วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

One Up on SET เหนือกว่าตลาดหุ้นไทย

ตอน ตลาดกระทิงที่หมีเป็นผู้ล่าเหยื่อ


เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ย. ที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสรับชมสารคดีชีวิตสัตว์ ซึ่งฉายอยู่ทางสถานีโทรทัศน์ชNHK ของญี่ปุ่น ผ่านระบบเคเบิลทีวี ด้วยความบังเอิญเปลี่ยนช่องไปเจอเข้าพอดี ทีแรกก็นึกว่าเป็นสารคดีสัตว์ใต้ทะเล เพราะเป็นคนชอบดูสารคดีของสัตว์ใต้ทะเล ประเภท ปลาชนิดต่างๆ ปะการัง ปลาฉลาม ฯลฯ อะไรประเภทนี้อยู่แล้ว ภาพสวย และยิ่งถ่ายทำเกี่ยวกับปลาหลากหลายสี ยังดีใจว่าคงได้ดูปลาสวยๆ ชนิดหาดูยากแน่ๆ ปรากฏว่าภาพก็ถ่ายฝูงปลาว่ายไปมาเป็นฝูงอยู่บนผิวน้ำ เห็นตัวปลาชัดเจน มันว่ายอยู่บนผิวน้ำ ลำธาร ตื้นๆ และก็มีน้ำตกซึ่งเป็นเนินชั้นเตี้ยๆ ไหลลงมาสู่ลำธารอีกที น้ำใสมากจนเห็นว่าเป็นปลาแซลม่อนบ้าง และก็ปลาชนิดอื่นๆ ซึ่งผู้เขียนอาจจะเรียกชื่อไม่ถูก เพราะไม่ทราบว่าปลาชนิดใด อีกด้านนึงของลำธารก็มีฝูงหมีป่าตัวใหญ่กำลังเล่นน้ำ กันอยู่ 3-4 ตัว ทันทีที่ฝูงปลาเหล่านั้นว่ายมาถึงใกล้ตัวพวกมัน มันก็คว้าหมับตะปบปลาเหล่านั้นขึ้นมากิน เป็นภาพที่ผู้เขียนเองก็ช็อกไปเลย ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ กำลังดูปลาแหวกว่ายในสายน้ำเพลินๆ อยู่ จากนั้นเจ้าหมีป่าทั้ง 3-4 ตัว ก็พยายามจะตะปบเหยื่อนั่นก็คือฝูงปลาแซลม่อน จับขึ้นมากินเป็นอาหาร บางตัวก็ว่ายหลบหนีไปได้ทัน เนื่องจากหมีป่า ทำอะไรดูเชื่องช้า แม้แต่เห็นเหยื่ออยู่ตรงหน้าแล้ว มันยังต้องใช้ความสามารถในการจับเหยื่อที่ว่ายเร็ว ไม่สามารถจับได้ทุกตัว และหมีป่ามันก็เริ่มเรียนรู้ที่จะจับเหยื่อให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากขึ้น บางทีมันใช้ 2 มือของมันโอบจับเหยื่อพร้อมกัน ปลาจึงหลุดรอดไปได้ยาก บางทีมันก็จ้องมองดูปลาตัวที่ว่ายช้าและหาจังหวะจับโดยใช้มือหนึ่งตบไปที่เหยื่อก่อนให้ได้รับบาดเจ็บ แล้วจึงใช้อีกมือจับให้มั่น มีอยู่ตัวนึงมันฉลาดมาก ไปดักรอตรงสายน้ำตกที่น้ำจะตกจากเนินชั้นบนสู่ลำธาร ซึ่งจะมีปลาที่ว่ายมาติดกับเจ้าหมีพอดี ก็คือมันจะว่ายมาและตกลงยังลำธาร ในจังหวะนั้นหมีป่าก็จะตะปบเจ้าปลาที่เป็นเหยื่อไว้อย่างง่ายดาย และเมื่อหมีตัวอื่นเห็นก็จะทำตาม คือมาดักรอตรงบริเวณต้นทางของสายน้ำตก ไม่รู้ว่า 1 มื้อของเจ้าหมีป่าตัวใหญ่ มันรับประทานเหยื่อหรืออาหาร ซึ่งก็คือปลาแซลม่อนตัวใหญ่ แต่ละตัวอ้วนพีทุกตัว น้ำหนักน่าจะเกิน 5 กิโลกรัมทุกตัว ความยาวที่กะด้วยสายตาอยู่ราวๆ 1 ฟุตเป็นอย่างน้อย เราคิดว่าน้ำหนักตัวของหมีที่จะต้องรับประทานอาหารให้ได้ 1 มื้อ มันก็น่าจะจับเหยื่อกินได้ ต่อหมี1ตัวจะกินเหยื่อไม่ต่ำกว่า 5-6 ตัว ต่อ 1 มื้อ ได้อย่างสบายๆ แต่จะอิ่มหรือไม่ ไม่ทราบ แต่เท่าที่ดูในสารคดีนี้ ไม่เพียงแต่เจ้าหมีป่าที่มันฉลาดที่จะเรียนรู้วิธีการล่าเหยื่อเท่านั้น เหยื่อของมันอย่างปลาก็ฉลาดที่จะเรียนรู้การถูกล่าเช่นกัน คื่อมันจะเรียนรู้วิธีหลบหลีก คือ เมื่อมันว่ายมาเป็นฝูง พอพบผู้ล่าเหยื่อ มันจะว่ายแตกแยกเป็นหลายๆ ทาง และมีบางตัวว่ายลงต่ำไปกว่าผิวน้ำ หรือว่ายให้ต่ำที่สุดให้ติดพื้น่ เพื่อหลบหลีกหนีจากการถูกล่า เราจึงเห็นว่าหมีป่าตัวใหญ๋ สามารถจับปลากินได้ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับฝูงปลาจำนวนมากที่แหวกว่ายหลุดเข้ามาในลำธารแห่งนี้ หมีป่า 2 ตัวถึงขนาดแย่งชิงเหยื่อตัวเดียวกัน และใครที่แข็งแรงกว่าก็ได้เหยื่อไป ซึ่งมีปลาอยู่ตัวนึงซึ่งเป็นเหยื่อตัวใหญ่ว่ายตกลงมาจากน้ำตก และมีหมี 2 ตัวยืนอยู่ใกล้กัน เห็นเหยื่อพร้อมกันจึงแก่งแย่งกัน เมื่อมีตัวนึงตะปบเหยื่อได้ อีกตัวนึงเข้ามาแย่งกับมือ มันจึงฉีกร่างของปลาตัวนั้นออกเป็น 2 เสี่ยง หมีตัวใหญ๋กว่าได้ปลาตั้งแต่ส่วนหัวจนถึงกลางลำตัวไปได้ อีกตัวนึงได้ส่วนหางและลำตัวปลาค่อนไปทางหางเอาไว้ได้ ไมเพียงเท่านั้นในลำธารแห่งนี้ยังมีผู้ล่าอีกกลุ่มนึงยืนเฝ้ามองผู้ล่าขนาดใหญ่ โดยได้แต่ยืนน้ำลายไหล แต่ยังไม่สามารถเข้าไปยื้อแย่งเหยื่อได้ เพราะมันถือว่ามีพละกำลังที่น้อยกว่าและยำเกรงเจ้าหมีป่าอยู่บ้าง นั่นก็คือเจ้าหมาป่า ฝูงหมาป่ามันจะรอจนกว่าหมีป่ากินอิ่มจนหนำใจและค่อยๆ ผละจากลำธารไปแล้ว มันจึงจะชิงลงมือล่าเหยื่อต่อจากหมีป่า ดูจากลำธารแห่งนี้น่าจะเป็นแหล่งอาหารที่ชุกชุม ตามระบบนิเวศวิทยาทางธรรมชาติของชีวิตสัตว์ เพราะผู้ล่าไม่ใช่มีเพียงเจ้าหมีป่า ยังมีหมาป่า และนกแร้งที่บางครั้งก็บินมาโฉบเหยื่อไปอย่างรวดเร็ว และก็แม่นยำมาก เจ้าหมาป่ามันคงคาดผิดไป เพราะทันทีที่ฝูงหมีป่าล่าถ่อยไปแล้ว เจ้าฝูงหมาป่าเมื่อลงมาในลำธารนั้นก็ไม่พบฝูงปลาที่เป็นเหยื่อหลงเหลืออยู่เลย หรือว่ามันจะว่ายผ่านออกจากลำธารแห่งนั้นไปหมดแล้ว หรืออาจเป็นความบังเอิญที่เจ้าหมีป่ามันรู้ว่าฝูงปลาว่ายผ่านทางน้ำมาในลำธารเวลาใดจึงมาดักรอ แต่เจ้าฝูงหมาป่ามันไม่ทราบ และคงต้องศึกษาเรียนรู้อีกต่อไป ในเมื่อไม่มีเหยื่อให้มันล่าแล้ว มันก็เลยจำต้องกินเศษเนื้อของเหยื่อที่เจ้าหมีป่ากินทิ้ง กินขว้างตกหล่นอยู่ในลำธารเท่านั้น ซึ่งก็เป็นเศษอาหารที่หลงเหลืออยู่ จากการบริโภคของหมีป่า และบางส่วนเสี้ยวของอวัยวะร่างกายของเหยื่อที่โดนเจ้าหมีป่าตะปบไว้มากมาย เกลื่อนกลาด ซึ่งหมีป่ามันก็เลือกที่จะกินตัวสดๆ ในมือของพวกมันมากกว่าชิ้นเนื้อที่ตกจากมือของมันลงไปในลำธารแล้ว ผมดูสารคดีชุดนี้ด้วยความตื่นเต้นและสนใจในวงจรชีวิตสัตว์เหล่านี้ เหมือนๆ กับที่เราดูสารคดีสัตว์ชนิดอื่นๆ ที่เคยดูมา แต่มีบางห้วงอารมณ์นึงรู้สึกหดหู่และสงสารเจ้าปลาที่เป็นเหยื่อเหมือนกัน และยิ่งเป็นปลาแซลม่อนที่มนุษย์อย่างพวกเราก็นิยมชมชอบที่จะกินมันด้วยก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจ แต่บางอารมณ์ก็รู้สึกอิจฉาเจ้าหมีป่าที่มันโชคดีได้กินอาหารอันโอชะ และเป็นอาหารชั้นดีที่แม้แต่มนุษย์ก็ยังชอบ เป็นอาหารที่มีราคาแพงเสียด้วย เจ้าหมีพวกนี้มันจะรู้มั๊ยว่ามันโชคดีที่ได้รับประทานอาหารแบบเดียวกับมนุษย์ แต่มันกินฟรีไม่ต้องเสียเงิน และเลือกกินแบบบุฟเฟ่ต์เสียด้วย เข้ามาสู่โหมดเศร้าของผู้เขียนต่อดีกว่า สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนฉุกคิดขึ้นมาได้ก็คือธรรมชาตินั่นแหละที่งดงามและก็ฉลาดที่สุด เพราะธรรรมชาติได้รังสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีชีวิตเอาไว้อย่างดีแล้ว สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยย่อมเป็นเหยื่อของสัตว์ที่ใหญ่กว่าเสมอ เป็นลำดับชั้นของมันไป และมันมีวิธีที่จะรักษาและแพร่พันธุ์ของมันไปโดยสามารถอยู่รอดในธรรมชาติได้โดยไม่สูญพันธุ์ มีแต่มนุษย์นั่นแหละที่อย่าได้เข้าไปยุ่งกับระบบนิเวศน์ของมันเลย เพราะเมื่อใดมนุษย์เข้าไปมีส่วนร่วมในการล่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ด้วยแล้ว มันอาจจะสูญพันธุ์ได้ง่ายกว่า เร็วกว่า จริงอยู่ว่ามีสัตว์หลากหลายชนิด หลายพันธุ์ที่มนุษย์เป็นผู้รักษาและช่วยมันในการสืบพันธุ์ต่อไปได้ ไม่ให้ต้องสูญพันธุ์ แต่กลุ่มที่จ้องจะทำลายมีมากกว่า ดังนั้น ทางที่ดีก็คือหากเราไม่มีส่วนร่วมในการที่จะอนุรักษ์รักษาเจ้าสิ่งมีชิวตเหล่านั้น เราก็อย่าเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำลายสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเลย ที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าจะห้ามไม่ให้ผู้อ่านเลิกทานปลาหรือสัตว์ที่เรานำมารับประทานอยู่เป็นประจำนะครับ เพียงแต่อยากจะบอกว่าเราควรทานมันในปริมาณที่น้อยลง เท่าที่จำเป็นต่อร่างกาย และถ้ามีทางเลือกหรือโอกาสที่จะละ เลิก ทานอาหารสัตว์ไปได้อย่างถาวรก็จะเป็นการดีต่อทั้งสุขภาพร่างกายและเป็นการทำบุญไถ่บาปให้กับตนเองได้อีกด้วย


ผมได้รับข้อคิดดีๆ สัจจธรรมบางอย่างจากการได้ชมสารคดีชุดนี้ นอกเหนือจากเรื่องการละ ลด เลิกทานอาหารสัตว์แล้ว ยังมีเรื่องของวงจรชีวิตของผู้ล่าและผู้ถูกล่าอีกด้วย ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับตลาดทุนหรือนักลงทุนในตลาดหุ้นได้อีกด้วย ผมรู้สึกถึงว่า ไม่ว่าจะตลาดหุ้นจะอยู่ในสภาวะใด จะเป็นตลาดกระทิง หรือตลาดหมีก็ตาม แมงเม่าอย่างพวกนักลงทุนทั่วไป ก็คือผู้ถูกล่าอยู่ดี เพราะไม่ว่าเราจะลงทุนในสภาวะตลาดหุ้นกระทิง(ขาขึ้น) ตลาดหุ้นหมี(ขาลง) ตลาดหุ้นแมว (ไซด์เวย์ กรอบแคบๆ) นักลงทุนรายย่อยก็ต้องตกอยู่ในสถานภาพเป็นผู้ถูกล่าอยู่ดี เหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าเรามีพละกำลังที่อ่อนด้อยกว่าผู้ล่า (ซึ่งผู้ล่าก็ได้แก่ พวกนักลงทุนสถาบัน/กองทุนในประเทศ,สถาบัน/กองทุนต่างประเทศ,นักลงทุนรายใหญ่หรือพวกเจ้ามือ,พวก prop.trader หรือพวก mkt.maker) เพราะทรัพยากรที่เรามีสู้เขาไม่ได้ ไม่วาจะเป็นเงินทุนในหน้าตัก,การเข้าถึงข้อมูลความรู้บางอย่าง,ข่าววงใน,สิทธิพิเศษบางอย่าง เป็นต้น อีกทั้งการลับลวงพราง ในวงการนี้ยังมีอยู่สูงในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็น การปล่อยข่าวลือ ข่าวร้ายทำลายหุ้น การทุบหุ้น การยืมหุ้นมาขาย(short sales) การสร้างข่าวสร้างสตอรี่ การเก็บหุ้นดันราคา การควบรวมกิจการ การเทคโอเวอร์ การเพิ่มทุน การลดทุน การออกวอร์แร้นต์ การแตกพาร์ ลดพาร์ การขายธุรกิจ การเข้าไปร่วมธุรกิจเป็นพาร์ตเนอร์ การก้าวข้ามcross ธุรกิจไปยังอีกธุรกิจหนึ่ง การล้มละลายปิดกิจการ การไซฟ่อนเงินอำพรางบัญชี การตกแต่งบัญชี เป็นต้น ทั้งหลายเหล่านี้ทำให้นักลงทุนรายย่อยตกเป็นเหยื่อตามไม่ทันกลโกงหรือปัจจัยสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในส่วนของข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับหุ้น(บริษัท)ที่ลงทุน ยังไม่นับรวมปัจจัยภายนอกที่มากระทบกับบรรยากาศการลงทุน หรือ sentiment ปัจจัยภายในประเทศ ปัจจัยภายนอกประเทศ เฉพาะปัจจัยภายในประเทศก็มีหลากหลายตัวแล้ว ไม่ว่าจะเป็น การเมือง เศรษฐกิจ ค่าเงิน ดอกเบี้ย เงินเฟ้อ นโยบายของรัฐ กฎระเบียบของ กลต. หรือกฎระเบียบของตลาด ฯลฯ ส่วนปัจจัยภายนอกประเทศ ก็ควรจะต้องพิจารณาหลักๆ ได้แก่ ราคาน้ำมัน ราคาทอง ราคาโภคภัณฑ์ทุกตัว ค่าระวางเรือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลหลักๆ โดยเฉพาะดอลล่าร์ ตลาดหุ้นสำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะดาวน์โจนส์กับฮั่งเส็ง มาตรการทางการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา (หัวหอกทุนนิยม) มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก เป็นต้น

ที่กล่าวมาเพียงเพื่อจะบอกว่าภาวการณ์ลงทุนในตลาดหุ้นไทยเวลานี้และเกือบทั้งโลก อยู่ในสภาวะเดียวกัน คือ 3 วันดี 4 วันไข้ คือขึ้นๆ ลงๆ เป็น side way และมีแนวโน้มจะเป็นขาลง สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป เพราะเราอ้างอิงเขาอยู่ แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะสวนทางกับตลาดโลกบ้าง เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานบ้านเรายังดีอยู่ บริษัทจดทะเบียนของไทยยังคงเติบโตอยู่ มีกำไรมีเงินปันผลที่สูงอยู่ น่าลงทุน ตลาดหุ้นไทยจึงควรอยู่ในภาวะขาขึ้นหรือตลาดกระทิงในระยะยาว แต่ภาวะความผันผวนของตลาดหุ้นโลกอันเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำของทั้งอเมริกาและยุโรป เป็นตัวกดดันซึ่งทำให้ตลาดหุ้นของไทยไม่ไปไหน คาดคะเนตลาดได้ยากในแต่ละวัน การลงทุนจึงมีความเสี่ยงสูงมากในสภาวะตลาดแบบนี้ ทางออกของนักลงทุนจึงควรถือเงินสดให้มากที่สุด หรือหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยหรือเสี่ยงน้อยกว่า ซึ่งไม่ใช่ทองเพียงอย่างเดียว อาจมีตราสารหนี้อย่างอื่น พันธบัตร กองทุนรวมบางประเภท อสังหาริมทรัพย์บางชนิด หรือแม้แต่เงินฝากดอกเบี้ยสูงก็ได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นสภาวะตลาดแบบนี้จึงเหมาะสำหรับคนที่มีความพร้อม ไม่เสี่ยง อดทนได้ที่จะเป็นผู้ล่าเหยื่อ ไม่ตกไปเป็นผู้ถูกล่าโดยไม่จำเป็น จึงจะเป็นการรักษาชีวิตรอดได้ในนิเวศวิทยาของการลงทุน หรือตลาดทุนโลกได้

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

ละครบู๊ซัดกันนัว บู๊ระห่ำ ยิงกันพรุน กระสุนหรือกระแส ใครแรงกว่ากัน

                                                                                                                          คงไม่ใช่เรื่องที่จะได้รับชมกันได้บ่อยๆ กับปรากฎการณ์ที่สถานีโทรทัศน์ทั้ง 3,5,7 นำเสนอละครบู๊มาชนกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งที่ผู้ชมจะได้รับก็คือความบันเทิงในระดับคุณภาพ ที่ทั้ง 3 ช่องต่างต้องมาประชันขันแข่งกัน นำเสนอแย่งชิงเรตติ้งกันจากฐานผู้ชมกลุ่มเดียวกัน ซึ่งก็ไม่บ่อยนักที่ผู้ชมทางบ้านจะได้รับชมละครบู๊พร้อมกันถึง 3 ช่อง บ่อยครั้งที่เราจะได้รับชมในละครแนวพีเรียดทั้ง 3 ช่องบ้าง หรือแนวรักตบจูบทั้ง 3 ช่องบ้าง หรือแนวละครผีทั้ง 3 ช่อง แต่มางวดนี้ถึงคิวกระแสละครบู๊มาแรง มีการพร้อมใจกันสร้างและออนแอร์ในเวลาใกล้เคียงกัน อาจเป็นเพราะแนวละครบู๊ถูกนำเสนอน้อยเกินไป อีกทั้งการจัดสร้างต้องใช้งบลงทุนจำนวนมาก ทางค่ายละครต่างๆ จึงไม่ค่อยได้นำเสนอมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับแนวละครอื่นๆ แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด อยากจะบอกว่าค่ายละครครับ คุณมาถูกทางแล้วหล่ะ เพราะผู้ชมต้องการทางเลือก แนวละครอื่นๆ บ้าง นอกจากแนวดราม่ารักใคร่ ตบจูบ ละครพีเรียด แนวผี หรือแนวตลกขำขัน อารมณ์ดี แต่แนวละครบู๊ถูกสร้างน้อยเกินไป แม้ว่าต้องลงทุนเยอะแต่ถือเป็นการคืนกำไรให้กับผู้ชมทางบ้าน ปีนึงควรมีละครแนวนี้ซัก 2-3 เรื่องต่อช่องก็ดี ตอนนี้เราไม่ค่อยห่วงเรื่องโปรดักชั่นกันแล้ว เพราะละครไทยพัฒนาไปไกลในระดับนึงแล้ว แต่ที่ขอให้ช่วยประณีตพิถีพิถันก็คือเรื่องบท และการแสดงให้มากๆ เพราะเรายังเห็นข้อบกพร่องอยู่มากใน 2 ส่วนนี้ แต่ยังไงก็ยังให้กำลังใจและก็ตามดูละครไทยแน่ๆ เพราะปัจจุบันละครไทยได้ไปตีตลาดในต่างประเทศแล้วหลายประเทศ อาทิ ในประเทศรอบบ้านเรา ประเทศจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และไปไกลถึงยุโรป อเมริกาโน่น ซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าได้มากขึ้น

ผู้เขียนเอง แม้ว่าจะไม่ใช่แฟนละครชนิดตามดูละคร ทุกเรื่อง หรือทุกช่องแล้ว แต่ละครดังๆ ก็มีโอกาสได้ผ่านตาอยู่บ้าง แม้จะไม่ได้ติดตามทุกตอนก็ตาม จึงพอจะทราบกระแสบ้าง หลักๆ จะดูซิทคอมเป็นหลัก และละครหลังข่าวช่อง 5 ของเอ็กซ์แซ็กท์เกือบทุกเรื่อง แต่มางวดนี้รีโมทของผู้เขียนต้องทำงานอย่างหนัก เพราะต้องคอยเปลี่ยนโหมดเปลี่ยนช่องไปมา เพราะละครบู๊เป็นของชอบนั้น ดันมาฉายชนกัน และเป็นละครฟอร์มยักษ์ของทั้ง 3 ช่องเสียด้วย จึงไม่อยากพลาดเลยซักเรื่อง แต่หากจะต้องนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกันก็คงอาจทำให้รักพี่เสียดายน้องไปหน่อย ส่วนที่ดีแล้วก็ขอชื่นชมปรบมือให้ แต่ส่วนด้อยขอเป็นการติเพื่อก่อก็แล้วกัน

เสือสั่งฟ้า ดูจากหน้าหนังแล้วเป็นละครบู๊ฟอร์มใหญ่ และมาในทางเดียวกับละครของอาหลอง (ฉลอง ภักดีวิจิตร) แต่เรื่องนี้มีทีมนักแสดงเกือบจะชุดเดียวกับของอาหลองเลย แม้ว่าจะสร้างโดยกันตนาก็ตาม แต่ส่วนที่ดีก็คือการเดินเรื่องกระชับฉับไว โดดเด่นด้านการกำกับภาพ ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยระบบ HD แล้วหรือยัง แต่ภาพคมชัดมากและก็โดดเด่นด้านมุมกล้อง มีมุมกล้องที่แปลกตาดี ชอบมาก เป็นเทคนิคแบบเดียวกับภาพยนตร์ ดูละครเรื่องนี้จึงเหมือนดูภาพยนตร์ไม่ใช่ละคร ส่วนนักแสดงนี่เล่นดีเกือบทุกตัว เรียกว่าทีมนักแสดงนี่ลงตัว อีกทั้งบทประพันธ์และบทโทรทัศน์ก็เยี่ยม พล็อตเรื่องก็ดีน่าสนใจ มีประเด็นให้วิเคราะห์ได้หลายมุม ชอบจังเลย และชอบกว่าละครบู๊ของอาหลองเสียอีก และถ้าเทียบกับละครบู๊ของช่องเดียวกันก็ยังชอบเรื่องนี้พอๆ กับคมแฝก แต่อาจดีกว่าเสาร์ 5 ตรงเดินเรื่องได้เร็วกว่า และบทดีกว่า

ตะวันเดือด ดูจากหน้าหนังแล้วเป็นเหมือนละครคาวบอยเมืองไทย ซึ่งบอกตามตรงว่าขัดหูขัดตาเหมือนกัน ซึ่งมันขัดกับขนบและจริตของสังคมไทย และนักแสดงนำเล่นได้ไม่ถึงด้วย เพราะทั้งเรื่องทั้งพระเอกและตัวโกงจะคอยทำเท่ห์อยู่ตลอดเวลา แม้แต่ฉากแอ็คชั่นยังทำเท่ห์ ซึ่งไปทำให้ลดดีกรีในส่วนของความเข้มข้นจริงจังในฉากบู๊ลง อีกทั้งนักแสดงนำเกือบทั้งเรื่องเป็นนักแสดงหน้าใหม่เกือบหมด การแสดงทั้งสีหน้า ท่าทาง คำพูด จึงยังไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ จึงน่าเสียดาย แม้ว่าบทประพันธ์จะค่อนข้างดี เราจะเห็นข้อเปรียบเทียบการแสดงของละครเรื่องนี้นั้นอ่อนด้อยกว่าทั้ง 2 เรื่อง ยกเว้นเรื่องโปรดักชั่นการถ่ายทำ เทคนิคการถ่ายทำ การกำกับภาพที่ดี มีส่วนช่วย และบทโทรทัศน์ก็ดี จึงทำให้ละครเรื่องนี้ยังมีจุดน่าสนใจอยู่มาก พระเอกหล่อ นางเอกสวย เหลือเกินสำหรับเรื่องนี้ โดยเฉพาะนางเอก ขอบอกว่า "น่ารักอ่ะ" ซึ่งแน่นอนว่าชนะอีก 2 เรื่องที่เหลือในส่วนนี้ แต่การแคสติ้งตัวแสดงของเรื่องนี้หลายคนไม่เหมาะกับบทเลย ผู้เขียนเองไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ยกเว้นตัวแสดงที่ชื่อจอนนี่ แอนโฟเน่เล่น อันนี้พี่จอนนี่ห่างหายละครไปนาน กลับมายังคงเก๋าคับแก้วอยู่เหมือนเดิม และก็แบกละครเรื่องนี้เอาไว้อยู่ทั้งเรื่อง หากมีการแคสติ้งตัวแสดงที่เหมาะสมกว่านี้ ละครเรื่องนี้คงสมบูรณ์แบบและน่าสนใจมากกว่านี้แน่นอน แต่ถือว่าละครของพี่นก (ฉัตรชัย) เรื่องนี้ก็มีพัฒนาการที่ดีกว่าเรื่องก่อนคือ ดินน้ำ ลม ไฟ ซึ่งเรื่องนั้น ผู้เขียนไม่ชอบทั้งส่วนของการแสดงและคิวบู๊ ซึ่งควรจะทำได้ดีกว่านั้น แต่ไม่รู้ทำไมถึงผิดหวังกับเรื่องนั้นมาก ทั้งที่มีนักแสดงเก่งๆ หลายคน อาจเป็นเพราะบทหนังที่มีปัญหา ทั้งๆ ที่ได้พี่อุ๋ย นนทรีย์มากำกับให้ด้วย  

ส่วนละครเรื่องคนเถื่อน ดูจากหน้าหนัง ผู้เขียนมองว่าธรรมดาไม่ได้มีอะไรใหม่สำหรับพล็อตเรื่องแบบนี้ในละครบู๊มีเกือบทุกเรื่อง แต่จุดเด่นของละครเรื่องนี้อยู่ตรงทีมนักแสดงที่มาแบบฟูลทีม คับแก้วจริงๆ และก็เล่นได้ดีหมดเกือบทุกตัว เรียกว่าแท็คทีมกันเล่นได้ดีมาก ไม่แพ้เรื่องเสือสั่งฟ้า ทำให้เนื้อเรื่องที่ดูว่าธรรมดา กลายเป็นดูสนุก เดินเรื่องได้น่าติดตามไปได้ แม้ว่านักแสดงนำส่วนใหญ่จะเป็นนักแสดงหน้าใหม่เกือบจะทั้งทีม แต่ก็เล่นได้เข้าขา ส่งบทกันได้ดี เคมีของคู่พระนางก็เข้ากันได้ดี ตัวรองก็เล่นได้อย่างน่าสนใจ มีขโมยซีนด้วยบางตัว กล่าวโดยสรุปก็คือเรื่องนี้ได้ความสามารถของทีมนักแสดงทั้งทีมพาให้ละครเรื่องนี้ดูสนุกชวนติดตามดี แม้ว่าโปรดักชั่น และเทคนิคการถ่ายทำไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย ดูจะอ่อนที่สุดใน 3 เรื่องด้วย

กล่าวโดยสรุปแล้ว ผู้เขียนก็ชื่นชอบละครเรื่องเสือสั่งฟ้าที่สุด แต่จะเป็นละครบู๊ที่ดีที่สุดของปีนี้หรือเปล่า ผู้เขียนขอไปตามดูต่อให้จบเสียก่อน ว่าตอนจบหากไม่ออกทะเล เป๋ไปเสียก่อน ก็น่าจะอยู่ในข่ายละครบู๊ยอดเยี่ยม แต่ละครอีก 2 เรื่องก็ยังติดตามอยู่ แต่ไม่ค่อยคาดหวังเท่าไหร่ และยังหวังว่าค่ายละครจะพิจารณาผลิตละครบู๊ให้มีปริมาณและคุณภาพมากขึ้นไปเรื่อยๆ นะครับ เพราะเชื่อว่าฐานแฟนละครทั่วประเทศยังน่าจะชอบดูละครบู๊มาก เพราะดูง่าย สนุก และก็ให้คุณค่าข้อคิดที่น่าเอาไปปรับใช้ได้อีกด้วย

เรื่องย่อละครเรื่อง  เสือสั่งฟ้า

                                        
บทประพันธ์โดย : เพชรน้ำหนึ่ง
บทโทรทัศน์โดย : ดาวเหนือ
กำกับการแสดงโดย : อนุวัฒน์ ถนอมรอด
ผลิตโดย : บริษัทกันตนาวีดีโอ จำกัด
ออกอากาศ ทุกวันพุธ-พฤหัส เวลา 20.30น. ทางช่อง 7


"เมื่อโจรครองเมือง กฎหมายพ่ายแพ้ต่ออำนาจแห่งไสยเวทย์ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กลับมีผู้บังเกิดเกล้าเป็นเสือร้ายที่ทางการหมายหัว จึงมีเพียงลิขิตแห่งฟ้าที่จะชี้ชะตาชีวิต"

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง บ้านเมืองตกอยู่ในสภาพขาดแคลน อดอยาก ข้าวยาก หมากแพง ผู้คนปล้นชิงกันเอง คนดีกลายเป็นคนร้าย เกิดชุมโจรขึ้นทั่วไป แม้ทางการจะพยายามส่งกำลังออกกวาดล้าง ก็สามารถปราบได้แค่ชุมโจรเล็ก ๆ ที่มีกำลังไม่มากเท่านั้น ในบรรดาชุมโจรภาคกลาง ชุมโจรของเสือเมฆ แห่ง บ้านพญาไฟ นับเป็นชุมโจรที่ใหญ่ที่สุด เข้มแข็งที่สุด เพราะนอกจากจะมีกำลังคนมาก ยังรวบรวมเอาบรรดายอดฝีมือทางไสยเวทย์เอาไว้มากมาย โดยเฉพาะตัวเสือเมฆ เชี่ยวชาญวิชาอาคม ยิง ฟัน ไม่เข้า ที่สำคัญ เสือเมฆเป็นเสือที่มีคุณธรรม จะปล้นก็แต่คนรวยที่คดโกง ไม่ทำร้าย ผู้หญิงและเด็ก หากใครมีบุญคุณเคยให้ข้าวน้ำ ก็จะให้ความคุ้มครอง จึงเป็นโจรมากบารมี ที่ตำรวจต่อกรได้ยาก

เสือเมฆ ส่งเสือหาญกับเสือทับสมุนซ้าย ขวา เข้าปล้นตลาดแห่งหนึ่ง โดยไม่รู้ว่าทางการได้เบาะแสการปล้น และได้ส่ง ร้อยตำรวจตรี เพชร ไพรีพ่าย นายร้อยใหม่ไฟแรงจากกองปราบปรามพิเศษ นำกำลังมาดักจับ ระหว่างการต่อสู้ เพชรต้องตะลึงกับฤทธิ์เดช ของขุนโจรทั้งหลาย ที่สามารถแอ่นอกรับกระสุนได้อย่างไม่สะทกสะท้าน (คงกระพัน) เป่ามนต์ให้คู่ต่อสู้หยุดชะงัก (นะจังงัง) ใช้คาถาบังคับให้ปืนด้าน (มหาอุตย์) หายตัว(กำบังกาย) จนทำให้ตำรวจเพลี่ยงพล้ำถุกฆ่าตายเกือบหมด เพชรบาดเจ็บถูกจับไปเป็นตัวประกัน และเกือบถูกเสือทับฆ่าทิ้งระหว่างทาง แต่ระหว่างที่เพชรถุกถอดเสื้อ ลอกคราบ จนเห็นตะกรุดเงินที่เพชรห้อยคอไว้ เสือหาญรีบเข้าขวางเสือทับและขอให้ไว้ชีวิตเพชร เพื่อไว้เรียกค่าไถ่ คืนนั้นเมื่อทั้งหมดพักนอนกลางทาง หาญเข้ามาคาดคั้นเพชรเรื่องที่มาของตะกรุดแล้วแอบปล่อยเพชรไป สร้างความประหลาดใจให้เพชรอย่างมาก

เกศินี แม่ของเพชร ดีใจมากที่เพชรรอดชีวิตกลับมา ขณะที่พลตำรวจตรียิ่งยศ ไพรีพ่าย พ่อของเพชร แค้นพวกเสือเมฆมากสั่งให้จับตาย เพชรเล่าเรื่องที่เสือหาญช่วยตนให้แม่ฟัง เกศินีถามถึงลักษณะหน้าตา รูปร่างของหาญ แล้วก็ถึงกับหน้าถอดสี ยิ่งเพชรบอกเรื่องรอยสักรูปเสือที่หน้าอกของหาญยิ่งทำให้เกศินีแน่ใจว่า เสือหาญนั้นเป็นคนคนเดียวกับ หมวดหาญที่เธอเคยรู้จักเมื่อ 20 กว่าปีก่อน

เกศินี เป็นลูกสาวคหบดีใหญ่ รักใคร่อยู่กับ ร้อยตำรวจตรีหาญ พันธุ์สิงห์.....นายตำรวจหนุ่มอนาคตไกลแต่ยากจน หาญเป็นเด็กกำพร้าอาศัยอยู่กับหลวงตาคง ซึ่งเป็นเกจิที่มีวิชาอาคม จึงได้รับถ่ายทอดวิชามาตั้งแต่เด็ก หาญเป็นคนมีสมาธิ และตั้งมั่นในศีล 5 จึงก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ขณะที่ยิ่ง เด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงด้วยกัน ไม่ค่อยตั้งใจฝึกฝน แต่จะหนักไปทางเจ้าสำอางค์ พูดเพราะ หาญสักเสือที่หน้าอก ในขณะที่ยิ่งสักหนุมาน ทั้งคู่จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจและเข้ารับราชการพร้อมกัน

แต่แล้ววันหนึ่ง หมวดหาญบุกจับคนร้าย แล้วพลาดพลั้งยิงตัวประกันตาย จึงต้องโทษจำคุก เกศินีเคยลอบได้เสียกับหาญ จึงตั้งท้อง (เมื่อหาญรู้ว่าเกศินีตั้งท้องจึงให้ตะกรุดเงินที่ได้จากหลวงตาไว้ป้องกันภัย) แล้วในที่สุดก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับหมวดยิ่งเพื่อแก้หน้าโดยที่พ่อกับแม่ของเกศินีปกปิดเรื่องที่เกศินีท้องก่อนแต่งเอาไว้ หมวดยิ่งดีใจมากที่ได้เป็นเจ้าบ่าวเพราะแอบรักเกศินีมานาน เมื่อหาญที่อยู่ในคุกได้ข่าวการแต่งงานก็โกรธมาก เพราะเพิ่งตระหนักว่าถูกยิ่งเพื่อนรักหักหลัง (ยิ่งให้การปรักปรำหาญในฐานะพยานจนหาญ ต้องติดคุก) หาญตัดสินใจสะเดาะกลอน แหกคุก ประจวบเหมาะกับที่ เม่นน้องชายเสือเมฆในวัยหนุ่มถุกจับมาที่โรงพัก ทำให้เสือเมฆต้องบุกมาชิงตัว เม่นถูกตำรวจยิงตาย หาญติดร่างแหต้องหนีตำรวจไปอยู่กับเสือเมฆ และกลายเป็นเสือหาญไปในที่สุด ส่วนยิ่งก็เปลี่ยนชื่อเป็นยิ่งยศ รับราชการจนเป็นใหญ่เป็นโต โดยไม่รู้ว่าเลยว่าลุกชายที่รักเหมือนแก้วตาดวงใจคือลุกของหาญ

เสือทับฟ้องเสือเมฆว่า เสือหาญใจอ่อนให้ตำรวจ แต่เสือหาญอ้างกฎของชุมโจรว่าจะไม่ทำร้ายคนที่ไม่มีทางสู้ เสือเมฆจึงไม่เอาเรื่อง สร้างความไม่พอใจให้เสือทับอย่างมาก ส่วนอีกคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้คือ พลับพลึง ลูกของเม่น หลานเสือเมฆที่เกลียดตำรวจเป็นชีวิตจิตใจเพราะตำรวจทำให้พลับพลึงกำพร้าพ่อตั้งแต่ 7 ขวบ ส่วนแม่ก็ตรอมใจตายตาม ความแค้นทำให้พลับพลึงเป็นคนจิตใจแข็งกระด้าง ไม่มีความเมตตา แม้มีพรสวรรค์ทางด้านการใช้สมุนไพรรักษาคน ก็กลับมุ่งมั่นเรียนแต่การใช้สมุนไพรพิษ ซึ่งทำให้หาญที่รักพลับพลึงเหมือนลุกสาว เป็นห่วงพลับพลึงมาก แต่ก็ไม่เท่ากับการที่หาญได้พบกับลูกชายที่พลัดพรากจากกันไป หาญแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับสร้างความสงสัยให้พลับพลึงและลูกสมุนเป็นอย่างยิ่ง

ฝ่ายเพชร นับจากได้เห็นอำนาจไสยเวทย์ต่าง ๆ กับตา จากที่ไม่เคยเชื่อเรื่องเหล่านี้ก็เริ่มต้องการพิสูจน์ให้แน่ใจ เขาขอให้จ่าเฉย นำทัวร์บรรดาตำหนักทรงเจ้าเข้าผี จนได้พบกับ กระเต็น สาวรุ่นจอมแก่นที่คลั่งไคล้เรื่องลี้ลับจนเข้ากระดูก วัน วัน ก็ตระเวณหาเกจิสำนักต่าง ๆ เพื่อลองของ โดยมี เจ้าจุก ลูกสมุนติดตามไปด้วย

ที่ตำหนักเจ้าแม่สาริกา ขณะที่กระเต็นกำลังแลบลิ้นรอคอยการลงสาริกาลิ้นทองอย่างใจจดใจจ่อ เพชรก็ทำลายบรรยากาศด้วยการแสดงตัวเป็นตำรวจ ประกาศข้อหาหลอกลวงต้มตุ๋น เล่นเอาบรรดาสาวก เปิดหนีกันกระเจิง รวมทั้งเจ้าแม่ก็ถูกรวบด้ว กระเต็นแค้นเพชรมาก ที่มาขัดขวางพิธี แต่เพชรกลับเทศนากระเต็นเป็นการใหญ่ที่งมงายกับเรื่องไร้สาระ กระเต็นจี๊ดมากที่เรื่องที่ตนศรัทธาถูกลบหลู่ เกือบวางมวยกันบนโรงพัก ร้อนถึงดาบแหวนพ่อของกระเต็น ที่ออกจากราชการไปนานแล้ว ต้องตามมาระงับเหตุ ทำให้เพชรได้รู้ว่า ดาบแหวนนั้นเป็น ผู้รอบรู้ในเรื่อง เครื่องราง ของขลังรวมทั้งยังเป็นเซียนพระอีกด้วย เพชรจึงตามไปที่บ้านดาบแหวนเพื่อขอความรู้ แต่แหวนกลับไม่พาเข้าบ้าน สาเหตุก็เพราะ บานเย็น เมียบังเกิดเกล้ารังเกียจเรื่องคุณไสยที่สุด ยิ่งกระเต็นลูกสาวมาเจริญรอยตามพ่อยิ่งทำให้บานเย็นอารมณ์เสีย เพราะอยากให้ลูกสาว สนใจเรื่องความสวยความงามเหมือนหญิงทั่วไป

ต่อมาเพชรได้ไปงานเลี้ยงต้อนรับดาลิน ลูกสาวอธิบดีตำรวจ ที่เพิ่งจบการศึกษาจาก สิงคโปร์ ดาลินหลงรักเพชรแต่แรกเห็น เพชรเองก็พอใจดาลินอยู่ไม่น้อย ทั้งคู่เต้นรำกันทั้งคืน นายพลยิ่งยศพอใจมากที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองรุดหน้าอย่างรวดเร็ว เพราะเขาต้องการจะใช้ดาลินเป็นสะพานเพือ่สนิทสนมกับอธิบดีที่เป็นตำรวจตงฉิน จะได้สามารถเป็นเกราะป้องกันไม่ให้คนสงสัยเบื้องหลังที่เขากำลังทำธุรกิจเถื่อนอยู่กับ เสี่ยไพบูลย์ ซึ่งเป็นนายหน้าค้าวัตถุโบราณตัวยง โดยเสี่ยไพบูลย์จะว่าจ้างคนในพื้นที่ให้ลอบตัดเศียรพระ ขโมยขุดกรุของโบราณ ตามวัดและโบราณสถานเพื่อส่งขายต่างประเทศ

ในการติดต่อกัน นายพลยิ่งยศจะใช้ ร้อยตำรวจเอกดามพ์ ตำรวจหนุ่มคนสนิทเป็นตัวกลาง ดามพ์เป็นคนทะเยอทะยาน เจ้าเล่ห์ หวังไต่เต้าอย่างรวดเร็ว จึงรับใช้ยิ่งยศอย่างถวายหัว นิสัยเจ้าชู้ คบสาวมากหน้าหลายตา ในจำนวนนี้ก็มี ชิดใจ นักร้องสาวเจ้าเสน่ห์ ดาราดังของกินรีไนท์คลับรวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม ดามพ์ได้แต่แอบเล็งดาลินไว้ในใจ เพราะต้องหลีกทางให้ลูกนาย คือเพชร

ฝ่ายเพชรก็จำใจต้องอาศัยกระเต็นพาไปพิสูจน์ความขลังของเกจิต่าง ๆ เพชรเริ่มเชื่อ ดาลินสงสัยที่เพชรผิดนัดบ่อยและจับได้ว่า เพชรไปกับกระเต็น ดาลินงอนเพชร ยิ่งยศให้เพชรหมั้นกับดาลินเพื่อความมั่นใจ กระเต็นเริ่มหลงรักเพชรอกหัก จุกแนะนำให้ทำเสน่ห์ยาแฝด กระเต็นสองจิตสองใจแต่ก็ลองไปลนเอาน้ำมันพรายจากผีตายท้องกลม ยังไม่ทันจะเริ่มพิธี กระเต็นก็เจอกับแก็งค์ของเสี่ยไพบูลย์ที่แอบมาตัดเศียรพระ กระเต็นเข้าขัดขวางเลยถูกทำร้ายบาดเจ็บ ลูกน้องเสี่ยไพบูลย์คิดว่า กระเต็นจำหน้าพวกตนได้ จึงตามมาฆ่าปิดปากกระเต็น เจอกับดาบแหวนที่มีคาถาคงกระพันจึงต้องล่าถอยไป

นายพลยิ่งยศรู้เรื่องจึงส่งดามพ์กับลูกน้องไปเก็บครอบครัวดาบแหวนอีกครั้งคราวนี้ใช้แผนล่อให้ดาบแหวนกินเหล้า เพื่อให้ขาดสติก่อนลงมือฆ่าดาบแล้วปล่อยควันยาสลบเข้าไปในบ้าน กระเต็นกับบานเย็นสลบไป ดามพ์จุดไปเผาบ้าน เพชรมีลางสังหรณ์มาที่บ้านกระเต็นหลังจากพิธีหมั้นและช่วยกระเต็นออกมาจากกองไฟได้ แต่บานเย็นตายในกองไฟ เพชรกลับไปฉลองงานหมั้นไม่ทัน ดาลินโกรธมาก เพชรขอเอากระเต็นมาอยู่ที่บ้าน ให้เกศินีดูแล ยิ่งยศอนุญาตแต่มีข้อแม้ว่า ต้องให้กระเต็นอยู่ในฐานะคนใช้เพื่อไม่ให้ดาลินระแวง (ยิ่งยศไม่รู้ว่ากระเต็นเป็นคนที่ตนเองสั่งเก็บ) กระเต็นจำต้องอยู่อย่างขมขื่น แต่ความอบอุ่น เมตตาของเกศินี ทำให้กระเต็นรู้สึกดีขึ้น

เสือเมฆกับหาญเริ่มปฎิบัติการล้างแค้น ด้วยการตามมาฆ่าเสือทับและเมียสาวตายทั้งคู่ ต่อมาตำรวจที่บุกชุมโจร เริ่มถูกฆ่าตายทีละคน สมุนของชุมเสือเมฆที่ถูกจับต่างถูกทรมานให้เปิดปากบอกที่ซ่อนของเสือเมฆ แต่สมุนกลับบอกว่า เสือเมฆจะมาหาพวกดามพ์เอง ดามพ์ยิ่งโมโหทุบสมุนปางตาย เพชรเห็นว่าทารุณเกินไปจึงทะเลาะ ขัดใจกับดามพ์ ดาลินแวะมาหาเพชรที่โรงพักเพือ่จะชวนไปเที่ยว เสือเมฆกับเสือหาญบุกมาชิงตัวผู้ต้องหาพอดี เมฆฆ่าจ่าเฉยตาย ทั้งหมดประจันหน้ากัน ดามพ์กับเพชรและดาลินถูกเสือเมฆและสมุนที่แหกคุกล้อมกรอบ เมื่อรู้ว่าดาลินเป็นลูกสาวอธิบดี เสือเมฆสะใจประกาศจะฆ่าทั้งสามทิ้ง แต่เสือหาญกลับขอให้จับทั้งสามเอาไว้เพื่อล่อตัวอธิบดีและยิ่งยศออกมา

พลับพลึงรู้ข่าวเสือเมฆยึดโรงพักจึงรีบไปหา ส่วนเกศินีเมือ่รุ้เรื่องจากยิ่งยศก็ช็อคไป ขอให้กระเต็นพาตัวเองไปที่โรงพัก เมื่อเกศินีได้เจอเสือหาญก็ขอร้องให้ปล่อยเพชรเพือ่เห็นแก่ความสัมพันธ์ เสือเมฆงงที่เกศินีเคยรู้จักหาญ แต่หาญแกล้งทำเป็นจำไม่ได้ พร้อมเสนอให้เมฆแลกตัวเพชรกับพลับพลึง ส่วนดาลินเอาตัวไปด้วย เมฆตกลงพาสมุน รวมทั้งดาลินกลับที่ซ่อนแห่งใหม่ เพชรเป็นห่วงดาลินมาก ตัดสินใจแอบหนีจากบ้านไปตามพร้อมกระเต็นซึ่งพบจดหมายของดาบแหวนที่เขียนไว้ให้เพชรก่อนตาย แนะนำให้ไปตามยอดฝีมือมาช่วยปราบเสือเมฆ ได้แก่ เซียนช้าง อดีตดาบตำรวจเพื่อนรักของดาบแหวน จ่าอาง(จงอาง) นายทหารที่คร่ำหวดการรบในป่า ครูทิง (กระทิง) ครูมวยที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ด้วยมือเปล่า

ทั้งหมดออกเดินทางเข้าป่าเพื่อล่าตัวเสือเมฆ เมื่อเกศินีรู้ว่าเพชรหนีไปก็เดือดร้อนใจมาก อ้อนวอนขอให้ยิ่งยศไปขัดขวางเพราะกลัว พ่อลูกจะฆ่ากัน ความร้อนรนเกินเหตุของเกศินีทำให้ยิ่งยศคาดคั้นจนได้ความจริงว่า เพชรเป็นลูกของหาญ โดยไม่รู้ว่าดามพ์เข้ามาแอบได้ยินเข้าพอดี ยิ่งยศถึงกับช็อคทั้งโกรธทั้งผิดหวัง

ยิ่งยศเตรียมขนวัตถุมงคลล็อตใหญ่ส่งให้ต่างประเทศ พร้อมยัดใส้ฝิ่นดิบไปด้วย ดาลินเสียใจเมามาย และได้เสียกับดามพ์ที่เฝ้าดูแลไม่ห่าง ดาลินตัดสินใจแต่งงานกับดามพ์ เพชร หาญและกระเต็น ได้รับมอบสมุดข่อยโบราณจากหลวงตาที่มีคาถาชนะมารซึ่งสาบสูญไปนานพร้อมกับได้รับเครื่องรางประจำตัวที่หลวงตาปลุกเสกให้ โดยหลวงตากำชับว่าให้ไว้ใช้ป้องกันตัวและปราบคนชั่วเท่านั้น แล้วหลวงตาก็ละสังขาร เพชร กระเต็น หาญมาที่บ้านยิ่งยศ พบว่าเกศินีถูกยิ่งยศขังไว้ เพราะเกศินีรู้เรื่องที่ยิ่งยศจะขนของผิดกฎหมาย เพชรช่วยเกศินีออกมา

ที่โกดังไม้ ท่าเรือริมแม่น้ำ เพชร กระเต็น เกศินีและหาญบุกมาขัดขวางการขนส่งวัตถุโบราณของยิ่งยศ แต่ความใจอ่อน ลังเลของเพชรที่ไม่สามารถสู้กับผู้มีพระคุณทำให้เพชรเสียที ยิ่งยศจะฆ่าเพชรแต่เกศินีเข้าขวางจึงถูกยิงตาย เพชรเข้าสู้กับดามพ์ ดามพ์แพ้ หาญสู้กับยิ่งยศ แต่การตายของเกศินีทำหาญสมาธิอ่อน ตกเป็นเบี้ยล่าง จนวินาทีสุดท้ายหาญนึกถึงคำของหลวงตาคงที่พูดว่า การทำความดีคือการว่ายทวนกระแสน้ำ หาญจึงท่องอาคมกลับหลัง และสามารถปราบยิ่งยศได้ในที่สุด

ดามพ์และหาญต้องติดคุกตลอดชีวิต ส่วนดาลินขออุ้มท้องไปอยู่เมืองนอกเพื่อลืมเรื่องทั้งหมด เพชรตระหนักว่าคนที่ตนควรรักคือกระเต็น ทั้งคู่แต่งงานกัน เพชรนำตำรวจออกปราบโจรตามชุมต่าง ๆ ด้วยวิชาอาคมที่ฝึกฝน ดามพ์ป่วยตายในคุกและเมื่อหาญได้รับอภัยโทษ ก็ตัดสินใจบวชศึกษาพระธรรมเพื่อล้างบาปที่เคยทำมา ติดตามชม ละครเสือสั่งฟ้า ได้ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.30 น. ทางช่อง 7 สี ละครเสือสั่งฟ้า เริ่มตอนแรกวันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม 2554

รายชื่อนักแสดงนำในละครเรื่อง เสือสั่งฟ้า

เคลลี่ ธนะพัฒน์ รับบท เสือหาญ พันธุ์สิงห์ ในละคร เสือสั่งฟ้า
ชนะพล สัตยา รับบท ร้อยตำรวจตรี เพชร ไพรีพ่าย ในละคร เสือสั่งฟ้า
พลอยปภัส ธนันต์ชัยกานต์ รับบท กระเต็น ในละคร เสือสั่งฟ้า
ปริยฉัตร ลิ้มธรรมมหิศร รับบท ดาลิน ในละคร เสือสั่งฟ้า
รังสิโรจน์ พันธุ์เพ็ง รับบท เสือเมฆ บ้านพญาไฟ ในละคร เสือสั่งฟ้า
อรวรรษา ฐานวิเศษ รับบท ชิดใจ ในละคร เสือสั่งฟ้า
นนทพันธ์ ใจกันทา รับบท ร้อยตำรวจเอกดามพ์ ในละคร เสือสั่งฟ้า
สินิทรา บุญยศักดิ์ รับบท เกศินี ในละคร เสือสั่งฟ้า
ชาติชาย งามสรรพ์ รับบท พลตำรวจตรียิ่งยศ ไพรีพ่าย ในละคร เสือสั่งฟ้า
ณธิดา ภัทรชาญไชย รับบท พลับพลึง ในละคร เสือสั่งฟ้า
อรุชา โตสวัสดิ์ รับบท เสือทับ ในละคร เสือสั่งฟ้า
ธราธิป สีหเดชรุ่งชัย รับบท เสือแต้ม ในละคร เสือสั่งฟ้า
จอนห์ บราโว่ รับบท เสือแหลม ในละคร เสือสั่งฟ้า
ศรุต สุวรรณภักดี รับบท เสือชัด ในละคร เสือสั่งฟ้า
ตูมตาม เชิญยิ้ม รับบท จ่าเฉย ในละคร เสือสั่งฟ้า
รุ่งระวี บริจินดากุล รับบท รื่น ในละคร เสือสั่งฟ้า
โย่ง เชิญยิ้ม รับบท ดาบแหวน ในละคร เสือสั่งฟ้า
วิยะดา อุมารินทร์ รับบท บานเย็น ในละคร เสือสั่งฟ้า


เรื่องย่อละครเรื่อง ตะวันเดือด

บทประพันธ์โดย สิริวัฒโน
บทโทรทัศน์โดย สิริวัฒโน
กำกับการแสดงโดย อรรถพร ธีมากร
ผู้จัดละคร ฉัตรชัย เปล่งพานิช
ผลิตในนามบริษัท เมตตามหานิยม จำกัด
ออกอากาศ ทุกวัน ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลา 20.30น. ทางช่อง 3

ในค่ำคืนนั้นไร่ฟ้ารุ่งที่แสนมั่งคั่ง แทบจะกลายเป็นนรกบนดิน…

มันคือการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในเมืองภูพระกาฬ เมื่อมีโจรกลุ่มหนึ่งบุกปล้นฆ่าคนงานในไร่อย่างโหดเหี้ยม แม้แต่ นายภูผา กับ อุษา เมียรักผู้เป็นเจ้าของไร่ก็ต้องจบชีวิตลง มีเพียงตะวัน บุตรชายของภูผาเท่านั้น ที่หลบหนีไปได้ด้วยการช่วยเหลือของ สาโรจน์ เพื่อนรักของภูผาซึ่งเป็นนักฆ่าฝีมือฉกาจ สาโรจน์เชื่อว่าคนที่อยู่เบื้องหลังพวกโจรก็คือ “ศักดา” หุ้นส่วนของภูผาที่ต้องการครอบครองไร่ฟ้ารุ่งนั่นเอง ดังนั้นเขาจึงพาตะวันหลบหนีไปยังต่างแดน และชุบเลี้ยงเด็กน้อยจนกลายเป็นชายหนุ่มผู้กล้าแกร่ง ก่อนจะส่งเขากลับมายังไร่ฟ้ารุ่งอีกครั้งเพื่อสืบหาเงื่อนงำการตายของคนในครอบครัว โดยได้ฝากฝังให้ รานี สาวงามเจ้าของร้านเหล้าวิไลบาร์เป็นผู้ประสานงานให้

ระหว่างทางตะวันก็ได้เจอกับเพื่อนใหม่ที่เป็นหนุ่มชาวไร่ใจนักเลงชื่อ “นายสิงห์” ตะวันจึงตัดสินใจพรางชื่อตัวเองเป็น “นายเสือ” บ้างเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าไปทำงานในไร่ฟ้ารุ่ง ในเวลานั้นศักดาได้มีเรื่องขัดแย้งกับ พ่อเลี้ยงจรัญ ผู้มีอิทธิพลในเมืองภูพระกาฬ จนต้องหลบลี้ไปกบดานยังต่างถิ่น และทิ้งไร่ฟ้ารุ่งให้บุตรสาวทั้งสองคือ “เพชรรุ้ง”กับ“พลอยขวัญ” ดูแลกันตามลำพัง

เพชรรุ้งกล้าหาญชาญฉลาดจึงเป็นที่เคารพของคนงาน ผิดกับพลอยขวัญน้องสาวที่เป็นคนเจ้าอารมณ์ชอบใช้กำลัง ทั้งคู่ต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่เมื่อพ่อเลี้ยงจรัญได้ให้สมุนของตนปลอมตัวเป็นพวกโจรมาปล้นไร่ฟ้ารุ่งอยู่เนืองๆ เพื่อกดดันให้ศักดาปรากฏตัว

การมาอย่างฉุกละหุกของนายสิงห์กับตะวัน ทำให้ทุกคนในไร่เข้าใจผิดว่าทั้งคู่เป็นสายของพวกโจร แต่ในขณะที่ทั้งคู่ถูกคุมตัวอยู่นั้น พวกโจรตัวจริงก็ได้ยกพลมาบุกปล้นอีกครั้ง ทำให้เพชรรุ้งกับพลอยขวัญต้องพาคนงานเข้ารับมืออย่างดุเดือด และขณะที่กำลังเพลี่ยงพล้ำอยู่นั้นเอง ตะวันกับนายสิงห์ก็ได้เข้าช่วยสองสาวกำหราบพวกโจรจนสำเร็จ ทำให้เพชรรุ้งยอมจ้างทั้งคู่มาเป็นการ์ตเฝ้าไร่ในเวลาต่อมา และสร้างความขัดใจให้แก่ เดชา ผู้เป็นหัวหน้าการ์ตเป็นอันมาก พลอยขวัญรู้สึกชื่นชมในตัวของตะวันจึงพยายามตีสนิทด้วยทำให้เพชรรุ้งรู้สึกไม่พอใจมาก แม้ว่าลึกๆแล้วเธอเองจะรู้สึกถูกชะตากับตะวันเช่นกัน

“นายพร”คนงานในไร่ซึ่งเคยเป็นเพื่อนในวัยเด็กของตะวัน จำเขาได้เมื่อเห็นรอยแผลเป็นประจำตัว นายพรจึงเล่าความจริงว่า พลอยขวัญก็คือน้องสาวของตะวันนั่นเอง เนื่องจากขณะที่สาโรจน์พาตะวันหลบหนีไปนั้น อุษาก็ได้ให้กำเนิดพลอยขวัญก่อนที่ตัวเองจะจบชีวิตลง ศักดาได้เลี้ยงดูพลอยขวัญมาโดยไม่ได้บอกเล่าเรื่องชาติกำเนิดที่แท้จริงให้ฟังเลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญก็คือเงื่อนปมการตายของภูผา ไม่ได้เกิดจากการขัดผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวแต่มีข่าวลือว่าภายในไร่ฟ้ารุ่งนั้นมีสายแร่พลอยซ่อนอยู่ ซึ่งอาจเป็นชนวนเหตุให้ศักดาและภูผาต้องฆ่าฟันกันเอง โดยมีพ่อเลี้ยงจรัญเป็นตัวแปรสำคัญ เนื่องจากในอดีตนั้นศักดาเป็นคนว่าจ้างให้มันและสมุนปลอมตัวเป็นโจรปล้นไร่ฟ้ารุ่ง

ตะวันตัดสินใจว่าจะอยู่ไร่ฟ้ารุ่งต่อไป จนกว่าศักดาจะยอมปรากฏกาย ต่อมาพวกโจรที่เคยบุกปล้นไร่ฟ้ารุ่งก็ได้ลักพาตัวพลอยขวัญไปเรียกค่าไถ่ เพชรรุ้งจึงตัดสินใจนำคนงานบุกป่าไปช่วยน้องสาว ทว่าเดชากลับฉวยโอกาสนั้นคิดเก็บทุกคนเพื่อยึดครองไร่เสียเอง การกระทำอันเห็นแก่ตัวของเดชาส่งผลให้แผนชิงตัวพลอยขวัญต้องผิดพลาด เมื่อนายสิงห์กับตะวันทราบเรื่องเข้าก็ได้ผนึกกำลังกันช่วยเพชรรุ้งกับพลอยขวัญมาได้สำเร็จ ส่งผลให้เดชาและสมุนต้องถูกขับออกจากไร่ฟ้ารุ่งในเวลามา

ตะวันได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นหัวหน้าการ์ตคนใหม่ และยังได้ “สมใจ” อดีตผู้ช่วยนายอำเภอที่ลาออกจากราชการมาเสริมทัพอีกแรง ในเวลานั้นอำนาจของพ่อเลี้ยงจรัญก็เริ่มอับเฉาลง เมื่อ ณรงค์นายอำเภอคนใหม่บุตรชายของท่านนายพลเรืองฤทธิ์แห่งค่ายเสมาณรงค์ ได้เดินทางมาถึงเมืองภูพระกาฬพร้อมด้วย เรียว ผู้ช่วยเชื้อสายซามูไร เพื่อมาปราบพ่อเลี้ยงจรัญ เพราะเกิดจากข้อตกลงที่ศักดาทำไว้กับนายพลเรืองฤทธิ์ว่าจะยกเพชรรุ้งและผลประโยชน์ในไร่ฟ้ารุ่งให้แก่ณรงค์หากกำจัดพ่อเลี้ยงจรัญไปได้ ซึ่งนายพลเรืองฤทธิ์นั้นระแคะระคายเรื่องสายแร่พลอยในไร่ฟ้ารุ่งอยู่ก่อน จึงมีแผนที่จะยึดครองขุมทรัพย์เหล่านั้น โดยอาศัยการแต่งงานของบุตรชายเป็นเครื่องปูทาง

เพชรรุ้งเห็นแก่ความปลอดภัยของบิดาจึงไม่กล้าที่จะปฏิเสธณรงค์ แต่พลอยขวัญกลับไม่พอใจเป็นอย่างมาก เมื่อรู้ว่าณรงค์ต้องการแต่งงานกับพี่สาวตนก็เพื่อครอบครองไร่ฟ้ารุ่ง ดังนั้นเธอจึงคอยหาเรื่องแกล้งณรงค์อยู่เสมอ

เดชาคิดฆ่าเพชรรุ้งเพื่อล้มเลิกงานแต่งระหว่างเธอกับณรงค์ มันจึงออกอุบายทำเป็นถูกพ่อเลี้ยงจรัญจับตัวไป แล้วล่อให้เพชรรุ้งมาไถ่ตัว ตะวันสังหรณ์ใจว่างานนี้จะต้องมีแผนร้ายแอบแฝงอยู่ จึงเตือนเพชรรุ้งไม่ให้ไปตามนัด แต่เพชรรุ้งเห็นแก่เดชาที่เป็นลูกบุญธรรมของนายยศคนสนิทของศักดา จึงยอมเสี่ยงไปพบพ่อเลี้ยงจรัญ และแล้วสิ่งที่ตะวันคาดไว้ก็เป็นจริง เมื่อพ่อเลี้ยงจรัญได้สั่งให้สมุนรุมทำร้ายพวกของเพชรรุ้ง แต่ตะวันก็ตามมาช่วยพาเธอหนีฝ่าวงล้อมไปได้ ทั้งสองพลัดหลงเข้าไปในป่าจนต้องค้างแรมด้วยกัน ในยามคับขันนี้เองที่ตะวันกับเพชรรุ้งได้ยอมสารภาพความรักในใจของตนให้อีกฝ่ายได้ล่วงรู้ แม้ตะวันจะรู้สึกสับสนอยู่ลึกๆที่หลงรักลูกสาวของศัตรูก็ตาม………

เรื่องราวความรักและความแค้นของตะวันกับเพชรรุ้งจะเป็นเช่นไร และทั้งสองจะหนีรอดจากศัตรูได้รึไม่ เพชรรุ้งจะต้องแต่งงานกับณรงค์หรือไม่

รายชื่อนักแสดงนำในเรื่องตะวันเดือด

ปริญ สุภารัตน์ รับบท ภูตะวัน
อุรัสยา เสปอร์บันด์ รับบท เพชรรุ้ง
ธนวรรธ์ วรรธนภูติ รับบท สิงห์
ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง รับบท พลอยขวัญ
จอห์นนี่ แอนโฟเน่ รับบท จรัญ
อนุวัฒน์ นิวาตวงศ์ รับบท ศักดา
สมชาย เข็มกลัด รับบท สาโรจน์
ดอม เหตระกูล รับบท ณรงค์
เอก โอรี รับบท ภูผา
ศรันยู ประชากริช รับบท เดชา
ณฐกร ไตรกิศยเวช รับบท เรียว

เรื่องย่อละครเรื่อง คนเถื่อน

บทประพันธ์โดย : บุษยมาส
บทโทรทัศน์โดย : เบญจมาศ ดาลหิรัญรัตน์
กำกับการแสดงโดย : ฉัตรชัย สุรสิทธิ์
ผลิตโดย : บริษัท เอ็กแซ็กท์ และบริษัท ซีเนริโอ จำกัด
ออกอากาศทุกวัน จันทร์ - พฤหัสบดี เวลา 20.25 น. ทางช่อง 5

หลายปีที่ อัคนี (รัชชานนท์ สุประกอบ) ตำรวจสอบสวนนอกเครื่องแบบตามหา คิมห์ น้องชายฝาแฝด ที่หนีออกจากบ้าน และแล้ว ผู้กองเผด็จ (นาวิน เยาวพลกุล) เพื่อนสนิทของอัคนีก็พบศพคิมห์ถูกยิงตายในไร่แห่งหนึ่งที่ต่างจังหวัด คิมห์ทำงานให้กับ นายแนบ จิตรุ่ง (ธีระพงศ์ เหลียวรักวงศ์) นักธุรกิจที่มีฉากหลังเป็นพ่อค้ายา นายแนบไม่พอใจที่คิมห์คบหากับ นุชกานดา (พรรณวรท ด้วยเศียรเกล้า) ลูกสาว แต่ก็ขัดใจนุชกานดาไม่ได้ เขาสั่งให้คิมห์นำเงิน 20 ล้านไปรับยาบ้ากับ บาง บรเพ็ด (อนุวัฒน์ นิวาตวงศ์) เจ้าของไร่บรเพ็ดที่เป็นผู้ผลิตยาบ้ารายใหญ่ คิมห์แอบนำเงินไปเล่นพนันจนเสียไป 5 ล้าน จึงเอากระดาษยัดไส้เงิน แต่บางจับได้เลยสั่ง วง (พงศ์สิรี บรรลือวงศ์) ลูกน้องให้จัดการเก็บคิมห์ และทิ้งศพไว้ที่ท้ายไร่สมันดงของ ปู่เสือ (สรพงษ์ ชาตรี) คู่อริของตน โดย สมัน หรือ หมัน (วรรณรท สนธิไชย) หลานสาวของปู่เสือเป็นคนพบศพคิมห์

อัคนีแฝงตัวเข้าไปในไร่สมันดง สืบหาคนฆ่าคิมห์และได้เจอกับสมัน สมันช็อคที่หน้าของอัคนีเหมือนกับศพที่พบท้ายไร่ แต่อัคนียืนยันว่าไม่รู้จักคิมห์ สมันสงสัยในตัวอัคนีจึงจ้องจับผิด กลับถูกอัคนีกวนประสาททุกครั้ง จนทั้งคู่กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากัน แต่อัคนีกลับถูกใจในความกล้าไม่ยอมใครของสมัน อัคนีได้เข้าทำงานในไร่ของบาง ทำให้สมันโกรธไม่ยอมญาติดีกับอัคนี เพราะคิดว่าเป็นพวกเดียวกับ บาง บานชื่น (แอริน ยุกตะทัต) ลูกสาวของบางเห็นอัคนีก็หลงรัก ทำให้วงแค้นอัคนี เพราะวงแอบหลงรักบานชื่น ฟากเผด็จตามสืบเรื่องคิมห์จากนุชกานดาทำให้ทั้งคู่ใกล้ชิดกันจนเริ่มมีใจให้กัน

นายแนบคิดลงเล่นการเมืองจึงชักนำ สรวิทย์ (วาโย อัศวรุ่งเรือง) ลูกชายนักการเมืองเข้าสู่วงการค้ายา แล้วยังหวังให้สรวิทย์ขัดขวางเผด็จ ไม่ให้มายุ่งกับนุชกานดาด้วย อัคนียอมคบหากับบานชื่นจนบางไว้ใจ มอบหมายให้เอายาบ้าล็อตใหญ่ไปส่งที่กรุงเทพฯ อัคนีนำยาไปส่งให้สรวิทย์ แต่สรวิทย์แอบเจรจาให้อัคนีพาไปพบบาง เพราะอยากค้ายากับบางโดยไม่ต้องผ่านนายใหญ่ อัคนีรับปากจะจัดการให้ อัคนีแวะไปหาเผด็จที่บ้านและได้เจอกับ ผดา (ดารัณ บุญยศักดิ์) พี่สาวเผด็จ ผดาเห็นรูปสมันในมือถืออัคนี และคิดว่าสมันอาจเป็นลูกสาวที่ถูกสามีพาหนีไป อัคนีรับปากจะช่วยสืบให้

อัคนีกลับมาที่ไร่ และจัดการนัดสรวิทย์มาเจอกับบางเพื่อเจรจาเรื่องค้ายา แต่นายแนบตามมาขัดขวาง พร้อมเปิดเผยตัวว่าเขาคือนายใหญ่ และสั่งให้บางเก็บสรวิทย์เหมือนกับที่เก็บคิมห์ อัคนีจึงได้รู้ความจริงทั้งหมด หลังความจริงเปิดเผย อัคนีและเผด็จจะจัดการขบวนการค้ายาของนายแนบอย่างไร? และความรักของ อัคนีกับสมัน และ เผด็จกับนุชกานดา จะลงเอยอย่างไร? ติดตามชมและร่วมลุ้นได้ใน ละครคนเถื่อน ได้ทุกวัน จันทร์ - พฤหัสบดี เวลา 20.25 น. ทางช่อง 5 ละครคนเถื่อน เริ่มตอนแรกวันพุธที่ 10 ส.ค. นี้

รายชื่อนักแสดงนำใน ละคร คนเถื่อน

รัชชานนท์ สุประกอบ รับบท อัคนี/คิมห์ ในละคร คนเถื่อน
วรรณรท สนธิไชย รับบท สมัน(หมัน) ในละคร คนเถื่อน
นาวิน เยาวพลกุล รับบท เผด็จ ในละคร คนเถื่อน
พรรณวรท ด้วยเศียรเกล้า รับบท นุชกานดา ในละคร คนเถื่อน
แอริน ยุกตะทัต รับบท บานชื่น ในละคร คนเถื่อน
ชนิดาภา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์ รับบท ชบา ในละคร คนเถื่อน
ณัฏฐพงษ์ ชาติพงศ์ รับบท ผ่อง ในละคร คนเถื่อน
พงศ์สิรี บรรลือวงศ์ รับบท วง ในละคร คนเถื่อน
วิทวัส สิงห์ลำพอง รับบท ทิว ในละคร คนเถื่อน
ชัยพล พูพาร์ต รับบท บรรเจิด ในละคร คนเถื่อน
สรพงษ์ ชาตรี รับบท ปู่เสือ ในละคร คนเถื่อน
อนุวัฒน์ นิวาตวงศ์ รับบท บาง บรเพ็ด ในละคร คนเถื่อน
ธีระพงศ์ เหลียวรักวงศ์ รับบท นายแนบ จิตรุ่ง ในละคร คนเถื่อน
ดารัณ บุญยศักดิ์ รับบท ผดา ในละคร คนเถื่อน
วาโย อัศวรุ่งเรือง รับบท สรวิทย์ ในละคร คนเถื่อน
จุ๊บจิ๊บ เชิญยิ้ม รับบท ก้อน ในละคร คนเถื่อน

นักแสดงรับเชิญใน ละคร คนเถื่อน
จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี รับบทเป็น ผู้การสิงห์ ในละคร คนเถื่อน









เวิ้งนครเขษม กำลังกลายเป็นเพียงชื่อและตำนาน



สืบเนื่องจากที่ดินบริเวณเวิ้งนครเขษม ย่านจักรวรรดิ์ จำนวน 14 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินตกทอดมรดกผืนงามผืนสุดท้ายที่เก่าแก่ที่สุด และผืนใหญ่ที่สุดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ตกลงว่าในเครือญาติของราชนิกูลบริพัตร มีประสงค์ที่อยากจะขายออกไปให้ใครก็ตามที่สามารถจ่ายได้ในราคาที่ต้องการคือราว 5 พันล้านบาท พลันที่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ก็เป็นที่สนใจของนายทุนใหญ่ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ หรือนายหน้าค้าที่ดินระดับประเทศ จ้องตาเป็นมันที่หวังอยากจะได้ เพราะที่ดินผืนงามและอยู่ใจกลางมหานครเช่นนี้ หายากเต็มทีแล้วในยุคปัจจุบัน การประมูลซื้อที่ดินมูลค่าแพงที่สุดใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้ คือบริเวณส่วนหน้าของสถานฑูตอังกฤษประจำประเทศไทย บริเวณย่านเพลินจิต นั้น ผู้ที่ซื้อไปได้คือกลุ่มเซ็นทรัล ในมูลค่าแพงที่สุดแล้ว คือตารางวาละ 1 ล้านบาท แต่หากการประมูลซื้อที่ดินบริเวณเวิ้งแห่งนี้สำเร็จตามราคาที่ตั้งไว้ ก็อาจทุบสถิติกลายเป็นที่ดินที่มีมูลค่าซื้อขายแพงที่สุดในประเทศไทย สถิติใหม่เป็นแน่แท้

ไม่แปลกใจที่เจ้าของที่ดินอยากจะขาย ในภาวะที่การจัดสรรมรดกย่อมเกิดขึ้นไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่งหรือเมื่อเวลาที่เหมาะสมหรือจำเป็น หากแต่ยามนี้เศรษฐกิจไทยกำลังเฟื่องฟู และเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะสามารถขายที่ดินได้ในราคาที่ดีที่สุดแล้ว ในภาวะที่การจัดหาพื้นที่แปลงใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ มาพัฒนาเป็นศูนย์การค้า เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อันมหาศาลนั้นเป็นเรื่องที่ยากกว่างมเข็มในมหาสมุทร เพราะถ้าเป็นพื้นที่ที่ดีอยู่ในย่าน prime area นั้นย่อมเป็นที่ดินส่วนใหญ่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ดินราชพัสดุ ที่ดินของการรถไฟ หรือที่ดินของส่วนราชการ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ไม่สามารถทำการซื้อขายขาดเปลี่ยนมือกันได้ นอกจากทำสัญญาเช่าทำประโยชน์กันได้เท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่ผู้พัฒนาที่ดินจะหาที่ดินพื้นใหม่ ทำเลทอง และมีเนื้อที่ที่มากพอ จัดทำ Mega Project ขนาดใหญ่ได้ ที่ผ่านมาคงเป็นการเช่าทำประโยชน์เสียมากกว่า อาทิ เช่น บริเวณเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว มาบุญครอง ห้างทุกห้างแถบสยามสแควร์ทั้งหมด

เมื่อมามองถึงความจำเป็นที่จะต้องอนุรักษ์พื้นที่บริเวณนั้นเป็นย่านการค้าเก่าที่ควรจะอนุรักษ์ไว้นั้น คงจะยากแล้ว ในเมื่อเจ้าของที่ดินตัวจริงเขาไม่ต้องการที่จะคงไว้เช่นนั้นและการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ก็คงจะได้น้อย ไม่คุ้มค่า สู้การขายขาดไป เพื่อนำเงินไปลงทุน หรือเก็บเป็นเงินสดขึ้นมาในภาวะที่เศรษฐกิจในอนาคตไม่มีความแน่นอนอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หรืออาจมีสาเหตุอื่น ซึ่งผู้เขียนคงมิอาจจะไปวิเคราะห์หรือคาดเดาอะไรได้ ที่เขียนมาเป็นเพียงทัศนะหรือมุมมองของผู้เขียนเอง แต่ถ้าถามใจของผู้เขียนแล้ว อยากจะให้พื้นที่นี้คงไว้เป็นย่านการค้าแบบเก่า เพียงแต่อยากให้มีการปรับปรุงทัศนียภาพ มีการออกแบบภูมิสถาปัตย์ให้มีความทันสมัยมากขึ้นก็ได้ และวันเสาร์อาทิตย์ จัดให้มีการปิดถนนจัดเป็นถนนคนเดิน เหมือนที่เมืองนอกเขาทำกัน แต่อาจมีเสียงสะท้อนว่า ก็บริเวณใกล้เคียงกันก็มีสภาพเป็นตลาดถนนคนเดินวันสุดสัปดาห์อยู่แล้ว เช่น คลองถม บ้านหม้อ ราชวงศ์ สำเพ็ง เยาวราช ซึ่งการมีย่านการค้าแบบเก่าหลายที่กระจัดกระจายกันไป ก็น่าจะเป็นผลดี หลายอย่าง เป็นทางเลือกของคนกรุง กระจายคนไปในหลายๆที่ ไม่แออัด แต่ก็จะทำให้การจราจรติดขัดไปทั่วพระนคร เพราะมีแหล่งการค้าแบบนี้กระจายอยู่หลายที่ อีกทั้งขาดการจัดการที่ดี ไม่มีระเบียบ ไม่มีผู้คุมพื้นที่ ทางเท้าถูกแก่งแย่งชิงพื้นที่ทำเป็นแผงลอยวางขายสินค้าระเกะระกะเต็มไปหมด พลอยทำให้บ้านเมืองขาดเสน่ห์เท่าที่มันควรจะเป็นไป ผมยังหวังว่าโครงการที่เคยมีผู้คิดทำบริเวณถนนราชดำเนินกลางเป็นถนนคนเดินวันหยุดสุดสัปดาห์ เหมือนถนนฌองอารีเซ่ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส วอนผู้ว่ากรุงเทพฯ น่าจะนำโครงการนี้มาพิจารณาปัดฝุ่น ไปพร้อมๆ กับการปรับปรุงภูมิทัศน์ ภูมิสถาปัตย์ทั่วกรุงเทพฯ ไม่ให้มีการค้าบนทางเท้า เหมือนอารยประเทศอื่นๆ เขาทำกัน

ต่อประเด็นหรือกรณีของชุมชนที่เคยอยู่บริเวณเวิ้ง จะทำอย่างไร ผมคิดว่าก็คงต้องรับสภาพ และยอมปรับตัว ผมว่าคนในชุมชนย่อมรู้ความเป็นไปของเวิ้ง สถานภาพของตนเองในฐานะผู้อาศัยได้เป็นอย่างดี หากเป็นผมก็คงต้องมองหาที่ทางการค้าอื่นๆ สำรองไว้ เพื่อขยับขยายต่อไป หรือหากมีโอกาสจะปรับเปลี่ยนตัวเองไปเป็นผู้เช่าในโครงการของศูนย์การค้าที่มีผู้ที่จะมาพัฒนาโครงการใหม่ก็น่าจะเป็นการดี แต่คงต้องมีต้นทุนค่าเซ้งแผง ค่าเช่า ค่าสาธารณะประโยชน์อื่นๆ อีกมากที่จะต้องนำมาพิจารณาว่าคุ้มค่าหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับการย้ายไปอยู่ที่อื่นเลยจะดีกว่า เราคงจะไม่สามารถทานกระแสของโลกทุนนิยมนี้ได้หรอก และคงจะไม่สามารถติดยึดกับความสำเร็จในอดีต และทำเลที่ตั้งแบบเก่า อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปของทั้งตัวภูมิศาสตร์ ผังเมือง ย่านการค้าที่เปลี่ยนไป ย่านการค้าใหม่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ย่านการค้าเก่าๆ ที่ทรุดโทรมและรอวันโรยราลงมา แน่นอนว่าหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นการดีสำหรับคนที่ยังมีความหลัง ความทรงจำที่ดีกับย่านการค้าที่เคยเฟื่องฟูแห่งนี้ แต่หากเรายังคงติดยึดแต่สิ่งเดิมๆ ไม่คิดยอมที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรแล้วหล่ะก็ เราก็เปรียบเหมือนต้นบอระเพ็ดในไร่ทานตะวันนั่นแหละ หรือก็คือเวิ้ง(ว้าง) กลางนครเขมร นั่นแหละ

ข่าวอันเป็นที่มาของประเด็นเนื้อหาในบทความนี้

ราชนิกุล"บริพัตร"เล็งขายที่ดินเวิ้งนครเกษม 14 ไร่ คาดได้ราคาดี เพราะที่มีศักยภาพสูง เหมาะพัฒนา ใกล้รถไฟฟ้าสีน้ำเงิน แต่อาจติดกฎหมายอนุรักษ์ เพราะเป็นย่านเมืองเก่า แถมเจอปัญหาผู้เช่า 600 รายคัดค้าน ถึงขั้นรวมตัวลงขันขอซื้อแข่ง เผยกลุ่มโบ๊เบ๊สนประมูลซื้อ

นายวสันต์ คงจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด หรือแอเรีย เปิดเผยว่า ในขณะนี้มีการเปิดประมูลที่ดินเนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน และ 91 ตารางวา บริเวณเวิ้งนาครเขษม หรือเวิ้งนครเกษม คาดว่าราคาที่ดินดังกล่าวน่าจะไม่ต่ำกว่า 5-8 แสนบาทต่อตารางวา เนื่องจากเป็นที่ดินแปลงใหญ่ แต่จะมีคนเข้ามาประมูลมากแค่ไหนไม่สามารถบอกได้ แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะมีศักยภาพสูง เพราะอยู่ใกล้กับเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ใกล้หัวลำโพงและเยาวราช

หากดูตามศักยภาพตามที่ที่ดินตั้งอยู่แล้วสามารถนำมาพัฒนาเป็นโครงการขนาดใหญ่ได้ แต่เรื่องดังกล่าวไม่สามารถดูตามกฎหมายผังเมืองได้เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเวิ้งนครเกษมอยู่ในย่านชุมชนเก่าแก่ ดังนั้น การพัฒนาจะต้องดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ด้วยว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ และเท่าที่ทราบผู้เช่าพื้นที่เดิมซึ่งมีอยู่ประมาณ 600 กว่ารายก็คัดค้าน แต่สัญญาเช่าจะหมดลงในเดือนกันยายน 2555 ล่าสุดทราบว่ามีการรวบรวมเงินเพื่อที่จะซื้อที่ดินดังกล่าวด้วย

นายมานพ พงศทัต อาจารย์ภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทางผังเมือง กทม.กำลังดูรายละเอียดอยู่ว่าพื้นที่ดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจากอยู่ใกล้กับเยาวราช และใกล้เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ซึ่งจะทำให้ระบบสาธารณูปโภคหรือบริการของรัฐดีขึ้น ซึ่งโดยหลักการของผังเมืองใหม่นั้นจะให้สิทธิเจ้าของที่ดินที่มีที่ดินติดสถานีพัฒนาได้มากขึ้นคือเอฟเออาร์ (อัตราส่วนการใช้พื้นที่อาคารต่อที่ดิน) 15/1 แต่ทั้งนี้จะต้องมีการจัดทำพื้นที่สำหรับบริการสาธารณะด้วย เช่น พื้นที่จอดรถ เป็นต้น ส่วนพื้นที่รัศมี 500 เมตรรอบสถานีนั้นก็จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ดินมากขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีปัญหาเรื่องการควบคุมการก่อสร้างหรือไม่ ซึ่งหากติดก็อาจพัฒนาเป็นตึกสูงไม่ได้

ยอมรับว่าบริเวณดังกล่าวค่อนข้างเปลี่ยนแปลงยาก เพราะมีการอยู่อาศัยมา 3 ชั่วอายุคน อีกทั้ง กทม.เองก็พยายามปรับปรุงบริเวณเยาวราชให้ดีขึ้น ให้เป็นเขตเมืองที่คนจีนอาศัยอยู่แหล่งใหญ่ของโลก ดังนั้น เชื่อว่าบริเวณนี้ไม่น่าจะมีการพัฒนาขนาดใหญ่เกิดขึ้นในอนาคต แต่จะมีการปรับปรุงพื้นที่ให้ดีขึ้น เพื่อเพิ่มค่าเช่า และยกระดับการอยู่อาศัยมากขึ้นเท่านั้นŽ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของตระกูลบริพัตร มีแผนที่จะนำที่ดินออกมาประมูล ซึ่งมีกระแสข่าวว่ามีผู้สนใจยื่นซอง 4 ราย หนึ่งในนั้น คือ บริษัท พรหมมหาราช เจ้าของโบ๊เบ๊ทาวเวอร์

(ที่มา : มติชนรายวัน ฉบับ 28 ก.ค.2554)

แกะรอยที่ดินเวิ้งนาครเขษม 14 ไร่ของราชสกุล "บริพัตร" ผังเมือง กทม. ระบุเป็นพื้นที่ สีแดง "พ.3" มีอัตราส่วนพัฒนาที่ดินได้สูงถึง 7 เท่า ฟันธงว่ามีศักยภาพสูง ส่วน"ธนารักษ์" แบราคาประเมิน คำนวณยกแปลง 14 ไร่ 2.4 พันล้านบาท เทียบราคาประกาศขาย 5.5 พันล้านบาท สูงกว่า 1 เท่าตัว

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ขณะนี้กำลังเป็นที่จับตาว่าใครจะเป็นผู้คว้าที่ดินทำเลทองใจกลางเมืองของราชตระกูลบริพัตร ขนาด 14 ไร่ บริเวณเวิ้งนาครเขษม ริมถนนเจริญกรุง อยู่ระหว่างซอย 8 และซอย 10 ไปครอง หลังจากที่สำนักงานบริพัตรในฐานะผู้จัดการผลประโยชน์ได้เปิดประมูลขายที่ดินแปลงดังกล่าวเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

โดยมีกลุ่มทุนรายใหญ่หลายรายให้ความสนใจเข้าร่วมยื่นประมูล เช่น กลุ่มแพลทินัม ประตูน้ำ, กลุ่มสยามแก๊ส, กลุ่มอักษรา หนึ่งในผู้เช่าในเวิ้งนาครเขษม, กลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี รวมถึงกลุ่มของนายประชา มาลีนนท์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าว่าใครจะเป็นผู้ชนะประมูล ล่าสุดที่ดินแปลงนี้ได้มีการตั้งราคาไว้สูงถึง 5,500 ล้านบาท และกำลังเป็นที่วิพากษ์ว่าราคานี้สูงเกินจริงไปหรือไม่

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบกับสำนักผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (กทม.) พบว่า ที่ดินแปลงดังกล่าว ตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปัจจุบัน กำหนดเป็นพื้นที่สีแดง (พาณิชยกรรม) ประเภท "พ.3" หมายถึงเป็นบริเวณที่ให้ใช้ประโยชน์เป็นศูนย์พาณิชยกรรมชุมชนรองและพาณิชยกรรมเมือง เพื่อรองรับการประกอบกิจกรรมทางธุรกิจการค้าและบริการ รวมทั้งการค้าและการบริการเฉพาะประเภทที่ให้บริการ แก่ประชาชนโดยทั่วไป

แหล่งข่าวจากสำนักผังเมือง กทม. กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า พื้นที่ "พ.3" ตามข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมืองรวม สามารถพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ได้เต็มที่ ทั้งนี้ กฎหมายผังเมืองยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ในการพิจารณาการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น ตั้งอยู่ในเขตผังเมือง พ.3 แต่บริเวณโดยรอบมีถนนสาธารณะตัดผ่าน จะต้องประเมินด้วยว่าเป็นถนนสายหลัก สายรอง หรือถนนซอย เพราะจะมีผลต่อการพัฒนาสิ่งปลูกสร้างบนแปลงที่ดินโดยตรง เช่น ที่ดินทำเลเดียวกันแต่จะสามารถก่อสร้างได้ตั้งแต่ 100 ตารางเมตร หรือมากกว่า 100 ตารางเมตร เป็นต้น

สำหรับข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินพื้นที่ "พ.3" ได้แก่
1.ประเภทที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว ห้องแถว ตึกแถว อาคารอยู่อาศัยรวม อาคารขนาดใหญ่ (ไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร) อาคารสูง (23 เมตรขึ้นไป) อาคารขนาดใหญ่พิเศษ (เกิน 10,000 ตารางเมตร)
2.ประเภทพาณิชยกรรม พัฒนาพื้นที่ได้ไม่เกิน 100-300 ตารางเมตร และเกิน 300 ตารางเมตร
3.ประเภทห้องแถว ตึกแถว อาคารขนาดใหญ่ (ไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร) อาคารสูง (23 เมตรขึ้นไป) อาคารขนาดใหญ่พิเศษ (เกิน 10,000 ตารางเมตร)
4.ประเภทตลาด สร้างได้ตั้งแต่มีพื้นที่เกิน 300 ตารางเมตร พื้นที่ไม่เกิน 400 ตารางเมตร และพื้นที่เกิน 400 ตารางเมตร ซึ่งเป็นตลาดประเภทอาคารขนาดใหญ่
5.ประเภทสำนักงาน สร้างได้มีพื้นที่ไม่เกิน 100 ตารางเมตร, เกิน 100-300 ตารางเมตร, เกิน 300 ตารางเมตร
6.ประเภทห้องแถว ตึกแถว อาคารขนาดใหญ่ (ไม่เกิน 2,000 ตารางเมตร) อาคารสูง (เกิน 23 เมตร) อาคารขนาดใหญ่พิเศษ (เกิน 10,000 ตารางเมตร) แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ขณะที่สัดส่วน "FAR" หรืออัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน อยู่ที่ 1 : 7 หรือสามารถพัฒนาได้ถึง 7 เท่า แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดที่ดินด้วย ส่วนพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวมหรือ OSR อยู่ที่ร้อยละ 4.5 นอกจากนี้ยังได้โบนัสพิเศษให้สามารถพัฒนาได้เพิ่มอีก 20% เนื่องจากอยู่ในรัศมีสถานีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค และในร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่ที่กำลังปรับปรุง พื้นที่บริเวณนี้ยังคงเป็น "พ.3"เหมือนเดิม
"สาเหตุที่ทำให้ราคาประมูลสูง อาจจะเป็นเพราะที่ดินแปลงนี้สามารถพัฒนาได้เต็มที่ จึงทำให้เจ้าของที่ดินตั้งราคาไว้สูง"

ขณะที่แหล่งข่าวจากกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ราคาที่ดินบริเวณเวิ้งนาครเขษม ตามราคาประเมินของกรมธนารักษ์ในบัญชีปัจจุบัน (2551-2554) อยู่ที่ 295,000 บาท/ตารางวา หากคิดเป็นมูลค่าที่ดินทั้งแปลงขนาด 14 ไร่ ราคาประเมินอยู่ที่ประมาณ 1,652 ล้านบาท

ส่วนราคาประเมินที่จะปรับใหม่และประกาศใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2555 เป็นต้นไป ราคาได้มีการปรับขึ้นเฉลี่ย 45% อยู่ที่ 430,000 บาท/ตารางวา ดังนั้นถ้าแปลงขนาด 14 ไร่ ราคาประเมินอยู่ที่ประมาณ 2,400 ล้านบาท
"ราคาประเมินปรับขึ้น เพราะปัจจุบันถนนเจริญกรุงอยู่ในแนวรถไฟฟ้าพาดผ่าน และได้รับอานิสงส์การขยายการเติบโตจากถนนเยาวราชที่แน่น และปัจจุบันเริ่มขยายมายังย่านนี้มากขึ้น จึงทำให้ราคาซื้อขายที่ดินแพงขึ้นตาม ไปด้วย"

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ราคาตั้งที่ 5,500 ล้านบาท จะถูกหรือแพงนั้น ตอบไม่ได้เต็มปากมากนัก เนื่องจากต้องดูด้วยว่าราคานี้เป็นเฉพาะราคาที่ดินอย่างเดียวหรือรวมสิ่งปลูกสร้าง และรวมการรื้อย้ายด้วยหรือไม่ แต่หากเป็นเฉพาะราคาที่ดินอย่างเดียว ถือว่าสูงกว่าราคาประเมินอยู่มากเกือบ 100%

ผู้ประกอบการเวิ้งนาครเขษมดิ้นสู้ หลังสำนักงานบริพัตรตัดสินใจไม่ต่อสัญญา ด้านแกนนำกลุ่มเล็งหาทำเลย่านการค้าแห่งใหม่ รายย่อยปรับตัวเปิดเว็บไซต์สร้างตลาด

จากกรณีสำนักงานบริพัตร ผู้ดูแลผลประโยชน์เวิ้งนาครเขษม จะไม่ต่อสัญญาเช่าที่จะหมดลงในเดือนกันยายน 2555 กับผู้เช่าจำนวน 440 ราย ในกลุ่มดังกล่าวมีผู้ประกอบการรายย่อยราว 187 รายที่ได้รับผลกระทบหากมีการประมูลขายที่ดินเวิ้งนาครเขษม

นายวิศิษฐ์ เตชะเกษม ผู้จัดตั้งบริษัท เวิ้งนาครเขษม จำกัด แกนนำผู้เช่าเวิ้งฯ เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการที่ค้าขายอยู่ในเวิ้งนาครเขษมกำลังได้ความเดือดร้อน อย่างมาก เพราะหากมีการขายที่ดิน 14 ไร่เศษออกไป ผู้ประกอบการรายย่อย 187 รายซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านขายเครื่องดนตรีสากล เครื่องมือประกอบอุตสาห กรรมอาหาร เครื่องมืออุตสาหกรรมโรงงาน ร้านหนังสือโหราศาสตร์ ฯลฯ จะไม่มีที่ค้าขาย เวิ้งนาครเขษมย่านการค้าเก่าแก่จะหมดไป  ตอนนี้ผู้ประกอบการบางส่วนจึงได้เตรียมหาแหล่งทำกินใหม่ ซึ่งอาจมีการรวมกลุ่มกันไปซื้อที่ดินและพัฒนาให้เป็นย่านการค้าแห่งใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาพื้นที่ แต่ยังตั้งความหวังว่าจะได้ค้าขายในเวิ้งนาครเขษมต่อไปอีก

นายวิชิต เตชะเกษม ผู้จัดการร้านเขษมบรรณกิจและสำนักพิมพ์เกษมบรรณกิจ ตัวแทนจำหน่ายหนังสือโหราศาสตร์ กล่าวว่า ตนพยายามหาช่องทางการค้าใหม่ ไม่ได้ขายปลีกเฉพาะหน้าร้าน แต่นำช่องทางอื่นมาช่วย เช่น จำหน่ายผ่านตัวแทนร้านหนังสือพันธมิตรทั่วประเทศ ส่วนการจำหน่ายปลีกลูกค้าสามารถสั่งซื้อทางโทรศัพท์ และเปิด เว็บไซต์ www.horawej.com ให้สั่งซื้อทางออนไลน์  ด้านนายชิตไชย อัศวเบ็ญจาง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ช. กิจถาวรพาณิชย์ จำกัด ร้านจำหน่ายเครื่องมืออุตสาหกรรมทั้งปลีกและส่ง กล่าวว่า ถ้าหมดสัญญาก็ต้องย้ายออก คงทำอะไรไม่ได้ ส่วนการหาทำเลใหม่ตนประเมินว่าคงยาก หากต้องย้ายออกจริงคงปรับตัวขายส่งอย่างเดียวไปก่อน ซึ่งจะทำให้สัดส่วนยอดขายลดลงครึ่งต่อครึ่ง   เช่นเดียวกับแหล่งข่าวจากร้าน เครื่องดนตรีรายใหญ่ที่ระบุว่า ตอนนี้ยากจะประเมินได้ว่าธุรกิจจะไปรอด หรือไม่ เพราะทำเลดี ๆ ในเมืองถูกจับจองหมดแล้ว แต่ตนอยู่ระหว่างหาทำเลที่เหมาะสม กลายเป็นที่ดินที่แพงที่สุดในประเทศไทยไปทันที หลังจากที่มีการประเมินราคาที่ดินเวิ้งนาครเขษมขายให้กับเอกชน เพื่อนำไปสร้างเป็นศูนย์การค้าขายส่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ด้าน อ.วิศิษฐ์ เตชะเกษม ซินแสชื่อดัง และชาวเวิ้งนาครเขษม สู้ราคาหวังซื้อตัดหน้าก่อนนายทุน เพื่อรักษาและพัฒนาเวิ้งให้เหมือนเดิม ก่อนถูกรื้อจนไม่เหลือประวัติศาสตร์กว่า 100 ปี  เกือบ 100 ปีที่พื้นที่เวิ้งนาครเกษมนั้น ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของความเจริญ ความบันเทิง การค้าขายในยุคที่เมืองไทยกำลังรับความศิวิไลซ์เข้ามาในประเทศช่วงแรก เวิ้งนาครเขษมจึงเปรียบเสมือนพื้นที่ประวัติศาสตร์อีก 1 แห่ง ที่สามารถบอกเล่าอดีตของชุมชน เชื้อชาติ และประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี แต่บทบาทของเวิ้งนาครเขษมที่เคยเป็น กำลังจะเปลี่ยนไปเป็นศูนย์การค้าขายส่งขนาดใหญ่ เฉกเช่นคลองถม ที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คน มาซื้อขายของละเมิดลิขสิทธิ์ ผิดกฎหมาย ซึ่งเหมือนเป็นการทำลายประวัติศาสตร์อย่างไม่มีชิ้นดี
ซินแสชื่อดัง อ.วิศิษฐ์ เตชะเกษมได้กล่าวถึงเรื่องนี้ผ่าน ไทยรัฐออนไลน์ ว่า เป็นการทำลายพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่น่าเสียดายอย่างมาก เพราะกว่าจะเป็นเวิ้งนาครเขษมอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ที่ดินตรงนี้มีเรื่องราวที่มีคุณค่าทางจิตใจของชาวเวิ้ง และคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างมาก

วังเก่า : ตลาดโจร :โรงหนังในห้างแห่งแรกของไทย

"ก่อนจะมาเป็นเวิ้งนาครเขษม ที่ดินตรงนี้เคยเป็นวังมาก่อน ชื่อวังน้ำทิพย์ ในสมัยในหลวงรัชกาลที่ 5 ตอนนั้นมีการขุดสระขนาดใหญ่ และทำเป็นสวนสาธารณะให้คนในวังบูรพามาเล่น สวนสนาน พักผ่อนกัน จนกระทั่งมีการล้มเลิกระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พวกข้าราชบริพารไม่ได้ทำงานในวังกันแล้ว ก็เลยออกมากันหมด พร้อมกับทรัพย์สินที่เจ้านายให้ติดตัวมา บางทีก็มีขโมยมาด้วย ซึ่งก็ข้ามคลองมาขายของแถวนี้ ตอนนั้นพื้นที่นี้เลยเป็นที่ขายของเก่า สมัยนั้นเขาก็เรียกกันว่าตลาดโจร กระทั่งทูลกระหม่อมบริพัตร พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ท่านทรงเห็นว่ามีชุมชนเกิดขึ้นที่นี่แล้ว จึงปรับเปลี่ยนที่ดินตรงนี้เป็นศูนย์การค้าที่ทันสมัย เหมือนกับทางฝั่งตะวันตก ที่วังน้ำทิพย์เลยถูกถมที่ใหม่ทั้งหมด จนกลายเป็นเนินกว้างใหญ่เป็นเวิ้ง ท่านเลยประทานชื่อใหม่ว่า "เวิ้งนาครเขษม" และสร้างเป็นศูนย์การค้าขนาดย่อมขึ้นมา อีกทั้งในการสร้างศูนย์การค้าครั้งแรกนั้นมีการสร้างโรงภาพยนต์นาครเขษมขึ้นมาด้วย เป็นศูนย์การค้าแห่งแรกที่มีโรงภาพยนต์ขึ้น และเลื่องชื่อมาก ด้านวังบูรพาก็ไม่มีคนประทับแล้ว เลยทำให้เช่าเป็นโรงเรียนสตรี วิทยาลัยพาณิชย์ แต่รายได้ไม่ดี เลยรื้อ และสร้างเป็นศูนย์การค้าอีกแห่ง ชื่อศูนย์การค้าวังบูรพา ซึ่งก็เจริญมาควบคู่กัน"

เวิ้งแห่งเสียงเพลง ขวัญใจคนบรรเลงดนตรี

"หลังจากนั้นในยุคเบบี้บูม ช่วงปี 2488 หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ลัทธิทางตะวันตกเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น กระแสดนตรีต่างชาติก็เข้ามาด้วย คนไทยก็อยากได้มาเล่น ที่นี่ก็มีการนำเข้าเครื่องดนตรีมาขายเป็นแห่งแรก ทั้งที่แต่ก่อนไม่มีเลย รู้สึกเจ้าแรกที่นำมาก็ร้าน แต้เซ่งเฮง ย่งเสง จนทุกวันนี้มีร้านแตกแขนงออกมาในเวิ้งอย่างที่เห็น นอกจากนี้ก็มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และหนังสือเก่าหายากอีกด้วย" เวิ้งนาครเขษม นอกจากจะมีความผูกพันต่อชาวเวิ้งมาหลายรุ่น เป็นที่สร้างเนื้อสร้างตัวให้คนในชุมชนจนมีหลักปักฐานถึงทุกวันนี้ได้แล้ว ก็ยังมีเรื่องราว เรื่องเล่า มีคุณค่าทางจิตใจ แต่ตอนนี้เวิ้งนาครเกษมกำลังถูกนำไปตีราคาเพื่อขายให้กับนายทุน เพืื่อรื้อถอนอาคารในพื้นที่เวิ้งนาครเกษมให้กลายเป็นศูนย์ขายส่งแห่งใหม่เหมือนกับคลองถม โดยตีราคาขั้นต้นของเวิ้งที่ 4,700 ล้านบาท การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นทำให้ชาวเวิ้งกว่า 440 หลังคาเรือนออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน เพื่อรักษาสภาพของพื้นที่นี้ให้เป็นเหมือนเดิม โดยรวมตัวกันยื่นเสนอราคาประเมินพื้นที่ถึง 4,800 ล้านบาท เพื่อรักษาเวิ้งนาครเขษมไว้เหมือนเดิม
"ตอนแรกเลยคือทางสำนักงานบริพัตรเขาจะเสนอขายที่ดินแปลงนี้ให้กับเอกชนเข้ามาประมูล โดยตั้งราคาเริ่มต้นที่ 4,700 ล้านบาท ซึ่งก็มีเอกชนหลายแห่ง ที่มีเงินทุนจากประเทศจีนเข้ามาเสนอราคา และมีแนวโน้มว่าเขาจะรื้อเวิ้งออกหมด เพื่อสร้างเป็นศูนย์การค้า แผงให้เช่าแบบคลองถม ชาวเวิ้งเลยเห็นว่าถ้าเป็นแบบนั้น ก็อยากจะซื้อมาไว้เองดีกว่า ตอนนี้ก็รวบรวมกันซื้อประมาณ 97% แล้ว เราก็จะไปยื่นเอกสารที่สำนักงานบริพัตร เพื่อยื่นเสนอเงื่อนไขการชำระเงินจำนวน 4,800 ล้านบาท มากกว่าราคาที่ทางสำนักงานตั้งไว้ตอนแรก" มูลค่าซื้อคุณค่า ตีค่าเวิ้งทำเลทอง กอบโกยผลประโยชน์มหาศาล
"ตอนนี้ทางชาวเวิ้งเสนอราคาที่มากกว่าไปแล้ว แต่ทางบริพัตรขอยืดเวลาต่อไปก่อน ซึ่งทุกครั้งที่ยืดเวลา ราคาที่ดินก็ขึ้นเดือนละ 500 ล้านบาท ทำให้มูลค่าของเวิ้งเป็น 5,500 ล้านบาทแล้ว และอาจมีเอกชนปั่นราคาสูงมากกว่านั้นถึง 6,000 ล้านบาท เพราะมีเงินทุนหนาจากประเทศจีน ซึ่งเขาต้องการที่นี้อยู่แล้ว ตอนนี้ถือว่าเป็นที่ดินที่แพงที่สุดในประเทศไทยแล้วขณะนี้ เพราะมันเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพมาก อยู่ในเขตไชน่าทาวน์ อีกทั้งยังมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในย่านนั้น สามารถสร้างศูนย์การค้าขายส่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยได้ ในส่วนของชาวเวิ้งเอง ถ้าสามารถซื้อกลับคืนมาได้ในราคา 4,800 ล้านบาทตามที่เสนอไป เราก็จะปรับปรุงเวิ้งให้ดีกว่าเดิม ทั้งเรื่องทัศนียภาพ สายลงดิน ทำโครงสร้างให้แข็งแรงมีหลังคาคลุมให้คนที่มาเดินสบายขึ้น รวมถึงการสร้างอาคารจอดรถรวม เพราะตอนนี้เวิ้งไม่มีที่จอดรถ ต่อมาก็จะพัฒนาพื้นที่อยู่อาศัย เพราะที่นี่มันเป็นประวัติศาสตร์ ลูกหลานชาวเวิ้งทุกคนเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจากที่นี่มาทั้งนั้น แต่ก่อนหน้าที่เราไม่ได้พัฒนาก็เพราะเราเหลือสัญญาเช่าแค่ปีเดียว เลยไม่กล้าทำอะไร แต่ถ้าซื้อได้มาเป็นของเราเองก็จะทำอย่างที่บอก ซึ่งถ้ามองในหลักทางเศรษฐศาสตร์ ที่นี่สร้างอาคารได้ 178,000 ตารางเมตร ทำให้มีมูลค่าทางอาคาร 16,000-20,000 ล้านขึ้นไป ยังไงถ้าเขาทำจริงๆ 4-5 ปีก็มีกำไรแล้ว แต่เขาทำได้ก็ไม่ได้ดูแลรักษาอะไร ได้กำไรเขาก็ไป และขายทิ้งต่ออีก มีนายทุนคนใหม่ เขาไม่สามารถรักษาจิตวิญญาณที่มีอยู่เดิมได้ ซึ่งผมเชื่อว่าเงินทุนที่จะเข้ามาซื้อเป็นของต่างชาติ ส่วนถ้าได้ไปจะเป็นชื่อของใครก็ต้องดูที่ผู้ถือหุ้น เท่าที่ทราบก็คือของจีน แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับการถูกรื้อจนประวัติศาสตร์หายไปหมด" ความคุ้มค่าในเรื่องของผลกำไรที่ได้มาอย่างมหาศาล หากเทียบกับสิ่งที่ต้องเสียไป คือ ระยะเวลาที่เวิ้งนาครเขษมสะสมมาเกือบ 100 ปี คงไม่สามารเปรียบเทียบกันได้ ซึ่งทางซินแสชื่อดัง ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้เป็นข้อคิดว่า
"ในเรื่องของประวัติศาสตร์มันเป็นสิ่งที่สร้างมาเป็น 100 ปี ไม่ใช่ 5-6 ปีสร้างได้ ต่างประเทศที่เจริญมาทีหลังเราอย่างสิงคโปร์เขาอายุน้อยกว่าเรา 40-50 ปี ยังสร้างเป็นสถานที่ให้เป็นแหล่งสำคัญทางประวัติศาสตร์ให้ได้ หรืออย่างประเทศจีนเอง ถือว่าที่มีพื้นที่แผ่นดินแพงที่สุดในโลกแล้วเนี่ย เขายังเก็บพื้นที่เมืองเก่าไว้ ให้เป็นถนนคนเดิน มีนักท่องเที่ยวชมประวัติศาสตร์รายได้ก็ไม่น้อยด้วย แต่ที่สำคัญวิญญาณทางประวัติศาสตร์ยังคงอยู่ ไม่งั้นเขาคงไปรื้อสร้างเมืองใหม่ แต่นี่เขาไม่รื้อเมืองเก่าเลย บริเวณไหนทรุดโทรม ไม่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เขาถึงจะรื้อสร้างอาคารสูง แต่ประเทศไทยเราเองมีประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าอยู่ กลับไม่รักษาไว้ เห็นเงินเป็นเรื่องสำคัญ ในขณะที่ประเทศอื่นเขามีประวัติศาสตร์น้อยกว่าเรา ยังพยายามจะสร้างและรักษาไว้ ถ้าคนไทยเห็นคุณค่าของเงินที่มีมากกว่า วันหนึ่งเราก็เป็นทาสเงิน และทุนนิยมก็มาครอบครอง ลูกหลานรุ่นต่อไปก็ไม่รู้จะไปดูหรือเรียนรู้ประวัติศาสตร์ได้ที่ไหน คงต้องไปดูของประเทศอื่น ของเราก็คงมีแค่ภาพถ่าย มีชื่อไว้ให้ภาคภูมิใจ แต่ไม่มีสิ่งที่ทำให้ต่างชาติทั่วโลกได้เข้ามาสัมผัสว่าเรามีอารยธรรม มีเลือดเนื้อเชื้อไขมาจากที่ไหน ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก"

เวิ้งนาครเขษมจะยังคงสภาพเดิมหรือไม่นั้น อีกไม่นานก็คงได้ข้อสรุป ซึ่งถ้าวันนึงต้องถูกรื้อจริงๆ ก็คงน่าเสียดายอย่างมาก เพราะอันที่จริงแล้ว เฉพาะในกรุงเทพมหานคร หรือในย่านที่ใกล้กับเวิ้งนาครเขษม ก็มีทั้งห้างสรรพสินค้า และศูนย์ขายสินค้าส่งจากจีนมากจนดูวุ่นวายอยู่แล้ว หากเวิ้งนาครเขษมจะถูกยกเว้นเหลือไว้ให้คนที่ไปเดินย่านนั้น ได้มีพื้นที่หายใจได้สะดวกบ้างก็คงจะดี ร้านขายเครื่องดนตรี ร้านหนังสือและของเก่า ที่รายเรียงจะได้มีพื้นที่อยู่เหมือนเดิม เพราะนี่แหละคือเสน่ห์ของเว้ิงนาครเขษมที่ฝังรากลึกอยู่ในใจของคนไทย ถ้าถูกขายไป ก็ต้องลองคิดกันดีๆ ว่ากำไรที่เห็นเป็นตัวเงินนั้น จริงๆแล้ว เราอาจขาดทุนย่อยยับทางด้านประวัติศาสตร์อย่างมหาศาล เพราะอดีตที่ใช้เวลาสั่งสมมาเกือบร้อยปีนั้น ไม่สามารถย้อนกลับไปสร้างใหม่ได้อีกแล้ว

ที่มา:ไทยรัฐออนไลน์



Brand Identity - Case Study Diesel

วิธีคิด หลักการทำงาน และประวัติชีวิต Renzo Rosso


ผู้ก่อตั้ง Brand Diesel อันลือเลื่อง


Renzo Rosso เกิดเมื่อปี 1955 ในครอบครัวชาวไร่ที่ Brugine หมู่บ้านเล็กๆ ในเมือง Padua ทางตอนเหนือของอิตาลี ช่วงวัยเด็กถึงวัยรุ่น ใช้ชีวิตอยู่ในไร่มากพอจนรู้ว่า ต้องการทำสิ่งที่แตกต่างไปจากนี้ เขาเริ่มลงคอร์สเรียนเกี่ยวกับเรื่องเสื้อผ้าและการผลิต ในไม่ช้ายีนส์เอวต่ำตัวแรกจากฝีมือการออกแบบและตัดเย็บของเขาก็ถือกำเนิดขึ้น

ปี 1976 เริ่มทำงานกับ Moltex ผู้ผลิตเสื้อผ้าสไตล์ casual ที่นี่เขาได้พบกับ Adriano Goldschmied ครูคนแรกที่สอนถึงวิธีการอยู่รอดในธุรกิจแฟชั่นไม่นานนัก ทั้งคู่ได้เริ่มฟอร์มแบรนด์ Diesel ขึ้นมา ซึ่งขณะนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของ Genius Group แบรนด์สัญชาติอิตาเลียน

ปี 1985 เขาเข้าถือหุ้นใน Diesel 100% เต็ม แม้ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นแบรนด์ที่ทำเงินก็ตาม Rosso มองเห็นถึงศักยภาพของมันเป็นอย่างดี ตั้งเป้าหมายให้เป็นแบรนด์ที่โดดเด่นในเรื่องเดนิม มีสไตล์เป็นแบบฉบับของตนเอง ไม่ตามเทรนด์ตลาด ทั้งๆที่มีพื้นฐานความรู้เรื่องการตลาดและโฆษณาอันน้อยนิด

ต่อมาในปี 1996 ความฝันของ Rosso ก็เป็นจริงเมื่อ Diesel มีร้านของตัวเองเป็นแห่งแรกในย่านนิวยอร์ก แถมห้าวหาญเลือกเปิดคนละฝั่งถนน ตรงข้ามกับร้าน Levi’s พอดี ถือเป็นกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการให้กลุ่มเป้าหมายสังเกตเห็นและเชื้อเชิญคนที่ชอบลองอะไรใหม่ๆ นอกจากนี้ก็เริ่มใช้โฆษณาแนวเซอร์เรียลลิสต์มาโปรโมทสินค้า หลายคนเห็น Print Ads อันแหวกแนวสุดโดนของ Diesel ถึงกับอดใจไม่ได้ ต้องไปหาซื้อยีนส์แบรนด์นี้มาเป็นเจ้าของทันที บางคนถึงกับบอกว่าหากจะมีอะไรสักอย่างที่มีชื่อเสียงเทียบเท่ายีนส์ ก็คงเป็นโฆษณาของมันนี่แหละ ปล่อยออกมาคราใดเป็นสร้างความฮือฮาได้ตลอด และยังไปกวาดรางวัลโฆษณามานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งรวมทั้งรางวัลใหญ่ที่ Cannes Film Festival ด้วย


ปี 2005 เขามีอายุครบ 50 ปีพอดี เขายังพยายามมุ่งมั่นพัฒนา Diesel ให้เป็นหมายเลขหนึ่งในเรื่องเดนิม และก้าวไปสู่ระดับพรีเมี่ยม “แบรนด์นี้ไม่ใช่ธุรกิจของผม แต่มันคือชีวิตทั้งชีวิต Diesel สามารถอยู่ได้ แม้จะไม่มีผมแล้วก็ตาม แต่ผมหน่ะสิ อยู่ไม่ได้หรอก หากปราศจากมัน” Ross เคยกล่าวกับแมกกาซีนเล่มหนึ่ง เมื่อถูกถามว่า มีความรู้สึกอย่างไรบ้างกับ Diesel

แคมเปญที่สร้างชื่อให้กับแบรนด์ Diesel มากที่สุดก็คือ “For Successful Living” ที่ปล่อยออกมาครั้งแรกเมื่อปี 1991 และยังคงใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่ Successful Living คืออะไรหล่ะ? “ตอนนี้ล่วงเข้าสู่วัย 50 แล้ว ผมคิดว่าสามารถตอบคำถามนี้ได้นะ” Rosso พูดถึงเรื่องนี้ Link ไปสู่ตัวอย่างแคมเปญโฆษณาhttp://trex.id.iit.edu/~enricg/portfolio/brand_analysis/Diesel_final_report.pdf

การจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ คุณต้องทั้งมองโลกในแง่ดี และหลงใหลในการใช้ชีวิต นอกเหนือจากนั้นคุณยังต้องทำงานที่คุณรัก ชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะจมปลักกับสิ่งที่คุณไม่สนุก ผมอยากจะบอกทุกคนว่า หากคุณทำอะไรก็ตามด้วยความรักและพอใจกับมัน คุณจะรู้สึกมีความสุข แม้ว่ามันจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแค่ไหนก็ตาม ผมสามารถพูดด้วยความสัตย์จริงว่าผมรักงานที่ผมทำ... ทำไมผมถึงได้รัก Diesel นักหรือ?

อย่างแรกคงเป็นเพราะผมสร้างบริษัทนี้มากับมือ โดยเริ่มต้นจากศูนย์เลย ลงแรงไปมากมาย แต่ผมก็สนุกกับมันเสมอ แม้ว่าบางครั้งจะเจอวันที่เลวร้ายบ้างแต่ก็ยังยิ้มได้ ประการต่อมาเพราะว่า ที่ Diesel ให้ประสบการณ์เกี่ยวกับทีม ครอบครัวของผม เพื่อนของผมหรือใครก็ตามที่ทำงานกับบริษัท ถือเป็นส่วนหนึ่งในโลกของ Diesel ถ้าหากขาดความคิดและประสบการณ์ของพวกเขา Diesel คงไม่มีวันเติบโตจนเป็นแบรนด์ระดับโลกอย่างทุกวันนี้ ผมพยายามเรียนรู้จากผู้อื่น เพราะการฟังมากถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ

อย่างสุดท้าย ผมรักลูกค้าที่เข้าใจความเป็น Diesel เราไม่เคยพยายามอ่านใจของพวกเขาหรือลองทำตามเทรนด์ เราแค่ทำในสิ่งที่คิดว่าสนุก และลูกค้าก็รู้สึกมีความสุขพร้อมทั้งสนับสนุนสิ่งที่พวกเราทำ” Rosso พูดปิดท้ายด้วยความปลื้มใจ

ในโอกาสครบรอบวันเกิด 50 ปีของ Rosso เขาได้ทำหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า FIFTY โดยตั้งตามอายุของเขา ถือเป็นหนังสือที่มีดีไซน์สวยที่สุดเล่มหนึ่ง เนื้อหาคลอบคลุมทั้งหมดตั้งแต่ประวัติของเขา และตัวบริษัท สินค้าและโปรเจคที่สำคัญของ Diesel รวมถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างแบรนด์ มุมมองความคิดต่อชีวิตและงานของเขา นอกจากนี้ยังมีบทสนทนาที่น่าสนใจระหว่าง Rosso กับ Bono ตำนานร็อคแห่งวง U2 รวมทั้งท่านทะไล ลามะ ผู้นำแห่งจิตวิญญาณของชาวฑิเบต ที่เขาให้ความเคารพนับถือ และที่ถือเป็นไฮไลต์หนึ่งก็น่าจะเป็นหลักการที่เขาใช้ผลิตความคิดสร้างสรรค์ จนทำให้ Diesel ขึ้นชื่อในเรื่องแบรนด์ที่มีความแตกต่างและนอกกรอบ ครองใจใครหลายคน Rosso บอกว่าหลักการทำงานที่เขายึดถือมีอยู่ 5 ข้อ ดังนี้

1.ทีมเวิร์ค
หนึ่งในจุดแข็งของ Diesel ก็คือการทำงานเป็นทีม ไม่มีส่วนไหนของบริษัทต้องทำงานอย่างโดดเดี่ยว ทีมครีเอทีฟของ Diesel ไม่ได้มีแค่คนออกแบบเสื้อผ้าเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนที่ทำงานด้านกราฟฟิคดีไซน์ โฆษณา อีเว้นท์ อินทิเรียดีไซน์และแอนิเมชั่นด้วย พวกเขาใช้เวลาร่วมกัน แม้กระทั่งเลิกงานแล้วก็ยังรวมพลไปเตะฟุตบอล เล่นสไนว์บอร์ด ซดเบียร์ด้วยกัน วิธีหนึ่งที่ Rosso ใช้รักษาความฟิตก็คือ การเล่นฟุตบอลกับทีมที่เขาตั้งขึ้นมา “ผมรักสปิริตของทีมและมิตรภาพที่ได้รับยามอยู่ในสนาม สำหรับผมแล้วมันช่วยเพิ่มสปิริตของเราในการทำงาน เมื่อเข้าใจซึ่งกันและกัน คุณจะรู้ว่า แม้มีบทบาทและความชำนาญที่แตกต่าง แต่เราทั้งหมดก็จะก้าวไปสู่จุดหมายเดียวกัน นอกจากนี้ เมื่อประสบความสำเร็จ ผมก็ชอบใช้คำว่า เรา ทำมันขึ้นมา มากกว่าใช้คำว่า ผม เพียงคนเดียว” Rosso กล่าว

2.ความพยายาม
ในยุคนี้ หากคุณลงมือทำอะไรก็ตาม คงต้องเลือกสักอย่างว่าอยากเป็นแบบไหน สินค้าคุณราคาถูกหรือแพง ธรรมดาหรือหรูหรา ต้องมีตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจน ไม่มีใครต้องการสินค้าที่อยู่ระหว่างกลางของ 2 ด้าน Rosso กล่าวว่า “บริษัทเราหลงรักเดนิม นับตั้งแต่ก่อตั้งเราพยายามผลิตยีนส์ที่แปลกใหม่ สร้างสรรค์ และสวยที่สุดมาโดยตลอด ทีมครีเอทีฟทำงานกันหัวบาน หามรุ่งหามค่ำ รวบรวมไอเดีย ระดมความคิด สเกตซ์ ผลิต รีเสิร์ช ทำอย่างนี้ปีแล้วปีเล่า กว่าจะมีวันนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน” ในอดีตตอนที่ Diesel ยังเป็นส่วนหนึ่งของ Genius Group ครั้งหนึ่งมีการประชุมเกี่ยวกับคอลเลคชั่นใหม่ เมื่อการพูดคุยมาถึงสินค้าของ Diesel ซึ่งมีมูลค่าการตลาดอยู่แค่ 7 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ถือว่าสูงเลย Rosso ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายการผลิตในขณะนั้น และยังถือหุ้นอยู่เพียงเล็กน้อย ได้ขอร้องผู้ร่วมประชุมให้ช่วยถกกันอย่างซีเรียสหน่อย เพราะในวันข้างหน้า Diesel จะไปเทียบชั้น Levis แต่ผลที่ได้รับคือ ทุกคนปล่อยก๊ากออกมา และคิดว่าคงเพี้ยนไปแล้วที่หาญกล้า ทะเยอทะยานขนาดนั้น ถึงตอนนี้คนเหล่านั้นคงขำไม่ออก เพราะ Diesel เติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลกไปแล้ว และมียอดขายนับพันล้านเหรียญ นี่แหละคือผลของความพยายาม “คุณต้องเลือกระหว่างอยู่บนยอดของการเปลี่ยนแปลงหรือถูกเขี่ยออกไปจากการแข่งขัน” Rosso ให้ข้อคิดเมื่อย้อนถึงความหลัง

3.แรงบันดาลใจ
แบรนด์ของ Diesel ไม่เดินตามรอยเท้าคนอื่น ดังนั้นหน้าที่หนึ่งของดีไซเนอร์ คือการค้นหาแรงบันดาลใจ พวกเขาไม่เคยไปหามันจากแบรนด์อื่น แต่อาศัยการเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ทุกคนถือเป็นผู้เชี่ยวชาญในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจของสรรพสิ่งทั้งหลาย ซึ่งคนอื่นอาจไม่สังเกตเห็น แต่พวกเขาสามารถนำมันมาสร้างเป็นไอเดียสำหรับงานกราฟฟิกหรือสีสันใหม่ๆ บนเสื้อผ้าได้ แม้ในเวลาปกติที่ไม่ได้เดินทางท่องเที่ยวไปไหน เหล่าดีไซเนอร์ก็ยังดูหนัง ฟังเพลง อ่านแมกกาซีน เพื่อกระตุ้นจินตนาการอยู่เสมอ สำคัญที่สุดคือคนเหล่านี้ไม่ใช่คนประเภทตามเทรนด์ แต่เป็นผู้ที่สร้างมันขึ้นมาต่างหาก

4.การยึดมั่นในความเป็น Diesel
สินค้าทุกอย่าง การตกแต่งภายในทุกร้าน และทุกสิ่งที่สื่อสารออกไป ต้องสะท้อนเอกลักษณ์ ของ Diesel บริษัทให้อิสระทางความคิดแก่ทุกคนเต็มที่ อย่างเรื่องสีของเสื้อผ้า ก็ไม่ถึงกับกำหนดว่าดีไซน์เนอร์ต้องใช้สีเขียวเฉดนั้น สีแดงเฉดนี้ เพียงแต่ให้โปรดักท์มีความรู้สึกของการเป็นแบรนด์ Diesel ก็พอ แม้บางครั้งดีไซเนอร์จะมีไอเดียที่ดูแล้ว ตลก ไร้สาระ แต่ Rosso บอกว่ามันไม่ใช่ปัญหา เพราะนั่นคือตัวตนของ Diesel ที่ใจกว้างกับไอเดียใหม่ๆ เสมอ

5.วิวัฒนาการ
“ผมไม่เคยมีความสุข” เป็นคำพูดที่ Rosso ใช้อยู่บ่อยๆ ไม่ใช่เพราะเครียดหรือกดดันอะไร แต่มันหมายถึงการที่เขาไม่เคยพอใจโปรดักท์ของ Diesel ดังนั้นเขาจะพยายามทำมันให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ยีนส์คือตัวอย่างที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องของดีไซน์เท่านั้นที่ Diesel ให้ความสำคัญ แต่ยังรวมไปถึงการใช้เวลาหลายปีมุ่งมั่นไปกับการปรับปรุงคุณภาพวัตถุดิบเพื่อใช้พัฒนาเดนิมด้วย จนมีกระบวนการสลับซับซ้อน ยากที่ใครจะลอกเลียนแบบ ปรัชญาของ Diesel คือ การนำสิ่งที่ดูเหมือนจะธรรมดามาทำให้สวยงาม สร้างสรรค์ และแตกต่างไปจากเดิม

คอลเลคชั่นต่างๆ ของแบรนด์ Diesel เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

-เดินค้นหาวัตถุดิบ แรงบันดาลใจไม่ได้มาจากที่ใดก็ได้ มันต้องมาจากสถานที่สุดพิเศษ ซึ่งสามารถจุดไฟแห่งจินตนาการของดีไซเนอร์ให้ลุกโชนขึ้นมา ดังนั้นขั้นตอนแรกที่จะผลิตคอลเลคชั่นใหม่ออกมา Diesel จะส่งเหล่าดีไซเนอร์ประมาณ 30 ชีวิตไปท่องโลก เพื่อค้นหาแรงบันดาลใจและความแปลกใหม่ โดยแต่ละคนจะต้องเลือกไปคนละสถานที่กัน จุดหมายปลายทางนั้นมีตั้งแต่เมืองแฟชั่นอย่างโตเกียว นิวยอร์ก จนถึงสถานที่ที่ไม่น่าจะมาข้องแวะกับวงการแฟชั่นได้ อย่างอุซเบกิสถาน ลาสเวกัส เป็นต้น

-รวบรวมงานกราฟฟิก และสีสันที่น่าสนใจ นอกจากค่าเดินทางที่บริษัทเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดแล้ว ยังมีงบก้อนหนึ่งที่ให้ดีไซเนอร์แต่ละคนเอาไว้ใช้ช็อปปิ้ง ซื้อเสื้อผ้า หนังสือ แมกกาซีน ซีดีเพลง จากท้องถิ่นประเทศนั้นๆ หรือเอาไว้สำหรับเป็นค่าฟิล์มในการเก็บภาพงาน กราฟฟิกเท่ๆ สัญลักษณ์แปลกตาบนท้องถนน กราฟฟิตี้โดนๆ รวมทั้งอะไรก็ตามที่สามารถให้ไอเดียอันสร้างสรรค์เกี่ยวกับสีและดีไซน์

-สเกตซ์งาน เมื่อเหล่าดีไซเนอร์กลับจากทริปดังกล่าว จะมีการประชุมร่วมกัน 3 วันที่ฟาร์มของดีเซล หรือสถานที่อื่นซึ่งมีบรรยากาศในการสร้างแรงบันดาลใจคล้ายๆ กัน ถือเป็นช่วงเวลาของการระดมสมอง วัตถุดิบ ของแต่ละคน ตั้งแต่เสื้อผ้า ภาพถ่าย ไปจนถึงวัตถุต่างๆ ที่ได้มาทุกชิ้น จะถูกวางลง โชว์บนพื้นห้อง ไม่นานไอเดียต่างๆ ก็เริ่มถูกจุดประกาย ทุกคนมีโอกาสได้อธิบาย พรีเซ้นท์ความคิดของตนเองที่ได้แรงบันดาลใจจากการเดินทาง หลังจากนั้นจะมีการพูดคุยและวิเคราะห์ จนได้ข้อสรุป ธีมของคอลเลคชั่นต่อไป ก็เริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่าง และเมื่อผ่านขั้นตอนการเห็นชอบแล้ว บรรดาดีไซเนอร์ก็เริ่มร่างงานของตนเอง

-จากไอเดียสู่ร้านค้า ทุกซีซั่น ทีมงานดีไซเนอร์ไม่ได้ทำออกมาแค่คอลเลคชั่นเดียวเท่านั้น แต่มากถึง 5 คอลเลคชั่นด้วยกัน เริ่มจากพรีวิวคอลเลคชั่นก่อน ถือเป็นการแนะนำคอลเลคชั่นใหม่ของ Diesel หลายสัปดาห์ต่อมา ทางร้านถึงจะได้รับคอลเลคชั่นหลักซึ่งอยู่ในอารมณ์ที่แตกต่างกัน 4 แบบ ถ้าเป็นคนละช่วงเวลา อารมณ์ของเสื้อผ้าก็จำต้องต่างกันไป เช่น ในซีซั่นสปริง/ซัมเมอร์ คอลเลคชั่นช่วงแรกจะเป็นเสื้อผ้าที่ดูอบอุ่น จนผ่านมาถึงช่วงกลางและปลายซีซั่น คอลเลคชั่นจะเคลื่อนสู่เสื้อผ้าที่ใส่สบาย กางเกงขาสั้น และชุดว่ายน้ำสุดเซ็กซี่ เป็นต้น

เคยมีคนถาม Rosso ว่า “ทำไมคุณถึงให้ความสำคัญกับการเดินทางของเหล่าดีไซเนอร์นัก” คำตอบที่ได้รับก็คือ “ออฟฟิซของเราไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่ แต่อยู่ในเมือง Molvena ที่น้อยคนจะรู้จัก ดังนั้นมันสำคัญมากที่จะต้องออกไปเห็นอะไรใหม่ๆ ในสถานที่อื่น แต่ไม่ใช่ว่าการอยู่ห่างไกลจากโลกของแฟชั่นจะเป็นข้อด้อยนะครับ ผมกลับมองว่ามันเป็นประโยชน์เสียอีก ที่ทำให้เรา sensitive กับสิ่งแปลกใหม่ เราได้รับแรงบันดาลใจมากมาย จากอะไรที่เราเห็นบนท้องถนน ในดิสโก้เธค หรือแม้กระทั่งจากเด็กๆ พวกเขาสอนวิธีการเล่นสโนว์บอร์ดให้แก่ผม แนะนำเพลงน่าสนใจให้กับผมฟัง ทีผมไม่เคยฟังมาก่อน”

คงจะมีดีไซเนอร์และนักธุรกิจน้อยคนนักที่จะได้รับการยอมรับอย่างสูง จนถึงขนาดแม็กกาซีนระดับโลกอย่าง Time และ WAD (แมกกาซีนด้านแฟชั่นสตรีทคัลเจอร์) จะพร้อมใจกันขึ้นปกและขอสัมภาษณ์ทำเป็นสกู๊ปพิเศษ ไม่เพียงการยอมรับและยกย่องเขาเป็นกรณีศึกษาถึงวิธีบริหารจัดการอย่างไร จึงทำให้อยู่รอดได้ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และมีมูลค่าตลาดกว่า 1 แสน 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพราะในตลาดนี้มีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาอยู่เสมอและกลุ่มทุนที่มีเงินทุนมหาศาลเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ความคิดสร้างสรรค์แต่เพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้คุณอยู่รอดได้ในสมรภูมินี้ ปัจจัยอื่นอย่างจำนวนผู้เล่นหลักๆ ในตลาด ทำเลที่ตั้งของร้าน ความเสี่ยงจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อีกทั้งความรอบรู้ทางธุรกิจอย่างแท้จริง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีอยู่ในคุณสมบัติของคนที่ชื่อ Renzo Rosso เขาเป็นบุคคลที่มีทั้งความชำนาญและรอบรู้ในธุรกิจแฟชั่นอย่างหาตัวจับยากคนหนึ่งของโลกในเวลานี้ แต่เขาก็มักให้คำพูดปฏิเสธอยู่ทุกครั้งเมื่อมีคนกล่าวยกย่องเขาว่าเป็นกูรูทางธุรกิจและอัจฉริยะของวงการแฟชั่น เฉกเช่นเดียวกับนักธุรกิจอย่าง Richard Branson Bill Gates หรือ อย่าง Steve Jobb ของ Apple เขากล่าวแต่เพียงว่า
“ผมขอให้ Diesel เป็นบทที่สำคัญบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแฟชั่น และเมื่อผมตายแล้ว ผมขอให้คนพูดถึงมันเหมือนกับว่าเป็น James Dean หรือ Elvis ก็พอ”

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

เสียงแซกโซโฟนที่แผดดังกังวานไกล กับระบบการศึกษาไทยที่ล้มเหลว

เมื่อตอนหัวค่ำนี้เอง (2 ก.ย.) ผมได้ดูรายการคนเคาะข่าวทางช่องเคเบิล astv news1 ซึ่งพูดถึงประเด็นข่าวคราวบนหน้าหนังสือพิมพ์ เกี่ยวกับอาจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข ประกาศลาออกจากคณบดีคณะดุริยางคศิลป์ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อรับผิดชอบต่อกรณีที่ สกอ.ไม่รับรอง 2 หลักสูตรปริญญาตรีดุริยางคศิลป์ และเปลี่ยนให้ไปใช้เป็นศิลปศาสตร์แทน ซึ่งตัวแทนนักศึกษาและคณาจารย์ผู้เกี่ยวข้องในนาม ก็ได้ไปประท้วงที่หน้า สกอ.เพื่อให้ทบทวน ซึ่งตัวอาจารย์เองก็มาเป็นแขกรับเชิญในรายการคนเคาะข่าว และได้มาเปิดใจหมดเปลือกถึงสาเหตุการลาออกจากคณะบดี และการเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งอย่างแรกเลยที่ผู้เขียนฟังและได้ติดตามข่าวคราวมาก่อนหน้านี้ประกอบการรับฟังการเปิดใจถึงสาเหตุที่มาที่ไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ทำให้รู้สึกเสียใจต่อทั้งตัวอาจารย์และตัวนิสิตนักศึกษาในโครงการหลักสูตรเหล่านั้นที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์นี้ แล้วยังรู้สึกเศร้าใจต่อการศึกษาบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง แล้วผมก็ได้รู้คำตอบหรือคำเฉลยเกี่ยวกับความล้มเหลวของการศึกษาไทยที่ไม่เคยเข้าใจมันอย่างถ่องแท้เสียที ก็ได้ตาสว่างและเข้าใจก็ในค่ำคืนนี้ นี่เอง ก่อนหน้านั้นผมไม่เก็ทกับมุกควรยุบกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยทิ้งเสีย ซึ่งตอนนั้นได้ฟังความคิดเห็นจากคุณสนธิ ลิ้มทองกุล จากรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ก็ยังรู้สึกไม่เข้าใจและไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณสนธิ เสนอแนะมากนัก แต่ต่อกรณีที่เกิดเรื่องที่คณะดุริยางคศิลป์ และกับตัวอาจารย์ ดร.สุกรี ทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ผมฟังไปแล้วผมก็รู้สึกเสียใจ น้ำตาไหลออกมา กับผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองนี้ที่ดูแลหรือกำหนดนโยบายทิศทางการศึกษาของประเทศเป็นอย่างมาก ผมอยากจะถามว่า พวกคุณกำลังทำอะไรกันอยู่ คุณกำลังจะรังแกเด็กซึ่งเป็นเยาวชนของชาติ คุณกำลังทำลายอนาคตของเด็กเยาวชนของชาติอยู่หรือไม่ สิ่งที่เกิดขึ้นผมถือว่าเป็นข่าวที่สะเทือนใจผมมากเรื่องนึงทีเดียว มากกว่าข่าวการเมืองเศรษฐกิจบ้าๆ บอๆ ของรัฐบาลปัจจุบันซึ่งไม่ขอพูดถึงในบทความนี้ (แต่จะไปกล่าวถึงในบทความถัดๆ ไป)


ผมไม่คิดว่าคนอย่างท่านอาจารย์ ดร.สุกรี จะมีเจตนาร้ายต่อเด็กนักเรียนนักศึกษาเหล่านั้นอยู่แล้ว เพราะเป็นลูกศิษย์ที่ปั้นมากับมือ และเป็นผลผลิตหรือเมล็ดพันธุ์ ที่ตัวอาจารย์สร้างมากับมือ หากใครๆ ที่ติดตามประวัติของท่านก็จะทราบว่า ที่มาที่ไปของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล นั้นเป็นไอเดียต้นคิดของท่านอาจารย์เอง ท่านมีเจตนารมย์อันบริสุทธิ์ ที่อยากจะยกระดับ หรือสร้างสถาบันการศึกษาดีๆ ด้านดนตรีให้กับเมืองไทย และผ่านการศึกษา วิเคราะห์หลักสูตรให้สอดคล้องต่อผู้เรียนและถูกจริตกับพฤติกรรมของคนไทย หรือสังคมไทย ซึ่งการร่างหลักสูตร ตลอดจนการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งทั้งโครงสร้างหลักสูตร ตัวสถานที่ หรืองบประมาณ ตลอดจนผู้สอนและผู้เรียนนั้น ผ่านการต่อสู้ เคี่ยวกรำมาอย่างยาวนาน และเป็นไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจขนาดไหนนั้น ผมว่าลูกศิษย์ลูกหาของอาจารย์คงจะตอบคำถามนี้ได้เป็นอย่างดี หรือแม้แต่คนวงนอกอย่างผู้เขียนเองที่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์หรือจบจากสถาบันแห่งนี้ ไม่ได้ศึกษามาด้านนี้ ก็ยังมีความสนใจ ติดตามผลงานของอาจารย์อยู่ และเรื่องราวของอาจารย์ได้ถูกนำไปทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง season change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หรือ การยอมรับจากนักดนตรีทั่วโลก รวมถึงคณาจารย์ชาวต่างประเทศ นักศึกษาต่างประเทศจำนวนมาก ก็ยังให้การยอมรับในวิธีคิดและผลงานจากมันสมองของอาจารย์เลย


และนี่เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า วิทยาลัยดุริยางคศิลป์คือต้นแบบของสถาบันการศึกษาชั้นนำของภูมิภาคด้านดนตรี หรืออาจติดอันดับโลกเลยด้วยซ้ำ และสิ่งนี้มันเกิดขึ้นจากการคิดนอกกรอบของอาจารย์ที่ไม่เดินตามกรอบความคิดเดิมหรือวิธีคิดแบบระบบราชการไทยที่ล้าหลังและไม่เคยพัฒนาปรับปรุงให้ทันกระแสของโลกเลย เวลานี้โลกก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์แล้วซึ่งต้องมีการแข่งขันกันทั้งด้านความเป็นเลิศด้านวิชาการ ผลงานที่ออกสู่สาธารณะ วิธีการสร้างคน พัฒนาคนเพื่อไปป้อนสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งจริงๆก็ตรงกับปรัชญาแนวความคิดของกระทรวงศึกษาธิการ โดยคณะกรรมการอุดมศึกษาเองก็อยากให้เป็นผลอย่างนั้นไม่ใช่หรือ แต่วิธีปฏิบัติกลับนำเอากรอบ กฎเกณฑ์ กฎระเบียบ มาตรฐานทางวิชาการเดิมๆ ซึ่งก้าวไม่ทันมาตรฐานของโลก ครั้งนึงเราเคยพูดว่าการศึกษาที่ดีควรยึดครู อาจารย์เป็นศูนย์กลาง พอโลกก้าวพ้นมาสู่ยุค 2000 เรากลับบอกว่าไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเป็นยึดตัวนักเรียน นักศึกษาเป็นศูนย์กลาง แล้วทุกวันนี้เด็กยุคปัจจุบันมีวุฒิภาวะมากพอที่จะเป็นต้นทางของการศึกษาหรือไม่ ในเมื่อ input หรือเมล็ดพันธุ์เราไม่ดี ต้องยอมรับกันว่าเด็กยุคปัจจุบันคุณภาพไม่เท่ายุคตัวผู้เขียนหรือรุ่นพ่อรุ่นแม่ ในเรื่องความผูกพันใกล้ชิดนะครับ ทุกวันนี้ ผู้ปกครองจำนวนมากเลี้ยงลูกด้วยเงิน มากกว่าที่จะให้เวลาใกล้ชิด เอาใจใส่ดูแล พ่อแม่ไม่รู้ว่าลูกเปิดคอมพ์เพื่อดูอะไร อาจจะเล่นเกมส์ หรือดูเว็บโป๊หรือเปล่า หากคุณพ่อคุณแม่ ไม่ร่วมศึกษาหรือดูไปกับเด็กด้วย ผู้ปกครองรู้หรือไม่ว่าเวลาลูกของท่านอยู่ในกลุ่มเพื่อนด้วยกัน เขาคุยอะไรกัน คำพูดหยาบคาย 2 แง่ 2 ง่าม หรือแม้แต่เรื่องเพศสัมพันธ์ที่มาก่อนวัยอันควร รวมถึงศัพท์แสลงในกลุ่มวัยรุ่นมากมาย ท่านตามเด็กยุคนี้ทันหรือไม่ (แนะนำให้คุณผู้ปกครองไปดู ภ.เรื่องรักจัดหนัก จะได้เข้าใจภาพสะท้อนจริงของเด็กวัยรุ่นยุคนี้) นี่คือสาเหตุนึงที่ทำให้มีการทบทวนไม่ใช้เด็กนักเรียนเป็นศูนย์กลางของการศึกษา ปัจจุบันมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยนำวิธีการใช้อาจารย์มาเป็นศูนย์กลางของการศึกษาเหมือนเดิมแล้ว เพราะครูคือผู้ควบคุมทั้งหมดของสายพานการผลิตทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ input process จนออกมาเป็น output รวมถึงปัจจัยการผลิตอย่างอื่นด้วย ต่อข้อคำถามที่ว่าแล้วถ้าหากตัวอาจารย์ไม่มีคุณภาพหล่ะจะทำอย่างไร ท่านก็ต้องเลือกเฟ้นหาคณาจารย์ที่มีคุณภาพ ของสถาบันการศึกษาที่จะส่งลูกหลานของท่านไปเรียน จะสังเกตว่าถ้าสถาบันการศึกษาใดมีบุคลากร ครูอาจารย์ที่มีคุณภาพ เด็กที่จบมาก็ย่อมมีคุณภาพ และสร้างชื่อเสียงให้กับตัวสถาบันด้วย เรื่องพรรณ์นี้ผู้ปกครองเขาทราบดี ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอก แต่นี้พี่ไทยกลับกัน เมืองนอกเขาหันมาใช้ครูเป็นศูนย์กลางกันแล้ว แต่บ้านเราดันจะใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง โดยจะแจกแท็บเล็ตพีซีให้คนละเครื่องซึ่งจะไม่ช่วยยกระดับการศึกษาของเด็กไทยอย่างแน่นอน เพราะสิ่งนั้นเป็นเพียงแค่เปลือกไม่ใช่กระพี้ จึงเป็นนโยบายที่ตกกระแสโลกจริงๆ


หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการจึงต้องเร่งพัฒนาบุคลากรครู อาจารย์ ต้องส่งเสริมให้ครูหรืออาจารย์มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีการพัฒนาศํกยภาพในด้านการสอนอย่างเต็มที่ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบเป็น เหมือนอย่างท่านอาจารย์ ดร.สุกรี นั่นแหละที่ท่านทำไว้เป็นแบบอย่างแล้ว

ผมไม่อยากจะเชื่อว่ากรณีของอาจารย์ ดร.สุกรี ที่ท่านต้องประกาศลาออก เป็นผลพวงของการยึดมั่นถือมั่น ความฐิฑิมานะของผู้หลักผู้ใหญ่บางคนในกระทรวง ที่ไม่มีวิสัยทัศน์ด้านการศึกษาเลย เพียงเพื่อที่จะเอาชนะคะคานต่อตัว ดร.สุกรี ผมว่ามันไร้สาระ และเป็นกบในกะลา การทำเช่นนั้นไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากทำลายอนาคตเด็ก เป็นการทำให้ตัวผู้เขียนเข้าใจคำตอบของคำว่าการศึกษาไทยไม่พัฒนา และย่ำอยู่กับที่หรือถอยหลังเข้าคลองมันเป็นยังไง เพียงเพราะประเทศนี้มีผู้ใหญ่ในกระทรวงหรือใน คณะกรรรการการอุดมศึกษาแห่งชาติ ที่มีวุฒิภาวะต่ำเหมือนเด็ก ไม่เข้าใจการศึกษาของโลก ที่ประเทศอื่นเขาก้าวไปถึงไหนๆ กันแล้ว นอกจากที่คุณไม่เคยช่วยส่งเสริมการศึกษาของไทยแล้วยังมาทำลาย อยากจะบอกว่าถ้าท่านผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้ อยากให้ปัญหาเรื่องนี้มันจบ ไม่บานปลายไปทำให้ขวัญกำลังใจของครูอาจารย์นักเรียน ผู้ปกครองต้องตกต่ำลงไป หล่ะก็ วิธีง่ายๆ ก็คือท่านต้องหันหน้าเข้าหากัน และพูดคุยถึงหนทางเยียวยา หรือแก้ไข หรือหาทางออกให้กับเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะคนเราเวลาจบมาก็ต้องการนำวุฒิบัตรไปสมัครทำงานหรือไปศึกษาต่อ เพราะมันคืออนาคตของเขา ผู้หลักผู้ใหญ่จะมามัวซื้อเวลาเล่นเกมการเมืองกันอยู่ บนความเสียหายของเยาวชน ผมว่ามันน่าละอายมาก คุณมีความจริงใจที่จะส่งเสริมการศึกษาไทยจริงหรือไม่นี่คือคำถาม และวิธีง่ายๆ ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ควรเสียสละเสียบ้าง ก็คือเปิดโอกาส เปิดอก เปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องเสียบ้าง ไม่ใช่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง กระดิกเท้าแล้วก็สั่ง เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะประเทศนี้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน พวกคุณกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน เพียงแค่พวกคุณเปลี่ยนแปลงทัศนคติอันโบราณคร่ำครึเสีย ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น มีทางออกให้กับเยาวชน หรือก็คือประชาชนมากขึ้น ถ้าคิดว่าสิ่งที่ทำลงไปจะทำให้ใครเป็นผู้ชนะและอีกฝ่ายเป็นผู้พ่ายแพ้แล้วหล่ะก็ ผมก็คงรู้สึกสงสารประเทศไทยเสียจริงๆ เลย และคงต้องขอวางพวงหรีดให้กับกระทรวงศึกษาธิการไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ กับกรณีนี้

รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข  (ข้อมูลจาก วิถีพีเดีย สารานุกรมออนไลน์)

รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข หรือ ดร.แซ็ก (เกิด พ.ศ. 2495 ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช) เป็นผู้ก่อตั้ง ผู้อำนวยการ และคณบดีของ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งวงดนตรีคลาสสิกเยาวชน ดร.แซ็ก เชมเบอร์ ออร์เคสตรา

ประวัติ

รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุข เกิดที่อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช บิดามีอาชีพครู และเป็นนักร้องเพลงบอก ดนตรีพื้นบ้านของภาคใต้ จึงมีความคุ้นเคยกับดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ท่านได้เข้าศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนศรีธรรมราชศึกษา ในอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช และเริ่มเล่นดนตรีกับวงโยธวาทิตของโรงเรียนจนได้เป็นหัวหน้าวง ต่อมาได้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรีด้านการศึกษา จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยทักษิณ) จบการศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2518 รับราชการเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยครูจันทรเกษม และรับงานเสริมโดยการเล่นดนตรีตามร้านอาหารย่านพัฒนพงศ์และพัทยา ชื่นชอบการเล่นแซกโซโฟนเป็นพิเศษ

ในปีพ.ศ. 2521 รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุขเดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาต่อปริญญาโทและเอก ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเทิร์นโคโลราโด โคโลราโด จบปริญญาเอกสาขาการเล่นและสอนแซกโซโฟน เมื่อปีพ.ศ. 2528 และได้บรรจุเป็นอาจารย์ของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล

รองศาสตราจารย์ ดร.สุกรี เจริญสุขเคยทำนิตยสารเกี่ยวกับดนตรี ชื่อ ถนนดนตรี เคยจัด รายการดนตรีคลาสสิก ทาง สถานีวิทยุจุฬาฯ F.M.101.5 MHz เปิดร้านซ่อมเครื่องดนตรี และ โรงเรียนสอนดนตรี ชื่อ Dr. Sax ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนสอนดนตรีเอื้อมอารีย์


ข่าวเกี่ยวกับประเด็นการลาออกของ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข และการไม่รับรอง2หลักสูตรปริญญาดุริยางคศิลป์


"สุกรี เจริญสุข" คณบดีดุริยางคศิลป์ "ลาออก" เซ่นระบบการศึกษาไทย หลัง "สกอ." ไม่รับรอง 2 หลักสูตรดุริยางคศาสตร์ ชาวโซเชียลเน็ตเวิร์ก ให้กำลังใจผ่านเฟซบุ๊กล้นหลาม นักศึกษานัดประท้วงหน้าสภามหาวิทยาลัย 31 ส.ค. และสกอ. 1 ก.ย.นี้


กระแสข่าวการลาออกจากตำแหน่งของ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่วงการศึกษาไทยด้านดนตรีเป็นอย่างมาก ขณะที่นักศึกษาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล เตรียมนัดรวมตัวสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยชี้แจง 31 สิงหาคม ก่อนจะเคลื่อนพลไปสอบถามข้อเท็จจริงที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในวันที่ 1 กันยายนนี้

รศ.ดร.สุกรี เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งคณบดีแล้วตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา จะมีผลในวันที่ 30 กันยายนนี้ การลาออกครั้งนี้เพื่อแสดงความรับผิดชอบ และไม่ต้องการเอาชีวิตเด็กเป็นตัวประกัน กรณีสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่รับรอง 2 ใน 7 หลักสูตรคือ หลักสูตรเทคโนโลยีดนตรีและธุรกิจดนตรี ซึ่งมีนักศึกษาจบไปแล้ว 3 รุ่น 332 คน โดย สกอ. ระบุว่า หลักสูตรไม่เข้มแข็งด้านวิชาการ ไม่มีอาจารย์สอนที่เหมาะสม รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ไม่สามารถประเมินค่าของปริญญาได้ ส่งผลให้บัณฑิตทั้งหมดไม่สามารถรับราชการได้

คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล กล่าวอีกว่า หลักสูตรดังกล่าวเปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งสภามหาวิทยาลัยอนุมัติหลักสูตรแล้ว และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พิจารณาโดยตลอด และมีการท้วงติงและส่งเรื่องมาหาให้พิจารณาระหว่าง สกอ.และมหาวิทยาลัย มาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน

"นายกสภา ม.มหิดล ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช เป็นคนคนเดียวกับ ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แต่ทำไมไม่ผ่านหลักสูตร มันติดอะไรตรงไหน มันต้องเป็นความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัย ในเมื่อไม่มีคนรับผิดชอบ ผมก็ต้องรับผิดชอบลูกศิษย์ผม 332 คน สกอ.ไม่ผ่านหลักสูตร ก.พ.ไม่ตีราคาเงินเดือน เด็กทั้งหมดรับราชการไม่ได้ สังคม สื่อ ต้องมาช่วยกันพิจารณาว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมนี้ในเมื่อบัณฑิตที่จบในหลายที่ก็ให้การยอมรับ ประเทศไทยควรทบทวนตัวเอง การศึกษาไทยก็ต้องทบทวนตัวเองด้วย เพราะทำให้การศึกษาไทยล้มเป็นระบบ หลังจากนี้ แล้วผมคงอยู่บ้านปลูกต้นไม้และเล่นแซกโซโฟน” รศ.ดร.สุกรี กล่าว

ด้าน ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหารุนแรงและกำลังช่วยกันแก้ไข โดยสิ่งที่มหาวิทยาลัยกำลังดำเนินการคือปรับความเข้าใจให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สกอ.ได้เข้าใจตรงกัน ซึ่งต้องใช้เวลา เพราะมหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือเชิญให้มาดูการเรียนการสอนแล้วกำลังรอคำตอบ มั่นใจว่าถ้าเห็นภาพจริงก่อนเข้าเรียนนักศึกษามีประสบการณ์อะไรมาแล้วจะเข้าใจและอนุมัติให้ผ่านได้ เนื่องจากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ของมหาวิทยาลัยมหิดล มีมาตรฐานดีที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน

“ใจเย็นๆ ผมก็ทำเต็มที่ เพราะอาจารย์สุกรี เป็นบุคคลที่มีค่าที่สุดคนหนึ่งของมหาวิทยาลัย ของสังคมและประเทศนี้ ผมได้เขียนหนังสือเป็นลายลักษณ์ส่งให้อาจารย์สุกรี ว่ามหาวิทยาลัยไม่พร้อมจะเสียอาจารย์ไป ขอให้ใจเย็น หนังสือที่เชิญกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาดูการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการก็ผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์” อธิการบดี ม.มหิดล กล่าว

รายงานแจ้งว่าในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ นักศึกษาและคณาจารย์ จะไปรวมตัวเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สภามหาวิทยาลัย ในเวลา 09.00 น. และในวันที่ 1 กันยายน จะไปสอบถามเหตุผลที่ไม่ผ่านหลักสูตรที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาด้วย

ด้านสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีผู้เข้ามากด "ถูกใจ" บันทึกในเฟซบุ๊กของมหาวิทยาลัยเรื่อง "วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ในวันที่ไม่มีสุกรี เจริญสุข" นับร้อยคน และมีผู้โพสต์ให้กำลังใจ อ.สุกรี เป็นจำนวนมาก

อาทิ "เสียดายบุคลากรที่ทุ่มเทเพื่อศิลปะการดนตรีที่แท้จริงอย่างอาจารย์" "ทุกคนที่ยังอยู่ ยังมีหน้าที่ ต้องก้าวเดินต่อไป อย่าให้ความพยายามของท่านต้องศูนย์เปล่า" "นับจากวันนั้นมาถึงวันนี้ เราต่างก็ได้เห็นสิ่งที่อาจารย์สู้และทำมาตลอด ตั้งแต่ไม่มีตึกเรียน จนกระทั่งมีตึกที่เพียบพร้อมที่สุด" และ "รู้สึกว่าประเทศไทยกำลังสูญเสียบุคลากรที่มีคุณภาพสูงสุดท่านหนึ่ง ผมมองไม่ออกว่า วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ จะเป็นอย่างไรเมื่อไม่มีอาจารย์" เป็นต้น

สุกรี เจริญสุข ไขก๊อก คณบดีดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล หลัง สกอ. ไม่รับรอง 2 หลักสูตร นักศึกษาจบไปแล้วกว่า 3 ร้อยคน

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการศึกษา เมื่อข่าวการยื่นหนังสือลาออกของ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถูกนำเสนออกไป โดยการลาออกดังกล่าวเพื่อแสดงความรับผิดชอบจากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่รับรอง 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรเทคโนโลยีดนตรี และธุรกิจดนตรี ซึ่งมีนักศึกษาจบไปแล้ว 3 รุ่น จำนวน 332 คน

ทั้งนี้ สกอ.ระบุว่า ที่ไม่รับรองหลักสูตรดังกล่าวนั้น เพราะเป็นหลักสูตรที่ไม่เข้มแข็งด้านวิชาการ และไม่มีอาจารย์ที่เหมาะสม จึงไม่ให้ชื่อ "ดุริยางคศาสตร์บัณฑิต" แต่ให้ "ศิลปศาสตร์บัณฑิต" แทน ทำให้นักศึกษาไม่สามารถเรียนต่อต่างประเทศในด้านดนตรีโดยตรงได้

ขณะที่ รศ.ดร.สุกรี เผยว่า ทั้งสองหลักสูตรถูกยื่นไปที่ สกอ. ตั้งแต่ปี 2548 มาถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 6 ปีแล้ว ซึ่งเป็นที่น่ากังขาว่าในเมื่อมหาวิทยาลัยแยกออกมาเป็นอิสระ และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสามารถออกแบบหลักสูตรเองได้ทำไมจึงต้องรอให้ สกอ.เป็นผู้อนุมัติหลักสูตรการเรียนการสอน ส่วนกรณีที่ตนลาออกครั้งนี้ ตนเจ็บปวดและรอคอยเรื่องนี้มานานแล้ว ดังนั้นจึงจะไม่ทบทวนอีก และอยากให้วงการการศึกษาไทย ทบทวนตัวเองด้วย เพราะทำให้การศึกษาไทยล้มเป็นระบบ  นอกจากนี้ รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า นักศึกษาจะนัดรวมตัวกันประท้วงที่หน้า สกอ.ในวันที่ 1 กันยายนนี้ด้วย

“รศ.ดร.สุกรี” ไขก๊อกเก้าอี้คณบดี หลังเจอพิษ สกอ.เชือดไม่รับรอง 2 หลักสูตร ลั่นจะทบทวนการลาออกต่อเมื่อ สกอ.รับรองทุกหลักสูตร ชี้ปัญหาหลักมาจาก สกอ. ไม่เชื่อว่า 2 หลักสูตรมีความเข้มข้นทางวิชาการมากพอและไม่มีอาจารย์ที่ดีพอ ซัดกลับ สกอ.ไร้บอร์ดมีความรู้ด้านดนตรี จวกเละประเทศไทยล้มเหลวด้านระบบการศึกษาทั้งระบบ ปล่อยคนไม่รู้ชี้นำ นักการศึกษาพ้นสมัย ไม่โง่แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็นความโง่ที่ถาวร

วันนี้ (30 ส.ค.) ภายหลังจากที่ รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ประกาศลาออกจากตำแหน่งคณบดี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหล่านักศึกษาและแสดงความไม่เห็นด้วยที่สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ไม่รับรอง 2 หลักสูตรใน 7 หลักสูตรของวิทยาลัย

“เรามีอยู่ด้วยกัน 7 หลักสูตร สกอ.ผ่านให้เรา 5 หลักสูตร และไม่รับรอง 2 หลักสูตร โดยหลักสูตรที่ไม่รับรอง คือ หลักสูตรธุรกิจดนตรี และหลักสูตรเทคโนโลยีดนตรี โดยให้เหตุผลว่า เขาไม่เชื่อว่า 2 หลักสูตรนี้จะมีความเข้มข้นทางวิชาการมากพอ และไม่เชื่อว่าจะมีอาจารย์ที่มีศักยภาพมากพอ เรื่องนี้เราต่อสู้กันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 แต่ สกอ.ก็ยังคงไม่ผ่าน 2 หลักสูตรนี้ให้เรา เราเชื่อว่าความเป็นเลิศทางวิชาการอยู่ที่ภาควิชา ความเป็นเลิศทางดนตรีอยู่ที่ครู สกอ.ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรี สกอ.เชื่อผู้เชี่ยวชาญ 2 คนที่ให้ความเห็นว่าหลักสูตรเรายังไม่ควรให้ผ่าน คือ ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ จากจุฬาฯ และรศ.ดร.ปัญญา รุ่งเรืองจากม.เกษตรฯ”

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.สุกรีได้ตั้งคำถามฝากกลับมายังสังคมว่า กรณีที่เกิดขึ้นนี้สังคมควรทบทวนในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ และโดยส่วนตัวแล้วจะไม่ทบทวนเรื่องการลาออก จนกว่า สกอ.จะพิจารณาผ่านหลักสูตรที่เหลือให้

“ผมไม่ใช่คนที่ควรทบทวน แต่ผมว่าพ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียนนักศึกษา และสังคม ควรจะเป็นคนที่ต้องทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ผมคิดว่ายุคนี้โฉมหน้าการศึกษาไทยมันพ้นสมัยแล้ว และมันล้มเหลวกันอย่างเป็นระบบ เราให้คนไม่รู้ชี้นำมากเกินไป เราขาดคนชี้นำที่เป็นคนมีความรู้ความเข้าใจ เรามีนักการศึกษาที่โง่ แล้วไม่ได้โง่อย่างเฉียบพลัน อันนั้นยังพออภัยได้ แต่เรามีนักการศึกษาที่โง่แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่โง่แบบถาวร ทุกวันนี้เราต้องตอบโจทย์สังคม สังคมต้องการบัณฑิตที่ดีมีคุณภาพ เพื่อออกไปสร้างงานดีๆ ให้สังคม แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางการศึกษา ทำอย่างนี้กันมากน้อยแค่ไหน สังคมต้องทบทวน”

รศ.ดร.สุกรีกล่าวต่อไปอีกว่า ขณะนี้ได้ยุติบทบาทชีวิตการทำงานในตำแหน่งคณบดีแล้ว โดยส่วนตัวก็มีครอบครัว ก็จะได้มีเวลาอยู่กับภรรยาและลูก และจะใช้เวลาไปกับการปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นงานอดิเรกที่ชื่นชอบ



ขอมอบบทเพลงนี้ให้อาจารย์เป็นการให้กำลังใจแก่อาจารย์ด้วย แด่คุณครูด้วยดวงใจ