วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เจ้าพ่อเพลงโรแมนติก ตอนที่ 6 (ศิลปินที่ชื่อ จ.)

ดนุพล แก้วกาญจน์ (พี่แจ้) เกิดที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2502 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจาก โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม ตอนปลายจาก โรงเรียนหอวัง เริ่มเล่นโฟล์คซองตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และเป็นนักร้องอาชีพครั้งแรกที่เลิฟคอฟฟี่ช็อป (ชั้น 4 สยามเซ็นเตอร์) จากนั้นก็เล่นที่ "เบิร์ธเดย์" ใต้ถุนโรงหนังเพรสซิเด้นท์ จนกระทั่งเป็นสมาชิกวงแกรนด์เอ็กซ์ ติดต่อให้มาเป็นนักร้องนำของวง แทนจำรัส เศวตาภรณ์ ที่ลาออกไป วงแกรนด์เอ็กซ์ได้รับความนิยมอย่างสูง จนทำให้สถานที่จัดงานพังไปหลายแห่ง เช่น ที่หอประชุมจุฬาฯ เสียหายจากการแสดงคอนเสิร์ต 2 ครั้ง จนต้องปิดซ่อม และไม่ยอมให้วงแกรนด์เอ็กซ์ ใช้สถานที่จัดคอนเสิร์ต อีก หรือโรงละครแห่งชาติ ที่แฟนเพลงอัดแน่นจนกระจกแตก ดนุพล แก้วกาญจน์ ร่วมงานกับ แกรนด์เอ็กซ์ ครั้งแรกในอัลบั้มชุด "เขิน" และไล่เรียงต่อมาอีกหลายชุด ได้แก่ "ผู้หญิง" "GRAND X.O." "บุพเพสันนิวาส" "นิจนิรันดร์" "พรหมลิขิต" "เพชร" "บริสุทธิ์" "ดวงเดือน" จนปี 2527 วงแกรนด์เอ็กซ์ สมาชิกจำนวนหนึ่ง แยกไปทำผลงานวงเพื่อน ส่วนแกรนด์เอ็กซ์ ที่เหลือก็เปลี่ยนชื่อเป็น แกรนด์เอ็กซ์แฟมิลี และมีอัลบั้มออกมาอีกสองชุด คือ "หัวใจสีชมพู" และ "สายใย" ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดสุดท้าย ที่ดนุพล แก้วกาญจน์ ทำร่วมกับวงแกรนด์เอ็กซ์

ในปี 2529 ดนุพล แก้วกาญจน์ ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก คือ "ฝันสีทอง" และยังได้เปิดค่ายเพลงที่ชื่ออินเทอร์นอลขึ้น มีศิลปินในสังกัด เช่น วงพลอย, ปุ้ม-อรวรรณ เย็นพูนสุข และตั๊ก-ศิริพร อยู่ยอด ในปี พ.ศ. 2549 ดนุพล แก้วกาญจน์ได้เปิดร้านอาหารชื่อ บ้านแสนรัก อยู่ถนนเลียบทางด่วนรามอินทราผลงานที่ดนุพลร่วมกับวงแกรนด์เอ็กซ์ อัลบั้ม "เขิน" (กรกฎาคม 2523)อัลบั้ม "ผู้หญิง" (มีนาคม 2524)อัลบั้ม "บันทึกการแสดงสด หอประชุมจุฬาฯ" (มิถุนายน 2524)อัลบั้ม "GRAND X.O." (ตุลาคม 2524)อัลบั้ม "บุพเพสันนิวาส" (มีนาคม 2525)อัลบั้ม "นิจนิรันดร์" (กันยายน 2525)อัลบั้ม "พรหมลิขิต" (ตุลาคม 2525)อัลบั้ม "เพชร" (กันยายน 2526)อัลบั้ม "บริสุทธิ์" (เมษายน 2527)อัลบั้ม "ดวงเดือน" (พฤศจิกายน 2527)อัลบั้ม "หัวใจสีชมพู" (มีนาคม 2528)อัลบั้ม "สายใย" (กรกฎาคม 2528)

อินเทอร์นอล เป็นค่ายเพลงที่พี่แจ้ตั้งขึ้นเพื่อผลิตงานของตัวเองและผลิตงานของนักร้องในสังกัด

เป็นธุรกิจที่เขามองไว้เพื่อสร้างความมั่งคงให้กับชีวิต ศิลปินเบอร์แรก คือ เฮนรี่ ปรีชาพานิช
ไม่ประสบความสำเร็จจากแนวเพลงที่พี่แจ้ให้สัมภาษณ์กับสื่อในภายหลังว่าเป็นงานที่มาก่อนเวลา
ไปนิด อินเทอร์นอล ได้งานชุด ลีลา 1 โดย ปุ้ม-อรวรรณ เย็นพูนสุข มาช่วยกู้สถานการณ์ไว้ได้
พี่แจ้ออกงานกับสังกัดตัวเองทั้งงานที่เป็นผลงานใหม่และงานขับร้องเพลงเก่าหลายๆชุด ได้รับการ
ต้อนรับจากกลุ่มแฟนเพลงของพี่เขาในระดับที่น่าพอใจ ส่วนชื่อเสียงในระดับมาสต้องยอมรับว่า
ค่อยๆ เฟดลงตามวัฎจักร   ปี 2547 หลังจากพี่แจ้ห่างหายไปจากการออกงานเพลงใหม่เป็นเวลานานก็มีงานออกกับทางอาร์เอส ซึ่งในตอนนั้นค่อนข้างเป็นเรื่องเซอร์ไพร์สวงการมากๆ แต่การตอบรับค่อนข้างเงียบ

ดนุพล แก้วกาญจน์ เป็นทั้ง นักร้อง นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ ที่มีความสามารถ ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขาหาคนทาบยากมาก อัสนี โชติกุลให้สัมภาษณ์ว่า พี่แจ้มีคุณสมบัติของการเป็นโปรดิวเซอร์ที่ดีเป็นการตอกย้ำถึงความเป็น "คนดนตรี" ของเขา 

ผลงานอัลบั้มเดี่ยว

อัลบั้ม "ฝันสีทอง" (เป็นผลงานเพลงชุดแรก ในฐานะศิลปินเดี่ยวปี พ.ศ. 2529)อัลบั้ม "ของขวัญ" (พ.ศ. 2529)อัลบั้ม "ที่สุดของแจ้" (พ.ศ. 2530)อัลบั้ม "ที่สุดของที่สุด" (พ.ศ. 2530)อัลบั้ม "เทวดาเดินดิน" (พ.ศ. 2531)อัลบั้ม "อย่างลึกซึ้งแด่คุณคนพิเศษ" (พ.ศ. 2532)อัลบั้ม "ที่สุดสุนทราภรณ์" (พ.ศ. 2532)อัลบั้ม "แสลงใจ" (พ.ศ. 2533)อัลบั้ม "สัมผัสที่ 6" (พ.ศ. 2534)อัลบั้ม "ที่สุดเมื่อกาลครั้งหนึ่ง" (พ.ศ. 2534)อัลบั้ม "แจ้ลายไทย" (พ.ศ. 2535)อัลบั้มพิเศษ "แจ้ 12 ปี ANNIVERSARY" (พ.ศ. 2535)อัลบั้ม "รักเธอคงกระพัน" (พ.ศ. 2538)อัลบั้ม "60 ปีสุนทราภรณ์รำลึก"อัลบั้ม "ไออดีต" ตอน สวัสดีบางกอก อัลบั้ม "ไออดีต 2" ตอน ลีลาศ รำลึก อัลบั้ม "ไออดีต 3" ตอน นางใจในเพลง อัลบั้ม "โลลิต้า" อัลบั้ม "วันทรนง "อัลบั้ม "พรหมจารี " อัลบั้ม "ชั่วฟ้าดินสลาย "อัลบั้ม "ลำนำเพลงฝากรัก"อัลบั้ม "คนใจร้าว"อัลบั้ม "คนใจร้อน "อัลบั้ม "คนใจรัก "อัลบั้ม "Special For Life "อัลบั้ม "ช่วยไม่ได้ผู้ชายไม่พอ " (พ.ศ. 2547) อัลบั้ม "Unforgettable Jae " อัลบั้ม "Guitar Passion...Smooth ....Sentimental "


ประภาส ชลศรานนท์ (พี่จิก) เกิดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 เป็นนักคิด นักเขียน นักแต่งเพลง หัวหน้าทีมแต่งเพลงของค่ายคีตา ผู้บริหารค่ายเพลงมูเซอร์ และ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เวิร์คพ้อยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ คุณปัญญา นิรันดร์กุล   เป็นชาว จังหวัดชลบุรี จบการศึกษาระดับมัธยมปลายจาก โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และระดับปริญญาตรีจาก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ก่อตั้ง และนักแต่งเพลง ให้กับวงดนตรีเฉลียง ซึ่งนับเป็นกลุ่มดนตรีที่ได้รับการยอมรับกันว่า เป็นการบุกเบิกแนวเพลงใหม่ๆ ทั้งเนื้อหาและท่วงทำนอง ให้กับวงการเพลงไทย มีผลงานเพลงที่แต่งไว้และยังได้รับการกล่าวขานจนถึงทุกวันนี้มากมาย ด้วยมีรูปแบบและเนื้อหาที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน พ่อ พี่ชายที่แสนดี คู่ทรหด เที่ยวละไม ต้นชบากับคนตาบอด นิทานหิ่งห้อย สาวลาวบ่าวไทย อื่นๆอีกมากมาย เจ้าภาพจงเจริญ ฯลฯ มีนามปากกาอื่น เช่น สารภี โก๋ ลำลูกกา นอกจากนี้ยังเป็นนักแต่งเพลงประจำรายการคุณพระช่วย แต่งเพลงนำเสนอ ศิลปะ วัฒนธรรม ของไทย อาทิ เพลงควายไทย เพลงข้าวเหนียว เพลงรากไทยฯลฯ ในเดือนกรกฎาคม 2551 ได้มีคอนเสิร์ตของเพลงที่ประภาสแต่ง ชื่อว่า คอนเสิร์ตเพลงแบบประภาส มีนักร้อง นักดนตรีระดับคุณภาพของเมืองไทยมาร่วมงานมากมาย อาทิ บี พีรพัฒน์ ,ป้าง นครินทร์ เบน ชลาทิศ ,เพลิน พรหมแดน ,วงเฉลียง ,เจนนิเฟอร์ คิ้ม เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้วงออเครสตร้าขนาดใหญ่บรรเลงเพลงทั้งคอนเสิร์ตแล้ว ยังนับเป็นคอนเสิร์ตที่ผู้คนในแวดวงดนตรีกล่าวกันว่ามีการนำเสนอเพลงแต่ละเพลงอย่างงดงามและสร้างสรรค์ที่สุดคอนเสิร์ตหนึ่ง เคยได้รับรางวัลด้านสื่อสารมวลชนมากมาย เช่น รางวัลบทละครยอดเยี่ยมโทรทัศน์ทองคำจาก เทวดาตกสวรรค์, รางวัลละครยอดเยี่ยม เอเชียน เทเลวิชั่น อวอร์ดส์ จากละครชุด พ่อ, รางวัลแมกซีเลี่ยนอวอร์ด ของ ประเทศโปแลนด์ จากละครเรื่อง ผู้หญิงที่อยากกอดตลอดชีวิต, รางวัลเพลงยอดเยี่ยม สีสันอวอร์ด ถึงสามครั้งจากเพลง โลกาโคม่า, "วิงวอน" และเพลง "นาฬิกา" รางวัล B.A.D. (Bangkok Art Director) Awards จาก มิวสิกวิดีโอ เพลง เร่ขายฝัน ได้รับ รางวัลนักอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยยอดเยี่ยม ประจำปี พ.ศ. 2548 จาก กระทรวงวัฒนธรรม รางวัลบุคคลเบื้องหลังแห่งปีจากไนน์เอนเตอร์เทนอวอร์ด พ.ศ. 2551 และได้รับรางวัล Fat Awards Life Time Achievement ซึ่งถือเป็นรางวัลเกียรติยศของคนทำงานด้านบทเพลงและดนตรียุคใหม่ ซึ่งรางวัลนี้ จัดโดย แฟต เรดิโอ

ผลงานการเขียนเพลงที่ผ่านมา ได้แก่ เกือบทุกอัลบั้มของเฉลียง,สามโทน อาทิ อื่นๆ อีกมากมาย,เที่ยวละไม,เร่ขายฝัน,เจ้าภาพจงเจริญ,สี่แยกในดวงใจ ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน, พี่ชายที่แสนดี, รักเป็นดั่งต้นไม้,ยังมี, ฟั่นเฟือน,ต้นชบากับคนตาบอด, เก็บใจ,เพราะอะไร, รักเธอแต่เธอไม่รู้ ฯลฯ เพลงที่แต่งขึ้นในโอกาสพิเศษ เช่น อิฐก้อนหนึ่ง,น้ำคือชีวิต,ครองแผ่นดินโดยธรรม เป็นต้น


จำรัส เศวตาภรณ์ เป็นนักดนตรี นักแต่งเพลงชาวไทย และอดีตสมาชิกวงแกรนด์เอ็กซ์ มีชื่อเสียงจากงานเพลงประกอบภาพยนตร์ไทย สารคดี และ พระราชพิธีเสด็จออกมหาสมาคม เกิดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2498 ที่ กรุงเทพมหานคร ฝั่งธนบุรี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำรัส เริ่มเล่นดนตรีขณะเรียนในระดับมัธยมศึกษา โดยเล่นและร้องเพลงตามห้องอาหาร ไนท์คลับ จนกระทั่งเป็นสมาชิกวงแกรนด์เอ็กซ์ ในตำแหน่ง กีตาร์ และ นักร้องนำ จากการชักชวนของ ทนงศักดิ์ อาภรณ์ศิริ โดยออกผลงานซิงเกิ้ล "คู่นก" และอัลบั้ม ลูกทุ่งดิสโก้ ชุด 1-2 ก่อนจะเปลี่ยนให้ ดนุพล แก้วกาญจน์ ทำหน้าที่แทน ต่อมา ได้ร่วมงานกับวง เดอะ เรดิโอ โดยออกอัลบั้มเพลงชุด "นกเจ้าโผบิน" จนมีชื่อเสียงโด่งดัง กระทั่งในปี พ.ศ. 2528 ได้เริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ไทย โดยรับหน้าที่ทำดนตรีประกอบภาพยนตร์นับร้อยเรื่อง ของผู้กำกับภาพยนตร์ต่างๆ เช่น มานพ อุดมเดช, เชิด ทรงศรี, หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง "นางนวล" ได้รับรางวัลดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเอเชียแปซิฟิก ประจำปี พ.ศ. 2530 และมีเพลงร้องที่เป็นที่รู้จักในช่วงทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ คือ "น้ำเซาะทราย" จำรัสเริ่มผลิตผลงานเพลงบรรเลงในลักษณะ "ดนตรีบำบัด" (Spa Music) ที่ได้ซึมซับเอาบรรยากาศความงดงามของชีวิต และปรัชญาแห่งสายน้ำมาตั้งแต่วัยเยาว์ มาถ่ายทอดเป็นบทเพลงต่างๆ โดยวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป และยังมีการทำเพลงส่งเสริมพระพุทธศาสนาอีกด้วย ในปี พ.ศ. 2549 เพลงบรรเลง "การเดินทางของใจที่เที่ยงแท้" (Journey on the earth) ซึ่งอยู่ในอัลบั้ม "นิพพาน" (Nirvana) ได้ถูกใช้เป็นเพลงประกอบการถ่ายทอดสด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน โดย โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

ปัจจุบัน จำรัสยังคงทำงานด้านดนตรี โดยกลับมาทำดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง "ชั่วฟ้าดินสลาย" แต่ไม่ได้รับทำงานเพลงให้กับศิลปินนักร้องสังกัดค่ายเพลงใดๆ เลย


ผลงานอัลบั้มเพลงกับวงแกรนด์เอ็กซ์ Single คู่นก (2520) ลูกทุ่งดิสโก้ ชุดที่ 1 (2522) บันทึกการแสดงสดที่แมนฮัตตันคลับ (2523) ลูกทุ่งดิสโก้ ชุดที่ 2 (2523) ผลงานอัลบั้มเพลงส่วนตัวเดอะเรดิโอ “นกเจ้าโผบิน" (2525) “หยาดฝน" (2526) “บทเพลงและความฝัน" (2527) จำรัส เศวตาภรณ์ ละครฝัน-น้ำเซาะทราย (2529) แล้วแต่จะนึก..บันทึกไว้ด้วยใจ (2531) บันทึกหลังฉาก (2537) อัลบั้มเพลงบรรเลง ในห้วงภวังค์,เช้าวันใหม่ Morning,ฤดูกาลแห่งชีวิต Season of life,เสียงเพรียกจากสายลม Whisper of the wind,เพลงใบไม้ Song of leaf,บทเพลงแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา Music of the Chaophraya river,เปียโนในสวน Piano in the garden,เนรัญชรา The Naerunchara river,นิพพาน Nirvana ฯลฯ แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ให้กับผู้กำกับชื่อดังและภาพยนตร์หลายเรื่อง ดังนี้ มานพ อุดมเดช (หย่าเพราะมีชู้ ,ครั้งเดียวก็เกินพอ,กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน ) เปี๊ยก โปสเตอร์ (เกมส์มหาโชค ,บินแหลก) เชิด ทรงศรี (พลอยทะเล,ทวิภพอำแดงเหมือนกับนายริด (ได้รับรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม),เรือนมยุรา,ข้างหลังภาพ,น้ำเซาะทราย (ได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ตุ๊กตาทอง ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) ) รุจน์ รณภพ (คู่กรรม,บันทึกจากลูกผู้ชาย) ชนะ คราประยูร (ขบวนการคนใช้,กว่าจะรู้เดียงสา,เหยื่อ,เทวดาตกสวรรค์,ไอ้คุณผี) บรรจง โกศัลวัฒน์ (นายซีอุย แซ่อึ้ง,สายน้ำไม่ไหลกลับ,คู่กรรม 2 (ได้รับรางวัลดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ) ทรนง ศรีเชื้อ (อุบัติโหด) อดิเรก วัฏลีลา(อังเคิล) และ ธนิตย์ จิตนุกูล(ปื๊ด) ซึมน้อยหน่อยกะล่อนมากหน่อย,ปลื้ม, ฉลุย โครงการ 2, สยึ๋มกึ๋ย) อุดม อุดมโรจน์ (โปรดทราบคิดถึงมาก ,ปุกปุย (ได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ตุ๊กตาทอง และรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) อาร์เอสฟิล์ม (โลกทั้งใบให้นายคนเดียว,ฝันติดไฟหัวใจติดดิน (ได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ตุ๊กตาทอง ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) แตก 4 สมจริง ศรีสุภาพ (คิง) ปีหนึ่งเพื่อนกันและวันอัศจรรย์ของผม (ได้รับรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) สมเกียรติ วิทุรานิช (ฝากฝันไว้เดี๋ยวจะเลี้ยวมาเอา (ได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ตุ๊กตาทอง ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) หม่อมเจ้าทิพยฉัตร ฉัตรชัย เพียงเรามีเรา (ได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ตุ๊กตาทอง เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล (ฉันผู้ชายนะยะ,นางนวล (ได้รับรางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี ตุ๊กตาทอง และรางวัลจากงานประกวดภาพยนตร์เอเชียแปซิฟิก 1987 ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม),ความรักไม่มีชื่อ,ชั่วฟ้าดินสลาย (ได้รับรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) ฯลฯ

เจตริน วรรธนะสิน (เจ) เกิด 28 ตุลาคม พ.ศ. 2513 เป็นบุตรชายของคุณเจริญ วรรธนะสิน อดีตนักกีฬาแบดมินตันทีมชาติไทย นักธุรกิจ ผู้เชียวชาญวรรณกรรมเรื่องสามก๊ก และนอสตราดามุสเมืองไทย มีพี่น้องสามคน มีพี่ชายที่เป็นนักร้องคือ จิรายุส วรรธนะสิน(โจ นูโว) เข้าศึกษาในอนุบาลยุคลธร โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย (รุ่นเดียวกับ วิศาล ดิลกวณิช และ ตระการ พันธุมเลิศรุจี) มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันกำลังศึกษาที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี สมรสกับ เก็จมณี พิชัยรณรงค์สงคราม มีบุตร 3 คนคือ น้องเจ้านาย น้องเจ้าขุน น้องเจ้าสมุทร และยังมีบุตรสาวกับ จิดาภา ณ ลำเลียง (Gina Li) อดีตรองนางสาวไทยอีก 1 คน คือ จิดาริน ณ ลำเลียง (เจด้า)  เจเข้าสู่วงการบันเทิงโดยการชักนำของพี่ชายคือ โจ จิรายุส ให้เข้ามา บ.แกรมมี่ ผ่านทางคุณเล็ก บุษบา ดาวเรือง โดยเริ่มต้นงานจากการเป็นพิธีกรรายการเพลงก่อน ได้แก่ รายการ HBD จากนั้นจึงได้ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก ในปี 2534 ชื่ออัลบั้ม จ เอะ บ เป็นซึ่งเพลงที่เป็นเพลงแจ้งเกิดให้กับเจก็คือ ฝากเลี้ยง มีท่าเต้นเกาหูอันโด่งดัง แนวฮิปฮ็อปแด๊นซ์ ซึ่งเป็นฮิปฮ็อปคนแรกๆ ของเมืองไทย ในช่วงนั้นมีศิลปินที่ชื่อ M.C.Hammer, และ Vanilla Ice กำลังโด่งดังมาก  เจมีข่าวความสัมพันธ์กับหมิว ลลิตา ดาราชื่อดังของช่อง 3 และร่วมเล่นละครของเอ็กซ์แซ็กท์หลายเรื่อง โดยเรื่องที่ทำให้เจ โด่งดังมากก็คือยามเมื่อลมพัดหวน แม้ว่าภาพลักษณ์ของเจจะเป็นศิลปินแนวแด๊นซ์ แต่ในทุกอัลบั้มจะมีเพลงช้าโดนใจ ซึ่งเป็นเพลงฮิตจำนวนมาก จนจัดเป็นเจ้าพ่อเพลงรักด้วยอีกมุมนึงเช่นกัน อาทิ กองไว้ เจ็บไปเจ็บมา เพิ่งเข้าใจ หยุดเลย คาใจ แววตา อยากให้รู้ว่าเหงา อยากหมุนเวลา ยามเมื่อลมพัดหวน ฯลฯ  
 
ผลงานอัลบั้ม จ เ-ะ บ (ปี 2534) 108-1009 (ปี 2536) Choola Choola (ปี 2538) J-Day (ปี 2541) J-Fight (ปี 2543) ถ้าโลกนี้ไม่มีผู้หญิง (ปี 2546) Seventh Heaven (ปี 2550) อัลบั้มเพลงพิเศษ อัลบั้มรวมฮิต เจ 2 จังหวะ อัลบั้ม Best Selected อัลบั้ม Acoustic Rock อัลบั้ม HotVote13 ปี 2536 งานซนคนดนตรี นานที 10 ปีหน (10 ปี แกรมมี่) ปี 2537 อัลบั้ม เพลงประกอบละคร ยามเมื่อลมพัดหวน ปี 2538 อัลบั้ม 6.2.12 ปี 2540 อัลบั้ม เพลงประกอบละครเงามรณะ ปี 2542 อัลบั้ม อยากหมุนเวลา (รีมิกซ์) ปี 2544 อัลบั้ม เพลงประกอบละคร เพชรตัดเพชร

ศุ บุญเลี้ยง (จุ้ย)  ศิลปิน นักเขียน เจ้าของธุรกิจร้านอิ่มอุ่น ชาวเกาะสมุย เป็นทีรู้จักจากการเป็นสมาชิกวงเฉลียง กลุ่มตัวโน้ตอารมณ์ดี ที่สร้างตำนานของประเทศไทย หลังจากแยกตัวออกจากวงเฉลียงยังคงมีผลงานเพลงเดี่ยวออกมาหลายผลงาน เช่น ภูเขา-ทะเล อิ่มอุ่น และงานเขียนในชื่อตัวเองและนามปากกา สมจุ้ย เจตนาน่าสนุก ผันตนเองจากนิสิต คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้วงเฉลียงกลับมารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งโดยการเข้าไปขอบทเพลง เที่ยวละไม จาก ประภาสชลศรานนท์ เป็นต้น

ผลงานดนตรีในนามวงเฉลียง ได้แก่ อัลบั้ม อื่นๆ อีกมากมาย, เอกเขนก ,เฉลียงหลังบ้าน ,"หอมกลิ่นความฝัน" ร่วมกับ วงไทละเมอ ,"ศิลปินนอนเปล" ,"จากเพื่อนถึงเพื่อน" ,อัลบั้มพิเศษ "รวมเพลงไม่ฮิต" ,"ชุดรับแขก" ร่วมกับ คณะศิษย์สะดือ ,"นักเดินทาง" ,"ชุดลำลอง" ,"สองปีกฝัน" ร่วมกับ แก้ว ลายทอง ,ชุดผักบุ้งลอยฟ้า ,ชุดชิงช้าสวรรค์"ความจำสั้น ความฝันยาว" (เพลงประกอบคอนเสิร์ต ไม่ทราบสาเหตุ) ,อัลบั้มบันทึกการแสดงสด "สดไม่ทราบสาเหตุ"

อัลบั้มพิเศษ "แรงใจ ไฟฝัน", "ดื้อ"อัลบั้มพิเศษ "รวมรสสำราญ" ,อัลบั้มพิเศษ สหาย ร่วมกับ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ และ ฤทธิพร อินสว่าง, รวมเพลงจากอัลบั้มพิเศษ "รวมใจไฟฝัน" ,ชุดหัวใจไกวเปล ,ชุดคิดถึงอย่างแรง ,อัลบั้มพิเศษ "ชายหาดติดดาว" ของกรมควบคุมมลพิษ ,"โปรดฟังอีกครั้ง" ,"ของฝากจากทะเล" ,"เพลงรักไม่รู้โรย" ,"เสมอคำยืนยัน" (รวบรวม เรียบเรียง บันทึกเสียงใหม่) ,ชุดเด็กดั่งดวงดาว ,อัลบั้มพิเศษ "ผูกใจ" (ร่วมด้วย ฉัตรชัย ดุริยประณีต , เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์ , พัดชา AF2 , นัท AF4)

ผลงานบทเพลงจากปลายปากกาของพี่จุ้ย เพลง แค่มี ,เพลงประกอบรายการ ทุ่งแสงตะวัน เพลง อิ่มอุ่น ,เพลง ห่วงใย ของวง ตาวัน (แต่งเนื้อเพลง) ,เพลง "ลุ้น" ในอัลบั้ม "ขอแค่คิดถึง" (เพลงประกอบภาพยนตร์ วอนทั้งโลกโขกหัวเธอ) ,เพลง เติมใจให้กัน ประกอบภาพยนตร์ พริกขี้หนูกับหมูแฮม (แต่งเนื้อเพลง) เพลง "เติมใจให้กัน" และ "ปลายฟ้า" ในอัลบั้ม "30 ปี เวที 3",เพลง "ส.ค.ศ.2548" ในอัลบั้ม "ซับน้ำตาอันดามัน",เพลง "เพลงของพ่อ" ในอัลบั้ม "ประเทศไทย 2549",เพลง "น่าน...น่ะสิ" งานนิทรรศการ "น่านนิรันดร์ 100 ภาพฝันบันทึกแผ่นดิน",กำเนิดของการรวมตัวกันของเฉลียงในยุคที่สอง ในชุด อื่นๆ อีกมากมาย


จิรากร สมพิทักษ์ ( เอ๊ะ) เคยเป็นนักร้องไกด์ให้กับศิลปินดังๆหลายท่าน อีกทั้งยังเป็นนักร้องนำวง Nothing To Lose และได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินใน จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เมื่อปี 2554 หลังจากนั้นก็มี single เพลง "ไม่มีตรงกลาง" และเพลง "จากนี้ไปจนนิรันดร์" ในอัลบั้ม อัลบั้ม Project Love Pill ซึ่งเป็นผลงานเพลงที่ทำให้เอ๊ะโด่งดังและเป็นที่รู้จัก  ซิงเกิ้ลที่ปล่อยออกมาแล้ว แต่ละเพลงก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ได้แก่  1.    จากนี้ไปจนนิรันดร์ 2.    ไม่มีตรงกลาง 3.    ใจกลางความรู้สึกดีๆ feat. วิน รัตนพล4.    ไม่ใช่ความลับ...แต่ยังบอกไม่ได้ (เพลงประกอบละครแววมยุรา) 5.    ตั้งใจ


วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เจ้าพ่อเพลงโรแมนติก ตอนที่ 5 (ศิลปินที่ชื่อ น.)

นราธิป กาญจนวัฒน์ (พี่แดง) นักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลง และเป็นหัวหน้าวงชาตรี เป็นผู้นำวงดนตรีแนวโฟล์คซองและสตริงคอมโบ้ ยุคแรกๆ ของเมืองไทย  เกิด2กันยายน2497 การศึกษาจบมัธยมศึกษาปีที่3ที่อัมสัมชัญศรีราชา อาชีวะ-การถ่ายภาพและภาพยนตร์สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพ  เพลงที่ชอบสากลบรรเลง นักดนตรีที่ชอบBeatles,BeeGees อาหารที่ชอบข้าวขาหมู หน้าที่ในวง หัวหน้าวง,ร้องนำ,ลีดกีต้าร์   ปัจจุบันเจ้าของกิจการร้านอาหาร งานอดิเรก ทำอาหาร

นราธิปคือคนที่ 2 จากขวามือ สวมหมวก
ชาตรี เป็นวงดนตรีโฟล์คซองที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2512 โดยนักศึกษาปี2 แผนกช่างภาพ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ 3 คน คือ นราธิป กาญจนวัฒน์ ประเทือง อุดมกิจนุภาพ คฑาวุธ สท้านไตรภพ ทั้งสามคนเล่นกีตาร์โปร่ง ต่อมาได้ชักชวนอนุสรณ์ คำเกษม เพื่อนร่วมห้องอีกคนหนึ่งมาเล่นกลอง ชื่อวงชาตรี มาจากชื่อหนังสือพระเครื่อง ของประชุม กาญจนวัฒน์ (บิดาของนราธิป) วงชาตรีเริ่มรวมวงและแสดงครั้งแรก ในงานเลี้ยงต้อนรับน้องใหม่ของแผนกช่างภาพ ต่อมาได้แสดงในหอประชุมใหญ่ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ และเข้าแข่งขันการประกวดวงโฟล์คซอง ทางวงรวบรวมเงินกันซื้อกลองเก่ามาหนึ่งชุด ทุกวันทุกคนในวงต้องช่วยกันขนกลองจากบ้านของอนุสรณ์ ที่มีนบุรี ขึ้นรถเมล์ไปวิทยาลัยเพื่อฝึกซ้อมในช่วงเย็น วงชาตรีเริ่มบันทึกเสียงครั้งแรกทางรายการวิทยุ "120 นาที มัลติเพล็กซ์" โดยการชักชวนของครูไพจิตร ศุภวารี หนึ่งในกรรมการตัดสินโฟล์คซอง ซึ่งเห็นความสามารถ และได้บันทึกแผ่นเสียงชุดแรก จากไปลอนดอน พ.ศ. 2518 ชุดที่สอง แฟนฉัน พ.ศ. 2519 และได้ทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ สวัสดีคุณครู กำกับโดยพันคำ นำแสดงโดยจารุณี สุขสวัสดิ์ จากนั้นจึงทำผลงานชุดที่สาม นำเพลงลูกทุ่งของชาตรี ศรีชลมาขับร้องใหม่ พ.ศ. 2520 ผลงานชุดที่สี่ ฝนตกแดดออก ประกอบภาพยนตร์ ฝนตกแดดออก กำกับโดยชาลี อินทรวิจิตร นำแสดงโดยสรพงศ์ ชาตรี ลลนา สุลาวัลย์ จากนั้นได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง รักแล้วรอหน่อย ของพันคำ นำแสดงโดยสรพงศ์ และจารุณี และเรื่องจ๊ะเอ๋เบบี้ นำแสดงโดยสมบัติ เมทะนี และลลนา สุลาวัลย์ วงชาตรีเพิ่มตำแหน่งนักดนตรีคีย์บอร์ด โดยได้ประยูร เมธีธรรมนาถซึ่งทำระบบเสียงให้กับวงมาเล่นให้ พ.ศ. 2522 ทำเพลงประกอบละครเรื่อง นางสาวทองสร้อย ทางช่อง 9 และออกผลงานชุดใหม่ รัก 10 แบบ และ ชีวิตใหม่ ผลงานชุดชีวิตใหม่ เกิดขึ้นจากทางวงได้เข้าไปเยี่ยมชมสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก และได้แต่งเพลงชื่อ หลงผิด เนื้อหาเกี่ยวกับผู้ติดยาเสพติด รายได้มอบให้กับสำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก พ.ศ. 2523 ออกผลงานชุด รักครั้งแรก และ สัญญาใจ เป็นที่ระลึกในโอกาสที่ ประเทือง สมาชิกวงแต่งงาน จากนั้นออกผลงานชุด ชะตารัก พ.ศ. 2525 เปิดการแสดงสดครั้งใหญ่ที่โรงแรมดุสิตธานี และออกผลงานบันทึกการแสดงสด ชาตรีอินคอนเสิร์ต ตามด้วยชุด รักไม่เป็น ได้รับรางวัลตุ๊กตาทองมหาชน จากเพลงภาษาเงิน พ.ศ. 2526 ผลงานชุดใหม่ รักที่เธอลืม มีเพลง วันรอคอย และ ใต้ร่มเย็น ประพันธ์โดยพลเอกหาญ ลีลานนท์ แม่ทัพภาคที่ 4 เนื้อหาให้คนไทยมีความสามัคคีและรักชาติ อัลบั้มชุดนี้ได้รางวัลแผ่นเสียงทองคำขาว จากยอดขายมากกว่าสองแสนตลับ ผลงานชุดถัดมาชื่อ แอบรัก บันทึกเสียงที่ห้องบันทึกเสียงชาตรี ซึ่งตั้งชื่อเป็นเกียรติให้กับวง ตามด้วยชุด ชาตรีทศวรรษ ผลงานชุดที่ 15 ชุดสุดท้ายของวง วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 ชื่อชุด อธิษฐานรัก ถือฤกษ์วางจำหน่ายในวันแห่งความรัก และคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของพวกเขาได้จัดขึ้นที่รายการโลกดนตรีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2528

ผลงานอัลบั้ม จากไปลอนดอน (2518) แฟนฉัน (2519) หลงรัก (ลูกทุ่ง ชาตรี ศรีชล) (2519) ฝนตกแดดออก (2520) รัก 10 แบบ (2522) ชีวิตใหม่ (2522) รักครั้งแรก (2523) สัญญาใจ (2523) ชะตารัก (2524) ชาตรีอินคอนเสิร์ต (2525) รักไม่เป็น (2525) รักที่เธอลืม (2526) แอบรัก (2527) ชาตรีทศวรรษ (2527) อธิษฐานรัก (2528)

บางส่วนจากบทสัมภาษณ์ ในงาน 33 ปี ชาตรี เดอะ เมมโมรี่ คอนเสิร์ต 11 ก.พ.51

".. สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอ เราได้มาเจอกันแล้วครบวง ไม่มีใครคาดคิดได้ว่า เวลาตรงนี้จะมาถึง เราต้องฉวยทำเสียก่อน เป็นโอกาสที่ดีของพวกเรา และแฟนที่จะพบกันอีกครั้ง เราจะมาร่วมระลึกถึงความหลังเก่าๆ ที่น่าประทับใจ ซึ่งน่าจะมีความทรงจำใหม่ๆ เป็นบันทึกประวัติศาสตร์อีกหน้าที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้.."นราธิป กาญจนวัฒน์ “ชาตรี”

".. มีแฟนเพลงเรียกร้องมานานแล้ว แต่เรายึดความสามัคคีเป็นหลัก หากเพื่อนกลับมาไม่ครบ เราก็ไม่เล่น เราไม่ได้กลับมา เพราะหลักการตลาด เพราะหากยึดหลักนั้นต้องเล่นคอนเสิร์ตหลังกระแสหนังแฟนฉันเมื่อ 1-2 ปีก่อนแล้ว มันเป็นโอกาสพิเศษที่เราได้ฉลองให้ตัวเอง ที่ตั้งวงผ่านมาแล้ว 33 ปี และเป็นของขวัญกับแฟนเพลง.."ประยูร เมธีธรรมนาถ “ชาตรี”

".. สมัยนั้น นักร้อง และวงดนตรีในดวงใจของผม คือ วงชาตรี และวงแกรนเอ็กซ์ ผมชอบแบบกริ๊ดสุด ๆ วงชาตรี ผมเป็นแฟนพันธุ์แท้ของทั้งพี่นราธิป และพี่คฑาวุธ นักร้องนำ.."อ๋อย กฤษณะ ไชยรัตน์

".. วงดนตรี ชาตรี เป็นวงดนตรีอีกวงหนึ่งของประวัติศาสตร์รายการ "โลกดนตรี" ชาตรีเป็นวงแรกที่เปิดการแสดงกลางแจ้งสนามหญ้าหน้าสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และมีผู้ชมมากที่สุด.."บุญชาย ศิริโภคทรัพย์ เจ้าของรายการโลกดนตรี บ. 72 โปรโมชั่น

".. วงชาตรี นับเป็นวงดนตรีในยุคแรกๆที่เล่นเพลงไทย และมีเพลงฮิตของตัวเองมากมาย และเป็นสไตล์เพลงที่ฟังได้จนถึงปัจจุบัน.."วิชัย ปุญญะยันต์ วงพิงค์แพนเตอร์

".. วงชาตรีเป็นวงที่มีผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง และเป็นผลงานที่มีอิทธิพลต่อเด็กวัยรุ่นสมัยนั้นมาก.." ศรายุทธ สุปัญญโญ วงแกรนด์เอ๊กซ์

".. ดนตรีและเสียงเพลงที่สร้างขึ้นบนความตั้งใจให้ผู้คนได้ "จำง่าย" กลายเป็นความทรงจำของผู้คนที่ "ลืมยาก".."วันชัย สุนทรถาวร วงสิชล

".. ชาตรีเป็นขวัญใจมาตั้งแต่เด็กๆครับ.."อ๊อด คีรีบูน ---

".. ผมเป็นแฟนเพลงชาตรีมาตั้งแต่อนุบาลครับ เพลงแรกในชีวิตที่ผมร้องคือ แฟนฉัน ตอนนั้น 3 ขวบครับ หลังจากนั้นพอเริ่มที่จะโต พอที่จะเล่นกีตาร์ได้ ผมก็หัดเล่นกีตาร์ด้วยเพลงของชาตรี พอโตขึ้นมาอีก พอเริ่มอยากจะตั้งวงดนตรี ก็บอกเพื่อนๆ ว่า มาตั้งวงดนตรีกันแล้วก็มาเล่นเพลงของวง ชาตรี ดีกว่า แต่ละเสต็ปในชีวิตที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับดนตรีจะมีชาตรีมาเป็นจุดเริ่มอยู่เสมอ.."ป๊อด โมเดิร์นด็อก

".. ผมเป็นแฟนของวงชาตรีมาตลอด ตอนที่วงชาตรีดังผมเองเพิ่งจะเล่นดนตรีมาด้วยซ้ำ และก็เป็นแฟนของ นราธิป กาญจนวัฒน์มาตลอด.." พี่แอ๊ด หน.วงคาราบาว


หนุ่มเสก หรือ เสกสรร ชัยเจริญ เป็นนักแสดง นักธุรกิจชาวไทย และนักร้องคนแรกของค่ายเพลงคีตา เสกสรร เข้าสู่วงการบันเทิง ด้วยงานถ่ายแบบ และงานแสดงภาพยนตร์ ต่อมาจึงเข้าสู่วงการเพลง ซึ่งได้มาจากการไปร่วมรายการของบริษัท เจเอสแอล โดยทางบริษัทได้ฟังเสียงร้องก็ชอบใจจึงเรียกเสกสรรเข้าไปพบ เมื่อทางเจเอสแอลก่อตั้งบริษัท "คีตา" ขึ้นมาพอดี เสกสรรจึงได้เป็นนักร้องคนแรกของค่าย และได้ตั้งชื่อในวงการให้ว่า หนุ่มเสก เนื่องจากเสกสรรมีชื่อเล่นว่าหนุ่ม โดยอัลบั้มชุดแรกวางแผงในปี พ.ศ. 2530 ในชื่อว่า ดนตรีออกเดิน มีเพลงเด่นคือ รักเป็นดั่งต้นไม้ และออกอัลบั้มกับคีตาอีก 3 ชุด ก่อนย้ายเข้าสังกัดแกรมมี่ โดยออกอัลบั้มอีกประมาณ 4 ชุด ก่อนออกจากวงการ เพื่อไปทำธุรกิจร้านอาหารและสถานบันเทิง แต่ดำเนินงานได้ระยะหนึ่งต้องเลิกกิจการ หนุ่มเสกมีผลงานแสดงภาพยนตร์และละครหลายเรื่อง โดยมีผลงานที่สร้างชื่อคือ ละครเรื่อง สุดแต่ใจจะไขว่คว้า ทางช่อง 3 ปัจจุบัน เสกสรรทำงานอยู่ที่โรงละครคิง พาวเวอร์ กับงานเชิดหุ่นละครเล็ก และยังเป็นผู้อำนวยการแสดงโรงละครอักษรา[1] โดยตนเคยประกาศไว้ว่าจะเลิกเข้าวงการบันเทิงอย่างถาวร


ผลงานอัลบั้ม ดนตรีออกเดิน (2530) สิ่งดีดี (2531) ใจ บาง บาง (2532) บ้าน 4 ทะเล (2533) ใจสะเทือน (2536) บันทึกแห่งความรัก (2538) เพลงนำละคร สุดแต่ใจจะไขว่คว้า (2532)

อำพล ลำพูน (หนุ่ย) ชื่อจริงคือ อำพล ลำกูล เป็นคนอำเภอแกลง จังหวัดระยอง เกิดวันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2506 ปีเถาะ กรุ๊ปเลือดบี เป็นบุตรชายคนเล็ก มีพี่สาวสองคน สมรสกับมาช่า วัฒนพานิช และต่อมาหย่ากันเมื่อปลายปี พ.ศ. 2540 มีลูกชาย 1 คน ชื่อ กาย นวพล ลำพูน หนุ่ย” จบชั้นมัธยมตอนต้น ก็ได้เข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยอาชีวศิลป์ ศึกษาในสาขาวิชาศิลปะ เขามีความสนใจ ด้านดนตรีตั้ง แต่เด็ก เคยตั้งวงดนตรีโฟล์กซองกับเพื่อน ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น มัธยมปีที่ 1 หลังจาก เรียนจบที่วิทยาลัยอาชีวศิลป์ศึกษาหนุ่ย และเพื่อนจึง ร่วม กันตั้ง วงดนตรีชื่อ “ วงไมโคร”  การศึกษาเริ่มจากอนุบาล : โรงเรียนรุ่งนภาพิทยา จ.ระยอง,ประถมศึกษา : โรงเรียนวัดสารนารถธรรมาราม จ.ระยอง , มัธยมศึกษา : โรงเรียนแกลง "วิทยสถาวร" จ.ระยอง , ปวช. : โรงเรียนอาชีวศิลปศึกษา กรุงเทพมหานคร

อำพล ลำพูนเข้าวงการโดยเป็นนักแสดงในสังกัดของ ไฟว์สตาร์ โปรดักชั่น โดยการชักชวนของผู้กำกับชื่อดัง เปี๊ยก โปสเตอร์ ภาพยนตร์เรื่อง วัยระเริง เมื่อปี พ.ศ. 2527 คู่กับวรรษมน วัฒวโรดม ต่อมาในปีเดียวกันอำพล ลำพูน ก็ได้รับบทน้ำพุ ในภาพยนตร์เรื่อง น้ำพุ คู่กับนางเอกคนเดิม และได้แสดงร่วมกับเรวัต พุทธินันทน์และภัทราวดี มีชูธน กำกับโดย ยุทธนา มุกดาสนิทและภาพยนตร์เรื่องนี้อำพลได้รางวัลตุ๊กตาทอง สาขาดารานำชายยอดเยี่ยม และรางวัลสุพรรณหงส์จากการประกวด ภาพยนตร์เอเชีย-แปซิฟิคจาก ภาพยนตร์เรื่องน้ำพุ ในปี 2527 ภาพยนตร์เรื่องที่สาม ข้างหลังภาพ จากบทประพันธ์ของศรีบูรพา กำกับโดยเปี๊ยก โปสเตอร์ นางเอก คือ นาถตยา แดงบุหงา นอกจากนี้อำพล ลำพูนยังแสดงภาพยนตร์เรื่อง ต้องปล้น , พันธุ์หมาบ้า , ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม , คู่ชื่นวัยหวาน , สองพี่น้อง , หัวใจเดียวกัน , แรงเงา , ไฟริษยา , ดีแตก , รู้แล้วหน่าว่ารัก ฯลฯ โดยส่วนใหญ่จะเล่นคู่กับพระเอกรุ่นเดียวกัน คือ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง นอกจากนี้ยังเล่นกับจินตหรา สุขพัฒน์หลายเรื่องด้วย  นอกเหนือจากผลงานในฐานะนักร้องนำวงไมโครแล้ว ผลงานอัลบั้มส่วนตัวของพี่หนุ่ยที่ออกในนามอัลบั้มเดี่ยว ได้แก่  วัตถุไวไฟ พ.ศ. 2535 ม้าเหล็ก พ.ศ. 2536 อำพลเมืองดี พ.ศ. 2538


นภ พรชำนิ เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2515 เป็นนักร้องคู่บุญของบอย โกสิยพงษ์แห่งเบเกอรี่มิวสิค เข้ารับการศึกษาในระดับประถมและมัธยมต้นที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พญาไท ศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และศึกษาต่อต่างประเทศในสาขา Business Administration ที่ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เริ่มเป็นศิลปินนักร้องรับเชิญ ในปี พ.ศ. 2537 ในอัลบั้ม "RHYTHM & BOYd" ของ บอย โกสิยพงษ์ "ZMYX ZIGMA" ของสมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ "โมเดิร์นด็อก" ของโมเดิร์นด็อก ต่อมาในปี 2538 ได้ร่วมเขียนเพลง และเป็นนักร้องรับเชิญ ในอัลบั้ม "Zequence" ของ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ และในปีต่อมา เป็นนักร้องรับเชิญ ให้บอย โกสิยพงษ์ในอัลบั้ม "EP ONE" และ "SIMPLIFY" และมีผลงานเป็นนักร้องนำอัลบั้มของวงดนตรีพีโอพี และยังมีผลงานอัลบั้มเดี่ยว A man of smiles ทางด้านเบื้องหลัง ในปี 2540 ได้ร่วมเขียนเพลง ร่วมร้องเพลง กับ อัลบั้ม "AGAIN" ของ คริสติน และ ร่วมดูแล การผลิตใน อัลบั้ม "Request" ของ รัดเกล้า รับตำแหน่ง พับลิก ไดเร็คเตอร์ ของ บริษัทเบเกอรี่ มิวสิค นอกจากนั้น นภ ยังก่อตั้ง Dobe Music Production ทางด้านชีวิตส่วนตัว นภ เข้าพิธีวิวาห์กับพิธีกรสาว เพลิน ประทุมมาศ เมื่อวันที่ 10 ประวัติการทำงานดนตรีและผลงานร่วมกับศิลปินในค่าย

ปี 2537 เป็นนักร้องรับเชิญในอัลบั้ม "Rhythm & Boyd" , "ZMYX ZIGMA" , "Moderndog" โดยร่วมร้องเพลง ในอัลบั้มดังกล่าว อาทิ ฤดูที่แตกต่าง, คนที่เดินผ่าน , ดอกไม้ เริ่มต้นทำงานเขียนเพลง ให้กับ เบเกอรี่มิวสิค เป็นงานอดิเรก ทำงานประจำในตำแหน่ง "System Analyst" ให้กับ "Andersen Consulting Co,Ltd" ปี 2538 ร่วมผลิตผลงานอัลบั้ม "Zequence" กับ "สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์" โดยรับหน้าที่เป็นนักร้องรับเชิญ และเขียนเพลงในอัลบั้ม อาทิ รู้สึกแปลก, คนดี ปี 2539 เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ที่ สหรัฐอเมริกา รับหน้าที่เป็น นักร้องรับเชิญให้กับอัลบั้ม "EP ONE" , "Simplify" ของ "บอย โกสิยพงษ์" มีเพลงที่เป็นที่รู้จัก อาทิ อยากจะขอ , ตัดสินใจ , ในคืนที่เราเจอะเจอกันครั้งแรก ปี 2540 ร่วมแสดงในคอนเสิร์ตครั้งสำคัญ "LIFE" ของ "บอย โกสิยพงษ์" ร่วมผลิตผลงานอัลบั้ม "AGAIN" ของ "คริสติน" โดยรับหน้าที่เขียนเพลง , ร้องเพลง และร่วมดูแลการผลิต (Co-producer) ให้กับอัลบั้มด้วย เริ่มต้นทำงานประจำกับ เบเกอรี่มิวสิค โดยรับตำแหน่ง "Publicity Director" มีส่วนร่วมในงานอัลบั้ม "Request" ของ "รัดเกล้า อามระดิษ" โดยร่วมร้องเพลง "หมื่นพันแสนล้าน"

ผลงานอัลบั้มส่วนตัว ปี 2521 ออกผลงานอัลบั้มชุดแรก " Era " งานป๊อบสวยๆ ที่ปรุงแต่งอย่างพอดิบพอดีด้วยดนตรีร็อก ซึ่ง นภ พรชำนิ ทำหน้าที่ร้องนำและดนตรีเยี่ยมๆ จากสองนักดนตรีประจำสตูดิโอที่ เบเกอรี่ มิวสิค โต้งและก้อในนาม "P.O.P"(Period Of Party ) แล้วในอัลบัมนี้ ได้มีเพลงที่ได้รับความนิยมหลายเพลง เช่น รักของเธอมีจริงหรือเปล่า ไม่มี คนดี เป็นต้น

ปี 2543 ออกผลงานอลบัมชุดที่ 2 ในนาม P.O.P ชื่อ อัลบัม "P.O.P"ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับวง แล้วในอัลบัมนี้ ได้มีเพลงที่ได้รับความนิยมหลายเพลง เช่น เวลา วงกลม ขอบคุณ เป็นต้น

ปี 2544 ออกผลงานอัลบั้ม THE BEGINNING (FROM 1994-2001) ซึ่งเป็นการรวบร่วมนำเอาผลงานต่างๆของ นภ พรชำนิ ที่เคยได้ร้องมา มารวบร่วมและร้องใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นอัลบัมแรกของ นภ อย่างเต็มตัว และต่อจากนั้นอีกไม่นานก็ได้มีคอนเสิร์ต "THE STORY OF MY LOVE"

ปี 2547 ได้มีคอนเสิร์ต แต่เป็นคอนเสิร์ตที่ไม่ค่อยมีใครอยากให้มีนัก เพราะเป็นคอนเสิร์ตอำลาของวง "P.O.P" และในคอนเสิร์ตก็ถือว่าคุ้มมาก นักร้องทุกคนทั้ง นภ และแขกรับเชิญ ต่างเต็มที่กับคอนเสิร์ตและสนุกไปกับคอนเสิร์ตนั้น และเพลงสุดท้ายท่เล่นในวันนั้นก็คือ ไม่มี ซึ่งถือได้ว่าเป็นเพลงที่ P.O.P ไปเล่นคอนเสิร์ตที่ไหนเพลงสุดท้ายก็ต้องใช้เพลงนี้จบคอนเสิร์ตทุกครั้ง แต่ทุกครั้งก่อนคอนเสิร์ตนี้ เล่นแล้วไม่มีน้ำตาเลย แต่ในวันนั้นร้องเพลงไปไปพร้อมกับน้ำตา



ปี 2547 ออกผลงานอัมบั้ม MILLION WAYS TO DOBE นภ พรชำนิ กลับมาอีกครั้งกับ อัลบั้มเต็มของ Dobe Music Production พร้อมซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุด "รัก" และ "ตื่นเถิดชาวไทย" "รัก" คือเพลงที่มีความไพเราะและเนื้อหาที่กินใจ ถ่ายทอดโดย ปุ๊-อัญชลี จงคดีกิจ ด้วยการแต่งเนื้อร้องโดย บอย โกสิยพงษ์ เป็นเพลงที่ทำให้ผู้ฟังเคลิ้มนึกย้อนไปถึงความรักในรูปแบบต่างๆ รักบุพการี รักคนรัก รักถิ่นแผ่นดินไทย รักเพื่อนร่วมโลก และรักชีวิต ปลุกกระแสความเป็นไทย กับเพลง "ตื่นเถิดชาวไทย" ที่ระดมพลเหล่าบุคคลในวงการบันเทิง ทั้ง หอย-เกียรติศักดิ์ เปิ้ล-สาระแน เป้-วิศวะ อาร์ม-วิบูลย์ ก้อง-ปิยะ คมสันต์ นันทจิต และ B5 ร่วมถ่ายทอด ให้คนไทย ตื่นจากสิ่งครอบงำทั้งหลาย ทั้งจากสื่อ ค่านิยมและความเชื่อที่ผิดๆ นอกจากนั้นยังบรรจุไปด้วย เพลง ดังอย่าง Miss You Mister และ ฝรั่งใจ ที่ได้ เพิ่มสีสันใหม่ด้วยเสียงร้องของ โจนัส และยังมีนักร้องรับเชิญอีกมากมาย คือ ป๊อดและModerndog ยุ๊ย-จาริยา บุรินทร์-Groove Riders P.O.P Suburbian และ BK-ONE รวมทั้งยังมีโบนัสแทรคแถมมาอีกด้วย ในการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของเหล่าศิลปินที่มีชื่อเสียงและความสามารถ ในชุดนี้ นอกจากจะเพื่อสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังเป็นการทำบุญเพื่อการกุศล เพราะรายได้ส่วนหนึ่ง จะมอบให้กับมูลนิธิพลตรีหลวงวิจิตวาทการ เพื่อมอบให้กับวิทยาลัยนาฎศิลป์ไทยต่อไป และ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า อัลบั้มชุดนี้ จะสามารถเป็นการทำคุณประโยชน์ เพื่อสังคมไทยในฐานะคนไทยกลุ่มหนึ่ง และในที่สุด ดนตรีต่างมุมมอง ของ Dobe Music Production กับอัลบั้มที่ชื่อ Million ways to Dobe ก็ได้รับเลือกเป็น Channel [v] Thailand Bird's Eye View ประจำเดือน พฤศจิกายน 2547มีนาคม พ.ศ. 2549


หนึ่ง ณรงค์วิทย์ คนที่นั่งตรงกลาง
ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์ ( หนึ่ง) โปรดิวเซอร์ และนักแต่งเพลงชื่อดังแห่งยุค การศึกษา ปริญญาตรี นิเทศศาสตร์ บัณฑิต ม.กรุงเทพ ปัจจุบัน ตำแหน่ง producer /นักแต่งเพลง   ผู้ควบคุมงานผลิตอัลบั้ม sleepless society และเพลงประกอบละครหลักของทางช่อง 3 บริษัท GMM Grammy จำกัด (มหาชน)

ผลงานเพลงที่เขาเป็นผู้ประพันธ์ให้กับศิลปินในค่าย ได้แก่   อย่าเล่นตัว/เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ/แก้ปัญหาตัวเองไม่ได้-ไอซ์ศรัญยู,แฟนคนอื่น-วงมะลิ,คนเดียวกัน-กอล์ฟไมค์,ร้องไห้ง่ายๆกับเรื่องเดิมๆ-ปาล์มมี่,ทางสายเก่าเพลงรักเก่า-โก้Mr.Saxman,สำนึก-อู๋ ธรรณธรณ์,รอยแผลที่มองไม่เห็น-โดม,คนที่ไม่เข้าตา ป็อบCalories Blah Blah,Music Lover/ไม่อยากให้เธอไว้ใจ-มาช่า,ไม่เหงาไม่ใช่ฉัน-เบิร์ดธงไชย, เสียงของหัวใจ-แอน ธิติมา , เหนื่อยเกินไปหรือเปล่า-กบ เสาวนิตย์,เหตุผลคือรักเธอ-มอส,ห้องเดิม-คริสติน่า อากีล่าร์,ช่วงชีวิตหนึ่ง-พอล ภัทรพล ,เพื่อนรัก -เอิน กัลยกร ,จบไปได้แล้ว -ZAZA ,rain -บัวชมพู ฟอร์ด,ได้ยินไหมพระจันทร์-แอน-ศิรศักดิ์ ,เพิ่งรู้ว่ารักเธอ -พอล ภัทรพล ,ผิดคนแล้ว-Dragon5 ,น้อยใจ –แอนธิติมา ,มีดเล่มเดิม -กบ เสาวนิตย์ ,อยากรู้ -ธาริณี ทิวารี ,หวงนาย -แอนนา ,sunshine day-บัวชมพูฟอร์ด ,ขอโทษ -เอิน กัลยกร ,ยิ่งเจ็บยิ่งรัก -แคทรียา อิงลิช ,แค่คนที่รักเธอ -แอน ธิติมา,เก็บ-มอส,ดอกไม้ในใจเธอ-บัวชมพูฟอร์ด

ผลงานช่วงอยู่ค่ายอื่น ได้แก่  ยังไม่ชิน -รวิวรรณ จินดา ,หยุดตรงนี้ที่เธอ - ฟอร์ด สบชัย ,ยิ่งรักเธอ -โดม ปกรณ์ ลัม , แอบมีเธอ -ลิฟท์กะออย

ประวัติการทำงาน

เริ่มต้นการเป็นนักแต่งเพลงตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ปี 3 ที่ ม.กรุงเทพ ตอนนั้นก็เหมือนเป็นวัยรุ่นทั่วๆไปที่สนใจการฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจ ชอบซื้อเทปแล้วดูว่าใครแต่งเพลงอะไร และใฝ่ฝันมาตลอดว่าสักวันหนึ่งน่าจะมีชื่อในปกเทปอย่างนักแต่งเพลงรุ่นพี่ๆกับเขาบ้าง จึงได้ลองเรียนรู้และศึกษาว่าการแต่งเพลง มันน่าจะเป็นอย่างไรด้วยตัวเอง จากการเป็นนักฟังที่ช่างสังเกต จนวันหนึ่งได้มีโอกาสรู้จักกับคุณจิรพรรณ อังศวนนท์ โปรดิวเซอร์ที่บริษัท Butterfly ซึ่งกำลังทำงานให้ศิลปิน Autobahn ชุดแรกอยู่ เลยขอทดลองเขียนเพลงทั้งๆที่ตัวเองไม่เคยมีพื้นฐานด้านนี้มาก่อนเลยปรากฏว่าหลังจากส่งเนื้อเพลงแรกไป ผลเป็นที่น่าพอใจ มีการให้กลับไปแก้ไขหลายครั้งอยู่เหมือนกัน จนกระทั่งสำเร็จในที่สุด เป็นเพลงแรกในชีวิตตอนนั้นรู้สึกดีใจและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเพลงตัวเองได้อยู่บนตลับเทปจริง ได้ยินเพลงเราจากวิทยุ ทีวีแทบจะบรรยายเป็นคำพูดไม่ได้เลย หลังจากนั้นก็แต่งเพลงเป็นฟรีแลนซ์มาเรื่อยๆ เพราะยังเรียนไม่จบล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ช่วงแรกผลงานยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร่ ยังเป็นนักแต่งเพลงที่ไม่มีสังกัด ลำบากมากกว่าจะมาถึงวันนี้ ยากกว่าที่คิดไว้สุดๆ จนกระทั่งปี 2538 ได้รับการชักชวนจากนักแต่งเพลง รุ่นพี่ที่ RS Promotion จึงเริ่มต้นการเป็นนักแต่งเพลงอาชีพนับแต่นั้นเป็นต้นมา

คุณณรงค์วิทย์ เคยได้รับรางวัลพระพิฆเนศทองพระราชทาน สาขาเพลงยอดนิยม จากเพลง ยิ่งรักเธอ ของ โดม ปกรณ์ ลัม ในปี 2540

ผลงานส่วนตัว อัลบั้ม D.I.Y by Narongvit , Sleepless Society 1-3, เพลงประกอบละครช่อง 3 (ในช่วง2-3ปีนี้)
เพลงประกอบละครดังๆ ที่หนึ่ง ณรงค์วิทย์ แต่ง ได้แก่ ไม่มีใครรักฉันได้เหมือนเธอ(ละคร365วันฯ) ให้รักเดินทางมาเจอกัน ,เธอคือดวงใจฉัน ,ความรักเปลี่ยนแปลงฉัน (ละครชุด4หัวใจแห่งขุนเขา) ,ให้ฉันดูแลเธอได้ไหม (ผู้ใหญ่ลีกับนางมา) ขอโทษจริงๆ (สามหนุ่มเนื้อทอง) ลมหายใจเพื่อใครคนหนึ่ง (ทาสรัก) เส้นขนานที่รักกัน (เลื่อมพรายลายรัก) เป็นต้น


รณเดช วงศาโรจน์ (แหนม) เกิดวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2523 เป็นนักร้องชาวไทย จบการศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหิดล (ศาลายา)ปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แหนม รณเดช เป็นลูกชายคนโตของคุณพ่อจิรศักดิ์ วงศาโรจน์ คนในวงการโฆษณา และผู้ช่วยผู้กำกับ กับคุณแม่ดารารัตน์ วงศาโรจน์ มีน้องสาว 1 คน คือ น้องขิง อุเรศอร วงศาโรจน์ โดยหลังจาก แหนม รณเดช จบการศึกษาจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน เขาก็ตัดสินใจศึกษาต่อที่คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมหิดล หลักสูตรนานาชาติ และจบปริญญาโทคณะเศรษฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


งานอดิเรก : อดิเรก : เล่นดนตรี , วิ่ง , เล่นเทนนิส , บาสเก็ตบอล , เล่นอินเทอเน็ต , ถ่ายรูป , ฟังเพลง

สิ่งที่ชอบ : Guitar ,Camera, Car, motorcycle , DVD concert

ศิลปินที่ชอบ : Eric Clapton, Stevie Ray Vaughn, นูโว ,พี่เบิร์ด, พี่ป้อม อัสนี

นักกีฬาขวัญใจ : Roger federer , ภราดร , ต๋อง ศิษย์ฉ่อย

อาหารโปรด : Steak, เชอรี่ , สตอเบอรี่ , ปลาแซลมอน , ไข่เจียวหมูสับ , ไวไวหมูสับ

แนวเพลง : Rock, Blues , R&B , Pop , Jazz

ผลงานอัลบั้ม คือ ไม่ขายหน้า , Be With You ,เพลงประกอบละคร ให้ฉันดูแลเธอ(ประกอบละคร ผู้ใหญ่ลีกับนางมา),เส้นขนานที่รักกัน(ประกอบละคร เลื่อมพรายลายรัก),ไม่รักไม่เป็นไร(ประกอบละคร ดวงใจอัคนี),เจ้าสาวของผม (ประกอบละคร เจ้าสาวผมไม่ใช่ผี )


นิติพงษ์ ห่อนาค (ดี้) นักแต่งเพลงชาวไทยที่มีชื่อเสียง เป็นอดีตรองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานธุรกิจดนตรี ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ทางด้านการศึกษา นิติพงษ์ ห่อนาค สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา จากโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี จากนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2521 เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิติพงษ์ ห่อนาค มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักดนตรีวงเฉลียง และนักแต่งเพลงในสังกัดจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ซึ่งผลงานทางด้านการเขียนเพลงของนิติพงษ์นั้น เริ่มต้นเขียนเพลงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2523 คือเพลง "เข้าใจ" ของวงเฉลียง ปัจจุบันมีผลงานเพลงประมาณกว่า 350 เพลง โดยเขียนเพลงให้แก่ศิลปินระดับชั้นนำของประเทศ ได้แก่ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ อัสนี-วสันต์ ไมโคร บิลลี่ โอแกน คริสติน่า อากีล่าร์ ใหม่ เจริญปุระ มาช่า วัฒนพานิช กอล์ฟ-ไมค์ โรส ศิรินทิพย์ เป็นต้น  นอกจากนี้แล้วยังเคยลงรับสมัครเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2551 ได้เบอร์ 29 แม้ไม่ได้รับการเลือกตั้ง แต่ได้คะแนนเสียงมาเป็นลำดับสองของกรุงเทพมหานคร ด้วยคะแนนเสียงกว่า 221,067 คะแนน เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554 นิติพงษ์ประกาศลาออกจาก บมจ.จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ซึ่งทำงานมายาวนานกว่า 27 ปี โดยให้เหตุผลว่า ต้องการทำงานแบบเป็นอิสระ ประกอบกับการงานที่ตนสามารถทำให้กับบริษัทมีน้อยลง จึงเกิดความรู้สึกเกรงใจที่จะดำรงตำแหน่งต่อไป และมีข่าวลือว่า อาจจะไปเข้าสังกัดอาร์เอสแทน ปัจจุบัน นิติพงษ์ก่อตั้ง บริษัท สหภาพดนตรี จำกัด ร่วมกับ อัสนี โชติกุล, ชาตรี คงสุวรรณ, จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี และ วุฒินันท์ ภิรมย์ภักดี โดยเป็นศูนย์กลางของบุคลากรที่มีวิชาชีพทางด้านดนตรี เพื่อสร้างผลงานเพลงอันหลากหลาย และส่งเสริมศักยภาพทางด้านดนตรีของเยาวชน]

ผลงานเพลงที่สร้างชื่อเสียง อย่าไปเสียน้ำตา,ไม่อยากจะเชื่อเลย ,ไม่มีใครขอร้อง (คริสติน่า อากีล่าร์) หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ,ขอบใจจริงๆ,ก้อนหินกับนาฬิกา,เหนื่อยไหม (ธงไชย แมคอินไตย์) เรามีเรา,อาจจะเป็นคนนี้ (ฐิติมา สุตสุนทร) อยากจะบอกใครสักคน,รักปอนปอน,ใจโทรมๆ,บอกมาคำเดียว (ไมโคร) ก็เคยสัญญา,ได้อย่างเสียอย่าง,เธอปันใจ,รักเธอเสมอ (อัสนี-วสันต์) ไม่เป็นไรเลย,ลืมไปไม่รักกัน (นูโว) เพราะเขาคนเดียว,แพ้ใจ (ใหม่ เจริญปุระ) คิดถึงฉันไหมเวลาที่เธอ (แท๊กซี่) เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม,ฝังไว้ในผืนดิน,ลาออก (บิลลี่ โอแกน) ปราสาททราย (สุรสีห์ อิทธิกุล) แผลในใจ (อำพล ลำพูน) แค่เสียใจไม่พอ,ครึ่งหนึ่งของชีวิต (เสาวลักษณ์ ลีละบุตร) ยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ (อินคา) จากคนอื่นคนไกล (มาช่า วัฒนพานิช) กองไว้,คาใจ (เจตริน วรรธนะสิน) กลับคำเสีย (กัมปะนี) ทิ้งรักลงแม่น้ำ (Y not 7) ก้อนหินก้อนนั้น (โรส ศิรินทิพย์) เติมความผูกพัน (ปองกูล สืบซึ้ง แคลอรี่ บลา บลา) รักแท้ยังไง (น้ำชา) ฯลฯ






เจ้าพ่อเพลงโรแมนติก ตอนที่ 4 (ศิลปินที่ชื่อ ต.)

เศรษฐา ศิระฉายา (อาต้อย) เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2487  เป็นพิธีกร นักแสดงชื่อดัง และนักร้องนำวงดิอิมพอสซิเบิ้ล จบมัธยมปลายจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศ เศรษฐา ศิระฉายา เคยสมรสกับแอร์โฮสเตส ปัจจุบัน สมรสกับ อรัญญา นามวงศ์ มีบุตรสาว ชื่อ พุทธธิดา หรือน้องอิ๊ฟ เคยทำธุรกิจร้านขายหอยทอดร่วมกับภรรยา ที่ศูนย์อาหาร ศูนย์การค้ามาบุญครองตั้งแต่ศูนย์การค้าเริ่มเปิดดำเนินการใหม่ๆ ปัจจุบันเป็นผู้สร้างละครโทรทัศน์ในสังกัดช่อง 3 เริ่มก่อตั้งวงหลุยส์กีต้าร์เกิร์ล และก่อตั้งวงดนตรี Holiday J-3 ร่วมกับ วินัย พันธุรักษ์,พิชัย ทองเนียม,อนุสรณ์ พัฒนกุล และสุเมธ อินทรสูต ต่อมา เปลี่ยนชื่อเป็น Joint Reaction และเปลี่ยนอีกครั้งในชื่อ The Impossibles ดิอิมพอสซิเบิ้ล ซึ่งเป็นชื่อการ์ตูนชื่อดังของอเมริกาในสมัยนั้น เป็นวงดนตรีสตริงคอมโบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เป็นวงดนตรีระดับตำนาน และเป็นวงดนตรียุคบุกเบิก ในยุค 60 ทั้งยังเป็นวงดนตรีต้นแบบและเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงดนตรีรุ่นหลังต่อ ๆ มามากมาย

วงดิอิมพอสซิเบิ้ล หรือชื่อเรียกสั้นๆ ว่า ดิอิม เป็นวงดนตรีสตริงคอมโบวงแรกๆ ของไทย ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2509 มีสมาชิกรุ่นแรกประกอบด้วย วินัย พันธุรักษ์, อนุสรณ์ พัฒนกุล, สุเมธ แมนสรวง และพิชัย ทองเนียม และได้นักร้องนำคือ เศรษฐา ศิระฉายา ใช้ชื่อวงว่า Holiday J-3 ต่อมาเปลี่ยนเป็น จอยท์ รีแอ็กชั่น เล่นดนตรีเพลงสากลที่มีชื่อเสียง เช่น เพลงของคลิฟ ริชาร์ด เอลวิส เพรสลีย์ บางเพลงนำทำนองเพลงต่างประเทศที่เป็นที่นิยม มาแต่งเนื้อร้องเป็นภาษาไทย เช่นเดียวกับวงอื่นๆ ในยุคเดียวกัน เช่น ซิลเวอร์แซนด์ รอยัล สไปรท์ส เล่นดนตรีตามไนท์คลับต่างๆ

วงจอยท์ รีแอ็กชั่น เข้าร่วมการประกวดวงสตริงคอมโบ จัดโดยสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2512 ได้รับรางวัลชนะเลิศ 3 ปีติดต่อกัน ในปี(2512,2513,2515) วงจอยท์ รีแอ็กชั่น เปลี่ยนชื่อเป็น ดิอิมพอสซิเบิ้ล (The Impossibles) ชื่อนี้ตั้งโดยเศรษฐา ตามชื่อภาพยนตร์การ์ตูนทางโทรทัศน์ จากสหรัฐอเมริกา คือเรื่อง The Impossibles (1966) ช่วงหลังจากชนะเลิศในปีแรก ความนิยมได้พุ่งสูงอย่างมากมาย วงดิอิม ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมแสดงและบรรเลงเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องโทน (เพลงเริงรถไฟ ชื่นรัก ปิดเทอม) ของผู้กำกับเปี๊ยก โปสเตอร์ ทำให้ดิอิมได้รับความสำเร็จอย่างท่วมท้น ในขณะเดียวกันก็เกิดความเปลี่ยนแปลง สุเมธ แมนสรวง ได้ลาออกไป และได้สิทธิพร อมรพันธุ์ จากวงฟลาวเวอร์กับ ปราจีน ทรงเผ่า จากวงเวชสวรรค์ ได้เข้าร่วมวงแทน ระยะเวลานั้นดิอิม เล่นประจำอยู่ที่ศูนย์การค้าเพลินจิต แห่งเดียว ส่วนการแสดงตามโรงภาพยนตร์ในรอบปฐมทัศน์ของภาพยนตร์ไทย หรือการแสดงในรอบเช้า 6.00 นาฬิกา ร่วมกับการฉายภาพยนตร์ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุคนั้น (ภาพยนตร์ไทยเรื่อง เก๋า..เก๋า พ.ศ. 2549 ได้นำเสนอบรรยากาศของเรื่องการแสดงรอบเช้าของดิอิมด้วย ถึงจะไม่เหมือนไปทุกอย่าง แต่ก็ทำได้ใกล้เคียงและทำให้เห็นบรรยากาศในยุคนั้นได้ดีทีเดียว) ได้รวมถึงการแสดงตามเวทีลีลาศทั้งที่สวนลุมพินี สวนอัมพร ซึ่งมีขึ้นประจำทุกวันศุกร์หรือเสาร์ ช่วงปี 2511-2515 กลายเป็นปีทองของวงดิอิมอย่างแท้จริงราวปี พ.ศ. 2516-2518

ดิอิมพอสซิเบิ้ล มีชื่อเสียง และได้ทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ไทยเป็นจำนวนมาก ผลงานแผ่นเสียงขายดีที่สุดในยุคนั้น ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งในกลางปี 2515 ดิอิมพอสซิเบิ้ล ได้รับทาบทามให้ไปทำการแสดงที่มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ได้เพิ่มยงยุทธ มีแสง ทรัมเป๊ตจากวงวิชัย อึ้งอัมพร ร่วมวงไปด้วย ตลอดเวลา 1 ปีใน ฮาวาย ดิอิมพอสสิเบิลส์ได้รับความนิยมและความสำเร็จมากมาย เป็นวงดนตรีแรกที่ทำสถิติยอดขายต่อคืนสูงสุดตั้งแต่เปิดทำการของคลับที่แสดงอยู่ชื่อ ฮาวายเอี้ยนฮัท โรงแรมอลาโมอานา (ที่มีศูนย์การค้าใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้นตั้งอยู่บริเวณเดียวกัน) ดิอิมซ้อมนักมาก พิชัย ทองเนียม มือเบส ขอลาออก เศรษฐาต้องไปเล่นเบส ทำให้ไม่สะดวกในการร้องนำ จึงทำให้เกิดความคิดที่จะเรียกเรวัติ พุทธินันท์(เต๋อ) นักร้องนำวงเดอะแธ้งค์ ซึ่งเคยเล่นสลับที่อิมพอสสิเบิลส์คาเฟ่มาเป็นนักร้องนำแทนเศรษฐา ช่วงที่เต๋อเข้ามาได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นของการบรรเลง โดยได้เน้นเพลงที่มีเครื่องเป่ามากขึ้น และเป็นเพลงที่เหมาะกับการเต้น เช่นเพลงของวง Tower of Power เป็นต้น ขณะที่แสดงที่นั้นได้มีนักร้องศิลปินดัง ๆ ของโลกมาเปิดการแสดงที่ฮาวาย ทำให้วงดิอิม ได้ใช้ประสบการณ์ในการเข้าชมศิลปินดัง ๆ เหล่านี้มาปรับปรุงการแสดงของวงให้พัฒนาขึ้นตลอดเวลา

ดิอิมหมดสัญญาที่ฮาวายในเดือนสิงหาคม 2516 และได้เดินทางกลับเมืองไทยพร้อมกับผู้จัดการวงใหม่ ชื่อจรัล นันทสุนานนท์(ปัจจุบัน ดร.พุทธจรัล) เพื่อให้มีการจัดการวงในรูปแบบสากลอย่างมีระบบ ต้นเดือนพฤศจิกายน 2516 หลังเหตุการณ์วันมหาวิปโยค ดิอิม ได้เข้าทำการแสดง ณ เดอะเดนไนท์คลับ โรงแรมอินทรา ประตูน้ำเป็นเวลา 6 เดือน และที่เดอะเดนนี้เอง ดิอิม ได้สร้างระบบใหม่ในการเข้าชมของวง โดยมีการเก็บค่าชม ก่อนการเข้าไปในคลับ ซึ่งนับได้ว่าเป็นครั้งแรกของเมืองไทยและวงดนตรีไทย ในช่วงนี้ก็มีความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง ได้สมชาย กฤษณเศรณี(ปึ๊ด) มาเล่นเบสแทนเศรษฐา และปรีด์เทพ มาลากุล ณ อยุธยา(เปี๊ยก)มาเล่นกลองแทนอนุสรณ์ พัฒนกุล ได้ให้เรวัติเป็นนักร้องนำและเล่นออร์แกน เศรษฐาได้กลับไปเป็นนักร้องนำตามเดิม

การเดินทางเริ่มขึ้นอีกครั้งหลังหมดสัญญาที่เดอะเดน วงดิอิมได้รับการติดต่อไปแสดงในประเทศแถบสแกนดิเนียเวีย เริ่มจากสวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ตั้งแต่เดือน มิถุนายนถึงธันวาคม 2517 จากนั้นกลับเมืองไทย และเปลี่ยนมือเบส ไพฑูรย์ วาทยะกร เข้ามาแทนสมชาย เดือนมิถุนายน ไปยุโรปอีกครั้ง เริ่มที่สวีเดน ฟินแลนด์ ข้ามไปสวิตเซอร์แลนด์ กลับมาสวีเดนอีกและไปจบที่สวิสในเดือนกุมภาพันธ์ 2519 กลับเมืองไทย เล่นที่โรงแรมมณเฑียรเหมือนเดิม

ในปี 2518 ระหว่างการกลับไปตระเวณแสดงในยุโรปครั้งที่ 2 ดิอิมพอสสิเบิ้ล ได้ทำการบันทึกเสียงเพลงสากลเป็นครั้งแรกของวง ในชื่ออัลบั้ม Hot pepper  หลังจากนี้ได้ว่าเกือบเป็นปลายยุคของวง ได้มีการประชุมตกลกที่จะยุบวง หลังจากวงมีอายุรวมกันมาถึง 9 ปี มีการแถลงข่าวยุบวงอย่างเป็นทางการต่อสื่อมวลชนช่วงเดือนเมษายน 2519 หลังจากนั้นได้เดินทางไปเล่นที่โรงแรมมาเจสติค กรุงไทเป ไต้หวัน โดยทำสัญญาเดือนต่อเดือน พอเริ่มทำงานหมดเดือนแรก เรวัติออกไปก่อน และได้เดินทางไปทำงานที่สวีเดน 3 เดือน ในไต้หวันทำงานค่อนข้างหนัก เพราะต้องแสดงทั้งกลางวันและกลางคืน (1 มิถุนายน-4 กันยายน 2519) หลังกลับเมืองไทยดิอิมได้แสดงในช่วงสุดท้ายที่คลับโรงแรมแมนฮัตตัน ทอปเปอร์คลับ ตึกนายเลิศ และที่เดอะฟ๊อกซ์ ชั้นใต้ดินศูนย์การค้าเพลินจิต โดยทำการแสดงคืนละ 3 แห่ง ในราวเดือนตุลาคม 2519 ก็ได้หยุดทำการแสดงอย่างเป็นการถาวรในนาม ดิอิมพอสซิเบิ้ล วงดนตรีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำนานของวงดนตรีสากลแบบสตริงคอมโบ วงดนตรีขวัญใจวัยรุ่นของประเทศไทยต่อมาในช่วงพ.ศ. 2533ทางวงได้กลับมาออกอัลบั้มอีกครั้งกับนิธิทัศน์โปรโมชั่น โดยเป็นการนำเอาเพลงยอดนิยมมาออกใหม่

อัลบั้มอย่างเป็นทางการ ได้แก่ อัลบั้ม เป็นไปไม่ได้ (2515) หมื่นไมล์แค่ใจเอื้อม (2516) Hot pepper(2519) กลับมาแล้ว (2535)
หลังยุบวงดิอิมมีผลงานอัลบั้มเดี่ยวชุด“ผมไม่วุ่น”(ชื่อนี้มาจากการจัดจำหน่ายครั้งหลัง) ออกมาใน ปี พ.ศ. 2521 และอัลบั้ม“กลับมาแล้ว”(บันทึกเสียงใหม่) ในปี พ.ศ. 2535 ซึ่งวงดิอิมกลับมารวมตัวเป็นการเฉพาะกิจอีกครั้ง และได้ร่วมงานกับบอย โกสิยพงษ์ ทำซิงเกิ้ลพิเศษที่ชื่อ "เหมือนเคย"


เรวัติ พุทธินันทน์ (พี่เต๋อ) นักดนตรี นักร้อง นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ ผู้บริหาร เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท แกรมมี่ เอนเตอร์เทนเม้นท์หรือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ร่วมกับคุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เมื่อ พ.ศ. 2526 เต๋อ เรวัติ เป็นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งวงการเพลงไทย เป็นโปรดิวเซอร์ นักดนตรี นักแต่งเพลงในตำนาน เป็นผู้ปฏิวัติวงการเพลงไทยให้ไปสู่ยุคทองแห่งความเจริญรุ่งเรือง และผู้ริเริ่มความทันสมัยของดนตรีสมัยใหม่ให้กับประเทศไทย เป็นผู้บุกเบิกแนวเพลงสตริงอันทันสมัยให้กับการเพลงไทย ผู้นำแนวเพลง ร๊อค ป๊อบ แดนซ์ โมเดิร์นแจ๊ส ฟังค์ ฯลฯ เข้ามาเป็นที่นิยมในไทย เป็นผู้มีคุณูปการ มหาศาลแก่วงการเพลงไทย เป็นผู้ปลุกปั้นศิลปินให้มีชื่อเสียง อาทิ เบิร์ด นันทิดา แหวน ไมโคร ใหม่ คริสติน่า บิลลี่ นูโว เจ มอส ฯลฯ และได้รับการยอมรับ เป็นบุคคลตัวอย่าง แรงบันดาลใจให้กับนักร้องนักดนตรีของเมืองไทย มาจวบจนสมัยนี้

พี่เต๋อเกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2491 ที่กรุงเทพ เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 6 คน ของนาวาตรีทวีและนางอบเชย พุทธินันทน์ เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนอนุบาลละอออุทิศ จบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล และจบปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชีวิตครอบครัว พี่เต๋อสมรสกับคุณอรุยา สิทธิประเสริฐ เพื่อนจาก คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2517 มีบุตรสาวสองคนคือ สุธาสินี (น้องแพท) และสิดารัศมิ์ วาระสุดท้ายพี่เต๋อ ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง ได้เดินทางไปรักษาตัวที่สหรัฐอเมริกา เสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2539 รวม อายุ 48 ปี มีพิธีพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540

พี่เต๋อหัดเล่นดนตรีตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยบิดาบังคับให้เรียนแซกโซโฟน เขากับเพื่อนๆ โรงเรียนเซนต์คาเบรียลตั้งวงดนตรี ชื่อ Dark Eyes ต่อมาเปลี่ยนชื่อวงเป็น Mosrite และเข้าประกวดในงานของสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ ในปี พ.ศ. 2508 และ 2509 ขณะเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใน พ.ศ. 2510 ได้ร่วมกับเพื่อนตั้งวง Yellow Red (เหลือง-แดง คือสีประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) เพื่อนในวงคนสำคัญคือ ดนู ฮันตระกูล และจิรพรรณ อังศวานนท์

ต่อมาพี่เต๋อได้ร่วมกับเพื่อนจากธรรมศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งวง The Thanks รับแสดงตามงานต่างๆ เน้นดนตรีร็อค พี่เต๋อรับตำแหน่งร้องนำและตีกลอง เพื่อนร่วมวงคนหนึ่งในนั้นก็คือ กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา วง The Thanks มีชื่อเสียงได้เล่นสลับกับวงดิอิมพอสซิเบิ้ล ตามไนท์คลับต่างๆ

หลังเรียนจบพี่เต๋อได้รับการชักชวนให้ร่วมวงดิอิมพอสซิเบิ้ล และเดินทางกับวงไปแสดงที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกาและยุโรป ในตำแหน่งนักร้องนำและเล่นคีย์บอร์ด เมื่อวงดิอิมพอสซิเบิลประกาศยุบวง เมื่อ พ.ศ. 2520 เขาตั้งวง โอเรียนเต็ลฟังก์ เล่นดนตรีฟังก์ ร่วมกับวินัย พันธุรักษ์ เล่นประจำที่โรงแรมมณเฑียร และตระเวนเปิดการแสดงในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ในระหว่างนั้น พี่เต๋อได้ศึกษาการเขียนเพลงและดนตรีเพิ่มเติม

ในปี พ.ศ. 2526 พี่เต๋อร่วมกับ เพื่อนจากจุฬาฯ ที่ชื่อไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม (หรืออากู๋) ก่อตั้งบริษัท แกรมมี่ เอนเตอร์เทนเม้นท์ เขาทำหน้าที่ดูแลด้านการผลิตเพลง ใช้เทคนิคการสร้างศิลปินแบบสากล คือขายทั้งความสามารถและภาพพจน์ ทำให้ผลงานของบริษัทประสบความสำเร็จแทบทุกชุด และเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งมั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน

ผลงานทางดนตรี ได้แก่ อัลบั้ม เรามาร้องเพลงกัน (2525) ร่วมกับวงคีตกวี (อนุวัฒน์ สืบสุวรรณ, จิรพรรณ อังศวานนท์, สุรสีห์ อิทธิกุล, กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา และ อัสนี โชติกุล) และโรงเรียนดนตรีศศิลิยะ (เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ และดนู ฮันตระกูล) อัลบั้มแรกเต๋อ 1 (2526) เต๋อ 2 (2528) เต๋อ 3 (2529) ชอบก็บอกชอบ (2530) อีกทั้งเป็น producer, executive producer ให้กับอีกหลายศิลปินในยุคแรกๆ จำนวนหลายคน อีกทั้งยังแต่งเพลงเอาไว้มากมาย


ต้อม  เรนโบว์ หรือพีระพงษ์  พลชนะ เป็นชาวจังหวัดนครพนม โดยกำเนิด จบการศึกษาเบื้องต้นที่โรงเรียนปิยะมหาราชาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดนครพนม หลังจากนั้นมาศึกษาต่อที่วิทยาลัยเทคนิคนครพนม ด้วยเป็นครอบครัวนักดนตรี คือ มีคุณพ่อเป็นนักดนตรี ทำให้ต้อมเรนโบว์ มีความสามารถในการเล่นดนตรีและร้องเพลงตั้งแต่สมัยมัธยม ต้อม  เข้ากรุงเทพฯ มาเป็นสมาชิกวงอินทนิล ที่เป็นวงดนตรีวงแรกของ บริษัทอาร์เอส เขาจึงถือว่าเป็นนักร้องรุ่นแรกๆของอาร์เอส พร้อมๆกับอ๊อด คีรีบูน อ๊อดบรั่นดี หลังวงอินทินล ยุบ ในปี 2528 ต้อม และเพื่อนที่เป็นคนนครพนม ด้วยกัน อย่างอุ๋น ทวี และเพื่อนจากอินทนิล คนอื่น อย่างป๋อง มาตั้งวงเรนโบว์ ตั้งแต่นั้นจนประมาณปี 2540 มีอัลบั้มเพลง อันโรแมนติคและคลาสสิค ประดับวงการบันเทิงของไทย หลายอัลบั้ม และมีเพลงที่บันทึกในหน้าประวัติศาสตร์วงดนตรีไทย เช่น ลาจากเธอ ความในใจ จดหมายฉบับสุดท้าย อยากให้รู้ใจ ด้วยดวงใจ อย่าหวั่นใจ ขมิ้นกับปูน ใจเดียว ยังหวัง ขอแค่คิดถึง ช้ำเพื่อรัก ฯลฯ รวมไปถึงการนำเพลงเก่ามาร้อง ทำให้เพลงเก่ามีคุณค่า ทั้งเพลงสตริง  ลูกกรุง หรือลูกทุ่ง เช่น เพลงยากยิ่งนัก  สัญญาใจ  รักครั้งแรก ของชาตรี นักร้องรุ่นพี่ เพลงที่สุดของหัวใจ ของแจ้ ดนุพล รักฉันนั้นเพื่อเธอ ทำให้เพลงเก่าๆเหล่านี้มีชีวิตชีวา มีคุณค่าไม่เสื่อมคลาย และในปัจจุบัน ด้วยความที่ต้องการส่งเสริมและอนุรักษ์เพลงลาว ในฐานะที่ต้อม มีเลือดเนื้อเชื้อไขนครพนม ที่มีความผูกพันทางสายเลือดกับลาว และมีภรรยาเป็นคนลาว (ฝรั่งเศส) เขานำเพลงอมตะของลาว มาทำดนตรีและร้องใหม่ ทำให้เพลงดังกล่าว มีคุณค่าอีก แม้ต้อม  เรนโบว์ จะดูเหมือนจะห่างหายไปจากวงการดนตรีไทย  แต่เขาไม่เคยห่างหายไปจากเสียงเพลงและเสียงดนตรี แม้อายุจะมากขึ้น แม้จะไม่ได้อยู่เมืองไทย ดุจสายรุ้งที่ไม่มีวันสูญหายไปจากสายฝนและฟากฟ้า อันเป็นถ้อยคำ ที่แสดงออกถึงตัวตนแห่งความเป็นเรนโบว์

''เส้นทางนักร้องของพี่ต้อมคือการอยู่วง คือ เล่นดนตรีมาก่อน เป็นมือกีตาร์ ร้องเพลงยังไม่เก่งครับตอนนั้น เข้ามาในช่วงปี 2526 อยู่วงอินทนิล หลายท่านอาจจะลืมไปแล้ว อยู่กับอินทนิลมาชุดเดียวจนมา ปี 2527 ก็มาเป็น ''เรนโบว์'' ก็มีการเซ็นสัญญากับ บริษัท อาร์ เอส ที่ตอนนั้นใช้ชื่อว่าอาร์เอส ซาวน์ ก็อยู่มา จนตอนนี้ ปี 2553 รวมแล้วก็ 25-26 ปี อยู่มายาวนานจริงๆ เลยนะครับ สุดท้ายนี้บทบาทในการเล่นดนตรีลดน้อยลงมา ก็มาเอาดีทางร้องเพลง ก็มีหลายแนว หลายสไตล์ เพราะอยากเป็นคนร้องเพลงได้หลายแบบ ก็เลยมีอัลบั้มที่เป็นลูกทุ่งด้วยก็มี เพลงคู่ เพลงเก่า เพลงสุนทราภรณ์ เพลงอนุรักษ์เก่าๆ ก็ค่อนข้างเยอะครับ''

เรนโบว์ เป็นวงดนตรีชื่อดังในยุค 80 ถึงต้นยุค 90 ของ อาร์.เอส.โปรโมชั่น ซึ่งถูกก่อตั้งเมื่อปี 2528 โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงสมาชิกบางส่วนมาจากวง อินทนิล ซึ่งยุบวงไปก่อนหน้านั้น พร้อมทั้งโยกตำแหน่งเดิมของ ต้อม นักร้องรอง/มือกีต้าร์วง 'อินทนิล' แต่เดิม มาเป็นนักร้องนำหลัก/มือกีต้าร์ของวง โดยลดบทบาท ป๋อง นักร้องนำหลักคนเดิม ตั้งแต่สมัยวงอินทนิล เป็นคนร้องรอง โดยรับหน้าที่เล่นคีย์บอร์ดและกีต้าร์อีกด้วย แล้วเพิ่มสมาชิกใหม่เข้ามา 2 คน ได้แก่ พร และ อี๊ด ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกวงอินทนิลแต่เดิม ความแตกต่างของเรนโบว์ต่อวงสตริงอื่นๆ นั่นคือ การนำเสนอภาพลักษณ์ของ ต้อม นักร้องนำ/มือกีต้าร์ ที่วางตำแหน่งต่างออกไป และโดดเด่นเกินสมาชิกวงคนอื่น ทั้งการแต่งกาย การจัดตำแหน่งเวลาถ่ายรูป (ต้อมมักจะอยู่ข้างหน้า หรือ ถ่ายรูปเดี่ยวเสมอ) เนื่องด้วยทางอาร์เอส ต้องการปรับตำแหน่งของวงให้มีความแตกต่างจากวงสตริงวงอื่นในค่าย โดยใช้ระบบ 'สมาชิกคนหนึ่งเป็นตัวศูนย์กลางทุกอย่างของวง' ในการนำเสนอ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวงดนตรีคณะ 'วิงส์ (Wings) ' ของ เซอร์.พอล แม็กคาร์ตนีย์ ซึ่งแม้จะมีสมาชิกโดดเด่นขึ้นมาหนึ่งคน แต่ทุกคนก็รวมกลุ่มในการเป็นวงดนตรี



ผลงานเพลงอัลบั้มเต็ม1.ช้ำเพื่อรัก (พ.ศ. 2528) 2.ความในใจ (พ.ศ. 2529) 3.ด้วยดวงใจ (พ.ศ. 2530) 4.ด้วยแรงรัก (พ.ศ. 2530) 5.รอบใหม่ (พ.ศ. 2531) 6.เพื่อนคนเก่า (พ.ศ. 2532) 7.ลัดฟ้ามากับรุ้ง (พ.ศ. 2533) 8.เมื่อความรักเดินทาง (พ.ศ. 2535) อัลบั้มรวมฮิต 1.ความทรงจำ 1-2 (พ.ศ. 2532) -รวมงานอัลบั้มห้าชุดแรก กับ งานเก่าสมัย อินทนิล พร้อมด้วยเพลงใหม่ "ใจเดียว" 2.ความสุขนับแสน (พ.ศ. 2535) -รวมงานอัลบั้มชุดแรก (ช้ำเพื่อรัก) จนถึงชุดที่ 7 (ลัดฟ้ามากับรุ้ง) ยกเว้นอัลบั้มชุดที่ 8 (เมื่อความรักเดินทาง) 3.รวมฮิตข้ามเวลา (พ.ศ. 2537) -รวมงานเพลงจากอัลบั้ม ข้ามเวลา 1-3 4.รวมฮิต 1-2 (พ.ศ. 2537) 5.Classic (พ.ศ. 2547) -รวมงานเพลงเกือบทุกชุดของทางวง รวมทั้งงานจากอัลบั้ม ข้ามเวลา 1-3, 6.1 เรนโบว์'นัส, คอรัส หัวใจสลาย 6.2 ทศวรรษ (พ.ศ. 2550) -รวมงานเพลงอัลบั้มหลักของทางวง และอัลบั้มระคน-ละคร ไม่รวมงานเพลงจาก ข้ามเวลา 1-3, เรนโบว์'นัส,คอรัส หัวใจสลาย อัลบั้มพิเศษ/อัลบั้มร้องเพลงไทยสากลเก่า 1.เรนโบว์พิเศษ ระคนละคร (พ.ศ. 2534) -เพลงละครโทรทัศน์2.ข้ามเวลา (พ.ศ. 2535) –เพลงสตริงเก่า 3.ข้ามเวลา 2 (พ.ศ. 2535) –เพลงสตริงเก่า 4.ข้ามเวลา 3 (พ.ศ. 2536) –เพลงสตริงเก่า 5.เรนโบว์'นัส (พ.ศ. 2537) -เพลงลูกกรุง+สุนทราภรณ์6.เรนโบว์คอรัส หัวใจสลาย (พ.ศ. 2538) -ต้อม ร่วมงานกับคณะประสานเสียง 'ซิตี้ คอรัส' โดยนำเพลงไทยในอดีตมาเรียบเรียงใหม่ผสมการร้องประสานเสียง


ชรัส เฟื่องอารมย์ (พี่แต๋ม) เกิดวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2494 จบการศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในปี 28 ยังทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาลุมพินี ชรัสเป็นนักร้องนักแต่งเพลงที่เป็น role model ช่วงแรกการนำเสนอผลงานเป็นการร่วมกัน ระหว่าง ชรัส และ แฟลช (วงของพนเทพ สุวรรณะบุณย์ โปรดิวเซอร์คุ่หูและศิลปินหลายท่าน อาทิ วิยะดา, กบ (ทรงสิทธิ์)) ออกผลงาน ผีเสื้อ แมลงปอ ในสังกัดรถไฟดนตรี ต่อมาออกผลงานกับ EMI โดยร่วมกับ ชลิต เฟื่องอารมย์ ในชุด ชรัสและคนแปลกหน้า ในปี 2528 nite spot ดึงตัวไปออกงานร่วมกับ มาลีวัลย์ เจมีน่า ชุด มาลีวัลย์และชรัส เป็นงานพ๊อพแจ๊ซ ชรัสกลับมาดังอีกครั้งเมื่อออกงานชุด ชรัสวันนี้ กับแกรมมี่ในปี 2529 เพลง ทั้งรู้ก็รัก แล้วจึงมาอยู่ ครีเอเทียอาร์ทติสท์ ในชุด เหงา เหงา ก็เอามาฝาก หลังจากนี้มีชุด ชรัส พักร้อน กับค่ายบายมี

ผลงานอัลบั้ม ได้แก่ แฟลช และ ชรัส เฟื่องอารมย์ (ปี 2524 สังกัด รถไฟดนตรี)ผีเสื้อ (ปี 2525 สังกัด รถไฟดนตรี)แมลงปอ (ปี 2526 สังกัด รถไฟดนตรี) คอนเสิร์ทของผู้ชายชื่อ ชรัส เฟื่องอารมย์ (ปี 2526 สังกัด EMI)ชรัส - ชลิต และคนแปลกหน้า (ปี 2527 สังกัด EMI)มาลีวัลย์ และ ชรัส (ปี 2528 สังกัด ไนท์สปอต) ชรัส วันนี้ (ปี 2529 สังกัดแกรมมี่ เอนเตอร์เทรนเม้นต์) คืนรักที่อบอุ่น (ปี 2531 สังกัดแกรมมี่ เอนเตอร์เทรนเม้นต์) เหงา เหงา ก็เอามาฝาก (ปี 2532 สังกัดครีเอเทีย อาร์ดิสก์) แม่ไม้เพลงไทย (ปี 2533 สังกัดแกรมมี่ เอนเตอร์เทรนเม้นต์) เก็บรักที่ปลายใจ (ปี 2535 สังกัดแกรมมี่ เอนเตอร์เทรนเม้นต์) วันที่รอ พ.ศ. ที่คิดถึง (ปี 2537 สังกัด พีจีเอ็ม) วันที่รอ พ.ศ. ที่คิดถึง (ปี 2537 สังกัด พีจีเอ็ม) เนคไท (ปี 2539 สังกัด เอ็มสแควร์) ชรัส พักร้อน (ปี 2540 สังกัด บายมี) คำอธิบาย (ปี 2541 สังกัด นีโอมิวสิก) ชรัสร่วมสมัย (ปี 2542 สังกัด แกรมมี่คิวเอ็กซ์) เพราะรัก...ฉันจึงมา (ปี 2547 สังกัด อาร์เอส โปรโมชั่น) เพลงรักเฟื่องอารมย์ (ปี 2548 สังกัด อาร์เอส โปรโมชั่น) Play On (ปี 2554 สังกัด รถไฟดนตรี)



อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข (แสตมป์) เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2525 จบการศึกษาจาก คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มสนใจงานเพลงเริ่มจากการสร้างสรรค์ผลงานเพลงประกอบละครเวทีสถาปัตย์ฯ และยังรวมตัวกับเพื่อนๆ ตั้งวงดนตรี ส่งเพลงไปที่ 104.5 Fat Radio ซึ่งเป็นจุดพลิกผันให้แสตมป์ ได้พบเจอกับพี่ๆ ในวงการเพลง และมีโอกาสนำผลงาน ออกสู่สายตาประชาชน มีผลงานอัลบั้มแรกของตนเองชื่อ 7thSCENE กับวง 7thSCENE สังกัด เลิฟอีส ในพ.ศ. 2548 นอกจากเป็นนักร้องแล้ว แสตมป์ยังเป็นนักแต่งเพลงมือทองอีกด้วย เขาเริ่มแต่งเพลงให้กับศิลปินทุกค่ายที่ขวางหน้า หนังทุกเรื่องที่ยังไม่มีเพลง โฆษณาทุกชิ้นที่เขาพอจะมีคนรู้จักร่วมทำอยู่ จนในที่สุดเขาได้รับรางวัลแรกในชีวิตคือ รางวัล สีสันอวอร์ด สาขาเพลงยอดเยี่ยม จากเพลง น้ำตา ของธงไชย แมคอินไตย์ เรื่อยมาจนถึง เพลง เงินล้าน จากวงโมเดิร์นด๊อก เพลง ราตรีสวัสดิ์ ของ ฟักกลิ้งฮีโร่ เพลง ฝัน หวาน อาย จูบ จากภาพยนตร์ และที่สำคัญที่สุด เพลง ความคิด จากอัลบั้มเดี่ยวของเขา ซึ่งกลายเป็นเพลงมหาฮิตและได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน จนปัจจุบันเขากวาดรางวัลไปแล้วถึง 17 รางวัล จากเกือบทุกสถาบันในประเทศ หลังจากแต่งเพลงให้คนอื่นอยู่มาเป็นเวลานาน แสตมป์ได้ร่วมมีผลงานกับค่ายเลิฟอีส โดยร้องเพลงและเล่นกีต้าร์ในอัลบั้ม ‘Black Album’ กับวง ‘เรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธา’ ซึ่งหลังจากที่มีโอกาสได้เจอ บอย โกสิยพงษ์ แสตมป์ก็ได้ฝากฝีมือไว้ในอัลบั้ม ‘Love is Vol.1’ และร่วมงานกันเรื่อยมา จนถึงอัลบั้มที่สร้างชื่อเสียง และเป็นที่รู้จักกับอัลบั้ม ‘Rhythm & Boyd E1EVEV1H’ ในเพลง “สมมติ” และ “เธอไม่เคยเปลี่ยน” และ วง the strangers ร้องร่วมกับ ตู่ ภพธร สุนทรญาณกิจ คัตโตะ อารมณ์ โพธิ์หาญรัตนกุลและ แชมป์ ศุภวัฒน์ พีรานนท์ หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวเป็นของตัวเอง โดยใช้ชื่อว่า The Million Ways to Write Part I เป็นสไตล์ Acoustic – Rock และอัลบั้มล่าสุดชื่อ เพลงที่นานมาแล้วไม่ได้ฟัง และออก ep ล่าสุดชื่อ ทุกคำที่เธอเอ่ยคือบทกวี

แสตมป์ เป็นทั้งนักร้อง นักดนตรี และนักแต่งเพลงแล้ว ยังจัดรายการวิทยุรายการ 2talk ร่วมกับ คัตโตะอีกด้วย(ไม่มีแล้ว) ปัจจุบันกำลังคบหากับสาวนอกวงการชื่อนิว-จีริสุดา ศรีวัฒน์

ผลงานของแสตมป์

ผลงานในนามวง 7thSCENE (2548)
ผลงาน “The Million Ways to Write Part I” (2551)

1. ก่อนบทเพลงจะหมดความหมาย feat. ป๊อด -โมเดินด๊อก , บอย โกสิยพงษ์, นภ พรชำนิ, เบน ชลาทิศ, คิว ฟลัวร์, บุรินทร์ , โต๋ - ศักดิ์สิทธิ์, บอย - ตรัย ภูมิรัตน

2. คนที่คุณก็รู้ว่าใคร Feat. คนที่คุณก็รู้ว่าใคร

3. ความคิด (เพลงประกอบภาพยนตร์ A moment in June)



4. ร่ม feat. บอย ตรัย ภูมิรัตน และ ออน ละอองฟอง

5. สองหมื่น Feat. บอย โกสิยพงษ์

6. ทฤษฎีสีชมพู (live version)

ผลงาน “เพลงที่นานมาแล้วไม่ได้ฟัง” (2553)

1. แอนิเมชั่น

2.บ้านเล็ก

3.ครั้งสุดท้าย

4.ผีเสื้อ

5.เพลงที่นานมาแล้วไม่ได้ฟัง

6.Karma (Feat. ฟักกลิ้ง ฮีโร่)

7.ภาษาไทย

8.สองยกกำลังยี่สิบ (Feat. ตู่ ภพธร, ฟักกลิ้ง ฮีโร่)

ผลงาน “ep: ทุกคำที่เธอเอ่ยคือบทกวี”

1. ข้างชีวิต

2. สุภาพบุรุษ

3. ทันเวลา

ผลงานร่วมอื่นๆ (ที่ร้องโดยแสตมป์)

อัลบั้ม: Ost. Hello! My Lady (2551)

อัลบั้ม: Love talks 1. China Girl 2. เปิดหัวใจ 3. พร

อัลบั้ม Best Hits Now (2552)- ในอากาศ ร่วมกับ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์, แดน วรเวช, เมื่อย scrubb, นัท crescendo, คัตโตะ Lipta, เฟิร์ส slot machine, Q Flure และ เบน ชลาทิศอัลบั้ม: Love is hear (2552)- เสียงในความเงียบ ร่วมกับบอย ตรัยและเปียโน • อัลบั้ม: Single เพลงนี้เพื่อลานเล่นน้อง (2553)

อัลบั้ม: Flash Back Album Tributed To แทน ปัณฑุรอัมพร- ทิ้ง




เจ้าพ่อเพลงโรแมนติก ตอนที่ 3 (ศิลปินที่ชื่อ บ.)

ธงไชย แมคอินไตย์ (พี่เบิร์ด) เป็นนักร้อง นักแสดง นักแต่งเพลง ที่มีผลงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 จนถึงปัจจุบัน ประสบความสำเร็จจนเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วประเทศ ปัจจุบันเป็นนักร้องในสังกัดของ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่

ธงไชย แมคอินไตย์(Thongchai Mcintyre) เกิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2501 ที่ย่านบางแค ฝั่งธนบุรี มีชื่อภาษาอังกฤษว่า "อัลเบิร์ท แมคอินไตย์" (Albert McIntyre) เป็นบุตรคนที่ 9 ในจำนวนพี่น้อง 10 คน ของคุณพ่อเจมส์ และคุณแม่อุดม แมคอินไตย์ โดยในวัยเด็กเคยตระเวนร้องตามเวทีนักร้องลูกทุ่งของ ศรเพชร เพชรสุวรรณ ภายหลังจบการศึกษา เริ่มทำงานที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาท่าพระ ฝ่ายต่างประเทศ หลังจากนั้นมีโอกาสเข้าวงการบันเทิงโดยการชักจูงของไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา ละครเรื่องแรก "น้ำตาลไหม้" ทางช่อง 3 ปี พ.ศ.2526 นอกจากพรสวรรค์ทางด้านการแสดงแล้ว ยังมีพรสวรรค์ทางด้านการร้องเพลง ได้มีโอกาสสำคัญของชีวิตในการเข้าร่วมประกวดร้องเพลงของสยามกลการ จนสามารถชนะใจคนดู และชนะใจกรรมการในครั้งนั้นเป็นผู้เข้าประกวดที่ได้รับถึง 3 รางวัล จุดประกายให้เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ ชักจูงเข้าสู่วงการเพลง และได้ก้าวสู่การเป็นนักร้องเต็มตัวโดยมีอัลบั้มแรก "หาดทราย สายลม สองเรา" ปี พ.ศ. 2529 ด้วยพรสรรค์ทางด้านเสียงร้องแล้ว ยังเป็นศิลปินที่โดดเด่นในเรื่องของการเอ็นเตอร์เทน ทำให้ ธงไชย แมคอินไตย์เบิร์ด เป็นศิลปินขวัญใจมหาชนชาวไทย ทุกเพศ ทุกวัย เป็นศิลปินนักร้องที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของประเทศไทย และเป็นระดับแนวหน้าของทวีปเอเชีย โดยการจัดระดับนักแสดงที่มีอิทธิพลของโลกโดยนิตยสารเอ็นเตอร์เทนเม้นท์วีคลี่ (Entertainment Weekly Magazine)ของสหรัฐอเมริกา ยกย่องให้เขาเป็นศิลปิน-นักแสดงที่มีอิทธิพลในทวีปเอเชีย มียอดขายผลงานเพลงจากทุกอัลบั้ม มากกว่า 20 ล้านชุด เป็นที่นิยมของมหาชนยาวนาน มากกว่ายี่สิบปี โดยสร้างทุกปรากฏการณ์ของวงการบันเทิงไทย ทั้งปรากฏการณ์ละครที่มีเรตติ้งสูงสุด "ละครคู่กรรม ช่อง 7" ปรากฏการณ์อัลบั้มที่ทำยอดจำหน่ายสูงสุดของประเทศไทย "อัลบั้มชุดรับแขก" อีกทั้งปรากฏการณ์ศิลปินที่มีจำนวนรอบคอนเสิร์ตสูงสุด และรายได้สูงสุดของประเทศไทย "คอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดโชว์" จนได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ในผู้ทรงอิทธิพลของประเทศไทยจากทุกผลสำรวจ

ผลงานอัลบั้มแรก ที่ทำให้ประชาชนรู้จักในตัวเบิร์ด ธงไชยคือ อัลบั้มหาดทราย สายลม สองเรา และรายชื่อผลงานอัลบั้มเต็มและเป็นอัลบั้มเดี่ยวจริงๆ ของเบิร์ด มีดังนี้

หาดทราย สายลม สองเรา พ.ศ. 2529
สบาย สบาย พ.ศ. 2530
รับขวัญวันใหม่ พ.ศ. 2530
2501 พ.ศ. 2531
ส.ค.ส. พ.ศ. 2531
บูมเมอแรง พ.ศ. 2533
พริกขี้หนู พ.ศ. 2534
ธ.ธง พ.ศ. 2537
ขนนกกับดอกไม้ พ.ศ. 2538
DREAM พ.ศ. 2539
ธงไชย เซอร์วิส พ.ศ. 2541
ธงไชย เซอร์วิส พิเศษ พ.ศ. 2541
ตู้เพลงสามัญประจำบ้าน พ.ศ. 2542
SMILE CLUB พ.ศ. 2544
รับแขก พ.ศ. 2545
เบิร์ด - เสก พ.ศ. 2546
Bird 20 Memories 1 พ.ศ. 2547
Bird 20 Memories 2 พ.ศ. 2547
Vol. 1 พ.ศ. 2548
ธงไชย วิลเลจ พ.ศ. 2549
เบิร์ด เปิดฟลอร์ พ.ศ. 2549
Simply Bird พ.ศ. 2550
อาสาสนุก พ.ศ. 2553

รายละเอียด เกี่ยวกับพี่เบิร์ดโดยละเอียดเข้าไปที่เว็บไซต์ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%98%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A2_%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%8C

บอย โกสิยพงษ์ เป็นนักแต่งเพลง นักร้อง และโปรดิวเซอร์ผลิตเพลงแนว R&B มีชื่อจริงว่า ชีวิน โกสิยพงษ์ เคยเป็นหนึ่งในผู้บริหารของค่ายเพลงเบเกอรี่มิวสิก และมีผลงานแต่งเพลงหลายชุด ปัจจุบันเป็นผู้บริหารค่ายเพลงเลิฟอีส

บอย โกสิยพงษ์ หรือชื่อจริงคือ ชีวิน โกสิยพงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2510 เป็นลูกคนกลางในจำนวนพี่น้อง 3 คน ในวัยเด็กบอยมีความสนใจทั้งในด้านดนตรีและการ์ตูนมาก บอยได้เริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ และเริ่มแต่งเพลงประกอบการ์ตูนที่เขียนขึ้นเองตั้งแต่อยู่ชั้นประถมปีที่ 6 บอยจบการศึกษาด้านการแต่งเพลง และธุรกิจเพลงจากมหาวิทยาลัย UCLA (University of California at Los Angeles) ประเทศสหรัฐอเมริกา

เมื่อจบการศึกษา บอยได้เริ่มทำงานเป็นนักแต่งเพลงอิสระที่ทำงานให้ทั้งศิลปินเพลง และเพลงประกอบโฆษณา จนกระทั่งได้ร่วมงานกับ สุกี้ กมล สุโกศล แคลปป์ ที่ต่อมาเขาได้ร่วมก่อตั้งบริษัท เบเกอร์รี่ มิวสิค ขึ้นมาในปี พ.ศ. 2537 ร่วมกับ สุกี้ กมล สุโกศล แคลปป์ สมเกียรติ อริยชัยพาณิชย์ และ สาลินี ปันยารชุน โดย บอย มีหน้าที่หลักในด้านแต่งเพลงและทำดนตรีบริษัทเบเกอรี่มิวสิค เติบโตเรื่อยมาจนกระทั่งประสบปัญหาทางการเงินจนต้องเข้าร่วมกิจการกับบริษัทบีเอ็มจีมิวสิค(ประเทศไทย) และภายหลังในปี พ.ศ. 2547 บริษัทแม่ของบีเอ็มจีที่ต่างประเทศได้ควบรวมกิจการกับบริษัทโซนีมิวสิก ส่งผลให้บริษัทเบเกอร์รี่มิวสิคที่เข้าร่วมกิจการกับบริษัทบีเอ็มจีมิวสิค(ประเทศไทย) ต้องเข้าร่วมกับบริษัทโซนีมิวสิก(ประเทศไทย)ไปโดยปริยาย และเบเกอร์รี่มิวสิค ต้องกลายเป็นค่ายเพลงย่อยของโซนี่มิวสิค ผู้บริหารของเบเกอร์รี่มิวสิครวมถึงบอยเองจึงลาออกจากเบเกอร์รี่มิวสิค ต่อมาบอยและสุกี้ กมล สุโกศล แคลปป์ ได้ร่วมก่อตั้งค่ายเพลงใหม่ขึ้นมาภายใต้ชื่อ เลิฟอีส แต่ต่อมาค่ายเพลงเลิฟอีส ได้ปรับมาเป็นบริษัทโปรดักชั่นเฮ้าส์ ในด้านชีวิตส่วนตัว บอย โกสิยพงษ์ ได้สมรสกับ วรกัญญา โกสิยพงษ์ และมีลูกสาวด้วยกันสองคน คือ ดีใจ โกสิยพงษ์ และ ใจดี โกสิยพงษ์ ในด้านการนับถือศาสนาบอยนับถือศาสนาคริสต์


จุดเริ่มต้นความคิดสร้างสรรค์ครั้งยิ่งใหญ่มาจากมันสมองของผู้ชายโรแมนติกที่ชื่อ 'บอย โกสิยพงษ์' ผู้นี้ ผู้ซึ่งประวัติศาสตร์วงการดนตรีไทยต้องจารึกชื่อไว้ ในฐานะผู้นำดนตรีแนว R&B ให้ผู้ฟังได้เข้าสู่โลกแห่งเสียงดนตรีที่มาจากหัวใจ ไพเราะ และอบอุ่น   บอยออกอัลบั้มแรกกับซิงเกิ้ล 'รักคุณเข้าแล้ว' และตามมาด้วยอัลบั้มเต็ม ชุดแรก 'Rhythm and Boyd' ในปี 1995 ด้วยเพลงที่กลายเป็นอมตะในใจหลายคนอย่าง "ฤดูที่แตกต่าง , เจ้าหญิง , จะเก็บเธออยู่ในเสมอ ฯลฯ”   จากนั้นเกือบ 2 ปีอัลบั้มเต็มชุดที่ 2 ก็ได้ฤกษ์คลอด ในชื่อ "SIMPLIFIED" ซึ่งเป็นที่มาของการปลดปล่อย กลับคืนสู่ความเรียบง่ายทางดนตรี โดยมีเพลงที่รู้จักอย่าง “ห่างไกลเหลือเกิน , อยากจะขอ, เที่ยงคืน” หลังจากนั้น ซิงเกิ้ลพิเศษต่างๆ ของบอย ก็ได้ตัดออกมาตามโอกาสพิเศษต่างๆของเขา ไม่ว่าจะเป็น ซิงเกิ้ล “ดีใจ” กับลูกสาวคนแรกของเขา ซิงเกิ้ล "listen to me' (เธอเองจะได้ยินอะไรในใจฉันไหม) และ "Song from different scenes" อันเป็นผลงานพิเศษที่รวบรวมเอาเพลงที่หาฟังได้ยากที่บอย ได้แต่งให้กับบริษัท เอเจนซี่ต่างๆ

ผลงานอัลบั้มส่วนตัวของบอย มีดังนี้
1. Rhythm & Boyd (พ.ศ. 2538)  2. Simplified (พ.ศ. 2539)  3. Million Ways to Love Part 1(พ.ศ. 2547)
อัลบั้มพิเศษที่ทำร่วมกับศิลปินอื่นในค่าย  อาทิ 1. One (พ.ศ. 2539) 2. Home (พ.ศ. 2540) 3. Thanks (พ.ศ. 2540) 4. เธอเองจะได้ยินอะไรในใจฉันไหม? 5. พอ (พ.ศ. 2545) และอัลบั้มรวมผลงานเพลงที่ใช้ชื่อว่า Songs From Different Scenes 1-4

อนุวัฒน์ สงวนศักดิ์ภักดี หรือ บอย พีซเมคเกอร์ เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2523 นับถือศาสนาคริสต์ แต่เรียนที่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ (DSA112)เป็นบุตรคนเล็กในบรรดาพี่น้อง 3 คน มีชื่อภาษาจีนกลางที่อาจารย์สอนภาษาจีนในโบสถ์เป็นผู้ตั้งให้ตอนเด็กๆ ว่า "เย่ เอินเหว่ย" หรือ "เฮี๊ย อึงอุ้ย" ในจีนแต้จิ๋ว แปลว่า "ยิ่งใหญ่"

อนุวัฒน์เติบโตมาจากครอบครัวที่รักเสียงเพลง จึงชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็ก ก่อนที่จะเริ่มเดินตามฝันของตัวเองอย่างจริงจัง เขาเริ่มชีวิตการทำงานด้วยการเป็นพนักงานบริษัทเอกชนมาก่อน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทิ้งสิ่งที่ตนเองรัก โดยได้รับจ้างร้องเพลงตามร้านอาหารกึ่งผับควบคู่ไปด้วย หลังจากทำงานประจำควบคู่กับร้องเพลงตามร้านอาหารกึ่งผับมาได้ระยะหนึ่ง ก็รู้สึกว่างานประจำที่ทำไม่ใช่สิ่งที่ตนเองต้องการ จึงตัดสินใจเลือกที่จะร้องเพลงตามร้านอาหารกึ่งผับเพียงอย่างเดียว ได้จับคู่ กับ พีระ เทศวิศาล (พีท) เป็นวงดูโอ (Duo) เล็กๆ ชื่อ กรีน ที (Green Tea) ให้ความบันเทิงตามร้านอาหารกึ่งผับหลายแห่ง โดยเริ่มจากร้าน Gasso เป็นแห่งแรก (2545) และเป็นที่ที่ทีมงานของเบเกอรี่ มิวสิก ได้ฟังเพลงที่เขาร้อง จึงได้ชักชวนให้ร่วมงานในอัลบั้ม Million ways to love Part I ของนักร้อง-นักแต่งเพลงชื่อดัง บอย-โกศิยพงษ์

“หัวใจผูกกัน” คือเพลงแรกของเขาที่ได้ร้องให้คนทั่วประเทศได้ฟัง และด้วยความเพราะของเพลงก็ทำให้ บ.บอร์ดคลาส ไทยเทเลวิชั่น ผู้จัดละครเรื่องพระจันทร์แสนกล ทางช่อง 3 นำเพลงหัวใจผูกกัน ไปเป็นเพลงประกอบละครเรื่องนี้ด้วย หลังนั้นไม่นาน อนุวัฒน์ และ พีระ จึงได้รับการติดต่อให้เซ็นสัญญาให้เป็นศิลปินในสังกัด Green Beans และได้มีผลงานชิ้นแรก (2546) ในอัลบั้มพิเศษของค่ายคือ Greenlight Project ภายใต้ชื่อวงพีซเมคเกอร์ (Peacemaker) หลังจาก พีซเมคเกอร์ (Peacemaker) มีผลงานเพลงได้ 2 อัลบั้ม ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงกับวง เนื่องจากพีระ ไม่ต่อสัญญากับ Green Beans และออกไปทำอัลบั้มของตัวเอง ทางค่ายเพลงจึงให้อนุวัฒน์ออกอัลบั้มเดี่ยว ภายใต้ชื่อว่า บอย พีซเมคเกอร์ (Boy Peacemaker) อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกคือ Peacemaker 3 to 1 โดยได้เปลี่ยนแนวเพลงจากเพลงป๊อปฟังสบายๆ (easy listening) แบบเดิม ให้มีความเป็นร็อค (pop rock) ซึ่งจะมีความหนักแน่นของดนตรีมากขึ้น อัลบั้ม Peacemaker 3 to 1 วางแผงเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549

ผลงานเดี่ยวส่วนตัวภายหลังแยกจากวงพีชเมกเกอร์ ได้แก่ อัลบั้ม 3 to 1 และ อัลบั้ม Sense of sound  ก่อนที่จะมาเป็นชื่อวง Peacemaker นั้น ทั้ง 2 คนเคยใช้ชื่อวงว่า Green tea มาก่อน แต่ด้วยความที่อยากให้ชื่อวงฟังดูเข้มแข็งยิ่งขึ้น ทั้งคู่จึงเลือกที่จะใช้ชื่อ Peacemaker ที่แปลว่า ผู้รักษาสันติภาพ โดยให้เหตุผลว่า โลกนี้ไม่ควรสร้างเสรีภาพด้วยสงคราม แต่ควรสร้างเสรีภาพกันด้วยเสียงเพลงมากกว่า

“พีท” หนุ่มผมยาวลูกเสี้ยวเยอรมัน กับบุคลิกที่เรียบง่ายและเงียบขรึม เริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่ลีลาการเล่นกีตาร์ที่จัดจ้านแตกต่างกับบุคลิกของเขา เก็บเกี่ยวประสบการณ์เล่นดนตรีกลางคืน เป็นเวลากว่า 4 ปี ส่วน ”บอย” เริ่มทำตามความฝันของตัวเอง ด้วยการร้องเพลงในร้านอาหาร จนไปสะดุดหูทีมงานของ เบเกอรี่ มิวสิก เข้า และได้ร่วมร้องเพลง “หัวใจผูกกัน” ในอัลบั้ม "Million Ways to Love Part 1" ของนักแต่งเพลงชื่อดัง บอย โกสิยพงษ์
หลังนั้นไม่นาน โปรดิวเซอร์ที่ทำงานในบริษัท แกรมมี่ ได้มาดูการเล่นดนตรีและร้องเพลงของพวกเขา จึงเห็นความสามารถติดต่อเซ็นสัญญาให้เป็นศิลปินในสังกัด กรีนบีนส์ จนมีผลงานเพลงพิเศษที่ใช้ชื่อว่า กรีนไลท์โปรเจ็กต์ อัลบั้มที่รวบรวบศิลปินหน้าใหม่มากความสามารถ โดย ”บอย” ได้ร้องเพลง ”คิดถึง” เพลงช้าซึ้งที่สร้างกระแสความฮิตไปทั่ว และเพลงน่ารักๆ อย่างเพลง ”อย่าคิดเลย” ของหนุ่ม ”พีท”

ผลงานที่ออกในนามของศิลปินดูโอ พีชเมกเกอร์ ได้แก่ Peacemaker (พ.ศ. 2546) และ Panorama (พ.ศ. 2548)

เบิร์ดกะฮาร์ท เป็นศิลปินดูโอคู่แรกๆ ในเมืองไทย ประกอบด้วย นักร้องนำคือ กุลพงษ์ บุนนาค (เบิร์ด) และ สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล (ฮาร์ท) อัลบั้มแรกห่างไกล ภายใต้สังกัดไนท์สปอต โปรดักชั่น 

ผลงานอัลบั้ม 1 ห่างไกล (พ.ศ. 2528) 2 ด้วยใจรักจริง (พ.ศ. 2529) 3 จากกันมานาน (พ.ศ. 2534) 4 Moonlighting (พ.ศ. 2538) 5 นึกถึงดิอิมพอสซิเบิ้ล (พ.ศ. 2539) 6 ที่รัก (พ.ศ. 2539) 7 Destiny (พ.ศ. 2549)

ปัจจุบัน เบิร์ด กุลพงศ์ บุนนาค มีหน้าที่การงานเป็นถึงประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บ. ไลฟ์ ทีวี จำกัดดูแลรายการทีวีดาวเทียมถึง 5ช่องรวมถึงช่องไทยไชโย ด้วยซึ่งเป็นช่องลูกทุ่ง

ส่วนฮาร์ท สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล ปัจจุบันอายุ 41 ปี เกิดเมื่อ 27 พ.ย. 2507 ที่ รพ.ศิริราช

สมัยนั้นเขาเรียกจังหวัดธนบุรี มีน้องชาย 1 คน ตอนเด็กๆ เรียนที่เซ็นต์จอห์น

จนกระทั่งจบประถมปีที่ 7เป็น ป.7 รุ่นสุดท้ายก่อนที่เขาจะเปลี่ยนเป็นม.1 พออายุได้ 13 ก็ไปเรียนต่อที่อเมริกาจนกระทั่งจบปริญญาตรีที่ มหาวิทยาลัย UCLA ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย

แล้วก็เรียนโทต่อที่ UFC แคลิฟอร์เนียเหมือนกัน (สาขาเศรษฐศาสตร์) ไปอเมริกาปี 2521 แล้วก็กลับมาเมืองไทยอย่างถาวรเมื่อปี 2534 เริ่มต้นทำงานในภาคราชการก่อน จากนั้นก็มาอ่านข่าวทีวี ปัจจุบันเป็นพิธีกรอยู่ 3 รายการ มีรายการชูรักชูรส คู่กับคุณหมอพิมลวรรณ หรือหมอต้อ ทางช่อง 3 เมืองไทยวาไรตี้ ช่อง 5 เป็นรายการสดจันทร์ถึงศุกร์คู่กับคุณหนุ่มกรรชัย อีกรายการหนึ่งคือรายการ SME ชี้ช่องรวย ช่อง 11


 พล พัวศิริรักษ์ (เบล) เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2524 นักร้อง นักจัดรายการ และพิธีกร ชาวไทย จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ อดีตนักร้องนำวง พาย

ปัจจุบันนอกจากการเป็นศิลปินนักร้องแล้วเขายังทำหน้าที่เป็น DJ อยู่คลื่น chill 89 (จัดอยู่ช่วงเวลา 16.00 - 18.00 น. ทุกวันจันทร์ - ศุกร์) เบลแจ้งเกิดจากการเป็นศิลปินในอัลบั้มพิเศษที่ชื่อว่า Gift และร้องเพลง cover เพลง ก้อนหินก้อนนั้น และ ผิดไหม ด้วยน้ำเสียงและลีลาทำให้ได้รับโอกาสเป็นศิลปินออกอัลบั้มในเวลาต่อมา โดยได้ร่วมงานกับหนึ่ง ณรงค์วิทย์ เตชะธนวัฒน์มาอย่างต่อเนื่อง

ผลงานอัลบั้ม 1 Good Afternoon (2010) 2 Very Bell (2009) 3 Sleepless Society 3 By Narongvit One Night Stand (2008) 4 D.I.Y by Narongvit 5 Left & Right The Celebration Album (2007) 6 Gift (2006)

 

ชลาทิศ ตันติวุฒิ หรือ เบน ชลาทิศ (28 กรกฎาคม 2524 - ปัจจุบัน) อดีตสมาชิกวง Monotone ยุคแรก ก่อนเข้าค่ายเบเกอรี่ มิวสิค เป็นนักร้องสมาชิกวงบีไฟว์ปี พ.ศ. 2547 ก่อนมาออกอัลบั้มเดี่ยว


ชลาทิศ ตันติวุฒิ (เบน) เกิดเมื่อ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2524 ที่โรงพยาบาลสมเด็จ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยเป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัว ศึกษาที่โรงเรียนอนุบาลชลบุรี ตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงประถม 3 จากนั้นศึกษาต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาจนจบชั้นมัธยม 6 ด้วยความชอบด้านดนตรีเขาจึงเข้าศีกษาต่อระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดลจากนั้นในปี พ.ศ. 2544 เบน ได้รวบรวมกลุ่มเพื่อนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาตั้งวงดนตรีที่มีชื่อว่าโมโนโทน โดยมีเพลงที่เป็นที่รู้จักอย่างเพลง "Celebration" ที่ขึ้นถึงอันดับหนึ่งในการจัดอันดับเพลงของรายการวิทยุคลื่น 104.5 แฟตเรดิโอ และ คลื่น 103.5 โมเดิร์นเลิฟหลังจากนั้นเบนเริ่มเป็นที่สนใจในวงกว้างจากผลงานเพลงต่อมาอย่างเพลง "Turn Off The Light" และเพลง "Susan Jones" ซึ่งเป็นเพลงคัฟเวอร์ของ เบิร์ดกับฮาร์ท ซึ่งอยู่ในอัลบั้ม "Perspective 1" จากผลงานดังกล่าว เบน จึงได้ร่วมงานกับ บอย โกสิยพงศ์ ในอัลบั้ม "Bakery love is Forever" ในปี พ.ศ. 2545 กับเพลงที่ชื่อว่า "ใกล้" และกับเพลง "คะแนนแห่งชีวิต" จากอัลบั้ม "พอ" ของ บอย โกสิยพงศ์ ในปีต่อมา ปี พ.ศ. 2546 เบนได้มาร่วมงานกับบอย โกสิยพงศ์ เต็มตัวในอัลบั้ม "Millon Ways To Love Part 1" โดยได้ร่วมร้องเพลง "คนข้างล่าง" และเพลง "ล้มบ้างก็ได้" ถัดมาในปี พ.ศ. 2547 เบนได้ร่วมทำงานกับกลุ่มเพื่อนที่เป็นนักร้องซึ่งเคยร่วมงานกับ บอย โกสิยพงศ์ อาทิ เค้ก, มาเรียม, โต๋ และคิว ออกอัลบั้มในนามของกลุ่ม บีไฟว์ (B5) จนกระทั่งเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2548 เบน จึงได้ออกผลงานเดี่ยวของตัวเองเป็นอัลบั้มแรกที่ชื่อ "เบน ชลาทิศ" ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดแรกที่เบนได้แสดงฝีมือการร้องของตัวเองทั้งชุดเป็นครั้งแรก ปัจจุบัน เบน ยังมีผลงานเพลงออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานเพลงเก่าที่นำมาคัฟเวอร์ใหม่ และงานเพลงประกอบโฆษณา ประกอบละครมากมาย ล่าสุด เบน มีโอกาสร้องเพลงประกอบละครเรื่อง "ชายกลาง" ซึ่งเป็นละครเวทีของบริษัทเวิร์คพอยท์ จำกัด

ผลงานอัลบั้มเดี่ยว ได้แก่ 1. Ben Chalatit (พ.ศ. 2548) 2. Impression (พ.ศ. 2549)





ฟองเบียร์ คนตัวใหญ่สุด ยืนตรงกลางภาพ
ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม (เบียร์) หรือใช้นามปากกาว่า ฟองเบียร์

การศึกษาปริญญาตรี ม. ศรีปทุม

สำหรับชื่อฟองเบียร์ มาจากวันที่ผมย้ายมาทำงานที่แกรมมี่ เวลาผมแต่งเพลงก็จะแต่งทั้งเนื้อร้องและทำนอง ซึ่งถ้าจะให้เขียนเครดิตเป็นชื่อจริงของผมทั้งหมด มันก็ดูเยอะเกินไป พี่ณรงค์ เดชะ ที่ชวนมาทำงานที่แกรมมี่เลยบอกให้ใช้ชื่อเล่น คือ เบียร์ แต่ถ้าจะเป็นเบียร์เฉยๆ ก็จะดูสั้นเกินไป วันนั้นเผอิญระหว่างที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่ มีคนพูดถึงคุณสุเทพ วงศ์กำแหง ว่าเสียงขยี้ฟองเบียร์ ก็เลยนำคำนี้มาใช้ คนดนตรีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของ วงการเพลงไทย เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ เนื้อร้อง ทำนองของ เพลง ฮิต มากมาย เช่น กล้าพอไหม, รักแท้ดูแลไม่ได้ (POTATO) กุญแจที่หายไป(PALMY), หมดชีวิตฉันให้เธอ (ZEAL), อย่าร้อนตัว (เอ็ม อรรถพล) อยู่อย่างเหงา เหงา (บอย PEACEMAKER) และ เพลงฮิต อื่นๆ ของ GMM GRAMMY อีกกว่า 100 เพลง...รวมถึงเพลงประกอบซีรีส์เกาหลี เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา เวอร์ชั่นภาษาไทย

ผลงานอัลบั้มส่วนตัว Project Love Pill ยาดีมีไว้ฟัง, BEER GARDEN - WILL YOU MARRY ME?

‘Project Love Pill ยาดีมีไว้ฟัง’ (โปรเจคเลิฟพิล) ภายใต้การดูแลของคลินิกใหม่ We Records (วีเรคคอร์ดส) ในเครือ GMM GRAMMY โดยใช้เพลงเป็นตัวรักษา ผ่านคนไข้ 9 คน 9 บทบาททางสังคม ซึ่งหลังจากที่ปล่อยยาขนานแรกออกไปคือ ‘ไม่มีตรงกลาง’ ร้องโดย ‘เอ๊ะ – จิรากร สมพิทักษ์’ (ร้องไกด์) กระแสตอบรับดีจนต้องรีบปล่อยยาขนานอื่นตามมา ผ่านคนไข้ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ในวงการเพลง เต้-สันต์ ภิรมย์-ภักดี’ (ผู้บริหาร) , ‘ใหญ่-Monotone ภูริช สุขุมมาลจันทร์’(มัณฑนากร) , ‘ดีเจเจ๊แหม่ม-วินัย สุขแสวง’ (ดีเจ) , และ ‘อัทธ์-อังค์กูณฑ์ ธนาทรัพย์เจริญ’ (นายแบบ) และคนอื่นๆ ‘ฟองเบียร์’ นักแต่งเพลงและเจ้าของ Project Love Pill เผยว่า “ก่อนหน้านี้มีแฟนๆถามถึงโปรเจคพิเศษของผมเข้ามามากมาย ผมเลยมาคิดว่าจริงๆแล้วเพลงมีอิทธิพลกับจิตใจของคนเหมือนกันนะ เพราะในบางครั้งที่เราฟังเพลงแล้วเราก็ยิ้มไปกับเพลง หรือเศร้าไปกับเพลง นั่นก็แสดงว่าเพลงทำให้เราอินจริงๆ ผมเลยคิดขึ้นมาว่าน่าจะมีโปรเจคพิเศษขึ้นมาเพื่อบำบัดอาการป่วยทางใจ ผ่านบทเพลง เลยเกิด Project Love Pill ขึ้นมา ซึ่งคนที่จะมาถ่ายทอดเพลงในโปรเจคนี้ผมอยากได้คนที่รู้สึกอินกับเพลงเหล่านี้จริงๆ อย่างเพลง ‘ไม่มีตรงกลาง’ เพลงแรกที่ปล่อยออกไป ‘พี่เอ๊ะ จิรากร’ เป็นคนร้องเพลงนี้ เนื้อหาจะเกี่ยวกับให้เชื่อใจกัน เพื่อลดช่องว่างและเพิ่มความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งในชีวีตจริงของพี่เอ๊ะเขาก็เคยมีเหตุการณ์นี้ด้วย นอกจากนี้ก็มี ‘ใหญ่ Monotone’ ร้องเพลง ‘Good Morning (กอด)’ โดยส่วนตัวผมชอบผลงานเขาอยู่แล้วและเพลงนี้เขาแต่งเองด้วย ซึ่งเพลงนี้จะบอกให้ระลึกถึงว่าเวลาที่เรากอดกันคือเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดแล้ว ‘พี่เต้-สันต์’ คนนี้คือผมเคยเจอเขาตามงานต่างๆเลยมีโอกาสได้คุยกันและอยากร่วมงานกัน เพลงที่เขาถ่ายทอดคือเพลง ‘เบอร์สอง’ คือหลายๆคนคิดว่าเขามีพร้อมทุกอย่าง แต่จริงๆแล้วในบางเรื่องอย่างเช่นเรื่องความรัก เขาอาจจะเป็นเบอร์สองก็ได้ แต่ก็มีความสุขกับที่เป็นอยู่ไม่ได้เรียกร้องเป็นที่อยากเป็นตัวจริง และเพลงนี้ยังเป็นเพลงเดียวที่มีจังหวะให้คนโยกตามกันได้ ‘ดีเจเจ๊แหม่ม’ ผมว่าน้อยคนนะที่จะทราบว่าเขาร้องเพลงได้ ซึ่งเพลงของเขาคือเพลง ‘ละอายใจ’ คือเขามาเล่าให้ผมฟังว่าชีวิตผ่านเหตุการณ์แบบนี้มา ผมเลยเอามาแต่งเป็นเพลง ซึ่งเป็นเพลงของคนที่สำนึกผิด แล้วต้องการที่จะแก้ตัว ส่วน ‘อัทธ์-อังค์กูณฑ์’ เขาเป็นนายแบบ หลายๆคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว ซึ่งเขาเป็นคนที่หน้าตาดี และยังร้องเพลงเพราะอีกด้วย เพลงที่เขาร้องคือเพลง ‘วน’ เป็นเพลงเกี่ยวกับคนที่ไม่ลืมอดีต ยังไม่คิดแฟนเก่าอยู่ตลอด และ พี่เอ๊ะ จิรากร ก็ถ่ายทอดอีกเพลงหนึ่งไว้ด้วยคือเพลง ‘จากนี้ได้จนนิรันดร์’ ซึ่งหลังจากที่ร้องเพลง ‘ไม่มีตรงกลาง’ แล้วเขาก็คิดว่า ถ้าเข้าใจกันดีแล้ว ก็ถึงเวลาแล้วนะที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปจนนิรันดร์ เป็นเพลงรักโรแมนติกเลยครั้งเพลงนี้ ยังไงก็ขอฝาก Project Love Pill ด้วยนะครับ เป็น Project พิเศษที่พวกเราตั้งใจกันทำขึ้นมา และหลังจากนี้ก็จะมีคนอื่นตามมาอีกอยากให้ลองติดตามกัน ขอบคุณครับ”


พีระพัฒน์ เถรว่อง (ชื่อเล่น บี) เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง เคยเป็นสมาชิกวงเครสเซนโด มีผลงานอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกชื่อว่า Dedicated To Love และชุดถัดมา Medium Rare  พีระพัฒน์ เข้าศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา รับตำแหน่งเป่า ทรัมเป็ต ของวงดุริยางค์โรงเรียน และผู้ชนะเลิศในการประกวดวงดนตรีในโครงการ BU BAND ในตำแหน่งนักร้องนำของ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และเกือบได้เป็นศิลปินเดี่ยวกับค่าย Stone Entertainment แต่เพียงแค่เริ่มอัดไปได้แค่ 3 เพลงค่ายก็ปิดตัวลงด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ต่อมาในปี 2541 ได้เข้ามาเป็นนักร้องนำวง “RRR&B” สังกัด Grammy QX กับอัลบั้ม อาทั้งสามกับหลานบีและดนตรีของพวกเขา ตามด้วยอัลบั้ม RRR&B Special Volume 1 และ 2 ที่มาของเพลงฮิต “สองเรา”
หลังหมดสัญญา เริ่มรับงานเกี่ยวกับดนตรี ออกเดินสายร้องเพลงตามคลับกลางคืนทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงรับจ้างบันทึกเสียงในสตูดิโอ โดยเน้นหนักในด้านของการใช้เสียงเป็นหลัก และมาร้องเพลงประจำที่คลับแจ๊สที่ชื่อ Saxophone Pub & Restaurant จนมาพบเพื่อนๆ และทำวงที่ชื่อ “เครสเชนโด” มีผลงานและเซ็นสัญญากับค่ายเบเกอรี่มิวสิค มีเพลงดังอย่าง "ความจริงในใจ, วีนัส และ โลกหมุนด้วยความรัก จากอัลบั้ม Crescendo ในปี 2547 และ "ดินแดนแห่งความรัก, รู้บ้างไหม จากอัลบั้ม Second Chance ในปี 2548" โดย บี พีระพัฒน์ รับหน้าที่ร้องเป็นหลัก วงเครสเซนโด ได้รับรางวัลอย่าง สีสัน อวอร์ด ถึง 2 ปีซ้อน, คมชัดลึก อวอร์ด ในปี 2547, ตามด้วย Fat Awards และรางวัลระดับนานาชาติอย่าง GBOB  หลังจากนั้นก็ได้แยกออกจากวงเครสเซนโด และยังมีผลงาน ในอัลบั้ม Sleepless Society 2 ในเพลง “อโรม่า” ในปี 2549 และโด่งดังอย่างกว้างขวางกับเพลง “บัวลอย” เพลงเด่นใน 25 ปีมนต์เพลงคาราบาว ในปี 2550  ในปี 2551 มีผลงานอัลบั้มเดี่ยว Dedicated To Love มีซิงเกิ้ลแรกคือ “คนเดียวในโลก” อัลบั้มชุดนี้มีศิลปินและนักแต่งเพลงมาร่วมอย่าง ชีวิน โกสิยพงษ์ (บอยด์ โกลิยพงษ์), ทิวา สาระจูฑะ (บรรณาธิการ นิตยสารสีสัน) เชษฐา ยารสเอก (คนใจง่าย), พยัต ภูวิชัย (ศิลปิน, นักแต่งเพลง และ Producer), ลินา-ภัคศรณ์ ลีนุตพงษ์ (แต่งเพลง Theme นักล่าฝัน จาก Academy Fantasia, ดินแดนแห่งความรัก, รู้บ้างไหม), เป็นเอก เสกสรร (ETC, เบิร์ดกับฮาร์ท, Crescendo)

ด้านชีวิตส่วนตัว สมรสกับ ลินา-ภัคศรณ์ ลีนุตพงษ์ นักแต่งเพลง เมื่อเวลา 16.10 น. ของวันที่ 11 พ.ย. 2554 ณ ห้องศิลาดล โรงแรมสุโขทัย ถ.สาทร และพิธีมงคลสมรสของทั้งคู่ ที่จัดขึ้นเมื่อเวลา 17.00 น. ณ การ์เด้นท์ วิลล่า เป็นพิธีการทางศาสนาคริสต์

ผลงานเพลงอัลบั้มเดี่ยว

• Dedicated To Love

• Medium Rare

ผลงานกับวงดนตรี

• อาทั้งสามกับหลานบีและดนตรีของพวกเขา (วง RRR&B)

• RRR&B Special Volume 1 และ 2 (วง RRR&B)

• Crescendo (วง Crescendo)

• Second Chance (วง Crescendo)

• "Reinvented" (Be & Crescendo) - อัลบั้มนี้ไม่ได้วางแผง

ซิงเกิ้ลพิเศษร่วมกับศิลปินอื่น

• Sleepless Society 2 ในเพลง "อโรม่า"

• Siam Songbook ในเพลง "รอ"

• Ford & Friends ในเพลง "ดวงกับดาว"