร้อมที่จะเริ่มต้นทำในสิ่งดีๆ ใหม่ๆ ได้ทุกวัน ทุกเวลา แต่ไม่ใช่การเลือกที่จะจมอยู่แต่ในอดีต แล้วไม่คิดจะทำสิ่งใหม่ๆ หรือเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ เพราะชีวิตของคนทุกคน เราจะต้องอยู่กับปัจจุบันให้ได้เสมอ ไม่ว่าสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มันจะขมขื่น หอมหวานเพียงใดก็ตาม เราต้องเลือกทำวันปัจจุบันให้ดีที่สุดครับ ไม่ว่าเลือกที่จะทำเพื่อใคร หรือแม้แต่จะทำเพื่อตัวของเราเอง มันก็แค่นั้น

ประวัติและผลงานของผู้กำกับ

Robert Lee Zemeckis (born May 14, 1951) is an American film director, producer and screenwriter. Zemeckis first came to public attention in the 1980s as the director of the comedic time-travel Back to the Future film series, as well as the Academy Award-winning live-action/animation epic Who Framed Roger Rabbit (1988), though in the 1990s he diversified into more dramatic fare, including 1994's Forrest Gump, for which he won an Academy Award for Best Director.

His films are characterized by an interest in state-of-the-art special effects, including the early use of match moving in Back to the Future Part II (1989),Back to the Future Part III (1990) ,Contact (1997) What Lies Beneath,Cast Away (2000) and the pioneering performance capture techniques seen in The Polar Express (2004), Beowulf (2007) and A Christmas Carol (2009). Though Zemeckis has often been pigeonholed as a director interested only in effects, his work has been defended by several critics, including David Thomson, who wrote that "No other contemporary director has used special effects to more dramatic and narrative purpose."



วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ร่วมต้าน พรบ.ปรอง(ปองร้าย) ดอง(ดองความผิด) สุดท้ายแล้วทำเพื่อใครกัน

แรงหนุน ต่อต้าน พรบ.ปรองดอง หรือ กฏหมายปรองดอง ซึ่งเปลือกนอกใช้คำสวยหรูว่าเป็นการปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติ ด้วยกันทุกฝ่าย แต่ใส้ในนั้นก็คือต้องการนิรโทษความผิดให้กับคนเพียงบางกลุ่มที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดทั้งทางอาญา และทางแพ่ง ในขณะที่บางคนบางกลุ่มถูกลากมาให้ได้รับความผิดร่วมด้วยอย่างไม่เป็นธรรม แล้วก็จะอภัยโทษแบบยกเข่ง โดยไม่ให้มีการสืบสาวหาที่มาที่ไปหรือต้นตอของการกระทำในเหตุการณ์ต่างๆ โดยเอาข้ออ้างเรื่องการปรองดองมาบังหน้า เพื่อฟอกความผิดให้กับใครบางคน กำลังเริ่มขึ้นแล้ว

สืบเนื่องจาก รัฐบาลได้ยืมมือ หน.พรรคมาตุภูมิ เป็นประธานยกร่าง พรบ.ปรองดอง และเป็นผู้ผลักดัน พรบ.ฉบับนี้เข้าสภา (เป็นคนเดียวกับที่ทำรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.2549 โดยอ้างว่ารัฐบาลทักษิณทำการทุจริตคอรัปชั่น สร้างความแตกแยกในบ้านเมือง และอีก 2 ข้อ เสมือนการเขียนด้วยมือ และลบด้วยเท้า) และประธานรัฐสภาก็รับลูกทันที ได้บรรจุร่าง พรบ.ปรองดองนี้ เข้าสภาวันที่ 30 พ.ค.นี้ เพื่อที่จะให้มีการพิจารณาอนุมัติร่าง พรบ.ฉบับนี้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ลุกลี้ลุกลน และเร่งรีบ เสมือนมีใบสั่งจากผู้มีอำนาจในรัฐบาล บงการแผนวาระซ่อนเร้นนี้ให้เป็นไปตามหมายกำหนดการของใครบางคน ที่อยู่ต่างประเทศและต้องการกลับประเทศมาอย่างเท่ห์ๆ ไร้มลทิน ไม่มีความผิด กลายมาเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนไม่เคยกระทำความผิดใดๆ มาก่อน จึงอยากจะถามผู้รักความเป็นธรรมในบ้านเมืองนี้ทุกคน ว่า คุณจะยอมให้มีการทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม หรือหลักความยุติธรรมในบ้านเมืองนี้กันเหรอ ถ้าเรื่องนี้เกิดเป็นไปตามแผนที่เขาได้วางเอาไว้ได้สำเร็จ ในอนาคตใครๆ ในประเทศนี้ก็จะลุกขึ้นมาทำความผิดกันอย่างไม่ยำเกรง แล้วก็จะขอใช้บรรทัดฐานในแบบเดียวกัน คือใช้ พรบ.ปรองดอง เพื่อล้างความผิด กันได้ แล้วประเทศนี้จะอยู่กันอย่างไร คนที่กระทำความผิด พอเมื่อตนเองได้เข้ามามีอำนาจแล้ว ก็จะมาใช่กฏหมายนี้ เพื่ออภัยโทษให้ตนเอง ซึ่งจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ชั่วร้ายสืบต่อกันไปในอนาคตได้

พันธมิตรฯ แถลง เสนอร่างหลักการปกครองประเทศ 15 ข้อ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” พร้อมต้าน พ.ร.บ.ปรองดองล้างผิด “นช.ทักษิณ” นัดรวมพล 9 โมงเช้า 30 พ.ค.นี้ ที่ลานพระรูป ก่อนเคลื่อนขบวนยื่นหนังสือคัดค้านต่อประธานรัฐสภา จี้ถอนจากวาระ
 
ร่างหลักการปกครองประเทศ “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน”

1.หลักการปกครองประเทศต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ : องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้
2.หลักการปกครองประเทศต่อความมั่นคงแห่งรัฐ : กองทัพมีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตยและบูรณภาพ แห่งเขตอำนาจรัฐ ความมั่นคงของรัฐ และผลประโยชน์แห่งชาติ ตลอดจนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
3.หลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย : อำนาจการปกครองเป็นของประชาชนและเพื่อประโยชน์ของประชาชนในทุกวันเวลา ไม่ใช่เฉพาะวันหย่อนบัตรเลือกตั้งผู้แทนประชาชน ดังนั้นประชาชนจึงมีอำนาจในการตัดสินใจ มีอำนาจในการตรวจสอบ และมีอำนาจเข้าถึงข้อมูลของรัฐ
4.หลักการถ่วงดุลและตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ มีหน้าที่และความรับผิดชอบต่ออำนาจอธิปไตยที่ต้องสามารถตรวจสอบถ่วงดุลกันได้จริง โดยให้มีที่มาจากเบ้าหลอมที่แตกต่างกัน และผู้แทนของประชาชนมีความหลากหลายทั้งในมิติทางพื้นที่ มิติทางวิชาชีพ และมิติทางสังคม
5.หลักการปกครองประเทศต่อระบบพรรคการเมือง: ขจัดเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้งโดยทุนสามานย์ที่เข้ามาครอบงำประเทศในทุกรูปแบบ และผู้แทนประชาชนไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง
6.หลักการปกครองประเทศในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง : การทุจริตต้องไม่มีอายุความ ผู้เสียหายคือประชาชนที่ฟ้องร้องได้ในทุกคดี และการทุจริตให้มีบทลงโทษสถานหนักสูงสุดคือประหารชีวิต
7.หลักการปกครองประเทศเพื่อปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม : ประชาชนสามารถเข้าถึงและพึ่งพิงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง ปฏิรูปอัยการให้ปลอดจากอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมือง ปฏิรูปตำรวจให้ขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคคลและกระบวนการยุติธรรมต้องถูกตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
8.หลักการปกครองส่วนท้องถิ่น : กระจายการบริหาร กระจายระบบข้าราชการ กระจายการจัดการและรับผิดชอบประเทศ กระจายงบประมาณสู้ท้องถิ่นโดยตรงอย่างเป็นรูปธรรมโดยปราศจากการสกัดกั้นหรือครอบงำจากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นหรือจากรัฐบาลส่วนกลาง
9.หลักการอยู่ร่วมกันของคนในชาติ : ประชาชนในประเทศอยู่ด้วยกันอย่างมีภราดรภาพ มีความเป็นพี่น้องกัน มีความเท่าเทียมกันทั้งในศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์
10.หลักการระบบเศรษฐกิจ : ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณของประเทศ
11.หลักการปกครองในโอกาสของระบบเศรษฐกิจ: ให้ประชาชนทุกระดับและทุกท้องถิ่นต้องมีโอกาสและที่ยืนในระบบเศรษฐกิจตามความสามารถและศักยภาพของตนเอง
12.หลักการปกครองเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการใช้ทรัพยากรของประเทศ: ผู้ที่ได้ใช้ทรัพยากรมากทำลายสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมมาก จำเป็นต้องจ่ายภาษีคืนกลับประเทศมากกว่าผู้ที่ใช้ทรัพยากรน้อยกว่าหรือทำลายสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมน้อยกว่า
13.หลักการปกครองประเทศในทรัพยากรธรรมชาติ: ทรัพยากรธรรมชาติรวมถึงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นสมบัติของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ต้องมีไว้เพื่อประโยชน์กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศอย่างคุ้มค่าสูงสุด และสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับประเทศอย่างโปร่งใส ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเพียงไม่กี่คน
14.หลักการปกครองประเทศในด้านการศึกษา : ปฏิรูปการศึกษาให้ชุมชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษานักเรียนให้ได้สูงสุดตามศักยภาพของเด็กโดยให้ควบคู่ไปกับคุณธรรม และรัฐมีหน้าที่สร้างมาตรฐานกลางและวัดผลมาตรฐานของทุกโรงเรียนในประเทศ
15.หลักการปกครองประเทศในด้านสื่อสารมวลชน: ดำเนินการขจัดความเท็จออกจากสังคม สร้างความจริงให้เกิดขึ้น สร้างพื้นที่และสนับสนุนทั้งนโยบายและงบประมาณให้กับสื่อมวลชนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศอย่างแท้จริง

ภายใต้หลักปกครองประเทศทั้ง 15 ประการข้างต้นนี้ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเห็นสมควรให้ดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องต่อไปดังนี้

ประการแรก ให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในแต่ละจังหวัดให้จัดการประชุม เสวนา และประชาพิจารณ์และระดมความคิดเห็นเพิ่มเติมในหลักปกครองประเทศ และให้หาทิศทางกำหนดหลักปกครองประจำจังหวัด เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนของจังหวัดตนเองต่อไป

ประการที่สอง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้พิจารณาแล้ว เห็นว่าบัดนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งได้ยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อตราพระราชบัญญัติปรองดองขึ้น โดยจะเริ่มมีการพิจารณาวาระดังกล่าวได้ตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวมีเนื้อหาในการล้างผลความผิดให้กับนักโทษชายทักษิณ ชินวัตรและพวก ทั้งๆ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ตัดสินให้นักโทษชายทักษิณ ชินวัตรมีโทษต้องจำคุกไปแล้ว อันเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ และนิติธรรม อีกทั้งยังละเมิดหลักการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ประกาศแล้วว่าการกระทำดังกล่าวจะเป็นเงื่อนไขที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเคลื่อนไหวชุมนุมอีกประการหนึ่งด้วย

อนึ่ง ผู้เขียนไม่ได้เป็นแนวร่วมหรือสมาชิกแฟนคลับของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นแต่เพียงผู้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองและเป็นประชาชนผู้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สถาบันสำคัญของชาติคนนึง แต่เห็นด้วยในแนวคิดของกลุ่มพันธมิตรฯ ในหลายประเด็น  หลายวาระ ซึ่งหลักการใหญ่ๆ ส่วนใหญ่จะเห็นด้วย และมีบางครั้งก็อาจไม่เห็นด้วยในหลักการ วิธีการ หรือตัวบุคคล แต่ในเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ได้พิสูจน์ให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้เห็นในหลากหลายวาระ ว่าทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อบ้านเมืองอย่างแท้จริง ไม่ได้มีผลประโยชน์เคลือบแฝงใดๆ ในแง่ตัวบุคคล ที่เป็นแกนนำ และในหลากหลายครั้งมีประเด็นใหเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยก็สามารถชี้แจงแก้ต่างในประเด็นที่เป็นที่สงสัยได้อย่างมีเหตุผลข้อมูลรองรับ ทำให้ผู้เขียนไม่ได้ติดใจในเรื่องประเด็นโจมตี หรือข้อกล่าวหาที่ผ่านมาไม่ว่าจะในประเด็นใดๆ  และค่อนข้างมั่นใจ เชื่อใจได้ว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ทำเพื่อชาติ และราชบัลลังก์จริงๆ และครั้งนี้ก็เห็นด้วยที่ออกมาเคลื่อนไหวท้วงติงในประเด็น พรบ.ปรองดอง และขอมีส่วนร่วมในการรณรงค์ต่อต้าน พรบ.ปรองดองฉบับนี้ด้วยใจจริง 

วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

นโยบายรัฐ นักการเมือง และ ปตท.คือต้นตอของปัญหาเศรษฐกิจในขณะนี้

ยังไม่ทันที่อาการของโรคมหาอุทกภัยระบาดเมื่อปีกลายจะบรรเทาเบาบางลง เป็นอาการฟื้นไข้ ต้องนอนหยอดน้ำเกลือ และเพิ่งจะฟื้นออกจากห้องไอซียู มานอนรออยู่ที่ห้องคนไข้พิเศษ แต่ยังไม่ได้รับการอนุญาตให้กลับบ้านได้ ก็ต้องมาเจอโรคแทรกซ้อนในปีนี้ ก็คือโรคภัยแล้ง กับข้าวของแพง กระหน่ำซ้ำเติมเข้าไปอีก ยังไม่นับรวมโรคภัยธรรมชาติ ซึ่งมักจะมาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว และมีโอกาสเสี่ยงที่จะมาอยู่เรื่อยๆ เป็นระยะๆ ต้องคอยเฝ้าระวังเอาไว้ด้วย เห็นทีสุขภาพทางเศรษฐกิจของไทยคงยังไม่มีโอกาสฟื้นจนกลับมาสุขภาพดีได้ในปีนี้ มีแต่ทรงกับทรุดในปีนี้ และสิ่งที่พวกเราเหล่าประชาชนต้องก้มหน้ารับกรรมกันไป ได้แต่ต้องทำใจไปเรื่อยๆ ก็เห็นๆ กันอยู่ เพราะว่าผู้ดูแลอาการไข้ หรือคุณหมอ (รัฐบาล) นั้น ไม่นำพาใดๆ ทั้งสิ้น ได้แต่เลี้ยงไข้ ให้ยาไม่ถูกโรค ไม่ถูกอาการ บ่อยครั้งที่ควรจะให้ยาให้ทันท่วงที ก็กลับบอกเราว่า คุณคิดไปเองหรือเปล่า คุณยังไม่ป่วยหรอก พออาการเข้าขั้นโคม่าจนถึงขั้นต้องผ่าตัดแล้ว ยังมัวมาให้ยาทางเส้นเลือดอยู่ หรือควรจะต้องใช้เครื่องปั๊มหัวใจ ให้ออกซิเจนกันแล้ว ก็ยังมัวมาฉีดยาอยู่ สุดท้ายคนไข้ช็อคตายไปหมดแล้ว คุณหมอก็มาบอกว่าช่างหัวมัน มันไม่ใช่เรื่องของกู เรื่องของกูคือปรองดอง แก้ไขรัฐธรรมนูญ นิรโทษความผิด คิดแบ่งสรรผลประโยชน์ ส่วนพวกมึงจะชักดิ้นตายแหล่ยังไง ก็ไม่เกี่ยวกับกูนี่หว่า นี่คืออาการป่วยของคนไข้ที่ต้องไปเจอกับคุณหมอสารเลว บัดซบ ที่ไม่มีความรู้วิชาชีพหมอเลยด้วยซ้ำ อย่าไปถามหาถึงจรรยาบรรณวิชาชีพอะไรใดๆ ทั้งสิ้น เพราะบางทีหมอที่คุณไปหานั้นอาจเป็นเพียงหมอผี หรือโจรในคราบของหมอก็เป็นได้ ที่มันไม่มีความรู้ที่จะมาแก้ไขปัญหาหรือโรคของเราเลยด้วยซ้ำ เวรรกรรมมั๊ยหล่ะคนไทย ทีนี้เราจะมาวินิจฉัยและรักษาโรคภัยของตัวเราเองกันดีกว่า ที่จะไปพึ่งหมอโจรเยี่ยงนั้น มาดูกันว่าอะไรคือต้นตอของโรคเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญกันอยู่ตอนนี้


1.นโยบายรัฐที่ผิดพลาด หรือไม่เหมาะสมกับสภาวการณ์ของประเทศและสังคมโดยร่วม ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่าประเทศของเราเป็นประเทศเกษตรกรรมมานับตั้งแต่บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย เราสร้างประเทศกันมาได้เป็นปึกแผ่นก็ด้วยสังคมเกษตรกรรม เพราะความที่บ้านเราเป็นอู่ข้าวอู่น้ำทางเกษตรกรรมมาช้านาน แม้แต่ต่างชาติก็ยอมรับในจุดนี้ นี่คือจุดแข็งของเรามาช้านานที่ไม่มีชาติไหนในภูมิภาคนี้สู้เราได้ แต่เรากลับละทิ้งจุดแข็งเหล่านี้เสีย เพราะใกล้เกลืออยากจะกินด่าง คืออยากจะไปเป็นประเทศอุตสาหกรรม เร่งส่งเสริมอุตสาหกรรมกันเข้าไป ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมเราละเลย ไม่พัฒนาต่อยอด ปล่อยให้เกษตรกรเรายากจน ขาดทักษะ ความรู้ เทคโนโลยี การช่วยเหลือทั้งด้านวิชาการ ฐานเงินทุน ปล่อยให้กลไกพ่อค้าคนกลางเข้ามาเอาเปรียบพี่น้องเกษตรกรให้ต้องกลายเป็นเหยื่อของนายทุน ปล่อยให้นายทุนระดับประเทศ (ยก ต.ย. CPF) เข้ามาคุมกลไกตลาด ผูกขาด ตัดตอน สร้างเครือข่าย ทำลายอำนาจการต่อรองของเกษตรกร จนกลายเป็นผู้มีอำนาจในระดับประเทศ เข้าครอบงำ กำหนดนโยบายภาคเกษตรกรรมของประเทศ เอาไว้อยู่ในมือของนายทุนใหญ่ตนนั้นแต่เพียงผู้เดียว การที่รัฐบาลนี้มีนโยบายแบบประชานิยม ก็คือใช้นโยบายแบบทุนนิยมสุดขั้ว ส่งเสริมให้ผู้คนบริโภคนิยม เพื่อให้ตัวเองได้คะแนนเสียงเข้ามาปกครองมีอำนาจ ในขณะเดียวกันก็สร้างความมั่งคั่งให้กับนายทุนผูกขาดของพรรค หรือรัฐบาล ทำให้นโยบาย หรือมาตรการของรัฐทั้งหมดไปในโทน ให้ทุกคนใช้จ่ายเงิน สร้าง GDP growth จากการบริโภคภายในเป็นหลัก ในสมัยคุณทักษิณเป็นนายก เคยใช้นโยบาย dual track คือ global reach, local link คือ ทำควบคู่กันไประหว่างการสร้าง GDP growth ด้วยการสร้างธุรกิจ ส่งเสริมธุรกิจให้ส่งออก ในขณะเดียวกันก็สร้างอุปสงค์จากการอุปโภคบริโภคภายในประเทศไปด้วย เป็นการขยายกำลังซื้อให้เกิดการบริโภคภายในประเทศ คือ เขาทำทุกด้าน C+I+G+F เขาทำหมด แม้กระทั่งการให้คนคุมตลาดเข้าไปปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อสร้างภาพความเชื่อมั่นด้านการลงทุนจากต่างประเทศ อีกด้านนึงก็มีการฟอกเงิน ไซฟ่อนเงินไปด้วยในตัว เป็นเกมสนุกสนานของพวกนักการเมือง หรือมีการผ่องถ่ายเงินออกไปฝากไว้ยังบัญชีในต่างประเทศที่ไม่มีกฏหมายในการตรวจสอบที่มาที่ไปของเงิน เช่น หมุ่เกาะเคย์แมน สิงคโปร์ เป็นต้น ไอ้นโยบายประเภทอยากจะเป็น Nics (เสือตัวที่ 5,แมวตัวที่ 10) ,สร้างกำลังซื้อในประเทศ, GDP โตเท่านั้นเท่านี้ , ประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยน อะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นเพียงภาพลวงตาที่สวยหรูที่บรรดานักการเมือง นักธุรกิจชอบเอามาขายฝันแหกตาประชาชน นับวันจะสร้างความหายนะให้กับประเทศในระยะยาว เพราะประชาชนตาดำๆ อย่างพวกเราไม่มีทางที่จะตามทันไอ้บรรดาพวกนักการเมือง นักธุรกิจ นายทุนขี้ฉ้อเหล่านั้นได้ทัน เพราะส่วนใหญ่จะเข้ามาหากินเอาประโยชน์เข้าใส่ตัวกันทั้งนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยได้อะไรไปกับเขาด้วย ผลประโยชน์มักไปตกอยู่กับคนไม่กี่คนเท่านั้น แต่บุคคลเหล่านี้ใช้ฐานของทรัพยากรของประเทศไปเป็นต้นทุนส่วนตัวของตนเอง แล้วกอบโกยเอาผลประโยชน์ไปเข้ากระเป๋าตัวเองกันทั้งนั้น แต่กลับมาอ้างประโยชน์หาเสียงเอากับประชาชน ถ้าคุณผู้อ่านไม่เชื่อก็ลองคิดเทียบเอาดูง่ายๆ ว่า การที่ประเทศชาติพัฒนามาแบบลุ่มๆ ดอนๆ ขนาดนี้ ทำไมทรัพยากรของประเทศมันถึงได้ร่อยหรอลงเรื่อยๆ ในขณะที่ประชาชนคนส่วนใหญ่โดยเฉลี่ยไม่เห็นมีความมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมาเลย ตามความเจริญของประเทศที่มันควรจะเป็น ช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของคนรวยกับคนจนทำไมมันถึงห่างกันมากขึ้นทุกที แล้วบรรดาเจ้าสัว นายทุน นักการเมือง ระดับประเทศ ทำไมมันถึงรวยเอาๆ ความมั่งคั่งมันไปตกอยู่ที่ใคร ทำไมมันไม่กระจายความมั่งคั่งไปยังคนชั้นกลาง เหมือนประเทศอารยตะวันตกเขาเป็นกันหล่ะ คนจนก็ยังต้องมาบ่นเรื่องข้าวของแพงอยู่ร่ำไป ผลผลิตเกษตรขายไม่ได้ราคา ชาวนาต้องมาประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลทุกรัฐบาลไป ราวกับว่าเราไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลก็ได้ เพราะมีก็เหมือนไม่มี มันไม่ได้แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนเลย เป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำๆ ซากๆ อยู่ทุกรัฐบาล หนักๆ เข้าไอ้นโยบายประเภทประชานิยมก็คือยาพิษร้ายที่พอเสพเข้าไปหนักๆ เข้า อีกหน่อยประชาชนก็จะเสพติด แบบเลิกไม่ได้ พอรัฐบาลไหนมาก็ต้องมาทำแบบเดียวกันต่อ เพราะประชาชนเสพติดไปแล้ว พอไม่มีก็ช่วยตัวเองไม่ได้ เป็นเนื้อร้ายกัดกินตนเองไปเรื่อยๆ และตัวนี้เป็นการสร้างหนี้สาธารณะในระยะยาวให้เกิดกับประเทศ แบบเดียวกับที่ประเทศกรีซ โปรตุเกส สเปน กำลังเผชิญอยู่เวลานี้ ดีไม่ดีประเทศเราอาจต้องเข้าโปรแกรม IMF เป็นหนที่ 2 ในรอบ 20 ปีนี้ก็เป็นได้ เพราะรัฐบาลไปเอาเงินในอนาคตมาใช้ก่อนแบบผลาญทิ้งไปวันๆ เพื่อสนองตัณหาตัวเอง แรกเริ่มเดิมทีรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยหมายมั่นปั้นมือมากว่านโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท และ 15,000 บาท ต่อเดือน จะช่วยผลักดันกำลังซื้อให้สูงขึ้น เป็นการไปเร่งตัว C คือขับเคลื่อนการใช้จ่ายภาคครัวเรือนหรือการบริโภคภายในให้สูงขึ้น ควบคู่กับการใช้จ่ายภาครัฐ หรือ ตัว G ผ่านโครงการเมกะโปรเจ็คท์ต่างๆ ของรัฐบาล ที่หวังจะทำให้ 2 ตัวนี้ช่วยเพิ่ม GDP growth ให้ได้ซัก 4-5 % ในปีนี้ (กิตติรัตน์คุยว่าจะได้ถึง 7% เขียนติดข้างฝาไว้แล้ว จะดูว่าเป็นจริงหรือไม่) ส่วนอีก 2 ตัวแปรนั้นง่อยเปลี้ย อ่อนกำลังจนหวังพึ่งไม่ได้ นั่นก็คือ ตัว I กับ F  แต่พลันที่รัฐบาลเข้ามาทำงานยังไม่ถึง 3 เดือน ก็มาเจอวิกฤติอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ทำให้สิ่งที่คาดคิดไว้นั้นฝันสลาย หลายมาตรการต้องเลื่อนหรือชะลอออกไป อีกหลายมาตรการทำไม่ได้ เจ๊งไม่เป็นท่า มาตรการที่เลื่อนออกไปก็เช่น ขึ้นค่าแรง,รถยนต์คันแรก  โครงการที่ทำไม่ได้ก็เช่น ประกันราคาพืชผลการเกษตร ,แจกแท็บเล็ตพีซี เป็นต้น ลำพังน้ำท่วมที่วาหนักแล้ว มาปีนี้เจอตัวแปรใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายตัว คือ ราคาพลังงานโลกปรับเพิ่มขึ้น จนกองทุนน้ำมันหมดเงินหน้าตัก จนต้องเก็บเงินมาอุดหนุนกองทุนเพิ่ม ในภาวะที่ราคาน้ำมันสูงขึ้น ปีนี้มีภัยธรรมชาติ ภัยแล้งมากระหน่ำซ้ำเติมอีก ในเมื่อรัฐโปรโมตมาตรการปรับขึ้นค่าแรงมาตั้งแต่ไก่โห่ ทำให้ผู้ผลิต พ่อค้าคนกลาง วงการค้าปลีกปรับราคาสินค้าไปดักรอล่วงหน้าแล้ว ทำให้มาตรการเพิ่มค่าครองชีพไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเลย หนำซ้ำยังไปซ้ำเติมคนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในระบบลูกจ้าง ไม่ได้รับอานิสงส์จากการขึ้นค่าแรง ต้องพลอยมาเดือดร้อนไปกับการขึ้นราคา ในส่วนข้าวของแพงตามไปด้วย อันนี้จะเรียกได้ว่าเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนหรือไม่ หรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำดี

2.นักการเมืองคือตัวปัญหาของประเทศ เพราะทำตัวเป็นพ่อค้าหารับประทานกับเงินงบประมาณของแผ่นดิน คงไม่ต้องอธิบายหรอกว่าเขาทำกันอย่างไร คิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็ทราบดี แต่ก็ยังจะเลือกคนเหล่านั้นเข้ามาเป็นตัวแทน บ้างก็อ้างว่าต้องอาศัยไหว้วาน เป็นระบบอุปถัมภ์มาช้านานแล้ว ยากจะแก้ไข บ้างก็ว่าไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ ไม่มีทางเลือกอื่น บ้างก็ไม่สนใจคิดว่าธุระไม่ใช่ ใครจะมาเป็นผู้แทนก็เรื่องของมัน ไม่เกี่ยวกับฉัน หารู้ไม่ว่าท่านก็เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้มีนักการเมืองเลวๆ คุณภาพต่ำให้เกิดขึ้นในประเทศ และไปทำลายความมั่นคง และระบบเศรษฐกิจในระดับประเทศแบบไม่รู้ตัว ไม่คาดคิด และสุดท้ายผลกระทบก็ย้อนมาทำลายตัวท่านเองในที่สุด แบบยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ การที่นักการเมืองในระดับตัวเบ้งๆได้เข้ามาเล่นการเมือง หาผลประโยชน์จากช่องว่างต่างๆ ในทางการเมือง ตักตวงเอาผลประโยชน์ในระดับประเทศไปเป็นของตนเอง อย่างมากมาย อาทิ ผลประโยชน์ในด้านพลังงาน โดยการเข้าไปควบคุม กำกับนโยบาย เอาคนเข้าไปคุม ดูแลกลไกต่างๆ ให้ทำงานเพื่อตอบสนองตนเอง ไปกำหนดแม้กระทั่งการตั้งราคาขาย แล้วอ้างว่าเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลก แต่แท้ที่จริงมีการบิดเบือน ฉ้อฉล มาตั้งแต่ระดับนโยบาย ทำให้ผู้บริโภค ประชาชนอย่างเรา ๆ ต้องแบกรับภาระต้นทุนทางด้านการขนส่ง ค่าเชื้อเพลิงที่แพงแสนแพง ทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น รายได้ลดลง ถามว่ามีใครในประเทศนี้หลีกเลี่ยงภาระต้นทุนนี้ได้มั๊ย แล้วทำไมเราถึงไม่ตั้งคำถาม ทำไมเราถึงยอมให้ไอ้หน้าโง่ หน้าเหลี่ยมตัวไหนก็ไม่รู้ มานั่งบงการ เอาเปรียบเราอยู่ได้ ทำไมเราไม่รวมตัวกันคัดค้าน หรือประท้วง หาทางแฉ เปิดโปง ความชั่วเหล่านี้เสีย ตอนนี้ผู้เขียนเริ่มเชื่อในข้อมูลของผู้ที่ออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาพากล ของ ปตท. และหน่วยงานที่ดูแลด้านพลังงานของประเทศ อย่างกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหาผลประโยชน์บนความยากลำบากของประชาชน (อ้างอิง ข้อมูลของ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี และ พ.ท.รัฐเขตต์ ฯ, เปรียบเทียบราคาน้ำมันของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ราคาก๊าชธรรมชาติ และน้ำมันดิบ เปรียบเทียบการเก็บค่าภาคหลวง, สิงที่รัฐบาลได้, ปตท.(การปิโตรเลี่ยมแห่งประเทศไทย) ได้, ประชาชนไทยกำลังถูกคนกลุ่มหนึ่งประมาณ 3 พันกว่าคนโกงเงินและทรัพย์สิน เข้ากระเป๋าของใคร ??? )


3.ปตท. หรือ PTT คือตัวแปรของปัญหาและต้นตอสาเหตุของต้นทุนราคาสินค้าแพงทั้งหมด
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่มีลักษณะเป็นกิจการที่ผูกขาดโดยธรรมชาติ ในบางประเทศจะเก็บธุรกิจในลักษณะนี้ให้เป็นของรัฐ แต่ในบางประเทศก็มีการขายหุ้นให้กับเอกชน สำหรับ ปตท.เองนั้นหลังจากมีการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น โดยการแปรรูปเป็นบริษัทจดทะเบียน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2544 มีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 2 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 2 พันล้านหุ้น และเริ่มซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2544 ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 28,572,457,250 บาท มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 28,562,996,250 บาท มีจำนวนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อยู่ 2,856,,299,625 หุ้น อย่างไรก็ดี ผลประโยชน์มหาศาลอยู่ที่ตัวธุรกิจผูกขาดโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะท่อก๊าซ และโรงแยกสภาพก๊าซ LNG ที่เพิ่งดำเนินกิจการขึ้นเมื่อไตรมาส 2 ปี 2554 ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ แค่นี้ก็มีมูลค่ามหาศาล โดยเฉพาะท่อก๊าซธรรมชาติ แม้ว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งให้ ปตท.คืนท่อก๊าซธรรมชาติให้กระทรวงการคลัง ทั้งบนบกและในทะเลมูลค่า 32,613 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าเมื่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.เข้าไปตรวจสอบกลับพบว่าการส่งคืนท่อก๊าซให้คลังของ ปตท.นั้นเป็นเพียงมูลค่า 14,808.62 ล้านบาท คงเหลือส่วนที่ ปตท.ยังไม่ได้แบ่งให้กระทรวงการคลังอีกมูลค่า 21,834.14 ล้านบาท ทำให้ขณะนี้ ปตท.มีท่อก๊าซธรรมชาติทั้งบนบกและในทะเล รวม 3,469 กิโลเมตร ซึ่งรวมท่อไปยังโรงไฟฟ้า IPP-SPP และท่อไปยังโรงงานอุตสาหกรรม NGV ด้วย ซึ่งตีราคาทรัพย์สินแล้ว ท่อก๊าซที่ยังมีในมือ ปตท.เท่าที่ ปตท.เคยจ้างให้บริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศ 2 บริษัทคือ GEIOC และ SGST มาประเมินทรัพย์สินท่อก๊าซ 3 เส้นจากแหล่งในทะเล ที่ปรึกษาได้ประเมินราคาเฉลี่ยออกมาเป็น 112,500 ล้านบาท ซึ่งนับว่าสูงมาก ต้องเข้าใจ การลงทุนท่อส่งก๊าซฯ เป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก และได้ค่าตอบแทนคืนมาต้องใช้รยะเวลานานมาก ที่ผ่านมาจึงมีการลงทุนโดยรัฐ แต่ปัญหาคือ เมื่อรัฐลงทุนไปแล้ว ระบบท่อส่งก๊าซกลับไปอยู่ในส่วนบริษัทเอกชนในการทำรายได้ และยิ่งทำให้ ปตท.ได้เปรียบเจ้าอื่นๆ เพราะมีท่อส่งก๊าซเป็นของตนเอง ขณะที่เอกชนรายอื่นจะต้องมาขอใช้ท่อส่งก๊าซกับปตท. ซึ่งจะทำให้ต้นทุนด้านราคาก๊าซฯ ของบริษัทอื่นๆ สูงมากจนไม่สามารถแข่งขันกับ ปตท.ได้ ดังนั้นท่อส่งก๊าซนี้ ปตท.ควรจะคืนให้เป็นของรัฐจะดีที่สุด ที่น่าสนใจคือในส่วนท่อส่งก๊าซเข้าโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรม NGV ปตท.ให้โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมเป็นคนลงทุนสร้างท่อส่งก๊าซจากท่อหลักเข้าไปในโรงไฟฟ้า หรือโรงงานอุตสาหกรรมเอง ตรงนี้ค่าใช้จ่ายของ ปตท.จึงเป็นศูนย์ ขณะที่หลังจากสร้างเสร็จ โรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ต้องโอนท่อคืนให้ ปตท. ปตท.ได้ผลประโยชน์ตรงนี้ไปอย่างมาก ซึ่งความจริงแล้ว ปตท.ควรจะลงทุนเองหรือไม่ เพราะคนอื่นเขาก็ไม่เชียวชาญด้านการทำท่อ เมื่อทำแล้วก็แพงกว่า ปตท.ทำเอง พอทำเสร็จยังต้องยกให้ปตท.อีก ปตท.ก็เลยได้รับทรัพย์สินฟรีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้จุดที่น่าสนใจในทรัพย์สิน ปตท. ในธุรกิจผูกขาดโดยธรรมชาติ ยังมีอีกจุดหนึ่งที่ยังไม่มีใครสนใจมากนักคือ โรงแยกสภาพก๊าซ LNG ที่อยู่ในบริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่ง ปตท.ถือหุ้น 100% เป็นกิจการทีเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซเพียงรายเดียวในประเทศไทย ซึ่งโรงแปรสภาพก๊าซนี้ ปตท.ได้ตั้งขึ้นมามีจุดประสงค์เพื่อนำเข้าก๊าซเหลวทางเรือจากต่างประเทศ เพื่อนำมาแปรสภาพของเหลวเป็นก๊าซและส่งจำหน่ายตามท่อก๊าซ และบางส่วนเก็บเป็นของเหลว เพื่อเมื่อเกิดปัญหาในระบบท่อก๊าซก็สามารถมีการขนส่งทางบกได้เพื่อเป็นการสำรองพลังงานเผื่อขาดซึ่งเป็นจุดดี


บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เป็นรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ด้านปิโตรเลียมของไทย จากข้อมูลผลรายงานประจำปีของ ปตท.มีรายได้จากการขายในปี 2551 สูงถึง 2,000,816 ล้านบาท และในปี 2553 ก็มีรายได้อยู่ที่ 1,900,005 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2553 ปตท.มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 83,088 ล้านบาท ขณะที่สินทรัพย์รวมอยู่ที่ 1,249,148 ล้านบาท พร้อมกับการที่ปตท.ได้ถือหุ้นใน ปตท.สผ. อยู่ที่ 2,167,500,700 หุ้น ถือเป็น 65.286% โดยในปี 2553 ปตท.สผ. มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 41,734 ล้านบาท รวมมีสินทรัพย์ อยู่ที่ 342,219 ล้านบาท รวมแล้วทั้ง 2 บริษัท ซึ่งมีสินทรัพย์ (2553) รวมอยู่ที่ 1,591,367 ล้านบาท รวมแล้วมีกำไรสุทธิรวมกันอยู่ที่ 129,822 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมากหากเทียบกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ของไทย ด้วยเหตุนี้จึงเรียกได้ว่า ปตท.เป็นเจ้าตลาดของธุรกิจพลังงานของไทยอย่างเต็มตัว แต่ไม่เพียงเท่านี้ ปตท.ยังได้รุกคืบไปยังแหล่งพลังงานต่างๆ ในหลายทวีปแล้วโดย มีบริษัทในเครือ ปตท.อย่าง ปตท.สผ. (ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม) PTTEP ที่ได้บุกเบิกไปยังหลายประเทศ อาทิ สหภาพพม่า,เวียดนาม,กัมพูชา,อินโดนีเซีย,โอมาน, อัลจีเรีย,อียิปต์,บาห์เรน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มีทั้งบุกเบิกไปโดย ปตท.สผ.เอง หรือไปร่วมลงทุนซึ่งมีบริษัทลูกอีก 51 แห่ง โดยรวมแล้ว ปตท.สผ. มีการลงทุนในโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจำนวนทั้งหมด 44 โครงการ เป็นโครงการลงทุนในประเทศไทย 17 โครงการ พื้นที่พัฒนาร่วม 1 โครงการ พื้นที่คาบเกี่ยว 1 โครงการ และลงทุนในต่างประเทศ 27 โครงการ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2554)



มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคแฉ “ปตท.” ต้นตอสาเหตุทำประชาชนต้องจ่ายค่าไฟเพิ่ม

วันที่ 30 เม.ย. นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และนายบุญชัย รุ่งเรืองไพศาลสุข ประธานเครือข่ายคัดค้านการขึ้นค่าโดยสารรถสาธารณะ ได้ร่วมในรายการ “คนเคาะข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV

นายอิฐบูรณ์กล่าวถึงการขึ้นค่าเอฟทีในเดือนพฤษภาคมนี้ว่า เหตุผลในการขึ้นค่าเอฟทีมีคำพูดที่ไม่จริง เพราะค่าเอฟทีเป็นการรวบรวมค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะเรื่องของต้นทุนเชื้อเพลิงที่นำมาเป็นตัวผลิตไฟฟ้าย้อนหลัง ไม่ใช่ปัจจุบัน ฉะนั้นที่อ้างว่าเมษายนประชาชนใช้ไฟมาก มันก็คือค่าใช้จ่ายที่ต้องไปเรียกเก็บอีก 4 เดือนถัดไป หลังจากมีประกาศรอบนี้ แล้วที่บอกว่าอากาศร้อน คนไทยใช้ไฟเยอะ เป็นการปกปิดข้อมูลบางประการ เพราะตัวเลขที่ตามได้จากรายงานประจำปี 2554 ที่เพิ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของ บมจ.ปตท. พบข้อมูลตัวหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับต้นทุนเชื้อเพลิง ต้องเรียนว่าเชื้อเพลิงของ กฟผ.ก็ดี หรือโรงไฟฟ้าเอกชนต่างๆ ถูกกำหนดไว้โดยกลุ่มนักการเมืองผ่านทางกระทรวงพลังงาน ผ่านทางสูตรที่เรียกว่าสูตรการคำนวณค่าก๊าซธรรมชาติและค่าผ่านท่อ สูตรนี้ออกมาเมื่อปี 2551 สมัยยุค คมช. สูตรดังกล่าวถูกกำหนดว่าราคาก๊าซจากอ่าวไทย ควรได้ใช้ราคา pool 1 คือราคาถัวเฉลี่ยของก๊าซอ่าวไทย ขอประทานโทษไม่มีโอกาสได้ใช้ คนที่ได้ใช้คือกลุ่มธุรกิจของกลุ่ม ปตท. ก็คือโรงแยกก๊าซที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง แต่โรงไฟฟ้าก็อ้างอยู่ตลอดว่าอุตสาหกรรมขยายตัว เศรษฐกิจขยายตัว อันนี้เป็นสูตรการเขียนละคร การเขียนบทของคนขายก๊าซ พออยากขายก๊าซได้มากขึ้น ก็ไปสั่งการให้คนรับใช้ไปเขียนบทละครขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง ว่ากฟผ.ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม ต้องใช้พลังงานอื่นๆ ก็เลยมีตัวละครเพิ่ม คือเอาก๊าซจากพม่าเข้ามา แน่นอนราคาสูงกว่า คือ ราคา pool 2 แต่ก็มีปตท.ไปถือหุ้นร่วมอยู่ด้วยในฝั่งพม่า ก็เอามารวมกับราคาอ่าวไทย ทีนี้มีการเขียนเพิ่มเติมด้วยว่าถ้าหากมีก๊าซธรรมชาติหรือเชื้อเพลิงอื่นเข้ามาอีกให้รวมอยู่ในราคา pool 2 ด้วยเช่นกัน

ประเด็นคือช่วง 2553 ต่อ 2554 ต้นปี 2554 เดือนมีนาคมเกิดสึนามิที่ญี่ปุ่น เกิดปัญหาเศรษฐกิจทั่วโลก พอมาถึงไตรมาส 3-4 ของปี 2554 เมืองไทยน้ำท่วม รถยนต์จอดนิ่ง ตายสนิท การใช้ก๊าซพลังงานหยุดสนิท รายงานจากการไฟฟ้าระบุว่ายอดใช้ไฟของปี 2554 ลดลง 0.3 เปอร์เซ็นต์ รวมแล้วลดน้อยลง แต่กลับอ้างว่าเราต้องมีการนำเข้า LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) เพราะอ้างว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของคนไทย มีการจัดตั้งบริษัท PTT LNG จำกัด โดย ปตท.ถือหุ้น 100% ทำหน้าที่รับเรือ ขนส่งต่างๆ เพื่อรองรับ LNG แสดงว่าขนานใหญ่เลย แล้วก็ไม่ได้จ่ายให้ กฟผ.ทันที แต่มาที่บริษัทผลิตไฟฟ้าและพลังร่วมจำกัด ซึ่ง ปตท.ถือหุ้น 100% นี่ก็คือการส่งผ่านกำไรกันเป็นทอดๆ  “ที่น่าตกใจ LNG ราคาแพงอย่างมหาศาล ก๊าซอ่าวไทยอยู่ที่ประมาณ 5-6 บาท แต่ LNG นำเข้าตั้งแต่ พ.ค. 2554 ราคาเริ่มที่ 13-14 บาทเศษๆ ต่อล้านบีทียู มีราคาต่างกันถึง 4 เท่า แล้วนำเข้ามาแล้วไปไหน มันสะท้อนอยู่ในส่วนของค่าเอฟทีไฟฟ้า ที่รอจังหวะ พอหน้าร้อนมาก็บอกว่าคนไทยร้อน ใช้ไฟเพิ่ม มันมีการพูดไม่จริง ปกปิดข้อเท็จจริง  ที่สำคัญหน่วยงานที่แถลงข่าวว่าต้องมีการขึ้นค่าเอฟที คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน มีการคิดราคาในส่วนที่เรียกว่าการทำงานของบริษัทลูก ของ PTT LNG อะไรต่างๆ ที่เรียกว่าคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเมื่อ ก.ค. 2554 ได้มีมติเห็นชอบ ให้มีการเรียกเก็บอัตราค่าบริการเก็บรักษาและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากเหลวเป็นก๊าซ ส่วนของต้นทุนคงที่ อยู่ที่ 31.7 บาทต่อล้านบีทียู ขณะที่ค่าผ่านท่อ ราคาเนื้อก๊าซอยู่ที่ 24 บาท แต่บวกค่าแปรสภาพ นี่คือรายได้ของบริษัท ปตท.โดยตรง อยู่ที่ 31 บาทต่อล้านบีทียู ถ้าเอาตัวเนื้อก๊าซไปรวมด้วยมันจะขนาดไหน นี่คือการกินกำไรกันเป็นทอดๆ ราคาเนื้อก๊าซพอไปตั้งโรงไฟฟ้า ซึ่งก็เป็นของเครือตัวเอง แล้วเอาโครงสร้างดังกล่าวผ่านต้นทุนต่างๆมาลงอยู่ในค่าเอฟที ผลักภาระมาให้พี่น้องประชาชนรับผิดชอบขณะนี้   สิ่งที่ ปตท.ขอต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน โดยขอขึ้น 50-60 สตางค์ แล้วก็มีการเจรจาต่อรองโดยขึ้น 30 สตางค์ ก่อนแล้วค่อยขยับขึ้น ตอนนี้เรากำลังโดนเล่น สุดท้ายถ้าหน่วยงาน ปตท.เก็งกำไรพลาดจากการเล่นราคา LNG หรือพลาดที่เก็บสต๊อกมากเกิน ภาระก็จะตกมาที่ค่าเอฟทีให้พี่น้องประชาชนต้องรับ แต่เวลาเกิดกำไร ปตท.รับเข้าทั้งหมด

นายบุญชัยกล่าวถึงกรณีการเตรียมขึ้นค่าโดยสารรถสาธารณะวันที่ 15 พ.ค.นี้ ว่าจะไม่ยอมให้ขึ้นแน่นอน ตนเคยฟ้องศาลปกครองมา 2 ครั้ง มีครั้งหนึ่งเมื่อ 19 พ.ค. 2551 มีการขึ้นค่าโดยสารรถธรรมดาจาก 8 บาท ไป 10 บาท หลังจากนั้นเดือนเดียวเอากลับมาเหลือ 8 บาท หลายปีที่ผ่านมาตนไม่ได้ออกมา เพราะไม่จำเป็นต้องมาจับเรื่องนี้แล้ว โดยมุ่งไปที่ทางองค์กรพัฒนาขนส่งมวลชน และแก้ระบบการจราจร

นายบุญชัยกล่าวต่อว่า เมื่อย้อนดูข้อมูล พบว่าไม่กี่เดือนขึ้นค่าโดยสารถึง 3 ครั้ง แล้วขึ้นแบบน่าเกลียดมาก ครั้งที่หนึ่ง 23 มี.ค. 2548 ครั้งที่ สอง 4 ม.ค. 2548 ครั้งที่สาม 5 ม.ค. 2549 ไล่มาประมาณ 10 เดือน ขึ้น 3 ครั้ง แล้วตลกมาก อย่างรถมินิบัสค่าโดยสาร 3.50 บาท พอราคาค่าเชื้อเพลิงเพิ่มจาก 18 บาท มาที่ 24 บาท ไปขึ้นให้เขา 3 บาท เป็น 6.50 บาท เท่ากับว่าขึ้นถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเชื้อเพลิงในการเดินรถมินิบัสขึ้นมา 6 บาทนั้น อย่างเก่งเลยยังไม่ถึง 50 เปอร์ของเชื้อเพลิง แล้วเชื้อเพลิงไม่ใช่ต้นทุนทั้งหมดของการเดินรถ เชื้อเพลิงการเดินรถเทียบแล้วประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ไปๆ มาๆ เชื้อเพลิงตกประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ของการประกอบการเดินรถทั้งหมด เชื้อเพลิงขึ้น 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ขึ้นราคาให้ผู้ประกอบการ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีความเหมาะสม แล้วทุกกรณีก็อ้างราคา  วันนี้ไม่มีใครรู้อยู่ประการหนึ่งว่า คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ปล่อยให้รถในสายๆนั้น เพิ่มปริมาณทับซ้อนกัน เพิ่มสัมปทาน คนที่ได้ประโยชน์คือคนที่อนุมัติ บางทีนักการเมืองปล่อยให้รถตู้เกิดเป็นหมื่นคัน ผลประโยชน์หลายพันล้าน สุดท้ายรถล้นระบบมากเกิน ทำให้ขาดทุน แล้วก็ผลักภาระมาที่ค่าโดยสาร วันนี้จะไม่ยอมให้ขึ้นเลยเพราะที่ผ่านมาเอาเปรียบมาตลอด น้ำมัน 20 กว่าบาท วันดีคืนดีมาใช้เอ็นจีวี 8.50 บาท แต่กลับไม่ลดค่าโดยสารเลย อีกทั้งแม้ปลายปีเอ็นจีวีจะขึ้นไปที่ 14 บาท ก็ยังถูกกว่าวันที่เขาใช้เชื้อเพลิง 24 บาท แล้ววันนี้คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง จะเอาตรงไหนมาอ้าง เพราะวันนี้อ้างแต่ต้นทุนเชื้อเพลิง

ประธานเครือข่ายคัดค้านการขึ้นค่าโดยสารฯ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง กรมการขนส่งทางบก และ ขสมก.ยังมีประเด็นที่ทำผิดกฎหมายอยู่ เที่ยวนี้ถ้าไม่ฟังกัน ไม่สนว่าประชาชนจะเดือดร้อน ตนจะดำเนินคดีอาญามาตรา 157 (เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ... ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือ ทั้งจำทั้งปรับ)  วันนี้ค่าธรรมเนียมค่าโดยสารของรถหมวดสอง ก็คือรถส่วนของเจ๊เกียว ยังผิดกฎหมายในเรื่องค่าธรรมเนียมค่าโดยสาร เพราะขึ้น 4 สตางค์ต่อกิโลเมตร ถ้าไปเชียงใหม่ 700 กิโลเมตร คูณด้วย 4 เท่ากับขึ้นถึง 28 บาท แต่ในค่าโดยสาร เมื่อขึ้นค่าโดยสารแล้ว ต้องขึ้นค่าธรรมเนียมค่าโดยสารด้วย นี่คือความผิดคดีอาญาของอธิบดีขนส่งทางบก กับรัฐมนตรีหลายๆท่าน เพราะค่าธรรมเนียมค่าโดยสาร อย่างรถ ป.1 (มีห้องน้ำ) จะได้บวกค่าธรรมเนียม 80 เปอร์เซ็นต์ของค่าโดยสาร รถป.2 (ไม่มีห้องน้ำ) 40 เปอร์เซ็นต์ สมมติขึ้น 4 สตางค์ จะขึ้นค่าธรรมเนียมค่าโดยสารได้แค่ 1.6 สตางค์ แต่ไปๆมาๆระบบรถสาธารณะที่ทำอยู่ ขึ้นให้เขา 4 สตางค์ โกงประชาชน ผิดตามมาตรา 157 ศาลเคยให้ความคุ้มครอง และตนเคยประสานไปยังกรมการขนส่งทางบกให้ดำเนินการดูแลประชาชน แต่วันนี้ก็ยังไม่ดำเนินการ ตนจะเอาเงื่อนไขตรงนี้มาเล่นงานรัฐมนตรีทุกคน และอธิบดีกรมการขนส่งทางบกทุกคน   ทั้งหมดคือการทำผิดฎหมายหลายๆ อย่าง อย่างมินิบัสเกิดมาเพื่อเป็นทางเลือกผู้ยากไร้ไปมาเปลี่ยนเป็นรถแอร์ อย่างรถแอร์สีเหลืองที่ 10 บาทตลอดสาย อันนั้นเป็นการเก็บค่าโดยสารที่ผิดกฎหมาย ไม่มีคณะกรรมการขนส่งทางบกกลางกำหนดออกมา แล้วดำเนินการกันได้อย่างไร ประเภทรถจากมินิบัสกลับกลายไปเป็นรถแอร์ นี่คือการกระทำผิดเต็มไปหมด ส่วนรถตู้สามารถนั่งได้แค่ 12 ที่นั่ง แต่กรมการขนส่งทางบกจดให้รถประเภทนี้นั่งได้ 14 ที่นั่ง ความปลอดภัยอยู่ไหน อีกเรื่องที่มีปัญหามากคือรถทัวร์ 2 ชั้น วันนี้กรมการขนส่งทางบกยอมรับแล้ว ว่าโอกาสที่เกิดอุบัติเหตุสูง เพราะถนนบ้านเราไม่ดี กรมการขนส่งทางบกไม่คำนึงถึงชีวิตประชาชนเลย  แล้วรถ ขสมก.ก็ไปสมประโยชน์กับรถร่วม อย่างรถสีชมพูเดินรถมา 30-40 ปี แค่ไปพ่นสีแล้วให้เอกชนเอาไปเดินรถต่อได้ รถหมดสภาพแล้ว ต้องเอาออกจากระบบ แต่เอาไปให้เอกชนเดินรถ แล้วก็คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ไปลดค่าตอบแทนให้กับพวกนี้ ทำให้รัฐเสียหายไปเป็นพันล้าน แล้วถามว่ารัฐมนตรี ข้าราชการ ไปสมประโยชน์กับผู้ประกอบการอย่างนี้ แล้วประชาชนจะทำอย่างไร

นายบุญชัยยังกล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกเป็นเลขาของคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม) ให้รับปากกับกลุ่มรถร่วม ที่จะให้ขึ้น 1 บาท ดร.ชัชชาติ ลืมไปว่าไม่มีสิทธิ์ให้ใครขึ้นค่าโดยสาร ตามกฎหมายให้เป็นสิทธิของคณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง ซึ่งตนจะทำหนังสือถึงรัฐมนตรีให้ยับยั้ง ถ้าไม่ยับยั้งภายใน 2-3 วัน จะฟ้องว่าคำสั่งทางปกครองอันนี้ไม่เป็นธรรม ตนมั่นใจว่าดูแลประชาชนได้


ผู้เชี่ยวชาญชำแหละโจรปล้นพลังงาน ชี้ชัดไทยส่งออกรายใหญ่แต่คนในชาติกลับจ่ายแพงสุด


“ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี” เปิดเผยหลักฐาน ไทยมีแหล่งพลังงานจำนวนมหาศาล ผลิตก๊าซธรรมชาติติดอันดับ 24 ของโลก แซงหน้าหลายประเทศในโอเปก แต่คนในชาติกลับต้องใช้น้ำมันแพงกว่าประเทศอื่น ซัดอย่าอ้างราคาตลาดโลก เพราะถูกลงจากปี 51 มาก แต่ขายหน้าปั๊มกลับไม่ต่าง จี้แก้กฎหมายเปิดแข่งเสรี-เพิ่มส่วนแบ่งรายได้เข้ารัฐ ด้าน “ผศ.ประสาท” แฉ ปตท.โกง 2 ต่อ ปล้นค่าภาคหลวง ชี้คนไทยกำลังถูกล้างสมองให้เชื่อง

วันที่ 4 เม.ย. เมื่อเวลา 20.30 น. ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี อนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา และ ผศ.ประสาท มีแต้ม นักวิชาการด้านพลังงาน ร่วมเปิดโปงขบวนการปล้นน้ำมันและพลังงานชาติ ในรายการ “คนเคาะข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV โดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ   ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวว่า อยากฝากถึงรัฐบาล ตนไม่ได้มีหน้าที่มาหาคนผิดในเรื่องนี้ แต่อยากหาคนมาทำเรื่องนี้ให้ถูกต้อง ประเด็นที่ถกเถียงกันมากคือ ประเทศไทยมีพลังงานหรือเปล่า โดยมล.กรกสิวัฒน์ ได้แจงเป็นเป็นประเด็นๆ พร้อมแสดงหลักฐานประกอบ ดังนี้
- จากข่าวปีที่แล้ว รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันเป็นอธิบดีแล้ว ท่านบอกว่าในอีสานมีก๊าซธรรมชาติสูงมาก และศักยภาพอาจจะมีมากกว่าซาอุดิอาระเบียด้วยซ้ำ อีสานมีพื้นที่ทั้งหมดราว 1.7 แสน ตร.กม.เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพปิโตรเลียมถึง 1 แสน ตร.กม. จำนวนน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่น้ำพอง (ขอนแก่น) และภูฮ่อม (อุดรฯ) ที่มีการขุดอยู่แล้วทุกวันนี้ แต่ละวันมีก๊าซขึ้นมา ถึง 2.67 ล้านลิตร หรือเกือบ 1 พันล้านลิตรต่อปี
ข่าวพบบ่อน้ำมันที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เมื่อมกราคมที่ผ่านมา ตอนนี้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มแตกกันแล้ว บางกลุ่มอยากให้ขุดเจาะ เพราะถูกหลอกว่าถ้าเอาขึ้นมาจะได้ใช้น้ำมันถูกลง แต่จริงๆแล้วน้ำมันที่ขุดได้ก็ต้องส่งไปที่โรงกลั่น ซึ่งพอโรงกลั่นขายกลับมาก็ขายให้เท่ากับราคานำเข้า บางกลุ่มไม่อยากให้ขุดเจาะเพราะเห็นแล้วว่าชาวบ้านที่น้ำพองไม่ได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเลย บางคนก็ต้องการขายพื้นที่ให้ได้ราคา แต่ความจริงในการขุดเจาะไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ การให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อชาวบ้านจึงสำคัญ จะทำให้ความขัดแย้งน้อยลง ที่สำคัญต้องบอกด้วยว่าคนอีสานจะได้อะไรจากการขุดเจาะ
- แอ่งสะสมตะกอนอินทรีย์ที่สามารถขุดเจาะเป็นปิโตรเลียมได้ ภาคเหนือ-อีสาน เต็มไปด้วยแอ่งนี้ สุโขทัย กำแพงเพชร มีแอ่งที่ใหญ่มาก แต่เอกสารนี้กลับมีแต่ระบุเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเอาไปเสนอให้ต่างชาติเข้ามาทำการสำรวจ ซึ่งในต่างประเทศจะเปิดเผยในภาษาท้องถิ่นให้คนรับทราบว่าท่านมีทรัพย์สมบัติอะไร เปิดเว็บให้คนเข้ามาเขียนแสดงความคิดเห็นด้วย
- ภาพแปลงพื้นที่ที่ให้คนเข้ามาประมูลขุดเจาะน้ำมัน จะเห็นว่ามีแปลงสัมปทานอยู่ทั่วอีสาน แต่วันนี้คนอีสานทราบหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ ในแง่ธรรมาภิบาล รํฐควรแจ้งให้ประชาชนทราบ หรือแม้แต่คนไทยทุกคนควรรู้ว่าเกิดไรขึ้น อย่างเวลาเห็นการสำรวจปิโตรเลียม ชาวบ้านยังคิดว่ามาขุดถนนเลย
- อันดับโลกที่อเมริกาจัดอันดับให้ไทยของ EIA (Energy Information Administration) ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก ในการผลิตก๊าซธรรมชาติ เราชนะประเทศในกลุ่มโอเปก อย่างไนจีเรีย เวเนซุเอลา ลิเบีย คูเวต อิรัก บรูไน โบลิเวีย ตรงนี้กระทรวงพลังงานมักพูดว่าแต่ใต้ดินเรามีน้อย ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าใต้ดินจะมีเยอะหรือน้อย นอกจากจะทำการขุดเจาะ แต่กระทรวงพลังงานบอกว่าจะไม่ทำเอง เพราะไม่มีงบประมาณ แต่ตนคิดว่าแบ่งงบมาทำตรงนี้สักนิดจะมีประโยชน์มหาศาล อันดับเราไม่ได้ขี้เหร่ นี่คือปริมาณปิโตรเลียมที่ขึ้นมาต่อวัน จับต้องได้จริง ส่วนที่อยู่ในดิน เมื่อ 20 ปีก่อน ก็บอกว่าเหลือใช้ได้อีก 25-30 ปี ถึงตอนนี้ก็ยังบอกว่าเหลือใช้อีก 25-30 ปี เรื่องนี้มันขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ความลึก แล้วก็แปลงพื้นที่ที่เปิดให้สำรวจด้วย
- ข้อมูลจาก CIA (Cental Intelligence Agency) The World Factbook ระบุว่า ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 25 ของโลกในการผลิตก๊าซธรรมชาติ
- เอกสารของกระทรวงพลังงานเอง เมื่อมกราคม 2555 ระบุว่า ไทยขุดเจาะปิโตรเลียมได้แล้ววันละเกือบ 9 แสนบาร์เรล หรือประมาณ 142 ล้านลิตร แบบนี้จะบอกไม่มีไม่ได้
- แหล่งพลังงานบนบกมีทั่วประเทศ ที่ใหญ่ๆ เช่น กำแพงเพชรขุดขึ้นมาวันละ 54 ล้านลิตร หรือปีละ 2 พันล้านลิตร เพชรบูรณ์วันละ 2.5 แสนลิตร สุพรรณบุรี 2.5 แสนลิตร เชียงใหม่เกือบ 1.7 แสนลิตร ส่วนในทะเล แหล่งใหญ่ๆอย่างบงกชขุดขึ้นมาวันละ 28 ล้านลิตร
ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลประโยชน์ของปิโตรเลียม แบ่งเป็น 3 ตัวด้วยกัน คือ ค่าภาคหลวง ส่วนแบ่งกำไร และภาษี ทุกประเทศมีส่วนแบ่งกำไรเหมือนกันหมด แต่ไทยไม่เก็บตรงนี้ ค่าภาคหลวงจะใกล้เคียงกัน ส่วนภาษีจากกำไร พม่า 30% กัมพูชา 30% ไทย 50% แต่จริงๆแล้วอย่าดูแยกส่วน ต้องดู 3 ตัวรวมกัน อยากให้ดูว่าสิ่งที่รัฐได้รับสุทธิกับการเอาทรัพยากรออกไปจากแผ่นดิน จะเห็นว่าเราแตกต่างจากกัมพูชาและพม่า เพราะเมื่อหักโน่นหักนี่แล้วของไทยได้จริงแค่ 29%  ดูที่ประเทศอื่น อย่างโบลิเวียเอา 82 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากก๊าซธรรมชาติ โดยโบลิเวียผลิตก๊าซธรรมชาติได้ในอันดับ 33 ของโลก คาซัคสถาน ได้ส่วนแบ่ง 80 เปอรเซ็นต์ของปริมาณน้ำมันที่ขุดเจาะได้ อาบูดาบี แบ่งกำไรให้บริษัทขุดเจาะไม่เกิน 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัสเซีย 90 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในส่วนที่ราคาน้ำมันสูงกว่า 25 ดอลลาร์ ซึ่งมันเกินอยู่แล้ว  “อีโว โมลาเลส ประธานาธิบดีโบลิเวีย ได้พูดถึงเกี่ยวกับการบริหารปิโตรเลียมของประเทศ หลังจากเปลี่ยนการเก็บรายได้เข้ารัฐจากเดิม 50-50 มาเป็นเก็บ 82 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลเดิมได้รายได้ 3 ร้อยล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มมาเป็น 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ประเทศเกินดุล ก้าวหน้าไปมาก ต้องบอกว่าหลังน้ำมันราคาเพิ่ม ทุกประเทศแก้กฎหมายให้เอาเงินเข้ารัฐมากขึ้น แต่ประเทศไทยไม่มีเลย ทำไม่ได้หรือ เพื่อผลประโยชน์จะได้ตกกับประเทศเพิ่มขึ้น พม่ามาหลังเรา แต่ส่วนแบ่งเข้ารัฐได้มากกว่า เขมรก็ได้มากกว่า แล้วเขมรมีแหล่งขุดเจาะแห่งเดียวกับไทย คืออ่าวไทย จะมาอ้างว่าไทยขุดเจาะยากได้อย่างไร” ม.ล.กรกสิวัฒน์ระบุ

ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวต่อว่า ตัวเลขเมื่อปี 2551 ไทยส่งออกปิโตรเลียม ทั้งน้ำมันสำเร็จรูป น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว รวมทั้งหมดเกือบ 3 แสนล้านบาท หรือประมาณ 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าข้าวและยางพารา อย่างไรก็ดี มีคนโต้แย้งว่า ปี 2554 ยางพาราแซงแล้ว แต่ประเด็นตนไม่ได้เถียงเรื่องอันดับ แต่ประเด็นคือหลายคนยังไม่รู้เลยว่าเราส่งออกปิโตรเลียม แล้วใครเป็นผู้นำเข้าน้ำมันจากไทย ในเว็บของ Census Bureau (www.census.gov)เป็นหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ที่อเมริกา ก็มีตัวเลขชัดเจน ระบุว่า สหรัฐนำเข้าจากประเทศไทย ทั้งน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป LPG เพิ่มขึ้นมาตลอด น้ำมันดิบมากถึงประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท อีกทั้งยังมีรายงานปี 2012 สหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศไทย 1.204 ล้านดอลลาร์  ราคาน้ำมันในประเทศ ที่รัฐบาลพูดว่าเพราะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่ม ช่วงสั้นเพิ่มขึ้นจริง แต่ขณะนี้เมื่อเทียบกับปี 2551 ตอนนั้นราคาตลาดโลกสูงไปถึง 145 เหรียญสหรัฐ แต่วันนี้อยู่ที่ 103.69 เหรียญสหรัฐ หรือก็คือประมาณ 20 บาทต่อลิตรเท่านั้นเอง  เปรียบเทียบราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ปี 51 กับปัจจุบัน ของเวสต์เทกซัส ตอนปี 51 (145 ดอลลาร์) ปี 55 (105 ดอลลาร์) เบรนท์ทะเลเหนือตอนนี้อยู่ที่ 120 ดอลลาร์ ก็ประมาณ 23 บาท แต่ขายให้เราราคาหน้าปั๊ม 42-43 บาท
ต้นทุนน้ำมันดิบ ปี 51 อยู่ที่ 30.03 บาทต่อลิตร ขายเบนซิน 91 ราคาหน้าปั๊มที่ 42.5 บาทเท่านั้นเอง แต่ตอนนี้ต้นทุนน้ำมันดิบ 20.14 บาท ถูกกว่าประมาณ 10 บาท แต่ขายหน้าปั๊มพอๆ กับตอนปี 51 เลย ทั้งที่มันไม่ได้แพงเท่าปี 51 แบบนี้มันน่าจะเป็นเรื่องนโยบายพลังงานมากกว่า ที่ทำให้คนไทยใช้น้ำมันแพง
ต่อมาราคาน้ำมันเบนซินของไทยประมาณ 42.58 บาท สหรัฐฯ ประมาณ 28-33 บาท ทั้งๆ ที่เราส่งออกไปที่อเมริกา สหรัฐฯ มีการแข่งขันเสรี ไม่มีการอุดหนุนโดยรัฐ แต่มีแข่งขันกันหลายเจ้า นี่คือผลของการแข่งขัน ถ้าไทยมีการแข่งขันที่สมบูรณ์ราคาไม่น่าจะหนีจากกันเท่าไหร่
อีกอันคือ ข้อมูลเมื่อ 12 มีนาคม 55 เบนซิน 95 ไทยขายอยู่ที่ 44.86 บาท มาเลเซีย 19 บาท อินโดนีเซีย 31.70 บาท พม่า 24 บาท สรุปไทยแพงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ม.ล.กรกสิวัฒน์กล่าวต่อว่า ราคาก๊าซธรรมชาติ NGV ในไทย 15.50 บาท อเมริกา 2.61 บาท (ราคาขายส่ง) โดยไทยบอกว่านี่เป็นต้นทุนที่แท้จริง ตนต้องบอกว่าในกลไกตลาดเขาไม่ใช้ต้นทุนที่แท้จริงกัน เพราะต้นทุนของคนหนึ่งอาจไม่เท่ากับอีกคนหนึ่ง เพราะหากบริษัทพลังงานบริหารจัดการไม่ดี ต้นทุนก็อาจสูงได้ อันนี้มันขัดแย้งกับกลไกตลาดเสรี อีกทั้งภาพรวมราคาก๊าซตลาดโลก ลดลงมาตลอด แล้วบอกใช้ต้นทุนที่แท้จริง ไม่เหมาะสมแล้ว
มาที่เรื่องคุณภาพของ NGV มีการใส่คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งกรณีนี้พบว่า มาตรฐานสากลให้ใส่คาร์บอนไดออกไซด์ที่ 0-3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ไทยโดยกระทรวงพลังงานประกาศให้ใส่ได้มากถึง 18 เปอเซ็นต์ ตรงกันข้ามกับมาตรฐานสากลหมดเลย แล้วเมื่อรวมก๊าซอื่นด้วย มาตรฐานสากลให้ใส่ไม่เกิน 4.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนไทย 19 เปอร์เซ็นต์ ค่าความร้อนที่ใส่เข้าไปเพื่อให้ค่าความร้อนลดลง อเมริกาหรือต่างประเทศตั้งไว้ 48-52 แต่ของไทย 37-42 ไม่ตรงตามมาตรฐานสากลสักอย่าง  น้ำมันในอ่าวไทยเป็นเกรดที่แพงสุดในโลก เบา กลั่นง่าย มลพิษต่ำ เป็นที่ต้องการของประเทศพัฒนา เราส่งออกไปที่อเมริกา เมื่อส่งออกไปแล้ว พลังงานขาดแคลน ก็ไปนำเข้ามาจากตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำมะถันสูง พอต้องกำจัดกำมะถัน ก็ไปขอค่าใช้จ่ายจากกองทุนเชื้อเพลง เท่ากับว่าเอาของดีส่งออก แต่เอาของเสียเข้ามาในประเทศ แล้วยังต้องเสียเงินเพิ่มอีก  ส่วนกรณีที่อ้างว่าไทยนำเข้าน้ำมันเยอะ พบว่าวันนี้โรงกลั่นในไทยมีกำลังกลั่นล้นเกิน ฉะนั้นก็มีการนำเข้ามากลั่นเพื่อส่งออก แล้วจะมานับว่าเป็นความต้องการของคนไทยไม่ได้ อย่ามาหาว่านำเข้าเยอะ  ด้าน ผศ.ประสาท กล่าวว่า คนไทยถูกล้างสมองหลายเรื่อง ทำให้เชื่อว่าไทยไม่มีน้ำมัน เรื่องน้ำมันต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นทำชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ทำให้เชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นแค่การเลือกตั้ง แต่มีการผูกขาดอะไรอยู่มากมาย ถูกทำให้เชื่อว่าโลกไม่มีพรหมแดน ไม่สนใจเรื่องความสุข สนใจแต่เทคโนโลยี พอเชื่องแล้วก็ลงมือปล้นทรัพยากรธรรมชาติ และปล้นแนวคิดด้วย บังคับให้ใช้พลังงานที่เขาผูกขาดได้ พอจะดิ้นไปทางอื่นเขาก็ไม่ยอม  ผศ.ประสาทกล่าวอีกว่า มีข้อมูลก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและพม่า ตนได้มาเมื่อ 10 กว่าปีแล้ว พบว่าราคาก๊าซในอ่าวไทยประมาณ 10.25 สตางค์ต่อลูกบาศก์ฟุต ซื้อมาจากพม่า 16.05 สตางค์ต่อลูกบาศก์ฟุต คิดทั้งโครงการ 40 ปี ตกที่ 4.5 แสนล้านบาท แปลว่าคนไทยซื้อก๊าซจากพม่าแพงกว่าจากอ่าวไทย ตนก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น พม่าอาจเสียค่าท่อก๊าซแต่หักแล้วก็ยังต่างกันมากอยู่
ก็พบความจริงว่า ปตท.ไปตั้งบริษัทลูกขึ้นมา เพื่อรับซื้อก๊าซจากปากหลุมของไทยในราคาที่ถูกกว่าซื้อจากพม่า จากข้อมูลของ น.ส.รสนา ว่าราคาก๊าซอ่าวไทยอยู่ที่ 40-60 เปอร์เซ็นต์ของตลาดโลก คำถามคือทำไมขายให้ไทยต่ำ เขาขายให้บริษัทลูกของเขาเองเพื่อไปกดค่าภาคหลวง ซึ่งอัตรา 12.5 เปอร์เซ็นต์ ต่ำที่สุดในโลกอยู่แล้ว แต่ไปกดให้ต่ำลงไปอีก ซื้อขายกันที่ปากหลุมในราคาถูกๆ สมมุติซื้อขายกันที่100 เสียค่าภาคหลวง 12.5 บาท แต่ถ้าขาย 50 เสียแค่ 6 บาท ก็จะถูกลงไปอีก มันโกง 2 ต่อ นอกจากโกงภาคหลวงให้ต่ำแล้ว ยังโกงราคาหน้าปากหลุมให้ต่ำ เพื่อจ่ายค่าภาคหลวงต่ำๆ เพื่อขายให้บริษัทแม่ และบริษัทแม่ก็ได้กำไรมากๆ  ทั้งนี้ ข้อมูลจากการปิโตเลียมแห่งประเทศไทย พบว่า ปตท.ขายน้ำมันให้เอกชนอื่นถูกกว่าขายให้ กฟผ. สรุป กฟผ.ต้องซื้อก๊าซในราคาที่แพงกว่าเอกชนตกแล้ว 1.25 หมื่นล้านต่อปี แล้วภาระนี้ก็ตกที่ประชาชน ต้องจ่ายค้าไฟแพงขึ้น  นอกจากนั้น ไทยมีปั๊มน้ำมันสูงเป็น 2 เท่าของอังกฤษ แต่น้ำมันที่เราใช้กันเพียง 1 ใน 3 ของอังกฤษ มากกว่าที่ควรจะเป็น 5-6 เท่า แต่ละปั๊มมันเลยเจ๊งอยู่ไม่ได้ ค่าการตลาดที่ได้ก็น้อย ที่น่าเกลียดคือปั๊มให้แข่งกันเสรี แต่โรงกลั่นกลับผูกขาด ปั๊มเจ๊ง โรงกลั่นรวย อีกทั้งค่าการกลั่นของไทยสูงกว่ายุโรป และสิงคโปร์ถึง 2 เท่า   เส้นทางน้ำมันดิบในปี 51 ไล่มา ส่งออกในราคาที่ถูกกว่าขายให้คนไทย 1 บาทต่อลิตร ทั้งนี้เทคโนโลยีในการขุดเจาะก้าวหน้ามาก ต้นทุนถูกลงเยอะในขณะที่สามารถขุดเจาะได้จำนวนมากขึ้น แต่ค่าภาคหลวงกลับไม่ขึ้นเลย

Link:: บทความของอ.ปานเทพ ก็ออกมาชำแหละกลโกง ปตท.เช่นกันตามนี้
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000055425